ภาคของฝากน่ารู้โดยธรรมรักษา เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ถ้าเรากลัวต่อผลกรรม หรือความเจ็บไข้ในปัจจุบันหรือในอนาคต ก็มีทางปฏิบัติอยู่ ๓ วิธี คือ ก. จงอย่ามาเกิดอีก จงปฏิบัติธรรมให้จริงจังและ ถูกต้อง ภพชาติจะได้สั้นเข้า ข. จงเลือกปฏิบัติด้วยปัญญา จงพิจารณาถึงสิ่งที่เหมาะที่ควรแก่การกระทำ หรือฉลาดบริโภคก็เกิดน้อย จงกินด้วยปัญญา อย่ากินด้วยตัณหา ปัญหามันก็จะไม่มี ค. อย่าเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคนด้วยกันหรือสัตว์ใหญ่เล็กก็ตาม จงงดเว้นให้เด็ดขาด ไม่ว่าทางตรง คือการทุบ ตี ทรมาน หรือทางอ้อมก็คือเอาสัตว์มากักขังให้เขาเสื่อมเสียอิสรภาพ เคยเห็นมามากแล้ว คนที่ไม่ค่อยจะเจ็บไข้กะใครนั่น แหละ พอเป็นเข้าทีก็ปางตาย หรือตายไปเลย มันบ่แน่หรอกนาย! หมั่นท่องไว้บ่อยๆ ใจมันย่อมจะสงบ ก็ย่อมจะเป็นสุขได้ แม้ว่าจะเจ็บไข้อยู่ จงเหลือบมองดูคนที่เขาเจ็บปวดมากกว่าเราบ้างเถิด แล้วใจของเราก็ย่อมจะสงบและพบสันติสุข เมื่อถึงเวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วยก็มีเวลาเหลือเฟือ นี่ก็จัดว่า "เป็นโชคดี" สัจธรรมที่ปรากฏเป็นของจริงอยู่เฉพาะหน้า คือความเจ็บปวดก็ตาม ความพิการก็ตาม ทั้งที่เกิดจากตนเอง และเกิดแก่ผู้อื่นก็ตาม ล้วนแต่เป็น "ยอดกรรมฐาน" ที่ควรแก่การน้อมนำเอามาพิจารณาเป็นอารมณ์ให้เกิดความสลดสังเวช จนเป็นเหตุให้จิตเบื่อหน่ายคลายถอน ความยึดถืออะไรๆ ในโลกได้อย่างวิเศษสุด ยิ่งถ้าได้กัลยาณมิตรที่มีปัญญา หรือมีประสบการณ์ในทางนี้ช่วยชี้แนะให้ด้วย ก็จัดว่าเป็น "มหาโชคลาภ" อย่างยิ่ง ขออย่าได้รีรอ "โอกาสทอง" จงถือโอกาสตักตวงเอาสาระให้เต็มที่ซึ่งในยามปกติท่านมักจะประมาท มัวแต่ผัดวันประกันพรุ่งเสีย ด้วยการทำดังนี้ ๑. การรักษาทางร่างกาย จงทำไปตามปกติ ตามที่เห็นสมควร ถ้าทำไม่ได้ก็จงปล่อยวางเสีย ๒. ในยามเจ็บไข้เช่นนี้ ให้ถือว่าเรื่องจิตใจ เป็นสำคัญสุดยอด อย่าให้โรคทางใจเข้าไปแทรกกับโรคทางร่างกายโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากจะรักษายากแล้ว มันยังอาจจะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นมาอีกด้วย ๓. ขอให้แยกร่างกายออกเป็นคนละส่วนกับจิตใจ อย่าให้ปะปนกัน และจงแยกอีกชั้นหนึ่ง คือ แยกโรคที่เป็น ออกจากร่างกายเสียด้วย ถ้าสามารถแยกได้ นอกจากโรคจะหายได้เร็วและอาการเจ็บปวดก็จะลดน้อยลงด้วย หรือแม้ว่าจะเป็นโรคที่รักษาไม่หาย มันก็จะตายด้วยอาการอันสงบ ถ้าควบคุมจิตไว้ได้ด้วยสติ ๔. จงวางภาระทางกายและทางใจเสียให้สิ้น ให้คนอื่นเขารับไปทำแทนเถิด อย่าคิดว่า "ฉันคนเดียวเท่านั้นทำได้" บางทีเขาอาจจะฉลาดกว่าเราเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะเราไม่ได้มอบหมายให้เขาทำมาก่อน เขาจึงทำได้ไม่เหมือนเรา จงห่วงตัวเองเถิดว่าตายแล้วมันจะไปนรกหรือสวรรค์ ? เราได้ทำที่พึ่ง (บุญนิธิ) อันเกษมไว้ในภพหน้าดีพอแล้วหรือยัง ? ขอให้ปลงใจเสียเถิดว่า ทรัพย์สมบัติ พ่อ แม่ เมีย ผัว ลูก หลาน สัตว์เลี้ยง มิตรสหาย หรือสิ่งใดๆ ในโลกมันก็ย่อมจะต้องอยู่ในโลกนี้ เมื่อเราตายไป มันก็ย่อมจะตกเป็นมรดกของคนรุ่นหลังหรือของแผ่นดิน คนมีปัญญาย่อมจะใช้จ่ายให้เกิดสาระได้ สิ่งที่เหมือนเงาตามตัวเราไปในชาติหน้านั้น มีแต่บุญกับบาปเท่านั้น สิ่งอื่นหามีติดไปได้ไม่ อย่าหวังเลยว่า เมื่อเราตายแล้วญาติที่อยู่ภายหลังเขาจะทำบุญส่งไปให้ คือ เขาอาจจะลืมหรือไม่สนใจ หรือขี้เหนียวก็ตามเราก็ต้องทนอดแห้งอดแล้งต่อไป เพราะไม่ได้ทำเอาไว้เองก่อน เอ้า สมมติว่าเขากตัญญูต่อเรา ทำบุญอุทิศไปให้เรา แต่เราไปเกิดในภพหรือภูมิที่รับไม่ได้ เช่น เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์ดิรัจฉาน หรืออยู่ในภพภูมิที่รับไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้น การทำกับไม้กับมือของตนเอง ที่ยังเป็นๆ อยู่จึงเจ๋งกว่าแน่ๆ และเป็นของเราแท้ๆ ไม่มีใครจะมาแย่งเอาไปได้เลย......ว่าแต่ว่าเรามาหาประโยชน์อันเกิดจากความเจ็บไข้กันจะมิดีกว่าหรือ?
|