0038 - บารมีเป็นเครื่องเกื้อหนุน

ยังไม่ได้ตรวจทาน

บารมีเป็นเครื่องเกื้อหนุน

๑๐-มี.ค.-๔๗

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบนมัสการพระเดชพระคุณพระอาจารย์หลวงพ่อธมฺมธโร ผู้เป็นผู้ให้แสงสว่างแห่งธรรมแก่ลูกศิษย์ทั้งปวง ขอกราบนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญพรญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา

นี่ก็เป็นโอกาสที่เราได้มาปรารภธรรม วันนี้เป็นวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๗ ก็เป็นโอกาสธรรมดาที่เราได้มาปรารภธรรมะในภาคปฏิบัติ การปฏิบัติก็มาดูตัวเอง การปฏิบัติก็เป็นงานที่ง่ายที่สุด คือดูตัวเอง ดูตัวเราคนเดียว ไม่ต้องไปดูคนอื่น เป็นงานที่ง่ายที่สุด การไม่ปฏิบัติน่ะมันยาก เพราะว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีเรื่องกับคนโน้นคนนี้ ต้องทำงานกับคนโน้นคนนี้ ต้องส่งจิตไปหาคนโน้นคนนี้ ถ้าเรื่องไม่ปฏิบัติน่ะมันเรื่องยาก

เรื่องปฏิบัติธรรมน่ะมันเรื่องง่าย คือดูตัวเอง ดูใจตัวเอง พิจารณากาย แล้วดูที่ใจ ร่างกายนี่ก็เป็นสถานที่ตั้งแห่งสติ ดูภายในน่ะ ท่านถึงเน้นว่า กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม คือดูลึกเข้ามา ๆ ละเอียดแยบคายลึกเข้ามา ๆ ไม่ต้องดูกว้างออกไป เลยออกไป กายโน้นกายนี้ ไม่ต้อง เราเจริญฐานกายในกายก็หยั่งลงไป ลึกลงไป ๆ ในกายนี้ มันมีอะไรบ้างก็กำหนดมัน มันจะแจ่มแจ้งก็แจ่มแจ้งในนี้แหละ ถ้ามันจะแจ่มแจ้ง จะหลุดพ้น พ้นทุกข์ ก็ต้องพ้นในนี้แหละ มันเป็นของจริง ถ้าไปหลุดพ้นที่อื่นมันไม่จริงหรอก

หลุดพ้นต้องหลุดพ้นภายใน ดับทุกข์ได้ภายใน เป็นสุขก็ต้องเป็นสุขภายใน ไม่ต้องอิงอาศัยผู้อื่น ไม่ต้องให้ใครมายอมรับ ไม่ต้องให้ใครมารับรู้ด้วยกับเรา คือว่ามันเป็นภายใน ความสุขแท้จริงในทางธรรมมันเป็นภายใน ไม่ต้องให้ใครมารับรอง ไม่ต้องให้ใครรับประกัน แล้วจะให้อะไรประกันล่ะ ให้ตัวเรานี่แหละประกัน เราดับทุกข์ในใจเราลงได้ไหม

จะไปคิดว่าเราบรรลุขั้นนั้น ๆ น่ะต้องเอาอะไรเป็นที่ยืนยัน ก็เอาความทุกข์ในใจเรานี่แหละยืนยัน เอาอารมณ์กระทบเป็นเครื่องทดสอบ เวลาอารมณ์ขัดใจมันกระทบขึ้นมาน่ะ เราวางจิตกับมันได้หรือเปล่า เห็นมันเป็นมายาได้ไหม หรือว่าเห็นมันเป็นเรื่อง ถ้าเราเห็นมันเป็นเรื่องก็แสดงว่าเราแพ้ม้นแล้ว ถ้าเราเห็นมันเป็นมายาน่ะชนะมัน สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อายตนะภายใน อายตนะภายนอก ที่มากระทบน่ะ ทั้งเรื่องจริงเรื่องเล่นนี่เป็นมายาทั้งนั้น อันนี้เป็นความจริง สิ่งอะไรก็ตามที่มาสัมผัสสัมพันธ์ในโลกน่ะเป็นมายาทั้งนั้น

อันนี้เรามาหาจิตดวงที่ไม่เกาะเกี่ยวกับมายา ก็ต้องมาเจริญสติปัฏฐาน คือหยั่งลงในปัจจุบันขณะขณะหนึ่งตามฐาน คือเฟ้นเข้าไปแสวงหาจิตดวงที่ไม่เกาะเกี่ยว

มันเป็นมายา ความถูกความผิดมันก็เป็นมายา ไม่มีจริง ปรมัตถ์มันไม่ถูกไม่ผิด ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่บุญไม่บาป ตัวไร้อุปาทานน่ะเป็นแก่นธรรม ตัวไร้อุปาทาน ความไม่ยึดมั่น แต่มันต้องไม่ยึดมั่นในขณะที่มีสภาวะรับรอง มีฐานที่ตั้งแห่งสติ อย่าไปว่าปล่อยวางไปส่งเดชโดยไม่มีฐานที่ตั้งแห่งสติ อันนั้นมันไม่จริง มันต้องมีฐานแห่งสติเป็นเครื่องวาง วางอารมณ์ อารมณ์ที่มากระทบน่ะ อารมณ์อดีตอนาคตที่เก็บไว้ อดีตที่เก็บไว้ อนาคตที่ปรุงแต่งนี่ จะเห็นมันเป็นมายา ไม่มีจริง ปัจจุบันขณะที่เรากำหนดตามฐานนี่น่ะ มันก็ขณะหนี่ง ๆ กำหนดหยั่งรู้ขณะหนึ่ง ๆ ธรรมะมาประชุมขณะหนึ่ง ๆ สิ่งให้รู้กับผู้รู้ขณะหนึ่งมากระทบกัน ขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป ๆ ถ้าจิตเราเจริญสติคมมากตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์มากขึ้น ๆ มันจะเห็นแต่ความเกิดดับ เพราะว่าจิตมันไม่ส่งไปอดีตอนาคต

จิตที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์มันจะเห็นแต่ความไม่เที่ยง เห็นแต่ความเกิดดับ คืออารมณ์ขณะหนึ่งมันก็ดับขณะหนึ่ง หาตัวเราของเราไม่มีในขณะนั้น ไม่มี ฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งจิตที่จะไปยึดมั่นถือมั่นน่ะมันเป็นของกลวง ถ้าเราหยั่งลงไปด้วยสติและญาณปัญญานี่ มันจะเป็นเป็นความกลวงความเปล่า เหมือนกับฟองน้ำต่อมน้ำน่ะ ตั้งขึ้นแล้วมันก็แตก ๆ

เมื่อเราเจริญสติปัฏฐานไปน่ะ จิตมันยิ่งคมมากขึ้น ๆ น่ะ มันยิ่งเห็นเป็นอย่างนั้น มันตั้งขึ้นแล้วมันก็แตก ๆ ทั้งเรื่องดีเรื่องชั่ว แตกดับหมด ไม่มีอะไรเหลือ จิตมันเข้าไปสู่ความว่าง เมื่อจิตเราเข้าไปสู่ความว่างแล้วอย่าไปครอบครองความว่าง ถ้าเราไปครอบครองความว่างน่ะมันจะไม่ว่างแล้ว เหมือนห้อง ๆ หนึ่งที่มันว่างอยู่ เราเข้าไปในห้องนั้น เราก็ไปดูว่า ห้องนี้มันว่างจริง ๆ มันไม่ว่างแล้ว เราเข้าไปน่ะทำให้ห้องไม่ว่าง

ถ้าจิตเราเข้าไปเห็นความว่างแล้วเราเข้าไปยึดว่า โอ้นี่กูว่างแล้ว ๆ อันนั้นไม่ว่างแล้ว มีกูเข้าไปแล้วมันไม่ว่าง ขณะนั้นน่ะวางอุเบกขาไม่ได้แล้ว เพราะมันมีความยินดีอยู่ ยินดีว่า แหม กูนี่สำเร็จแล้วเว้ย กูนี่ได้แล้ว แหม กูฝึกมาตั้งนานนี่กูได้แล้ว อันนั้นมันเป็นความยินดี เป็นอภิชฌา พอไอ้จิตดวงนั้นมันดับไปเสื่อมไป เกิดเป็นโทมนัสอีก แหม ไอ้ที่กูได้ไว้น่ะมันหายไปไหนเสียแล้วว้า นี่ อันนั้นไม่ใช่ของจริง ของจริงมันต้องไม่มีตัวครอบครองความว่าง มันว่างของมัน ไม่ใช่เราว่าง เราไม่ไปครอบครองความว่างเลย ไม่มีตัวผู้บรรลุ

ถ้ามีตัวผู้บรรลุมันก็ยังไม่บรรลุหรอก มันก็ยังมีอัตตา มีอุปาทาน มันต้องสักว่า เป็นธรรมะสักว่า ๆ ไม่มีตัวผู้บรรลุ สักว่ากำหนด สักว่ารู้สึก สักว่าหยั่งรู้ สักว่าเห็นแจ้ง สักว่าหลุดพ้น อย่าไปมีตัวตนในผู้หลุดพ้นอีก ไม่งั้นมันไม่หลุดพ้น มันไปติดตัว

ตัวผู้หลุดพ้นมันก็มาล่อเราอีก ล่อให้เราจมปลักอยู่ในโลกียวิสัย ว่ามีตัวเราเป็นผู้หลุดพ้นคนหนึ่ง จะต้องคอยระวังไม่ให้มันแปดเปื้อน มันไม่ได้ ที่ใดมีความสะอาดที่นั้นก็ต้องมีความแปดเปื้อน เพราะมันเป็นตัวเปรียบเทียบ ถ้าตั้งของหนึ่งมาเป็นของสะอาด ของแปดเปื้อนมันจะมีขึ้นมาทันที ถ้าตั้งของหนึ่งมาเป็นของบริสุทธิ์ มลทินมันจะมีขึ้นมาทันที มันต้องพ้นออกไปจากนั่น พ้นจากความบริสุทธิ์ พ้นจากความแปดเปื้อน พ้นจากสะอาด พ้นจากมลทิน

ฐานธรรมในธรรมท่านถึงให้มาหยั่งลงว่า แม้นิวรณ์กับโพชฌงค์เนี่ย ต้องมองให้เห็นเป็นเหมือนกัน คือกิเลสกับธรรมะน่ะดูว่ามันเหมือนกัน คือเกิดดับเหมือนกัน ถ้าดูอย่างนี้ไม่ได้ก็หลุดพ้นไม่ได้ ถ้ายังดูว่าจิตที่ฟุ้งซ่านกับจิตที่เป็นสมาธิไม่เหมือนกัน อันนี้หลุดพ้นไม่ได้ เพราะว่าดูนิวรณ์ต่างกับโพชฌงค์ ยังไม่เข้าถึงฐานธรรมในธรรม ถ้าจะเข้าถึงฐานธรรมในธรรมมันต้องกำหนดหยั่งรู้นิวรณ์แล้วก็เห็นว่ามันไม่เที่ยง มันเกิดดับ เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น กำหนดหยั่งรู้โพชฌงค์ก็เห็นว่ามันไม่เที่ยง เกิดดับ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น

ในสายตาของผู้ปฏิบัติ ถ้าเห็นนิวรณ์กับโพชฌงค์มีค่าเท่ากันเมื่อไหร่น่ะ จึงจะหลุดพ้นได้ ถ้าตราบใดที่ดูนิวรณ์ต่างกับโพชฌงค์แล้วเนี่ย ดูกุศลต่างกับอกุศลเนี่ย ยังหลุดพ้นไม่ได้ เพราะมันยังมีอภิชฌาและโทมนัสอยู่ตราบนั้น เรียกว่า เรากำหนดนิวรณ์ว่าเป็นของเลว พอนิวรณ์เกิดเกิดโทมนัส นิวรณ์ดับเกิดอภิชฌา เรากำหนดว่าโพชฌงค์น่ะเป็นของดี เวลาโพชฌงค์เกิดเกิดอภิชฌา เวลาโพชฌงค์ดับเกิดโทมนัส

อันนี้น่ะมันหลุดพ้นไม่ได้ ยังมีอภิชฌาและโทมนัส ต้องมองเห็นว่ามันเป็นมายา มันเกิดดับ มันไม่มีจริง สักแต่ว่าสมมุติ ว่าสิ่งนี้ถูก สิ่งนั้นผิด สิ่งนี้ดี สิ่งนั้นชั่ว สิ่งนั้นบุญ สิ่งนี้บาป นี่ ถ้าเจาะเข้าไปในฐานธรรมในธรรมแล้วเห็นเป็นมายา อายตนะตัวรับรู้ ผู้รู้กับสิ่งถูกรู้ในปัจจุบันที่กระทบน่ะ มันก็เป็นมายา มันเกิดดับ อายตนะภายในเป็นผู้รู้ อายตนะภายนอกเป็นผู้ถูกรู้ มันมากระทบกันแล้วก็ดับไป ขณะหนึ่ง ๆ ธรรมะมาประชุมกันน่ะ มีผู้รู้ มีสิ่งถูกรู้ แล้วมีสติเข้าไปหยั่งรู้อีก รู้ตัวทั่วพร้อมอีก ถึงขนาดนั้นมันก็เกิดดับ ๆ อยู่ขณะนั้น

เมื่อตีเข้าไปมันก็เห็นแต่อนัตตา ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า ไม่มีระหว่างโลกทั้งสอง มัจจุราชจึงมองไม่เห็นบุคคลผู้นั้น นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระโมฆราช

“สุญฺโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต อตฺตานุทิฏฺึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ” ดูก่อน โมฆราช! เธอจงดูโลกนี้โดยความเป็นของว่าง ถอนอัตตานุทิฏฐิออกเสีย หลังจากนั้นจึงเป็นผู้ที่มัจจุราชมองไม่เห็น ถอนอัตตาในความดีและความชั่ว ในสิ่งถูกสิ่งผิด ถอนออกได้น่ะมัจจุราชจึงมองไม่เห็น

อันนี้แหละคือการทำจิตให้ขาวรอบ ธรรมะของพระพุทธเจ้าทรงประทานให้แก่สาวก ละความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม ทำจิตให้ขาวรอบ คือทำจิตให้พ้นจากมลทินคืออุปาทาน อุปาทานในขันธ์

กำหนดและหยั่งรู้ในขณะหนึ่ง ๆ มันสักแต่ว่าอาศัยเป็นที่ตั้งแห่งสติ อย่าไปหยั่งรู้เพื่อจะเอาอารมณ์ อารมณ์ทั้งหลายมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ทั้งดีและไม่ดี สักแต่ว่าหยั่งรู้ตามฐาน ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ทั้งภายในภายนอก หยาบละเอียด เลวทรามประณีต กำหนดหยั่งรู้ด้วยสติปัฏฐานที่เราเจริญ เพื่อเข้าไปเห็นไตรลักษณ์ มันแจ้งไตรลักษณ์อยู่ในปัจจุบันขณะ ขณะหนึ่ง นี่ เราเห็นน่ะ ไม่ได้เห็นจากตำราแล้ว มันเห็นจากความจริงแล้ว

ถ้าเราไม่ได้เจริญสติปัฏฐานมันไม่เห็น ฟังมาแต่ชื่อ ธรรมะทั้ง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์เรียนมาก็รู้แต่ชื่อ ไม่เห็นของจริง ถ้าเราไม่ได้เจริญสติปัฏฐานนี่ แม้แต่ความโลภ ความโกรธมันก็ไม่เห็น ทั้งที่มันอยู่ในใจเราตลอดเนี่ย แต่เราไม่เห็นมันเลย มันขี่อยู่บนหัวเรานี่ ไม่เห็นมันเลย ทั้งที่อยู่ในใจเราตลอด ตัณหาอุปาทานมันก็มีอยู่ในใจเราตลอด แต่เราไม่เห็นเลย ความผิดความชั่วในใจเรามีอยู่ตลอด แต่เราไม่เห็นเลย เห็นแต่ความชั่วคนอื่นความผิดคนอื่น เพ่งแต่โทษคนอื่น

อันนี้แหละ ถ้าเราไม่ได้ปฏิบัติธรรมมันเป็นอย่างนั้น พอเราปฏิบัติธรรมแล้ว มันน่าอัศจรรย์ที่ว่า ของที่มันมีมาตั้งแต่เราเกิดน่ะ เรามาเห็นได้เมื่อเราปฏิบัติธรรม ความโลภมันก็เห็น ราคะก็เห็น โทสะก็เห็น กิเลสเต็มหัวเรามาเห็นในหัวเราหมด ถ้าเราไม่มีกิเลสก็ไม่ได้มาเกิดหรอก

ถ้าเราเห็นกิเลสของตัวเราเองก็ให้ดีใจ กระหยิ่มใจได้ว่า เอ้อ ต่อไปจะมีโอกาสได้ฆ่ากิเลสบ้าง ถ้ายังไม่เห็นตัวมันก็ ยาก เราจะไปฆ่ามันตรงไหนล่ะถ้าเราไม่เห็นมันน่ะ ถ้าเรามากำหนดหยั่งรู้แล้วมาเห็นว่าเรามีกิเลสหนา นั่นแหละเป็นโอกาสทองแล้ว มาดูกิเลสเราดีกว่าไปดูกิเลสคนอื่น ดูกิเลสคนอื่นมันไม่จบหรอก มันไม่จบ เรื่องของคนอื่นมันไม่จบ เรื่องของโลกมันไม่จบ จะให้โลกมันเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ มันไม่มีทางหรอก มันไม่มี มาทำใจของเราให้สมบูรณ์ดีกว่า ถ้าจะให้โลกนี้มันเรียบร้อยตามทฤษฎีตั้งเอาไว้น่ะ ไม่มีทาง ทำจิตเราดีกว่า

ฉะนั้น ถึงบอกว่าปฏิบัติธรรมน่ะเป็นเรื่องง่าย ถ้าเมื่อไหร่เรารู้สึกว่าไอ้เรื่องนี้มันยากน่ะ แสดงว่าเราไม่ได้ปฏิบัติแล้ว ตรงนั่นน่ะ ไม่ได้ปฏิบัติ มันเลยคิดจะไปทำเรื่องยาก ไอ้เรื่องจะมาคุมตัวเองตัวเราเนี่ย ทำตัวเราคนเดียวน่ะมันเรื่องง่าย จะไปคุมคนอื่นมันเรื่องยาก ร้อยพ่อพันแม่ ไม่มีประโยชน์ เราทำเรื่องง่ายดีกว่า มาปฏิบัติธรรมดีกว่า

จะรอให้โลกนี้สงบสุขก่อนแล้วเราค่อยเป็นสุขละก็ เราจะไม่มีโอกาสได้เป็นสุขเลย เรียกว่ารอให้คนอื่นเขาเลิกเบียดเบียนกัน สัตว์ในโลกนี้มันเลิกเบียดเบียนกันก่อน แล้วเราค่อยเป็นสุขน่ะ เป็นไปไม่ได้ จะรอให้ลูกหลานมันอยู่เย็นเป็นสุขแล้วเราค่อยเป็นสุข เป็นไปไม่ได้ ยิ่งมันอยู่ทางโลกมันไม่เคยเอาธรรมะเข้ามาใส่ใจเลยนี่ เมื่อไหร่มันจะเป็นสุข มันเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วมันก็ไปทุกข์ในฝั่งในฝามัน มันยังไม่มีฝั่งไม่มีฝามันก็ยังทุกข์อยู่ตรงไม่มีฝั่งไม่มีฝา ถ้ามันไม่มีธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว จะไปอยู่ตรงไหนมันก็ไปทุกข์ตรงนั้นแหละ

อย่าไปห่วงมันเล้ย มาดูตัวเราดีกว่า มาทำเรื่องแรกให้สำเร็จก่อน ทำตัวเราให้หมดทุกข์ก่อน ไปทำเรื่องที่ ๑๐๐ เรื่องที่ ๑,๐๐๐ ก่อนละก็ไม่มีประโยชน์ ทำเรื่องแรกก่อน ทำเรื่องแรกสำเร็จแล้ว เรื่องที่สองเรื่องที่สามมันจะได้ทำ เรื่องแรกคืออะไรล่ะ คือขัดเกลาจิตตัวเอง ให้มาขัดเกลาจิตตัวเองให้เราดับทุกข์ได้ของเราน่ะ นี่เรื่องแรกเลย

เราคิดจะเป็นนักปฏิบัติธรรมเนี่ย เพื่ออะไรล่ะ เพื่อเราจะดับทุกข์ได้ ไม่ใช่ว่าเราจะไปบังคับคนอื่นได้ ไม่ใช่ว่าเราจะไปควบคุมคนอื่นได้ ฉะนั้นน่ะ เรามาทำเรื่องแรกนี่มันง่าย พอจิตมันโปร่งเบา เป็นที่พึ่งแก่ตัวเราขึ้นมา แล้วคนใกล้ชิดเรานี่มันจะพลอยเย็นไปเอง ถ้าตัวเรายังร้อนอยู่จะไปบังคับให้คนรอบข้างเย็นมันก็ไม่ได้ มันผิด กองไฟมันยังลุกอยู่ จะให้คนนั่งล้อมกองไฟมันเย็นจะเป็นไปได้อย่างไร ถ้าอยากให้โลกนี้ร่มเย็นก็มาปฏิบัติตัวเราให้มันเย็น ถ้าหากว่าตอนนี้เย็นแล้วก็ให้มันเย็นขึ้นไปอีก

นักปฏิบัติอยากจะปฏิบัติให้ดี อย่าดูเรื่องดีของตัวเอง ต้องดูข้อเสีย ดูข้อบกพร่อง เหมือนจะซักผ้า อย่าไปดูตรงไหนสะอาด ต้องดูตรงไหนมันเปื้อน ไม่ต้องไปนั่งนับว่าตรงไหนเราดีแล้ว เรามีดีกี่ข้อ เราเยี่ยมอยู่กี่ข้อ ไม่ต้องไปนับเล้ย ดูว่าเรายังเลวเรื่องอะไรนั่นแหละ ดูเข้าไป เราจะได้ซัก หารอยเปื้อนเข้าไปซิ อยากจะให้ผ้าขาวนี่ต้องหารอยเปื้อน ไม่ใช่ไปหารอยสะอาด นักปฏิบัติธรรมคนไหน ถ้าดูแต่ข้อบกพร่องของตัวเองแล้วจะเจริญไม่มีสิ้นสุดเลย จากปุถุชนก็จะเป็นพระโสดาบัน จากพระโสดาบันจะเป็นพระสกิทาคามี จากพระสกิทาคามีจะเป็นพระอนาคามี จากพระอนาคามีแล้วก็จะเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะอะไร เพราะได้แก้ข้อบกพร่องของตัวเองตลอด ได้แก้กิเลสของตัวเองตลอด ได้หยั่งรู้ดูกิเลสของตัวเองตลอด มันจะมีโอกาสฆ่ากิเลส มันจะมีโอกาสพัฒนา ถ้าเรามามัวนั่งนับข้อดีข้อประเสริฐของตัวเองน่ะมันเกิดมานะทิฏฐิ กูเก่งแล้ว กูเจ๋งแล้ว กูเยี่ยมแล้ว ทำไมกูเก่งอย่างนี้มึงยังมาดูถูกกูได้ นี่ มันต้องมานั่งแบกมานะทิฏฐิไม่จบสิ้น ไม่มีประโยชน์อะไร

มากำหนดหยั่งรู้ข้อเสียของเราดีกว่า เรื่องไหนเรายังเลวอยู่น่ะดูมันเข้าไป ถ้าเรายังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้แสดงว่าเรายังเลวอยู่ มันยังเลวอยู่ ไม่งั้นเป็นพระอรหันต์ได้แล้ว เขาบอกว่าปฏิบัติสติปัฏฐาน ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วันเป็นพระอรหันต์ได้ เรายังเป็นไม่ได้ แสดงว่าเรายังเลวอยู่มาก นี่แหละเราดูเลย เขาเรียกว่าโจทก์ตัวเอง โจทก์ความผิด แสดงว่าเรายังเลว เลวข้อไหนแก้มันเข้าไป อย่ามาคิดว่าตัวเราดี ถ้าเราดีจริง ๆ ก็ต้องเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว อย่าเพิ่งมาภูมิใจแค่คุณธรรมขั้นจิ๊บจ๊อย อยากจะขึ้นเขามันต้องตั้งเป้าที่ยอดเขา แล้วมันจะได้ขึ้น ตั้งเป้าตรงตีนเขามันก็เลยไม่ได้ขึ้นเลย ให้เรามากำหนดว่าเรามันยังเลวอยู่มาก มันจะได้ลดมานะละทิฏฐิ ไม่ถือตัว ยอมแพ้ผู้อื่นได้

ไอ้เลวอยู่ก็คืออะไร ก็คือกิเลสมันยังมี คือเรายังไม่หมดกิเลส ยังไม่หมดกิเลสแสดงว่ามันยังเป็นความเลวอยู่ ยังมีราคะ หรือมีโทสะ หรือมีโมหะ มีมานะ มีอุทธัจจะ มีอวิชชา ยังมีอวิชชามันก็ยังโง่อยู่ เรายังไม่เป็นพระอรหันต์แสดงว่ามันยังมีอวิชชา คือไม่รู้อริยสัจ ยังรู้อริยสัจไม่ครบถ้วน เขาเรียกว่ายังโง่อยู่ นี่ ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์แสดงว่าเรายังโง่อยู่

ฉะนั้น เราต้องพัฒนาตัวของเรา บารมีทั้ง ๑๐ นี่ก็ดี มันเป็นกำลัง คนไหนไม่มีบารมีทั้ง ๑๐ ขาดไปนี่ การที่จิตเราจะเจริญก้าวหน้าไปนี่มันก็ลำบากเหมือนกัน

...B...

บารมีทั้ง ๑๐ ก็มีอย่างนี้ ๑.ทานบารมี ๒.ศีลบารมี ๓.เนกขัมมบารมี ๔.ปัญญาบารมี ๕.วิริยบารมี ๖.ขันติบารมี ๗.สัจจบารมี ๘.อธิษฐานบารมี ๙.เมตตาบารมี ๑๐.อุเบกขาบารมี

เราเอาบารมีมาทบทวนในใจเราก็ดีเหมือนกัน ว่าเรายังขาดบารมีข้อไหน บารมีทุกข้อนี่เป็นเครื่องเกื้อหนุนแห่งการบรรลุธรรม

ทานบารมีกับอุเบกขาบารมีนี่ หัวท้ายมารวมกันแล้วเป็นตัววิมุตติเลยนะ ทานบารมีกับอุเบกขานี่ มารวมกันน่ะเป็นตัววิมุตติหลุดพ้นเลย ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย คนถ้าจิตสละไม่ได้ วางอุเบกขาไม่ได้ วางเฉยไม่ได้ ก็หลุดพ้นไม่ได้

ศีลบารมีก็ไม่ล่วงกรอบ เวลาเราตั้งกรอบของเราขึ้นมาด้วยสัจจะบางข้อนี่ ศีลบารมีมันก็ช่วยไว้ ให้ยอม ยอมที่จะอยู่ในกรอบ คนบางคนน่ะ อยากจะทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่อยากอยู่ในศีล ไม่ยอมละเว้นศีล ท้ายที่สุดก็เดือดร้อน ศีลนี่ก็มาช่วยให้เราไม่เดือนร้อนนั่นเอง เราไม่มีศีลบารมีมันเดือดร้อน จิตใจก็ไม่สงบ เป็นสมาธิก็ไม่ได้ นี่ ศีลบารมีน่ะเป็นที่พึ่งแก่เราอย่างหนึ่ง

เนกขัมมะก็เป็นตัวขัดเกลา เนกขัมมบารมีน่ะ เป็นตัวขัดเกลา ความตั้งใจที่จะขัดเกลา มีมากก็ลดมามีน้อย มีทุกอย่างก็ลดลงมาเหลือมีบางอย่าง อยู่อย่างขัดเกลาได้ อยู่อย่างสบายก็มาอยู่อย่างขาดแคลนบ้าง อันนี้เป็นเนกขัมมบารมี คือตั้งใจที่จะขัดเกลา คิดจะขัดเกลา

ปัญญาบารมีก็เห็นความจริง คนเราน่ะมองโลกอย่ามองแต่ความเจริญ ต้องมองไปถึงความเสื่อม โดนความเจริญปกปิดไว้ มองไม่เห็นความเสื่อม ปัญญาน่ะมันไม่ยอมให้ปกปิดหรอก เห็นคนเกิดก็มองไปถึงความตาย เห็นคนเป็นสุขก็มองไปถึงความเป็นทุกข์ เห็นความเจริญก็มองไปถึงความเสื่อม มันไม่มองด้านเดียว ปัญญามองเจาะเข้าไปเลย

วิริยะก็ความเพียรในจิตเรา ความเพียรพยายาม เราจะต้องรู้ธรรมเห็นธรรมให้ได้ มีความเพียร มีความเพียรจะต้องทำให้ได้ คิดว่าสังสารวัฏนี่มันเป็นทุกข์ เกิดมากี่ภพกี่ชาติ เราทำความเพียรเรื่องอื่นมามากมาย แต่มันไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ ถ้ามาเพียรในการเจริญสติปัฏฐานนี่มันจะถึงที่สุด ความเพียรอย่างอื่นเช่น เพียรทำมาหากิน เพียรทำไร่ไถนาขุดดินฟันป่า มันไม่ถึงที่สุด นี่เรามาเจอของสุดท้ายปลายทางแล้ว ให้เรามีความเพียรอีกครั้งหนึ่งแล้วมันจะดับทุกข์ได้ มันจะถึงที่สุดได้ ให้มีความเพียรในการเจริญสติปัฏฐาน

ขันติบารมีนี่เป็นความอดทนอดกลั้น สมมุติว่าเราจะกำหนดทุกขเวทนานี่ ขันตินี่มันมาช่วย ให้เราได้กำหนดหยั่งรู้ทุกข์ ทุกข์ก็เป็นของไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ควรเบื่อหน่ายควรคลายกำหนัด

สัจจบารมีก็มีความจริง ตั้งใจจะทำอะไรทำจริง ไม่มีแต่ว่าแผนการสวยหรู เราทำจริงด้วย คนมีสัจจบารมีเวลาตั้งใจจะทำอะไรแล้วทำอย่างนั้นจริง

อธิษฐานบารมีก็จะมุ่งไปให้ถึงให้ได้ เมื่อมีตั้งจุดหมายอะไรไว้จะต้องไปให้ถึงนั้นให้ได้ เมื่อตั้งใจไว้ว่าจะปฏิบัติธรรมให้รู้ธรรมเห็นธรรมน่ะ จะต้องไปให้ถึงอันนั้นให้ได้ นี่ คืออธิษฐานบารมี

เมตตาบารมีก็จิตคิดเมตตาผู้อื่น เมตตาผู้อื่นก็เหมือนกับเมตตาตัวเรา ตัวเราถ้าอยากจะได้อะไรก็ให้ไอ้นั่นไปก่อนแหละ ได้แน่ อยากจะได้อะไรให้ไอ้นั่นไปก่อน ได้แน่ เมตตานี่ช่วยให้ปัญญาเรากว้าง จะมองสัตว์โลกทั้งปวงเป็นประมาณ ไม่มองแค่ตัวเราคนเดียว คนที่มองแค่ตัวเองคนเดียวมันเห็นแก่ตัวแล้วมันมองโลกแคบ ปัญญามันไม่กว้าง เวลาเรามีจิตเมตตามันจะย้อนมาให้ปัญญาเรากว้าง เมตตานี่ต้องไม่เจาะจง อย่าเจาะจงบุคคล ไม่เลือกหญิง ไม่เลือกชาย ไม่เลือกคนดี ไม่เลือกคนชั่ว เป็นอัปปมัญญา ว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไม่มีประมาณไม่มีขอบเขต ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น พอเรามานึกถึงว่าอย่างนี้ว่า เออ ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายของเราทั้งหมดทั้งสิ้น มันก็เกิดเมตตาอารีย์ ไม่คิดเบียดเบียนกัน

อันนี้ก็ บารมี ๑๐ เป็นเครื่องหนุนเหมือนกัน ถ้าบารมีเราไม่ถึงพร้อม มันรู้ธรรมเห็นธรรมยาก มันไม่มีเครื่องเกื้อหนุน ถึงมันจะรู้ธรรมเห็นธรรม เห็นแจ้งในธรรมน่ะ มันก็ไม่เห็นยั่งยืน เพราะว่ามันไม่มีตัวสัจจะ ตัวอธิษฐาน เป็นตัวเด็ดขาด ตัวสัจจะกับอธิษฐานน่ะมันทำให้เราละอะไรละได้เด็ดขาด เพราะมีสัจจะมีอธิษฐาน มีความเพียร มีความอดทน มันทำให้ละอะไรละได้เด็ดขาด ไม่ขยักขย่อน

คือทั้งหมดมันจะประกอบกันให้จิตผู้นั้นรู้ธรรมเห็นธรรมง่าย ฉะนั้นเรื่องบารมีเราก็ทิ้งไม่ได้เหมือนกัน บารมีทั้ง ๑๐ ทัศนี่ เรามาสำรวจจิตของเราว่าเรายังขาดข้อไหน ถ้าบารมีเราถึงพร้อมแล้ว เมื่อเรามาปฏิบัติ เราก็รู้แจ้งธรรมะได้ง่าย สละได้ง่าย เพราะมันคุ้นเคย เหมือนอย่างตัวทานนี่ สมมุติว่าเราเคยทำทานกี่ภพกี่ชาติมาแล้ว ปกติการทำทานน่ะ ของรักของหวงเขายังให้กันเลย ของรักของหวงแท้ ๆ ยังให้กันเลย แล้วทีนี้มากำหนดหยั่งรู้สังขารขันธ์ ๕ นี่ มาเห็นทุกข์เห็นโทษมันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา มันน่าเบื่อหน่ายควรคลายกำหนัด เมื่อเห็นทุกข์เห็นโทษมันก็สละได้ ทีของรักของหวงมันยังสละได้เลย ของที่เห็นทุกข์เห็นโทษยิ่งสละง่าย

คนที่เห็นแล้วสละไม่ได้ ถอนอุปาทานไม่ได้ เพราะทำทานบารมีมาน้อย แต่ชาติไหนปางใดก็ตามทีที่สั่งสมมา ตัวสละละมันน้อย ถ้าคนผู้บำเพ็ญทานมาหลายภพหลายชาตินี่ จิตมันจะคุ้นอยู่กับการสละ แม้แต่ของรักของหวงก็ยอมสละ บางคนนี่ ถ้าของที่มีเกิดขึ้นมาแล้ว ถ้ายังไม่ได้ให้ทานก่อนจะไม่ยอมกินเองใช้เองเลย นี่เขาให้ทานกันเป็นนิสัย เป็นทานบารมีของเขา ลาภสักการะที่เกิดกับเขา ถ้าไม่ได้ให้ทานก่อนจะไม่ยอมกินเองใช้เองเลย อันนี้บารมีเขายิ่งเต็มเปี่ยม คือสละได้ ทวนกิเลสได้

ฉะนั้น เวลามาเห็นโทษในสังขารแล้วมันจะสามารถละอุปาทานได้เร็ว เขาเรียกว่า ขิปปาภิญญา คือเขาแบ่งพระอริยะกันว่า เป็น ขิปปาภิญญา คือตรัสรู้เร็ว ทันธาภิญญา ตรัสรู้ช้า เขาแบ่งกันตรงนี้แหละ ตรงที่ว่าบุคคลผู้นี้น่ะเป็นผู้มีทานบารมีมากหรือไม่ ถ้าบุคคลผู้ปฏิบัติธรรมเป็นผู้มีทานบารมีสูง พอญาณปัญญามันเห็นทุกข์เห็นโทษเห็นไตรลักษณ์น่ะ มันละเลย เขาเรียกว่า ขิปปาภิญญา ถ้าหากว่าทานบารมีมีมาน้อย มันจะละก็ช้าหน่อย เขาเรียกว่า ทันธาภิญญา

เขาแบ่งเป็น ๔ อัน คือ ๑.สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ๒.สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ๓.ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ๔.ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ก็คือว่า ปฏิบัติสะดวกบรรลุได้เร็ว ปฏิบัติสะดวกบรรลุได้ช้า ปฏิบัติลำบากบรรลุได้เร็ว ปฏิบัติลำบากบรรลุได้ช้า มี ๔ อย่าง

คือขึ้นอยู่กับบารมีเก่า แต่บารมีเก่ากับบารมีใหม่เราเลือกไม่ได้ มันผ่านมาแล้ว แต่หน้าที่เราปฏิบัติเราทำของเราไป เราไปเลือกไม่ได้ว่าอดีตเราทำมามากทำมาน้อย มันเลือกไม่ได้ มันก็เป็นของมันไปอย่างนั้นแล้ว แต่ของใหม่เราทำได้ เราก็ทำของเราไป เราทำมาน้อยเราทำบ่อย ๆ มันก็มีมากขึ้นมาเอง น้ำหยดทีละหยดยังเต็มตุ่มฉันใด การปฏิบัติธรรมของเรานี่ทำน้อย ๆ ทำบ่อย ๆ อ้าวมันก็เต็มขึ้นมาได้

ที่เรามาขวนขวายปฏิบัติธรรมนี่เป็นเพราะอะไรล่ะ เราต้องเข้าใจตัวเราว่า หมาจนตรอกที่มีใครไล่มันไปน่ะ มันต้องกลับมาฟัด ไอ้คนที่ไล่ไปจะถือไม้ถืออะไรไปไม่สนใจแล้ว มันจนตรอกแล้ว มันจะกลับมาฟัดแล้ว แล้วคนเราล่ะ มนุษย์เราที่เกิดมามันจนตรอกแล้ว คิดแต่จะแสวงหาความสุขทางโลกมันก็แก่ลงทุกวันทุกเดือนทุกปี ไปข้างหน้ามันไปไม่ได้แล้ว ยิ่งนานไปยิ่งร่างกายเสื่อมยิ่งปวดหลังปวดเอว อยู่เฉย ๆ ยังอยู่ลำบาก อย่าว่าจะไปหาสุขที่ไหน ต้องอยู่อย่างสงอกแสงก หลวงพ่อใหญ่เหมือนกัน ก่อนนั้นเคยสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ เดี๋ยวนี้เมื่อความชรามาถึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ต้องให้น้ำเกลือ สายระโยงระยางเต็มตัว

เราก็เหมือนกันแหละ ถึงเราจะมีบารมีน้อย บุญน้อย วาสนาน้อย กำลังน้อย แต่ว่าหมาจนตรอกนี่ ถ้ามันจนตรอกแล้วมันต้องกลับมาฟัด ไม่ฟัดไม่ได้แล้ว เพราะอะไรล่ะ เพราะมันจนตรอกแล้ว

คนเราที่เกิดมาในโลกน่ะ เป็นพวกจนตรอกทั้งนั้น จะเที่ยวไปหาความสุขทางโลกมันยิ่งหายากขึ้นทุกที เมื่ออายุเรามากขึ้น มีแต่จะเป็นที่รังเกียจแก่คนอื่น ร่างกายสังขารก็ทรุดโทรมลงทุกที ใกล้ป่าช้าเข้าไปทุกที ร่างกายที่เคยดูดีเต่งตึงก็เหี่ยวย่นลงไป ก่อนนั้นเดินไปไหนก็ หนุ่ม ๆ เหลียวตามทั้งซอย เดี๋ยวนี้เดินไปไหนไม่มีใครมองเล้ย นี่ กาลเวลามันกลืนกินสรรพสัตว์ ต่อไปข้างหน้ามันก็ไม่มีดีขึ้นหรอก มันจนตรอกแล้วเราน่ะ เหมือนกับสุนัข แม้จะตัวน้อยกำลังน้อย มันต้องกลับมาฟัดให้ได้ เหมือนกันกับชีวิตเราน่ะ เกิดมาทุกคนมันจนตรอกแล้ว มันโดนต้อนเข้าไป ๆ ถ้าเราไม่กลับมาฟัดเนี่ย กำลังที่มีอยู่ทั้งหมดน่ะกลับมาฟัดเลย กลับมาฟัดกับอะไรล่ะ คือมาทนทุกอย่างเพื่อจะปฏิบัติธรรม ทนทุกอย่าง หันกลับมาฟัด เพื่อจะได้มาพบกับความสุขทางธรรมบ้าง

ความสุขทางโลกอย่าไปหวังเลย เมื่ออายุมากขึ้น วัยผ่านไป สังขารร่วงโรยมันยิ่งน้อยลงทุกที ร่างกายที่จะหวนคืนกลับไปแข็งแรงเหมือนเก่า มันไม่มีทางแล้ว มีแต่จะใกล้เข้าโลงเข้าไปทุกที ไม่มีทางที่มันจะกลับไปแข็งแรงดีสบายเหมือนเก่าตอนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ไม่มี นั่นแหละ ใกล้โรงใกล้ป่าช้าเข้าไปทุกที

อันนี้แหละเราก็ต้องมาเปรียบเทียบกับตัวเราดูก่อนว่า เออ ที่เขาว่าสุนัขจนตรอกมันยังกลับมาฟัด มีแรงเท่าไหร่มันกลับมาฟัดหมด เราก็เหมือนกันแหละ เราก็เหมือนกับสุนัขจนตรอกแล้ว ไปข้างหน้ามันไม่รอดหรอก ไปข้างหน้ามันไม่มีทางไป จะไปหาความสุขทางโลกทางอะไรน่ะ อาศัยร่างกายสังขารไปหาความสุขน่ะ มันไม่มีแล้ว มีแต่ต่อไปโรคทั้งหลายจะเริ่มกินโต๊ะเข้าไปทุกที อายุมากขึ้นน่ะ ไอ้ที่ไม่เคยเป็นมันก็เป็น ตาที่เคยมองเห็นโน่นเห็นนี่ดีก็ฝ้าฟางลงไปเรื่อย ๆ หูก็หนวกตึงเข้าไปเรื่อย ๆ ฟันฟางเคยเคี้ยวโน่นเคี้ยวนี่อยากกินอะไรก็กิน อยากกินของอร่อยอย่างนั้นรสชาติอย่างนี้ก็กินได้ เดี๋ยวนี้ฟันฟางก็ชักโยกคลอน จะกินอะไรดังใจก็ไม่ได้ มันแข็ง กินไม่ได้แล้ว อยากจะกินกระยาสารทก็กินไม่ได้แล้ว

เหมือนกันน่ะ ชีวิตมันโดนความแก่ความเจ็บความตายไล่ไป เราต้องกลับมาฟัดกับมันแล้ว ไม่กลับมาฟัดก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายแล้ว การที่เราได้มาปฏิบัติธรรมน่ะเป็นของประเสริฐที่สุด บุญวาสนาที่เรามีน้อยมันก็จะมีมากขึ้นมา ญาณปัญญาที่เคยมีน้อยมันก็จะมีมากขึ้นมา ที่เคยเป็นคนไม่ได้เรื่องมันก็จะได้เรื่องขึ้นมา ที่เคยเป็นคนเลวทรามต่ำช้ามันก็จะเป็นผู้มีคุณธรรมขึ้นมา การที่เรามาปฏิบัติธรรมน่ะมันให้ประโยชน์ทุกอย่าง

เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นคุณค่ามันเกิดศรัทธาแล้ว เมื่อเห็นคุณค่าดังนี้ก็เกิดศรัทธาแล้ว ว่าชีวิตที่เหลือน่ะ ที่ผ่านมาแล้วเคยไปทำชั่วทำเลวอะไรก็แล้วไปแล้ว คนเราน่ะมันไม่มีทางหรอกมันจะบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซนต์ มันก็ต้องพลาดท่าไปบ้าง แต่ที่แล้วไปแล้วก็แล้วไปแล้ว ต่อไปน่ะโอกาสที่ชีวิตเรามาเจอพระพุทธศาสนา มีโอกาสได้มารู้วิธีทางปฏิบัติธรรมน่ะ โอ้โห โอกาสทองแล้ว ต่อไปถ้าเรายิ่งทำก็ยิ่งได้ เหมือนมาเจอเหมืองทองแล้ว ยิ่งขยันขุดก็ยิ่งรวย ถ้าขี้เกียจก็ไม่รวย เหมือนมาเจอเหมืองทอง ถ้าได้ขยันขุดก็รวยแน่แล้ว

เราได้มาเจอสำนักปฏิบัติธรรมแล้ว ถ้าเราปฏิบัติเราก็จะเจริญขึ้นทุกปี จากคนที่ไม่มีวาสนาไม่มีบุญเลย ก็จะกลายเป็นคนมีบุญวาสนา เพราะเราทำขึ้นมาเอง ไม่ใช่รอฟ้ามาประทาน ไม่ใช่รออ้อนวอน เราทำของเรามาเอง จากคนที่พูดจาไม่มีใครเชื่อเลย พอเรามาปฏิบัติธรรมน่ะ พูดไปเขาเชื่อหมด นี่เป็นอานิสงส์ธรรมะทั้งนั้น จากคนที่เราเป็นทุกข์ ทุกข์ใจหน้านิ่วคิ้วขมวดทั้งวัน แล้วเรามาเจอความร่มเย็นเป็นสุข ไม่ต้องอิงอาศัยคนอื่น ไม่ต้องอาศัยผัว ไม่ต้องอาศัยเมีย ไม่ต้องอาศัยใครทั้งนั้น ก็เป็นสุขได้ ไม่ต้องอาศัยใครมายิ้มให้แล้วเราค่อยเป็นสุข ใช่ไหม เรามีความสุขได้ในธรรมะ

พูดแล้วคือธรรมะมันเป็นทุกอย่าง เป็นทุกอย่าง คนไหนได้ธรรมะก็คือได้ทุกอย่าง คนไหนเสียจากธรรมะไปก็คือเสียทุกอย่าง สูญเสียทุกอย่าง นี่แหละถึงว่าพระธรรม ถ้าเราหยั่งลงพิจารณาความจริงแล้วท่านถึงอุทานว่า อะโหธัมโม พระธรรมน่าอัศจรรย์จริง ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว ที่ชั่วก็คือที่ทุกข์นั่นแหละ ถ้าเราไม่ได้ประพฤติธรรมมันก็เป็นทุกข์ ถ้าเราได้ประพฤติธรรมมันก็ดับทุกข์พ้นทุกข์ ไม่น่าเชื่อนะ ทั้งที่ว่าเราเคยนึกถึงอดีตที่เราเคยเป็นทุกข์มามาก จิตใจอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องมีใครมาตีไม่ต้องมีใครมาด่ามันก็เป็นทุกข์ นั่นแหละ คนเรามันน่าประหลาดเหมือนกัน อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องมีใครมาตีไม่ต้องมีใครมาด่ามันก็เป็นทุกข์ของมันน่ะ นี่ มันช่างน่าประหลาดคนเราน่ะ แต่พอมาปฏิบัติธรรมแล้ว อ้าว มันเป็นสุขได้ ถึงเขามาตีเขามาด่าบางทียังเป็นสุขอยู่เลย ถ้ามันมีธรรมะ แต่ถ้านึกถึงจิตเราเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรม อยู่เฉย ๆ ไม่มีใครมาตี ไม่มีใครมาด่า บางทีมันยังเป็นทุกข์ได้ มันนึกแล้วมันน่าแปลกใจนะ มันน่าแปลกดี เออ คนเรานี่นะ ไม่มีใครมาตี ไม่มีใครมาด่าซะหน่อย เป็นทุกข์

เป็นทุกข์เพราะอะไรล่ะ เป็นทุกข์เพราะมันตั้งจิตไว้ผิด คนไม่มีธรรมะมันตั้งจิตไว้ผิด ไม่มีความสุขหรอก คนที่มีธรรมะแล้วมันตั้งจิตถูก คือตั้งจิตตรงที่ไม่ทุกข์ บางทีเขามาด่า แทนที่จะโกรธเขาก็ ขอโทษนะ สงสัยชาติก่อนฉันคงไปด่าเธอไว้มั้ง นี่ แทนที่จะไปโกรธเขา กลับไปขอโทษเขาอีก อย่างสมเด็จฯโตท่านน่ะ ท่านวางจิตอย่างนี้ เพราะท่านจิตสูง แทนที่เขามาด่าท่านจะโกรธ ต้องไปขอโทษเขาอีกว่า แหม ชาติก่อนฉันคงด่าเธอไว้น่ะ ชาตินี้เธอถึงมาด่าฉัน ขอโทษนะจ๊ะ สมเด็จฯโตท่านวางของท่านอย่างนั้น คือคนมีธรรมะน่ะ แทนที่เขามาด่าจะไปโกรธเขา ไปขอโทษเขาอีก อ้าว ไอ้คนมาด่าก็เลยงงไปเลย

สมเด็จฯโตท่านเข็นเรือ เรือไปติดแห้ง ท่านก็ลงมาเข็นเรือ คนเขาก็ชี้กัน โอ้ นั่นสมเด็จฯเข็นเรืออยู่โน่นแน่ะ สมเด็จฯโตท่านชี้ไปที่พัดยศในเรือบอก นั่นสมเด็จฯอยู่บนเรือจ๊ะ ฉันนี่ขรัวโต บอก ขรัวโตเข็นเรืออยู่จ๊ะ สมเด็จฯอยู่บนเรือ ชี้ที่พัดยศ นี่ท่านไม่ติด มีธรรมะแล้วมันตั้งจิตไว้ถูก มีใครมาตีมีใครมาด่าแล้วยังไม่เป็นทุกข์

นี่มานึกถึงตัวเราย้อนไปตั้งแต่เรายังไม่ได้ปฏิบัติธรรมน่ะ จิตมันเป็นทุกข์ เพราะมันตั้งจิตไว้ผิด มันตั้งจิตไว้ตรงว่า น้อยใจตัวเองและผู้อื่น เสียใจตัวเองและผู้อื่น โกรธตัวเองและผู้อื่น ประชดตัวเองและผู้อื่น คนไม่มีธรรมะนึกอะไรไม่ออกหรอก นึกแค่นี้แหละ น้อยใจ เสียใจ โกรธ ประชด ไม่รู้จะทำอะไรก็เอาไอ้นี้ก่อนละ น้อยใจบ้าง เสียใจบ้าง โกรธบ้าง ประชดบ้าง ไม่มีความสุข มันไม่คิดว่าจะให้ตัวเองเป็นสุขขึ้นมาเลย คิดแต่จะให้ตัวเองเดือดร้อน มันไม่รู้ทาง

การที่เราได้มาปฏิบัติธรรมน่ะ เป็นของมีค่า มันทำให้เราได้ทุกอย่าง ความสุขที่ชาวโลกเขาไฝ่ฝันหา ต้องเอาเงินไปแลกเอาทองไปแลกน่ะ ท้ายที่สุดก็ไม่ได้มา เราไม่ต้องเอาเงินเอาทองไปแลกหรอก ปฏิบัติเอา ยกมือกำหนดความรู้สึก ขณะหนึ่งก็เป็นสุขขณะหนึ่ง ไม่ต้องเอาเงินเอาทองไปแลก ธรรมะเกิดขณะหนึ่งก็เป็นสุขขณะหนึ่ง นี่แหละถือว่าเราโชคดีนักหนา

โอกาสวันนี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา โอกาสที่ได้มาบรรยายธรรมะ สิ่งละอันพันละน้อย แก่ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า จงคุ้มครองปกปักรักษาท่านผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ให้รู้ธรรมเห็นธรรมแจ้งธรรม ท้ายสุดก็ขอให้ได้มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ ฯ

ดี้ - ถอด