๐๐๓๗ สมบัติทางโลก สมบัติทางธรรม

กัณฑ์ที่ ๓๗ สมบัติทางโลก สมบัติทางธรรม

๒๖-ม.ค.-๒๕๔๗

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณพระอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ขอนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาผู้ใคร่ในการปฏิบัติ

วันนี้วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๗ ก็มาปรารภธรรมะเหมือนกับทุกครั้ง เรามาปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาตัวเอง คนทั่วไปแสวงหาแต่คนอื่น รักคนอื่นมากมาย จะเจอเพียงความหงอยเหงาว้าเหว่ ไปหาแต่คนอื่นไม่คิดหาตัวเอง รักคนอื่นมากมายจะเจอเพียงความหงอยเหงาว้าเหว่ ถ้ารักตัวเองให้รีบเร่งประพฤติธรรม พระธรรมจะเป็นที่พึ่งได้ นอกนั้นสิ่งอื่นเป็นโมฆะทั้งนั้น เพราะว่าสิ่งที่ชาวโลกต้องการนั้น ความต้องการมีแค่ว่าบำรุงบำเรอกายเนื้อเท่านั้น มันแคบ มันคับแคบ คือว่าเพศฆราวาสน่ะเป็นเพศที่คับแคบ

คนเราพอเป็นหนุ่มเป็นสาวมีครอบครัว ตอนแรกก็ไม่ค่อยมีอะไร ไม่ค่อยมีฐานะ อุตส่าห์สร้างฐานะอยากจะมีอยู่มีกินมีทรัพย์สมบัติเทียมเขา อดทนอาบเหงื่อต่างน้ำ เก็บเล็กผสมน้อย หนักเอาเบาสู้ พออายุมากขึ้นหน่อย พอมีสมบัติขึ้นมา สั่งสมจนกระทั่งมีสมบัติขึ้นมา อันนี้พอมีสมบัติ มันไม่แค่นั้นนะ ยังนอนใจไม่ได้ พอเริ่มมีสมบัติ ความตายก็เริ่มใกล้เข้ามาอีกแล้ว อายุเริ่มห้าสิบหกสิบ คนรุ่นราวคราวเดียวกันก็เริ่มทยอยตายให้เห็น ต้องมาสะดุ้งอีก อุตส่าห์อดทนลำบากตรากตรำอาบเหงื่อต่างน้ำ สร้างฐานะสร้างครอบครัว สร้างบ้านไว้ใหญ่โต หาที่ไว้กว้างขวาง ถึงเวลาต้องมาสะดุ้งอีกแล้ว อยู่ไม่เป็นสุข พอมีครบทุกอย่างแล้วยังไม่จบ ต้องมาสะดุ้งอีก

ถึงเรียกว่าเพศฆราวาสนี่มันคับแคบ เพราะว่ามันยังไม่เจอจุดหมายปลายทางที่แท้จริง พออายุมากขึ้น สัจธรรมความเป็นความจริงก็ค่อย ๆ ปรากฏ จากรุ่นพ่อ รุ่นแม่ จนรุ่นราวคราวเดียวกัน เริ่มทยอยตายกันไป ค่อย ๆ เห็น มันค่อย ๆ ปรากฏเห็นชัด ความหลงระเริงในวัยหนุ่มวัยสาว มันก็สลายลงไปเรื่อย ๆ เพราะร่างกายเริ่มมีทุกข์ ความสุขทางกามที่คิดว่าจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเหมือนสุนัขแทะกระดูก แทะเข้าไปก็กินแต่น้ำลายตัวเอง กินน้ำลายตัวเองไม่อิ่ม แทะมาสิบปียี่สิบปีก็ยังไม่อิ่ม แทะเข้าไป แทะกระดูก ได้กินก็เพียงน้ำลายตัวเองน่ะ เจ้าหมาแทะกระดูก ความฝันที่ว่าจะอิ่มเอมเป็นสุขจากกาม มันค่อย ๆ แสดงให้เห็นว่ามันไม่อิ่ม อุตส่าห์สร้างฐานะมา มีเงินมีทองมีทรัพย์สิน มีที่ร้อยไร่พันไร่ มันก็ต้องสะดุ้งอีก มันไม่จบ สะดุ้งว่าความตายใกล้เข้ามาแล้ว คนรุ่นเดียวกันก็เริ่มทยอยตาย รุ่นน้อง ๆ รุ่นลูกเราทยอยตายแซงหน้าไปก็มี เขาถึงเรียกว่าเพศฆราวาสมันคับแคบ ถึงจะมีบ้านกว้างขวาง กว้าง ๓๐ วา ยาว ๕๐ วาก็ตามทีเถอะ ก็ยังเรียกได้ว่าคับแคบ

คับแคบเพราะอะไร เพราะว่าสิ่งที่เราหวังไว้ว่าจะได้อยู่ ท้ายที่สุดเขาไม่ให้อยู่ เราหวังไว้จะได้อยู่ก็ไม่ได้อยู่ ถึงเวลาหมดลมหายใจ เขาก็ไม่ให้อยู่นะ ที่กว้าง ๓๐ วา ยาว ๕๐ วา ที่หาไว้น่ะ เขาไม่ให้อยู่ เขาให้ไปอยู่ที่ไหนล่ะ กว้างศอกกว่า ๆ ยาววากว่า ๆ บ้านสี่เหลี่ยม ประตูหน้าต่างก็ไม่มี เขาให้ไปอยู่นั่น ไปอยู่ในโลงศพนั่นแหละบ้านแท้จริง หาที่ดินไว้ร้อยไร่พันไร่ นั่นเขาไม่ให้อยู่ ถึงได้บอกว่าเพศฆราวาสน่ะมันคับแคบ ถามว่าแล้วคนมาปฏิบัติธรรมน่ะไม่ตายเหรอ ก็ตายเหมือนกัน แต่ว่าได้ย้ายจิตออกไปแล้ว ได้ย้ายอุปาทานในจิตออกไป พยายามขัดเกลา เพื่อให้เห็นคุณค่าของร่างกายสังขารน้อยลง เพื่อให้เห็นคุณค่าของสมบัติพัสถานน้อยลง ยิ่งทำได้มันก็ยิ่งอิ่ม

ถ้าปฏิบัติธรรมได้ มันก็ยิ่งอิ่ม เป็นที่พึ่งได้ ยิ่งใกล้ความตายมากแค่ไหน มันยิ่งอิ่ม บอกเออทำไว้แล้ว ของที่จะเป็นที่พึ่งหลังความตายของเราน่ะ ได้ทำไว้แล้ว แต่ว่าคนที่อยู่ในเพศฆราวาสน่ะ มีที่อยู่เป็นร้อยแปลงพันแปลง ยิ่งนึกถึงความตายยิ่งใกล้ความตายยิ่งสะดุ้ง ยิ่งต้องสะดุ้ง แต่ว่าผู้ที่มาประพฤติธรรมนะยิ่งนึกถึงความตาย ร่างกายสังขารหง่อมไป ใกล้ตายเข้าไป มันยิ่งอิ่ม มันยิ่งเอิบอิ่ม เอิบอิ่มเพราะอะไรล่ะ เออเราหาที่พึ่งของเราแล้ว เราถอนความยึดมั่นถือมั่นจากของไม่เที่ยงลงไปแล้ว ถึงยังไม่หมดกิเลส ก็เริ่มแสดงความอมตะแล้ว สิ่งที่เป็นอมตะได้คือธรรมะ นอกนั้นก็ไม่มีหรอก

เรากำหนดความรู้สึกลงไปในกาย ความรู้สึกว่ามันเกิดดับ เกิดดับ แล้วมันตั้งอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ตัวเราของเรา ร่างกายนี่มันเป็นธาตุ เป็นธาตุของโลก ไม่ได้เอามา ไม่ได้เอาไป กำหนดความรู้สึกขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง จิตวิญญาณมันอยู่ที่ไหน ไม่รู้มันไปอยู่ที่ไหน อะไรเป็นตัวเราของเรา มีหน้าตาอย่างนี้ มีหูสอง ปากหนึ่ง ตาสอง จมูกสองรู เป็นโดยสมมุติ โดยปรมัตถ์แล้วไม่ใช่ตัวเรา เป็นธาตุของโลก ชาวโลกนี่จะเก่งแค่ไหน แต่ความคิดมันไม่ได้คิดเกินขอบเขตการสนองความอยากของร่างกายนี้เลย ต่อให้มันส่งยานไปดาวอังคารได้ มันส่งยานไปดาวอังคารมันคิดฝันเฟื่องว่าอะไร ฝันเฟื่องว่าต่อไปโลกนี้อยู่ไม่ได้ก็จะไปอยู่ดาวอังคาร มันก็เพื่อกายนี้ทั้งนั้น ร่างกายนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเลย ความรู้สึกทั้งหลายเกิดดับ ทั้งสุขทุกข์เกิดดับหมดเลย ความมีอยู่ความเป็นอยู่ก็เป็นมายา ความเชื่อว่ามีตัวเราคนหนึ่ง อยู่ในฐานะนี้ อยู่ในลักษณะนี้ เป็นมายาหมดเลย แต่พอเอาอวิชชามาบังก็ทำให้เห็นเป็นเรื่องจริง อวิชชาความโง่มันมาบัง เรื่องราวทั้งหลายมันก็มีขึ้นมาทั้งที่มันล้วนแล้วแต่เป็นมายา มันมีเรื่องมาให้ยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาได้ ถูกอวิชชาความโง่มาบังปัญญา แต่พอเราแยกแยะลงไปด้วยปัญญาอันแยบคาย ก็ไม่มีอะไรเลย ตัวเราก็ไม่มี เราเอาสติมากำหนดความรู้สึกก็มีแต่ความรู้สึกขณะหนึ่ง ๆ สังขารทั้งหลาย ทั้งรูปธรรมนามธรรมก็ไม่เที่ยง รูปธรรมน่ะ เป็นของแปรปรวนไป เพียงอาศัยใช้ชั่วคราว นามธรรมก็รู้สึกขณะหนึ่ง ๆ ตามอายตนะ แล้วก็ดับไป ญาณปัญญาเราแทงตลอดไปด้วยปัญญาในภาคปฏิบัติน่ะ มันจะเห็นชัด ว่าไม่มีตัวเรา ตัวเราไม่มี พอโมหะอวิชชามาบัง ก็กลายเป็นมี มีตัวเรา ต้องไปกลุ้ม ต้องไปห่วง อย่างโน้นอย่างนี้ กลัวว่าคนนั้นเขาจะไม่เห็นคุณค่าเรา กลัวว่าคนนี้เขาจะดูถูกเรา

มาปฏิบัติในวัดน่ะ มากลัวเขาจะดูถูกดูแคลนเอา เขาจะไม่ให้เกียรติเราเหมือนกับเราอยู่ในบ้าน จริง ๆแล้วเรื่องมันไม่มี เป็นมายาหมดเลย ถึงเวลาตายแล้วเหม็นเท่ากัน ทั้งคนดีคนชั่ว คนสวยคนขี้เหร่ เวลาตายแล้วเหม็นเท่ากัน อย่าถือว่ากูเจ๋ง กูเจ๋งแค่ไหนก็เหม็นเท่ากัน คือว่าเราเจ๋ง เรานี่ถูก เรานี่เก่งที่สุด ในวัดนี่เราเก่งที่สุด เวลาตายมันก็เหม็นเท่ากับคนที่ไม่ได้เรื่องได้ราว เหม็นเท่ากัน หนอนขึ้นเหมือนกัน คิดว่าเรานี่เก่งที่สุด ในวัดนี่ไม่มีใครเก่งเท่าเราแล้ว เรานี่เก่งที่สุด ตายแล้วก็เหม็นเท่ากัน นั่นน่ะโดนกิเลสมันหลอก กิเลสมันหลอก นั่นน่ะโดนกิเลสมันหรอกแล้ว ยึดมั่นถือมั่นว่าในวัดนี้กูเก่งที่สุดแล้ว กลัวคนเขาจะไม่รู้ว่าในวัดนี่ฉันเก่งที่สุด ทำยังไงจะประกาศให้เขารู้ได้นะว่าฉันนี่เก่งที่สุดในวัดนี้ นั่นแหละกิเลสมันขี่อยู่บนหัวน่ะ

ความจริงไม่มีอะไร มันเป็นมายาภาพ เราเป็นขี้ข้ากิเลสก็ต้องนั่งพองลม นั่งอยู่ในกุฏิคนเดียวยังต้องพองลมเลย กลัวเขาจะไม่รู้ว่าเราเก่ง นั่นมันกิเลส กิเลสของเราเองนี่แหละ ไม่ใช่ไปพูดถึงกิเลสของใคร แล้วทุกคนน่ะมีเหมือนกัน ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็มีมานะ ถือว่ากูเก่งกูเจ๋ง ใครสู้กูไม่ได้ ทำไมไม่ให้เกียรติกูวะ มันก็เป็นอยู่ในใจ แต่ตายแล้วก็เหม็นเท่ากัน เขาจะให้เกียรติหรือไม่ให้เกียรติก็ตายแล้วเหม็นเท่ากัน ทำไมไม่เห็นกูสำคัญเลย มานี่ ทำไมไม่รู้เลยว่ากูนี่ใหญ่ขนาดไหน กูอยู่บ้านนี่ใหญ่ขนาดไหน ขนาดอธิบดียังต้องมาซูฮก นั่นแหละกิเลส คือว่ามันเป็นมายา มันเป็นสมมุติ วางสมมุติหยาบ ๆ ออกซะ

เราต้องเริ่มวาง มาหาแก่นแท้ดีกว่า หาแก่นแท้คืออะไรละ หาความไร้ มันไม่มีอะไรสักอย่าง นั่นแหละจิตเราไปตั้งอยู่ตรงความไม่มีอะไรสักอย่าง นั่นแหละสบายที่สุด เวลาเกิดมาเกิดมากับความไร้ เกิดมาไม่มีอะไรเลย ผ้าปิดกายสักผืนเดียวก็ไม่มี ชื่อก็ไม่มี ชื่อยังไม่มีก็มาตั้งกันหลังเกิดแล้ว เกิดมาไม่มีอะไรเลย เวลาตายก็ไม่ได้เอาอะไรไปเลย ไม่ได้เอาอะไรไปเลย ทิ้งไว้ที่นี่หมดเลย ฉะนั้นความไร้น่ะเป็นความจริง ความไม่มีอะไรน่ะเป็นความจริง ความที่ว่ากูมี กูมีสมบัติ กูมีชื่อเสียง กูมีเกียรติ กูเดินไปไหนใครก็ต้องหลีกทางให้ นั่นไม่ใช่ของจริงเลย ของจริงคือความไม่มี ไม่มีอะไรเหลือสักอย่างนั่นนะของจริง

จิตเรามาปฏิบัติธรรมน่ะต้องปฏิบัติธรรมเพื่อไปหาของจริง คือความไม่มีอะไร ไม่ได้เอาอะไรมา ไม่ได้เอาอะไรไป ถ้ายังปฏิบัติธรรมเพื่อความมีน่ะปฏิบัติผิดแล้ว แสดงว่าเราเข้าไปเหมืองทองแทนที่จะเก็บทอง แต่ดันไปเก็บขี้ดิน การปฏิบัติธรรมเขาปฏิบัติเพื่อจะแสวงหาความไร้ ไม่ได้แสวงหาความมี ไปเหมืองทองเขาไปเก็บทอง เขาไม่ได้เก็บขี้ดินนะ เราไปเหมืองทองเพื่อไปเก็บขี้ดินมาเต็มกระสอบ เราจะปฏิบัติธรรมเพื่อให้กูเก่งกูเจ๋ง เขาจะยกย่องกู ต้องให้เกียรติ ไปไหนก็ต้องซูฮก อันนั้นน่ะผิดแล้ว ปฏิบัติเพื่อมาลดมานะละทิฏฐิ เขาด่าเขาแซวเรารับได้ อย่าไปเป็นทุกข์ อย่านั่งเป็นทุกข์ จะมาปฏิบัติที่วัดนี้ก็กลัวว่าเขาจะไม่เห็นคุณค่าของเรา สละไปเสีย สละก่อนตายนะ ไม่สละเวลานี้ เวลาตายเขาก็ยึดไปหมดอยู่ดี ถึงเวลาตายก็ไม่ได้เอาอะไรไป พญายมราชท่านก็ไม่สนใจหรอก ว่าก่อนตายเราเป็นสิบโทสิบเอกไม่สนใจ จะเป็นคุณนาย จะเป็นคุณหญิง ไม่สนใจหรอก สนใจแค่ว่า แกทำดีหรือทำชั่ว จะเอาสมบัติเมืองมนุษย์ไปเบ่งที่สำนักพญายมไม่ได้หรอก

ของที่เราเอาไปได้จริง ๆ นะ คือบุญและบาป จงหาของที่ตายแล้วเอาไปได้เถิด บุญวาสนาและบารมี การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ปฏิบัติเพื่อละ ปฏิบัติเพื่อขัดเกลา ชาวโลกเขามีชีวิตอยู่เพื่อสะสม ชาวธรรมะก็มีชีวิตอยู่เพื่อสละ สละน่ะสละที่ใจเลย จิตเราอย่าไปยึดมั่นเอาไว้ มันไม่มีอะไรจริง ถ้ายึดแล้วมันได้อย่างยึดเราก็น่าจะยึด แต่มันไม่ได้อย่างที่ใจเราไปยึดหรอก มันไม่สนใจหรอกว่า เราจะไปยึดมันมากแค่ไหน อย่าไปท่องว่าของกู ของกู ถึงเวลาตายแล้วเขาก็ไม่สนหรอก เราจะไปยึดมั่นถือมั่นแค่ไหน ไม่ได้อย่างที่ไปยึด ของทุกอย่างมันเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมะธรรมชาติ ธรรมะคือว่าของทุกอย่างย่อมแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย มันไม่ได้เป็นไปตามตัณหาของใคร ความอยากของใคร เราจะอยากให้เป็นอีท่าโน้น เป็นอีท่านี้ มันไม่เป็น มันไม่เป็นอย่างที่เราอยาก ธรรมะน่ะจะมาช่วยดับความอยากนะ คืออะไร คือมันรู้ความจริง ยอมรับความจริง อย่าไปฝืนความจริง

มันเป็นอย่างนั้นก็ดูมันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนี้ก็ดูมันเป็นอย่างนี้ นั่นแหละ มันเกิดก็ดูมันเกิด มันดับก็ดูมันดับ มันตั้งอยู่ก็ดูมันตั้งอยู่ ของดีมันเกิดขึ้นก็ดูของดีมันเกิดขึ้น ขอ

ดีมันตั้งอยู่ก็ดูของดีมันตั้งอยู่ ของดีมันดับไปก็ดูของดีมันดับไป ของไม่ดีมันเกิดมาก็ดูของไม่ดีมันเกิดมา ของไม่ดีมันตั้งอยู่ก็ดูของไม่ดีมันตั้งอยู่ ของไม่ดีมันดับไปก็ดูของไม่ดีมันดับไป สักแต่ว่าอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ถืออะไร ๆ ในโลกด้วย สติปัฏฐานน่ะปฏิบัติก็เพื่อให้ได้จิตดวงนี้ จิตดวงนี้คืออะไรล่ะ มันเข้าไปละตัณหา ตัณหาความอยากน่ะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ จงสักแต่ว่าอาศัยระลึก ด้วยสติที่เราฝึก มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความยินดียินร้ายออกจากโลกได้ ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าอาศัยรู้ สักแต่ว่าอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

ฐานต่าง ๆ ก็ตั้งอยู่ในกายนะ ฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิต ฐานธรรมในธรรม มันก็อยู่ในนี้ ในกายยาววาหนาคืบนี่แหละ กำหนดข้างในนะ อะไรมันเกิดก็ดูมันเกิด อะไรมันดับก็ดูมันดับ มันไม่เกิดไม่ดับก็ดูมันไม่เกิดมันไม่ดับ ก็ดูมันไป ญาณปัญญามันแทรกมานะ มันก็เห็นไปเอง เห็นความไม่เที่ยง ญาณปัญญามันยังไม่เกิดมันก็ไม่เห็นความไม่เที่ยง ก็สักแต่ว่าดูไปเฉย ๆก่อน แต่เมื่อญาณปัญญาดวงตาเห็นธรรมมันเกิดนะ เข้าไปสัมผัสสัมพันธ์กับอะไร มันก็เห็นความไม่เที่ยงชัดเจนอยู่ตลอด ญาณปัญญามันเกิดแล้ว ดวงตาปัญญามันเกิดแล้ว จักขุญาณปัญญาวิชชาแสงสว่างบังเกิดแก่เราแล้ว จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ จักขุญาณปัญญาวิชชาแสงสว่าง มันก็ต้องเกิดจากการที่เราปฏิบัตินะ มันจะแจ้งขึ้นมาเอง ถ้ามันยังไม่แจ้งก็ปฏิบัติต่อไป

เหมือนตำน้ำพริกน่ะ ถ้ามันยังไม่ละเอียด มันก็ยังไม่ละเอียด ตำไปจนมันพอถึงขั้นละเอียด มันก็ละเอียดจนได้ พอมันละเอียดแล้วจะไปให้มันไม่ละเอียดมันก็ไม่ได้ พอเรามีญาณปัญญาดวงตาเห็นธรรม เห็นความไม่เที่ยงแล้วจะไปมองกลับให้เห็นว่ามันเที่ยงก็ไม่ได้ เรามีญาณปัญญาเห็นความเกิดดับแล้วจะไปมองเห็นว่ามันเกิดแล้วไม่ดับก็ไม่ได้ ตำน้ำพริกแหลกแล้วจะให้มันไปเป็นเหมือนเดิมก็ไม่ได้แล้ว ไม่ถอยคืนแล้ว เรียกว่าญาณปัญญาในพระพุทธศาสนานะไม่ถอยแล้ว มันไม่ถอย เราเห็นจริง ไม่ได้จำเขามา เรานักปฏิบัติน่ะเราเห็นจริง เรามีจิตเราเองเป็นพยาน คนเราน่ะไม่เห็นคุณค่าอะไรเท่ากับความสุขความทุกข์ในใจตัวเองเลย เราจะรู้อะไรมากมายเป็นร้อยตู้พันตู้ อ่านตำรามาร้อยตู้พันตู้มันก็สงสัยอยู่นั่นแหละ ถ้ามันไม่เจอที่ใจตัวเอง ดับทุกข์ไม่ได้ที่ใจตัวเอง มันก็ยังสงสัยอยู่นั่นแหละ มันจะต้องมีตัวเองเป็นพยานยืนยัน มีใจตัวเองเป็นพยานยืนยันว่า เออเราปฏิบัติแล้วดับทุกข์ได้ที่ใจเรา นั่นน่ะถึงจะเป็นของจริง ถ้ายังดับทุกข์ไม่ได้ก็ยังไม่เป็นของจริง เรายังละวิจิกิจฉาไม่ได้ จะไปฟังจากคนอื่นเท่าไหร่ ๆ ก็ยังสงสัยอยู่นั่นนะ ถ้าเราไม่ปฏิบัติให้เกิดขึ้นมาที่ใจเรา ว่าดวงตาเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว มันจะแจ่มแจ้งขึ้นมาน่ะที่ในตัวเรา

เราเกิดเห็นความสุขที่แท้จริงภายในแล้วนะ สมบัติในโลกก็เป็นของไร้ค่าในสายตาเรา คิดแต่จะมุ่งออก จะหาทางหลุดพ้นท่าเดียว โลกามิส อามิสอันเป็นสมบัติของชาวโลกทั้งหลายน่ะ ไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้ว

โลกามิสทั้งหลายนะ ไม่เป็นที่ปรารถนาเลย ปรารถนาแต่ธรรมะ มีพุทธพจน์บทหนึ่ง ท่านตรัสว่า สูทั้งหลายจงมาดูโลกอันตระการตา เปรียบประดุจราชรถอันวิจิตร ที่พวกคนโง่เขลาพากันหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ โลกนี้สำหรับคนโง่เขลามันก็เพลิน ถ้ามันไม่รู้มากกว่านี้ มันก็คิดหวังแสวงหาอยู่ภายในโลกนี้ คือมันไม่รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า

นักฟุตบอลคนหนึ่งเก่งมากเป็นซุปเปอร์สตาร์ของโลกเลย แต่ชีวิตมันก็ไม่มีทางออกในความสุขอย่างอื่นเลย จิตมันก็ผูกแต่กับลูกกับเมีย แล้วก็ผูกอยู่กับยาเสพติดอีก หาทางออกอื่นไม่ได้นอกจากลูกกับเมียและยาเสพติด ไม่รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่รู้จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต ถ้าเป็นผู้รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็แสวงหาสุขอันไม่อิงอามิส

เรามาเจริญสติปัฏฐานน่ะ เป็นของจริงแล้ว จะตอบปัญหาแก่ใจเราได้ ถ้าเรายิ่งทำก็จะยิ่งอิ่ม เราไปแสวงหาจุดมุ่งหมายทางโลกน่ะทำไปก็ยิ่งสะดุ้ง มันสะดุ้งอะไรล่ะ สะดุ้งว่าสมบัติทั้งหลายที่หามาอย่างยากลำบากน่ะ พึ่งไม่ได้ มันพึ่งไม่ได้ อายุมากขึ้นความตายก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ แต่ก็สมบัติทั้งหลายน่ะพึ่งไม่ได้เลย ความตายเข้ามาก็สมบัติทั้งหลายน่ะจะพึ่งไม่ได้เลย ไม่ได้เอาไปเลยสักนิดเดียว เราสู้อุตส่าห์ลำบากหามา สู้ธรรมะไม่ได้นะ ท่านผู้ปฏิบัติธรรม ธรรมะที่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมแสวงหาขวนขวายบำเพ็ญมาได้น่ะ ไปไหนไปด้วย ตายไหนตายด้วย ถึงเวลาตายก็จะไปด้วยกับเรา ธรรมะเป็นที่พึ่ง หรือว่ายังไม่ตายยังมีชีวิตอยู่นะ มันก็ช่วยดับทุกข์ ดับทุกข์ให้ใจของเราได้ ดับทุกข์ดับความปรุงแต่งได้

ดับความปรุงแต่งได้น่ะกำไรมหาศาล เวลาจิตเรากำหนดสติลงไปในกายนะ มันมีตัวรู้ ตัวรู้มันไปตัดตัวคิด ชีวิตชาวโลกน่ะมันคิดมาก คิดไปอดีต คิดไปอนาคต คิดเท่าไหร่ก็ไม่จบ ตัวคิดน่ะทำให้จิตใจวุ่นอยู่ตลอด จิตใจวุ่นอยู่กับตัวคิดนะ เวลาเรามากำหนดสติ มันมีธาตุรู้ รู้ขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง มันก็ตัดตัวคิดไป คิดไปอดีตถึงคิดไปก็ทำไม่ได้ จะไปแก้ไขเรื่องที่เมื่อวานทำนะ คิดไปเถอะคิดไปก็เท่านั้น คิดไปก็ทำไม่ได้ เมื่อวานเพื่อนมันพูดขัดหู พอได้ฟังก็เลยเข้าไปเตะมันแล้ว มาวันนี้คิดเสียใจว่าไม่น่าบันดาลโทสะเตะมันเลย มันก็แก้ไม่ได้แล้ว จะไปเปลี่ยนเป็นไม่เข้าไปเตะก็ไม่ได้ ก็เตะไปแล้ว คิดถึงอดีตมันเปลี่ยนไม่ได้ คิดไปก็กลุ้มเท่านั้น

เขาถึงว่าเวลาเรามากำหนดสติในปัจจุบันอารมณ์ มันปล่อยวางอารมณ์ได้ อดีตที่เราเคยทำผิดทำพลาด มันก็แล้วไปแล้ว ผ่านไปแล้ว แก้ไขก็ไม่ได้ คิดไปก็ทุกข์เปล่า ยิ่งคิดมากก็ยิ่งกลุ้ม เปรียบความทุกข์ในอดีตนะมันเปรียบง่าย ๆ เปรียบเหมือนกับว่าบิลค่าไฟฟ้านะ สมมุติเราอยู่ตามบ้าน ทุกเดือน ๆ คนเก็บค่าไฟฟ้ามันก็เอาบิลมาเก็บทุกเดือน เราจ่ายทุกเดือน ทีนี้ว่าบิลค่าไฟฟ้าปีที่แล้วนะที่เราจ่ายไปเมื่อปีที่แล้วน่ะ ถ้าเขาเอาบิลเก่ามาเก็บวันนี้ใหม่ เราจะจ่ายไหม คนทั่วไปเขาไม่จ่ายหรอก เพราะเขาจ่ายไปแล้ว บิลใบนี้มันของปีที่แล้ว มันจ่ายไปแล้ว มันเอาบิลเก่ามาเก็บสตางค์เราอีก จ่ายไหม คนถ้าปกตินะไม่จ่ายหรอก แต่เรื่องปีที่แล้วที่เราทุกข์ผ่านมาแล้ววันนั้นนะทุกข์ไปเต็มที่แล้ว มันเอาขึ้นมาคิดวันนี้อีก ก็ยังไปทุกข์ให้มันอีก เหมือนกับว่ามันเอาบิลค่าไฟฟ้าเก่ามาเก็บอีกในวันนี้ แล้วเรายังจ่ายมันอีก ทั้งที่จ่ายไปแล้ว บางทีวันหนึ่งมันมาเก็บ ๕ –๖ เที่ยว เราจ่ายทุกเที่ยว คือว่าเราไปเป็นทุกข์ให้มันทุกเที่ยว

พอเรามาเจริญสติปัฏฐานนะ เราไม่จ่ายให้มันเลย ไม่ทุกข์ให้มันแล้ว ไม่เอาแล้วอดีตผ่านไปแล้ว มากำหนดปัจจุบันน่ะดีกว่า ไปคิดเรื่องอดีตก็กลุ้มเปล่า ๆ คิดไปก็เท่านั้น มันกำหนดปัจจุบันนะ ได้กำไรกว่า กำหนดขณะหนึ่งมันก็เป็นของเรา สามารถดับทุกข์ขณะหนึ่งนะ ดับตัววิตก ตัดตัววิตก การตัดความวิตกนะเอาเงินมาตัดไม่ได้เลย คนที่รวยล้นฟ้าน่ะ บางทีมันขาดยา ๒ อย่างไม่ได้ ยากล่อมประสาทกับยานอนหลับ เงินน่ะซื้อการนอนหลับไม่ได้ และเงินนะซื้อความไม่กังวลไม่ได้ ตัดตัววิตกไม่ได้ คิดจนนอนไม่หลับ เงินน่ะมาจ้างไม่ได้ เฮ้ยกูจ้างมึง ๕๐๐ บาท ให้มึงหลับ ไม่ได้ เอาเงินมาจ้างไม่ได้ เฮ้ยกูจ้างมึง ๑,๐๐๐ บาท ให้มึงหลับ อย่าไปคิด จ้างไม่ได้

เรามาเจริญสติปัฏฐานน่ะ มันได้ของที่ซื้อด้วยเงินไม่ได้ เป็นของที่มีค่ามาก ตัดตัววิตกได้ ไม่กลุ้ม อยู่อย่างไม่กลุ้ม คนเรามันมีอะไรมากมายเท่าไหร่ ถ้ามันจะเสียประสาทอยู่มันก็เท่านั้นแหละ ประสาทมันจะเสีย หัวจะระเบิด มันวิตก เลิกไม่ได้ คิดอยู่นั่น คิดน่ะมันง่าย ไม่คิดน่ะมันยาก คนในโลกนี้ทำไม่เป็นนะการไม่คิดน่ะ ถ้าไม่มาปฏิบัติธรรมน่ะทำไม่เป็น คือแทนที่จะคิดแล้วกลุ้มไม่เลิก ก็มากำหนดสติอยู่ในปัจจุบันซะ ตามฐานต่าง ๆ กำหนดไป ตัดไป ตัดไปอารมณ์คิดขณะหนึ่ง ๆ สบาย อย่าไปเอาอะไรอีก ชีวิตอย่าไปเอาอะไรอีก จะไปเอาอะไรกับอดีตอนาคตเหมือนกับไปวิ่งไล่คว้าหาเงา มันไม่ได้มีของจริงเลย จะไปหาอะไร กลับมาสู่ตัวเองดีกว่า เรานะกำหนดสติขณะหนึ่ง นั่นนะมันเจอตัวเอง เอาใจคืนมา กลับเข้าบ้านดีกว่า บ้านน่ะ ตัวเราคือบ้าน เที่ยวไปหลงรัก หลงหวง ห่วง กังวลคนอื่น ห่วงไปก็โง่เปล่า ๆ คนที่เราห่วงมันก็ไม่รู้หรอก ถ้าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย ไม่หมดทุกข์ ถ้าเอาใจมาฝากไว้กับกายคือการเจริญสตินะพ้นทุกข์ พ้นทุกข์ง่าย ๆ ไม่ต้องเสียสตางค์ คนรวยมีเงินร้อยล้านพันล้านมันก็ทำไม่ได้ ซื้อไม่ได้

ดาไลลามะผู้นำของทิเบต เล่าให้ฟังในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านบอกว่ามีครั้งหนึ่งเศรษฐีรวยมาก เชิญท่านไปพักที่บ้านซึ่งใหญ่มาก เพียงแค่ห้องน้ำก็เบ้อเริ่มเลย ก็ไปอาบน้ำในห้องน้ำ ดูไปก็อิจฉาเจ้าของบ้านว่า มีบ้านใหญ่จังเลย แต่ตอนเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำเหลือบไปเห็นยาสองขวดที่เจ้าของบ้านใช้ประจำ ขวดหนึ่งเป็นยานอนหลับ อีกขวดหนึ่งเป็นยาระงับประสาท ท่านเลยบอกว่า เห็นยาสองขวดนี้แล้วเลยเลิกอิจฉาเจ้าของบ้านเลย เพราะท่านรู้สึกว่าท่านมีความสุขมากกว่าเศรษฐีคนนี้ คือว่าท่านไม่เคยต้องใช้ยานอนหลับ ท่านไม่เคยต้องใช้ยาระงับประสาท ทั้งที่ว่าท่านไม่มีสมบัติมากมายเท่าเศรษฐีคนนี้

ฉะนั้นนะเราอย่าไปดูคนที่เปลือกนอก อย่าไปอิจฉาเขาเลย อย่าไปอิจฉาตรงเปลือกเลย บางทีเขาไม่มีความสุขหรอก บางทีเขาใหญ่โตระดับเจ้าพ่อในจังหวัด เขายังไปเดินจ่ายตลาดที่กลางตลาดไม่ได้อย่างเรา เป็นเจ้าพ่อใหญ่จริง มีลูกน้องบริวารมากมาย สั่งใครนะเข้าแถวรอรับคำสั่งพรึบเลย จะทำอะไรนะสั่งไปคำเดียวบริวารไปทำให้เรียบร้อย แต่บางทีไม่กล้าไปเดินกลางตลาดอย่างเรา เรานะจะไปซื้อก๋วยเตี๋ยวที่ตลาดก็ไปได้ จะไปซื้อข้าวผัดก็ไปได้ จะไปซื้อผักคะน้าผักกวางตุ้งก็เดินไปได้ แต่เจ้าพ่อใหญ่น่ะ ใหญ่จริงแต่ไม่กล้าไปเดินอย่างนั้นหรอก ไม่กล้า กลัวเขาจะยิงเอา ติดคุกอยู่ในบ้าน ไม่กล้าออกนอกบ้าน ติดคุกอยู่

เพราะฉะนั้นนะ อย่าไปดูคนแค่เปลือกนอก อย่าไปอิจฉาเขาเลยที่เขามีสมบัติพัสถานมาก บางทีเรามีธรรมะน่ะเป็นสุขกว่าเยอะ เวลาได้อะไรมาก็เป็นห่วงอีก มีมากก็ห่วงมาก ไม่มีอะไรเลยนะสบาย ไอ้โน่นก็ไม่มีไอ้นี่ก็ไม่ได้ สบาย ถึงเวลาตายก็รวยเท่ากันแหละ เงินใส่ปากศพสัปเหร่อยังควักล้วงเอา เงินใส่ปากยังไม่ได้เอาไป ตอนเป็นมันรวยต่างกัน แต่ตอนตายมันรวยเท่ากัน หาธรรมะดีกว่า ญาติโยมมาปฏิบัติ ๕ วัน ๗ วัน นะดีแล้ว ได้มาแสวงหาธรรมะเป็นที่พึ่ง กลับไปบ้านก็ปฏิบัติที่บ้านได้ ธรรมะไม่ได้อยู่ที่ผ้าขาว ธรรมะมันอยู่ที่ใจ เรากำหนดสติขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง น่ะเป็นของเราแล้ว เศรษฐีมันต้องอิจฉาเรา แต่มันมองไม่เห็น สุขทางใจมันมองไม่เห็น มันเลยไม่มีใครรู้ว่ามันน่าอิจฉาแค่ไหนสำหรับผู้มีธรรมะ นั่งยกมือกำหนดสตินี่นะ อย่างมากเขาก็เห็นมือเราขยับไปขยับมา แต่ว่าจิตเรามันนิ่งเขาไม่เห็น จิตเรามันอิ่มเขาไม่เห็น จิตเราไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าใคร เขาไม่เห็น

ถ้าเราไปรักใครก็เป็นขี้ข้าคนนั้นนะ จิตเราไม่ต้องไปเกาะใครไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าใคร คนเรานะคิดแต่จะไปหาคนอื่น ไปหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอตัวเอง ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน เพราะเวลาเราคิดจะไปหาคนอื่นนะจิตมันก็หิวอยู่อย่างนั้น ต้องรอให้เขามาเติมให้เต็มเราถึงจะมีความสุข ต้องรอให้เขามาเห็นคุณค่าเรา เราถึงจะมีความสุข เขาถึงว่าต้องว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน ไปหาใครก็เจอแต่คนอื่น ไม่เจอตัวเอง เรามาปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานนะมันเจอตัวเอง ถอนความยินดียินร้ายจากโลกนี้ได้ จิตมันก็อยู่กับตัวเรา กำหนดสติมันก็เจอตัวเรา มันอิ่ม มันอบอุ่น อบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่ต้องไปหาใคร ไม่ต้องคิดถึงใคร สบาย มันดับทุกข์มันดับตรงนี้

มันดับทุกข์มันต้องดับที่เรา เก็บไว้ให้คนอื่นเขามาดับให้นะไม่ได้ เราตัดใจของเราให้ได้ อย่าไปเกาะ เราเจริญสติมันก็ตัดของมันเอง ไม่ต้องไปคิดตัด มันก็ตัดได้ ถ้าไม่เจริญสติคิดตัดยังไงก็ตัดไม่ได้ พูดมาน่ะทำไม่ได้เลย ถ้าไม่เจริญสติปัฏฐานนะ ทำไม่ได้เลย ถ้ามาเจริญสติปัฏฐานนะก็ทำได้เลย ถ้ามาเจริญสติปัฏฐานนะทำได้ ถึงไม่ได้ฟังพูดนะก็ทำได้ เราทำน่ะมันได้เอง ทำเองได้เอง ได้อะไรล่ะ ได้หัวใจของตัวเองคืนมา ก่อน ๆ นี้เราเอาใจไปฝากกับคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง ไปฝากไว้ที่ไหนไม่มีใครรักษาดีเท่ากับที่ฝากไว้ที่เราหรอก ฝากไว้ที่ตัวเอง เจริญสติปัฏฐานนะมันได้ใจดวงเดิมคืนมา สบาย มีค่า ตีเป็นเงินทองไม่ได้ แล้วมันอิ่มยิ่งอิ่มไปเรื่อย ๆ เรายิ่งอายุมากขึ้นใกล้ตายเข้าไปทุกทีนะยิ่งสบาย ไม่ต้องมานั่งสะดุ้ง แสวงหาสมบัติอย่างชาวโลกเขาแสวงหา ได้มาแล้วก็ต้องมานั่งสะดุ้ง ไม่จบ มันไม่จบ การงานไม่จบ ว่าการงานไม่จบเพราะว่า คือมันยังต้องสะดุ้งนะ สมบัติที่ได้มา มันยังทำความคลายใจเบาใจแก่เราไม่ได้ ยิ่งอายุมากขึ้นแต่ละปี ใกล้ตายขึ้นไปทุกทีนะ สมบัติพัสถานน่ะมันทำความเบาใจคลายใจแก่เราไม่ได้เลย แต่ธรรมะที่เราปฏิบัติที่เราแสวงหาน่ะจะทำความเบาใจคลายใจแก่เราได้

แสวงหาของเราภายในนี่แหละ ไม่ได้ไปแสวงหาที่ไหน ธรรมะไม่ได้ไปอยู่ที่หลวงปู่หลวงพ่อที่ไหนทั้งนั้น อยู่ที่เรานะเราฝึกของเราเอง ทำของเราเอง ธรรมะภายใน ธรรมะเกิดมันก็ยิ่งอิ่ม ยิ่งรู้สึกว่าตัวเราใกล้ตายเข้าไปทุกทีก็ยิ่งอิ่ม สบาย ไม่ต้องสะดุ้ง มันสบาย นี่ถือว่าเป็นการที่เราแสวงหาสมบัติสุดยอดแล้ว เราแสวงหาสมบัติสุดยอดแล้ว คนทางโลกเขาต้องมานั่งอิจฉาเรา ไม่ใช่เราจะไปอิจฉาเขา เขาต้องมานั่งอิจฉาเรา แต่เขามองไม่เห็น ไอ้เรื่องความสุขนี่เป็นนามธรรมนะ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ก็ดีแล้ว ไม่ต้องให้เขามานั่งอิจฉาเราก็สบายดี ถ้าปฏิบัติธรรมขึ้นมาโดนพวกคอยอิจฉาก็ลำบากอีก ยิ่งเขาไม่รู้ว่าเรามีธรรมะ เห็นว่าเราไม่ได้เรื่องได้ราวยิ่งดีเลย

ปฏิบัติธรรมะน่ะ ถ้าปฏิบัติบนผ้าขี้ริ้วจะได้ธรรมะดี ไปอยู่ที่ที่เขายกย่องชมเชยให้เกียรติ ปฏิบัติเกิดธรรมะได้ยาก ถ้าไปที่ไหนนะมีคนเขาดูถูก เขาดูหมิ่นดูแคลน เขาใส่ร้ายป้ายสี ยิ่งดีเลยปฏิบัติแล้วได้ธรรมะดี ฉะนั้นนะอย่าไปคิดว่าจะไปหาที่สัปปายะที่มันได้อย่างใจทุกอย่าง อย่าไปหาเลย ต้องไปหาที่ที่มันได้อย่างใจทุกอย่าง อย่างนั้นมันไม่ได้ปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่งั้นนะผู้ที่เขาปฏิบัติธรรมเขาไม่ลงจากสวรรค์ลงมาเกิดในเมืองมนุษย์แล้ว ไม่งั้นก็เขาก็อยู่ในเมืองสวรรค์ พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ในเมืองสวรรค์นะไม่ต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์ คือปฏิบัติในที่ที่ได้อะไรดังใจทุกอย่างน่ะมันไม่ได้ธรรมะ มันต้องมีเรื่องขัดใจบ้างจึงจะดี ฉะนั้นญาติโยมนะเวลาไปปฏิบัติธรรมที่ไหนก็อย่าไปกลัว ว่าวัดนั้นคนในวัดปากจัดเหลือเกิน ฉันอยู่นั่นไม่ได้เลยยุงเยอะ อย่าไปกลัวมันเลย มันไม่มีที่ไหนสมบูรณ์แบบทุกอย่างนะ มันต้องมีข้อบกพร่อง

ข้อบกพร่องมันอยู่ตรงข้างนอก เรามาทำใจของเราฝึกแก้ไขความบกพร่องในใจของเราดีกว่า อย่าเที่ยวไปนั่งเปลี่ยนโลก อยากให้โลกน่ะสมบูรณ์แบบ อย่าไปนั่งทำอย่างนั้นเลยมันไม่ได้หรอก ทำตัวเราให้สมบูรณ์แบบดีกว่า ให้ทำดี ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้ขาวรอบ อย่าไปเพ่งโทษคนอื่น เราเที่ยวไปเพ่งโทษคนอื่นก็ต้องไปเป็นขี้ข้าเขานะ เป็นขี้ข้าเก็บขี้หมาขี้แมวให้เขา มาดูใจตัวเราดีกว่า มาเพ่งโทษตัวเอง อย่าไปเพ่งโทษคนอื่น หน้าที่ของผู้ปฏิบัติธรรม คือมาแก้ไขกิเลสของตัวเอง กิเลสของเพื่อนอย่าไปยุ่ง วางเฉยให้ได้ เพื่อสร้างความหนักแน่น ไม่งั้นก็ต้องมานั่งกลุ้ม โอ้ยฉันปฏิบัติธรรมไม่ได้แล้ว ทำไมล่ะ คนนั้นมันเลวจัง อันที่จริงมันไม่เกี่ยว คนอื่นมันเลวอย่าไปให้ตัวเราเลว ตัวเรายังไม่ได้เรื่องได้ราว อยากไปให้คนอื่นเขาดี คนเรามันก็ยังมีกิเลสกันทั้งนั้น ถึงได้ต้องมาปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส จะไปให้เป็นพระอรหันต์ทุกคนก็ไม่ต้องมานั่งปฏิบัติแล้ว ให้อยู่บ้านนะ ต่างคนต่างเป็นอรหันต์ คนมันก็ต้องมีกิเลสเป็นธรรมดา เราอย่าไปดูกิเลสคนอื่น ดูกิเลสตัวเองดีกว่า ดูกิเลสคนอื่นก็คือไปเป็นขี้ข้าเก็บขี้หมาขี้แมวให้เขา เก็บแล้วมาใส่ใจตัวเองด้วย นั่นนะ เที่ยวไปเก็บกิเลสของคนอื่นมาใส่ใจเรา กิเลสเราก็หนาแล้ว ยังไปเก็บของคนอื่นมาอีก แม่คนนั้นไม่ดีเลย นั่นแหละไปเก็บเขามาอีก ไปเก็บขี้หมาจากกุฏิเขามาใส่กุฏิเรา ไม่ได้ฉลาดเลย การปฏิบัติธรรมเราปฏิบัติเพื่อแก้ไขตัวเองดีกว่าอย่าไปยุ่งกับคนอื่น

วันนี้ก็ได้แสดงธรรมมาสมควรแก่เวลา ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายก็ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองปกปักรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ให้ได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ