นิราศนคร (ต่อ ๒)

  • เพราะว่าเราหลงผิดยึดมั่นเอาไว้ว่าเราเป็นมนุษย์ผู้ชายนั่นเอง จึงเกิดความยินดีพอใจในมนุษย์ผู้หญิง เหมือนหมูตัวผู้ที่ยินดีต่อหมูตัวเมียฉะนั้น เพราะว่ามันหลงผิดยึดมั่นเอาไว้ว่า มันเป็นหมูตัวผู้นั่นเอง จึงเกิดความยินดี พอใจในหมูตัวเมีย ซึ่งในสายตาของมนุษย์ผู้ชายแล้ว หมูตัวเมียไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีเลย เพราะว่ามนุษย์ผู้ชายไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นหมูตัวผู้นั่นเอง
    เมื่อมาคิดดังนี้แล้วก็พบว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งสิ้น สมมุติเอาไว้หลอกคนโง่ ความจริงแล้วนั้น มนุษย์ก็ไม่มี หมูก็ไม่มี ผู้ชายก็ไม่มี ผู้หญิงก็ไม่มี ตัวผู้ก็ไม่มี ตัวเมียก็ไม่มี
    สัตว์ทั้งหลายที่ยังประกอบอยู่ด้วยอวิชชา พากันหลงมัวเมาเพลิดเพลินอยู่ในมายาธรรม ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง
  • ความตายไม่ได้อยู่ห่างไกลไปที่ไหน แค่การไม่เปลี่ยนอิริยาบถก็สามารถกระชากชีวิตไปได้แล้ว ชีวิตจึงช่างเป็นสิ่งบอบบางอย่างเหลือเกิน
  • สมบัติชิ้นสำคัญของชีวิตคือความตาย
  • ผู้มีชีวิตที่กลัวความตาย จึงเป็นคนโง่อย่างที่สุด
  • เพลิดเพลินอะไรหนอกับชีวิตที่พร้อมจะแตกดับทุกขณะจิต
  • เพราะความมืดบอดนั่นเอง สัตว์ทั้งหลายจึงไม่เห็นทุกข์เห็นโทษของโลก
  • ถอนความรู้สึกว่าเราเป็นผู้ชายคนหนึ่งออกเสีย กามฉันทะจะมีไม่ได้เลย
  • เราถูกตัวเองหลอกให้รู้สึกว่าเป็นผู้ชายก่อน แล้วค่อยไปถูกผู้หญิงหลอกให้ไปหลงรัก
  • ถ้าตัวละครไม่มีแล้ว เรื่องราวจะมีได้อย่างไร
    ถ้าเราถอนอัตตาตัวตนให้สิ้นแล้ว ไอ้การที่จะไปเกี่ยวข้องกับคนโน้นคนนี้ จะมีได้อย่างไร
  • อย่าคิดว่างานเจริญสติปัญญาเพื่อรักษาจิตจะเสร็จลงเมื่อไหร่ เพราะงานนี้เป็นงานสำคัญที่ต้องทำไปตลอดชีวิต เป็นงานสำคัญที่ต้องทำไปจนวันตาย ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อกำจัดกิเลส หรือเพื่อเป็นวิหารธรรม
  • ชีวิตมนุษย์ของเราทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว ไม่ควรเลยที่จะเสียเวลาไปทำอย่างอื่น ควรจะใช้เวลามาฝึกสติปัญญาสำหรับเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้งหลาย ที่จะย่างกรายมาในอนาคตอันใกล้นี้
  • ปากทางนิพพาน คือ การเห็นทุกข์ กำหนดทุกข์ และหยั่งรู้ทุกข์ มิใช่การหนีทุกข์
  • การกำหนดทุกข์ ไม่ต้องไปแสวงหาทุกข์ในที่อื่นไกล แค่เพียงไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ก็มีทุกข์เหลือเฟือให้กำหนดแล้ว
  • สิ่งที่เราเอามาคำนึง เอามาปรุงแต่งให้เป็นทุกข์เป็นร้อน ส่วนมากจะเป็นมายาภาพกับวิมานในอากาศทั้งสิ้น ช่างน่าสงสารคนโง่หอบฟาง คนบ้าหอบสมมุติคนนี้เหลือเกิน
  • ขันธ์ ๕ ล้วนแล้วแต่เป็นมหาทุกข์อยู่ในตัวเองเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แบบแล้ว การดำรงค์อยู่ของมนุษย์แต่ละวัน เป็นแต่เพียงเรื่องแก้ทุกข์ทั้งสิ้น
  • เพียงแค่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถให้ มันก็เจ็บปวดเดือดร้อนแสนเข็ญจนถึงตายได้แล้ว ฉะนั้น ความตายจึงอยู่ในสายเลือดนี่เอง ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน
  • เมื่อเห็นทุกข์ของขันธ์ ก็ถอนอุปาทานออกเสียซิ ไปกังวลกับมันทำไม
  • ปุถุชนทั้งหลาย เป็นผู้เดือดร้อนทั้งสิ้น เพราะยังไม่รู้จักศีลอันเป็นของพระอริยะ สมาธิอันเป็นของพระอริยะ ปัญญาอันเป็นของพระอริยะ และวิมุติ อันเป็นของพระอริยะ
  • ความคิดที่งี่เง่าที่สุดก็คือความคิดที่ว่า ไอ้นั่นของกู ไอ้นี่ของกู