๐๐๓๕ ความจริงของชีวิต

กัณฑ์ที่ ๓๕ ความจริงของชีวิต

๒๘-พ.ย.-๒๕๔๖

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระศาสนา ขอกราบแทบเท้าไปยังพระเดชพระคุณพระอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในภาคปฏิบัติ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาผู้ใคร่ในการปฏิบัติธรรม

วันนี้เป็นวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ เป็นธรรมดาเราได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม มาปรารภธรรมในภาคปฏิบัติ การปฏิบัติก็คือการคืนสู่ความจริง เราปฏิบัติเพื่อคืนสู่ความจริง คืนสู่ความจริงก็คือว่า โดยสภาพสัจจะความจริงแล้ว ท้ายสุดมันไม่มีอะไรเลย คนเราที่นึกว่ามีไอ้นั่นมีไอ้นี่ ความจริงไม่มี เราเกิดมาก็ไม่มีอะไรมาเลย กรรมเก่าในอดีตได้มาเป็นเจ้ากี้เจ้าการประกอบธาตุ ๔ ของโลกให้เป็นกายเนื้อหนังขึ้นมา กรรมก็จัดการจำแนกให้ดีชั่ว เลวทรามประณีตต่างกัน แต่ว่าร่างกายนี่เป็นธาตุ ดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมของโลกทั้งหมด ไม่ได้เอาอะไรมาเลย พอมามีอายุมากขึ้นก็สมมุติว่ามีนั่นมีนี่ มีที่ดินมีบ้านมีสมบัติ มีกรรมสิทธิ์มีเงินมีทอง มีโดยสมมุติ ท้ายที่สุดเวลาตายแล้วก็ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรเลย ร่างกายนี่ก็ต้องเอาไปเผาทิ้ง ร่างกายเผาทิ้งหมด สมบัตินอกกายเช่น ที่ดิน บ้านช่องห้องหอ เงินทองมากมาย ก็ทิ้งหมดไม่ได้เอาอะไรไป

ชีวิตเริ่มต้นด้วยความไม่มี แล้วก็ตายไปด้วยความไร้ ไร้ทุกอย่างไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นความไม่มีคือความจริง ความไม่มีอะไรเลยมันคือความจริง ความพรั่งพร้อมมีโน่นมีนี่มันเป็นมายาภาพ เหมือนฟองสบู่จากไม่มีอะไรก็พองขึ้นมา พองขึ้นมาท้ายที่สุดก็แตก แตกแล้วก็ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเลยชีวิตนี่ ความเป็นจริงของชีวิตคือไม่มีอะไร

ทีนี้ การที่เราเกิดมาเป็นคน เรามาพิจารณาดูให้ดีว่าคุณค่าของการเกิดมาเป็นคนชาติหนึ่ง เพื่อมาทำอะไรถึงจะได้กำไรที่สุด เมื่อเราเกิดมาเป็นคนชาติหนึ่ง ในเมื่อความจริงคือไม่มีอะไรเลย มันไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร ไม่ได้เอาอะไรไป เกิดมาเป็นคนชาติหนึ่งจะมาทำอะไรที่จะได้กำไรที่สุดจะได้เปรียบที่สุด ทั้งผู้ปฏิบัติธรรมก็ดีทั้งผู้ไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็ดี เกิดมาเป็นมนุษย์เขาให้มาฝึกจาคะ ฝึกความสละ คนไหนฝึกจาคะความสละได้ คนนั้นได้เปรียบ ฝึกมากก็ได้เปรียบมากได้กำไรมาก ถ้าไม่รู้จักจาคะเลยก็ซวย หลงติดอยู่กับของที่ไม่ใช่ของเราเลย

จาคะคือสละ สละทางใจ ต้องเข้าใจความจริง อยู่ในโลกขณะที่เราเหมือนกับว่ามีโน่นมีนี่ ต้องทำใจให้เห็นแจ้งให้ได้ว่า มีอะไรมันก็เหมือนไม่มี เป็นอะไรมันก็เหมือนไม่เป็น ได้มาก็เหมือนไม่ได้ มันก็กองอยู่ในโลก มันจะย้ายไปไหนได้ล่ะ มันก็อยู่ในโลก สมบัติทั้งหลายไม่มีใครเอาไปได้ ท้ายที่สุดแม้แต่จอมจักรพรรดิ์ที่ครองโลกก็ไม่ได้เอาอะไรไป เพราะฉะนั้นความจริงคือความไม่มีอะไร ความไร้ คือความจริง ถ้าเรามาสลัดออก ซึ่งความห่วงใยความผูกพันในคนสัตว์สิ่งของ แม้แต่ตัวเอง เราตัดห่วงผูกพันได้มากเท่าไรก็กำไรเท่านั้น กำไรชีวิตมากเท่านั้น คือมันเข้าใกล้ความจริง แล้วจะไม่เดือดร้อนเพราะความจริง มันเป็นอย่างนั้น ถ้าไปหลงใหลอยู่กับมายาภาพจะโดนความจริงตบหน้า ตบหน้าล้มคว่ำ แล้วมันเหยียบซ้ำ ๆ แล้วกระทืบขยี้ต่ออีก

สัจธรรมความจริงนี้ไม่เกรงใจคนโง่เลย เวลามันจะปรากฏขึ้นมามันไม่เกรงใจคนโง่ เราจะอ้างว่าเรามันโง่ ขอความเมตตาปราณีหน่อย มันไม่เมตตาหรอก คนไหนโง่มากยิ่งซวย ความโง่ นั่นหมายถึง การไม่รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ต่อให้รอบรู้วิชาการมากมายมหาศาล ถ้าไม่รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ยังโง่เท่านั้น เพราะมันฉลาดในเรื่องโง่ ๆ ฉลาดในมายา เข้าใจว่ามี แต่กลับไม่มีอะไรเลย ถูกหลอก มองชีวิตแล้วต้องมองไปถึงความตาย เมื่อถึงเวลาตายมันเหลืออะไรล่ะ ไอ้ของที่เราหวงเราห่วง ส่วนใหญ่ เป็นของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ทั้งนั้น ที่ทุกข์กลุ้มใจจนกินข้าวไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ทั้งนั้น โดนมันหลอก หวง ห่วง ผูกพัน ลูกเต้าหลานเหลนคนรักคนชอบก็ต่างคนต่างตาย ถ้าเราตายแล้วก็เขาก็ไม่ให้เราอยู่บ้านด้วยแล้ว รักกันปานใดเขาก็ไม่ให้อยู่บ้าน แถมกลัวว่าเราจะมาหาเขาอีก มันไม่รักกันจริง เราถูกหลอก ถูกโลกมันหลอก

คนในโลกนี่ถูกหลอกกันทั้งนั้น เข้าใจว่าคนนั้นจะมารักเราจริง เราจะมีสุขที่มีคนนั้นมารักเรา รู้สึกอุ่นใจว่า มีไอ้นั่นมันมาชอบเรา ไอ้นี่มารักเรา พอเราตายได้วันเดียว เขาอยากจะมาขนออกไปนอกบ้านแทบแย่ หมาตาย มันยังยอมให้ฝังหน้าบ้านมัน เราตายขึ้นมา มันไม่ยอมให้ฝังหน้าบ้านมันเด็ดขาดเลย มันรังเกียจเรายิ่งกว่าหมาตัวหนึ่ง มันรังเกียจเรายิ่งกว่าหมาตายอีก คือไม่รักกันจริงน่ะ

เราหาธรรมะของพระพุทธเจ้าดีกว่า หาความรู้แจ้งเห็นจริง เห็นแจ้งในความไม่มีอะไร ความเป็นมายาของโลก ยิ่งเห็นแจ้งความเป็นมายาแล้วก็สลัดออกจากใจ สลัดคืนเรียกว่าปฏินิสสัคโค สลัดคืนของที่มันไม่ใช่ของเราอยู่แล้ว สลัดคืนออกจากใจ หลงยึดหลงหวงหลงห่วง ห่วงไว้เท่าไรก็แตกดับหมด

สาเหตุของความแตกดับคือความเกิดนั่นแหละ สาเหตุแห่งความตายก็คือความเกิด ไม่ได้มาจากไหนเลยความตาย ความตายมากับความเกิด พอเกิดมาก็พกความตายมาด้วย เหมือนกับว่าผู้หญิงคนหนึ่งมีลูก มีลูกแฝด แต่พอมีลูกแฝดแล้วเด็กคนหนึ่งหน้าตาไม่สวยจึงเอาไปซ่อนไว้ มันเลี้ยงอีกคนหนึ่งที่หน้าตาดี คนที่ไม่สวยเอาไปซ่อนเอาไปแอบเลี้ยงไม่ให้ใครรู้ ไม่ยอมรับความจริง ต่อมาคนที่ไม่สวยก็ไปคบโจร คบอะไรไม่ดีเป็นโจรเป็นเสือเป็นสิงห์ไป ตอนหลังมันโผล่มาทำใจไม่ได้ มันน่าเกลียดแล้วมันยังเป็นโจรอีก ความจริงมันออกมาพร้อมกับลูกที่หน้าตาสวยที่เราเลี้ยงไว้อย่างดี ที่ไหนมีความเกิดก็จะพาความตายมาด้วย มาทั้งคู่ แต่เราเอาไปซ่อนไม่ยอมมองด้วยใจ เอาไปซ่อนเอาไปแอบไว้สักที่ พอถึงเวลาที่ความตายมันโผล่มา ทำใจไม่ได้เพราะตัวเองเอาไปซ่อน ตัวเองโกหกตัวเองหลอกตัวเอง เราหลอกตัวเองแล้วไม่มีใครมาช่วยได้

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้บรรลุเห็นแจ้งความจริง เลิกหลอกตัวเอง เลิกจมอยู่ในความฝันห้วงฝัน ฝันว่าโลกนี้สวยงาม ความจริงมันเป็นโลกแตกดับฉิบหายทำลาย คนรุ่นราวคราวเดียวกับเราก็ค่อย ๆ ตายจากกันไป คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็ตายกันเรียบร้อยไป รุ่นปู่รุ่นย่ายิ่งไม่ต้องถาม ถึงเวลามันก็ทยอยกันไปเป็นรุ่น ๆ ไปเลยยกแก๊ง เกิดมาเท่าไรก็ตายกันหมด โลกนี้เรามาผ่านเท่านั้น สักแต่ว่าผ่านมาชั่วคราว มีร่างกายที่แข็งแรงสบายก็ไม่กี่ปี มีร่างกายที่แข็งแรงอยู่ไม่กี่ปี อายุสามสิบสี่สิบ ความแก่ก็เริ่มปรากฏปวดหลังปวดเอวเส้นตึงเส้นหย่อน ปวดหัวเข่าก็เริ่มเห็น มันหนุ่มมันสาวแข็งแรงให้ไม่กี่ปีมันก็เริ่มแล้วเริ่มแสดงอาการแก่ปรากฏแล้ว

โลกนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ที่อยู่ มันเป็นที่ผ่าน ใครเข้าใจว่าโลกนี้เป็นของเราจริงก็ซวย คนนั้นก็ซวยมาก โลกนี้เป็นเพียงโรงละคร สักแต่ว่าแสดงละครตามกรรม กรรมมันกำหนดมา กิเลสเป็นผู้กำกับ เวลาเราไปเห็นคนบางคน เวลาเขาโลภโมโทสันมากชอบเอาเปรียบคนอื่นนะ เราก็ไม่ต้องไปรังเกียจเขาหรอก นั่นแหละเขาแสดงไปตามผู้กำกับ เขาไม่เป็นอิสระ เหมือนกับนักแสดงนั่นแหละ ผู้กำกับมันสั่งอย่างไรก็ต้องทำไปอย่างนั้นแหละ เจ้ากิเลสความโลภความโกรธความหลงมันสั่งอย่างไรก็ต้องไปทำตามมันเพราะว่าอยู่ใต้อำนาจกิเลส กิเลสตัวไหนสั่งอย่างไรก็ต้องไปทำตามมันทั้งหมด ก็น่าสังเวชน่าสงสารกันทั้งนั้น

คนอยู่ในโลกนี้ โดนกิเลสบงการอย่างเชื่องเชื่อ ตราบใดที่ยังไม่รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็เป็นไปตามกิเลสไม่จบ โดนหลอก ถ้าเราไม่รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็ต้องเริ่มขวนขวายปฏิบัติ ให้จิตใจกำลังใจเราเข้มแข็งเพื่อเอาชนะกิเลส ชนะความชั่วความยึดมั่นถือมั่นที่ผิดความจริงแต่เก่าก่อนมาแต่ไหน ก็เพิกออกเสีย ที่เคยคิดว่าตัวเองไม่ตาย ไม่ได้นึกถึงความไม่เที่ยงเลย มัวสนใจมองแต่ความเจริญมองแต่ความรุ่งเรือง พอสังขารมันเสื่อมก็จะทำใจรับไม่ได้

พระอริยะทั้งหลายท่านมองแต่ความแตกดับทำลายตามความเป็นความจริงอยู่เสมอ ไม่มีอาลัยในสังขารทั้งปวง ไม่ห่วงไม่ผูกพัน เห็นความเป็นมายาเห็นสังขารทั้งปวงแตกดับ อยู่ด้วยญาณปัญญาตลอด ไม่เกาะเกี่ยวไม่ผูกพัน มีจาคะมีตัวสละสลัดคืนจากใจ มีเหมือนไม่มี เป็นเหมือนไม่เป็น ได้มาเหมือนไม่ได้ เสียไปเหมือนไม่เสีย อันนี้เข้าใจแจ่มแจ้งความจริง ทุกอย่างมันเกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักก็เพื่อทุกข์ มีก็เพื่อหมด มาก็เพื่อไป เกิดก็เพื่อตาย ไม่มีอะไรจริง ไม่น่าเพลิดเพลิน

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ดูก่อนเธอทั้งหลาย เธอจะเพลิดเพลินอะไรกันนัก ยินดีอะไรกันนัก ในเมื่อโลกนี้ถูกไฟลุกท่วมอยู่ ไฟคือความเกิดแก่เจ็บตาย ทำไมเธอไม่แสวงหาสัจจะกันล่ะ เกิดมาเป็นมนุษย์ เราไม่ได้เอาอะไรไป หลงใหลใฝ่ฝันไปก็เปล่า สูญเสียหมด คนกี่รุ่นกี่รุ่นตั้งแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี ต้นรัตนโกสินทร์ก็ตายเรียบไม่ได้เอาอะไรกันไปเลย ตายเรียบ ที่มาแย่งกัน มาฆ่ากัน พม่ายกมารบไทย จะแย่งไอ้โน่นไอ้นี่ ไทยก็ยกไปรบพม่าแย่งมาคืน ท้ายที่สุดก็ตายกันหมด ไม่ได้เอาอะไรไปหรอกที่แย่ง ๆ กัน ไม่ได้เอาอะไรไป แผ่นดินสักตารางนิ้วก็ไม่ได้เอาไป บุเรงนองก็ไม่ได้เอาไปเลย อุตส่าห์ไปชนะตั้งสิบทิศ ที่ดินสักกะผีกเดียวก็ไม่ได้เอาไปเมืองผีเลย นี่แหละที่บอกว่าชนะสิบทิศ เป็นมายาไม่มีอะไรจริง ท้ายที่สุดก็สูญเสียหมด เสียหมด ยึดครองไม่ได้สักอย่าง แม้แต่ร่างกายสังขารเขาก็ยึดครองเขาไว้ไม่ได้ ต่อไปแขนก็ขยับเขยื้อนไม่ได้ ขาจะขยับเขยื้อนไม่ได้ มันไม่เป็นจริงหรอกที่ว่าชนะสิบทิศ มันบอกว่ามันไปรบมาทั่ว ชนะสิบทิศ โดนเขาหลอก โดนกิเลสในหัวมันหลอก หลอกว่ากูชนะทั้งที่กูแพ้ มันเกิดมาก็เตรียมตัวตายได้ มันเกิดมาความตายก็ตามมาตั้งแต่วันมันเกิดนั่นแหละ มันหลอกตัวเองว่ากูไปชนะเขามา กูจะไปชนะเขา จะไปยึดที่โน่นที่นี่ จะไปครอบครองที่โน่นที่นี่

ฉันใดฉันนั้น ชีวิตคนเราก็เหมือนกันแหละ คนในโลกนี้เหมือนละคร โรงละครโรงใหญ่ท้ายสุดก็ละครปิดฉากฝาโลงปิดหน้า ไม่มีอะไร เราเห็นความจริงแล้ว ไม่มีอะไรน่าเพลิดเพลินหรอกในโลกนี้ มองด้วยตาเหมือนสวยงาม มองด้วยใจเห็นความไม่เที่ยง อย่างนี้เขาเรียกดวงตาเห็นธรรม ในใจเห็นความไม่เที่ยง มองด้วยตาเปล่ามันเหมือนกับดูดี มองด้วยใจมันไม่ดี ไม่มีอะไรน่ายึดครองครอบครองไม่ได้อะไรกันไป ที่ไม่ได้อะไรไปมันเป็นความจริง

เราเกิดมา จงฝึกจิตดวงที่มีจาคะให้ได้ เราฝึกได้มากยิ่งกำไรมาก ขณะที่เรามีชีวิตอยู่มีอะไรให้ทำความรู้สึกเหมือนกับไม่มี ฝึกเอาไว้ ความจริงมันไม่มีอะไร ร่างกายนี้ก็อาศัยดิน น้ำ ไฟ ลม ของเขายืมมาใช้ชั่วคราว สมบัติภายนอกสมบัติภายในก็ไม่มีของเราสักอย่าง ญาติพี่น้องทั้งหลายก็เหมือนกับคนมานั่งรอรถเมล์ป้ายเดียวกันทั้งนั้น ไม่เป็นอะไรกันจริง เดี๋ยวถึงเวลาก็ต่างคนต่างไป คนนั้นตายก่อนคนนี้ตายหลัง เวลามีชีวิตอยากสมาคมรวมกัน ถึงเวลาตายก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่เห็นว่ากระดูกของย่ามาเยี่ยมกระดูกปู่ ไม่เห็นมีเลย ไม่เห็นเลย กระดูกอยู่ตรงไหนก็ตรงนั้นแหละ ไม่เห็นกระดูกแม่มาเยี่ยมกระดูกพ่อ ไม่มีหรอก เวลามีชีวิตอยากสมาคมรวมกัน เวลาตายก็ต่างคนต่างอยู่ อยู่ตรงนั่นแหละ มันสลายเป็นธาตุแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว สมมุติมายาโดนเพิกเสียสิ้นแล้ว

ยิ่งกาลเวลาผ่านไปความจริงก็จะยิ่งปรากฏ เมื่อความจริงปรากฏขึ้นมา พวกที่หลอกตัวเองไว้ก็ไปนั่งร้องไห้เอาแหละ ร้องไห้ก็ไม่มีใครเห็นใจ ที่ร้องเพราะความโง่ โกหกตัวเองมานาน ไม่ยอมรับความจริงว่าสิ่งทั้งปวงแตกดับไม่มีอะไรเป็นของเรา ไม่ยอมรับความจริง เมื่อความจริงปรากฏก็ร้องไห้ไป ร้องไห้ไปก็ไม่มีใครไปเวทนา ร้องเพราะความโง่ ร้องไห้ไปก็เท่านั้น เราไปทำร้ายตัวเองปล่อยความโง่ชักนำมาครอบครองยึดมั่นในสังขาร โมหะอวิชชาหลอกให้มาครอบครอง ปิดตาหมด ของเห็นโทนโท่ไม่ยอมมอง ความจริงมีให้เห็นอยู่ตลอด ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา ประกาศอยู่ตลอด พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เอาเรื่องไกลตัวมาสอนเลย เรื่องใกล้ ๆ แต่คนมันปิดหูปิดตาไม่ยอมมอง มันเอาลูกแฝดอีกคนที่หน้าตาไม่สวยไปซ่อนไว้ มันไม่ยอมมอง มองแต่ของดี ท้ายที่สุดซวย คนไม่รู้สัจจะซวยทั้งนั้น ต่อให้มีตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์สูงเท่าไหนก็ซวยทั้งนั้น ถ้าไม่รู้สัจจะ เกิดมาเสียที เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธศาสนา

เกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่ง ภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา ถ้าเกิดมาแล้วไม่รู้สัจจะก็เสียชาติเกิด เกิดมาก็ไม่ได้บุญบารมีเพิ่มเลย แสวงหาแต่ของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ทั้งนั้น ไอ้ของที่ตายแล้วเอาไปได้ไม่เคยขวนขวายหาเลย ไม่เคยได้คิดเลย มัวแต่ไปนั่งกลุ้มกับของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ทั้งนั้น เราไปฮวงซุ้ยไปป่าช้าจีน มองเห็นฮวงซุ้ยนอนเรียงกันกินพื้นที่ทั้งหุบเขา ล้วนมาจากเมืองจีนข้ามน้ำข้ามทะเลมา พกเสื่อผืนหมอนใบ นึกว่าจะมาร่ำรวยกันในบ้านนี้เมืองนี้ ท้ายที่สุดก็เห็นมานอนเรียงกันเป็นแถวเต็มภูเขาไปหมด ตายกันทั้งสิ้น มาร้อยคนก็ตายร้อยคน ไม่ได้มาร้อยคนแล้วตายแค่เก้าสิบเก้าคน มาร้อยคนก็ตายหมดสิ้นทั้งร้อยคนแหละ ตายแล้วก็มานอนเรียง ไปสู่ความสลายตัว เข้าสู่ความเปื่อยเน่า ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรไป คนไหนฉลาดก็มาฝึกจิต คนไหนโง่ก็ไปหวงห่วงอาลัยของที่ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ คิดว่าเป็นของกูของกูนั่นแหละคิดเข้าไป นั่นก็ลูกกู โน่นก็หลานกู ท้ายที่สุดก็ตายกันหมด ลูกเราก็ตายหมด หลานเราก็ตายหมด ตายกันยกโขยงเลย ไม่มีอะไร เป็นละคร ละครไว้หลอกคนโง่ได้ คนฉลาดหลอกไม่ได้แล้ว ในครั้งพุทธกาล พระยสะเป็นลูกเศรษฐี อยู่ปราสาทสามฤดูในเมืองพาราณสี มีนางบำเรอมากมาย กลับมองเห็นว่าเป็นทุกข์ ถึงกับบ่นอุทานว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ พอดีไปเจอพระพุทธเจ้า ท่านกำลังทรงเดินจงกรมตอนเช้า พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า มาเถอะยสะเอ๋ย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ที่นี่ไม่วุ่นวาย มาที่นี่เดี๋ยวจะแสดงธรรมให้ฟัง ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ ให้พระยสะฟัง พอฟังจบ พระยสะบรรลุเป็นพระโสดาบัน

คนมีปัญญาแล้วจะมองเห็นโทษ สมบัติทั้งหลายเหมือนฉากในโรงลิเก มองด้วยตาปัญญาเหมือนฉากในโรงลิเก ไม่มีอะไร เรามีปัญญาอย่างนี้เรา จะไม่เบื่อหน่ายในการปฏิบัติ จิตมันก็จะเดินตัวของมันตลอด ถ้าหากเราไม่มีปัญญาอย่างนี้ ก็จะมีญาณม้วนเสื่อแล้ว จะสึกไปครอบครองโลก ไปครอบครองบ้านช่อง มันไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันไม่ใช่ของเรา บุญบารมีที่เราทำนั่นแหละ เป็นของเราจริง ถ้าเป็นปรมัตถ์ชั้นสูงก็ให้มาเจริญกรรมฐานเจริญวิปัสสนา ดูภายใน ส่งจิตอยู่แต่ภายในไม่ต้องส่งออกไป

เวลาเรานั่งปฏิบัติให้เป็นตัวเราตัวคนเดียว พอนั่งลงปุ๊บก็ให้คิดว่าเราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียวข้าไปคนเดียว ไม่ต้องไปหวงคนนั้น ไม่ต้องไปห่วงคนนี้ ไม่ต้องทั้งนั้น พอนั่งลงปุ๊ป หลับตาปุ๊บ ก็ให้คิดว่าเราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียวข้าไปคนเดียว ต่างคนต่างมาต่างคนต่างตาย ใครสร้างบารมีสร้างบุญคนนั้นก็เอาไป ไม่มีใครช่วยกันได้ ไม่ใช่ว่าพ่อแม่มาสร้างบุญแล้วจะพาลูกไปสวรรค์นิพพานได้ ไม่ได้เพราะเหตุว่าเป็นทางของบุคคลผู้เดียว ใครทำใครได้ เพราะฉะนั้นเวลาเรานั่งลงปุ๊บ ไม่ต้องห่วงใครเลย ไม่ต้องส่งจิตไปที่อื่นเลย ให้จิตปักอยู่ข้างใน ภายในกายยาววาหนาคืบ จิตปักอยู่ในภายในมันอิ่มมันอบอุ่นเพราะมันไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าทางใจของใคร จิตเราไปเป็นขี้ข้าเขา ต้องคอยรักคอยห่วงคอยหวงคอยหลงคอยหึง เป็นขี้ข้าเขาทั้งนั้น ไม่ได้สำนึกเลยว่าต่างคนก็ต่างมาเกิด ต่างคนก็ต่างมาตายกัน ห่วงหวงอาลัยไปก็เท่านั้น

ของที่จะจากกัน ถ้ายึดไว้ด้วยมือมือจะขาด ถ้ายึดไว้ด้วยใจใจจะขาด ให้ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรานั่งรถสองแถว ไปจอดป้าย รถสองแถวมันจอดป้าย แล้วเราก็เอามือเราไปจับกับกิ่งไม้ข้างทางข้างถนนยึดไว้ เวลารถออก ถ้าเราไม่ปล่อยมือจะเป็นอย่างไร ไม่มือขาดก็ต้องตกรถแหละ การที่เราเอาจิตไปยึดในสิ่งที่ต้องจากไปนั่นแหละ กำลังทำร้ายตัวเอง เหมือนอยู่ดี ๆ ไม่ว่าดี หาเรื่องใส่ตัว บังเอิญนั่งรถไปจับเอากิ่งไม้ข้างทาง พอรถจะออกแล้วไม่ปล่อยมือ จะหาเรื่องให้ตัวเองเดือดร้อน ไม่แขนขาดก็ตกรถ

คนเราทั้งหมดมีกรรมเป็นของตน ไม่มีใครช่วยใครได้แม้แต่ลูกเต้าเหล่าหลานแต่ละคน มันก็มีกรรมเป็นของตน จะได้ดีได้ชั่วก็เป็นกรรมของมัน ห่วงหวงอาลัยไปก็ไร้ประโยชน์ เรามาทำจิตของเราดีกว่า ทุกคนมีกรรมของเขา ห่วงไปก็เท่านั้น เวลาเรานั่งสมาธิลงไป ตัดให้หมดเลย เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา จิตอยู่ภายในมันอิ่ม ไม่ต้องไปเกาะเกี่ยวกับใคร ไม่ต้องหวงห่วงอาลัยรอคอยใคร จิตที่รอคอยเป็นทุกข์ที่สุด รอคอยให้เขาเป็นอย่างนั้น รอคอยให้เขามาเอาใจเรา เป็นทุกข์ที่สุด เป็นขี้ข้าทางใจเขา ร่างกายดูเหมือนไม่เป็นขี้ข้าใครแต่ใจน่ะเป็นขี้ข้าเขา เวลาเอาใจไปรักไปหวงห่วงอาลัยใครก็เป็นขี้ข้าเขาทั้งนั้น ต้องรอให้เขามาเติมให้เต็ม ต้องรอให้เขามายิ้มให้ถึงเป็นสุข ต้องรอให้เขามาเอาใจแล้วถึงเป็นสุข ต้องรอให้เขามาทำดีกับเราแล้วถึงเป็นสุข นั่นแหละขี้ข้าเขาทั้งนั้น เป็นขี้ข้าทางใจ ร่างกายเหมือนไม่เป็นขี้ข้าใครแต่ใจน่ะเป็นขี้ข้าเขา

เรามาเจริญสติปัฏฐาน เพื่อเลิกทาส เลิกเป็นขี้ข้าเขา ไม่ต้องไปเกาะกับใครทั้งนั้น เอาจิตคืนมาสู่ตัวเราแล้วสบาย ไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าใคร เอาจิตไปห่วงไปหวงเขา ให้เป็นทุกข์ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน อยู่กับคนเยอะแต่ว้าเหว่ เพราะว่าอะไร เพราะว่าจิตมันหิว มันรอให้คนอื่นมาเติมให้เต็ม เราไปตั้งเงื่อนไขเองว่า เราเป็นผู้ชายคนหนึ่งแล้วต้องมีผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นคู่ ไปตั้งเงื่อนไขเอาเอง ตั้งเงื่อนไขให้ซวยเอง ผู้หญิงก็ไปตั้งเงื่อนไขว่าเราเป็นผู้หญิงคนหนึ่งแล้วต้องมีผู้ชายคนหนึ่งมาเห็นคุณค่า นั่นแหละ ไปตั้งเงื่อนไขเอาเอง ตั้งเงื่อนไขให้ซวย หาเรื่องเดือดร้อน กิเลสความไม่รู้มันหลอกให้ไปตั้งเงื่อนไข ตั้งเงื่อนไขเสร็จแล้วก็รอคอยคนถูกใจ รอคน รอคอยคนที่ได้อย่างใจเรา พอได้คนอย่างใจมาแล้วก็ต้องมากลัว มาขอร้องให้มันอย่าเปลี่ยนไปเลย

มีโยมมาถามอยู่เรื่อยว่า เมื่อก่อนตอนหนูแต่งงานใหม่ ๆ โอ้ยเขาดี เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปเยอะ ทำไงเขาจะไม่เปลี่ยนได้คะหลวงพ่อ ก็เลยบอกว่า โยม ไอ้ของที่โยมจะกินใส่ปาก เลือกแล้วเลือกอีกว่ามันดี ที่สุด เลือกที่ว่ามันดีที่สุดแล้วก็ใส่ปากเข้าไป แล้วมันเปลี่ยนไหม มันถ่ายออกมาแล้ว มันเหมือนเดิมเหมือนกับตอนที่เราเอาใส่ปากไหม ไม่เหมือน มันเปลี่ยนทั้งนั้น ไอ้ของที่เราจะกินที่ว่าเลือกแล้วเลือกอีกว่ามันสะอาดอย่างดีเลย ก็เหมือนกันแหละ คนทั้งหลายก็เหมือนกันแหละ เราไปได้แฟนมาคนหนึ่งได้สามีมาคนหนึ่งก็เลือกว่าดีแล้ว ที่ไหนได้ ตอนเขามาจีบเรา เขาเอาหางเก็บไว้ หางค่อยมาโผล่ตอนแต่งงานกันแล้วนี่เอง หางคือความไม่ดีต่าง ๆ เขาก็แอบเอาไว้ เขาไม่มาอวดเราตอนเขามาจีบ พอมาเป็นผัวเมียกันแล้ว อยู่บ้านเดียวกันแล้ว หางก็โผล่จนได้ ความชั่วอะไรไม่เคยแสดงให้ดูก็ต้องเห็นกันจนได้ ไม่มีอะไรได้อย่างใจหรอก ถ้าได้อย่างใจก็ต้องมานั่งกลุ้มกลัวว่าเขาจะเปลี่ยน มันทุกข์ไม่จบหรอกชีวิต

คนที่มัวแต่เอาจิตไปฝากไว้กับคนอื่นน่ะ ทุกข์ไม่จบ หมดทุกข์เรื่องนี้ต้องไปทุกเรื่องอื่นอีก ตราบใดที่ยังเอาจิตไปฝากไว้กับคนอื่น ถ้าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย ถ้าเอาใจมาเจริญสติปัฏฐานพ้นทุกข์ก็ไม่ต้องไปสะอื้นแล้ว พ้นทุกข์พ้นโศกพ้นโรคพ้นภัย คิดได้ก็พ้นทุกข์ ถ้าไม่รู้จักคิดก็ทุกข์ ไม่เอากูจะขอโง่อย่างนี้ตลอดไป กูไม่ยอมคิดอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนมาหรอก กูจะขอสงวนความโง่นี้ตลอดไป นั่นแหละสงวนเอาไว้ สงวนเอาไว้ ขอโง่ถาวร พระพุทธเจ้าบอกอย่างไรก็ไม่ฟังทั้งนั้น บอกให้ตัดก็ผูกเอาไว้ยึดเอาไว้ ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรได้ไปหรอก

ถ้ายึดแล้วมันได้อย่างใจยึดมันก็น่าจะยึด แต่ยึดแล้วมันก็ไม่ได้อยู่ดี ถึงเวลาต้องจากมันก็ต้องจาก ถึงเวลาต้องแตกมันก็ต้องแตกดับ ถึงเวลาฉิบหายทำลายก็ต้องเป็นไปทั้งนั้น ไม่มีความยั่งยืนมั่นคง ไม่มีจริง เป็นมายาภาพ ถูกเขาหลอก มัวแต่หวงห่วงอาลัย ก็กลุ้มหนักเข้าไป ถ้าโง่มากก็เที่ยวไปรักเขาไปให้ทั่ว เดี๋ยวก็ได้ทุกข์สมใจอยาก ถ้าโง่มากก็เที่ยวไปรักเขาไปให้ทั่ว เดี๋ยวก็ได้ทุกข์หรอก ถ้าฉลาดขึ้นมาก็ตัดใจออกมาเสีย เรามาเจริญกรรมฐานกันดีกว่า เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ รักร้อยก็ทุกข์ร้อย รักห้าสิบก็ทุกข์ห้าสิบ ไม่รักใครก็ไม่ทุกข์ โง่มากก็ไปรักเขาไปให้ทั่ว ไอ้นั่นเป็นของกูไอ้นี่เป็นของกู นั่นมันลูกกูหลานกู ความจริงมันไม่เป็นอะไร

เราลองดู เราเอาดินมาสองก้อน ปั้นเป็นตุ๊กตาสองตัว ถามว่าตุ๊กตาสองตัวมันเป็นอะไรกัน ไม่เป็นอะไรกัน ไม่เป็นอะไรกัน เป็นดิน เป็นธาตุดิน เอาตุ๊กตาสองตัวบีบรวมกัน ให้เป็นก้อนเดียวแล้วแบ่งออกเป็นสองก้อน แล้วปั้นให้เป็นสองตัว แล้วสองตัวนั่นมันเป็นอะไรกัน คนเราก็เหมือนกันไม่เป็นอะไรกัน เป็นเพียงธาตุดิน เกิดแล้วก็มาตายกัน ตายหมด ธาตุดินก็ทิ้งไว้ในโลกนี้ไม่ได้เอาไป แล้วก็ไม่ได้ต่างกันเลย ธาตุดินที่มาเป็นร่างกายเศรษฐี กับธาตุดินที่มาเป็นร่างกายขอทานก็อันเดียวกัน ธาตุดินเหมือนกันไม่ต่างกัน อุจจาระเศรษฐีกับอุจจาระขอทานก็เหม็นเท่ากันไม่ต่างกัน อุจจาระของนางงามจักรวาลกับผู้หญิงขี้เหร่ก็เหม็นเท่ากัน มันเป็นธาตุเหมือนกันคือธาตุดิน ไม่มีใคร คิดอย่างนี้จะได้รู้ว่าอะไรเป็นสาระ อะไรไม่เป็นสาระ อะไรเป็นของแท้ อะไรตายแล้วเอาไปได้ อะไรที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ อะไรที่คนโง่มันหวงเอาไว้ อะไรที่คนฉลาดแสวงหา

ถ้าเราไม่ได้รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า เราจะโง่ไปไม่รู้เท่าไหร่ ไม่ได้มีหัวคิดกันเลยนะ เกิดมาแล้วก็มารัก ๆ ชัง ๆ เฝ้ากังวล สำคัญตนว่าสุขทุกข์แทบตาย หลวงพ่อใหญ่ชอบพูดอยู่เรื่อย ทางโลกีย์มันกว้างกว่าทางหลวง ถ้าหลงลวงไปนักไกลมรรคผล มันรัก ๆ ชัง ๆ เฝ้ากังวล สำคัญตนว่าสุขทุกข์แทบตาย งานสมรสสมรักจัดซะสวยเลยสมรสสมรักคิดว่าจะมีความสุข หาความสุขไม่ได้อีก ทะเลาะกันเช้า ทะเลาะกันเย็น ดีไม่ดีกลายเป็นกระสอบทรายให้ผัวอีก เห็นเราเป็นกระสอบทรายอีก ว่าสมรสสมรักกลายมาเป็นกระสอบทรายเสียได้ ชีวิตพอมองโดยผิวเผิน มันนึกว่าสุข มองด้วยตาปัญญาแล้ว ถ้าเห็นว่าสุขก็ยังโง่อยู่ตราบนั้น ตราบใดเห็นว่าตรงไหนเป็นสุขก็ยังโง่อยู่ตราบนั้นแหละ

คำจำกัดความของดวงตาปัญญาเห็นธรรม ท่านบอกว่า เห็นว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา อันนี้แหละเป็นปัญญา ถ้าไม่เห็นอย่างนี้ก็โง่อยู่วันยังค่ำ เห็นเป็นดีเห็นเป็นเที่ยงเห็นเป็นสุข เห็นเป็นน่าอยู่เห็นเป็นน่ารื่นรมย์ ก็โง่เท่านั้นแหละ พอดวงตาปัญญาเกิดมันจะเห็นความไม่เที่ยง ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติฯ สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา อันนี้ดวงตาปัญญาย่อมเห็นเป็นอย่างนี้ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงสังขารทั้งหลายทั้งปวง ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ควรทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

ควรสละสมบัติในมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก เพื่อความดับไม่มีเชื้อ เรามีดวงตาปัญญาแล้ว เรายอมสละได้ทุกอย่างเพื่อนิพพานสมบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ถ้าไม่มีดวงตาปัญญามันก็จะคิดไปอีกแบบหนึ่ง เหมือนกับแมลงเม่า แมลงเม่ามันบินเข้าไปในกองไฟ ก็เห็น ๆ อยู่ เราเห็น ๆ อยู่ว่ามันร้อน เข้าไปก็ฉิบหาย วอดวาย แต่แมลงเม่ามันเห็นอีกแบบ มันเห็นไม่เหมือนเรา

เพราะฉะนั้น เพราะความเห็นต่างกัน ก็นำชีวิตไปต่างกัน นำไปทางเจริญ หรือนำไปทางฉิบหายวอดวายก็เพราะความเห็นทั้งนั้น เห็นผิดเขาเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดเห็นตรงข้ามกับที่พระพุทธเจ้าทรงเห็น คิดว่ากูเก่ง กูเจ๋ง กูดี กูเก่ง ท้ายที่สุดก็พ้นทุกข์ไปไม่ได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของประเสริฐสุดยอดแล้ว ทำให้คนทั้งหลายทั้งปวงพ้นจากทุกข์ ทางที่พระองค์ทรงดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์ ท่านก็สอนแนะแนวทางวางไว้ทั้งหมด วิธีปฏิบัติให้พ้นทุกข์ตามท่าน ท่านก็วางไว้ทั้งหมด สติปัฏฐานทั้ง ๔ เป็นทางสายเอก ให้ขวนขวายมาเจริญสติปัฏฐาน ใครทำคนนั้นก็ได้ไป ไม่มีใครมาแย่งไปได้ ไม่มีโจรมาปล้น ไม่ต้องเอาไปฝากธนาคารเพราะกลัวโจรปล้น ใครทำใครได้ เราทำเองเราก็พ้นทุกข์เอง สบาย ไม่ต้องไปนั่งห่วงคนอื่น ทำตัวเองให้พ้นทุกข์ก่อน มันจะมีเดชที่จะไปฉุดลากให้คนอื่นพ้นทุกข์ตามเราได้ ถ้าตัวเราเองยังเอาตัวไม่รอดจะไปสอนใคร เราต้องเป็นพยานยืนยันในการที่จิตของเราไม่ทุกข์กับเรื่องที่คนทั้งหลายมันทุกข์กัน เราไม่ทุกข์เราต้องทำให้ได้ก่อน ถ้าเรายังทำไม่ได้ จะเที่ยวไปสอนให้เขาพ้นทุกข์มันก็จะไม่ขลัง เขาไม่เชื่อถือ

เพราะฉะนั้นเราที่เป็นนักปฏิบัติใหม่ไม่ต้องไปห่วงใคร ปฏิบัติของเราไป ไม่ต้องไปห่วงว่าคนนั้นจะไม่ได้ธรรมะ ไม่ต้องไปห่วงเลย นั่นแหละกิเลสพาออกนอกลู่นอกทาง เที่ยวไปห่วงคนโน้นตัวเองยังเอาไม่รอด ตัวเองยังว่ายน้ำไม่ได้จะเที่ยวไปช่วยคนจมน้ำ หัดว่ายน้ำของเราให้ได้ก่อน เอาตัวเองให้รอดก่อน แล้วมันจะมีเดชมีบารมี มีคนจากที่ไกล ๆ มาขอให้เราสอน ถ้าเราดับทุกข์ของเราไม่ได้ จะเที่ยวไปเดินล่า เขาจะเดินวิ่งหนี เดินล่าจะสอนเขาเขาจะวิ่งหนีเรา เขารำคาญเรา ถ้าเราดับทุกข์ของเราได้แล้ว เขามาเอง เขาขับรถเบนซ์มาขับรถเก๋งมา จะมาขอเรียนวิธีว่าจะดับทุกข์อย่างไร ทำตัวของเราให้ได้ก่อน อย่าเพิ่งไปห่วงคนอื่น ถ้าเราไปห่วงคนอื่นก่อน เหมือนไปเกาไม่ถูกที่คัน มันไม่หายคัน ห่วงตัวเราแล้วปฏิบัติให้มาก ทำประโยชน์ตนให้ถึงพร้อมก่อน เดี๋ยวประโยชน์ท่านก็บริบูรณ์ขึ้นมาได้ มัวแต่ไปห่วงคนอื่น ตัวเองก็ไม่ได้เรื่องเลย คนอื่นก็ช่วยเขาไม่ได้อีก เสียทั้งสองฝ่าย งานอย่างแรกต้องทำให้เสร็จก่อน งานอย่างแรกคืออะไร คือปฏิบัติที่ตัวเราใจเรา ปฏิบัติของเราให้พ้นทุกข์ก่อน พอปฏิบัติของเราให้พ้นทุกข์ได้ เขาก็มาเอง ผู้ใดเคยสร้างบารมีร่วมกัน มีบุญวาสนาเนื่องกัน เขาก็มาเอง ถ้าตัวเราเอาตัวไม่รอด ตัวเองยังช่วยตัวเองไม่ได้แล้วจะไปช่วยใคร เราทำตัวเองให้ดีก่อน แล้วค่อยย้อนสอนคนอื่นภายหลังจึงไม่มัวหมอง หลวงพ่อใหญ่พูดคำนี้เรื่อยมา พึงทำตัวเองให้ดีก่อน ค่อยย้อนสอนคนอื่นภายหลังจึงไม่มัวหมอง บวชใหม่ ๆ ฟังคำหลวงพ่อ รู้สึกว่าหลวงพ่อท่านพูดเข้าทีนะ คำนี้มันซึ้ง ฟังแล้วมันซึ้ง เพราะฉะนั้นการที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้มีโอกาสพบพระพุทธศาสนา ได้มาปฏิบัติกรรมฐานฝึกจิตเรานี่มีค่าที่สุดแล้ว ไม่เสียทีแล้ว ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

วันนี้ได้มีโอกาสมากล่าวธรรม เพื่อจูงจิตให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายทั้งใหม่และเก่า ได้เกิดความศรัทธาอาจหาญร่าเริงสมาทานในธรรมะปฏิบัติ ก็เห็นสมควรแก่เวลา ก็จะขอสมมุติยุติลงไว้แต่เพียงเท่านี้ ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายนี้ ขออ้างอิงคุณพระศรีรัตนตรัย จงปกปักรักษาท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ให้รู้ธรรมเห็นธรรม ให้เห็นแจ้งในธรรมะปฏิบัติจนถึงมรรค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ