0039 - ดับทุกข์ด้วยจิตเป็นกลาง

ยังไม่ได้ตรวจทาน

ดับทุกข์ด้วยจิตเป็นกลาง

๒๕-มี.ค.-๔๖

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้านมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ผู้เป็นพระอาจารย์ สั่งสอนการปฏิบัติธรรมแก่ข้าพเจ้า ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา

วันนี้ก็วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๗ ก็ได้มีโอกาสมาปรารภธรรมะ การปฏิบัติธรรมนี่ก็เพื่อดับทุกข์ เรามีทุกข์ มาปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์ ความทุกข์ที่จะดับก็คือทุกข์ใจ ทุกข์กายมันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย นี่เรามาดับทุกข์ใจคือการปฏิบัติธรรม จิตที่จะดับทุกข์ได้ก็ต้องเป็นจิตวางเฉย อุเบกขา กลาง ๆ ไม่ไปซ้ายไม่ไปขวา ไม่ดีใจไม่เสียใจ ต้องเป็นจิตกลาง ๆ ดีใจก็ผิด เสียใจก็ผิด ไม่ยินดีไม่ยินร้าย นี่จึงจะดับทุกข์ได้ จิตที่เราจะดับทุกข์ได้มันไม่ยินดีไม่ยินร้าย ไม่ยินดีไม่ยินร้ายก็ต้องมีสติและอุเบกขา สติก็เกิดจากความเพียร มีความเพียร มีสัมปชัญญะ คือกำหนดความรู้สึกน่ะ มีความเพียรมีการกำหนดความรู้สึกในกาย ในความเคลื่อนไหวของกาย การกระทบ เพื่อให้เกิดสติ อุเบกขาก็ได้จากปัญญา วางเฉย จะวางเฉยได้มันต้องมีปัญญา ปัญญานี่ก็ต้องจากในภาคปฏิบัติ ปัญญาในภาคปฏิบัติ นำไปสู่ตัวอุเบกขาที่ต้องการ ละความยินดียินร้ายในโลกเสียได้ ปัญญามันต้องเกิดเองจากที่เราปฏิบัติ

มันเกิดรู้สึกว่ามันไร้สาระที่จะไปถือครอง ถือความครอบครอง ในสิ่งที่เราไปสัมผัสสัมพันธ์ด้วย สติที่เราไปกำหนด อารมณ์ที่รับรู้ทั้งหลายนี่ ถ้าเราไปเกิดการถือครองมันก็ ถ้าไม่ยินดีก็ยินร้าย ความยินดียินร้ายก็คือตัณหา การถือครองก็คืออุปาทาน ถ้าเราถือว่ามันเป็นตัวเราของเรามันก็ต้องยินดียินร้ายอยู่วันยังค่ำ ตัณหามันเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน ในปฏิจจสมุปบาทท่านว่าไว้ ตัณหาเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน แปลว่า ความยินดียินร้ายนี่เป็นปัจจัยแห่งการไปถือครอง แต่ในทำนองเดียวกัน อุปาทานก็เป็นปัจจัยแก่ตัณหาเหมือนกัน เขาเรียกว่า อัญญมัญญปัจจโย คือเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เมื่อจิตเราไปถือครองด้วยความไม่รู้ ในขันธ์ ๕ น่ะ จึงเป็นที่ตั้งแห่งการกระทบอารมณ์ของโลก ส่วนโลกก็อยู่ในขันธ์น่ะ อยู่ที่ตรงการกระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖

ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบโผฐฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ โลกมันอยู่ตรงนี้ ทำไมโลกมันอยู่ตรงนี้ล่ะ คือมันจะระเบิดตูมตาม ๆ ถ้าเราไม่รู้ก็เหมือนไม่มี ถ้ามันมาโดนเราน่ะ แค่ยุงกัดมันก็มีเรื่องแล้ว มดกัดก็มีเรื่องแล้ว ไม่ต้องมาถึงระเบิด น้อยหน่าเหล็ก ลูกเกลี้ยงอะไรหรอก ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก แค่ยุงกัดมดกันนี่ก็เป็นเรื่องแล้ว ร้อน ๆ ขึ้นมาพัดลมเสียก็เป็นเรื่องแล้ว คือไม่ต้องถึงกับว่าโดนเผากันหรอก ทีนี้ถ้ามันจะเผาสักแค่ไหน ถ้าตัวเราไม่ไปอยู่ตรงนั้น มันก็ไม่มีเรื่อง มันไม่ร้อน ท่านถึงบอกว่า โลกนี่มันอยู่ในกายยาววาหนาคืบนี่ ในทางปฏิบัติ ท่านกำหนดขอบเขตของโลกมาที่กายยาววาหนาคืบนี่ สถานที่ทำงานของนักปฏิบัติก็นี่ในนี้ ในกายยาววาหนาคืบนี่เอง

จะหยั่งรู้ รู้แจ้งในธรรมทั้งปวง ก็นี่ ที่กายยาววาหนาคืบนี่ กำหนดลงมาภายในนี่ ปักเข้ามาข้างในนี่ ภายในนี่ เราปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ นี่ เรามาฝึกสติ เหมือนเรายกมือ ยกมือเพื่อดึงจิตของเรามา เพื่อจะคุมจิต จิตโดยส่วนตัวของมันแล้วจิตมันคุมยาก มันละเอียด ทีนี้เราก็มาคุมที่กาย เพราะจิตมันเนื่องกับกาย แทนที่เราจะไปคุมตรงจิตน่ะมันคุมยาก ไม่รู้จะคุมยังไง มาคุมที่กายน่ะ เรายกมือกำหนดผัสสะที่นิ้วกระทบกันน่ะ ความรู้สึกขณะหนึ่งนี่ จิตมันดึงแล้ว คุมที่กายมันคุมได้ คุมที่กายแล้วจิตมันจะมาเอง เดี๋ยวจะคุมจิตได้ เหมือนคนตกปลาน่ะ การตกปลาเราต้องคุมสายเบ็ดให้ได้ดังต้องการ สายเบ็ดมันเป็นตัวดึงปลาขึ้นมา แต่คุมสายเบ็ดมันคุมยาก สายเบ็ดมันอ่อน ก็เอาสายเบ็ดมาผูกกับไม้ เขาเรียกคันเบ็ด แล้วเราคุมที่คันเบ็ด เราคุมที่คันเบ็ดแล้วเราจะสามารถคุมสายเบ็ดได้ แล้วก็ได้ประโยชน์ตามที่เราต้องการ

เหมือนกันน่ะ เราจะฝึกสติเพื่อคุมจิตเราน่ะ ฝึกสมาธิฝึกสติ ดึงจิตกลับมาสู่ที่ทำงานเสียหน่อย ถ้าจิตมันส่งออกไปทั่วโลกนี่ไม่ใช่ที่ทำงานแล้ว เพราะโลกในทางธรรมะท่านกินความแค่กายยาววาหนาคืบของเรานี่ จะเป็นที่รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งปวงในกายยาววาหนาคืบนี่ จะดับทุกข์ จะแจ้งในธรรม ตรัสรู้ตลอดโลกธาตุก็นี่แหละ ในกายยาววาหนาคืบนี่แหละ

เพราะฉะนั้นเริ่มต้น เรามานั่งยกมือนี่คือดึงจิตกลับมาสู่ที่ทำงานของมัน เมื่อดึงมันมาสู่ที่ทำงานได้นั่นแหละ มันจะเกิดการงานขึ้นมาได้ แล้วมันจะได้เงินได้ทองก็ได้ตรงนี้แหละ จะแจ้งลงไปเรื่อย ๆ มองโลกนี้ให้มันเป็นมายา อย่าไปดีใจเสียใจกับโลกนี้ให้มันมาก คนนั้นมาโกงเรา คนนี้มาหลอกเรา มันเป็นมายาภาพ มองโลกนี้ให้มันเป็นละครเถอะ มันไม่มีอะไรจริงหรอก เวลาเกิดมาเอาอะไรมา เวลาเกิดมาไม่ได้เอาอะไรมาเลย เวลาตายไปจะเอาอะไรไป มันไม่ได้เอาอะไรไปเลย เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่มันไม่มีอะไรเลย เบื้องปลายก็ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นไอ้ของทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตเนี่ย คือของที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งนั้น ไม่มีของเราจริงทั้งนั้น มัวเอาจิตไปห่วงไปหวงก็โง่เปล่า ไปห่วงเอาของที่ไม่ใช่ของเรา ไปห่วงของที่ครอบครองไม่ได้ เขาต้องเอาไปอยู่ดี อย่าพูดถึงอย่างอื่นเลย แม้ร่างกายสังขารนี่ก็เผาทิ้งหมด มันไม่ได้เอาอะไรไป

ไอ้ความหวงความห่วงความหลงความหึงนี่น่ะ หวงเปล่าทั้งนั้น ห่วงเปล่า หลงเปล่า หึงเปล่า ต่างคนต่างมาต่างคนต่างไป เกิดมาคนหนึ่งก็ตายไปคนหนึ่ง ลูกหลานมันก็มีบุญกรรมของมัน ถ้ามันเป็นคนไร้วาสนาจะไปแค่นให้มันได้ดีก็ไม่ได้ ถ้ามันมีวาสนาเดี๋ยวมันเอาดีของมันเองนั่นแหละ ไม่ต้องไปห่วงมันหรอก มาทำตัวของเราดีกว่า

สติปัฏฐานสูตรนี่ท่านเน้นธรรมะหลักข้อใหญ่ตั้งแต่ต้นสูตรเลยว่า “เป็นทางเดินของบุคคลผู้เดียว” คือไอ้คนปฏิบัติธรรมก็ตาม ไม่ปฏิบัติก็ตาม มันก็มาคนเดียวไปคนเดียวอยู่แล้ว อันนี้เป็นความจริงสำหรับทุกคน ไม่ใช่ว่าเฉพาะคนไหนมาปฏิบัติสติปัฏฐานแล้วมันมาคนเดียวไปคนเดียว ไม่มีหรอก ไม่ใช่ คนทุกคน สัตว์ทุกตัว มันเกิดตัวเดียวมันก็ตายตัวเดียว ต่างคนต่างมาต่างคนต่างไป มาเจอกันในโลกนี่ก็เหมือนกับมารอรถเมล์ป้ายเดียวกันเท่านั้นแหละ ช่วงเวลาไม่นาน ต่างคนก็ต่างจะไปกันแล้ว

เวลารักกันก็ โอ้โห อยากจะดึงเขามาให้ได้ แหม อยากจะขยำเราสองคน ร่างกายสองร่างกาย อยากขยำให้เป็นเนื้อเดียวกัน เวลาเกลียดกันขึ้นมาก็อยากจะถีบหัวส่ง ทำยังไงจะฆ่ามันได้ จะฟ้องหย่ามันยังไง จะฆ่ามันยังไง นี่แหละความยินดียินร้ายมันผิดทั้งนั้น ความรักก็ผิด ความเกลียดก็ผิด สัจจะมันคืออะไรล่ะ ก็คือว่าถึงเวลามันมามันก็มา ถึงเวลามันจะไปมันก็ไป นี่แหละสัจจะ ทีนี้ถ้าเราไปรักมันก็ผิดสัจจะ มันไปขวางสัจจะ ไปเกลียดมันก็ขวางสัจจะอีก ไอ้ที่ไม่ขวางสัจจะก็คือจิตกลาง ๆ นี่แหละอยู่กับสติและอุเบกขา

อย่าไปแบกโลกเอาไว้ วางเสียบ้าง ก้อนหินในโลกนี่มีมาก มันจะหนักหัวเฉพาะไอ้ก้อนที่เอามาวางบนหัวเราเท่านั้นแหละ ก้อนหินในโลกน่ะมีเยอะแยะ แต่มันหนักหัวเราหรือเปล่า ลองไปเอามาวางบนหัวเราซิ นั่นแหละมันหนัก เรื่องราวในโลกก็เหมือนกัน เรื่องราวในโลกน่ะมีมาก มีไม่จบหรอก แต่มันจะหนักหัวเฉพาะไอ้เรื่องที่มาวางบนหัวเรา เวลาเราจะวางไม่ต้องไปนึกวางนึกว่าง มาเจริญสติสิมันวางของมันเอง จิตเรามันทำได้ทีละอย่างเท่านั้นแหละ มันมากำหนดรู้ภายในมันก็วางภายนอก ขณะที่มันไปเกาะภายนอกน่ะมันวางข้างในไปแล้ว เขาเรียกว่าจิตตกฐาน

หลวงพ่อใหญ่บอกว่า จิตตกฐาน ญาณก็ตก กิเลสก็เกิด ก่อนนั้นหลวงพ่อท่านพูดอย่างนี้ ท่านจะพูดภาษิตด้วย “มูฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ” นี่ ท่านจะพูดต่อด้วย ท่านพูดจนจำได้ มูฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ ผู้หลงย่อมไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม คือว่าจิตตกฐานแล้วมันไม่เห็นหรอก

คือจิตเรามันทำได้ทีละอย่าง เวลาเราเอาจิตมากำหนดภายในนี่มันวางข้างนอกไปเอง ไม่ต้องไปคิดวางหรอก ที่มาพูดมาโม้ให้ฟังว่า เอ้อ ตายแล้วมันเอาไปไม่ได้นี่ พูดให้ฟังเพลิน ๆ เท่านั้นแหละ เวลาผู้ปฏิบัติจะแจ้งมันต้องมาแจ้งด้วยตัวเอง มาเจริญสติดึงเข้ามาภายในซะ พอสติมันดึงจิตเข้ามาภายในแล้วมันวางของมันเอง มันจะสบายกับความไม่เกาะเกี่ยว

ความเกาะเกี่ยวน่ะมันเป็นทุกข์ เราจะไม่ก้าวหน้า ปฏิบัติธรรมมันก็ไม่ก้าวหน้า อุปมาให้ฟังว่า สมมุติว่าเรามีเรือลำหนึ่ง เราจะแล่นจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น เรา โอ้โห แข็งแรงมาก จ้ำพายได้อย่างแข็งแรงมาก แต่ว่าที่เรือเรานี่มันมีโซ่สิบเส้นผูกไว้กับตลิ่ง มีโซ่ผูกกับเรือแล้วไปผูกกับตลิ่งสิบเส้น จ้ำพายตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่ได้ไปเลยสักคืบ นั่นแหละ

จิตที่เกาะเกี่ยวน่ะ เพราะมันเห็นผิด จิตมันเห็นผิด สมมุติว่าเราเป็นผู้หญิงก็ต้องคิดว่า เรานี่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เติบโตมาต้องมีผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นคู่ ไอ้ผู้ชายคนนั้นก็ต้องรักเราจริง เห็นเราเหมือนกับเจ้าหญิงนั่นแหละ เราก็หน้าตาไม่สวยกับเหมือนกับดาราหนังหรอก แต่ไอ้นี่ตามันต้องถั่วหน่อย ๆ มันต้องมองเราเป็นดาราหนังให้ได้ มันต้องมองว่าเราสวยกว่าคนอื่น นั่นแหละปรุงแต่งไป อยากจะให้ตัวเองมีคุณค่า

ในทางโลกกับทางธรรมะเหมือนกันเลย บุคคลจะมาติด ติดไปไหนไม่รอดก็ตรงว่า อยากจะให้ตัวเองมีคุณค่า อยากจะให้ตัวเองมีความสำคัญ ดูทางโลกเป็นยังไง เข้ามาบวชแล้วถ้าติดตรงนี้ก็ไปไม่รอดเหมือนกัน อยากจะให้ตัวเองมีความสำคัญ เราไปที่ไหนเขาต้องเห็นว่าเราพิเศษกว่าคนอื่น นั่นแหละไปติดตัวเอง เอาโซ่ล่ามกับตลิ่งเอาไว้ ละไม่ได้

สรรเสริญกับนินทาน่ะมันเป็นมายา คำด่ากับคำชมน่ะต้องฟังให้มันเหมือนกัน เวลาคนเขายกมือไหว้กับเขาไล่ตะเพิดน่ะ ต้องทำความรู้สึกให้เหมือนกันให้ได้ เวลาเขายกย่องเรากับเขาดูถูกเหยียดหยามเรานี่ ต้องทำความรู้สึกให้มันเหมือนกัน มันเป็นมายา เมื่อเรามองเห็นเป็นมายาได้เราก็ละจิตของเราออกจากข้างนอกได้ ไม่ไปยินดียินร้าย จิตเราก็อยู่แต่ภายในแล้วมันก็แจ้ง แจ้งในปัจจุบันอารมณ์ แจ้งขณะหนึ่งแล้วก็ปล่อยไป

ถ้ามันแจ้งขึ้นมาแล้วจะบังคับให้มันอยู่อย่างนั้นมันก็ผิดอีกแหละ เพราะสิ่งทั้งปวงมันต้องผ่านไป เราปฏิบัติวันนี้แจ้งมาก ๆ น่ะ มันต้องผ่านไป อย่าไปยึดความแจ้งตัวนั้นอีก เพราะมันจะไม่เป็นปัจจุบัน เรากำหนดที่ปัจจุบันน่ะ ปัจจุบันมันแจ้งก็กำหนดความแจ้ง ปัจจุบันมันไม่แจ้งมันง่วงนอนก็กำหนดมันง่วงนอน กำหนดที่ปัจจุบันนั่นแหละ

แจ้งในปัจจุบันมันจึงจะแจ้ง แจ้งเรื่องอดีตมันไม่แจ้งแล้ว มันมัวแล้ว มันโดนหลอกแล้ว ตกฐานแล้ว อดีตวันนั้นเราเป็นอย่างนั้น เราอารมณ์ดีอย่างนั้น โอ้โห แจ้งโลกธาตุอย่างนั้น มันผ่านไปแล้ว ตกฐานแล้ว ถ้าเอาจิตไปเกาะอยู่กับอดีตน่ะมันตกฐาน ตกฐานแล้วญาณมันไม่เกิดแล้ว

จิตน่ะให้ตั้งอยู่ปัจจุบันแล้วไม่เกาะเกี่ยวด้วย สักแต่ว่าอาศัยระลึก ไม่ยินดีไม่ยินร้าย สักแต่ว่าอาศัยระลึก ย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไรในโลกด้วย แต่อยู่อย่างมีสติ สติมันไม่เกาะเกี่ยว มันมีสติและอุเบกขา เห็นมายาของทุกสิ่ง ถ้าเราปล่อยจิตให้เพลินไปเดี๋ยวก็ห่อเหี่ยว ตื่นเต้นก็เพื่อเศร้าสร้อย ลิงโลดเพื่อเหงาหงอย สมหวังก็เพื่อผิดหวัง ยินดีก็เพื่อยินร้าย เฟื่องฟูก็เพื่อตกดิ่ง โด่งดังก็เพื่ออับแสง อิสระเสรีก็เพื่อถูกผูกมัด มีก็เพื่อหมด เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก

มันเป็นมายา นึกว่าเป็นจริงแล้วคิดว่าจะไปพึ่งมันได้ก็ซวยแล้ว นั่นแหละจิตที่เราคิดว่ามันเป็นจริงแล้วจะไปพึ่งมันน่ะ จะไปอาศัยมันสร้างสุข ความภูมิใจ ความปลื้มปีติ นั่นแหละซวยแล้ว เพราะสิ่งทั้งปวงทั้งรูปธรรมนามธรรมมันเป็นที่ของผ่านมาเพื่อจะผ่านไป มีเพื่อหมด มาเพื่อไป พบเพื่อจาก ยึดไว้ก็ทุกข์ ปล่อยวางได้จึงเบาสบาย

ปล่อยก็ต้องปล่อยตามฐานในปัจจุบันขณะนั้น อดีตดีแค่ไหนเอามาไว้ไม่ได้ ยกตัวอย่างว่าเรากินอาหาร อาหารมื้อนี้นี่ดีมาก ดีที่สุดเลย เลือกมาอย่างดี กินเข้าไปแล้วลองไม่ถ่ายออกมาสิ ตาย ไอ้ของดีน่ะพอผ่านกาลเวลาแล้วมันเป็นของเสียแล้ว สิ่งทั้งหลายน่ะ โอ้โห เราเจอของดีมามาก มันผ่านไปแล้ว มันดับไปแล้ว เคยเยี่ยมเคยเจ๋งเคยอะไร มันดับไปแล้ว มันดับในขณะนั้นแหละ

ของที่ยังไม่แตกมันกำลังแตก ของที่ยังไม่ดับมันกำลังดับ นี่แหละ เวลาเรามีดวงตาเห็นธรรมแล้วมันเห็นอย่างนี้แหละ มันเห็นว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา จิตมันไม่คิดอิงอาศัยอะไร สักแต่ว่าอาศัยระลึก มันไม่คิดอิงอาศัยอะไร ความยินดียินร้ายมันเลยหมด มันเบาไป มันสักแต่ว่าอาศัยระลึก ในปัจจุบันขณะนั้นแหละ

อารมณ์ที่ผ่านมาไม่ต้องไปกลัวมัน มันพลาดท่าเสียทียังไงมันก็ดับไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง อย่าเพิ่งไปกลัวมัน มากำหนดที่ปัจจุบันนี่แหละ รู้แจ้งโลกธาตุมันต้องรู้แจ้งในปัจจุบัน ในกายยาววาหนาคืบของเรานี่แหละ รู้แจ้งโลกธาตุเลย รู้แจ้งเพราะจิตเราไม่ไปเกาะมัน จิตไม่ไปเกาะสิ่งภายนอก พอจิตเราไม่ไปเกาะสิ่งภายนอก มันก็แจ้งภายในสิ แจ้งภายในมันก็เห็นความเกิดดับ มันไม่เกาะเกี่ยวอารมณ์ ไม่เกาะเกี่ยวอารมณ์มันก็สบาย นี่แหละ สติกับอุเบกขามันเดินตัวของมันไป แล้วมันก็นำไปสู่ความดับทุกข์เอง

มันจะเรียกว่าเป็นธรรมะธัมโมขั้นไหนก็ช่างเถอะ เรามาดูความทุกข์ของเราเป็นสำคัญ ว่าเราดับทุกข์ได้หรือยัง เอาความทุกข์น่ะเป็นตัววัด ว่าเราดับทุกข์ของเราได้ไหม เอากิเลสเป็นครู ไม่ต้องเอาใครเป็นครูหรอก เอากิเลสเรานี่แหละเป็นครู หากิเลสตัวเองให้เจอเถอะ ไอ้กิเลสคนอื่นไม่ต้องไปหาเลย เขาจะกิเลสหนาอะไรก็เป็นเรื่องของเขา ดูกิเลสเราดีกว่า นี่แหละมาหาครูเจอแล้ว เอากิเลสตัวเองเป็นครู กำหนดหยั่งรู้มันน่ะ ไอ้ผู้ที่จะสอนให้เราละกิเลสที่ดีที่สุดคือกิเลสเราเองนั่นแหละ กำหนดหยั่งรู้มันไปเถอะ เดี๋ยวมันจะบอกวิธีละของมันเอง เพราะอะไรล่ะ เพราะมันจะแสดงโทษให้เราเห็น

ที่เราไม่เห็นโทษเพราะเราไม่ได้หยั่งรู้มัน พอมันชอบอะไรเราก็ไปเพลินไอ้ของที่มันชอบ เราไม่ได้ดูไอ้ตัวชอบนี่ มันเกลียดอะไรเราก็ไปเพลินกับไอ้ของที่มันเกลียด จะไปทำลายมัน ของที่มันเกลียด มันไม่ดูตัวเกลียดในใจเรา ก็เลยนั่นแหละจิตตกฐาน รวมแล้วคำพูดหลวงพ่อใหญ่นี่เปี๊ยะ ๆ เลย จิตตกฐานนี่ญาณตก กิเลสก็เกิด

ถ้าจิตมันตกฐานก็ซวยแหละ นักปฏิบัติสติปัฏฐานนี่ ขณะที่กิเลสมันเกิดนั่นแหละจิตตกฐาน และขณะที่มันดึงให้เราตกฐานเราก็ไปเพลินกับไอ้ตรงข้างล่าง

เรามีความรักก็ได้มีความเกลียดก็ได้ แต่อย่าไปดูไอ้ของที่เรารักกับไอ้ของที่เราเกลียด ให้มาดูความรักกับความเกลียดของเรา ดูทำไมล่ะ ดูตรงความรักกับความเกลียด ดูความยินดียินร้าย เดี๋ยวมันจะแจ้งขึ้นมา เดี๋ยวมันจะบอกวิธีละตัวมันเอง เพราะมันเป็นโทษ ถ้าเราไม่ดูตรงนี้แล้วมันไม่เห็นโทษ มันให้เรารักอะไรเราก็ไปเพลินกับไอ้ของที่มันรักนั่นแหละ เอ้อแหม ผิวขาวจริงน้องเอ๊ย ผมสวยเชียว มันไปเพลินกับของที่มันรัก เรามากำหนดดูความรักในใจเรานี่ อันนั้นเขาเรียกว่าจิตอยู่ในฐาน

กิเลสทั้งหลายก็รวมอยู่ในความยินดียินร้ายนั่นแหละ เรามาเจริญสติปัฏฐานนี่ จิตเราจะละเอียดกว่าคนทั่วไป มันจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ขณะหนึ่ง ๆ ไอ้ความยินดียินร้ายที่เกิดขณะหนึ่งขณะกระทบอารมณ์น่ะ เมื่อเราเจริญสติแล้วมันเห็นน่ะ มันเห็น มันแจ้ง แจ้งเอง ไม่ต้องไปฟังจากใคร ไม่ต้องไปฟังจากใครมา เราแจ้งของเราเองจากการปฏิบัติ มันแจ้งของมันน่ะ มันเห็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ เพราะว่าจิตมันปักเข้ามาภายใน มันไม่ไปเกาะข้างนอก

ข้างนอกก็แสดงไปตามมารยาทสังคม แต่จิตข้างในเรานี่อยู่แต่ข้างในตลอด มันเป็นยังไงเราก็ทำไป แต่จิตของเราปักอยู่ข้างใน ปักยังไงล่ะ ปักลงที่ความรู้สึกน่ะ มันจะไปปักยังไง จะปักเหมือนเอาไม้ทิ่มเข้าไปมันก็ไม่ได้หรอก ถ้าเรากำหนดความรู้สึกนี่แหละ กำหนดไปจนมันชำนาญ มันกำหนดจนมันเป็นอาชีพเลยน่ะ เรียกว่าไม่ว่ามันรู้สึกตรงไหน สติมันตั้ง...

...B...

ทำไมเราจะไม่ทิ้งล่ะ เพราะว่านี่เป็นหนทางเดียวที่มันจะดับทุกข์ให้เรา เราสละชีวิตสักชาตินึง ชาตินึงมันนิดเดียว คนเรามันเกิดแก่เจ็บตายมาไม่รู้กี่อสงไขยชาติ อสงไขยกัปป์ อสงไขยกัลป์ เราอุทิศชีวิตสักชาตินึงเนี่ย แหม จะเจริญสติปัฏฐานแล้ว อย่างอื่นจะไม่เอามาเห็นเป็นคุณค่า จะไม่เห็นเป็นคุณค่าว่ายิ่งใหญ่ เวลาเราอยู่อิริยาบถไหนอยู่ยังไง จิตมันก็กำหนดของมันไป กำหนดจนมันชิน จนมันชำนาญ การเยื้องการย่างนี่จิตมันอยู่ภายในตลอด ไม่คิดถึงใคร เวลาจิตเรากำหนดความรู้สึกภายในมันไม่คิดถึงใครเลย ไม่คิดถึงใคร เวลาคุยก็เหมือนคุยน่ะ พอหันหลังลืมหมด ถ้ายังไปคิดถึงคนน่ะ แสดงว่าตกฐาน จิตเราตกฐาน เวลาคุยก็คุยได้หมด ถ้าจิตเราทำอย่างนี้แล้วคุยกับใครไม่ได้หรอก อารมณ์มันค้าง ถ้าเรากำหนดดูความรู้สึกภายในน่ะ ถึงเวลาเจอใครก็คุยไปตามมารยาท เราไม่ต้องแสดงท่าให้ผิดปกติหรอก มันจะเป็นเป้า เดี๋ยวเขาจะมาลองดีมาก ให้ทำตัวเหมือนธรรมดา แต่จิตเรานี่ไม่มีใครดึงไปได้หรอก เราดึงจิตของเรามาสู่สติปัฏฐาน ๔ น่ะ ใครจะไปห้ามได้ล่ะ นอกจากตัวเรามันจะห้าม กิเลสเรามันจะห้าม ถ้าเรามีศรัทธาแล้วไม่มีใครห้ามเราได้หรอก นอกจากตัวเราเอง

ทุกอิริยาบถน่ะ เรากำหนดสติเข้าไปสิ ยืนเดินนั่งนอนกินดื่มพูดจาขี้เยี่ยวน่ะ เข้าห้องน้ำอุจจาระปัสสาวะก็กำหนดมันสิ กำหนดมัน ไม่ต้องไปคิดถึงใครทั้งนั้น ถ้าเราไปคิดถึงคนแล้วมันกำหนดไม่ได้ เราไม่ต้องไปคิดถึงใครหรอก เดี๋ยวมันมาเองแหละ เรากำหนดภายในน่ะ เราต้องตัดให้หมดสิ ทางใจนี่ตัดให้หมด ทางข้างนอกมันก็มีไปตามเหตุปัจจัยของสังคม แต่ทางใจเราก็ตัดให้หมด เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว

ไปนรกไปสวรรค์ไปนิพพานคนเดียว ไม่มีใครช่วยได้ ไปคิดถึงเขาก็ปวดหัวเปล่า มากำหนดภายในดีกว่า เจริญสติปัฏฐานให้เห็นแจ้งภายในดีกว่า นี่แหละมันอบอุ่น อบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย เที่ยวไปคิดถึงคนโน้นคนนี้ก็ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน ไปหลงรักเขาก็ได้แต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ ไปรักเขามากมายแค่ไหน เที่ยวไปรักไปห่วงไปหวงเขาก็ ได้แต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ ไอ้นั่นมันก็ไม่ได้อย่างใจเราเลย กูอุตส่าห์รักมึงแค่ไหน มันไม่ได้รู้เรื่องเลย ลูกเต้าก็เหมือนกันน่ะ เราไปรักมันแค่ไหนมันก็ไม่รู้หรอก เราก็ต้องไปนั่งหงอยเหงา เราห่วงมันแทบตาย มันไปเต้นดิสโก้ทั้งคืน ห่วงแทบตาย มันกลับมาหน้าระรื่น กินข้าวเสร็จมันนอน ตกเย็นมันไปอีกแล้ว

มันไม่รู้หรอก เราก็ทำหน้าที่ไปตามหน้าที่ที่มี แต่จิตน่ะเราไม่ต้องไปรักใครห่วงใคร เรามาทำสติปัฏฐานดีกว่า กำหนดภายในดีกว่า ไม่ต้องคิดถึงใครทั้งนั้น สบาย เพราะมันเห็นแจ้ง ยิ่งเราดึงจิตเข้ามาภายในมันก็เห็นแจ้งไปเรื่อย ๆ ผ่านไปแต่ละปีมันยิ่งแจ้งของมันไปเรื่อย ๆ มันยิ่งแจ้งแล้วมันก็ยิ่งดับทุกข์ได้ของมัน ไม่ต้องให้ใครเป็นพยาน ไม่ต้องให้ใครมารับรองทั้งนั้น เราทำของเราเนี่ย ไอ้ความทุกข์ที่น้อยลงไปมันรับรองตัวมันเอง ไม่ต้องให้ใครชม ปฏิบัติให้เป็นขี้ข้าปากชาวบ้านนี่ก็ไม่ใช่เป็นนักปฏิบัติแล้ว ปฏิบัติแล้วต้องรอคนมาชม

ถ้าจิตเราเลวน่ะ เขามาชมมันก็เท่านั้นแหละ เราก็ยังเลวอยู่ดี ถ้าเราดีขึ้นมาเขาด่าก็เท่านั้นแหละ จิตเรามันก็ยังดีอยู่ เขาด่าแค่ไหนล่ะ ด่าว่ามึงจะต้องไปตกนรก มึงน่ะไม่มีความเจริญ ถ้าเราปฏิบัติทั้งวันทั้งคืนแล้วเรากำหนดสติของเราตลอด มันก็เจริญทุกปีนั่นแหละ

ใครจะด่าว่าสาปแช่งน่ะมันเป็นมายาภาพ เหมือนกับว่าเราไปที่บึงสักบึงนึง เกณฑ์คนไปทั้งอำเภอเลย แล้วก็เอาหินก้อนนึงเอาไปลอยน้ำ แล้วก็ให้คนทั้งอำเภอที่ยืนอยู่รอบบึงน่ะ พูดพร้อมกันนะบอกว่า โอ้โห ไอ้ก้อนหินก้อนนี้มันลอยฟ่องเลยเว้ย ไอ้ก้อนหินก้อนนี้มันลอยฟ่องลอยตุ๊บป่องเลยเว้ย หินมันก็จมอยู่ดี ถ้าเราเอานุ่นสักถุงนึง เอาไปลอยอีก แล้วก็ให้คนทั้งอำเภอมันพูดพร้อมกันว่า โอ้โห ไอ้นุ่นถุงนี้มันจมดิ่งเลยเว้ย ไอ้นุ่นถุงนี้มันจมดิ่งลงไปถึงก้นบึงเลยเว้ย มันพูดพร้อมกันจนหูแตกปากฉีก นุ่นมันก็ลอยอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ

ถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้วยังต้องมาดีใจเสียใจกับคำพูดมนุษย์อีกก็แสดงว่ายังไปไม่ไกล นั่งเป็นทุกข์เวลาเขานินทาเขาด่าว่า ยังไม่ไปถึงไหนเลย แสดงว่าจิตเราส่งออกนอกฐาน ถ้าเราดีใจเวลาเขาชมก็ต้องเสียใจแน่เวลาเขาด่า ขณะที่เขาชมนี่เราต้องดูให้เห็นว่ามันเป็นมายา เสียงผ่านหูแล้วก็ดับไป ไอ้ความปรุงแต่งในใจของเราน่ะมันไม่ดับ เสียงกระทบหูแล้วมันดับ กระทบแล้วมันดับปุ๊ปเลย นี่แหละพูดปุ๊ปดับปุ๊ป ไอ้ที่ไม่ดับคืออะไรล่ะ คือไอ้ความปรุงแต่งในใจเราน่ะ ไปยินดียินร้ายในใจ โอ้โห มันชมกูว่ายังงี้ เกิดมาไม่เคยมีใครชมกูอย่างนี้เล้ย นี่แหละปรุงแต่งไปคิดทั้งวันทั้งคืน นั่นแหละจิตมันตกฐานแล้ว

ถ้าเราจะเป็นทุกข์เพราะคำพูดคน เป็นสุขเพราะคำพูดคนได้น่ะ เพราะจิตตกฐานจากการปฏิบัติทั้งนั้น ไม่งั้นไม่สามารถจะไปเป็นทุกข์เป็นสุขเพราะคำพูดมนุษย์ได้ เราตกฐาน จิตมันตกฐาน จิตตกฐาน ญาณก็ไม่เกิด กิเลสก็เกิด ญาณไม่แจ้ง

เวลามีปัญหาอย่าไปโทษคนอื่น มาโทษตัวเอง โทษว่าเพราะเรานี่จิตมันตกฐานแท้ ๆ มันถึงเป็นทุกข์เพราะอย่างนั้นอย่างนี้ มัวแต่ไปโทษคนอื่นก็ไม่ได้เรื่องหรอก มาโทษตัวเองดีกว่า เราเป็นทุกข์เพราะจิตเรามันตกฐาน สติเรามันยังไม่สมบูรณ์ ต้องฝึกอีก อย่าไปโทษว่าเขามาด่า เขามาด่านี่เสียงเขากระทบปุ๊ปแล้วดับไปทันทีเลย ไอ้เรามาปรุงแต่งอีกน่ะ นั่นแหละ มันต้องโทษตัวเอง

เหมือนกับว่าหมามันมาขี้หน้าบ้าน หมามันขี้ได้แค่หน้าบ้าน แต่เราเก็บไอ้ขี้หมานั้นมาใส่ห้องนอนเราแล้วก็นอนดม ดมมันทั้งวันทั้งคืน คือคนเรามันด่า มันด่าได้แค่หู ส่งคำพูดไม่ดีอะไรก็ตามทีเถอะมันมาได้แค่หู แต่ที่จะรับเข้ามาในใจเราน่ะ มีเราคนเดียวที่จะเอามาได้ คือมีเราคนเดียวที่จะเอาขี้หมาเข้ามาในห้องนอนของเราได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปโทษคนอื่นเลย มาโทษตัวเอง เป็นทุกข์เพราะตัวเอง

เวลาเราเป็นทุกข์เพราะอะไร เอาอารมณ์นั้นออกเสีย แล้วก็ตั้งอารมณ์ใหม่ อารมณ์ที่มันไม่เป็นทุกข์สิ เหมือนกับเดินไป ไปเหยียบหนามน่ะ คนฉลาดมันก็มาดึงหนามออกแล้วทิ้งไป คนโง่ทำยังไงล่ะ ดึงหนามออกมาแล้วก็ทิ่มกลับไปอีก ดึงออกมาแล้วก็ทิ่มกลับไปอีก นี่ มันทิ่มไม่เลิก อารมณ์ไหนทำให้เราเป็นทุกข์ก็ดับมันเสียสิ มาตั้งอารมณ์ใหม่ ตั้งอารมณ์ที่ไม่เป็นทุกข์

นี่แหละ ที่เรายกมือนี่ กำหนดขณะหนึ่ง ๆ มันไม่ทุกข์ มันไม่ทุกข์ไม่สุข มันสักว่า กำหนดขณะหนึ่ง ๆ โลกมันอยู่ตรงนั้นแหละ โลกทั้งโลกมันอยู่ตรงอารมณ์กระทบขณะหนึ่ง ๆ นั่นแหละ โลกแตกดับเลย เห็นโลกโดยความเป็นของแตกดับ พระพุทธเจ้าท่านสอนพระโมฆราชน่ะ ว่าให้ดูโลกโดยความเป็นของแตกดับ ถอนอัตตานุทิฏฐิความยึดถือว่าเป็นตัวเราของเราในขณะนั้นน่ะ ในอารมณ์กระทบน่ะ ถอนความเป็นตัวเราของเราออกมา อย่าไปยึดว่านี่กูตัวกูละ นี่กูยินดีกูยินร้ายอยู่นี่ มันไม่มีหรอก มันเป็นอุปาทานมันสร้างมา ความจริงมันไม่มี ถ้าเป็นตัวเราของเรามันต้องห้ามไม่ให้แก่ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตายได้ มันห้ามไม่ได้ อุปาทานมันมาหลอกเฉย ๆ เท่านั้น

เพราะฉะนั้นจิตที่จะดับทุกข์ได้มันต้องเป็นจิตกลาง ๆ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย จะทำจิตให้เป็นกลาง ๆ ได้ ต้องเจริญสติปัฏฐาน ถ้าไม่ฝึกจิตน่ะทำไม่ได้หรอก ได้แค่โม้ไป ท่องจำมาแต่ตำรานี่มันทำไม่ได้ เรียนจนจบพระไตรปิฎกก็ทำไม่ได้ ต้องฝึก เจริญสติปัฏฐานนี่ทำได้

หลวงพ่อใหญ่ท่านไม่สอนธรรมะมากเลย ท่านสอนแต่สติปัฏฐานสูตรแล้วท่านเน้นให้ปฏิบัติ คนไหนปฏิบัติตามท่านน่ะดับทุกข์ได้ ยิ่งปฏิบัติน่ะปฏิบัติไม่เลิก ปฏิบัติหลายปีเข้า ๆ เนี่ย มันแจ้ง มันแจ้งหมดโลกธาตุเลย หมดโลกธาตุตรงไหน คือในกายเราเนี่ยมันแจ้ง หมายถึงว่า ภาษาธรรมะนี่โลกธาตุมันอยู่ในกายยาววาหนาคืบนี่แหละ เราก็กำหนดมันเข้าไปสิ กำหนดภายในกายนี่แล้วมันแจ้งหมด ไม่ต้องไปแจ้งอันอื่น ถ้าเราเที่ยวไปสอดส่องโน่นไปสอดส่องนี่ไปทั่ว นั่นมันไม่แจ้งหรอก เพราะงานมันเยอะ พอจิตเราเข้ามาสู่ภายในแล้วมันแจ้ง เพราะมันมีน้อย สถานที่แค่กายยาววาหนาคืบนี่ โฮ้กำหนดเข้าไปสิ แจ้งหมด

มันแจ้งตรงไหนล่ะ มันแจ้งไปตรงที่เพื่อจะดับความยินดียินร้าย เพื่อจะดับทุกข์ ไม่ว่าเรารู้เราเก่งเราฉลาดเรื่องอะไร ถ้าดับทุกข์ไม่ได้ก็เปล่า ต่อให้คนเขามายกย่องชมเชยกราบเราตั้งแต่สุพรรณบุรียันวัดไทรงามน่ะ ยืนเรียงแถวกราบ ถ้าเรายังเป็นทุกข์อยู่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกภายนอกน่ะ ไม่มีประโยชน์อะไร มีประโยชน์ตรงเราดับทุกข์ได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ดับทุกข์ได้

มีอะไรมากมายก็ไม่มีความสุขหรอก ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาน่ะ ตอนอายุยังน้อยไม่มีสมบัติพัสถานอะไรก็แหมอุตส่าห์บากบั่นทำมาหากินเก็บเล็กผสมน้อย พออายุมากขึ้นอ้าว ชักมีสมบัติพัสถาน ก็ใกล้จะตายเสียแล้ว พอเริ่มรวยก็ใกล้จะตายเสียแล้ว คนรุ่นเดียวกันก็เข้าเตาเผากัน ทยอยเข้าไป เราก็ไม่รู้ว่าคิวเราจะอยู่วันไหน ต้องมาสะดุ้งต่ออีก มีเงินมีทองมีบ้านใหญ่โตมีที่มีทางแล้วก็ยังไม่หมดทุกข์ ต้องมาสะดุ้งอีก ไอ้คิวกูจะวันไหนวะ วันนี้ก็ยาย ก.บ้านเหนือ ตา ข.บ้านใต้ นาย ค.บ้านตะวันออก นาง ง.บ้านตะวันตก อ้าวทยอยเข้าคิวเตาเข้าเมรุไป ไอ้เราจะเข้าวันไหนวะเนี่ย มันไม่จบ ความคาดหวัง ความไฝ่ฝันทางโลกมันไม่จบ คือมันไม่ถึงที่สุด มันดับทุกข์ให้ไม่ได้ คือได้เต็มที่อย่างที่เราฝันไว้มันก็ไม่หมดทุกข์ คือมันยังไม่หมดทุกข์ ให้ได้เต็มที่ด้วย ได้ทุกอย่างด้วย จนหมดโลกธาตุน่ะ อ้าว ใกล้จะตายเสียแล้ว เวลาปากมันพงาบ ๆ นอนในเตียงมันจะตาย อะไร ๆ ก็ไม่มีประโยชน์อีก

เราออกมาสร้างบุญบารมีดีกว่า มาประพฤติธรรมใฝ่ธรรมดีกว่า ไอ้ที่หลงหวงห่วงกอดรัดเอาไว้น่ะ มันจะเป็นสุขจริงเร้อ ถามตัวเองทุกวันซิ ถามตัวเองน่ะ มองในบ้านเรา มองทั้งบ้านแล้วถามว่า ไอ้ของอันไหนกูตายแล้วมันจะตามกูไปวะ ถามทุกวันซิ มองให้รอบบ้านเลย ขุดลงไปในดินอีกก็ได้ ขุดลงไปมองเลย ไอ้อันไหนที่กูตายแล้วมันจะไปกับกูวะ ถามซิ ถามทุกวันเลย ไม่มีหรอก มีแต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าแหละ ทาน ศีล ภาวนา วิปัสนากรรมฐาน ถ้าบุญบารมีเราถึงฝั่งหลุดพ้นชาตินี้ก็หมดไปเลย ไม่ต้องมาเป็นขี้ข้าเฝ้าโลก เป็นขี้ข้าเขา ต้องมาอุ้มท้อง ต้องมาออกลูก ต้องมาเลี้ยงลูก เป็นขี้ข้าเขา เป็นขี้ข้าต้องมาอุ้มท้อง เป็นขี้ข้าต้องมาเลี้ยงลูก พอมันโตแล้วมันก็ต่างคนต่างไป

เรามาหาธรรมะดีกว่า นี่น่ะของจริง เวลาตายก็ตายกับเราเลย นอกจากธรรมะแล้วไม่มีใครมันตายกับเราหรอก ทรัพย์สมบัติทั้งหลายก็ไม่ได้เอาไปเลย ของไหนทำบุญได้เท่าไหร่ก็นั่นแหละเป็นของเรา ไอ้ของที่เก็บเอาไว้น่ะยังไม่เป็นของเรา ของที่ให้ไปน่ะจะเป็นของเราจริง เวลาบ้านไฟใหม้น่ะ ของอันไหนเก็บเอาไว้ในบ้านน่ะไม่ใช่ของเรา ของอันไหนขนออกนอกบ้านไปได้น่ะของเราจริง

ฉันใดก็ฉันนั้น ขณะที่ร่างกายสังขารเรากำลังโดนไฟคือความตายเผาอยู่น่ะ ไอ้ของไหนที่เก็บเอาไว้ไม่ใช่ของเราหรอก ไอ้ของไหนที่ให้ออกไปเอาไปทำบุญนั่นน่ะของเรา ไอ้ของที่เก็บเอาไว้ไม่ใช่ของเราหรอก ของที่ให้ออกไปน่ะของเรา เก็บเอาไว้หมดไม่ให้อะไรออกไปเลยก็ ไม่ได้อะไรไปเลย

ไม่มีอะไรเป็นของเราจริงหรอก ธรรมะดีกว่า มาประพฤติธรรมดีกว่า คือมันจะทำให้จิตเราเห็นแจ้ง ว่าไม่มีอะไรจริง ๆ มันเป็นมายา ไม่มีอะไรจริงสักอย่าง พอจิตเราตั้งปัจจุบันอารมณ์แข็งขึ้นมา ๆ น่ะ มันแจ้งอยู่ตรงนี้แหละ คือมันเห็นว่าไม่มีอะไรจริง ไม่มีอะไรจริง มันเกิดดับ ร่างกายทั้งร่างนี้ก็เข้าเตาเผาเข้าเมรุ รอไปเข้าเมรุอย่างเดียว ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีเป็นของเราหรอก นามธรรมที่กระทบตามทวารทั้งหลายมันก็เกิดดับ พอกำหนดลงไปนี่มันเกิดดับ ที่เราไม่เห็นความดับเพราะอะไรล่ะ จิตมันตามไป ตามไปอดีต เหมือนเราไปนั่งข้างถนนเนี่ย ถ้าเราหันหน้าไปตรง ๆ น่ะ มองรถไม่เป็นคันหรอก มันผ่านมาวู๊บแล้วก็ผ่านไป ๆ ที่เรามองเห็นเป็นคันเพราะอะไร แหงนหน้ามองตามไป คือหมายความว่าจิตเราเนี่ย ส่งไปในอดีต อารมณ์ที่เคยกระทบ เป็นอย่างนั้นแล้วก็ส่งตามไป มันถึงเป็นบุคคลตัวตนเราเขาขึ้นมา ถ้าจิตเรามั่นคงอยู่ในปัจจุบันอารมณ์จะไม่เห็นความเป็นตัวตนบุคคลเราเขา มีแต่ความเกิดดับ มีแต่ความเกิดดับตามทวารทั้ง ๖

ฉะนั้น สติปัฏฐานนี่นำจิตของเราไปเอง ธรรมะทั้ง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็แจ้งอยู่ภายในกายยาววาหนาคืบนี่ ที่มันแจ้งคือว่ารู้แล้วมันดับทุกข์ได้ นั่นแหละมันแจ้ง ธรรมะนี่เราศึกษาแต่พระปริยัติธรรมอย่างเดียว ศึกษาแล้วมันดับทุกข์ไม่ได้น่ะมันจึงไม่แจ้ง มาศึกษาแล้วมันก็สงสัย สงสัยไปสงสัยมาแล้วก็กูสึกดีกว่า เพราะไม่เคยลองเลย ท่องชื่อได้หมด ไม่เคยเจอตัวจริงเลย ธรรมะข้อไหน ๆ จำชื่อได้หมด ไม่เคยเจอตัวจริงเลยมันก็สงสัย สติปัฏฐานคืออะไร สัมมัปปธานคืออะไร อิทธิบาทคืออะไร พละ ๕ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘ ไม่เคยเจอตัวจริงเลย ท่องแต่ชื่อ มีแต่ความสงสัย

เวลาเราปฏิบัติปักเข้ามาข้างในน่ะ เจอตัวนึงแล้วก็แจ้งไปตัวนึง ๆ น่ะมันแจ้ง เพราะมันเห็นของจริง จะรู้ชื่อไม่รู้ชื่อก็ไม่สำคัญหรอก มันสำคัญว่าดับทุกข์ได้ ดับอารมณ์ได้ ทุกข์มันน้อยลงไป แต่ละปีทุกข์มันน้อยลงไปก็ดีแล้ว สักวันทุกข์มันก็หมดไปเอง

เราเกิดมาก็เป็นคนกิเลสหนาปัญญาทรามมาทั้งนั้น ไม่งั้นไม่เกิดมาเป็นมนุษย์หรอก เรายังมีกิเลสน่ะมันถึงมาเกิดเป็นมนุษย์ ฉะนั้นโอกาสที่เราได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาน่ะ เป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้ชำระกิเลสของเรา ถ้าไม่ได้พบพระพุทธศาสนาน่ะ ไม่มีทางที่เราจะได้แก้ไขกิเลสความชั่วในใจเราให้หมดไป เพราะว่าสติปัฏฐานนี่ท่านบอกว่า แสดงกันอย่างโจ่งแจ้งก็ช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าอุบัติทั้งนั้น ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัตินี่ไม่มีใครมาแสดงสติปัฏฐานหรอก

เพราะฉะนั้นก็เป็นโอกาสดีที่เราได้มาปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมเพื่อหาจิตดวงที่ไม่ยินดียินร้าย ปฏิบัติเพื่อละ ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อยึด เคยเห็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่เสื่อมไป ลูกศิษย์วัดไทรงามด้วยกันน่ะ รุ่นพี่รุ่นน้องที่เสื่อมไปน่ะ วิเคราะห์ดูแล้ว ที่เสื่อมไปเพราะปฏิบัติเพื่อเอาทั้งนั้น ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อละ ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อละนี่เจริญขึ้นตลอด ทั้งคุณธรรมบุญวาสนาบารมีเจริญขึ้นตลอด ถ้าปฏิบัติเพื่อละนี่เจริญขึ้นตลอด ไม่เสื่อม ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อเอานี่เสื่อมไปหมด ปฏิบัติเพื่อเอา ปฏิบัติเพื่อยึด ปฏิบัติเพื่อไว้เป็นข้ออ้างที่จะไปข่มขี่คนอื่นว่ากูดีกว่ามึง เสื่อมหมด คือปฏิบัติเพื่อจะเป็นข้ออ้างเอาไว้ข่มขี่คนอื่น เสื่อมไปหมด ไม่เจริญ ที่มองเห็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่ผ่านมานี่ แต่ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อละเจริญขึ้นตลอด เพราะมันเข้าไปสู่ทางธรรม เมื่อเข้าไปสู่ทางธรรมแล้วนี่พระธรรมเลี้ยงเอง ว่า ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่อดอยาก ไปไหนมีแต่ความมากมายด้วยลาภ เพราะธรรมะเลี้ยงทั้งนั้น ที่ว่า ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้ตกไปที่ชั่ว ไม่ให้ไปสู่ความเสื่อม ไม่ให้ไปสู่ความเดือดร้อน

โอกาสที่ได้มาแสดงธรรม วันนี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายธรรมนี้ ก็ขออาราธนาคุณพระศรีพระรัตนตรัย จงคุ้มครองรักษาท่านผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองด้วยกุศลธรรมด้วยกุศลจิต ด้วยโลกุตตรธรรมด้วยโลกุตตรจิต รู้แจ้งธรรมเห็นธรรม ท้ายที่สุดก็ขอให้ได้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญฯ

ดี้ - ถอด