0041 - ผู้เดียวเห็นธรรม
ยังไม่ได้ตรวจ
41A-ผู้เดียวเห็นธรรม ๑๓-เมย-๔๗
๑๓-เมย-๔๗
...
เรานั่งปฏิบัติของเราไป เวลาเราปฏิบัติธรรม พอเรานั่งลงปุ๊ปน่ะ ให้ตัดข้างนอกไปเลย ให้คิดว่าเราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว ให้นึกแบบนี้เลย ตัดก่อน โลกนี้ไม่มี เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว เวลาตายก็ตายคนเดียว เกิดมาคนเดียว ตายไปคนเดียว ไม่มีใครเป็นอะไรกับใครหรอก ถึงเวลาเราตายเขาก็ไม่มานอนโลงเดียวกับเราหรอก คนเรานี่มันไม่มีรักกันจริงหรอก ถ้าหมาตายนี่ยังยอมฝังหน้าบ้าน ยังยอมฝังไว้ที่โคนต้นมะม่วงหน้าบ้านได้ แต่ถ้าเราตายขึ้นมานี่ มันไม่ยอมฝังหน้าบ้านหรอก มันกลัว มันกลัวเรายิ่งกว่าหมาตายตัวนึงอีก
เพราะฉะนั้นเราต้องหาที่พึ่งให้ตัวเองแล้ว เวลาเราเป็นทุกข์ขึ้นมานี่มันพึ่งใครไม่ได้ ธรรมะนี่คือหาที่พึ่งให้ตัวเอง ชีวิตเราจะเอาอะไรล่ะ เกิดก็เพื่อดับ พบก็เพื่อจาก มีรักก็เพื่อทุกข์ อยากจะมีความรักก็เพื่อจะให้ความสุข พอมีรักขึ้นมาก็ต้องมีความห่วง ความหวง ความหลง ความหึง ไม่จบ เกิดขึ้นมาคิดจะมาอยู่ในโลกให้มันสะสวยขึ้นมา ไม่หรอก ความชรา ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันก็ดึงลากเราไปป่าช้า ไอ้พวกนักมาเกิดนี่เป็นพวกนักจับจองป่าช้าทั้งนั้น ให้เลือกเอาเถอะว่าจะเอาอย่างเผาหรืออย่างฝัง
คนเรานี่ ถึงจะเดินไปในทิศต่างกัน เดินไปทิศเหนือบ้าง ใต้บ้าง ตะวันออกบ้าง ตะวันตกบ้าง จุดหมายปลายทางก็ไปป่าช้าทั้งนั้นแหละ ถึงจะไปคนละทิศกันก็ตาม แต่จุดหมายปลายทางคือไปป่าช้า คือไปลงหลุมน่ะ ไม่ก็เข้าเมรุ เกิดมานี่เตรียมตัวได้
อยากจะปฏิบัติธรรมให้ดี ให้นึกถึงความตายมาก ๆ เราอย่าไปนึกว่าฉันแก่แล้วค่อยตาย ความตายนี่มันไม่มีแน่นอน หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกจะตายแล้ว หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตายแล้ว ความตายนี่มันขี่คอตามเราไปหมด ตายได้ทุกที่ การมีชีวิตอยู่นี่ต้องการเหตุปัจจัยมาก ต้องมีอาหารพอเพียง มีน้ำพอเพียง ต้องอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป แต่ความตายนี่ไม่ต้องหรอก มันตายได้ทุกสภาพอากาศได้ทุกประเทศ ไปไหนนี่เราเอาความตายไปอยู่ในพกในห่อด้วย ไปไหนเอาไปหมดเลย เพราะอะไร เพราะความตายมันมากับความเกิด เด็กมันเกิดมาคนนึงก็เอาช็อล์คไปขีดหัวมันได้เลยว่าไอ้นี่ตายแน่ ไอ้นี่ตายแน่ มันร้องอุแว้ขึ้นมาก็เอาช็อล์คไปขีดหัวมันได้เลยว่าไอ้นี่ตายแน่ เพราะอะไรล่ะ เพราะความตายกับความเกิดมันอันเดียวกัน
เรานึกถึงความตายแล้วก็ให้ถามตัวเองว่าตายแล้วจะเอาอะไรไป อะไรบ้างที่ตายแล้วเอาไปได้ ลองนึกถึงของในบ้านเราทั้งบ้านน่ะ ของรักของหวงของเราน่ะ อะไรที่เรารักมาก ๆ หวงมาก ๆ ห่วงมาก ๆ น่ะ ลองไล่รายการขึ้นมาอันไหนที่ตายแล้วเราเอาไปได้ด้วย อันไหนบ้าง มีกี่อัน ของรักของหวงที่ว่าไปไหนเราก็เอาไปด้วย นั่นแหละ มีกี่อันที่ตายแล้วจะขนไปได้ มันก็ไม่ได้เอาไป ทิ้งไว้ ให้เขาแย่งกันต่อ ของรักของหวงทั้งหลายทิ้งหมด เอาไปได้แต่บุญและบาป ของที่เราเก็บไว้หวงไว้ เวลาตายแล้วไม่ได้เอาไปเลย
เวลาบ้านจะไฟไหม้น่ะ ของไหนที่ขนไปได้น่ะเป็นของเรา ของไหนที่เก็บไว้ในบ้านไม่ใช่ของเราหรอก ของไหนที่เก็บไว้ในบ้านไม่ใช่ของเรา ของไหนที่ขนออกไปน่ะเป็นของเราจริง ชีวิตก็เหมือนกันแหละ ชีวิตเรากำลังโดนไฟแห่งความแก่ความเจ็บความตายเผาอยู่ ของที่เราหวงไว้น่ะไม่ใช่ของเรา ของที่เราให้ไปบริจาคไปทำบุญไปนั่นล่ะของเรา ของไหนที่เก็บหวงไว้ล๊อกไว้ใส่กุญแจเอาไว้ในบ้านน่ะ ไม่ใช่ของเราหรอก เหมือนกับว่าเวลาบ้านไฟใหม้ ของไหนขนออกไปได้คือของเรา ของไหนเก็บไว้ในบ้านไม่ใช่ของเรา
เพราะฉะนั้นเราต้องหาธรรมะมาตัดเรื่องเปลื้องทุกข์ออกไปบ้าง มาหาตัวเองดีกว่า หาคนอื่นมามากแล้ว มาปฏิบัตินี่คือมาหาตัวเอง หาคนอื่นมามากแล้ว รักคนอื่นมากมายก็เจอแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ เที่ยวไปรักคนโน้นไปรักคนนี้ รักเขามากก็เท่านั้นแหละ ได้แต่ความหงอยเหงาว่าเหว่ เวลาไปหาใครก็เจอแต่คนอื่น ไม่เจอตัวเองเลย ไม่เคยเจอตัวเองเลย เจอแต่คนอื่น ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน เจอแต่คนอื่นไม่เคยเจอตัวเอง เราปฏิบัตินี่เรามาหาตัวเอง
การกำหนดจิตนี่แหละ เรามากำหนดภายใน กำหนดสมาธิภายในกายเราน่ะ คือมาหาตัวเอง มาหยั่งรู้ เราจะหยั่งรู้ก็ต้องหยั่งรู้ที่กายที่จิตของเรานี่แหละ จิตมันก็อยู่ในกาย เรามากำหนดในกายเดี๋ยวก็ได้เจอจิต เมื่อเราฝึกจิตได้มันก็ได้ทุกอย่าง ถ้าฝึกจิตไม่ได้ก็ซวยหมด เหมือนกับรถคันนึงน่ะ นั่งกันไป 60-70 คน ทุกคนที่นั่งไปในรถสติสัมปชัญญะดีหมด แต่ว่าไอ้คนขับมันเมา คนขับมันเมานี่ซวยแล้ว มันจะไปตายกันทั้งรถ คือคนเรานี่มันดีทุกอย่าง แต่ถ้าจิตไม่ดีคุมไม่ได้แล้วก็...ซวย
เรามาปฏิบัติก็เพื่อคุมจิต เราฝึกเริ่มต้นด้วยการเจริญสติปัฏฐานน่ะ มากำหนดในผัสสะที่กายกระทบกัน นิ้วกระทบกันขณะที่เรายกมือ เมื่อเรากำหนดความรู้สึก กำหนดความรู้สึกเพื่อจะตัดตัวคิด สมองเรานี่มันทำได้สองอย่างคือตัวคิดกับตัวรู้ ตัวรู้นี่มันไม่ทำให้เราเป็นทุกข์หรอก แต่ตัวคิดนี่แหละมันทำให้เราเป็นทุกข์ การที่เรามายกมือก็เพื่อตัดตัวคิด พอเรามีตัวคิดมากมันไม่เห็นธรรมะ มันมีแต่นิวรณ์ เรากำหนดรู้ขณะหนึ่ง ๆ ได้ชื่อว่าเห็นตัวเอง เรามาตูตัวเองดีกว่าไปดูคนอื่น ดูคนอื่นก็เท่านั้นแหละ
เวลาเราปฏิบัติต้องตัดทางใจให้หมด ต้องคิดว่า เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว ไม่งั้นเราปฏิบัติไม่ได้ คิดถึงแต่คนโน้นคนนี้จิตไม่เข้าสู่ภายใน เราจะพายเรือน่ะ จะพายเรือจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้นน่ะ เราก็จ้ำพายอย่างดีเลย แต่มีเชือกผูกเรือไว้กับตลิ่ง พายไปจะถึงไหม จะออกจากฝั่งได้ไหม เหมือนกันแหละ เราปฏิบัตินี่เหมือนกับพายเรือแหละ จิตเรายังเป็นห่วงผูกพันคนโน้นคนนี้น่ะ ไปไม่ได้หรอก ฉะนั้นเวลาเรานั่งปฏิบัติเราต้องตัดให้หมดเลย เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา อย่างน้อยช่วงที่เรานั่งปฏิบัตินี่ต้องตัดให้หมด เวลาอื่นค่อยมาเป็นกันทีหลัง ช่วงที่เราปฏิบัติต้องคิดว่า เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว เกิดแก่เจ็บตายคนเดียว บุญบาปที่เราทำเองคนเดียวเราจะไปรับผล ไม่มีใครช่วยกันได้ มันต้องทำของเราเอง เราทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ไม่ทำก็ไม่ได้เลย ไม่มีใครให้กันได้ ไม่ต้องห่วงกัน ลูกหลานมันก็มีบุญของตัวมัน คนเรามันไม่ได้เกิดมาชาติเดียว เกิดมาหลายภพหลายชาติ มีบุญมีกรรมของมัน ถ้ามันมีบุญจะได้ดีมันก็ได้ดีของมันจนได้ ถ้ามันมีกรรมเก่าเข้ามาสนองให้มันตกต่ำ มันก็ไฝ่ต่ำของมันจนได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปห่วงใครให้มาก ให้ตัดซะ ตัดทางจิต
เรามากำหนดขณะหนึ่ง ๆ น่ะ มันตัดของมันเอง มันคิดไปก็ช่างมัน ถ้าคิดไปเรื่องอื่นก็เป็นของเขาไป กำหนดได้ก็เป็นของเรา เหมือนเราไปเป็นเซลส์แมนไปขายของ เราไปเสนอของ บางบ้านก็ซื้อบ้าง บางบ้านก็ไม่ซื้อ ก็ช่างมัน บ้านไหนซื้อก็เป็นกำไรของเรา เรากำหนดสติขณะหนึ่ง ๆ ถ้าจิตมันส่งออกไปข้างนอกก็ปล่อยมัน เราก็กำหนดของเราไปเรื่อย
สติในการกำหนดที่กายนี่มันจะดึงจิตได้ดี คือมันจะเพิ่มตัวรู้ ไปตัดตัวคิด รู้ขณะหนึ่งมันจะไปตัดตัวคิดแล้วมันจะแจ้งในปัจจุบันอารมณ์ พอมันแจ้งในปัจจุบันอารมณ์จิตมันก็ออกจากอดีตอนาคต คนเรานี่จะเป็นทุกข์เพราะอดีตอนาคตทั้งนั้น ส่วนจิตที่ตั้งในปัจจุบันไม่เป็นทุกข์ ฟันธงไปได้เลยว่าคนเราที่เป็นทุกข์เพราะจิตส่งออกไปอดีตอนาคต แล้วเรามาเจริญสมาธินี่เพื่อให้จิตเราอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ให้มาก แล้วทุกข์มันจะดับไปเอง อารมณ์ทั้งหลายนี่เราจะเห็นแจ้ง อารมณ์รัก อารมณ์ชัง อารมณ์เกลียด อารมณ์โกรธ อารมณ์ทุกข์ อารมณ์สุข มันขณะหนึ่งก็ดับไป ๆ พอเรามากำหนดภายในแล้วเราจะดับทุกขได้
ที่คนในโลกนี้ดับทุกข์ไม่ได้เพราะอะไร มันไปดูแต่ข้างนอก เมื่อเราฝึกมาตั้งสติภายในแล้วเราจะดับทุกข์ได้ เวลาเราไปเห็นคนที่เราโกรธ หรือเจอคนที่เราโกรธ เราอย่าไปดูตรงไอ้คนที่เราโกรธ ให้ย้อนมาดูความโกรธในใจเรา แล้วมันจะดับทุกข์ได้ เวลาเราเจอคนที่เราเกลียด เราอย่าไปดูตรงไอ้คนที่เราเกลียด ให้ย้อนกลับมาดูความเกลียดในใจเรา มันจะดับทุกข์ได้ เจอคนที่เรารัก ที่เราชอบ อย่าไปดูไอ้ตรงคนที่เรารัก ให้มาดูความรักในใจเรา แล้วมันจะดับทุกข์ได้ คนเราที่มันเป็นทุกข์อยู่เพราะมันไปดูแต่ข้างนอก มันดับไม่ได้ มันจัดการไม่ได้ ไปจัดการเรื่องคนอื่นน่ะ คนอื่นน่ะไปจัดการมันไม่ได้ เราจะไปควบคุมบังคับคนอื่นมันควบคุมไม่ได้ เรามาดูที่ใจเราดีกว่า เดี๋ยวเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลง การเกิดการดับ เห็นอารมณ์ที่มันไม่เที่ยง ความรักมันก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็คิดเรื่องอื่นแล้ว ความโกรธ ความเกลียด ความผูกพันอะไร ไม่เที่ยงทั้งนั้น ทีนี้คนที่มันไม่เห็นว่าไม่เที่ยงเพราะมันไปดูแต่ข้างนอก มันไม่ได้มาหยั่งรู้ในภายใน สถานที่ที่เราจะแจ้งธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์มันต้องภายในกายเราเท่านั้นแหละ จิตที่ส่งออกมันไม่แจ้งหรอก มันมีแต่มัว มัวซัวไปเรื่อย โง่เง่าดักดานไปเรื่อย โง่หนัก ๆ เข้าขนาดตึก ๑๑ ชั้นยังกล้ากระโดดลงมาเลย สะพานลอยข้ามถนนเขามีไว้เดินข้ามมันกระโดดเอาหัวทิ่มลงถนน นั่นแหละมันโง่มาก ไปดูแต่คนอื่น มันดับทุกข์ในใจไม่ได้
พอมาดูภายใน มันจะเห็นว่าเรื่องทุกเรื่องมันเป็นการสัมผัสรับรู้แล้วก็ผ่านไป ๆ ไม่มีอะไรจริง เรามากำหนดให้เกิดตัวรู้ให้เกิดในจิตเรามาก ๆ แล้วมันจะดับทุกข์ได้โดยอัตโนมัติเลย ตัวรู้ก็คือรู้สึกขณะหนึ่งที่เราเอาสติไปกำหนด รู้สึกขณะหนึ่งก็เอาสติไปกำหนดไว้ ๆ ไอ้ที่รู้แล้วก็แล้วไปก็ปล่อยไป เราก็กำหนดไปเรื่อย แล้วก็ไม่ต้องไปเก็บอารมณ์เก่าไว้ อารมณ์เก่าก็สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้สึก รู้แล้วก็ปล่อยไป ๆ เพราะอะไร เพราะว่าแม้มันจะรู้เรื่องดีแค่ไหนแต่ถ้ามันเก็บเอาไว้มันก็กลายเป็นอดีตไปจนได้ อารมณ์ดีแค่ไหนถ้าเราเก็บเอาไว้มันเสียหมด เสียยังไงล่ะ ยกตัวอย่างว่าอาหารจะดีแค่ไหนที่โยมไปหามาน่ะ สเต๊กดีแค่ไหน เนื้อวัวชั้นดีแพงแค่ไหน กินเข้าไปสิ กินแล้วอย่าไปถ่ายออกนะ ของดีที่สุดมันจะกลายเป็นเสียที่สุด อารมณ์ก็เหมือนกัน อย่าไปเก็บอารมณ์เก่าไว้ แล้วก็แล้วไป กำหนดใหม่ มันเพลินนึกไปถึงบ้านตั้ง ๕ นาที ๑๐ นาที อ้าวเสียแล้ว ไม่เกี่ยวแล้วนั่นมันอันเก่าแล้ว ให้กำหนดขณะหนึ่ง ๆ สิ กำหนดขณะหนึ่ง ๆ น่ะมันทำขณะนี้ ไม่ใช่ทำขณะก่อนโน้น ไม่ได้ไปทำเรื่องในวันวาน จะไปแก้เรื่องในวันวานมันจะแก้ได้ไหม จะแก้เรื่องในปีที่แล้วจะแก้ได้ไหม
ไอ้คนเก็บค่าไฟมันเอาบิลค่าไฟปีที่แล้วที่เราจ่ายไปแล้วมาเก็บเราจะจ่ายไหม ไม่มีใครจ่ายหรอก ทีนี้ไอ้เรื่องความทุกข์ที่เราทุกข์ไปแล้วเมื่อปีที่แล้วน่ะ เอาคิดขึ้นมาอีกแล้วเป็นทุกข์อีกน่ะ แสดงว่าเราไปจ่ายบิลค่าไฟปีที่แล้ว บางทีมันมาเก็บ ๕ รอบในวันเดียว เดี๋ยวพรุ่งนี้มันมาเก็บอีกแล้ว บิลเก่าน่ะ
ที่เราเป็นทุกข์กับอดีต เพราะจิตมันไม่แจ้งในปัจจุบันอารมณ์ ไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ปล่อยไปเป็นขี้ข้าอารมณ์ไป นี่แหละมาเจริญสติปัฏฐานน่ะไม่ต้องรู้อะไรเลย มันดับทุกข์ได้ ไอ้คนรู้ท่วมหัวน่ะเอาตัวไม่รอด พูดมาก บางทีมันเป็นด๊อกเตอร์เก่งมาก เก่งมากเลย มันเป็นด๊อกเตอร์ที่อังกฤษน่ะ เก่งมาก อัจฉริยะเลย มันทุกข์ใจเข้าหน่อย มันมาเอามีดเฉือนข้อมือมันให้เลือดไหลตาย ด๊อกเตอร์เดวิล เคลลี่ (David Kelly) ที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมของอังกฤษน่ะ มันเก่งมาก
คือรู้มากไม่ใช่ว่ามันดับทุกข์ได้ แต่ว่ารู้ในปัจจุบันอารมณ์น่ะมันดับทุกข์ได้ เรื่องราวทั้งหลายไม่ต้องไปรู้ให้มากก็ได้ ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์มาจบลงที่สติในปัจจุบัน นี่แหละ อยู่ตรงนี้แหละ มันดับทุกข์ได้ตรงนี้ แต่มันต้องทำ มันต้องทำเอาเอง ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์น่ะเป็นอารมณ์ปฏิบัติของพระพุทธเจ้าที่ท่านทำมาเอง ไอ้เราจะไปอ่านปุ๊ปแล้วจะเป็นของเราเลยไม่ได้หรอก เราจะอ่านตำรายาแล้วจะหายโรคไหม คนนึงเขารักษาโรคแล้วหายแล้วเขามานั่งบรรยายว่าเอายาโน่นยานี่มาใส่หม้อ เขาเขียนให้ฟังว่าเอายาอย่างโน้นดีอย่างนี้ ยาอย่างนี้ดีอย่างนั้น เราไปอ่านตำรายาแล้วหายโรคไหม ไปอ่านจนหมดตู้ก็ไม่หายหรอก นี่ต้องมากินยานี่ นี่แหละเจริญสติในปัจจุบันนี่แหละ ขณะหนึ่ง ๆ รู้ขณะหนึ่ง ๆ แล้วดับทุกข์ได้
ขณะหนึ่ง ๆ น่ะมันไม่มีอะไรหรอก มีแต่อนัตตา ไม่มีอะไรหรอก ที่เราเป็นทุกข์ร้อนหวงห่วงอาลัยทั้งหลายน่ะ เป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น ไปเป็นทุกข์เรื่องอดีตน่ะโง่ โง่ทั้งนั้น มันเอาบิลค่าไฟฟ้าปีที่แล้วมาเก็บเรายังจ่ายมันอีก เพราะจิตเรามันไม่ได้ตั้งในปัจจุบันอารมณ์ มันเห็นเรื่องที่ดับไปแล้วว่ามีอยู่ ไอ้บิลค่าไฟฟ้าที่เก็บไปแล้วมันเอามาเก็บเรา มันว่าเรายังใช้อยู่ โดนมันหลอก อดีตน่ะมันดับไปแล้ว ดับเกลี้ยง อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันน่ะทำได้ หยั่งจิตลงในปัจจุบันน่ะดับทุกข์ได้
เวลามาวัดน่ะ หลวงพ่อท่านไม่สอนอะไรมากหรอก ท่านให้ปฏิบัติ คือปฏิบัตินี่มันเหมือนกินยาแล้ว นั่นแหละมันจะหายโรค มันจะดับทุกข์ได้ เราฟังธรรมะภาคปฏิบัติแล้วเราจะใช้อิริยาบถยืนอะไรก็ตามสะดวกนะ ถ้าเมื่อยเข้าแล้วจะยืนก็ตามสะดวก
เรากำหนดเข้ามาภายในแล้วมันจะแจ้งภายในขึ้นทุกที พอแจ้งภายในมากขึ้น ๆ แล้วจะดับทุกข์ได้ มันจะเห็นตัวเองแล้วมันจะจัดการได้ ถ้าเราเดินเที่ยวออกนอกบ้านไปทั่วแล้วกวาดบ้านตัวเองได้ไหม โยมลองคิดดู สมมุติถ้าเราเดินเที่ยวไปทั่ว ไปจังหวัดโน้นจังหวัดนี้แล้วเราจะกวาดบ้านตัวเองได้ไหม กวาดบ้านตัวเองไม่ได้ คือมันแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ เหมือนกับจิตเราคิดไปโน่นคิดไปนี่มันแก้ปัญหาไม่ได้ ปัญหาเรามีแค่ไหนมันแก้ไม่ได้ เพราะมันคิดไปที่อื่น จิตมันส่งออกไปที่อื่น ถ้าเรามาอยู่ในบ้านน่ะทำได้ เห็นอะไรรกหูรกตาเดี๋ยวก็จับไม้กวาดกวาดแกร็กไปแกร็กมา เดี๋ยวก็ดีจนได้แหละ ถ้าเราเที่ยวไปบุกร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแล้วกวาดบ้านได้ไหม เราไปอยู่เชียงใหม่แล้วมากวาดบ้านที่สุพรรณได่หรือเปล่า ก็ทำไม่ได้
นี่แหละเทคนิคว่าให้กำหนดสติเข้ามาในกายแล้วมันจะแก้ปัญหาได้หมด แต่มันต้องฝึกเอง กลับไปบ้านแล้วก็ทำได้ ฝึกของเรา นี่แหละกำหนดเข้ามาภายใน จิตมันไปคิดเรื่องอะไรก็ช่างมัน เราก็ตัดของเราทำของเรา มันจะตัดอารมณ์ของมันเอง อย่าไปกลุ้มว่ามันคิดเรื่องโน้นคิดเรื่องนี้ คิดก็ช่างมัน เราก็ตัดของเรา กำหนดขณะหนึ่งมันจะตัดของมันเอง คือจิตคนเรานี่มันทำได้อย่างเดียว เรามากำหนดข้างในน่ะข้างนอกมันก็ละไปเอง
พอเรากำหนดจิตเก่งเข้ามาข้างใน ต่อไปเราจะเห็นอารมณ์ตัวเอง เวลาอารมณ์มันแปรปรวนไปทางยินดียินร้ายรักชังเกลียดโกรธ เราก็มากำหนดดูข้างใน เวลาเราไปเจอสิ่งไม่ดีอะไร เรากำหนดดูข้างในน่ะ แก้ปัญหาได้ กำหนดดูมันเข้าไป เดี๋ยวมันจะเห็นความไม่เที่ยงของอารมณ์ มันไม่มีอะไร กำหนดไป เวลาเกิดความทุกข์เจ็บปวดก็กำหนดดูมัน นั่นแหละความเจ็บความปวด มันจะเห็นทุกข์เห็นโทษ ร่างกายสังขารมันเป็นทุกข์เป็นโทษ เราอาศัยยืมเขามาใช้ ไม่ใช่ของเรา ยืมเขามา ต่อไปก็ต้องทิ้งหมด ต้องเผาทิ้งหมด โดยความเป็นจริงแล้วมันไม่มีหรอก ไม่มีผู้หญิง ไม่มีผู้ชาย ไม่มีคนไม่มีสัตว์ สักแต่ว่าธาตุ ร่างกายสังขารมันเป็นสักแต่ว่าธาตุ ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวเขา ไม่มีคนสัตว์หญิงชาย เกิดมาเขาก็จองป่าช้าเอาไว้แล้ว ทรัพย์สินเงินทองข้าวของตายแล้วเอาไปไม่ได้เลย
อยากจะปฏิบัติธรรมะให้ได้ดีให้นึกถึงความตายมาก ๆ ไม่ช้าตายแน่ ใกล้ตายแล้วหนอ ๆ แล้วก็มาถามตัวเองว่าตายแล้วเอาอะไรไปได้ เอาไปได้แต่บุญและบาปบารมีที่เราสร้าง การปฏิบัติธรรมนี่แหละ มันจะเป็นที่พึ่ง ที่จะพัฒนาจิตวิญญาณให้เราสูงขึ้น นี่แหละของจริง ตายแล้วเอาไปได้ นอกนั้นตายแล้วเอาไปไม่ได้ ทิ้งหมด ได้มามากเท่าไหร่ก็โดนเขาหลอก โดนเขาหลอกว่าเป็นของกู ๆ นั่นน่ะโดนเขาหลอก ถ้าเราโง่ก็เชื่อเขา อันนี้เป็นของกูละ ถึงเวลาตายก็ไม่ได้เอาไปเมืองผีด้วยเลย อย่าพูดถึงของนอกกายเลย แม้แต่ร่างกายเรานี้ก็เผาทิ้งหมด ไม่เผาก็หนอนกิน หมาแทะ คืนเขาหมด
--หมดหน้า A
เวลายังไม่ตายน่ะ โรคร้อยแปดพันเก้ามันรุมกินโต๊ะน่ะ ถามว่ามันมีโรคมีอะไรมากมายนี่มันแปลกไหม มันเรื่องธรรมดาเลย เพราะอะไร เพราะร่างกายคนเรามันสร้างมาจากของบูดเน่า อาหารที่เรากินน่ะ อาหารเช้าถ้าเราไม่กิน ถึงเย็นก็บูด พรุ่งนี้ก็เน่าแล้ว เพราะเราเอาของบูดเน่ามาสร้างเป็นร่างกายเรา นี่แหละทั้งตัวเราสร้างมาจากของบูดเน่าทั้งนั้น ตุ๊กตาตัวไหนที่สร้างด้วยทองคำมันจะแสดงคุณสมบัติของทองคำ แต่ตุ๊กตาตัวไหนมันปั้นมาด้วยอุจจาระ มันจะให้เหมือนทองคำไม่ได้หรอก มันก็ต้องแสดงคุณสมบัติของอุจจาระนั่นแหละ ร่างกายของเราปั้นด้วยอุจจาระทั้งตัว ฉะนั้นมันถึงได้ต้องขัดสีฉวีวรรณล้างอยู่ตลอด ไม่ล้างก็เหม็น ไม่ล้างก็สกปรก มีขี้ทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะอะไร เพราะร่างกายเรามันสร้างมาจากอาหาร มันก็ขี้นั่นแหละ บูดเน่ามันก็เป็นของปฏิกูล เมื่อมันเป็นของบูดเน่า โรคทั้งหลายมันก็จองพื้นที่เอาไว้แล้ว เพราะมันสร้างมาจากของบูดเน่า เอาของบูดเน่าไปปั้นเป็นตุ๊กตาแล้วจะให้มันดีอย่างปั้นด้วยทองคำได้หรือ เราไปหลอกคนอื่นก็หลอกได้ แต่หลอกตัวเองนี่หลอกไม่ได้หรอก มันรู้ ตัวเองก็รู้ตัวเองว่าเรามันสกปรกแค่ไหน บางทีตื่นเช้ามายังไม่ได้อาบน้ำ ไม่กล้าเข้าใกล้คนอื่น เพราะว่าเรารู้ตัวเองว่าร่างกายนี่มันสกปรกเป็นปฏิกูล จะออกนอกบ้านต้องอาบน้ำก่อน ไม่งั้นไม่กล้าออกนอกบ้าน เพราะอะไร คือเรารู้ของเราว่าร่างกายนี้มันโสโครก เราไปหลอกคนอื่นแต่ว่าตัวเองน่ะรู้ ตัวเองน่ะรู้ ต่างคนก็ต่างมาหลอกกัน หลอกไปหลอกมาเชื่อกันด้วย ทั้งที่เราก็รู้ว่าร่างกายเราเป็นปฏิกูล แต่คนอื่นเขาอาบน้ำใส่น้ำหอมก่อนมาหาเรา แต่เราก็เชื่อว่าร่างกายเขาหอม เขาดี ไอ้เราก็อาบน้ำก่อนไปหาเขาฉีดน้ำหอมไป ไอ้คนนั้นมันก็โง่เชื่อเราเหมือนกัน มันก็เชื่อว่าร่างกายเราดี ต่างคนต่างหลอกกัน มันโง่ทั้งคู่ อยู่ในโลกนี่มันใครโง่กว่ากันก็แพ้ คนไหนมันโง่มากกว่ามันก็แพ้เราหน่อย แต่มันก็โง่อยู่ดี
มันโง่ตรงไหนล่ะ มันไปหาคนอื่น หาคนอื่นมากมายก็เจอแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ รักคนอื่นมากมายน่ะเจอแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ รักตัวเองต้องเร่งประพฤติธรรม เที่ยวไปรักเขาไป ๆ มันไม่รักกันจริง ไอ้หนุ่มคนนึงมันไปแต่งสาวมา ทุ่มทุนเสียสินสอดไปเป็นแสน พออยู่ได้ห้าวันเมียมันตาย มันไม่เสียดายเงินแสนเลย มันจะขนไปไว้วัดให้ได้ มันไม่เก็บไว้เลย มันไม่เห็นคิดว่า โอ้โห กูแต่งมาตั้งแสน เอาเก็บไว้ในห้องกูหน่อยวะ มันไม่รักกันจริง มันไม่คิดว่า เก็บไว้ในห้องนี่แหละวะ นอนกอดต่อให้คุ้มเงินแสนก่อน แล้วเดียวกูค่อยเอาไปคืนป่าช้า ไม่มีหรอก เอาขนไปวัดแล้วยังต้องนิมนต์พระมาปัดรังควานอีก ไอ้ของที่มันไปหามาเสียเงินไปตั้งเยอะแล้วมันยังขนไปทิ้ง ของที่อยากจะได้มาให้ได้ เพียรเช้าเพียรเย็นหัวกระไดบ้านไม่แห้ง สมัยนี้ก็เป็นโทรศัพท์ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ถึงเวลาก็จะขนไปทิ้งให้ได้ คือว่าในโลกนี้น่ะมันไม่รักกันจริงหรอก มันเป็นมายา ฉะนั้นถ้าคนไหนไปเข้าใจว่าพวกนี้เป็นเรื่องจริงก็ทุกข์ไม่จบหรอก ทุกข์ไม่จบ จะเห็นว่าเขามารักเรานี่ดีจริง เราไปรักเขานี่ดีจริง นั่นหละ พวกนักเฝ้าโลก นักจับจองป่าช้า เป็นขี้ข้ากิเลสไป ไปรักคนอื่นก็หงอยเหงาว้าเหว่ น้ำลายหยดติ๋ง ๆ รอเขามาหา นั่งรอคอยเขาน้ำลายหยดแหมะ ๆ มารักตัวเองดีกว่า ให้จิตปักเข้าไปข้างใน
คนเรานี่มาตั้งเงื่อนไขกันไว้เอง ให้เป็นทุกข์น่ะ ตั้งเงื่อนไขว่าเราเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ต้องมีผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นคู่ ถ้าไม่มีผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นคู่แล้วชีวิตกูขาด ขาดเลยแหละ นั่นแหละไปตั้งเงื่อนไขไว้เอง ตั้งว่าเรานี่ขาดอยู่ ถ้ามีผู้ชายคนหนึ่งมาแล้วมันพอดี ไปตั้งอย่างนั้นก็ปวดหัวเอง จะไปโทษใคร ไปโทษผู้ชายก็ไม่ได้ก็เรามันโง่เอง เราต้องตั้งเงื่อนไขว่าเรานี่มันเต็มแล้ว ถ้าได้มาอีกก็ถือว่าได้เพิ่ม ถ้ามันไปก็ถือว่ากูพอดี เมื่อก่อนนี้ได้มา ถือว่ากูขาดทุนกำไรไป ถ้าไปตั้งเงื่อนไขว่าถ้ากูไม่มีมันแล้วกูตาย กูต้องไปกระโดดสะพานลอย กระโดดอะไรไป ก็ไปเรื่อย ไปตั้งเงื่อนไขเอง แล้วก็ไม่มีใครมาบังคับเลยให้เราตั้งเงื่อนไขแบบนั้น
มาเปลี่ยนใหม่รับเงื่อนไขพระพุทธเจ้าดีกว่า เราเอาจิตไว้กับตัวเราไม่ต้องไปคิดถึงใคร ไปคิดถึงใครมันก็โง่มากทั้งนั้นแหละ เป็นทุกข์ เราอยากจะให้ใครมาดีกับเราก็ไม่ต้องไปคิดถึงมันหรอก เจอหน้าก็ทำดีกับมัน เจอหน้าทำดีกับมันมันก็ดีกับเราเอง เราไปคิดถึงมันก็ไม่มีประโยชน์ เสียเวลาทำกรรมฐาน ไปนั่งคิดอยู่ บางทีก็เสียประโยชน์ด้วย
นี่ จะเล่าให้ฟัง หลวงพ่อจำเนียร วัดถ้ำเสือท่านเล่าให้ฟังเรื่องนึง แม่ค้าคนนึงที่ตลาดนครศรีธรรมราช แม่ค้าคนนี้สวย สวยมาก ในตลาดนั้นแกสวยที่สุด ทีนี้ปลัดอำเภอใหม่มาเจอก็มาจีบ แม่ค้าก็ดีใจว่ากูนี่สวยที่สุดแล้ว ปลัดอำเภอนี่มันตาแหลม เดี๋ยววันพรุ่งนี้มันต้องมาอีก ก็ไปนอนคิดถึงทั้งคืน คิดถึงแต่หน้าปลัดอำเภอคนนั้นแหละ พอดีวันรุ่งขึ้นปลัดอำเภอมันติดงาน มันไม่ได้มา เอ้อ เดี๋ยวพรุ่งนี้มันคงมาแหละ คิดถึงมันต่ออีกคืนนึง ก็คิดถึงมันอยู่ ๗-๘ วัน ปลัดอำเภอมันเพิ่งว่างก็เลยมาหา แม่ค้านั้นก็เลยโกรธ โกรธว่าอะไรวะ กูคิดถึงมันตั้ง ๗-๘ วันมันเพิ่งมาหากูวันนี้เอง โกรธ เจอหน้าก็เลยด่าไปเลย ทีนี้ว่าตอนคิดถึงน่ะปลัดอำเภอมันไม่รู้ แต่ตอนด่ามันรู้ ตอนคิดถึงมันไม่รู้ มันก็เลยไปเลย คราวหลังมันไม่มาอีกเลย ความจริงไม่ต้องไปคิดถึงมันเลยนะ มันมาหาก็ยิ้มให้มันแค่นั้นแหละมันไปไหนไม่รอดหรอก
คนเรานี่มันโง่ มันเที่ยวไปคิดถึงคนโน้นคิดถึงคนนี้ คิดถึงแล้วก็กลุ้ม เป็นทุกข์ แล้วก็ต้องมานั่งน้อยใจ กูคิดถึงมึงทั้งวันมึงไม่ได้มาเยี่ยมกู ไม่ได้คิดถึงกู นี่ เป็นทุกข์เปล่า ๆ แล้วก็ต้องไปคอยบ่นว่าลูกหลาน แม่คิดถึงเอ็งทั้งวันทั้งคืน เอ็งไม่ได้โทรกลับ ไม่ได้มาเยี่ยมเลย เจอหน้าเลยด่ามัน ก็อย่างว่านั่นแหละ อีตอนเราคิดถึงมันมันไม่รู้ แต่ตอนด่ามันรู้
เพราะฉะนั้น ไม่มีประโยชน์ เสียเวลา ไม่ต้องไปคิดถึงใครทั้งนั้น ภายในจิตเราให้คิดว่า เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว ไม่ต้องไปคิดถึงใคร ถ้าอยากจะให้ใครเขาดีกับเรา เจอหน้าก็ทำดีกะมัน ยิ้มกับมัน ไม่ต้องไปคิดถึงมัน จิต ให้มันอยู่กับตัวเรา จิตให้อยู่กับกรรมฐาน เรามาวัดน่ะ กายมาแล้วใจต้องก็มาด้วย ใจอย่าฝากไว้ที่บ้าน ฝากไว้กับการงาน ฝากไว้กับลูกหลาน ไม่มีประโยชน์ กลับไปจะไปทำดีแค่ไหนกับมันก็ไปทำ ตอนนี้ไม่ต้องไปคิด เจริญกรรมฐานไปเถอะ อยู่ไหนก็ไม่ต้องคิดถึงใครทั้งนั้น จิตเราน่ะปักเข้าข้างในดีกว่า แล้วมันอบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย มันไม่ต้องไปหาใคร ไม่ต้องรอคอยใคร มันอบอุ่นอยู่ ไอ้เรารอคอยให้คนโน้นคนนี้มาหา เที่ยวไปหาเขา หาเจอบ้างไม่เจอบ้าง มันว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน อยู่กับคนมากมายน่ะ หงอย ว้าเหว่ รักคนอื่นมากมายเจอแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่
ฉะนั้นคนโง่เท่านั้นที่ไปคิดถึงคนอื่น คนโง่เท่านั้น คนฉลาดจะมาคิดถึงตัวเอง มาคิดถึงตัวเองคือมากำหนดสติภายในกาย เรียกว่าฐานกายในกาย เวลาเวทนาเกิด สุขทุกข์อุเบกขา กำหนดมันไป เรียกว่าฐานเวทนาในเวทนา ถ้าเรากำหนดตรงจิตได้ เริ่มต้นเรากำหนดตรงหัวใจเต้น เดี๋ยวมันจะรู้สภาพอารมณ์ อารมณ์นี้เป็นอย่างนั้น อารมณ์นั้นเป็นอย่างนี้ เขาเรียกว่าฐานจิตในจิต แต่ตอนเริ่มต้นให้ฝึกฐานกายในกายให้มาก ๆ ก่อน ดึงจิตกลับมาข้างในให้มาก ๆ ก่อน
เริ่มปฏิบัติน่ะ ทำฐานกายในกายให้มาก ๆ กำหนดที่กายให้มาก ๆ ไอ้ตรงที่ละเอียดอย่าเพิ่งไปสนใจมัน ทำฐานกายในกายให้มาก ๆ ก่อนมันจะแจ้ง ฐานกายในกายนี่เราทำมาก ๆ มันจะได้ความทนของสติ สติมันจะตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ ปัจจุบันขณะ มันไม่ตามไปอดีต ไม่ตามไปอนาคต เราวางแผนอนาคตมากมายมันก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่า แล้วอดีตอนาคตมันจะดีไปเอง บางคนวางแผนอนาคตมากมายก็ไม่ได้ประโยชน์หรอก สู้ทำปัจจุบันให้ดีไม่ได้
ไอ้เด็กคนหนึ่งมันว่ามันอาบน้ำเสร็จแล้วมันจะไปกินข้าว กินข้าวเสร็จแล้วจะไปตัดหญ้า ทีนี้มันว่ามันวางแผนเพื่ออนาคต มันว่ามันอาบน้ำเสร็จแล้วมันจะไปกินข้าว กินข้าวเสร็จแล้วจะไปตัดหญ้า มันเข้าห้องน้ำไปมันก็เอาจานเอาช้อนเข้าไปในห้องน้ำด้วย ถามว่าเอาจานเอาช้อนเข้าไปในห้องน้ำทำไมล่ะ อ้าวไม่ได้หรอก ผมอาบน้ำเสร็จแล้วผมต้องไปกินข้าว ผมต้องวางแผนเพื่ออนาคต แล้วมันก็เอากรรไกรตัดหญ้าเข้าไปในห้องน้ำด้วย ถามว่าเอาเข้าไปทำไมล่ะ บอก ไม่ได้ ผมต้องเอาเข้าไป เพราะว่าอาบน้ำเสร็จแล้วต้องไปกินข้าว กินข้าวแล้วก็ไปตัดหญ้า พ่อมันก็บอกว่า โอ้ย ไม่ต้องเอาจานเอาช้อนเข้าไปหรอก ไปอาบน้ำให้สะโอดสะองเลย ออกจากห้องน้ำค่อยมาเตรียมจานเตรียมช้อน มันบอก ไม่ได้ ก็เหมือนกับเราเอาจานเอาช้อนเข้าไปในส้วมด้วย เอากรรไกรตัดหญ้าเข้าไปในส้วมด้วย ก็ถือเข้าไปหนีบแขนซ้ายหนีบแขนขวา จะเอามือตักขันน้ำก็ไม่ถนัด จะฟอกสบู่ก็ไม่ถนัด นี่แหละ
ฉะนั้นน่ะ บางทีเราไปคิดวางแผนอนาคตมากมาย ไม่มีประโยชน์อะไร กลุ้มเปล่า ๆ บางทีกลุ้มเสียเวลาเลย พอถึงเวลาแล้วมันไม่เป็นอย่างที่เรากลุ้ม ก็ไม่ต้องไปกลุ้มเสียเวลา ความจริงเรื่องราวมันจะเลวร้ายแค่ไหน รอให้ถึงเวลามันจะเป็นจริง ๆ แล้วค่อยกลุ้มก็ไม่สาย เราไปกลุ้มล่วงหน้าเสียเวลาไปทำอย่างอื่น เพราะฉะนั้น เวลาที่ดีที่สุดคือปัจจุบัน เรามาเจริญสติน่ะมันตั้งจิตอยู่ในปัจจุบัน แล้วทุกอย่างมันจะแจ้งขึ้นมาเอง
ถ้าจิตเราไม่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน มันไม่แจ้ง ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านแจ้งแล้วท่านมาพูดให้ฟัง เราไม่แจ้งเลย เพราะจิตเราไม่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน ตอนยกมือแล้วสภาวะมันเข้ามาที่หัวใจ เราก็กำหนดได้ เวลากำหนดอย่ากำหนดเพื่อที่จะเอาอะไร กำหนดสักแต่ว่าอาศัยรู้อาศัยระลึก อย่าไปดีใจเสียใจว่าเรากำหนดได้หรือว่ามันหายไป เราไม่ได้เอาอารมณ์ เราเพียงแต่อาศัยระลึกเพื่อการเจริญสติ อารมณ์ดีแค่ไหนกำหนดแล้วมันก็ผ่านไป อารมณ์ไม่ได้เรื่องได้ราวกำหนดแล้วมันก็ผ่านไป
ถามว่าที่เรามานั่งปฏิบัติน่ะ ปฏิบัติมาหาอะไร ไม่ได้หาอารมณ์ แต่หาตัวที่ไม่ติดอารมณ์ หลวงพ่อใหญ่ท่านเปรียบว่า เหมือนเรามานั่งกินขนมเข่ง แต่ก่อนเรามากิน เราเอาน้ำมันหมูทามือมาก่อน เรามากินขนมเข่งกับคนเยอะ ๆ เวลากินเสร็จ ขนมเข่งติดมือคนอื่น แต่มือเราขนมเข่งไม่ติด ถามว่าธรรมะมันอยู่ตรงไหน ธรรมะอยู่ตรงน้ำมันหมูทามือน่ะ คือมันไม่ติด มันก็อยู่ในโลกนั่นแหละ เราปฏิบัติธรรมเราจะหนีโลกไปไหน ก็ต้องอยู่ในโลก จะหนีพระอาทิตย์ หนีพระจันทร์ หนีพื้นดิน หนีต้นไม้ไปได้เหรอ มันหนีไม่ได้ ต้องอยู่กับมัน แต่มันไม่ติด ธรรมะคือตัวน้ำมันหมูที่ทามือ
เพราะฉะนั้นเวลาเราฝึกกรรมฐาน อย่าไปเกาะอารมณ์ สักแต่ว่าอาศัยระลึก อารมณ์อะไรก็ตาม แล้วอย่าไปดีใจเมื่ออารมณ์ดี อย่าไปเสียใจเมื่ออารมณ์มันไม่ดี ให้สักแต่ว่าอาศัยระลึก เหมือนกับคนขึ้นรถเมล์ บางทีมานั่งนึกมันก็น่าหัวเราะ ถ้ามันขึ้นรถเมล์ขึ้นไปแล้วมันไปนั่งกลุ้มว่า ไอ้รถเมล์คันนี้มันสีตรงนี้ก็ถลอก ยางก็ดอกน้อย กระจกหน้ากระจกหลังมีไม่ครบ คนขับก็รูปไม่หล่อ เป็นทุกข์ มันนั่งแป๊ปเดียวเดี๋ยวมันก็ลง จะไปกลุ้มกับมันทำไม สีถลอกเถลิกก็ช่างของมันปะไร เหมือนกันแหละ อารมณ์กรรมฐานที่เราอาศัยระลึกน่ะ มันจะสงบบ้างไม่สงบบ้างก็ช่างมันปะไร อาศัยระลึก เหมือนกับเราขึ้นรถเมล์ไปเจอ โอ้โห คันนี้สีสวย ใหม่ แล้วจะเอารถเมล์พาไปบ้านด้วยได้เหรอ ไม่ได้หรอก เดี๋ยวเขาก็เตะเอาหรอก ไปชอบใจรถเขา พาไปบ้าน อาศัยขึ้นไปลงตรงนั้นหน่อย อารมณ์กรรมฐานก็เหมือนกัน เราปฏิบัติน่ะ อารมณ์กรรมฐานทุกประเภท อาศัยเป็นที่ตั้งจิต อาศัยเป็นที่ระลึก เพื่อประเทืองปัญญา เพื่อฝึกสติเราให้มั่นคงขึ้น อย่าไปดีใจว่า โอ้ยวันนี้เราปฏิบัติได้อารมณ์ดี กูจะเอาอารมณ์นี้ไว้เป็นของกู เหมือนกับบังเอิญเราไปขึ้นรถเมล์สวย จะไปเอารถเมล์คันนั้นไปจอดในอู่ในบ้านเราน่ะ เดี๋ยวก็โดนคนขับรถมันเตะเอา บังเอิญไปขึ้นรถเมล์ไม่สวย ไอ้นี่สีก็ถลอก ตูดมันก็เบี้ยว ข้างนี้มันก็เบี้ยว แล้วจะไปกลุ้มอะไรกับมัน อาศัยขึ้นไปลงตรงนี้แค่นั้น
อารมณ์กรรมฐานที่เรากำหนด ช่างมันเถอะ อย่าไปยินดียินร้าย จะไปดีใจว่าวันนี้กูกำหนดอารมณ์ได้ดีเหลือเกิน กูนี่ดีแล้ว มันจะต้องดีตลอดไป นั่นแหละกำลังหาเรื่องกลุ้ม มันไม่ใช่ของเรา เราไปสัมผัสสัมพันธ์อะไรทุกอย่าง ต้องให้มันได้ความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ของเรา ถ้าไปสัมผัสสัมพันธ์อะไรแล้วรู้สึกว่าเป็นของเรา นั่นแหละเตรียมตัวซวยได้แล้ว เตรียมเดือดร้อนเถอะ เขาเรียกว่าปฏิบัติผิดแล้ว เหมือนกับจะจับมีดแล้วไปจับทางคม
ฟังธรรมะนี่ ถ้าเมื่อยขึ้นมาแล้วจะยืนก็ได้นะ ตามสบาย เราจะกำหนดดูมันก็ยังได้ ความเจ็บความปวด หรือจะเปลี่ยนอิริยาบถก็ตามสบาย ตามสะดวก ตัวทุกข์นี่ทำให้เราเห็นธรรม เรียกว่าว่าหวานมันหลงระเริง ขมมันได้ปัญญา ได้อะไรตามใจตัวเองแล้วมันจะเดือดร้อนภายหลัง ความทุกข์น่ะทำให้เราเห็นธรรมะ ทุกข์ทำให้เราเบื่อหน่ายโลก จะออกจากโลกมันต้องเห็นทุกข์ กำหนดทุกข์น่ะ อยากจะปฏิบัติให้ดีให้นึกถึงความตายเยอะ ๆ แล้วมันไม่ท้อถอยหรอก ไม่เบื่อหน่ายหรอก นึกว่าจะตายแล้ว ตายแล้วจะเอาอะไรไป นึกถึงรุ่นปู่รุ่นย่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ก็ทยอยไปเป็นรุ่น ๆ ยกรุ่นเลย ผ่านไป ๒๐ ปีนี่เรียกว่ายกรุ่นเลย ยกล๊อตเลย ผ่านไป ๑๐ ปีคนตายก็เยอะ ยิ่งนับไป ๒๐ ปีนี่ คนที่เรารู้จักนี่ตายไปไม่รู้จักเท่าไหร่ เรียกว่ารุ่นนั้นก็หายไปเลย เหลือน้อยไปเลย ไป ๆ มา ๆ เดี๋ยวก็มาถึงเราจนได้
เกิดมามันก็จับจองป่าช้ามาแล้ว เกิดมาก็เตรียมโลงมาได้เลย ได้ใช้แน่ แต่คนประมาทนี่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าชีวิตมันไม่เที่ยง ไม่แสวงหาธรรมะ หลงเพลินแต่เล่น เที่ยวไปหาเขา ไปรักเขา จะทำยังไงให้เขามารักเรา ท้ายที่สุดก็ตายทั้งคู่ ไอ้คนที่เรารักมันก็ตาย เราก็ตาย ตายแล้วก็ไม่มีอะไร หมดเรื่องแล้ว ไม่หึงไม่หวงกันแล้ว สมัยก่อนไปที่ไหนนึก "เอ๊ ผัวเราจะไปใกล้ผู้หญิงคนนั้นมันจะไปจีบกันหรือเปล่าว้า" พอเหลือแต่กระดูกแล้วไม่กลัวแล้ว เวลาเอาโกฐิกระดูกปู่กระดูกย่าไปบังสุกุลน่ะ เอาไปวางติดข้างกระดูกสาว ๆ ไม่ว่าเลย กระดูกว่าไม่เห็นว่า "เฮ้ย ไอ้แก่ มึงมาอยู่ใกล้สาว ๆ อย่าไปจีบเขานะ" ไม่มีแล้ว เหลือแต่กระดูกแล้ว
โลกนี้มันจบ ไม่มีอะไรจริง คนเราไปหลงว่ามีจริงมันก็เป็นทุกข์ ดูโลกให้ว่าง คือว่ามันมีอยู่ แต่ปัญญาเรารู้ว่ามันไม่มี เพราะมันแตกดับ เริ่มต้นก็ดูที่เรา ไม่ต้องไปดูที่อื่นมากมาย ให้ดูความตายของตัวเอง "ไม่ช้าตายแน่ ใกล้ตายแล้วหนอ ๆ " ทีนี้แหละเราจะเอาอะไรไป คนที่นึกถึงความตายถึงนึกออกปฏิบัติธรรม ถามว่าการนึกถึงความตายเป็นมงคลหรืออัปมงคล เวลาขับรถไปน่ะ ป้ายข้างทางบอกว่า"ข้างหน้าโค้งอันตราย โค้งร้อยศพ ไหล่ทางชำรุด ข้างหน้าหินร่วง" ป้ายพวกนี้เป็นมงคลหรืออัปมงคล ถ้าคนไหนขับรถมาเห็นแล้วว่า "ป้ายพวกนี้ทำให้กูขับรถใจไม่ดี ไปเอาป้ายออก" ตายกันระนาวเลย เห็นไหม ป้ายพวกนี้น่ะเป็นมงคล คือบอกให้เลยรู้ว่าข้างหน้ามีอะไรจะได้เตรียมตัวให้ถูก เพราะฉะนั้นเรามัวมาปกปิดกัน "อย่าไปพูดเรื่องความตายเลย มันไม่ดี" นั่นแหละ กำลังทำร้ายกัน เจอหน้าน่ะมันต้องให้รู้ ยิ่งมาวัดยิ่งต้องบอกกันเลย อยู่ในโลกบางทีก็เห็นว่ามารยาทไม่ดีเจอหน้าพูดเรื่องความตาย "อ้าว ยังไม่ตายเหรอ"
เกิดมานี่ตายหนเดียว มันไม่ตายสองหนด้วยนะเกิดมาครั้งนึงน่ะ ตายหนหนึ่งแน่นอน เกิดมาหนหนึ่งตายสองหนมีไหม ไม่มี มันต้องตายหนหนึ่ง ตายแน่ กลัวก็ตายไม่กลัวก็ตาย แต่ว่าเรามาหยั่งรู้กำหนดความตายน่ะ มันจะได้เข้าหาธรรมะเตือนให้ตัวเองไม่ประมาท ชีวิตนี้ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ความตายเขามาแน่ "มัจจุราชนายเราเขาเอาแน่ เว้นเสียแต่เร็วช้าอย่าสงสัย วันและคืนเปลี่ยนผันทุกวันไป เราก็ใกล้ป่าช้ามาทุกที" คนเราน่ะเดินทางไปทิศเหนือบ้าง ใต้บ้าง ตะวันออกตะวันตกบ้างก็ตามที ไปทิศต่างกันบ้างก็ตามทีเถอะ แต่จุดหมายปลายทางคือป่าช้าเหมือนกันหมด พวกคนที่เกิดมานี่เขาเรียกว่า "พวกนักจับจองป่าช้า" ก็จะมาเอาอะไรกัน เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนาน่ะต้องมาปฏิบัติธรรมให้มาก อย่าเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ทำไว้ให้มาก ตายไปแล้วเอาไปได้ นอกนั้นเอาไปไม่ได้ เงินทองข้าวของทรัพย์สินทิ้งหมด ผัวเมียก็ไม่รักกันจริงต่างคนต่างไป เราตายเขาก็ไม่มานอนโลงเดียวกับเรา หมาตายแมวตายยังยอมให้ฝังหน้าบ้าน ถ้าเราตายเขาไม่ยอมให้ฝังหน้าบ้าน มันเกลียดเรากลัวเรายิ่งกว่าหมาตัวนึงอีก
เพราะฉะนั้นโลกนี้น่ะเป็นมายา ใครนึกว่าเป็นของจริงคนนั้นก็ ...
จบ
ดี้ - ถอด

ความคิดเห็นล่าสุด
39 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
39 สัปดาห์ 4 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 19 ชั่วโมง ก่อน
44 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
1 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 16 ชั่วโมง ก่อน
2 ปี 17 ชั่วโมง ก่อน