๐๐๓๔ ความคิดและสัจจะ
กัณฑ์ที่ ๓๔ ความคิดและสัจจะ
๒๙-ต.ค.-๒๕๔๖
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เองนั้น ขอนมัสการพระธรรมซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระศาสนา ขอกราบนมัสการพระเดชพระคุณพระอาจารย์หลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แก่เกล้ากระผม ขอนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสวัสดีญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย
วันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่ได้มาปรารภธรรมะแก่ญาติโยม วันนี้เป็นวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๖ วันไหน ๆ ก็เหมือนกันแหละ เริ่มต้นด้วยอรุณ แล้วพระอาทิตย์ก็ตกไป เหมือนชีวิตเรา ชีวิตของเราก็เริ่มต้นด้วยปฐมวัย ร่างกายก็กระฉับกระเฉงแข็งแรง มีภาษิตจีนเขาบอกว่า เด็ก ๆ นี่ ยิ่งหกล้มยิ่งโต แต่ว่าผู้ใหญ่นี่หกล้มไม่ดี ถ้าคนแก่หกล้มแล้วตายเลย เด็ก ๆ นี่หกล้มไม่เป็นไร ยิ่งล้มยิ่งโต หกล้มแล้วมันก็โตวันโตคืน ร่างกายกระฉับกระเฉง ไม่บุบสลายง่าย แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ร่างกายคนเราก็เดินไปสู่ความแตกดับ ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ ท่านเปรียบชีวิตเหมือนกับน้ำตกที่ลงจากที่สูงมาที่ต่ำ ไม่มีเวลาเบรก ไม่มีเวลาหยุดยั้งได้ ชีวิตคนเราก็ฉันนั้น ตั้งแต่วันเกิดก็บ่ายหน้าไปสู่ความตาย ไม่มีวันหยุดยั้ง ย่อมเดินหน้าไปสู่ความตาย
ฉะนั้น การที่เรามาขวนขวายปฏิบัติธรรม คือเป็นผู้เห็นสัจจะเห็นความจริงที่ว่า ชีวิตนี้ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน สังขารกำลังเดินไปสู่ความแตกดับ สมบัติทั้งหลาย ถึงจะมีกันมากมาย เวลาตายก็เอาไปไม่ได้ เหมือนกับตระกูลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง พี่น้องฆ่ากันแย่งสมบัติ แล้วเมื่อถึงเวลาตาย ต่างคนก็ไม่ได้เอาอะไรไป สมบัติมากมายมหาศาลก็ไม่ได้เอาอะไรไป เอาไปแต่บุญและบาป เพราะฉะนั้นเรามาปฏิบัติธรรม ถือว่ามาทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ออกจากบ้านมาปฏิบัติธรรมนี่ ออกมาด้วยความฉลาด เป็นที่สรรเสริญของบัณฑิต ทุกอย่างที่เราทำนี่ ไม่ว่าจะเป็นบุญภายนอก บุญภายใน อันนั้นแหละคือของที่จะติดตัวตามจิตวิญญาณของเราไป มันพัฒนาจิตของเราให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น ใกล้ทางนิพพานมากขึ้นเรื่อย ๆ
คนเรานี่เวียนว่ายตายเกิดมาไม่รู้กี่อสงไขยกัปนับไม่ถ้วนได้ ตราบใดที่ไม่เห็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่รู้ธรรมของพระพุทธเจ้า ก็เวียนไม่จบ เวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น ไม่มีเบื้องต้นไม่มีเบื้องปลาย เหมือนกับวงกลมน่ะ วงกลมมันไม่มีเบื้องต้นไม่มีเบื้องปลาย ไม่มีจุดเริ่มต้นไม่มีจุดสิ้นสุด เพราะว่าคนเรานี่กิเลสเป็นปัจจัยให้สร้างกรรม กรรมก็ก่อให้เกิดวิบากคือผลแห่งกรรม เมื่อวิบากเกิดสำหรับผู้ไม่มีธรรมะก็เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสอีก ไม่จบสิ้น กิเลสก็เป็นเหตุปัจจัยให้ทำกรรมต่อไป เพราะฉะนั้นการเวียนว่ายตายเกิดของคนที่ไม่รู้ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น
คนทั้งหลายในโลกนี้ ถ้าไม่เห็นธรรมะไม่รู้ธรรมะ ถึงจะมีอะไรก็ไม่มีความสุขที่แท้จริง ประชาชนทั้งหลายเห็นคุณค่าของสิ่งทั้งหลาย แต่ไม่ให้คุณค่าของธรรมะ โลกนี้มันเลยวุ่นวาย เข้าสู่กลียุค เชิดชูแต่อย่างอื่น โดยไม่เห็นคุณค่าของธรรมะ โลกนี้จึงพากันเข้าสู่ความเดือดร้อน แก่งแย่งชิงดีกัน ฆ่าฟันเบียดเบียนกันทุกหย่อมหญ้า มีปัญหามากมายไม่รู้จบเพราะชาวโลกไม่ให้ความสำคัญของธรรมะ ให้ความสำคัญแต่กับสิ่งอื่น เพราะว่าไม่มีปัญญา ไม่มีดวงตาเห็นธรรม ไม่เห็นทุกข์ ผู้ใดเห็นทุกข์ผู้นั้นเห็นธรรมะ เพราะฉะนั้นเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรมมันจึงเครียดน้อยกว่าคนทั่วไป คนทั่วไปเวลาเจอทุกข์ก็เครียดขึ้นมา แต่นักปฏิบัติธรรมเวลาเจอทุกข์เหมือนเจอครู จะได้ธรรมะอีกแล้ว การกำหนดหยั่งรู้ทุกข์เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมเวลาร่างกายแข็งแรงก็จะดีใจว่าเราจะได้สร้างบุญบารมี จะได้ทำความเพียร จะได้สร้างประโยชน์ให้เกิดแก่พระศาสนาบ้าง ตามกำลังที่มี เมื่อร่างกายไม่มีกำลัง เจ็บป่วย ปวดโน่นปวดนี่ ผู้ปฏิบัติธรรมก็ไม่ทุกข์อีก เพราะถือว่าธรรมะมันกำลังเกิด
ถามว่าเราไปทำผิดอะไร ที่ว่าเราเจ็บโน่นปวดนี่ เป็นโรคโน้นเป็นโรคนี้น่ะ ว่าเราไปทำผิดอะไร มันผิดตั้งแต่เกิดมาแล้ว เกิดมาก็ผิดแล้ว ที่เกิดมามีขันธ์ ๕ นี่ผิดแล้ว อย่าไปคิดว่ามันผิดเพราะอะไร อย่าไปคิดว่าเพราะไอ้เหตุนั้น เพราะไอ้เหตุนี้ เพราะว่าเราเกิดมา เกิดมานี่เจอทุกข์ทุกอย่างแหละ ถ้ามีร่างกายอย่าหมายสุข ร่างกายนี้น่ะ ตราบใดยังมีร่างกายอย่าหมายว่าจะมีสุข มีแต่ทุกข์ แต่ว่าอิริยาบถมันบังอยู่ ถ้าเราไม่เปลี่ยนอิริยาบถอย่างเดียวก็ตายเลย ตาย ยังไม่ต้องมีโรคอะไร ไม่ต้องเป็นอะไร ไม่ต้องโดนอะไรมาตี ไม่ต้องโดนอะไรมาแทง ตาย ตายเลย นั่งอย่างเดียวไม่เปลี่ยนนี่ก็ตาย นั่งสักสิบวันยี่สิบวัน ตาย นอนสักเดือนนึงก็ตายเหมือนกัน นี่เราเปลี่ยนอิริยาบถไปเปลี่ยนอิริยาบถมา เลยดูเสมือนว่าร่างกายมันไม่เดือดร้อน แต่มันเดือดร้อนอยู่ตลอด กินข้าวอิ่มตอนเช้าตอนเที่ยงหิวแล้ว มันเดือดร้อน กินตอนเที่ยงตอนเย็นหิวแล้ว กินตอนเย็นตอนเช้าหิวอีกแล้ว มีโรคประจำตัว โรคอะไรไม่ชัดเจนก็โรคหิวนี่แหละชัด โรคหิวโรคกระหาย เป็นทุกข์มาก กว่าจะหาอะไรมาดับโรคนี้ได้ โรคหิวเนี่ย มันยาก สิ่งที่จะมาดับโรคหิวไม่ใช่ว่าจะได้มาง่าย ๆ ถ้าเราเป็นพระนี่ ดูเหมือนมันก็ง่ายหน่อย แต่ว่าญาติโยมนี่กว่าจะได้อะไรมาใส่ปากแต่ละนิดแต่ละหน่อยนี่ ต้องทำมาหากินลำบาก ข้าวแต่ละเม็ด ข้าวแต่ละจาน ลำบาก การงานที่ไม่จบสิ้นคืออะไร การงานที่ไม่จบสิ้นก็คือการหาอะไรมาใส่ปากนี่แหละ ไม่จบสิ้น ในพระไตรปิฎกท่านเรียกว่าเอาไปทิ้งเหว ทิ้งไม่เต็มหรอก ไม่รู้จักเต็ม เพราะมันต้องถ่ายออกอีก กินเข้ามาไม่ถ่ายออกก็เดือดร้อนอีก มันไม่ถ่ายออกก็ต้องไปขวนขวายให้มันถ่ายออกไปอีก ร่างกายนี้จึงมีแต่ความทุกข์
อันนี้คนที่ไม่เห็นทุกข์มันก็เพลินในโลกนี้ไป มันก็ไม่มอง ไม่เห็นโทษ เหมือนกองไฟนี่ร้อน ปฏิเสธไม่ได้ กับคนก็ร้อน กับแมลงเม่ามันก็ร้อน กองไฟนี่ ร้อนเหมือนกันร้อนเท่ากัน แต่ทำไมแมลงเม่ามันบินเข้ากองไฟล่ะ มันไม่เห็นโทษ มันมองไม่เห็น มันเห็นแต่ว่าสวย มันไม่เห็นว่าร้อน อันนี้มันไม่เห็นว่าร้อนแต่มันจะร้อนไหม มันก็ร้อนอยู่วันยังค่ำ มันจะเห็นว่าเย็นหรือเห็นว่าร้อน ไฟมันก็ร้อน คนที่เกิดมาในโลกนี่ก็เหมือนกัน จะเห็นว่าโลกนี้เป็นสุขหรือเห็นว่าโลกนี้เป็นทุกข์ มันก็ทุกข์อยู่วันยังค่ำ เหมือนกับกองไฟ แมลงเม่ามันเห็นว่าสวย ไม่เห็นว่าร้อน แต่มันก็ร้อนอยู่ดี มันไม่เกี่ยวกับความเห็น ความจริงมันเป็นอย่างไร เราจะไปทำลายความจริงด้วยความเห็นของเราไม่ได้ ฉันเห็นว่าอย่างนี้ ฉันว่าอย่างนี้ ฉันว่าอย่างไรมันก็เป็นแผนกหนึ่ง แต่ความจริงคืออย่างไรมันก็เป็นอีกแผนกหนึ่
ฉะนั้นคนที่หลงระเริงในโลกนี่ มันจะหลงว่าโลกนี้เป็นสุขปานใดก็ตามที มันก็เป็นทุกข์วันยังค่ำ เปรียบเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ เพราะว่าความสุขมันหาไม่ได้ ความสุขหาไม่ได้เพราะอะไร เพราะว่าตัณหานี่มันไม่อิ่มไม่เต็ม ความพอไม่มี ได้เท่าไหร่เสพเท่าไหร่ก็ไม่พอ ไม่อิ่ม มันไม่อิ่ม เสพรสของกามคุณน่ะ มันไม่อิ่ม ตัณหาความทะยานอยากก็ไม่เต็ม แม่น้ำทั้งหลายยังมีวันเต็ม มหาสมุทรยังมีวันเต็ม แต่แม่น้ำคือตัณหานี่ไม่มีเต็ม ไม่พอไม่อิ่ม ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งเสพยิ่งอยาก ไม่อิ่มไม่พอ ถ้าเราไปเห็นคนเขามีอะไรมาก มีความร่ำรวยมหาศาล อย่าไปอิจฉาเขาเลย อย่าไปนึกว่าเขาเป็นสุข เขาไม่มีความสุขหรอก อย่าไปนึกว่าเขามีความสุข เพราะตัณหามันไม่อิ่ม เราเห็นว่าเขารวยแค่นั้นเขาพอแค่นั้นหรือเปล่า เขารวยมีเงิน ๑ ล้าน แต่ว่าเขาพอกับเงิน ๑ ล้านหรือเปล่า ไม่พอ เขายังต้องไปแย่งเงินจากคนอื่นมาอีก เหมือนตระกูลเศรษฐีมีพี่น้อง ๑๐ คน ร่ำรวยมหาศาลตระกูลหนึ่ง แต่ตระกูลนี้หาความสุขกันไม่ได้ พี่ก็คิดจะเอาเปรียบน้อง น้องก็คิดจะเอาเปรียบพี่ มีโอกาสก็คิดจะอุ้มเอาคนโน้นไปฆ่า คนนี้ไปฆ่า แต่ตระกูลพวกพี่น้องที่เก็บเศษเหล็กขาย เห็นมันรักกันดี พี่น้องที่จนมันรักกันดี แต่ว่าพี่น้องเศรษฐีนี่มันไม่รักกัน
คือว่าความพอในหัวใจมันไม่มี อย่าคิดว่ามีเท่าไหร่มันจะมีความสุข ตัณหามันไม่อิ่ม พระพุทธเจ้าท่านตรัสทางดับทุกข์ไว้นี่ แก้ที่ต้นเหตุเลย มาดับตัณหา ดับตัณหาคือดับที่ต้นเหตุ มากำหนดสติของเรานี่ กำหนดที่จิตของเรานี่ กำหนดดูความทะยานอยาก เวลาเราเห็นรูปสวยมันก็อยากได้ขึ้นมา พออยากขึ้นมาเราเห็นมัน เห็นความอยาก เห็นตัณหา เห็นตัณหาก็คือเห็นโจรน่ะ เห็นโจรก็ยิงซะเลย เอาอะไรยิงล่ะ ก็สตินี่แหละกำหนดไป ยิงไม่ได้ก็ดูไปก่อน ดูว่ามันนอนที่ไหน มันซ่อนอยู่ไหน มันหลบแถวไหน เมื่อยังไม่มีปืนจะยิงโจรก็ดูไปก่อน เมื่อไหร่มีปืนจะได้รู้ที่ยิง โจรมันก็อยู่ในหัวใจเรานั่นแหละ ต้นเหตุแห่งความทุกข์มันไม่ได้อยู่ที่อื่น ไม่ใช่ว่าคนโน้นทำให้คนนี้ทำให้ ต้นเหตุแห่งความทุกข์คือใจเราที่ยังมีตัณหามีกิเลส มันจึงเป็นสุขไม่ได้ อย่าไปโทษว่าคนอื่นมาทำให้เราเป็นทุกข์ ทำให้เราเดือดร้อน เรียกว่าไปโทษผิดที่ โทษตัวเองดีกว่า โทษคนอื่นมันไม่จบหรอก เรามาโทษตัวเองจะได้ฝึกตัวเอง ความทุกข์ที่เกิดน่ะ อย่าไปโทษว่าคนอื่นทำให้ ต้องมาโทษตัวเราว่าเราฝึกฝนธรรมะยังไม่พอ
เราอยากจะปฏิบัติธรรมให้เกิดผลน่ะ ต้องปฏิบัติเพื่อละกิเลส อย่าปฏิบัติเพื่อทิฏฐิ ปฏิบัติเพื่อทิฏฐิน่ะมันไม่ได้อะไร ปฏิบัติเพื่อทิฏฐิเป็นยังไง คือฉันเห็นอย่างนี้ เอาความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ฉันเห็นอย่างนี้ฉันว่าอย่างนี้ ฉันไม่สนใจใครหรอก ฉันว่าอย่างนี้ อย่างที่อุปมาให้ฟังว่า ไอ้ความเห็นของเราจะเป็นยังไงก็ตามที ความเป็นจริงมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง แมลงเม่ามันว่าไฟนี่สวย มันไม่ได้ว่าร้อน แต่ไฟมันก็ยังร้อนอยู่วันยังค่ำ มันไม่เกี่ยวกับความเห็น ถ้าเราจะปฏิบัติธรรมให้ได้ดีน่ะ อย่าเชื่อว่าความคิดตัวเองถูก เราอย่าเชื่อว่าเราคิดถูก ความคิดทั้งปวงอย่าไปเชื่อว่ามันถูก พระพุทธเจ้าท่านให้กำหนดรู้ กำหนดหยั่งรู้ อย่าไปเชื่อความคิด พอความคิดเกิดขึ้นมาก็กำหนดหยั่งรู้ อย่าไปเชื่อว่าความคิดมันถูก เราคิดว่าอย่างนี้แหละ ฉันว่าอย่างนี้แหละ นั่นแหละมันไม่เกิดผลแล้ว ปฏิบัติผิดแล้ว อย่าไปตั้งทิฏฐิขึ้นมา เรามากำหนดหยั่งรู้ดูมันดีกว่า รูปธรรมนามธรรมก็หยั่งรู้ดูมัน อย่าไปตั้งทิฏฐิขึ้นมา ฉันว่าอย่างนี้ ๆ อันนั้นมันปฏิบัติเพื่อทิฏฐิ ความเห็นฉันถูก คนอื่นถ้าไม่เห็นอย่างนี้ผิดหมด อันนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราอยากจะปฏิบัติธรรมให้ได้ผล ให้เอากิเลสเราเป็นครู ดูความจริง หยั่งรู้ดูตัวเรา ดูกิเลสของเรา หยั่งรู้กำหนดมัน เจริญสติปัฏฐานเพื่อกำหนดให้เห็นกิเลสตัวเอง ตราบใดเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ มันก็ยังมีกิเลสอยู่วันยังค่ำ เราจะไปคุยว่าเราเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ คืองานยังไม่เสร็จ ถ้างานยังไม่เสร็จก็เหมือนกับว่าซักผ้ายังไม่เสร็จ ผ้าผืนหนึ่งมันเปื้อน มันยังมีรอยเปื้อนอยู่ มันยังซักไม่เสร็จ ขณะซักผ้าน่ะเขาดูแต่รอยเปื้อน เขาไม่ดูรอยสะอาดหรอก คนไหนซักผ้าไปดูตรงที่สะอาดน่ะซักผิดแล้ว ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ต้องถือว่าเรายังเลวอยู่ เรามันยังเลวอยู่มาก เพื่อจะได้ดูรอยเปื้อน อย่าไปดูว่าเราดีเรื่องอะไร ถ้าเราดูว่าเราดีเรื่องอะไรน่ะปฏิบัติธรรมผิดแล้ว เหมือนกับคนซักผ้าเวลาจะซักผ้าไปดูว่าตรงไหนสะอาด ไม่ดูว่าตรงไหนเปื้อน ซักผิดแล้ว พลาดเสียแล้ว ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ต้องถือว่าเรายังเลวอยู่ อย่าไปดูว่าเราดีเรื่องอะไร ต้องดูแต่ว่าเรายังเลวอยู่ ดูที่จิตดูกิเลสตัวเอง กิเลสคนอื่นอย่าไปดู กิเลสคนอื่นมันไม่มาทำให้เราเป็นทุกข์เท่ากิเลสของเราหรอก ดูกิเลสของเราน่ะ ดูให้เห็นว่าเรามันยังเลวอยู่ ยังมีกิเลส มีราคะมีโทสะมีโมหะ มีความยินดีมีความยินร้าย มีมานะถือตัวเย่อหยิ่งถือดี ว่ากูดีกูเก่งกูเจ๋งกูเยี่ยม กูเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ใครมากระทบกระทั่งไม่ได้ มันก็ความชั่วทั้งนั้นแหละ ความเลวทั้งนั้น มันเป็นมานะ ถ้าเราดูว่าเราดีน่ะ แสดงว่าเราปฏิบัติธรรมผิดแล้ว เหมือนกับการซักผ้า คนซักผ้าเขาไม่ไปดูหรอกว่าตรงไหนมันสะอาด เขาต้องดูว่าตรงไหนมันเปื้อน ตราบใดที่ผ้ามันยังมีรอยเปื้อน ก็ไปค้นหารอยเปื้อนแล้วมาขยี้ซะ
เราอยากปฏิบัติให้ได้ดีเราต้องดูที่กิเลสตัวเรานี่แหละ อย่าไปปฏิบัติเพื่อทิฏฐิ ปฏิบัติเพื่อฉันเห็นอย่างนี้ ความเห็นฉันถูก ฉันถูกที่สุด ผิดแล้ว ความเห็นนี่ไม่มีประโยชน์หรอก สู้ความจริงไม่ได้ เวลาพระพุทธเจ้าท่านสอนสติปัฏฐาน ท่านถึงสอนว่า ให้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นั่นแหละ เพื่อจะหยั่งรู้ความจริง จะเห็นอย่างไรจะคิดอย่างไร ทิ้งไป ทิ้งไป อย่าไปตั้งว่าอันนั้นถูก อันนี้ถูก ทิ้งไปซะ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ แล้วก็กำหนดตามฐานน่ะ พอแล้ว ไอ้เห็นยังไงคิดยังไงน่ะ ทิ้งไปซะ ไม่มีประโยชน์เลย ความเห็นน่ะมันปิดบังสัจจะ เรามากำหนดหยั่งรู้ความจริงที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าตามฐาน แล้วเรามาดูว่าเราเลวเรื่องอะไร มาดูกิเลส ดูกิเลสของเรา แล้วก็ละมัน ละด้วยวิธีไหน เดี๋ยวกิเลสมันสอนเองแหละ ถ้าเรากำหนดหยั่งรู้ดูมันจริง ๆ เดี๋ยวกิเลสมันสอนเอง เพราะว่ามันเป็นโทษ คือมันจะแสดงให้เราเห็นเองว่ามันเป็นโทษ มันสร้างความเดือดร้อนแค่ไหน ถ้าเห็นไปเรื่อย ๆ ดูมัน มันจะแสดงออกมาให้ดู อันนี้เขาเรียกว่าภาวนามยปัญญา คือปัญญาเกิดจากการปฏิบัติ
เพราะฉะนั้นเวลาผู้ปฏิบัติเทศน์ออกมา ถ้าเอาภาวนามยปัญญามาพูดนี่ มันน่าฟัง ถึงบางองค์สำเนียงเหน่อ ๆ ยังไง แต่ฟังดูแล้วมันน่าฟัง คือพูดตามภาวนามยปัญญา ไม่ได้จำมาพูด เวลาฟังผู้ปฏิบัติ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นนักปฏิบัติพูดออกมานี่ มันน่าฟัง ท่านพูดออกมาจากภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญาคือปัญญาชนิดไหนล่ะ คือปัญญาการรู้ละ รู้แล้วมันละได้ นั่นแหละแสดงว่ารู้จริง ถ้ารู้แล้วมันละไม่ได้แสดงว่ายังรู้ไม่จริง ถ้าบอกว่าเห็นโทษในกิเลสตัวนี้แล้ว แต่ยังละไม่ได้ แสดงว่ายังไม่เห็นโทษ ถ้าเห็นโทษต้องละได้ เหมือนผัวเมียบอกว่า โอ๊ยฉันเกลียดมันจริง ๆ เลย แต่ว่ายังตัดไม่ขาด ยังกอดกันอยู่ แสดงว่ายังไม่เกลียดจริง ถ้าเกลียดจริงต้องเลิกกันแล้ว คือเกลียดแต่ปาก ทะเลาะเช้าทะเลาะเย็น แต่ว่ามีลูกมีท้องหัวปีท้ายปี นั่นคือมันไม่เกลียดกันจริง มันไม่เบื่อกันจริง มันเบื่อ ๆ อยาก ๆ ทะเลาะกันเช้า ทะเลาะกันเย็น แต่ว่ามีท้องหัวปีท้ายปี คือมันยังไม่เด็ดขาด มันไม่รู้ละ ภาวนามยปัญญาที่พระพุทธเจ้าท่านว่านี่ คือปัญญาที่จะรู้ละ เห็นโทษที่จะสละ เบื่อหน่ายเพื่อคลายกำหนัด คลายกำหนัดเพื่อหลุดพ้น
เรามากำหนดที่กิเลสเรา มากำหนดที่ฐานจิตในจิตนี่ เวลาตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ แล้วมันเกิดทุกข์ นั่นแหละให้กำหนดหยั่งรู้ตรงนั้น กำหนดไป ๆ ยังทำอะไรไม่ได้ กำหนดไว้ก็ยังดี ต่อไปมันจะแตกฉานไปเอง
เรากำหนดหยั่งรู้ดูความจริง เป็นสัจจะ สัจจะนี่มันต้องดูในปัจจุบันขณะที่มันเกิดน่ะ ดูมันเกิดมันดับ กิเลสตัวไหนมันเป็นยังไง ทำให้เราเดือดร้อนยังไง ดูมัน เราบ้าตามมันแล้วเดือดร้อนแค่ไหน ดูมัน เกิดราคะแล้วมันเดือดร้อนแค่ไหน ดูมัน เกิดโทสะแล้วมันร้อนแค่ไหน ดูมัน เกิดมานะถือตัวถือตนแล้วมันเดือดร้อนแค่ไหน เวลากระทบกระทั่งอารมณ์กับคนอื่น ดูมันเถอะ ไปแบกว่าตัวเองเก่ง กูเก่งกูดีกูเยี่ยม เวลาคนอื่นมากระทบอารมณ์เราก็เป็นทุกข์มาก เขาถึงว่ามานะนี่มันเป็นโทษ พอมันยิ่งถือตัวมาก กิเลสมันก็หนา ถ้าเรายิ่งเย่อหยิ่งถือดีในตัวเองมาก เวลากระทบอารมณ์แล้วมันทุกข์หนัก ราคะโทสะน่ะมันยังเป็นลูกน้องบริวารของมานะความถือตัว คนที่มีมานะสูงนี่ ถือตัวถือตน ยึดมั่นตัวตนว่าเราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา เราเสมอเขานี่มันเป็นมานะ มันเป็นต้นตอของราคะโทสะ
ต้นตอของมานะอีกชั้นก็คืออวิชชา คือความไม่รู้ความจริง ไม่เห็นสัจจะ สัจจะไปดูที่ไหนล่ะ ก็ดูในกายยาววาหนาคืบของเรานี่แหละ กำหนดหยั่งรู้ดูตามฐานน่ะ จะเห็นสัจจะ พอเห็นสัจจะขณะหนึ่งมันก็ไปทำลายอวิชชาขณะหนึ่ง เพราะอวิชชามันเกิดมาจากการไม่เห็นสัจจะ ไม่เห็นความจริง ไม่เห็นว่ามันเกิดมันดับ มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปร มันบังคับบัญชาไม่ได้ มันเป็นอนัตตา มันไม่เห็นความจริง เมื่อเราเจริญสติปัฏฐานเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมา มันจะเห็นความจริง เห็นขณะหนึ่งมันก็รู้แจ้งขณะหนึ่ง เห็นหลายขณะมันก็รู้แจ้งหลายขณะ รู้แจ้งเพื่อจะดับทุกข์ ดับอุปาทาน ต่อไปความคิดทั้งหลายมันก็สักว่า สักว่าเป็นสังขารขันธ์ คือสังขารความปรุงแต่ง ปรุงแต่งของอารมณ์ทางจิต ถ้าเรามีอุปาทานในการปรุงแต่งทางจิตน่ะ เขาเรียกว่าอุทธัจจะความฟุ้งซ่าน ถ้าเราสักแต่ว่าคิดไปตามธรรมชาติของจิต คือจิตมันคิดได้ เรียกว่าสังขาร การปรุงแต่งอารมณ์ คิดได้ ถ้าเราไม่มีอุปาทานเพราะเห็นแจ้งว่ามันไม่เที่ยง คิดดีก็ไม่เที่ยง คิดไม่ดีก็ไม่เที่ยง คิดไปตีหัวเขาก็ไม่เที่ยง คิดไปทำบุญก็ไม่เที่ยง ความคิดทั้งหลายมันก็เป็นความเกิดความดับ ถ้ามันมีอุปาทานในความคิดมันก็เป็นอุทธัจจะความฟุ้งซ่าน ถ้ามันไม่มีอุปาทานในความคิด ก็จะเห็นความเกิดความดับความเปลี่ยนแปลงความไม่จีรังของความคิด มันสักแต่ว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย คือสัญญามาปรุงบ้าง เวทนามาปรุงบ้าง เป็นไปตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ ถ้าเราไม่มีอุปาทานในความคิด มันก็เป็นสังขารขันธ์เท่านั้นเอง มันไม่เป็นอุทธัจจสังโยชน์ ถ้ามีอุปาทานหนักเข้าไป มันก็เป็นทิฏฐิความยึดมั่นในความคิดของตัวเอง ถ้าอุปาทานเบา ๆ เขาเรียกอุทธัจจะความฟุ้งซ่าน อุปาทานหนัก ๆ ก็เรียกทิฏฐิ ยึดมั่น เชื่อแต่ความคิดของตัวเอง เรียกว่าทิฏฐิ เช่น สักกายทิฏฐิ ไม่ดูความจริง เชื่อแต่ว่าเราคิดยังไง ความจริงเป็นยังไงไม่ได้สนใจดู เราก็เป็นได้แค่เพียงแมลงเม่า เชื่อความเห็นของตัวเอง ไม่ได้มาหยั่งรู้ดูความจริง มองเห็นกองไฟ กูว่าสวย กูว่าดี บินเข้าไปน่ะดีแน่ ไม่ได้สนใจเลยว่ามันร้อนหรือไม่ร้อน สัจจะความเป็นจริงน่ะมันไม่ถูกทำลายเพราะความเห็นของเราหรอก
เพราะฉะนั้นเราอยากปฏิบัติธรรมให้ได้ดีน่ะ อย่าไปเชื่อความคิดตัวเอง อย่าไปเชื่อว่าเราคิดถูก อย่าไปเชื่อ ถ้าจะเชื่อก็ให้ไปเชื่อความคิดของพระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าท่านคิดถูก ความคิดของเราน่ะกิเลสมันนำมาให้ ถ้าเราไม่เชื่อความคิดของเรา มันก็จะเชื่อความคิดของพระพุทธเจ้าได้มากยิ่งขึ้น พระพุทธเจ้าบอกว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ สิ่งนี้เที่ยง สิ่งนี้ไม่เที่ยง อะไรท่านก็บอกไว้แล้ว สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้เป็นความพ้นทุกข์ แล้วเราก็เชื่อตามท่านเลยเราไม่ต้องคิดเอง บางทีเราคิดเองนี่กิเลสมันคิดให้ หรือเราไม่ต้องไปคิดเลย มาหยั่งรู้ดูความจริง นี่แหละ ที่เรามาเจริญสติปัฏฐานก็คือการมากำหนดหยั่งรู้ดูความจริงเลย ไม่ต้องไปคิดมัน ว่ามันจะเป็นอีท่าโน้น เป็นอีท่านี้ ดูความจริงในปัจจุบัน ไม่ต้องไปคิดให้มาก กำหนดรู้อย่างเดียว สักแต่ว่าอาศัยระลึก เจริญสติตามฐาน
บางทีเราจำธรรมะมามากมายมันก็ปวดหัวเหมือนกันแหละ ถึงเวลาเป็นทุกข์ขึ้นมาธรรมะที่เราจำมานี่มาช่วยแก้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นน่ะ ลืมเสียบ้างก็ดี โยมอย่าไปเป็นทุกข์ว่าขี้ลืม ลืมเสียบ้างก็ช่างมันเถอะ จำอดีตไว้มากมายลืมเสียบ้างยังเกิดประโยชน์ ให้มากำหนดหยั่งรู้ในปัจจุบัน อดีตอนาคตมันเป็นของมายา อดีตก็ดับไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันนี่คือของจริง สติปัฏฐานนี่ไม่ต้องไปทำมาก ทำขณะจิตเดียว ทำในปัจจุบันขณะเพียงขณะจิตเดียว เพียงแต่ว่าทำในทุกขณะจิต ไม่ต้องไปทำทั้งวันทั้งคืนหรอก ทำแค่ขณะจิตเดียว แต่ว่าทำทุกขณะจิต เราไปคิดว่าทำทั้งวันทั้งคืนมันกลุ้มอีก โอ้ย จะไปทำได้เหรอ โอ้ย ทำไม่ได้หรอกทำทั้งวันทั้งคืนน่ะ ก็ไม่ต้องไปทำมันทั้งวันทั้งคืนหรอก ทำมันขณะจิตเดียวก็พอแล้ว เผลอก็เป็นของเขาไป ไม่เผลอก็เป็นของเรา เผลอก็เป็นของเขา อย่าไปกลัวเผลอ
กำหนดทีละขณะจิตเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องไปกำหนดทั้งวันทั้งคืนหรอก กำหนดขณะจิตเดียว ฝนตกมันก็ตกทีละหยด แต่มันตกต่อกัน มันก็ท่วมได้ ไม่ต้องไปตกทีละกระแป๋งหรอก ตกทีละหยดพอ ก็ตกไปเรื่อย ๆ ซิ มันก็ท่วมได้ ท่วมประจวบคีรีขันธ์ ท่วมเพชรบุรีน่ะ ตกทีละหยดทั้งนั้น อย่าไปคิดว่ามันตกทีละกระแป๋ง ตกทีละแทงค์ ตกทีละกระบะ มันตกไม่ได้หรอก มันตกได้ทีละหยด แต่มันตกต่อกัน ตกไม่เลิก เพราะฉะนั้นเราปฏิบัติไม่ต้องปฏิบัติมาก ปฏิบัติขณะจิตเดียวก็พอแล้ว ที่ผ่านมาก็แล้วไป ยังมาไม่ถึงก็ช่างมัน ขณะนี้ขณะหนึ่ง ๆ ก็กำหนดไป ขณะที่เรากำหนดขณะหนึ่ง ๆ น่ะ โอ้โห มันสบาย ธรรมะแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์น่ะก็อยู่ตรงนั้นเลย ตรงนั้นเลย ขณะหนึ่งกำหนดที่ตัวเรานี่แหละ กำหนดตามฐานที่เราชำนาญ กำหนดซิ กำหนดขณะหนึ่ง ๆ ไม่ต้องไปเอาอะไรแล้ว นั่นแหละธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็ประชุมอยู่ตรงนั้นแหละ โพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ข้อ ก็ตรงนั้นแหละ ขณะหนึ่ง ๆ นั่นแหละ คืออดีตมันไม่มีแล้ว อนาคตมันก็ไม่มี มีแต่ปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราปล่อยอดีตปล่อยอนาคตเมื่อไหร่มันก็ยิ่งแจ้ง มันยิ่งแจ้งมากขึ้นทุกที ปล่อยอดีตปล่อยอนาคต มีเพียงปัจจุบันขณะ กำหนดหยั่งรู้มัน มันเป็นยังไงก็กำหนดมันไป ยิ่งสติเราคม มันก็ยิ่งแจ้งเข้าไป มันแจ้งว่าอะไร มันแจ้งว่าสิ่งทั้งปวงมันเกิดดับ เป็นเพียงความเกิดดับ ผ่านมาแล้วผ่านไป เมื่อสติเราคมอยู่ในปัจจุบันน่ะ มันไม่มีอะไรหรอก ผ่านมาผ่านไป หยั่งรู้ขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป ๆ ไม่มีอะไรจริงสักอย่าง ปัญญามันก็เกิด ปัญญาเกิดแล้วไตรลักษณญาณมันก็เกิด เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา นั่นแหละธรรมะทั้งหลายมาประชุมตรงนั้นแหละ ที่ปัจจุบันขณะตรงที่เรากำหนดหยั่งรู้น่ะ แต่อย่าเอาตัวเราเข้าไปด้วย ให้มีแต่สภาวะธรรม อย่ามีตัวเรา มีตัวเรายังไงล่ะ โอ้โห กูเก่งเว้ย กูกำหนดได้แล้ว กูรู้แล้ว ไม่มีใครรู้อย่างกู กูเยี่ยมที่สุดในวัดแล้ว นั่นแหละเอาตัวเราเข้าไปแล้ว ไปบังแล้ว นั่นแหละกิเลสกำลังขี่หัวอยู่แล้ว เขาปฏิบัติเพื่อลดมานะละทิฏฐิ ดันไปปฏิบัติเพื่อเพิ่มมานะเพิ่มทิฏฐิ เขาปฏิบัติเพื่อปล่อยวางตัวตน เห็นไตรลักษณ์แล้วความรู้สึกว่ามีตัวตนมันจะถอนออกไป มันตรงกันข้ามกับความยึดมั่นถือมั่น
ปฏิบัติจริง ๆ มันต้องปฏิบัติเพื่อละ เพื่อสละ สละอารมณ์ สละความยึดมั่นถือมั่น ให้มีแต่ปัจจุบัน ขณะหนึ่ง ๆ ตัวเราก็ไม่มี ไม่มีตัวเรา ไอ้ตัวเรามันเป็นของแปลกปลอม โดยความจริงแล้วมันไม่มีหรอก มันโดนมายาหลอก โดนกิเลสหลอก โดยสภาวธรรมแล้วมันไม่มีอะไรเลย ตัวเราก็ไม่มี ตัวเขาก็ไม่มี เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ไม่มีใครเลย ไม่มีใคร มีแต่สภาวธรรมเกิดดับ ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา เราไม่ได้เป็นอะไรกับใครเลย มันไม่มีอะไรเลย มีแต่ว่ากำหนดหยั่งรู้มัน เห็นสภาวะตรงนั้นน่ะ โดยความจริงมันไม่มีอะไร ถ้ามีอะไรมันก็ของแปลกปลอมทั้งนั้นแหละ กิเลสมันใส่มาให้ ถูกหลอกมาหลายภพหลายชาติ ว่ามีตัวกูมีของกู ท้ายที่สุดแล้วไม่ได้เอาอะไรไปเลย ตายเน่าอยู่นั่นแหละ หนอนแร้งกาจิกกิน ไม่ได้เอาอะไรไป ตัวกูของกูมันไม่มี ลูกกูก็ไม่มี พี่น้องพ่อแม่ก็ไม่มีเลย สักแต่ว่าเป็นธาตุ ดินน้ำไฟลมมันไม่รู้จักกันหรอก เอามาวางใกล้ ๆกันมันก็ไม่รู้จักกัน แต่อุปาทานมันมายึดกัน ดินน้ำไฟลมมันไม่รู้จักกันหรอก แต่อุปาทานมาผูกพัน ว่าลูกกูหลานกูพ่อกูแม่กู แต่โดยความจริงแล้วน่ะ ดินน้ำไฟลมไม่รู้จักกัน มันไม่รู้จักกัน
ไอ้ตลิ่งกับน้ำที่ในลำคลองน่ะ ตลิ่งกับน้ำที่มันไหลน่ะ มันเจอกันมันก็ไม่รู้จักกัน ไอ้ผักตบที่ลอยผ่านมามันก็ไม่รู้จักตลิ่ง ตลิ่งก็ไม่รู้จักผักตบ ไม่รู้จักกันหรอก คือดินน้ำไฟลมมันไม่รู้จักกันหรอก ไอ้ที่มายึดมั่นผูกพันกันน่ะ กิเลสอวิชชามันใส่มาให้ทั้งนั้น ว่ามีตัวกูมีของกู คนนั้นเป็นคนของกู กูต้องห่วงกูต้องหวงกูต้องหลงกูต้องหึง นั่นแหละโดนมันหลอก โดนมันหลอกทั้งนั้น พอตายแล้วเอากระดูกผู้ชายกับกระดูกผู้หญิงมาวางคู่กัน ไม่เห็นมันจีบกัน เพราะว่าโดยความจริงแล้วธาตุน่ะ มันไม่รักกันมันไม่เกลียดกัน เอากระดูกผู้หญิงกับกระดูกผู้ชายมาวางคู่กันมันก็ไม่จีบกันหรอก เอากระดูกนักเลงสองคนที่เป็นคู่อริมาวางคู่กัน มันก็ไม่ทะเลาะกันหรอก เอามาวางคู่กันทั้งคืนมันก็ไม่ทะเลาะกันแล้ว วันยังค่ำคืนยังรุ่งมันก็ไม่ทะเลาะกันแล้ว
คือโดยความจริงแล้ว ธาตุน่ะ มันไม่มีความรักไม่มีความเกลียด ไม่มีความโกรธ ไม่มีหวงห่วงหลงหึงทั้งนั้น มันอยู่ที่ใจ ใจที่มันโดนหลอก โดนอวิชชาหลอก โดนกิเลสหลอก ว่ามีตัวกูคนหนึ่ง แล้วตัวกูคนนี้ต้องมีคนมารักกู มาเห็นคุณค่ากู คนนั้นน่ะเป็นญาติกู เขาต้องมาคอยดูแลกู เขาต้องมาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กู คิดไปเอง แต่โดยความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นตามความคิดเรา ความจริงเป็นอย่างหนึ่ง ความคิดความเห็นของเรามันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ไอ้สัจจะความจริงมันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด เหมือนแมลงเม่ามันว่าไฟนี่สวย น่าเข้าไป มันไม่รู้ว่ามันร้อน แต่ความจริงมันก็ร้อนอยู่วันยังค่ำ ความคิดความเห็นของเราที่อวิชชาคือความโง่มันใส่มาให้เนี่ย เราก็โง่เปล่า ๆ นั่นแหละ โลกนี้เขาก็ไม่ได้รับผิดชอบกับเราหรอก ว่าเอ้อแหมมันโง่อย่างนี้นะ ตามใจมันหน่อย เขาไม่สนใจหรอก เขาไม่มาสนใจหรอกว่าไอ้นี่มันโง่ ยอมมันหน่อยวะ มันนึกว่าโลกนี้เที่ยง ก็ยอมเที่ยงตามมันหน่อย เขาไม่เกี่ยวหรอก เขาไม่สนใจ ถึงเวลาเกิดมันก็เกิด ถึงเวลาตายมันก็ตาย ถึงเวลาเจ็บเวลาป่วยไข้ เวลาแก่ มันก็แก่ ถึงเวลาตายเขาก็ตาย ต่อให้ไอ้คนนั้นคิดว่า กูไม่ตาย ๆ ถึงเวลาตายมันก็ตายอยู่ดีแหละ ธรรมชาติมันไม่เกรงใจคนโง่หรอก เราจะโง่ไปแค่ไหนเราก็ทุกข์เอง ไม่มีใครมารับผิดชอบหรอก
เพราะฉะนั้นน่ะ เราต้องมาทำตัวเองให้มันฉลาดขึ้น ฉลาดจากอะไรล่ะ นี่แหละ ไม่มีอะไรจะฉลาดเท่าธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมะภาคปฏิบัตินี่แหละ สติปัฏฐานทั้งสี่นี่แหละ มาเจริญให้เห็นความจริง มันจะฉลาด ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ ฉลาดมากขึ้น อ้าว เขาไม่ให้เป็นปุถุชนแล้ว มันฉลาดเกินปุถุชนไป ก็กลายเป็นพระโสดาบันแล้ว ฉลาดมากขึ้นอีก เขาไม่ให้เป็นพระโสดาบันแล้ว เขาไล่ให้ไปเป็นพระสกิทาคามีแล้ว ฉลาดมากขึ้นอีก เขาไล่ให้ไปเป็นพระอนาคามีแล้ว ฉลาดมากขึ้น ๆ พอรู้แจ้งตัดอวิชชาขาด ก็เขาไล่ให้ไปเป็นพระอรหันต์แล้ว เลิกเกิดเลิกตาย ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายไปเลย ก็ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น นอกจากมาปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนแล้ว ไม่จบหรอก เกิดแก่เจ็บตายมันไม่จบ เกิดแล้วเกิดอีกก็ไม่จบหรอก ทุกข์แค่ไหนก็ไม่จบ ไม่มีเบื้องต้นไม่มีเบื้องปลาย แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่จบ มันฉลาดขึ้น รู้แจ้งเห็นจริง กิเลสมากมายแค่ไหนมันก็หลุดไป เพราะธรรมะนี่เป็นปฏิปักษ์กับกิเลส เราจะมีกิเลสมากี่อสงไขยกัป พอธรรมะเข้ามาสู่ใจแล้ว กิเลสมันก็หมดไปได้ เพราะฉะนั้น ธรรมะจึงเป็นอัศจรรย์ เราจึงถือว่าธรรมะนี้เป็นสรณะที่พึ่ง เพราะเป็นอัศจรรย์ คือบุคคลใดก็ตาม ถึงจะเคยโง่มากี่อสงไขยกัป ชั่วช้าเลวทรามมากี่อสงไขยกัปก็ตามทีเถอะ พอมาปฏิบัติธรรมะแล้วก็ฉลาดขึ้นได้ รู้แจ้งเห็นจริง ดีขึ้นได้ บริสุทธิ์หลุดพ้นขึ้นได้ ด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้านี่แหละ
เพราะฉะนั้นเราเห็นทุกข์เห็นโทษในโลกนี้ เราขวนขวายออกปฏิบัติ อันนี้แหละเรามาทางถูกแล้ว เราก็ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตาย ตายแล้วมันหมดกิเลสก็เลิกทำ ไปนิพพานเลย ยังไม่หมดกิเลสไปเกิดที่ไหน ไปทำต่อตรงไหน เอาไว้ก็รู้กันเอง เราเห็นทุกข์เห็นโทษเราก็ทำไปจนกว่าจะตาย ไม่งั้นจะทำอะไรล่ะ เราจะไปโง่อย่างเก่ามันก็เสียท่าแล้ว เมื่อเจอธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วเราจะกลับไปโง่อย่างเก่ามันก็เสียท่า ถึงเราจะยังคงมีกิเลสหนาปัญญาทราม เราก็ค่อยขวนขวายไป สักวันก็ต้องถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นเข้าสักวัน หมดทุกข์ได้สักวัน
วันนี้ก็ได้มีโอกาสได้มาปรารภธรรมะในภาคปฏิบัติแก่ท่านทั้งหลาย ก็ได้โอกาสดีที่มาปรารภธรรมะซึ่งกันและกัน ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายก็ขออ้างอิงคุณพระศรีรัตนตรัยจงมาคุ้มครองป้องกันรักษาท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ให้เจริญด้วยกุศลธรรมกุศลกรรมทั้งปวง เจริญด้วยโลกุตตรธรรม ท้ายที่สุดขอให้ได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ

ความคิดเห็นล่าสุด
2 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 15 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 50 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 51 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน