พุทธมงคลอานิสงส์

ตายแล้วไม่สูญ

ในชาติก่อนซ่อมพระพุทธรูปที่ปรักหักพัง

ตายแล้วมาเกิดเป็นคนที่มีความสาวความสวย

ไม่เปลี่ยนแปลงจนอายุ ๑๒๐ ปี

พูดถึงคนสวยชั้นยอด ว่ากันแค่ร่างกายภายนอก อย่ามองเข้าไปถึงกระเพาะ ตับ ไต ไส้ ปอดภายในร่างกายเพราะมันเต็มไปด้วยความสกปรกน่าเกลียดไม่มีความสวย ในที่นี้หมายถึงรูปร่างภายนอกไม่เปลี่ยนแปลง คลอดบุตรคนแรกสวยขนาดไหนก็เป็นสาวขนาดนั้นจนกระทั่งถึงวันตาย

อานิสงส์ซ่อมพระพุทธรูป

ตัวอย่างก็คือ พระนางวิสาขามหาอุบาสิกา ท่านสวยด้วยอำนาจเบญจกัลยาณี ตามที่ท่านเจ้าคุณราชเมธี วัดประยุรวงศาวาส ท่านแต่งเป็นคำกลอนไว้ว่า

งามผมสมพักตร์ลักขณา งามโอษฐาจิ้มลิ้มดูพริ้มเพรา
งามทนต์ยลปลั่งดังสังข์ขัด ผิวทัดกณิการ์งามราศี
คลอดบุตรสักเท่าไรวัยยังดี หญิงเช่นนี้ใครได้มางามหน้าเอย

คำว่า " งามผมสมพักตร์ลักขณา" ก็เพราะว่าผมจะเรียบอยู่ตลอดเวลา ถ้าต้องการให้เป็นคลื่นก็จะเป็น และก็เรียบโดยไม่ต้องหวี ไม่ต้องแต่ง และก็จะยาวไม่มากถ้ายาวไปถึงเอวก็จะช้อนงอนขึ้นไม่ยาวลากดิน ผมก็ไม่เหม็นสาบเหม็นสาง ไม่ต้องสระไม่ต้องล้าง

คำว่า "โอษฐาจิ้มลิ้มดูพริ้มเพรา" ก็เพราะว่าริมฝีปากแดงระเรื่อไม่แดงมากนัก แล้วเรียบไม่มีริ้วไม่มีรอย ปากสวย

คำว่า "งามทนต์ยลปลั่งดังสังข์ขัด" ก็เพราะว่าฟันเรียบแลดูเป็นเงาเหมือนมุกน่าชม ไม่ต้องใช้แปรงสีฟัน ไม่ต้องขัด ไม่ต้องแต่ง

คำว่า "ผิวทัดกณิการ์งามราศี" ขึ้นชื่อว่าผิวไม่มีไฝไม่มีฝ้า ถ้าขาวก็ขาวเนื้อละเอียดดี ถ้าดำก็ดำนวลๆ เรียกว่าพอสวยสำหรับในสมัยที่เขาต้องการ

คำว่า "คลอดบุตรสักเท่าไรวัยยังดี" หมายความว่าเวลาที่คลอดบุตรคนแรกอายุเท่าไร ท่านคลอดบุตรคนแรกอายุ ๑๖ ปี แล้วก็เลยเป็นสาวแค่ ๑๖ อยู่แบบนั้น ร่างกายไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไปจนกระทั่งอายุ ๑๒๐ ปี พระนางวิสาขามีบุตรหญิง ๒๐ คน แล้วบุตรหญิงของท่านคลอดบุตรมาอีกคนละ ๒๐ คน ระหว่างที่บรรดาหลานๆ เป็นสาวคราว ๑๕ - ๑๖ ปี ท่านวิสาขานั่งอยู่ท่ามกลางหลาน ท่านชีวกโกมารภัจนำพระเจ้าปเสนทิโกศลไปดู อยากจะทราบว่าพระนางวิสาขาคนไหน ก็ดูไม่ออกเพราะสาวเท่ากัน เรียกว่าท่านสาวเท่าอายุ ๑๖ ตลอดกาล

อานิสงส์ที่พระนางวิสาขามหาอุบาสิกามีความสาวความสวยไม่เปลี่ยนแปลง ก็เพราะว่าในชาติก่อนท่านซ่อมพระพุทธรูปที่ปรักหักพัง ทรุดโทรม คือมีผิวแตกทองลอกไปเสียแล้วท่านซ่อมพระพุทธรูปด้วยกุศลเจตนาจริงๆ เกิดมาชาตินี้จึงกลายเป็นคนสวย

และการที่ท่านมีเครื่องประดับประกอบไปด้วยแก้วเพชรนิลจินดาและทองคำ เสื้อคลุมตั้งแต่ศีรษะถึงเท้า มีนกยูงรำแพน มีแก้วมณีตั้ง ๒๐ ทะนาน และมีแก้วประพาฬ แก้วอินทนิลอะไรต่ออะไรอีก เสื้อตัวนั้นไม่มีด้ายเลย ที่ทำเป็นด้ายก็ทำด้วยเงินหรือเป็นทองคำ ก็เพราะอาศัยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนาในอดีตชาติ"

หญิงแก่ขวางทาง

ตายจากหญิงแก่ชอบถวายสังฆทานไปเกิด

เป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

" อุปสรรคเป็นของธรรมดาๆ ท่านทั้งหลายต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อนว่า การจะไปไหนก็ดี การจะทำงานทุกอย่างก็ดี แม้แต่การประกอบอาชีพต่างๆ ก็ต้องคิดถึงอุปสรรคก่อน เพราะอุปสรรคต้องมีกันทุกคน วันหนึ่งตั้งใจจะไปหาท่านพระยายมราช ก็ลุกจากที่นอนพอเคลื่อนออกจากที่ก็ปรากฏว่ามี หญิงแก่คนหนึ่งผิวขาว รูปร่างเพรียว อายุประมาณ ๗๐ ปี นั่งขวางทาง จึงให้ชื่อเรื่องนี้ว่า "หญิงแก่ขวางทาง" หลีกทางซ้ายเธอก็ขวาง หลีกทางขวาเธอก็ขวาง เดินตรงเธอก็ขวาง จึงถามเธอว่า "เธอจองเวรจองกรรมอะไรกับฉัน ทำไมจึงขวางทางเดินของฉัน ฉันจะไปหาท่านพระยายมราชแล้วเธอมาขวางทำไม" เธอก็ยิ้มบอกว่า "ที่ฉันมาขวางเพราะฉันยังไม่ต้องการให้ไปหาท่านลุง" ถามเธอว่า "เธอต้องการอะไร" เธอตอบว่า "ตามฉันมา" ก็เลยบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นเธอก็นำหน้าฉันจะตามไป" เธอก็พาเดินเรื่อยขึ้นไปทางด้านทิศเหนือ ชันขึ้นไปๆ ปรากฏว่าดินแดนนั้นเป็น เขาพระสุเมรุ เป็นทางที่ราบรื่น สวยสดงดงามมาก ขึ้นไปไม่เหนื่อย พอไปถึงยอดเขาพระสุเมรุก็ไปถึงที่ปัญจสิกขเทพบุตร เป็นที่รวมใกล้พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เมื่อไปถึงเธอก็นั่ง คิดว่าพาไปหาผู้พิพากษาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงถามท่านปัญจสิกขเทพบุตรว่า "หญิงคนนี้คือใคร" ท่านก็ตอบว่า "เป็นหญิงคนหนึ่งที่มีคนเขาถามคุณที่ซอยสายลมว่า เธอตายแล้วไปไหน และคุณตอบสั้นๆ ว่า คิดว่าเธอมีความสุขเพราะว่าคนนี้ทำบุญไว้มาก เวลาเขาถามภาพเกิดกับคุณว่าหญิงคนนี้เคยสร้างพระพุทธรูป ถวายผ้าไตรไว้ในพระพุทธศาสนา แต่ความจริงบุญของเธอไม่ได้ทำแค่นั้นเธอทำไว้มากกว่านั้น เธอเป็นคนใจบุญ เรื่องบาปเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เกิดมาต้องมีบาป แต่เธอเป็นคนใจบุญหนัก เคยถวายสังฆทานที่เป็นอาหารกับพระ ถวายสังฆทานที่เป็นของแห้ง เคยทำบุญบวชพระ ทำบุญทอดกฐิน จิตใจของเธอจริงๆ จับอยู่ที่พระพุทธรูปกับผ้าไตร"

อาตมาจึงหันมาถามเธอว่า "ความจริงเป็นอย่างนั้นไหม" เธอก็ตอบว่า "เป็นความจริงเจ้าค่ะ" ถามเธอว่า "บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ผู้หญิงแก่ๆ แบบนี้มีกับเขาด้วยหรือ เพราะนางฟ้าก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี ที่มีรูปร่างแก่น่ะไม่มี" เธอก็ตอบว่า "เท่าที่ให้เห็นแก่จะได้ทราบว่าเมื่อตายอายุเท่าไร" ถามถึงอาการตายของเธอ เธอบอกว่า "มีอาการร้อนในท้องและก็แน่นในหน้าอกไม่มากนัก ต่อมาศีรษะก็มึน ความร้อนถึงศีรษะตาก็พร่า เวลานั้นจิตใจของเธอไม่ได้นึกอะไรมาก นึกอย่างเดียวว่าเวลานี้เรานับถือพระพุทธเจ้า เราเคยสร้างพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว ไว้ในพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นก็ถวายสังฆทานเป็นพระพุทธรูปหน้าตักขนาด ๕ นิ้ว บ้าง ๔ นิ้ว บ้าง มีผ้าไตร ที่เป็นวัตถุแห้งก็มาก ที่เป็นอาหารก็มาก ภาพทั้งหมดปรากฏกับเธอ และเวลานั้นก็ปรากฏ มีภาพแมวกับภาพสุนัขที่เธอเลี้ยงไว้ ให้ความปราณี เจ้าแมวกับเจ้าสุนัขที่มาหมอบอยู่ข้างๆ จิตเธอก็มีความรักในมัน อาศัยภาพทั้งหลายเหล่านี้ปรากฏ ทุกขเวทนาที่ปรากฏในร่างกายมันก็สลายตัวไปเพราะจิตไม่เกาะ จิตไปเกาะภาพพระพุทธรูปบ้าง จิตไปเกาะผ้าไตรบ้าง การถวายสังฆทานบ้าง เวลานั้นอารมณ์เป็นสุข"

ต่อมาก็เห็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จมาสว่างใสสะอาดมาก รูปร่างลักษณะโปร่ง ผิวขาวค่อนข้างเหลือง ริมฝีปากแดง สวยมาก ทรงแย้มพระโอษฐ์ จิตใจเธอก็จับพระพุทธเจ้า ต่อมาอีกนิดหน่อยก็เห็นเทวดากับนางฟ้ามีความสวยสดงดงามมากมาชวนเธอว่า "ขอให้ไปสวรรค์ด้วยกันเถิด ฉันอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์" แต่เท่าที่ปรากฏเวลานั้นมีเฉพาะเทวดากับนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่านั้น เธอก็ติดใจนางฟ้า ในที่สุดจิตออกจากร่าง รูปร่างหน้าตาก็เป็นนางฟ้าสวยสดงดงาม

เมื่อเธอพูดจบก็ปรากฏว่าร่างกายแก่หายไป มีร่างกายเป็นนางฟ้าสวยสดงดงามแพรวพราวเป็นระยับ สวยมาก จึงถามว่า "เท่าที่บอกให้ตามมานี้ต้องการจะให้รู้อะไร" เธอก็ตอบว่า "อยากจะเล่าให้ฟังเรื่องราวจริงๆ ที่ท่านตอบเขาวันนั้น ยังตอบน้อยไป" ก็เลยบอกว่า "ฉันกำลังป่วยมากและก็เหนื่อยมาก คอก็แห้งเสียงไม่ออก เห็นภาพชัดๆ แค่พระพุทธรูปกับผ้าไตรลอยอยู่ข้างหน้าเธอ" เธอก็บอกว่า "ต้องการให้ทราบตามนี้" จึงถามต่อไปว่า "ต้องการอะไรอีก" เธอถามว่า "อยากจะดูวิมานฉันไหม" ตอบเธอว่า "อยากจะดูและวิมานของเธอได้มาจากอะไร" เธอก็ตอบว่า "สังฆทานถังที่ถวายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินที่ถวายร่วม ท่านนำไปใช้เป็นสังฆทานบ้าง สร้างวิหารทานบ้าง สร้างพระพุทธรูปบ้าง ฉะนั้นอาศัยที่เงินของฉันมีส่วนในวิหารทาน ฉันจึงมีวิมาน" ถามว่า "วิมานของเธออยู่ที่ไหน" เวลานั้นก็ปรากฏมีวิมานทองคำลอยมาแต่ว่าบนยอดเป็นแก้ว พื้นของวิมานเป็นทองคำสวยสดงดงามมาก มีนางฟ้า สวยสดงดงามประจำอยู่ ๓,๐๐๐ องค์ บรรดานางฟ้าทั้งหลายเห็นเธอเข้าก็ลงมาไหว้ ถามเธอว่า "วิมานของเธอเป็นทองคำเพราะอาศัยบุญอะไร" เธอตอบว่า "อาศัยบุญวิหารทานบ้าง สังฆทานบ้าง เลี้ยงสัตว์บ้าง แต่กำลังใจต่ำไปนิดจึงได้วิมานทองคำ" ถามว่า "ยอดวิมานของเธอแทนที่จะเป็นทองคำอย่างวิมานอื่น กลับกลายเป็นแก้วแพรวพราวเป็นระยับ" เธอตอบว่า "ที่เป็นแก้วเพราะ ฉันชอบใจเฉพาะยอดมณฑป ตั้งแต่หลังคาขึ้นไปเบื้องบนของมณฑป แต่ความสนใจในตัวอาคารของมณฑปน้อยไป ถ้าเข้าไปที่นั่นเห็นพระก็มีจิตชุ่มชื่น ฉันพอใจพระทุกองค์ จิตติดใจในพระตายแล้วก็ได้วิมานอย่างนี้" ถามเธอว่า "นอกจากนี้เธอมีอะไรอีกไหม" เธอตอบว่า "ท่านจะไปเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ ๖ อยากจะฝากไปถึงลูกถึงหลาน เขาจะได้ทราบ บอกเขาว่า ฉันเป็นหญิงเชื้อชาติจีน เป็นจีนทั้งพ่อและแม่ เกิดมาในตระกูลของจีน แต่ว่าอยู่ในเขตพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก ชอบการให้ทาน เรื่องความโกรธความไม่ชอบใจก็มีบ้างเป็นของธรรมดา ศีลก็รักษาบ้าง ตอนเด็กๆ ก็ไปวัดกับแม่ แม่ให้ใส่บาตรก็ใส่บาตรบ้างทั้งๆที่ ไม่รู้เรื่องว่าใส่บาตรมีอานิสงส์อะไรก็ได้บุญ เวลาพระเทศน์ก็ตั้งใจฟังบ้างไม่ตั้งใจฟังบ้าง คิดเรื่องอื่นบ้างถึงแม้ไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็ได้บุญ

ต่อมาก็ชอบในการถวายสังฆทานมาก การเลี้ยงพระก็ชอบ เลี้ยงพระก็เป็นสังฆทาน สังฆทานแห้งก็ชอบ ที่ชอบมากที่สุดก็คือ สังฆทานที่มีพระพุทธรูป มีผ้าไตร และมีอาหารแห้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งติดตาติดใจพระพุทธรูปกับผ้าไตร ตอนต้นถวายพระพุทธรูปองค์เล็กๆ จิตใจก็ไม่ชุ่มชื่นอยากได้องค์ใหญ่ๆ ก็เลยทำบุญด้วยพระพุทธรูปหน้าตัก ๙ นิ้ว เพราะในโลกเขาถือเลข ๙ กัน อะไรๆ ก็เลข ๙ แต่ความจริงเลข ๙ ไม่ได้มีความหมายเด่นไปกว่านั้น ถ้าหากว่าฉันฉลาดฉันจะถวายพระ ๑๒ นิ้ว เป็นพระพุทธชินราชจะดีมาก เพราะสวยสดงดงามมาก แต่ทีนี้คนข้างๆบ้านบ้าง เพื่อนกันบ้าง ลูกหลานบ้าง เขาบอกว่า ๙ ดี แต่ความจริง ๙ หน้า ๙ หลังนี่มันไม่ไปไกล ก้าวหน้าไป ๑ ก้าว ก้าวถอยหลังไป ๑ ก้าว ก้าวเท่าไรก็อยู่แค่นั้น"

รวมความว่าน่าจะไปสูงกว่านี้ แต่กำลังใจดีไม่สมบูรณ์แบบ ก็อยากจะแนะนำให้ลูกหลานจงจำไว้ว่า ขึ้นชื่อว่าบาป ทำกันแล้วก็พอกันเสียที ให้พยายามทรงความดี อย่างน้อยจิตใจตั้งอยู่ในทาน คิดว่าทานการให้จะมีในเรา

ประการที่สองศีลรักษาทุกวันไม่ได้ก็รักษาบ้างเป็นประจำวัน

ประการที่สามกิจที่ฉันทำคือ ฉันบูชาพระทุกวัน ตอนหัวค่ำกับตอนเช้าตรู่ ฉันไม่มีเวลาภาวนามากแต่อาศัยการบูชาพระเป็นกำลัง ฉันติดใจในภาพพระพุทธรูปมาก เวลาตายภาพพระพุทธรูปจึงปรากฏและในที่สุดพระพุทธเจ้าเสด็จมานี่เป็นปัจจัยให้ฉันเกิดความสุข ถ้าหากท่านไปพบลูกหลานของฉันบอกด้วยว่า "ฉันมีความสุข"

ต่อมาอาตมาก็หันมาคุยกับท่านปัญจสิกขเทพบุตรถามว่า "หญิงคนนี้ตามบัญชีของท่านมีบุญวาสนาบารมีถึงไหน" ท่านตอบว่า "ท่านหมายถึงนิพพานใช่ไหม" ตอบว่า "ใช่" ท่านก็ตอบว่า "ยัง กำลังบารมียังอ่อนอยู่ ยังไปนิพพานไม่ได้ ทั้งนี้เว้นไว้แต่ว่าถ้าเธอมาอยู่บนสวรรค์แล้ว ตั้งใจบำเพ็ญความดีเพื่อนิพพานต่อไป อาจจะไปได้ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของเทวดาหรือพรหมจะพยากรณ์ เป็นหน้าที่ขององค์สมเด็จพระชินวรจะพยากรณ์แต่พระองค์เดียว แต่ถ้าเธอทำความดี ความดีก็จะช่วยเธอ"

ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจงรักษาความดี ๔ ประการไว้คือ

๑. รู้จักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน

๒. พูดไพเราะ ใช้วาจาดีๆ

๓. ช่วยเหลือการงานซึ่งกันและกัน

๔. ไม่ถือตัว

คุณธรรม ๔ ประการนี้จะเป็นปัจจัยให้ท่านทั้งหลายมีความสุข เพราะความรักกัน..

เทพธิดาปูทะเล

ตายจากคนอาชีพจับปูทะเลขายแล้วไปเกิด

เป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

"..ตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "ก่อนจะตายถ้าจิตใจผ่องใส นึกถึงบุญกุศลนิดหน่อยตายแล้วก็ไปสวรรค์ทันที เรื่องนี้ให้ชื่อเรื่องว่า "เทพธิดาปูทะเล" เรื่องมีอยู่ว่า

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ ขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกนั่งอยู่กับท่าน ปัญจสิกขเทพบุตรซึ่งทำหน้าที่เปรียบเหมือนเลขาของท่านพระอินทร์ เห็นนางฟ้า ๘ องค์ รูปร่างหน้าตาสวยสดงดงามมาก ผิวพรรณผ่องใส เครื่องประดับก็สวย แต่มีองค์หนึ่งนั่งใกล้มากที่สุด ท่านมองหน้าไม่ละสายตา เบื้องหลังนางฟ้า ๘ องค์ ไกลออกไปประมาณ ๒ เส้น เป็นภาพผู้หญิงอ้วนใหญ่ ผิวเนื้อดำแดงค่อนข้างดำ หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ในความรู้สึกของอาตมาเป็นภาพนางยักษิณี จึงหันไปถามท่านปัญจสิกขเทพบุตรว่า "บนสวรรค์มีภาพประเภทไม่สวยอย่างนี้เหมือนกันรึ" ท่านตอบว่า "ปกติไม่มี แต่นางฟ้า ๘ องค์นี้เป็นคนมีบาปอยู่เบื้องหลัง" หมายความว่าในระยะต้นสร้างบาปไว้มากแต่ว่าไม่ถึงอนันตริยกรรม อนันตริยกรรมได้แก่ ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต ยุยงให้สงฆ์แตกกัน ตอนช่วงหลังของชีวิตและตอนใกล้จะตายได้ทำกำลังใจเป็น สัมมาทิฏฐิ รู้จักการให้ทาน รู้จักการรักษาศีล รู้จักการเจริญภาวนา เวลาจะตายจิตใจก็เกาะความดี เมื่อตายแล้วก็มาเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกก่อน แต่ทว่าบาปยังติดตามอยู่ ถ้าไม่สร้างความดีต่อเป็นการป้องกัน เมื่อจุติไปจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เมื่อไรบาปจะดึงเธอทั้งหมดลงอบายภูมิทันที

ท่านพุทธบริษัทเมื่ออ่านหรือฟังแล้ว จงคิดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

"จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคคติ ปาฏิกังขา" เวลาก่อนจะตาย จิตใจเป็นอกุศลหรือเศร้าหมองนิดหน่อย ก็จะไปอบายภูมิทันที

"จิตเต ปาริสุทเธ สุคติ ปาฏิกังขา" ก่อนจะตาย แม้แต่จิตใจผ่องใสในด้านของบุญกุศลนิดหน่อย ก็จะไปสวรรค์ทันที

อาตมาหันไปถามนางฟ้าที่อยู่ใกล้มากที่สุด และมองหน้าไม่ยอมละ ถามเธอว่า "สมัยเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหน" เธอตอบทันทีว่า "จำฉันไม่ได้รึ" อาตมาบอก "ถ้าอย่างนั้นขอดูภาพเดิม" ให้เห็นภาพเธอเป็นคนแก่อายุประมาณใกล้ ๖๐ ปี รูปร่างใหญ่เทอะทะ ผิวเนื้อดำแดงค่อนข้างดำ ถามเธอว่า "รูปร่างของเธอเป็นอย่างนี้ เธอมีสามีหรือเปล่า" เธอตอบว่า "มี" เธอแสดงภาพให้เห็นตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแล้วก็เป็นสาววัยรุ่นถึงสาวใหญ่ ตอนสาวรุ่นรูปร่างทรวดทรงดี หน้าตาดี ผิวพรรณไม่ดำ ผิวเนื้อดำแดงและเกลี้ยง ร่างกายมาเปลี่ยนแปลงตอนอายุ ใกล้ ๔๐ ปี เธอเป็นคนจน

เวลานั้นอาชีพจริงๆ ก็คือ จับปูทะเลมาขาย ปูทะเลจับมาได้ก็ต้องมัด จับปั๊บมัดปุ๊บ ทำมาแต่เด็กก็ทำได้คล่องรวดเร็วแล้วก็เอามาขาย พอเป็นสาวขึ้นมาก็จับปูทะเลขายเหมือนเดิม แต่งงานแล้วก็ยังทำอยู่เหมือนเดิม มาเปลี่ยนแปลงเอาจริงๆ เมื่อตอนอายุ ๓๐ ปีเศษ ขายปูได้กำไรพอสมควรมีทุนอยู่บ้างไม่จับปูเองแล้วแต่เป็นคนซื้อปูมาขายและคุมการขาย

ให้นึกดูว่าสภาพปูถูกมัดกระดิกกระเดี้ยไม่ได้แบบนั้น มันทรมานขนาดไหน มีการเจ็บปวดมีการเมื่อยขนาดไหน สรุปแล้วเธอทำบาปมาอย่างหนัก เป็นบาปที่ติดตามมา ที่เห็นเป็นภาพนางยักษิณีอยู่ข้างหลังตอนที่เกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว

ความจริงในตอนระยะต้นๆ ตั้งแต่เด็กมาจนถึงสาวใหญ่ แต่งงานแล้วก็ตาม บุญเธอก็ทำบ้างแต่ก็ทำบุญแบบผิวเผิน หมายความว่าใส่บาตรบ้างแต่ก็นานๆ ใส่ครั้ง นานๆก็ไปฟังเทศน์บ้างแต่ก็ไม่ตั้งใจนัก เขาทำบุญเรี่ยไรก็ทำบ้างแต่ไม่ได้ตั้งใจมาก ทำประเภทปัดสวะให้ผ่านพ้นไป ฉะนั้นท่านทั้งหลายที่แจกฎีกาพึงทราบว่า คนที่เขาทำบุญตามฎีกาเขาจำใจทำกันมา แต่ก็ได้บุญถึงแม้จะได้บุญไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ตาม เปรียบเหมือนชาวบ้านเขามีข้าว ๑ กะละมังได้บุญเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เราได้บุญไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีข้าวแค่ ๑ จาน ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

ต่อมาเมื่อเธอมีอายุ ๔๐ ปีเศษๆ ก็มีความรู้สึกว่าอาชีพเดิมมันบาปทั้งหมด ก็เพราะบังเอิญมีพระหลวงตาที่น่าเคารพท่านหนึ่ง ท่านเป็นพระที่อยู่ใกล้บ้านไปรับบาตรเป็นประจำ ผ่านอยู่เสมอท่านอธิบายให้ฟังว่า "การทำแบบนี้มันบาป" ในที่สุดเธอก็ละจากอาชีพขายปูทะเลมาเป็นอาชีพรับจ้างอย่างอื่นที่ไม่เป็นบาป ความจริงน่าขอบคุณหลวงตาองค์นั้นที่ท่านแนะนำ ตอนหลังเธอตั้งหน้าตั้งตาทำบุญ บุญใหญ่เธอทำมาเป็นปกติ ใส่บาตร ฟังเทศน์ ใครไปเรี่ยไรก็ให้ ทำบุญมาเรื่อยๆ จิตใจเป็นบุญกุศล

ต่อมาในระยะใกล้ตาย ๔ เดือน เธอก็มีโอกาสมาที่วัดท่าซุง ในงานเป่ายันต์เกราะเพชร เห็นวัดเข้าก็ชอบใจ คิดในใจว่าวัดสวยๆ แบบนี้หายาก เธอสนใจมณฑปแก้ว ที่ปิดกระจกทั้งข้างนอกและข้างใน ก็ชอบใจมากเข้าไปนั่งไหว้พระดูภาพพระก็ชอบใจ มีจิตใจสดชื่น ไปนั่งนานจนกว่าจะถึงเวลาเป่ายันต์เกราะเพชร ก็ไปรับยันต์เกราะเพชรตอน ๔ โมงเช้า ปรากฏว่าเขาประกาศว่ารถจะออกตอน ๔ โมงเย็น จึงไปนั่งป๋ออยู่ที่มณฑปแก้วใหม่ สดชื่นมากจิตใจจับอยู่ที่นั่น

ต่อมาได้ทราบข่าวว่า ที่ซอยสายลมมีพระวัดท่าซุงไปสอนพระกรรมฐานที่นั่น เธอก็ไปกับเขาด้วย ไปเจริญพระกรรมฐานวันแรกเธอบอกว่า "ภาพพระที่มองเห็นเวลาลืมตา แต่เวลาที่หลับตาแล้วพระองค์นั้นไม่เห็น เห็นแต่ปูที่คลานยั้วเยี้ยที่เธอจับมาก็ดี ภาพที่เธอกำลังมัดปูก็ดี นั่งขายปูก็ดี"

รวมความว่า ภาพปูปรากฏเต็มไปหมด จะมองเท่าไรก็ไม่เห็นภาพพระเห็นแต่ปูแทน ในที่สุดลืมตาดูพระใหม่ ทิ้งภาพปู พอเห็นภาพพระแจ่มใสดี สดชื่น นานๆ เข้าจึงหลับตาใหม่ ก็ปรากฏเห็นภาพปูอีก เป็นอันว่าวันแรกของการเจริญพระกรรมฐานคือวันเสาร์ ไม่มีผลเห็นพระแต่มีผลเห็นปูทะเลแทน เธอก็เศร้าสลดใจ พอถึงเวลาอุทิศส่วนกุศล พระท่านแนะนำว่า "ให้ขอพระยายมราชและเทพเจ้าเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศล"

เผอิญท่านพระยายมราชท่านมาบอกกับอาตมาในวันนั้นว่า "ถ้าใครทำบุญไว้ เวลาอุทิศส่วนกุศลให้บอกท่านให้เป็นพยาน ถ้าบังเอิญต้องผ่านสำนักท่าน การสอบสวนเรื่องบาปก็ไม่มี ท่านจะเป็นพยานให้เพราะบุญมีอยู่แล้ว จะส่งไปสวรรค์ก่อน" เธอบอกว่า "ดีใจในถ้อยคำนี้" เวลาพระท่านนำอุทิศส่วนกุศลสดชื่นมาก ตั้งใจจริงๆ เพราะว่าปูเป็นเหตุ ถึงอย่างไรก็ไม่ขอลงนรกแน่ เธอคิดในใจว่า "ถ้าขืนลงนรกเสียท่าปูแน่ ปูนับเป็นพันเป็นหมื่นมันตามเล่นงานแน่นอน เธอไม่ได้คิดถึงไฟนรกคิดถึงแต่ปูอย่างเดียว พออุทิศส่วนกุศลเสร็จ เธอก็รีบไปที่จุดสังฆทาน จะเอาชุดใหญ่ ๕๐๐,๑,๐๐๐ , ๒,๐๐๐ เงินก็ไม่มี ผสมผเสได้ ๑๐๐บาท ก็ถวายสังฆทานชุดเล็ก ๑๐๐ บาท ทันที

วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่สองไปใหม่ตอนกลางวัน ตั้งใจไปถวายสังฆทานชุดเล็ก ๑๐๐ บาททันทีและก็ฟังพระท่านคุยไป นั่งดูพระพุทธรูปไป ตัดสินใจว่าวันนี้จะไม่ยอมให้ภาพปูเข้ามากวนใจ จะขออยู่กับพระพุทธรูป หลับตาบ้างลืมตาบ้าง ใครจะคุยอย่างไรก็ช่าง สนใจพระพุทธรูปอย่างเดียว พอตอนกลางคืนเจริญพระกรรมฐาน เวลาหลับตาปรากฎว่า ภาพปูกับภาพพระแย่งกัน ภาพพระเกิดขึ้นบ้าง เห็นภาพปูบ้างสลับกัน เธอก็ดีใจว่าวันนี้พระสู้กับปูแล้วปูแพ้ เพราะภาพปูเกิดขึ้นมาน้อย เห็นภาพพระมากกว่า พอเจริญพระกรรมฐานเสร็จก็ถวายสังฆทานชุดเล็ก ๑๐๐ บาทอีก

ต่อมาวันที่สาม ก็ทำอย่างนั้นอีก พอไปถึงปุ๊บไม่ต้องการอะไรทั้งหมด ตั้งหน้าตั้งตาจ้องพระพุทธรูปกับพระสงฆ์ที่พูด มองลีลาพระสงฆ์ที่นั่งพูดบ้างและจำภาพพระพุทธรูปบ้างดูสองอย่าง อย่างไหนเลือนก็จับอีกอย่างหนึ่งเข้ามาแทน ตั้งใจจับพระพุทธรูปกับพระสงฆ์ช่วยกันขับปู วันนี้ชนะเด็ดขาดภาพปูไม่ปรากฏเห็นแต่ภาพพระอย่างเดียว เห็นชัดทั้งภาพพระพุทธรูปกับพระสงฆ์ ภาพปูไม่เกิด เธอดีใจมาก

ก็รวมความว่าเธอทำอย่างนี้มาได้ ๓ ครั้ง วาระที่สุดของชีวิตเธอก็มาถึง เวลาที่จะตายจริงๆ เธอมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายวัน ปวดศีรษะบ้าง แน่นหน้าอกบ้าง เสียดท้องบ้างเป็นปกติ แต่ในเวลานั้นก็ตั้งใจภาวนาว่า "พุทโธ" นึกถึงภาพพระกับพระสงฆ์ที่เคยเห็น ภาพก็ชัดเจนแจ่มใสเป็นบางครั้ง บางทีมันปวดมากภาพก็หายไป พอคลายหน่อยจิตก็เห็นภาพ แต่ใจไม่ยอมปลด มันจะปวดอย่างไรก็ตาม ก็ตั้งใจภาวนา "พุทโธ"บ้าง "นะมะพะธะ" บ้าง จับภาพพระพุทธเจ้าบ้าง จับภาพพระสงฆ์บ้างสลับกันไปในที่สุดก็ตาย

เวลาจะตายเธอบอกว่าไม่มีความรู้สึกว่ามันจะตาย มันเป็นแต่มีความรู้สึกวูบไป อาการปรากฏทีแรกมันอืดเสียดมาก เมื่ออาการอืดเสียดหายไปมึนงงหายไป จิตมีอารมณ์เป็นสุขมาก มีความเยือกเย็น มีความสบาย จิตก็จับภาพพระพุทธรูปภาวนาว่า "พุทโธ" เดี๋ยวก็ "นะมะพะธะ" สลับกันทั้ง ๒ อย่าง ภาพพระก็เกิดมีสภาพแจ่มใส สดใสขึ้น สวยขึ้นๆ ตามลำดับเป็นทองอร่ามขึ้นในที่สุดพระท่านยิ้ม เมื่อเห็นภาพพระพุทธรูปยิ้ม เธอก็มีอาการสดชื่น ตอนนี้เองเธอบอกว่า "มีความรู้สึกว่าวูบเหมือนตกจากที่สูง และมีความรู้สึกอีกทีหนึ่งก็มาอยู่ที่วิมานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก วิมานสวยสดงดงามมากแพรวพราวเป็นระยับ เป็นเพชรสีน้ำมันก๊าด จะขาวก็ไม่ใช่แต่ใส

ถามเธอว่า "ที่ได้วิมานสวยอย่างนี้เพราะอะไร" เธอตอบทันทีว่า "เพราะสนใจในมณฑปแก้วและพระพุทธรูปในมณฑปแก้ว" ถามว่า "ไปในมณฑปแก้วนั้นกี่ครั้ง" เธอตอบว่า "ไป ๓ ครั้ง ติดใจ เวลามีงานก็ไป ยามปกติก็ไป เวลาไปต้องเข้าไปในมณฑปแก้วก่อน ไปนั่งหน้าพระพุทธรูป ภาวนาให้สบาย ตัดภาพปูทิ้งไปเห็นพระแทน ดูภาพมณฑปแก้วก็ชอบใจ อันนี้เป็นปัจจัยให้วิมานแก้วใสมาก สว่างมาก" ถามว่า "เธอมีเทพบุตรหรือนางฟ้าเป็นบริวารเท่าไร" เธอยิ้มแล้วก็ตอบว่า "ไม่มีเทวดาเป็นบริวาร มีแต่นางฟ้าเป็นบริวาร ๔,๐๐๐ องค์ เครื่องประดับประดาก็มีมาก" บอกเธอว่า "อยากจะเห็นวิมาน"

ก็ปรากฏว่าเวลานั้นวิมานก็ลอยมา บ้านเราในเมืองมนุษย์ยกไปไหนไม่ได้ แต่ในเมืองสวรรค์วิมานลอยมาทันที นางฟ้าทั้งหมดหน้าตาแจ่มใสมาก วิมานของเธอใหญ่มากและมีความสว่างไสวมาก ถามเธอว่า "เธอมีความรู้สึกอย่างไรกับเรื่องบาปเก่า" เวลานี้ภาพนางยักษิณียังปรากฏอยู่ เธอบอกว่า "ภาพนางยักษิณีนี่ความจริงไม่ใช่นางยักษิณีจริง เป็นภาพที่แสดงออกเมื่อท่านปรากฏนี่เอง ตามปกติฉันไม่เห็น แต่ว่าภาพนั้นเป็นพยานให้ท่านทราบว่า ฉันยังเป็นคนมีบาป" ถามเธอว่า "เธอทราบไหม ถ้าหมดบุญจากสวรรค์ที่ดาวดึงส์เธอจะไปไหน" เธอก็ตอบว่า "ทราบ เขาจะนำฉันไปไว้นรกขุมที่ ๕"

ถามเธอว่า "จะไปไหม" เธอก็ตอบว่า "ที่ไปซอยสายลมพระท่านสอนว่า ให้หนีไปพระนิพพาน เวลานี้ฉันตั้งใจจะไปพระนิพพาน ฉันไปฟังเทศน์ที่พระจุฬามณีเจดียสถานเสมอ ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์และที่ประชุมเทวสภา ก็มีหลายวาระที่บรรดาพระโพธิสัตว์ท่านมาเทศน์ วันไหนพระโพธิสัตว์ท่านไม่ว่างมา ท่านพระอินทร์ก็เทศน์แทน ท่านเทศน์สงเคราะห์ให้เทวดาทุกองค์บำเพ็ญกุศลต่อให้ทุกคนมองดูกรรมดั้งเดิมของตนเองก่อนที่จะตายว่ามีกรรมที่เป็นอกุศลไหมและกรรมที่เป็นอกุศลนั้นทิ้งเราหรือยัง เทวดาและนางฟ้าทุกองค์ก็ปฏิบัติตามท่าน รวมความว่าไม่มีเทวดา ไม่มีนางฟ้าองค์ไหนที่ไม่มีบาปกรรมต่อท้ายอยู่เบื้องหลัง ฉะนั้นเทวดาและนางฟ้าทุกองค์ก็ตั้งใจบำเพ็ญกุศลหวังไปพระนิพพาน

เมื่ออาตมาคุยกับเธอจบก็ถามเธอว่า "มีอะไรสั่งไปถึงทางบ้านบ้างไหม" เธอก็ตอบว่า "ฉันขอสั่งเมื่อท่านเขียนหนังสือแล้วก็บอกเขาด้วยว่า ฉันคนชื่อ ป อยู่หน้า ตายเมื่ออายุ๕๗ ปี อาชีพเดิมจับปูทะเลและก็ขายปู ต่อมาเมื่ออายุ ๔๐ ปีเศษ ก็กลายเป็นนักบุญ เวลานี้มีความสุขมาก ขอบรรดาลูกหลานทุกคนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ที่คิดว่า การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นปัจจัยให้เกิดความสุขแก่ตัวเองนั้น ความจริงไม่จริงมันจะลากไปสู่อบายภูมิ จะมีความทุกข์หนัก มันไม่คุ้มกันกับความสุขนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายอิ่ม ฉะนั้นขอบรรดาลูกหลานและพี่น้องทุกคนจงละบาปอกุศล ทำงานรับจ้างเขาที่ไม่เป็นบาปดีกว่า.."

นางฟ้าปลาทู

ตายจากคนที่มีอาชีพรับจ้างขนปลาจากเรือตังเก

ไปเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

"..เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ หลังจากอาตมาคุยกับเทพธิดาปูทะเลเสร็จแล้ว เธอก็ถอยออกไป ก็มีนางฟ้าคนที่ ๒ เลื่อนเข้ามา ซึ่งอยู่ในกลุ่มของนางฟ้าที่มีนางยักษิณีคุมอยู่เบื้องหลัง ความจริงไม่ใช่นางยักษิณี เขาแสดงภาพให้เห็นว่านางฟ้ากลุ่มนี้ยังมีบาปอยู่เบื้องหลัง ถ้าพลาดจากสวรรค์เมื่อไร ลงไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องลงไปถึงอบายภูมิ อาตมาให้ชื่อว่า "นางฟ้าปลาทู" นางฟ้าองค์นี้เข้ามาก็มองหน้าอาตมาแล้วก็ยิ้มเหมือนกับเทพธิดาปูทะเล จึงถามว่า "เธอเคยรู้จักฉันหรือ" เธอก็ตอบว่า "ในสมัยที่มีชีวิตอยู่ไม่เคยรู้จักกันตัวต่อตัว แต่ทว่าเคยเห็นภาพถ่ายจากหนังสือพิมพ์บ้าง เคยดูที่เทศน์ทางโทรทัศน์บ้าง จึงจำได้ และมีคนเขาพูดให้ฟังก็ได้ยินชื่ออยู่เสมอ แต่ไม่มีเวลาที่จะไปหาไปคุยด้วยเพราะมีธุระมาก" ถามเธอว่า "เวลานี้เธอเป็นนางฟ้าของสวรรค์ชั้นไหน" เธอตอบว่า "เป็นนางฟ้าของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์" ถามเธอว่า "วิมานของเธอสวยไหม" เธอก็ตอบว่า "วิมานสวยกว่าบ้านที่เมืองมนุษย์มาก" ถามว่า "บ้านของเธอที่เมืองมนุษย์เป็นบ้านไม้หรือบ้านตึก" เธอตอบว่า "ตอนแรกๆ เดิมทีเดียวเป็นบ้านไม้ ภายหลังเป็นบ้านตึกสร้างเองไม่ได้เช่าเขา เป็นตึกย่อมๆ มี ๓ ห้องนอน พออยู่ระหว่างพ่อแม่และลูก" ก็ถามว่า "เธอมีอาชีพอะไร" เธอตอบว่า "เดิมทีเดียวเป็นลูกจ้างขนปลาจากเรือตังเก แล้วก็แยกส่วนของปลา ปลาที่เธอสนใจมากที่สุดคือปลาทู เพราะเรือตังเกจะได้ปลาทูมาก ถ้าวันไหนปลาทูมากเจ้าของเขาก็แบ่งให้มาก วันไหนได้น้อยเขาก็แบ่งให้น้อย แต่ค่าจ้างแรงงานนั้นมีอยู่"

สำหรับปลาที่เขาแจกก็เพื่อให้คนงานเอาไปกินที่บ้านตามสมควร ชีวิตของเธอนอกจากค่าแรงงานก็ได้อาศัยปลาทูและปลาทะเลบางส่วนช่วยให้ทรงชีวิตอยู่ได้ บรรดาลูกจ้างทั้งหลายมีเงินน้อยแต่ละวันนายจ้างก็เลี้ยงอาหารแต่อาหารบางส่วนอาจจะไม่เป็นที่พอใจของลูกจ้างเพราะกินซ้ำๆ ซากๆ ก็มีการซื้อพิเศษกินกันในตอนบ่ายนอกเวลาที่เขาเลี้ยง เธอก็พยายามทำข้าวแกงและอาหารบางส่วนสิ่งใดที่คนงานชอบก็ทำสิ่งนั้น ทำแล้วก็ให้ลูกสาวหาบไปขายส่วนเธอก็ทำงานรับจ้างไป การขายอาหารแบบนี้เป็นปัจจัยให้เธอมีฐานะดีขึ้น มีความสุขมาก วิธีการขายของเธอก็คือ

๑. ตักข้าวให้มาก

๒. แกงหรือกับให้สมควรแก่ข้าว

๓. หนึ่งจานราคาถูกกว่าที่อื่นหนึ่งบาท

ข้าวของเธอก็ร้อนเสมอเพราะหุงข้าวใส่หม้อไป แต่ว่ามีซึ้งไว้นึ่งข้าวให้ร้อน แกงก็ทำเตานึ่งให้ร้อน ทำอย่างนี้เป็นที่ถูกใจของคนกินมาก ต่อมาฝีมือเป็นที่ชอบใจของคนงาน ก็ขยายออกไปขายตอนเช้าตรู่ จ้าง ๒-๓ คนมาช่วยหาบและตัก เอาไปขายที่ท่าเรือเมล์จอด คนขึ้นลงมากและตอนเช้าตรู่คนหิว ขายราคาถูกกว่าที่อื่น ๑ บาท ข้าวก็มากกับก็มาก คนก็ชอบใจ เป็นเหตุให้เธอได้เงินมาก ถึงแม้กำไรน้อยก็จริงแต่คนจองมาก เพราะส่วนใหญ่เขาจะไม่ซื้อของคนอื่นกิน การค้าแบบนี้เป็นเหตุให้เธอเกิดความร่ำรวย ถามเธอว่า "การขายแบบนี้ได้กำไรหรือ ไม่ขาดทุนหรือ" เธอก็บอกว่า "กำไรจริงๆ เกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ได้เสียค่าเช่าที่ ไม่ได้เสียค่าเช่าห้อง ตอนเช้าขายที่ท่าเรือ ตอนบ่ายหลังจากเที่ยงไปแล้วขายตามโรงงาน คนงานส่วนใหญ่ก็เป็นลูก จ้างคนงานมาเพิ่ม ๓ คน จึงเป็นเหตุให้ได้เงินมาก"

ถามเธอว่า "เธอมาในกลุ่มของภาพนางยักษิณีติดตามมา เธอมีบาปอะไรหรือ" เธอก็ตอบว่า "ถ้าถามถึงบาปจริงๆ ก็มีหลายอย่าง การฆ่าสัตว์ปลาก็เคยฆ่า มดก็เคยฆ่า ยุงก็เคยฆ่า ฆ่าหลายอย่างแต่ไม่หนักนัก ถึงอย่างนั้นก็บาป สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดที่ติดตามมาก็คือ จิตใจพอใจในปลาที่เจ้านายเขาได้มาจากเรือตังเก วันไหนถ้าเรือตังเกนำปลามาได้มาก วันนั้นดีใจมากเพราะได้แบ่งมาก วันไหนได้ปลาน้อยก็ใจเสียเพราะเขาแจกให้น้อย การที่เขาแจกปลาให้นั้นไม่ต้องมีการลงทุนในการซื้อปลา" ถามเธอว่า "การดีใจกับการไม่ดีใจ ในเมื่อเขาได้ปลามากปลาน้อยก็ไม่น่าจะเป็นบาป" เธอตอบว่า "มันต้องบาปเพราะยินดีในการหามาได้ของเขา นั่นคือการล่าชีวิตของปลามา" ก็ถามว่า "ยินดีเฉยๆ มันจะบาปได้อย่างไร"

เธอก็แสนฉลาดตอบว่า "พระคุณเจ้าคงจะลืมไปว่า คนใดที่เขาทำบุญ คนที่ไม่มีทรัพย์จะทำบุญ เขาโมทนาย่อมได้อานิสงส์พิเศษ คือพลอยได้บุญกับเขาด้วย ถ้าเจ้าของบุญเป็นเทวดาได้ คนนั้นก็เป็นเทวดาได้ เจ้าของบุญเป็นนางฟ้าได้ คนนั้นก็เป็นนางฟ้าได้ ถ้าเจ้าของบุญเป็นพระอรหันต์ได้ คนนั้นก็เป็นพระอรหันต์ได้

ตัวอย่างท่านคหบดีเจ้านายของท่านอนุรุทธ ลูกจ้างถวายทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้าและเจ้านายโมทนา ในชาติสุดท้ายพระอนุรุทธได้เป็นพระอรหันต์ เจ้านายซึ่งเกิดมาเป็นลูกของเพื่อนก็เป็นพระอรหันต์ด้วย เพราะอาศัยปัตตานุโมทนามัย สำหรับฉันนี่ก็โมทนากับเจ้านายเขาทุกวันคือยินดีที่ได้ปลาทุกวัน ตัวดีใจในการทำบาปของเขา ก็พลอยมีบาปไปด้วย และบาปก็สั่งสมตัวเองนอกจากนั้นบาปอย่างอื่นก็ยังมี ฉะนั้นบาปจึงติดตามมา" ถามเธอว่า "ในสมัยที่เป็นคนยังมีชีวิตอยู่ เธอทำบุญอะไรไว้" เธอก็ตอบว่า "เรื่องบุญนี้หาเวลาทำยาก ก็มีโอกาสบ้าง บางทีพระมาบิณฑบาตในตลาดบ้าง บางครั้งก็ได้ใส่บาตร บางครั้งก็ไม่ได้ใส่ การใส่บาตร ก็ใส่ตามประเพณีมากกว่า เห็นเพื่อนเขาใส่ก็ใส่ตามเพื่อน ถ้าไม่ใส่เพื่อนเขาว่า แต่ก็ไม่ได้ใส่ทุกวัน ที่จะมีความเลื่อมใสจริงๆก็ยาก" ถามว่า "มีเวลาฟังเทศน์ไหม" เธอก็ตอบว่า "ไม่มีเวลาว่างฟังเทศน์"

ขอดูภาพเดิมที่เธอเป็นมนุษย์ เธอเป็นหญิงที่มีอายุมาก ร่างใหญ่ลักษณะแบนแต่ผิวขาว ดูแล้วเป็นลูกจีน ตายอายุประมาณสัก ๖๐ ปีเศษๆ นิดหน่อย ถามว่า "เธอเป็นลูกครึ่งจีนหรือ" เธอตอบว่า "พ่อแม่เป็นคนจีนทั้งสองคน" ถามว่า "การที่เกิดมาเป็นนางฟ้า เพราะอาศัยบุญอะไรเป็นสำคัญ เพราะการจะเป็นนางฟ้าหรือเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้เป็นของยาก" เธอก็ตอบว่า "บุญที่สำคัญมีอยู่ ๒ อย่างคือ ถวายสังฆทานเป็นปกติ คำว่า "ปกติ" ไม่ได้หมายความว่าทำทุกวัน

ประการที่ ๒ มีพระองค์หนึ่งท่านแนะนำให้นึกถึงท่าน" ก็เลยสงสัยว่าท่านแนะนำให้นึกถึงท่านในลักษณะไหน จึงถามว่า "ขณะที่ไปหาพระในระยะที่พระให้นึกถึงท่าน เป็นสาวหรือวัยกลางคนหรือค่อนข้างแก่" เธอก็ตอบว่า "ในขณะที่ไปหาพระเวลานั้นมีอายุค่อนข้างแก่" ถามว่า "พระให้นึกถึงท่านทำไม" เธอบอกว่าการที่พระให้นึกถึงท่าน เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ระยะที่เธอเป็นคนแก่ก็ลาออกจากงานจัดปลา ให้ลูกไปทำแทน ตัวเธอก็ไปจัดการควบคุมการขายข้าวแกงหาบ ไม่ยอมตั้งร้านเพราะต้องเสียภาษี มันยุ่งยากมากและต้องรอคนมาซื้อ เธอจะขายตอนเช้า ตอนสาย ตอนบ่าย ตอนเย็น จัดหาที่ตั้งเตาสำหรับอุ่นข้าวอุ่นแกง จานที่จะใส่ข้าวก็ล้างน้ำเดือดก่อนใส่อาหารให้เขา เขาก็วางใจ ถามว่า "ตอนหลังลดราคา ๑ บาทหรือเปล่า" เธอบอกว่า "การลดราคา ๑ บาท ทำได้ระยะแรก ตอนหลังเกิดอารมณ์ริษยาจากคนอื่น เขาหาว่าหักหน้าเขา เกือบจะมีเรื่องหลายครั้งเลยไม่ลด ๑ บาท แต่ให้ข้าวมากกว่าเขาแกงก็ท่วมข้าว การทำแบบนี้เป็นเหตุให้เธอมีฐานะดีขึ้น มีคนกินประจำมาก" และในระยะที่มีเรื่องวุ่นวายมากๆ มีคนเขากลั่นแกล้ง ก็พยายามหาหมอดู โดยมากหาหมอดูที่เป็นพระเพราะราคาไม่แพงจะให้เท่าไรท่านก็ไม่ว่า จะไม่ถวายเลยท่านก็ไม่ว่า ก็เลยนิยมไปหาพระหมอดูทุกอาทิตย์

การไปหาหมอดูครั้งหนึ่งมีปิ่นโตไปเถาหนึ่ง เอาแกงเอากับและขนมใส่ปิ่นโต มีข้าวหม้อสีเขียวย่อมๆ ๑ หม้อ ไปถวายพระเวลาเพล พระท่านก็ฉันหลายองค์ เวลานั้นไม่ทราบว่าเป็นสังฆทานแต่เวลาตายแล้วได้อานิสงส์เป็นสังฆทาน" ถามเธอว่า "อานิสงส์ใหญ่จริงๆ เธอได้จากอานิสงส์สังฆทานอย่างเดียวหรือ" เพราะเห็นเธอเป็นนางฟ้าที่มีความผ่องใสมาก เธอก็บอกว่า "ไม่ใช่" เห็นภาพเจริญพระกรรมฐานด้วยคือ ทำสมาธินึกถึงพระก็เลยถามว่า "เธอปฏิบัติตามคณาจารย์ไหน" เธอก็ตอบว่า "ไม่มีคณาจารย์ เป็นแต่เพียงว่ามีพระองค์หนึ่งท่านดูหมอแม่นมาก ใช้สมาธิดู เวลาถามท่าน ท่านก็หลับตานิดหนึ่งแล้วท่านก็ตอบ ตอบทีไรถูกทุกที

ต่อมาท่านก็สั่งว่าโยมเอาอย่างนี้ก็แล้วกันเพื่อความสะดวก การที่โยมเอาอาหารมาถวายอาตมาทุกอาทิตย์ อาตมาก็ขออนุโมทนาด้วย ถ้าโยมมีอะไรขัดข้องเพื่อเป็นการช่วยเหลือได้ง่าย อาตมาใช้วิธีดูทางใจ โยมก็รับทางใจ ต่อไปนี้เมื่อเวลาโยมบูชาพระให้นึกถึงอาตมาสักคราวละ ๒ นาทีก็พอ เพียงเท่านี้ การดูพยากรณ์ การช่วยเหลือจะเป็นได้โดยง่ายเพราะใจตรงกัน"

เธอก็หวังแต่การให้พยากรณ์แม่น จึงนึกถึงพระองค์นั้นเป็นปกติ ท่านสั่งว่าหลังจากบูชาพระแล้วให้นึกถึงท่าน ๒ นาที แต่มันกลับนึกถึงทั้งวัน ถ้าว่างอยู่ก็นึกถึงหน้าพระองค์นั้น ลักษณะของพระองค์นั้น แต่ว่าไม่ใช่นึกถึงในด้านกามารมณ์ นึกนิยมในความแม่นยำในการดูของท่านและท่านก็ใจดี เวลาไปหาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เธอบอกว่า "อาศัยกำลังใจที่นึกถึงพระ นึกถึงแบบเบาๆ ไม่ได้นั่งขัดสมาธิกับเขา แต่ว่านึกถึงได้ทั้งวันทุกวัน พอมีเรื่องอะไรปั๊บก็นึกจะไปถามพระอย่างนี้จิตก็นึกถึงพระทันที ท่านเป็นที่ปรึกษาที่ดี เรื่องการค้าขาย เรื่องการติดต่อการงาน ติดต่อกับคนท่านบอกได้ถูกหมด ตอนนี้จิตเธอเป็นสมาธิในสังฆานุสสติกรรมฐานแบบไม่รู้ตัว"

เธอบอกว่า "จะถือเป็นฌานก็ไม่ได้ กำลังใจเป็นแค่อุปจารสมาธิ เมื่อตายจากความเป็นคนก็ไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานแก้ว ๓ ประการ สว่างสวยงามมากเป็นที่อาศัย มีนางฟ้าเป็นบริวาร ๕,๐๐๐" ถามเธอว่า "อยากจะดูวิมานของเธอได้ไหม" เธอก็ตอบว่า "ได้" ก็เห็นวิมานลอยเข้ามาใกล้ๆ มีหม้อและปิ่นโตเป็นทองคำประดับเพชรแพรวพราวเป็นระยับ แขวนรอบวิมาน

ถามเธอว่า "ถวายสังฆทานกี่ครั้ง ทำไมมากขนาดนี้" เธอตอบว่า "ปริมาณของที่แขวนมีมากกว่าเวลาถวายสังฆทาน" จึงถามเธอว่า "ในเมื่อเธอถวายไม่มากเท่านี้แต่ของที่แขวนมากอย่างนี้ ก็เป็นการหลอกลวงน่ะซิ" เธอก็ตอบว่า "ไม่ใช่ ให้ดูเรื่องราวของท่านลาชเทวธิดา ถวายข้าวตอกเพียงขันเดียวและครั้งเดียวแก่ท่านพระมหากัสสปและก็ตายทันที เมื่อตายจากคนก็มาเกิดเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานทองคำเป็นที่อยู่ มีนางฟ้า ๑,๐๐๐ เป็นบริวารและรอบๆ วิมานของเธอก็มีขันทองคำเต็มไปด้วยข้าวตอกทองคำรอบวิมาน ส่วนฉันตอนแก่อายุประมาณ ๕๐ ปีก็ทำสังฆทานทุกอาทิตย์ อย่างน้อยฉันก็ถวายสังฆทานเดือนละ ๔ ครั้ง

แต่ความจริงตอนนั้นฉันไม่รู้เรื่องเลยว่าเป็นสังฆทาน คิดเพียงแต่ว่าพระท่านเป็นหมอดู เราไปให้ท่านดู ท่านไม่เคยเรียกร้องอะไรเลยแม้แต่กาแฟสัก ๑ ถ้วย ท่านก็ไม่เคยเรียก เห็นหน้าท่านก็ยิ้มแย้มแจ่มใสดี ก็เลยตั้งใจถวายอาหารแก่ท่านและท่านก็ไม่ได้ฉันองค์เดียว ท่านฉันรวมกับพระ ๕ องค์บ้าง ๗ องค์บ้าง บางทีก็ถึง ๑๐ องค์ การถวายอย่างนี้เป็นสังฆทาน จึงได้มีอานิสงส์อย่างนี้

นางฟ้าปลาทู ชุดแต่งกายของเธอมีสีเหลืองเพราะจิตใจจับพระสงฆ์องค์นั้น ผ้าจีวรของท่านมีสีเหลือง เธอบอกอีกว่า "ตอนนั้นฉันไม่ทราบว่าพระองค์นั้นเป็นพระที่มีความสำคัญ" ถามเธอว่า "มีความสำคัญขั้นฌานโลกีย์หรือ" เธอตอบว่า "ไม่ใช่" ถามว่า "เป็นโลกุตตระหรือ" เธอก็ยิ้มตอบว่า "ถ้าไม่ใช่ฌานโลกีย์ก็ต้องเป็นฌานโลกุตตระ" พอจะถามต่อเธอก็สั่นหน้าบอกว่า "ห้ามถามขั้นไหนไม่บอก" ถามว่า "อยู่แถวไหน" เธอตอบว่า "ไม่บอก ตะวันออกก็ได้" ก็เลยสงสัยว่าอาจจะอยู่ทางทิศตะวันออก พระองค์นี้เป็นพระดีจริงและเป็นพระที่มีความฉลาดมาก อาตมาก็ขอโมทนาในความฉลาดของท่าน ที่ท่านเป็นหมอดูเพราะคนจะชอบหมอดู ท่านบอกให้นึกถึงท่านนี่สำคัญมาก เป็นการแนะนำที่ฉลาดให้เจริญทั้ง สังฆานุสสติกรรมฐาน อย่างง่ายๆ เพราะพระท่านก็แก่แล้ว คนที่ถูกแนะนำก็แก่แล้วอย่างนี้ไม่ใช่กามารมณ์ ต้องขอชมความฉลาดและขอโมทนาในความดีของท่าน รู้สึกขอบคุณท่านที่ช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนา.."

ตายจากคนไปเกิดเป็นวัว

มีผู้มาถามว่า เรื่องตายจากคนแล้วเป็นผีนั้นไม่สงสัย แต่อยากทราบว่าคนที่ตายแล้วไปเกิดเป็นสัตว์รับใช้มีบ้างไหม ก็พอดีอาตมาไปพบเข้าเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของอดีตใกล้ปัจจุบัน เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๔๖๕ พระภิกษุศรี วัดแก้วแจ่มฟ้า ได้เล่าเรื่องนี้ให้ พันโทพระพินิจศาลา ฟัง อาตมาทราบมาจากพระพินิจศาลาอีกทอดหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า มีชายจีนคนหนึ่งชื่อ "เก๊า" มีภรรยาเป็นคนไทยชื่อ "ทองคำ" ตั้งร้านค้าขายอยู่ที่ตลาดน้อย จังหวัดพระนคร สมัยที่คุณพระเล่าเรื่องนี้ เขายังนิยมเรียกว่าเมืองบางกอก กรุงเทพฯ หรือพระนครนั้นเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นภายหลัง

นับถอยหลังจาก พ.ศ. ๒๔๖๕ ไป ๓๗ ปี สมัยนั้นแกค้ายาฝิ่นได้ถูกไฟไหม้ร้านค้า ขณะที่เกิดเพลิงไหม้ร้านค้านั้นเป็นเวลาดึกสงัด แกรู้สึกตัวขึ้นต่อเมื่อไฟลุกลามมากเสียแล้ว แกเก็บสมบัติส่วนอื่นไม่ทันเลยคว้าเอาบัญชีค้าขายออกมาได้อย่างเดียว โดยคิดว่าเอาอะไรไม่ได้ก็ช่าง ได้บัญชีไว้คงไม่อดตาย เพราะยังมีลูกหนี้ที่มาซื้อยาฝิ่นที่ยังไม่ได้ชำระเงินอีกหลายราย

ต่อมาแกก็เลิกค้ายาฝิ่น หันมาค้าขายชันและน้ำมันยาง จึงไปซื้อวัวมาตัวหนึ่งสำหรับบดชันขาย แกบดชันขาย แกก็ค่อยๆร่ำรวยขึ้นตามลำดับ จนปลูกตึกเป็นที่อยู่และร้านค้า ตอนนี้แกรวยมากก็คิดถึงความดีของเจ้าวัวคู่ยาก เพราะหลังจากไฟไหม้ร้านค้าฝิ่นแล้ว แกก็เกือบสิ้นทรัพย์ ต่อมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ พอมีทุนบ้าง ก็ซื้อวัวตัวนี้มาบดชัน เป็นเหตุให้มีฐานะมั่นคงจนมีตึกมีร้านอยู่ จึงไม่อยากจะรบกวนเจ้าวัวเพื่อนยากให้ลำบากอีกต่อไป จะขายให้ชาวบ้านเอาไปใช้งานหรือก็เกรงว่าวัวจะต้องทำงานหนักอีก จะขายให้แขกก็เกรงว่าแขกจะฆ่า จะเอาไว้ที่ร้านค้าก็ไม่มีที่เหมาะสม ตรึกไปตรองมาก็คิดได้ว่าที่ วัดทองนพคุณ ฝั่งธนบุรี สมัยนั้นเป็นวัดอยู่ในสวนมีบริเวณกว้างมากสนามหญ้าก็ใหญ่โต

คุณเถ้าแก่เก๊าแกมองเห็นประโยชน์ ๒ ทางคือ

๑. ถ้าแกเอาเจ้าวัวตัวนี้ไปถวายพระ พระท่านไม่มีงานใช้ เจ้าวัวก็จะอยู่เป็นสุขสมกับความตั้งใจของแก ปรารถนาให้มันพักผ่อน ไม่ต้องทำงานต่อไป

๒. พระจะได้อาศัยวัวเก็บหญ้าในลานวัดกินเป็นอาหาร เป็นการช่วยพระปราบหญ้าไปในตัว

เมื่อแกหารือกับคุณนายทองคำศรีภรรยาเป็นที่ตกลงกันแล้ว แกก็นำเจ้าวัวของแกข้ามจากฝั่งพระนครมาฝั่งธน สมัยนั้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่มี ต้องอาศัยเรือจ้างข้ามฟาก ตอนที่แกเอาวัวข้ามแม่น้ำแกให้เจ้าวัวตัวนั้นว่ายน้ำ ตัวแกเองนั่งบนเรือ ถึงแม้วัวจะเหนื่อยหน่อยแกก็คิดว่าเป็นการเหนื่อยครั้งสุดท้าย

เมื่อข้ามฟากไปฝั่งธนบุรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แกก็จูงเจ้าวัวเพื่อนยากไปฝากเจ้าอาวาส เมื่อท่านเจ้าอาวาสรับฝากแล้ว แกก็กลับบ้านมานอนสบายใจที่ได้สงเคราะห์วัวตัวที่แกรักได้สมเจตนาพอเช้าวันรุ่งขึ้นแกก็ต้องแปลกใจที่เห็นเจ้าวัวตัวนั้นมายืนอยู่หน้าประตูตึก สมัยนั้นวัวหรือม้าหรือควายเดินในท้องถนนหลวงไม่ใช่ของแปลก เพราะสัตว์พวกนี้มีมากในถนนหลวง รถหาได้ยากเต็มทน วันหนึ่งมีรถยนต์ผ่านหน้าไม่เกิน ๔ เที่ยวเป็นอย่างมาก รถที่ใช้เป็นพาหนะส่วนใหญ่ก็เป็นรถม้า นานๆ จะพบรถเจ๊ก เมื่อแกกินข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว แกก็นำเจ้าวัวตัวนั้นกลับไปให้พระวัดทองนพคุณใหม่

คืนวันนั้นเองคุณเถ้าแก่เก๊าแกนอนหลับฝันไปว่า เจ้าวัวตัวนั้นมันมาหาบอกชื่อตัวเองว่าชื่อ "ลก" เมื่อสมัยที่แกขายยาฝิ่นนั้น นายลกหรือวัวตัวนั้นเคยซื้อยาฝิ่นเป็นสินเชื่อไว้ ยังชำระหนี้ไม่หมด เห็นว่าเลิกขายยาฝิ่น ก็เลยไม่ยอมจ่ายเงินให้

เจ้าวัวตัวนั้นที่มาเข้าฝันก็พูดต่อไปว่า

"เมื่อฉันเป็นหนี้นายและยังไม่ได้ชำระหนี้ ฉันจึงมาเกิดเป็นวัวเพื่อให้นายใช้งาน เป็นการชำระหนี้ด้วยแรงงาน ขอนายจงไปเอาฉันมาใช้งานจนกว่าฉันจะตายไปตามสภาพ ฉันจึงจะพ้นหนี้ ถ้านายไม่เอาฉันมาใช้ ชาติต่อไปฉันก็ยังจะต้องเกิดเป็นวัวให้ใช้งานต่อไป โอกาสที่จะหมดโทษก็จะไม่มี ถ้านายสงสารฉัน ขอให้นายไปรับฉันมาใช้งานตามเดิมเถิด"

พอรุ่งเช้าคุณเถ้าแก่เก๊าก็สำรวจตรวจสอบบัญชีลูกหนี้ พบชื่อ "ลก" จริงๆ มีหนี้ตามบัญชีอยู่ ๓๖ บาท เมื่อหลักฐานมีตรงตามความฝัน แกก็ไปนำเจ้าวัวแสนซื่อของแกมาไว้ที่บ้าน ใช้งานเพียงวันละนิดหน่อยพอเป็นธรรมเนียมจนกว่ามันจะตาย

เรื่องนี้คุณพระพินิจบอกว่า เจ้าพวก วัว ควาย ช้าง ม้า ที่ถูกใช้งานหนักๆ โดยไม่มีค่าจ้างแรงงาน แต่ผลที่ได้รับเป็นเครื่องตอบแทนความเหนื่อยยากก็คือ หญ้าสดบ้าง หญ้าแห้งบ้าง เห็นจะเป็นเพราะสมัยเป็นมนุษย์คงจะโกงเงิน คือเป็นหนี้แล้วไม่ยอมชำระหนี้สินแบบนายลกนี้เป็นแน่ บางทีเจ้าของเงินเขาไม่ว่าแต่กฎของกรรมว่าเสียเอง ทั้งๆที่เจ้าของเงินไม่รู้เนื้อรู้ตัวเรื่องการถูกลงโทษ ส่วนพวกวัวควายที่เขาใช้งานแล้วเมื่อเขาหมดความต้องการก็ถูกเจ้าของจับฆ่าเป็นอาหารก็คงจะเนื่องมาจากชาติก่อนเคยฆ่าสัตว์ประเภทนั้นตาย จึงต้องไปเกิดเป็นสัตว์ประเภทนั้น และต้องถูกฆ่าตายจนกว่าจะครบจำนวนตามที่เคยฆ่ามาแล้ว

ก็เป็นอันว่าคนที่คิดจะหลบหนีด้วยการฆ่าตัวตาย เพื่อเจ้าหนี้จะได้ตามทวงไม่พบ ถ้าเรื่องนี้มีผลตามที่คุณพระพินิจเล่าให้ฟังแล้ว ก็หนักใจแทนท่านที่หลบหนี้ เพราะถ้ารับใช้สมัยเป็นคนเพื่อการชำระหนี้ด้วยแรงงาน ยังมีโอกาสกินข้าวกินขนมได้อย่างเจ้าหนี้ เหนื่อยก็ขอร้องผัดผ่อนได้ ร้อนก็บอกได้ แต่ตอนที่เกิดเป็นวัวเป็นควายนั้นแสนจะระทม หิวอาหาร กระหายน้ำ เหนื่อย ยุงกินริ้นกัด หมดทางที่จะรายงานเพราะพูดไม่มีใครรู้เรื่อง มันเป็นกรรมที่แสนจะทรมาน"

คนใกล้จะตายควรแนะนำอย่างไร

"..ถ้าป่วยใหม่ๆ อาตมาแนะนำให้ทำดังนี้คือ

๑. ให้นำพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร พร้อมอาหารและของใช้ที่จำเป็น นำไปให้ผู้ป่วยเห็นและให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

"ของทั้งหมดนี้ขอถวายเป็นสังฆทานแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทั้งหมดนี้ให้เจ้ากรรมนายเวรของผู้ป่วยได้โมทนาและอโหสิกรรมให้ผู้ป่วยด้วย"

แล้วญาติก็นำของทั้งหมดไปถวายพระเป็นสังฆทาน จิตใจของผู้ป่วยจะได้สบายเพราะได้เห็นพระพุทธรูปและได้ทำบุญ

๒. ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก ก็ควรนำเงินจะมากหรือน้อยตามแต่ศรัทธา ให้ผู้ป่วยถือเงินไว้และให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

"เงินจำนวนนี้ขอถวายชำระหนี้สงฆ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันถ้าเคยไปหยิบหรือนำของสงฆ์มาโดยเจตนาหรือไม่ได้เจตนาก็ตาม"

๓. ในระหว่างที่นอนป่วยอยู่ ควรนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ให้ผู้ป่วยได้มองเห็น อย่าไปตั้งไว้ในที่ผู้ป่วยเห็นไม่ถนัดผู้ป่วยลืมตาขึ้นมาเมื่อใดก็จะเห็นพระทันที จิตของผู้ป่วยจะได้จับอยู่ที่พระ ใจจะสบายช่วยให้คลายจากทุกขเวทนาได้บ้าง และถ้าตายเมื่อใดก็จะไม่ลงนรก

๔. ถ้าป่วยมากมีทุกขเวทนามาก ควรแนะนำสั้นๆ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า หรืออย่างใดอย่างหนึ่งดีกว่า ถ้าไปแนะนำยาวๆ จะเกิดอาการกลุ้ม

๕. ถ้าต้องการให้ผู้ป่วยตายแล้วไปพระนิพพานให้นึกภาวนาว่า "นิพพานัง สุขัง" ถ้าคิดว่าป้องกันไม่ให้ลงนรกก็ให้ภาวนาว่า "พุทโธ" ให้บอกสั้นๆ อย่าบอกยาว

๖. ถ้าผู้ป่วยภาวนาไม่ไหว ก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ให้นึกถึงพระไว้หรือจะนึกถึงพระสงฆ์ก็ได้ อย่าไปแนะนำยาวๆ เพราะเวลานั้นทุกขเวทนามากจะทำให้กลุ้ม ดีไม่ดี จิตใจเขาดีอยู่แล้ว ถ้าแนะนำไม่ดี พูดมากไปเขาจะกลุ้มจะทำให้ลงนรกไป ให้ดูตาคนป่วย ถ้าตาลอยๆ ปรือๆ อย่าไปพูดมาก

ฉะนั้นการแนะนำคนป่วยก่อนตาย ต้องระมัดระวังให้ดี"

*** จากเรื่อง "อานิสงส์ซ่อมพระพุทธรูป" จนถึง "คนใกล้ตายควรแนะนำอย่างไร" นำมาจากหนังสือ "ตายไม่สูญ...แล้วไปไหน" โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี จัดพิมพ์เนื่องในงานทำบุญวัดคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๔ ***