๐๐๔๐ รู้แจ้งในจุดเล็ก

กัณฑ์ที่ ๔๐ รู้แจ้งในจุดเล็ก

๙-เม.ย.-๒๕๔๗

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณพระอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ขอกราบนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกรูป เจริญสุขสามเณรและเจริญพรญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทุกท่าน

วันนี้วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ เราก็ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม เจริญสติปัฏฐาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี่เป็นทางเดินของจิตเพื่อไปสู่จิตที่ไม่ทุกข์ ถ้าเราตั้งจิตไว้ถูกเราก็ไม่ทุกข์ ถ้าตั้งจิตผิดก็เป็นทุกข์ เมื่อเราตั้งจิตผิดก็ทุกข์ขึ้นมาแล้วก็ไม่มีใครรับผิดชอบ มันก็ทุกข์เอาเอง ไม่มีใครมารับผิดชอบหรอก เขาบอกว่าเรื่องสองเรื่องนี่อย่าไปอายใคร เรื่องสองเรื่องอะไรล่ะ เรื่องทำมาหากิน อย่าไปอาย เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเวลาเราไม่มีจะกินไม่มีใครเขาให้กิน เพราะฉะนั้นเราต้องขวนขวายทำมาหากิน อย่าไปอายทำกิน เรื่องที่สองคือเรื่องปฏิบัติธรรมอย่าไปอาย เพราะอะไร เพราะเวลาเราเป็นทุกข์มาไม่มีใครช่วย สมมุติว่าเราปฏิบัติธรรมในวัดนี่ กลับไปบ้านขึ้นมา เราก็ต้องเอาธรรมะกลับไปประพฤติปฏิบัติด้วย อย่าไปกลัวเขาจะแซวเขาจะว่า อย่าไปกลัวอาย เขาจะว่าทำไม่เหมือนเขา คนส่วนใหญ่เขาผิดศีลผิดธรรม ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ลักขโมย ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ดื่มสุราเมรัย เราจะไม่ทำเหมือนเขาก็ไม่ได้ จะอายเขา กลัวจะอาย กลัวจะถูกล้อเลียนว่าเป็นพวกเข้าวัดเข้าวาคร่ำครึ อันนี้อย่าไปอาย อย่าไปเป็นกังวลเพราะคำพูดเหน็บแนมของคน พอเราเห็นทุกข์แล้วนี่ ธรรมะมันทิ้งไม่ลง ถ้าเราทิ้งธรรมะเพื่อแลกอย่างอื่น นั่นก็เป็นเพราะว่ายังไม่เห็นทุกข์ ความทุกข์ก็คือ ไม่ได้อย่างใจ มันไม่มีอะไรได้อย่างใจเรา

บางทีใจเรามันก็ต้องการมากเกินไป ตัณหามันไม่อิ่มไม่พอ มีสิบอยากได้ร้อย มีร้อยอยากได้พัน มีพันอยากได้หมื่น มีหมื่นอยากได้แสน ความพอความสมหวังของชาวโลกมันไม่มีที่สิ้นสุด บุคคลใดยังเป็นข้าทาสของตัณหาความอยากแล้ว ความสมอยาก ความสมหวังไม่มีหรอก เพราะอะไร เพราะความหวังและความต้องการมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ไม่พอ ไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักเต็ม แม่น้ำยังเต็มได้ แต่ตัณหาไม่มีเต็ม ความอยากขอ

คนไม่มีเต็ม ความสุขทางโลกมันก็มีลักษณะว่า ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งเสพยิ่งอยาก ไม่จบสิ้น ตอบสนองตัณหาน่ะ ตัณหามันก็ยิ่งพอกพูน ถ้าทำอะไรอย่างใจตัวเอง จะเอาอะไรอย่างใจตัวเอง จะเอาให้ได้ มันก็ไม่หมดทุกข์หรอก จิตน่ะท่านเปรียบสภาพเหมือนลิง ถ้าปล่อยมันตามสบายมันยุ่งแล้วมันก็มีเรื่อง ปล่อยลิงให้ทำอะไรตามสบายน่ะมันมีเรื่อง ท่านจึงบอกว่าจิตน่ะต้องฝึก จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ คนผู้ไม่ฝึกจิตก็มีแต่ทุกข์ จิตท่านจึงเปรียบเหมือนลิง เราฝึกจิตก็เหมือนฝึกลิง ฝึกลิงก็เอาลิงมาผูกกับหลักไว้ เราฝึกน่ะ นำลิงมาผูกกับหลัก เราเจริญสติกำหนดความรู้สึกที่มือ ยกมือขึ้น เลื่อนมือลง กระดิกนิ้ว กำหนดความรู้สึกที่นิ้วกระทบกัน เอาลิงมาผูกกับหลักไว้ ผูกกับหลักคือกาย กำหนดความรู้สึกที่เป็นไปในกาย จิตมันก็โดนผูกไว้กับหลักแล้ว หลักคือกาย จะได้ฝึกมัน ฝึกมันออกมาสู่ความจริง จิตเรามันอยู่ในความฝันมามากแล้ว ทั้งความปรุงแต่งและความฝัน คนทั่วไปนั้นปล่อยจิตให้ตั้งอยู่ในความฝัน ฝันว่าอย่างนั้น คิดอย่างโน้น คิดอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องจริง เรื่องจริงต้องในปัจจุบันนี่ กระทบอะไรขณะหนึ่งน่ะเรื่องจริง กระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขณะหนึ่งในปัจจุบันนั้น ถึงจะเป็นเรื่องจริง มีอยู่จริง มีอยู่จริงในขณะนั้น เรื่องในอดีตไม่มีจริงแล้ว ดับไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่เกิด

เรากำหนดสติปัฏฐานนี่คือออกมาสู่เรื่องจริงแล้ว เมื่อเรากำหนดความจริงในปัจจุบันขณะน่ะ มันจะดับทุกข์ได้ คือมันจะแก้ปัญหาได้ เรื่องที่ฝันเฟื่องมากมายนี่จะตามไปแก้ไม่หมด ไม่หมดหรอก ตามไปแก้ไม่หมด เป็นทุกข์มาในอดีต ในสิ่งอะไร ทุกข์มามากมาย ผ่านเรื่องราวเลวร้ายต่าง ๆ โดนเขาหลอก โดนเขาโกง ตามไปแก้มันไม่จบ มันเป็นเรื่องในฝัน มันไม่มีจริงแล้ว มันเป็นอดีต อดีตมันดับไปแล้ว เวลามากำหนดในปัจจุบันน่ะ มาเจอความจริงแล้ว มาอยู่ในความจริง จิตเราออกมาสู่โลกแห่งความจริง คือปัจจุบันอารมณ์ นั่นแหละคือโลกแห่งความจริง พอจิตมาตั้งอยู่ในโลกแห่งความจริงเลยดับทุกข์ได้เอง มันดับทุกข์ได้เอง ที่เราดับทุกข์ไม่ได้เพราะจิตมันออกไปอดีต อนาคต เลยดับไม่ได้ กลุ้มอยู่นั่นแหละ แก้ไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้เลย ในเวลาตราบใดที่จิตมันไม่ออกมาสู่ปัจจุบันอารมณ์ นี่แหละเราจึงมากำหนดเจริญสติ ฟั่นเฝืออบรมในการเจริญสติให้ชำนาญ ซึ่งก็ต้องอาศัยเวลาบ้าง แล้วอันนี้จะดับทุกข์ได้ สติมันชำนาญในการหยั่งลงในฐานที่ปัจจุบันขณะนั้น ๆ นะ คือมันดับทุกข์ได้ ตามไปแก้เรื่องราวในอดีตในเรื่องราวอะไร มันแก้ไม่ได้แล้ว อดีตกาลเราเคยไปเกี่ยวเนื่องกับใคร เคยมีสัมพันธ์กับใคร เคยทำร้ายทำลายกันกับใครมา ขุดคุ้ยไปก็ไม่จบ ไม่ต้องไปตามแก้โน่นหรอก คือมันดับไปแล้ว เราจะไปฟื้นฝอยหาตะเข็บควานขุดคุ้ยเรื่องที่ดับไปแล้วน่ะ มันไม่จบ เหมือนกับเราไปสร้างเรื่องใหม่ คือมันจบไปแล้ว อดีตคือเรื่องที่จบไปแล้ว เมื่อเราเจริญสติปัฏฐาน สติมันมาตั้งในปัจจุบัน สติมาตั้งในปัจจุบันนี่ ทุกข์ที่แบกอยู่มากมายน่ะ หล่นไปหมดเลย หล่นไปหมดขณะนั้น ถ้าจะมีขึ้นใหม่เพราะเราไปแบกใหม่อีก คือจิตเราตกฐาน จิตเราตกจากปัจจุบันอารมณ์

เพราะฉะนั้นอย่าไปกลุ้มว่าเราปฏิบัติแล้วมันยังดับทุกข์ไม่ได้ อย่าไปกลุ้ม อย่าไปมีวิจิกิจฉาความสงสัยลังเลในการปฏิบัติว่า มาปฏิบัติแล้วดับทุกข์ไม่ได้ ขณะที่ดับทุกข์ไม่ได้ เพราะจิตมันออกจากการปฏิบัติไป ขณะนั้นน่ะ จิตมันออกจากการปฏิบัติไป มันตกฐาน จิตมันตกฐาน เราก็อย่าไปย่อท้อ ดึงจิตกลับมา เรากำหนดที่ยกมือก็กำหนดไป กำหนดขณะที่เรายืนอยู่ก็กำหนดที่เท้าเราสัมผัสกับพื้น ก็กำหนดไป กำหนดเห็นทุกข์นี่ มันก็มีประโยชน์ ทุกข์นี่มันช่วยให้เราละความติดข้องอารมณ์ จิตที่กอดรัดอารมณ์ ยึดมั่นถือมั่น เพราะมันไม่เห็นทุกข์ พอเห็นทุกข์แล้วก็หน่ายคลาย ละวาง เบื่อหน่าย ที่เคยคิดจะไปเพลิดเพลินกับเรื่องโน้นกับเรื่องนี้ คิดจะไปสนุกสนานกับเรื่องโน้นเรื่องนี้ มันก็ถอยออกมาเอง จิตมันมาตั้งฐานอยู่ในกายเรา ขณะเราเกิดเวทนาความปวดขึ้นมา ก็กำหนดดูตรงนั้นแหละ จิตมันก็ถอนออกจากอารมณ์ที่ไปเพลิดเพลิน เวลากำหนดทุกขเวทนาในกายนี่ มันจะได้ตัวละตัวสละ จิตมันจะละ จะมีตัวละ คือตัวไม่เกาะอารมณ์ มันถอน มันถอนจากการเกาะยึดอารมณ์ ถอนไปไหนล่ะ ไม่ต้องถอนไปไหนหรอก คือถอนตรงความยึดมั่น ไม่ใช่ว่าจะถอนไปไหน กำหนดรู้หยั่งรู้ตรงนั้นแหละ ให้จิตมันถอนความยึดมั่น ถอนความเพลิน ถอนตัวเสพเสวย จิตของคนเราทั่วไปมันก็จะมีตัวเสพเสวยเกาะอยู่ประจำ ตัวเสพเสวยอะไรล่ะ คือเวลาเรารับรู้อารมณ์อะไรก็จะไปเสพเสวยในอารมณ์นั้น เสพเสวยโดยความว่าเป็นของดี ก็ชอบใจ รักใคร่ เสพเสวยโดยความเป็นของไม่ดีก็เบื่อหน่าย อยากจะทิ้ง อยากจะขว้าง อยากจะหนีไป สองอย่างนี้เป็นทุกข์ จิตเป็นกลาง ๆ อยู่กับสติน่ะไม่ทุกข์ การฝึกสติน่ะ เวลาเห็นทุกข์จิตก็กำหนดอยู่ตรงนั้นแหละ อยู่กับความแจ้ง อยู่กับสติ อยู่กับความรู้สึก อยู่ตรงนั้นแหละ แต่ว่าไม่ยินดี ไม่ยินร้ายกับมัน เขาเรียกว่า อยู่ที่นี่ไม่หนีไม่สู้ อยู่ตรงนั้นแหละ กำหนดอยู่ตรงนั้น สักแต่ว่าอาศัยระลึก

ถ้าเราสักแต่ว่าอาศัยระลึก มีสติถึงพร้อมด้วยอุเบกขาคือความวางเฉย ก็ไม่เกาะไม่ยึดมั่นในอารมณ์ เมื่อจิตเราละเอียดมากขึ้น ก็จะเห็นอารมณ์ละเอียดมากขึ้นไปเอง จิตเราละเอียดมันก็เห็นอารมณ์ละเอียด เราจะละจากอารมณ์หยาบ ตัวที่ว่าละเอียดก็เพราะเราละอารมณ์หยาบ เมื่อเราละอารมณ์หยาบจิตเราก็ละเอียดขึ้น มันก็เห็นอารมณ์ละเอียด เหมือนกับว่าเปิดแหนก็เห็นน้ำ ถ้าแหนปิดอยู่ก็ไม่เห็นน้ำ จิตเราติดอยู่กับอารมณ์หยาบมันก็ไม่เห็นอารมณ์ละเอียด แล้วเราปฏิบัติธรรมต้องมีตัวละ สละ สละเสีย อย่าไปแบกหาบเอาไว้ ละตัวกูของกู กูเก่ง กูเยี่ยม กูดี ละเสีย ถ้าไม่ละมันจะไม่เห็นอารมณ์ละเอียด เพราะอะไร เพราะจิตมันยังหยาบ ด้วยความเย่อหยิ่งถือดี ยกตนข่มผู้อื่น เห็นเป็นตัวเราตัวเขา กูเก่งกว่ามึง กูเยี่ยมกว่ามึง อารมณ์นี้หยาบมาก อารมณ์ที่กล่าวมานี้มันหยาบมาก ละเสีย อย่าไปกำหนดด้วยความเป็นตัวเป็นตนเป็นเราเป็นเขา เรากำหนดความรู้สึกขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง แค่นั้นพอ ไม่ต้องไปปรุงแต่งเป็น นี่เรา เรารู้สึก เราเก่งแล้ว เมื่อก่อนเราไม่เห็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้เราเห็นแล้ว คนอื่นไม่เห็นอย่างเรา เรานี่เก่งจริง ๆ นี่คืออาการของอารมณ์หยาบ จิตติดตรงนี้มันติดอารมณ์หยาบ

เราอย่าปฏิบัติธรรมเพื่อจะเก่งกว่าใคร ปฏิบัติเพื่อลดมานะละทิฏฐิดีกว่า ปฏิบัติเพื่อสละ โลกนี้มันเป็นทุกข์ มีอะไรอยู่ในโลกนี้เป็นทุกข์ทั้งนั้น ยังเหลือความยึดมั่นอะไรอยู่ในโลกนี้เป็นทุกข์ทั้งนั้น เหมือนกับกองไฟกองใหญ่ เราต้องชักอวัยวะของเราทุกส่วนออกจากกองไฟกองนี้ไปให้ได้ ถ้ายังเหลืออยู่จะเป็นทุกข์ มันร้อน เป็นทุกข์ อันนี้เรานึกว่าเราเป็นสุขเพราะอวิชชามันบังตาไว้ เกิดมาทุกข์ เกิดแล้วตาย ๆ หาความสุขไม่ได้ ก็ยังอยากจะมีตัวตนกูเก่งกูเจ๋งอยู่ในโลกนี้ นั่นแหละโมหะความลุ่มหลงมันปิดบังตาเอาไว้ มันไม่รู้มันไม่เห็น มันถึงเวียนว่ายตายเกิดมาไม่รู้จักจบจักสิ้น อยากจะมีกูเก่ง กูเจ๋ง กูเยี่ยม กูยอด กูได้ทุกอย่างอยู่ในโลก สมบัติในโลกนี้เป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่มาสอนให้มนุษย์ทั้งหลายรู้จักพระศาสนา ไม่มาสอนสติปัฏฐานเพื่อปฏิบัติให้บรรลุนิพพาน เรามาเป็นนักปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นโลก อย่าปฏิบัติธรรมเพื่อเก่งอยู่ในโลก มันทุกข์ มันเป็นทุกข์ ผิดจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม เราจงปฏิบัติเพื่อสลายอัตตาตัวตน สลายความยึดมั่นถือมั่น ผูกพัน ห่วงอาลัยในสังขารทั้งปวงเสีย

สิ่งทั้งปวงในโลกนี้ไม่มีจริง มองด้วยตาปัญญาแล้วก็มันเป็นละคร ถูกกิเลสมันหลอก ถูกกิเลสมันหลอกว่ามีตัวเรา มีตัวเขา มีตัวเราคนหนึ่งชื่อนี้ เป็นอย่างนี้ ศักดิ์ศรีฐานะอย่างนี้ พอมีไอ้นี่แล้วต้องรักษาไว้ ต้องหวง ถูกมันหลอกทั้งนั้น มันเป็นอารมณ์คิด ไม่ใช่อารมณ์รู้แจ้ง ความรู้สึกว่ามีตัวเราเป็นใคร เป็นอะไร มีอะไร ครอบครองอะไร ได้อะไร จะเสียอะไร จะต้องป้องกันอะไร มันเป็นความคิดปรุงแต่ง ไม่ใช่ความรู้แจ้ง ถ้าหากญาณรู้แจ้งแล้วความรู้สึกนี้จะไม่มี เมื่อรู้แจ้งขึ้นมาความรู้สึกแบบนี้จะไม่มี ถ้ารู้แจ้งมันจะรู้ว่าไม่มีอะไรจริง ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ถ้ามันรู้แจ้งขึ้นมา มันไม่มีอะไร ถ้ายังมีอะไรมันยังไม่รู้แจ้ง เมื่อความรู้แจ้งเกิด จักขุกะระณี ญาณะกะระณี เกิด มันจะเห็นว่า มันไม่มีอะไร ไม่มีที่ตั้งที่ควรมายึดมั่นด้วยอุปาทานว่าเป็นเราเป็นเขา สมมุติมายาทั้งปวงน่ะ เป็นของควรละวาง ควรหน่ายคลาย ควรถอนอุปาทาน ควรถอนความยึดมั่นถือมั่น

การถอนมันต้องแจ้งด้วยญาณปัญญาของเราเองในการเจริญสติ เราแจ้งอย่างหยาบเราก็ละอารมณ์หยาบไป มันก็ไปเห็นอารมณ์ที่ละเอียดขึ้น เห็นอารมณ์ละเอียดขึ้นมันก็ละอันที่ละเอียดขึ้นไป ถ้าแจ้งแล้วไม่ละ ต่อไปมันจะไม่แจ้ง ต่อไปแจ้งไม่ได้ ถ้าแจ้งขึ้นมาแล้วไม่ละ ไม่สละ ไม่ถอนอุปาทาน ต่อไปจะไม่แจ้งแล้ว ความแจ้งจะหมดสิ้นสูญสลาย ความรู้แจ้งกับความละต้องไปคู่กัน เหมือนกับใส่ปลอกหมอน ใส่ปลอกหมอนเราใส่ข้างขวาทีต้องไปดึงข้างซ้ายที ดึงข้างซ้ายขึ้นมาทีต้องไปดึงข้างขวาขึ้นมาที ความรู้แจ้งกับความละอุปาทานต้องไปคู่กัน เห็นแจ้งในอารมณ์หยาบก็ละความยึดมั่นในอารมณ์หยาบ เห็นแจ้งในอารมณ์ละเอียดเพื่อถอนความยึดมั่นในอารมณ์ละเอียด มันก็จะละเอียดเข้าไป ๆ ละเอียดเข้าไป เราจะต้องเห็นแจ้งเห็นจริงในการปฏิบัตินั้น ไม่ได้ฟังมาเฉยๆแล้วมันจะละเอียด ไม่ได้จำเขาพูดมาแล้วมันจะละเอียด มันต้องเห็นแจ้งในการปฏิบัติของเรา รู้แล้วละ ถ้ารู้แล้วไม่ละก็จะไม่มีความคุ้มค่าแห่งการรู้อีกต่อไป ต่อไปมันจะรู้อีกไม่ได้ ความรู้แจ้งมันจะโดนปิด ปัญญาของพระพุทธเจ้าจริง ๆ คือปัญญาการรู้ละ ไม่ใช่รู้จำรู้ท่องรู้พูด ต้องรู้ละ รู้ได้จึงละได้ ละได้จึงรู้ได้ ถ้ารู้แล้วยังไม่ละก็แสดงว่ายังไม่รู้ ถ้าละแล้วยังไม่รู้ก็แสดงว่ายังไม่ละ มันต้องไปคู่กัน

รู้ครั้งแรกก็เป็นปัญญา ปัญญาก็นำไปสู่วิมุตติ วิมุตติคือตัวละ เมื่อละแล้วต้องเกิดวิมุตติญาณทัสสนะ คือรู้แจ้งหลังจากละ ถึงจะรู้แจ้งเห็นจริง เหมือนกับเราน่ะมีผมขึ้นเต็ม รู้ เอามือคลำก็รู้ ผมยาวแล้ว ผมยาวแล้วเอามีดโกนมาโกน ก็ใช้มีดโกนมาโกนให้ผมมันขาดหมดไป แล้วมาคลำหัวใหม่อีกทีถึงจะคลำได้หัวโล้น ๆ ถ้าใช้มีดโกนโกนหัวทำให้ผมหมดไปไม่ได้ ไม่มีทางที่เราจับหัวแล้วจะมาเจอหัวโล้น คือจับไปแล้วหัวมันก็จะเหมือนเดิมคือผมยาวเหมือนเดิม นี่แหละมันถึงว่าถ้าไม่มีตัวละมันไม่มีตัวรู้แจ้ง มันก็รู้อย่างที่ปุถุชนเขารู้กัน รู้อย่างที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายเรารู้กันเท่านั้น คือรู้เพื่อสร้างโลก รู้เพื่อสร้างบ้านเรือน มันไม่มีดวงตาเห็นธรรม

ความรู้อย่างชาวโลกคือความรู้เพื่อสร้างโลก ธรรมะนี่ความรู้เพื่อแจ้งโลก เขาเรียกว่ารู้หลังจากละ ก็คือวิมุตติญาณทัสสนะ เหมือนกับว่าเวลาเราเอามือคลำหัวหลังจากโกนหัวแล้วมันก็จับแล้วหัวโล้นหมด ไม่ใช่หัวมีผม เขาเรียกว่าวิมุตติญาณทัสสนะ คือญาณทัสสนะหลังจากการหลุดพ้น เป็นขั้น ๆ ไป หลุดพ้นจากไหน หลุดพ้นจากทุกข์ เคยทุกข์เพราะอะไรก็ทุกข์น้อยลง เมื่อก่อนเราเป็นทุกข์เพราะสิ่งนี้มาก แต่เมื่อเราปฏิบัติไป ต่อไปมันไม่ทุกข์เพราะสิ่งนั้นแล้ว บางทีสิ่งนั้นก็ยังอยู่ในโลกนี้แต่เราไม่ทุกข์กับมันแล้ว ไม่ทุกข์กับมันเพราะอะไร เพราะเรารู้แจ้งและทำสิ่งที่ถูกที่ควรจะทำกับมัน อารมณ์ของโลกมันก็มี แต่เราจัดการจิตเราให้ถูกจากการรู้แจ้งของเรา เหมือนกับการที่ตอนเด็ก ๆ เราเคยโดนมีดบาดเพราะมันไม่รู้จักที่จับ ถ้าจับตรงด้ามมีดมันไม่บาด เด็ก ๆ ไม่รู้ ไปจับตรงคม เราจะหนีโลกด้วยกายมันหนีไม่ได้ เมื่อรู้แจ้งโลกแล้วมันไม่ต้องหนี เพราะมันดับทุกข์ได้ด้วยญาณปัญญา มันดับทุกข์ตรงนั้น เริ่มต้นเราเจริญสติกำหนดปัจจุบันอารมณ์ให้มาก มันแจ้งไปเอง แจ้งไปเอง มันแจ้งแล้วมันก็ถอนอุปาทานของมันเอง เคยยึด เคยผูก เคยกอดรัดไว้ มันก็ละไปเองเหมือนกับหลุมถ่านเพลิง ถ้าเราไม่รู้ว่านี่เป็นหลุมถ่านเพลิง ไม่รู้เลย ก็ยังเอาเท้าแหย่ไปได้ ถ้าเรารู้ขึ้นว่าเป็นหลุมถ่านเพลิงมันจะแหย่เท้าลงไป แหย่ไม่ได้ แหย่ไม่ลง ใครจะมาเสี้ยมสอนยุยงให้แหย่ ก็แหย่ไม่ลง มันรู้ เหมือนกันแหละ ถ้าเราปฏิบัติจนเห็นแจ้ง จิตมันก็ไม่แหย่ลงไปในทุกข์

โดยปรมัตถ์สัจจะแล้วมันไม่มีผู้ทุกข์ มีแต่สภาวธรรมเกิดดับ ไม่มีผู้ทุกข์ ไม่มีตัวเรา ถ้าเรากำหนดตามฐาน กำหนดไปสิ ไม่มีตัวเรา มีแต่อารมณ์ มีแต่ผัสสะ กระทบขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป ๆ ถ้ามันยังมีผู้ทุกข์ก็เพราะยังมีตัวเราไปบัง ท้องฟ้าจะสวยใสแค่ไหนถ้าเอาม่านไปปิด แล้วนั่งอยู่ในห้อง ปิดม่านเสีย ก็มองไม่เห็นฟ้า อวิชชาโมหะมันบัง อวิชชาโมหะเกิดจากไหน เราจะละมันอย่างไร จากการปฏิบัตินี่ เรามากำหนดเห็นสภาวะมากขึ้น ๆ จิตมันก็เปลี่ยน การมองโลกมันก็เปลี่ยน เมื่อก่อนมองโลกเป็นเรื่องเป็นราวมีเรื่องไม่จบไม่สิ้น มันก็ไม่ได้มองเป็นอย่างนั้นแล้ว มันมองแค่อารมณ์กระทบ คืออารมณ์ที่กระทบขณะนี้ จิตก็ตั้งอยู่ตรงนี้ ไม่มองเป็นเรื่องแล้ว ผู้ไม่ปฏิบัติธรรมก็มองเป็นเรื่อง เมื่อมาปฏิบัติธรรม เรามากำหนดสภาวะภายใน มันก็เริ่มเห็นเป็นเรื่องน้อยลง เพราะเรามองอีกอย่างหนึ่งแล้ว ถ้าชาวโลกมองนี่ก็ต้องมองเป็นเรื่อง คือ มองเป็นคน เป็นตัวเรา เป็นตัวเขา คนนี้เรารัก คนนี้เราเกลียด อย่างนี้เราชอบ อย่างนั้นเราไม่ชอบ มันก็มองแค่นั้นแหละ

เรามากำหนดกรรมฐานมากขึ้น ๆ จิตมันก็เลิกมองอย่างนั้น คือไม่มีเวลาจะไปมอง เรากำหนดในฐานเพลิน กำหนดตามฐานมันเพลิน เพลินไปในการเจริญสติ วิธีการมองโลกอย่างเดิมมันก็น้อยลงไปทุกที แต่ละปีที่ผ่านไป จิตเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จิตเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คือมองโลกแปลกเข้าไปทุกที แปลกจากชาวโลกเขามอง คือแทนที่จะมองอย่างกลุ้ม แต่เรามองแล้วมันไม่กลุ้ม เพราะอะไร มันไม่มองข้างนอกมันมองข้างใน ผัสสะความรู้สึกข้างใน เกิดดับอยู่ข้างใน ไม่ต้องตามไปแก้ข้างนอก แก้ข้างในง่ายกว่า เพราะอะไร มันกำหนดข้างในมันไม่เห็นอะไรอยู่ยั้งยืนยงสักอย่าง รู้สึกแล้วก็ดับไป ๆ แก้เรื่องที่มันรู้สึกแล้วก็ดับไป ๆ ไม่ต้องแก้หรอก สักแต่ว่ากำหนด มีการกำหนดหยั่งรู้ปัจจุบันเป็นการงานของสติ ไม่ให้จิตปรุงแต่งไปตามอารมณ์เท่านั้นแหละ แก้ง่ายมาก ไม่มีเรื่องเลย เรื่องราวอะไรมันใหญ่โตแค่ไหน มากำหนดภายในจะเกิดญาณเห็นแจ้งว่าไม่มีเรื่องเลย โลกนี้จะวุ่นวายจะรบราฆ่าฟันกันอย่างไร เรามากำหนดภายในแล้วมันไม่มี ไม่มีเรื่องอย่างนั้น มันมีแต่กระทบแล้วก็ดับไป ๆ นั่นคือเรามากำหนดภายใน ถ้าไปกำหนดภายนอกมันเป็นเรื่อง นั่นเป็นชายนั่นเป็นหญิง นั่นเป็นคนนี้นั่นเป็นคนนั้น มันไม่จบหรอก ก็รู้อย่างชาวโลกเขารู้ไป ไม่จบ ปัญหาไม่จบ เรื่องมันไม่จบ ที่เรื่องมันไม่จบเพราะตัณหามันไม่จบ ความอยากความทะยานอยากมันไม่จบ วิ่งไล่ตามตัณหาตามความอยากตัวเอง มันไม่จบ ชาวโลกย่อมวิ่งตามความอยากไปเรื่อย มันไม่จบ

ถ้ากำหนดภายใน มาเจริญสติปัฏฐาน มันจบ จบไป ๆ จิตมันก็จะเริ่มชำนาญในเส้นทางธรรม เริ่มชำนาญในการละความยินดียินร้ายได้ กำหนดมาข้างในมันก็แจ้งขึ้นไปเรื่อย ถ้ากำหนดข้างนอกมันไม่แจ้ง เพราะเรื่องมันเยอะ มีเรื่องดึงจิตเราเยอะ ไปเรื่อย ตามอารมณ์ไปเรื่อย ไม่จบ กำหนดข้างในแล้วมันจบ กำหนดไป กำหนดไป มันก็ชำนาญในการละความยินดียินร้ายที่ภายใน เกิดความชำนาญในการละความยินดียินร้าย ท่านถึงบอกอานิสงส์ของการเจริญสติปัฏฐานว่า ถ้าเจริญสักเจ็ดปี เอาให้มันจริงน่ะ เป็นพระอนาคามี เพราะอะไร คือเข้ามาดูข้างในแล้วเราก็ดับความยินดียินร้ายได้เก่งขึ้น ถ้าดับความยินดียินร้ายจนชำนาญก็เป็นพระอนาคามี พระอนาคามีคือท่านสามารถดับกามราคะกับปฏิฆะ มันก็อารมณ์ตรงนี้แหละ อารมณ์ที่เราเจอในฐานนี่แหละ เวลาเรากำหนดสติปัฏฐานตามฐาน ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรมาก จะมีก็แต่มาละความยินดียินร้ายตามฐาน ก็เรื่องนี้แหละ ทำไปจนชำนาญ ท่านถึงบอกเอาไว้ว่า ผู้ใดมาเจริญสติปัฏฐานอย่างช้าเจ็ดปีเป็นพระอนาคามี ท่านบอกว่าอย่างน้อยเป็นพระอนาคามีแน่นอน คือเพราะว่าอะไร เพราะเรามาฝึกเพื่อละความยินดียินร้าย ก็คือทางไปสู่พระอนาคามี เพราะอะไร เพราะพระอนาคามีนี่ท่านละกามราคะกับปฏิฆะ ก็คือละความยินดียินร้าย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอานิสงส์แห่งการเจริญสติปัฏฐาน ก็มันเรื่องเดียวกัน เพราะการเจริญสติปัฏฐานก็คือการละความยินดียินร้ายในโลก ผู้ที่จะบรรลุเป็นพระอนาคามีก็คือละความยินดียินร้าย เพราะฉะนั้นผู้ที่จะปฏิบัติเพื่อมรรคผลก็ควรมาเจริญสติปัฏฐาน ท่านถึงพูดอานิสงส์เอาไว้ในตอนท้ายมหาสติปัฏฐานสูตร

อันนี้จิตเราก็ต้องมาฝึกละวางของเราไปเรื่อย ถ้าเราไม่ฝึกละมันก็ไม่เข้าถึง เราต้องทำของเรา เฟ้นธรรมของเราไป ถ้าเรามีศรัทธามั่นคง เรามีอธิษฐานบารมี เราจะต้องทำให้ถึงให้ได้ ใครไม่ทำเราก็ทำของเรา อยู่ที่ไหนเราก็ทำของเรา ทุกอิริยาบถ ทำเพื่อดับทุกข์ ไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร ทำเรื่องอื่นมันทุกข์ไม่จบ ไม่เหมือนมาเจริญสติปัฏฐานคือมันได้มาดูตัวเอง ทุกข์มันจบ ทำอย่างอื่นทุกข์มันไม่จบ ฉะนั้นผู้มีดวงตาเห็นธรรมจึงไม่เลิกการปฏิบัติ มีศรัทธาตั้งมั่น มีดวงตาเห็นธรรมอย่างไร คือมันเห็นความจริงของมันน่ะ ว่าทำอย่างอื่นมันเป็นทุกข์ไม่จบ มาปฏิบัติแล้วมันดับทุกข์ได้ มันก็เห็นอย่างนี้แหละ ไม่ใช่ว่าจะเก่งกาจสามารถไปรู้อะไรพิสดาร มันเห็นธรรมะโดยมีใจตัวเองเป็นพยาน คือจิตเรามันเป็นทุกข์ เวลาไปรับอารมณ์ข้างนอกมามันก็ทุกข์ ไปเห็นผู้หญิงสวยเกิดความคิดอยากมีเมีย ก็ทุกข์ทันทีเลย ไปเห็นคนที่เราโกรธอยากจะไปเตะมัน ก็ทุกข์แหละ นี่ มันทุกข์ คือจิตส่งออกทำให้มันทุกข์ เพลิดเพลินไปตามอารมณ์มันก็ทุกข์ มีจิตตัวเองเป็นพยาน มันก็เห็นอยู่ว่ามันทุกข์ ทีนี้คนทั่วไปมันไม่เห็น เพราะคนทั่วไปมันไม่ได้มาดู มันไม่เคยคิดจะมาดูตัวเองเลย มันก็น่าแปลกเหมือนกัน

สติปัฏฐานเป็นเรื่องหญ้าปากคอก คือการมาดูตัวเอง ดูตัวเองก็เห็นตัวเอง ดูคนอื่นก็เห็นคนอื่น ดูตัวเองก็เห็นตัวเอง เมื่อมันดูตัวเองเห็นตัวเองแล้วมันจะไม่แจ้งเรื่องตัวเองมันจะเป็นไปได้หรือ ที่เราไม่แจ้งเพราะเรายังไม่ดูตัวเอง ดูตัวเองแป๊บ อ้าวไปคิดเรื่องคนอื่นอีกแล้ว เราไม่ดูตัวเองจึงไม่เห็น ไม่เห็นมันก็ไม่แจ้ง ของนิดเดียวแหละ เวลาเรากำหนดความรู้สึกตามฐาน จุดเล็กนิดเดียวเรากำหนด รู้สึกแค่นั้น มันกำหนดนิดเดียวแล้วมันจะไม่แจ้งได้อย่างไร สมมุติว่าเรากำหนดที่นิ้วกระทบกัน ก็กำหนดดูตรงนั้นตรงที่นิ้วกระทบกัน แล้วมันจะไม่แจ้งได้อย่างไรมันจุดเล็กนิดเดียว มันรู้สึกจุดเล็กนิดเดียว ไม่ใช่จะต้องไปดูทั้งลานวัดเมื่อไร ถ้าดูแค่นี้ไม่แจ้งจะทำอย่างไร มันก็ต้องแจ้งจนได้ ก็ดูจุดเล็กนิดเดียว เวลายืนเรากำหนดที่เท้าสัมผัสกับพื้นก็กำหนดแค่นั้นเองแหละ แล้วมันทำไมจะไม่แจ้ง มันก็แจ้งซิ มันกำหนดไป คือมันแจ้งในตัวเอง มันเห็นขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเห็น มันแยกแยะแยกย่อยไปตามญาณปัญญาที่เกิด เราไม่ต้องไปแยกอะไรก็ได้ เรากำหนดหยั่งรู้ตรงอารมณ์ยินดียินร้าย

เวลาเราปฏิบัติ เรากำหนดตัวยินดียินร้ายก่อน ตรงความรู้สึก ตรงตัวรู้สึกน่ะ ว่ามีความยินดียินร้าย นั่นแหละดูตรงนั้น ดูตรงรู้สึกนั่นแหละ กำหนดดูไป กำหนดสติไป ดูตรงที่รู้สึก รู้สึกตรงไหนก็ดูมันตรงนั้น นี่ หยั่งรู้ดูตรงที่มันรู้สึกมันก็ตัดความคิด ถ้ามันยังคิดอยู่ก็ยังไม่แจ้งหรอก คิดเรื่องร้อยแปดพันเก้าคิดเข้าไป คิดตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ คิดไป เรื่องคิดไม่จบหรอก ถ้าเรามากำหนดหยั่งรู้ รู้สึกเห็นแจ้งในความรู้สึกที่อายตนะกระทบกัน มันจบ แล้วมันแจ้ง หลวงพ่อใหญ่บอกว่าแจ้งโลกธาตุเลย แจ้งโลกธาตุคือแจ้งในตัวเรานั่นแหละ แจ้งอะไรมันจะดีเท่าแจ้งเรื่องตัวเอง รู้แจ้งในเรื่องตัวเอง นั่นแหละมันดีที่สุดแล้ว จะเทียบกันก็เหมือนกับรู้ทั้งโลก คือรู้ในกายยาววาหนาคืบนี่ถือว่ารู้ทั้งโลกแล้ว สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมน่ะ คือรู้แล้วมีประโยชน์ มันดับทุกข์ได้ รู้แจ้งที่ความรู้สึก กำหนดที่ความรู้สึก กำหนดไป ๆ วันแล้ววันเล่ากำหนดไป แล้วมันจะละความยินดียินร้าย จิตมันจะปรุงแต่งน้อยลง มันจะเห็นปัจจุบันมากขึ้น พอเห็นปัจจุบันมากขึ้นมันก็เห็นความเกิดดับ เพราะอะไร ก็มันเห็นแต่ปัจจุบัน อดีตมันไม่เห็นอนาคตมันไม่เห็น ปัจจุบันขณะหนึ่งมันก็ดับไป ๆ ๆ ที่มันไม่เห็นความเกิดดับเพราะจิตมันตามไปในอดีต

ถ้าเราหยั่งรู้ลงปัจจุบันแล้วมันจะไม่เห็นความเกิดดับมันเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ ที่มันไม่เห็นความเกิดดับเพราะมันตามไปอดีต เรื่องที่ดับแล้วเราไปดูว่ามันยังมีอยู่ เพราะมันไม่ได้หยั่งลงในปัจจุบันอารมณ์ ถ้าหยั่งลงในปัจจุบันอารมณ์จะเห็นว่ามีแต่ความเกิดดับ ที่เราไม่เห็นความเกิดดับเพราะมันไม่แจ้งในปัจจุบัน มันไม่แจ้งในเรื่องนิดเดียวนี่แหละ เวลาเรากำหนดหยั่งรู้ดูจุดเล็กนิดเดียว ยังไม่แจ้งเลย เสียท่า เสียท่ากิเลส เสียท่ากิเลสมาก ไม่ใช่ว่าจะต้องไปกำหนดดูทั้งลานวัดเมื่อไรล่ะ เพียงดูแค่จุดเล็กนิดเดียวเอง ก็แจ้งเข้าไปสิ แจ้งตรงความรู้สึกน่ะ กำหนดตรงความรู้สึกเดี๋ยวก็เห็นตัวเสวยแล้ว ตัวเสวยก็คือตัวเวทนา เห็นตัวเสวยเดี๋ยวก็จะเห็นตัณหา ตัณหามันเกิดอยู่ตลอดเวลา แต่ที่เราไม่เห็นตัณหาเพราะตัณหามันขี่หัวอยู่ ทั้งที่ตัณหามันเกิดตลอด เกิดที่จิตน่ะ ขณะมีตัวเสวยก็ต่อเชื่อมไปตัณหา เวทนาเป็นปัจจัยแก่ตัณหา เราไม่เห็นไม่ใช่ว่าไม่มี โดนอวิชชามันปิดบัง โดนโมหะ โดนกิเลสมันปิดบัง ไม่เห็น ทั้งที่มันมีอยู่ตลอด มันไม่แจ้ง โดนกิเลสปิดตา ทั้งที่ว่าเรื่องที่เรากำหนดในกายยาววาหนาคืบน่ะพื้นที่มันไม่ใหญ่โต เออ ถ้าต้องไปกำหนดหยั่งรู้ทั่วทั้งลานวัดละก็ ลำบากหน่อย

หลวงพ่อใหญ่ท่านก็สอนให้เจริญสติรู้ตามฐานเท่านั้นแหละ กำหนดฐานไหนก็รู้ตรงนั้น มันก็รู้ซิ ไปรู้ตรงอื่นมันก็ไม่รู้หรอก เขาเรียกว่าจิตตกฐาน พอรู้ที่ฐานแล้วมันก็รู้แจ้ง รู้ละ ความทุกข์มันก็เบาบางลงแล้วก็ดับไป ญาณทัสสนะมันก็เกิด วิชชาวิมุตติก็มา วิมุตติญาณทัสนะก็มา วิมุตติญาณทัสนะก็เหมือนกับว่า เราโกนหัวแล้วเรามาคลำหัวเรารู้แจ้งว่าหัวมันโล้น นั่นแหละ ตอนแรกหัวมันมีผม เอามีดโกนมาโกน ๆ แล้วมาคลำหัวอีกทีหัวมันโล้น นั่นแหละ เขาเรียกว่าวิมุตติญาณทัสสนะ มันจะเป็นอย่างไรต้องไปรู้เอาเอง ใครทำใครก็ต้องไปรู้เอาเอง ใครไปรู้แทนกันก็ไม่ได้ เราเป็นแม่จะไปรู้แทนลูกก็ไม่ได้ เราต้องทำของเราเอง แต่ทำแล้วมันมีคุณค่า ทำแล้วมันดับทุกข์ได้ ใครไม่ทำก็ทุกข์ต่อไป เฝ้าโลกไป เฝ้าวัฏฏสงสารไป คนมันจะมาทำกันหมดก็ไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีใครเกิดมาเฝ้าโลก เฝ้าราคะโทสะโมหะ มันจะไม่มีใครมาเฝ้าโลก ก็ต้องปล่อยมัน ปล่อยมันเฝ้าไป เราขี้เกียจเฝ้าเราก็ทำของเราไป ขี้เกียจเป็นขี้ข้ามานั่งเกิดแก่เจ็บตายโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันทุกข์กายทุกข์ใจ เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ ขี้เกียจแล้ว เบื่อแล้ว ไปดีกว่า ถ้าเราคิดว่าไปดีกว่า เราก็ปฏิบัติของเราไป มาวัดก็ปฏิบัติ กลับไปบ้านก็ปฏิบัติ ใครทำไม่ทำแต่เราทำ ใครว่าเราก็ทำใครไม่ว่าเราก็ทำ ทำของเราไปเรื่อย เพราะว่าความทุกข์ใหญ่มันใกล้เข้ามาแล้ว อย่าประมาทเชือนแช ความตายก็ใกล้เข้ามาทุกที ความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันก็มีกันทุกคน

โศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันเป็นอย่างไร ก็เพลงทั้งหลายน่ะ เพลงทั้งหลายที่เปิด ๆ กัน เป็นถ้อยคำโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันทั้งนั้น กูรักมึงแล้วมึงไม่รักกู มึงรักกูวันนี้กลัวว่าต่อไปวันหน้ามึงจะไม่รักกู นั่นแหละรำพันไปเรื่อย ฟังเพลงก็เหมือนกับมันมาบ่นให้เราฟังว่ามันทุกข์ ทุกข์ทั้งนั้นแหละ ถ้าจิตคิดแต่จะไปหาคนอื่นก็เป็นทุกข์ทั้งนั้นแหละ ถ้าเรามาเจริญสติปัฏฐานอย่างที่หลวงพ่อท่านสอน มาหาตัวเอง มาหาตัวเองมันก็หมดทุกข์ ไอ้ความทุกข์สมัยก่อนที่คิดจะไปหาคนอื่นน่ะ มันเทียบคุณค่ากันไม่ได้ เทียบกับจิตเราตอนที่เรามาหาตัวเองน่ะมันเทียบกันไม่ได้ มาหาตัวเองดีกว่าสบาย รู้เรื่องคนอื่นมากก็ไม่หมดทุกข์ รู้เรื่องตัวเองดีกว่าหมดทุกข์ได้ ดับทุกข์ได้ ส่วนเรื่องราวในโลกนี้ไม่จบหรอก ถ้าตามกันไปไม่จบ กลับเข้ามาดีกว่า กลับเข้ามา อย่าเที่ยวไปเอาชนะคนอื่นน่ะไม่จบ มาชนะใจตัวเองดีกว่า จบ อย่าไปเป็นขี้ข้าเฝ้าโลกอยู่เลย เราไปนิพพานดีกว่า ใครอยากไปก็เจริญสติปัฏฐานตามที่หลวงพ่อสอน ใครทำใครได้

วันนี้ก็ได้ปรารภธรรมมาพอสังเขป สิ่งละอันพันละน้อย ธรรมะในภาคปฏิบัติสติปัฏฐาน ที่หลวงพ่อใหญ่ท่านพยายามสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหามานานหลายปี จนบัดนี้อายุสังขาร ร่างกายสังขารท่านก็ไม่ไหวแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของเรา เราเป็นทุกข์เราก็ต้องดับทุกข์ของเราเอง ร่างกายสังขารท่านไม่ไหวแล้วหน้าที่ของเราต้องทำของเราเอง ให้ได้สืบทอดธรรมะในภาคการปฏิบัติต่อไป ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายก็ขออ้างอิงคุณพระศรีรัตนตรัยจงมาคุ้มครองรักษาท่านผู้เป็นนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ให้รู้ธรรมเห็นธรรมแจ้งธรรม ท้ายที่สุดให้ถึงมรรค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคน เทอญ

รู้แจ้งในจุดเล็ก

สาธุค่ะ

ขอขอบคุณอาจารย์วิทยาและผู้ดำเนินการถอดเทป พิมพ์ ตรวจทานทุกท่าน ดิฉันได้พบทิฐิมานะ และกิเลสของตนเองอย่างมากมายจากคำสอนของพระอาจารย์จากเทปเรื่องนี้ ทำให้ดิฉันได้มีโอกาสแก้ไขการปฏิบัติของตนเอง ดิฉันอ่านด้วยความซาบซึ้งใจและระลึกถึงพระคุณของพระอาจารย์และทุกท่านที่ช่วยเหลืองานของพระอาจารย์
ขอความกรุณาฝากอาจารย์วิทยาช่วยกราบเท้าขอบพระคุณพระอาจารย์แทนดิฉันด้วยค่ะ

ด้วยความระลึกถึงและขอบคุณยิ่งค่ะ
จากลูกศิษย์ปลายแถว
นันทวัน