๐๐๓๖ ชนะในทิศที่ ๑๑

กัณฑ์ที่ ๓๖ ชนะในทิศที่ ๑๑

๒๗-ธ.ค.-๒๕๔๖

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระอาจารย์ธมฺมธโรภิกขุ ผู้เป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนในมหาสติปัฏฐาน ขอนมัสการมายังพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสามเณร เจริญพรญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทุกท่าน

วันนี้ก็เป็นวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เราก็ได้ปรารภธรรมกันในภาคปฏิบัติ ถามว่าปฏิบัตินี่ ปฏิบัติเพื่อหาอะไร ตอบว่า ปฏิบัติเพื่อหาจิตดวงเดิมที่ไม่รักใครไม่เกลียดใคร เราปฏิบัติเพื่อหาจิตดวงเดิมที่ไม่รักใครไม่เกลียดใคร จิตที่ไร้อุปาทาน หมดความยึดมั่นในตัวเราของเรา ความจริงสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เห็นด้วยตาเป็นมายาภาพทั้งนั้น ต้นเหตุแห่งความรักและความเกลียดในใจของเรา ถ้าพิจารณาดูให้ดีมันเป็นมายาทั้งนั้น ถ้าเจาะลึกไปด้วยปัญญาแล้วไม่ควรเป็นที่ตั้งแห่งความรักและความเกลียด เพราะมันไม่มีอยู่จริง มันไม่มีอะไร สลายไปหมด ที่เรามาเจอกัน มองเห็นกัน คนหนึ่งนั่งข้างบน หลายคนนั่งข้างล่าง ที่มองเห็นกันนี่ก็ไม่ใช่ตัวตนของกันและกัน เป็นธาตุของโลก ธาตุที่โดยสมมุติว่าเป็นของเรา มันก็ไม่เป็นของเราไปตลอด เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา กินอาหารก็เอามาพอก ๆ ไว้ ร่างกายนี่ตั้งมาด้วยอาหาร อาหารที่มาจากร้านตลาด ที่มาพอก ๆ เป็นร่างกาย แล้วก็ไม่ตั้งอยู่ตลอด ท้ายที่สุดก็กลายเป็นเหยื่อแห่งหมู่หนอนแร้งกา แตกสลายทำลายไป ความเกิดตั้งขึ้นแล้วก็รู้แน่ว่าต้องจบลงด้วยความตาย ร่างกายนี่ก็มาอาศัยเป็นเครื่องมือทำกิจในเมืองมนุษย์ ไม่ใช่ของเรา เอาไปไม่ได้ ทิ้งไว้ในโลกนี้ เวลาตายแล้วเขากลัวเหม็นเขาก็เผาทิ้ง ตายอยู่กลางป่าไม่มีใครเห็น ก็ถูกสัตว์กินไป ถึงยังมีชีวิตอยู่ก็อยู่ด้วยความยากลำบาก

สาเหตุแห่งการมีชีวิตนี่นะ เหตุปัจจัยที่จะให้มีชีวิตสืบต่อนี่เป็นไปได้โดยยาก คือต้องมีอาหารพอเพียง มีน้ำพอเพียง มีความอบอุ่นพอเพียง มีความเย็นพอเพียง มีเครื่องป้องกันเหลือบยุงริ้นไร นอนกลางแจ้งสักวันคืนหนึ่ง สองวันสามวันน่ะ ยุงกัดตายเลย สาเหตุแห่งการสืบต่อของชีวิตเป็นไปได้โดยยาก แต่สาเหตุแห่งความตายน่ะเป็นไปได้ง่ายดาย

ฉะนั้น เราอยู่แต่ละวันอย่าประมาทในชีวิต โอกาสที่เกิดมาเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนานะ มีค่าตรงไหน มีค่าตรงที่จะได้ฝึกฝนจิตเราให้รู้ความจริง โดยความจริงแล้วไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่าง อุปาทานมันไปยึดมั่นเอาไว้ มีเราเป็นคนนี้ชื่อนี้ ๆ อุปาทานก็ยึดเอาไว้ ความจริงไม่มีเลย ต่อให้เป็นคนชั้นสูงแค่ไหน พระมหากษัตริย์ในครั้งโบราณที่ปราบไปทั่วสิบทิศก็ตายหมด ตายหมดจนเดี๋ยวนี้หากระดูกยังไม่รู้ที่ หากระดูกไม่เจอ ก็เรียกกันไปว่าเออ พระมหากษัตริย์องค์นั้นนะปราบไปได้สิบทิศ เรียกผู้ชนะสิบทิศ แต่ว่าแพ้ในทิศที่ ๑๑ คือว่าแพ้ใจตัวเอง แพ้ใจตัวเองตรงไหน ก็เป็นทาสของความโลภ แพ้ความโลภ แพ้ความโกรธ แพ้ความหลง ตีได้เมืองหงสาวดีแล้ว ก็อยากไปตีเมืองตองอูอีก ตีได้เมืองตองอูอยากไปตีได้เมืองอังวะอีก ได้เมืองอังวะอยากไปได้เมืองเชียงใหม่ ตีได้เมืองเชียงใหม่อยากไปได้กรุงศรีอยุธยาอีก แพ้ความโลภ ชนะไปสิบทิศแต่ว่าแพ้ในทิศที่สิบเอ็ด แพ้ความโลภ แพ้ความโกรธ ใครขัดใจไม่ได้ โกรธ

เราผู้ปฏิบัติธรรมน่ะ มาปฏิบัติเพื่อเป็นผู้แพ้สิบทิศ ในบทประพันธ์เขาชื่อจะเด็ด เป็นผู้ชนะสิบทิศ แต่เราชื่อจะดับ แล้วก็เป็นผู้แพ้สิบทิศ คือยอมแพ้ผู้อื่น แต่มาชนะทิศที่ ๑๑ น่ะ มาชนะให้ได้ ทิศที่ ๑๑ คือใจตัวเอง มาชนะความโลภความโกรธความหลง ในใจตัวเอง ข้างนอกเราไม่ต้องไปเอาชนะเขาหรอก ยอมแพ้ก็ได้ เขาด่ามาก็เกิดโกรธขึ้นมา เออพ่อเรายังไม่ด่าเราขนาดนี้เลย มันมาด่าเรายังงี้ได้ไง พ่อเรายังไม่ด่าเราขนาดนี้ ก็ยกให้มันใหญ่กว่าพ่อเรา ก็ให้มันด่าได้ ยกให้มันใหญ่กว่าพ่อไปซะ ยอมแพ้มัน มันก็ด่าได้เองแหละ แพ้ข้างนอก แต่มาชนะข้างใน ชนะใจตัวเอง

ความจริงเสียงด่าเสียงชมเป็นมายาภาพ คำชมคำด่าสักแต่ว่าเป็นภาษาที่สมมุติขึ้นมา เราไปให้คุณค่าความหมายมัน เรายอมเป็นสุขเวลาเขาชม ก็ต้องเป็นทุกข์เวลาเขาด่าเราได้ ถ้าเราไม่อยากเป็นทุกข์เวลาใครเขาด่า เวลาใครเขาชมก็อย่าไปเป็นสุขกับมัน ต้องกำหนดให้เห็นมายาตั้งแต่ตอนเขาชม เวลาใครเขาชมต้องดูให้มันเป็นมายาไว้ ภาษานี่มันเป็นมายา คำชมน่ะ เวลาเขาด่ามาเราก็เห็นมันเป็นมายาได้ เพราะอะไรล่ะ เราจะละความยึดมั่นถือมั่นต้องละตรงเหยื่อของโลกให้ได้ คนเราที่ติดโลก ไม่ได้ติดตรงเบ็ดแต่ติดตรงเหยื่อ ไม่มีปลาตัวไหนตั้งใจจะกินเบ็ด ไม่มีเลย ปลานี่มันตั้งใจกินเหยื่อ กินเหยื่อแล้วมันติดเบ็ด เราต้องตัดใจสละเหยื่อให้ได้ ถ้าเบื่อหน่ายทุกข์ ก็ต้องละความผูกพันยินดีในสุข ละที่ไหนล่ะ ก็ละที่ใจ เห็นความเกิดดับ เห็นความไม่เที่ยง

มีคนเขาถามว่าโยมน่ะสุขภาพจะแข็งแรงไปถึงไหน ก็บอกว่าสุขภาพแข็งแรงไปจนป่วยน่ะโยม และถามว่าจะป่วยไปถึงไหนล่ะ ก็ป่วยไปจนถึงแข็งแรงนั่นแหละ ก็อยู่อย่างนี้แหละ จะไปเอาอะไรกับมัน มันเกิดมันดับ ถามว่าจิตโยมจะผ่องใสไปตลอดไหม ตอบเขาว่าผ่องใสไปจนมันฟุ้งซ่านจนมันเศร้าหมองแหละ แล้วมันจะเศร้าหมองไปนานไหม ก็เศร้าหมองไปจนมันผ่องใสแหละ

จิตมันก็ไม่เที่ยง เรามาปฏิบัตินะ อย่าไปหวงแหนสงวนจิตที่ผ่องใส เราปฏิบัตินะ เพื่อให้จิตมันผ่องใสก็จริงอยู่ แต่ก็อย่าไปหวงแหนมัน ต้องรู้ว่ามันไม่เที่ยง จะได้ไม่ต้องไปมีอัตตา ในความที่ว่า เรานี่ผ่องใสแล้ว เรานี่หลุดพ้นแล้ว ต้องไปแบกหาบความหลุดพ้นอีก พอแบกความหลุดพ้น ใครกระทบกระทั่งไม่ได้แล้ว ไปไหนใครไม่ให้เกียรติก็โกรธแล้ว ทำไมกูหลุดพ้นถึงขนาดนี้ไม่ยอมให้เกียรติกูวะ กิเลสมันมาขี่ขึ้นไปอยู่บนหัวแล้ว จิตมันก็เป็นมายา เกิดดับไม่เที่ยง เศร้าหมอง ผ่องใส เปลี่ยนไปตามอาการ ถ้าเราหวงแหนจิตที่ผ่องใส ก็ไม่พ้นทุกข์หรอก ปฏิบัติไปเท่าไหร่ก็ไม่พ้นทุกข์หรอก ดูมันเกิดดับ ดูมันไม่เที่ยง ยอมรับได้ว่า มันไม่เที่ยงน่ะจะพ้นทุกข์ มันไม่มีตัวเราของเรา

ในจิตก็ไม่มีตัวเราของเรา บังคับบัญชาไม่ได้ มันเป็นอนัตตา เป็นอนัตตาเพราะอะไรล่ะ มันฝืนความปรารถนา มันว่าไม่ฟัง มันบอกไม่เชื่อ ของที่มีอาการอย่างนี้มันคืออนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเราจริง จะไปยึดมันให้เป็นอุปาทานก็เป็นทุกข์นะ ยึดไปถึงเมื่อไหร่ก็ทุกข์เท่านั้นแหละ แล้วจะยึดตอนไหนล่ะ มันจะหลอกให้เราไปยึดตอนมันผ่องใสนั่นแหละ ตอนมันผ่องใสมันดึงเราให้ไปยึดแล้ว กว่าเราจะเบื่อตอนที่มันเศร้าหมอง ก่อนที่เราจะเป็นทุกข์เวลาจิตมันฟุ้งขึ้นมาน่ะ เพราะมันไปเพลินเวลาจิตมันสงบ หลงไปเสพมัน มีอัตตามีอุปาทานขึ้นมา การปฏิบัติสติปัฏฐานตอนฐานจิตในจิต ท่านถึงสอนให้รู้แจ้งจิตทุกประเภท รู้แล้วก็ไม่เกาะเกี่ยว

ก็หรือสติว่าจิตมีอยู่ เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่ารู้ แต่เพียงสักว่าอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ไม่ข้องอยู่ด้วย ไม่ยึดถืออะไรในโลกด้วย โลกก็อยู่ที่ไหนล่ะ โลกก็อยู่ที่กายยาววาหนาคืบ ขันธ์ ๕ น่ะ กายและจิต ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ นี่แหละ มันไม่มีอะไรหรอก ถ้าถอนอุปาทานออกได้มันไม่มีอะไร อุปาทานมาบังตา อุปาทานที่หนาอย่างแรกนะคือ สักกายทิฏฐิ กิเลสตัวหยาบเลยสักกายทิฏฐิ สักกายทิฏฐิคืออะไร คือมองอย่างที่เราอยากให้มันเป็น นั่นแหละสักกายทิฏฐิ ปุถุชนทั้งหลายมันไม่เห็นแจ้งธรรม เพราะมันมองทุกสิ่งอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น มองแต่ความเจริญ มองแต่ความสวยงาม มองแต่ตรงหอม ไม่มองตรงเหม็น มองแต่ตรงที่เจริญ ไม่มองความเสื่อม มองแต่ตรงที่เกิด ไม่มองตรงที่ตาย คนทำให้เกิดกับคนทำให้ตายก็คือคนเดียวกัน ถ้าไม่เกิดก็ไม่ตาย เกิดมาก็เอาความตายมาด้วย เกิดเพื่อดับ

พอมองให้ตลอดสายนะ ปัญญามันจึงเกิด อย่าไปกลบเศษแก้วไว้ด้วยขี้เถ้าอยู่นะ เราโดนสักกายทิฏฐิบังน่ะ ปัญญามันไม่เกิด เพราะมันไม่ยอมมอง ปัญญาไม่เกิดเพราะมันไม่ยอมมองความเสื่อม มันไม่แจ้งว่าความเกิดกับความเสื่อมเป็นอันเดียวกัน มันไม่มีสิ่งใดน่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจ ที่ไหนมีความเกิดที่นั่นมีความดับ เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ ยึดไว้ก็ทุกข์มาก ยึดมากก็ทุกข์มาก อย่าไปฝืนความจริง เวลาของสองสิ่งมันจะจากกัน ถ้าเราไปยึดไว้ด้วยมือมือจะขาด ยึดไว้ด้วยใจใจก็จะขาด เพลงมันร้องว่า ใจจะขาดแล้วเอ้ย

มันทุกข์ ทุกข์แล้วก็ไม่ยอมละ ผู้ที่ไม่ยอมละก็จองทุกข์ไป จองไป จองทุกข์จองยากไป ไม่รู้จักละ ไม่มีตัวละ เห็นโทษแล้วไม่ละ มีปัญญาเห็นโทษแล้วไม่ละ ไม่สละ ไม่ถอนอุปาทาน ปัญญามันเห็นแจ้งความเป็นมายาแล้ว แต่จิตมันไม่ถอนอุปาทานออกมา ไปยึดต่อไป ทุกสิ่งเป็นมายาภาพ คนมาเจอกันมารวมกัน ก็เป็นมายาภาพ มาแล้วก็ไป เจอแล้วก็จากกันไป อยู่แล้วก็ตายไป คนเราน่ะเดินไปทางทิศเหนือ ทิศตะวันตก ทิศตะวันออก ทิศใต้ก็ตามที แม้จะเดินไปต่างทิศกันน่ะแต่จุดหมายปลายทางอันเดียวกันคือป่าช้า ท้ายที่สุดนะ จุดหมายปลายทางคือป่าช้า อันเดียวกัน เดินไปในทิศต่างกันก็จริงนะแต่จุดหมายปลายทางที่เดียวกัน ควรเบื่อหน่ายควรคลายกำหนัด เห็นอย่างนี้มันไม่ควรยึดมั่น ไม่ใช่ของเราจริง

เราเกิดมาได้พบพระพุทธศาสนาน่ะ กำไรชีวิตที่สุดคือได้มารู้ความจริงแล้วก็ถอนอุปาทานซะ ในใจเรานะเป็นของเราไม่มีใครมาบังคับเราได้เลย จะมาบังคับให้เรายึดนี่ไม่ได้เลยถ้าเราไม่ยึดน่ะ จะบังคับให้เราทุกข์ไม่ได้ถ้าเราไม่ยึดมัน เราไปหวงมันเอาไว้เอง ถ้ายึดแล้วมันได้อย่างใจยึดมันก็น่าจะยึด ยึดแล้วมันก็ไม่ได้ ถึงเวลามันก็ผุพังไป ถึงเวลาก็ต้องจากกัน พ่อแม่ลูกเมียที่เขาตาย ๆ จากกัน เขาก็รักกันทั้งนั้นแหละ ไม่อยากให้ต่างคนต่างตายหรอก มันก็ตายกันทั้งโลก เพราะอะไร เพราะยึดแล้วมันไม่ได้อย่างยึด ถ้ายึดแล้วมันได้อย่างใจยึดมันก็น่าจะยึด ยึดแล้วก็ไม่ได้ ยึดไว้ก็ทุกข์เปล่า สังขารมันก็ทำงานของมันไป ตั้งแต่เกิดมามันก็บ่ายหน้าไปสู่ความตาย มันทำงานหน้าที่นี้อย่างซื่อตรงซื่อสัตย์ ตั้งแต่เกิดมาก็บ่ายหน้าไปสู่ความตายเลย ซื่อสัตย์ซื่อตรง ไม่มีอะไรหยุดยั้งมันได้ อุปาทานที่มายึดในสังขารน่ะ เรามายึดฟรี ๆ มันทุกข์เปล่า ๆ ถอนอุปาทานได้มากเท่าไหร่ก็หมดทุกข์เท่านั้นแหละ

ในอนัตตลักขณสูตรและในอาทิตตปริยายสูตร ท่านก็บอกไว้ พระสาวกที่ท่านหมดอาสวะเพราะอะไร เพราะไม่ยึดมั่นไว้ด้วยอุปาทาน คือเห็นความจริงแล้วไม่ไปฝืน คนทั่วไปนี่ฝืนอยู่ในใจน่ะ กูไม่ยอม กูไม่ยอม ไม่ยอมก็ไม่ยอม แต่ว่าธรรมชาติมันก็เป็นของมันไป มันไม่มาเอาใจคนโง่หรอก เราโง่เท่าไหร่มันก็ทุกข์เท่านั้น ไม่มีดวงตาปัญญา ธรรมชาติมันก็ไม่เกรงใจคนโง่สักคน คนไหนบรรลุรู้แจ้งเห็นจริงอย่างพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกทั้งหลาย มันก็ทำอะไรไม่ได้ ท่านหมดอุปาทานแล้ว ท่านไม่ได้ยึดว่าอะไรเป็นของท่าน เห็นความจริงแล้วยอมรับความจริง มันเป็นธาตุ มาประกอบกันชั่วคราว

เรื่องที่เราว่ามันใหญ่โต เป็นเรื่องใหญ่โต กลุ้มอกกลุ้มใจ พอผ่านไปสักร้อยปีก็ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ผ่านไปอีกร้อยปี หมด ไม่มีเรื่องอะไรเลย ชื่อยังจำไม่ได้ว่าเคยมีคนนี้อยู่ในโลก กระดูกยังแทบหาไม่ได้ ผุเป็นขี้เถ้าหมด ไม่มีอะไรหรอก ถ้ายังมีอะไรอยู่ เราเกิดมาก็ลำบากแล้ว มันไม่มี มันแตกดับฉิบหายทำลายหมด ถ้าสิ่งทั้งหลายยังเป็นของคนที่เกิดมารุ่นก่อน ๆ ไม่เลิกน่ะ เราเกิดมานี่ซวยเลย เกิดมารุ่นหลังนี่ซวยเลย ไปตรงไหนก็มีเจ้าของหมดแหละ ซวยเลย แต่นี่มันเอาไปไม่ได้ ตายไปแล้วก็ แม้แต่เงินใส่ปากศพ สัปเหร่อก็ยังควักล้วงเอาไปเลย ไม่มีสมบัติเป็นของตัวเองหรอก ไม่มีอะไร

คนไร้ปัญญาก็มาโดนหลอกอยู่ในโลกนี้ มาคิดว่าเป็นที่อยู่ ไม่ใช่ที่อยู่หรอก หลวงพ่อใหญ่ชอบพูดว่า โลกนี้ไม่ใช่ที่อยู่เน้อ มันเป็นเพียงที่อาศัย คนไหนฉลาดก็มาอาศัยสร้างบารมี สร้างบารมีเพื่อความหลุดพ้น พ้นทุกข์ ถอนอุปาทาน อาศัยปฏิบัติ เจริญสติปัฏฐาน เพื่อถอนอุปาทาน หมดอุปาทานเมื่อไหร่ก็หมดทุกข์ โลกมันก็มีอยู่อย่างนั้นแหละ พระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่ได้มาเปลี่ยนโลก พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสรู้ท่านก็ไม่ได้มาเปลี่ยนโลก โลกมันก็เกิดแก่เจ็บตายวันยังค่ำของมันแหละ ร้อยปีพันปีมันก็เป็นอย่างนี้ ท่านมาถอนอุปาทานที่ใจท่าน

การมาปฏิบัติธรรมนี่มันง่ายที่สุด เพราะมันไม่ต้องไปจัดระเบียบโลกเลย มาจัดระเบียบใจตัวเอง ไม่ต้องเที่ยวไปชนะตั้งสิบทิศ ไปชนะสิบทิศก็ตายอยู่ดี หากระดูกยังไม่เจอ ผู้ชนะสิบทิศยังหากระดูกไม่เจอไม่รู้ผุไปอยู่ตรงไหน ตายหมด แพ้ในทิศที่สิบเอ็ด แพ้ใจตัวเอง มัวแต่ไปปราบคนอื่น ตัวเองโดนกิเลสขี่หัวอยู่มันไม่ได้ปราบ ใช้เป็นแต่อาวุธที่เป็นเหล็ก เป็นของแหลม เป็นของคม อาวุธคือปัญญาไม่ได้ใช้ อาวุธคือศีล สมาธิ ปัญญาไม่ได้ใช้ อาวุธคือศีล สมาธิ ปัญญาน่ะ เอามาใช้แล้วมันดับทุกข์ที่ใจตัวเอง ดับทุกข์ได้ พอดับทุกข์ได้แล้วใจเราร่มเย็นเป็นสุข เมื่อใจเราร่มเย็นเป็นสุขคนหนึ่งแล้วนะ สามารถทำให้คนรอบข้างเราร่มเย็นเป็นสุขตามได้ร้อยคนพันคน คนไหนเชื่อเราเอาไปใช้ตาม เขาก็ร่มเย็นเป็นสุขตาม ถ้าปอกมะพร้าวเป็นลูกหนึ่งนะ ลูกอื่นก็เหมือนกัน ลูกอื่นก็อย่างนี้แหละ ปอกอย่างนี้แหละ เราฝึกฝนจิตของเราให้ร่มเย็นเป็นสุขด้วยศีลสมาธิปัญญาได้นะ เริ่มร่มเย็นเป็นสุขที่ใจเราก่อน ต่อไปโลกนี้ก็จะเริ่มร่มเย็นเป็นสุขไปเรื่อยแหละ อาวุธคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไปเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขต่อชาวโลก แต่อาวุธที่เป็นมีด เป็นดาบน่ะ ไปที่ไหนก็ร้อนที่นั่น มีแต่น้ำตา มีแต่เลือด

ฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสิ่งอัศจรรย์ยิ่ง ท่านแสดงธรรมะเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชาวโลกจริง ๆ เราได้มีโอกาสมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาอาศัยครูบาอาจารย์ที่สร้างสำนักไว้ให้เรามาปฏิบัติธรรม พวกเราได้กำไรชีวิตมาก

ชีวิตมนุษย์มันเป็นของน้อยนิดหน่อยรวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดขึ้นมาแล้วจะไม่ตายไม่มี

ชีวิตคนมันไม่แน่ ไอ้หนุ่มคนหนึ่งยืนคุยกับแฟนที่ป้ายรถเมล์ พอดีมีเหตุการณ์คนตีกัน พวกวัยรุ่นยิงปืนมาโดนเจาะข้างหลัง ลูกซองซะด้วย ตัดขั้วหัวใจ ไม่ได้ออกไปรบกับใครเลย คุยกับแฟนอยู่ป้ายรถเมล์ก็ต้องตาย ฉะนั้นความตายน่ะเราไม่รู้ อย่าประมาทในชีวิต รู้ว่าตายแน่ แต่ไม่รู้ว่าตายเมื่อไหร่ สังขารร่างกายก็เป็นทุกข์เป็นโทษ อย่างหลวงพ่อใหญ่ร่างกายท่านก็ลำบาก ร่างกายอายุมากขึ้นสังขารเสื่อม ต้องเจาะท้องเจาะคอ คือสังขารน่ะมันเป็นโทษ แต่ท่านก็มีธรรมะรักษาจิตของท่านแล้ว ฉะนั้นเราน่ะที่เป็นลูกศิษย์ เราก็ต้องหาธรรมให้ได้ก่อนที่ทุกข์ใหญ่จะมา เราก็ต้องเตรียมพร้อมให้เต็มที่ ธรรมะต้องบำเพ็ญให้เกิดในใจเรา เตรียมพร้อมเอาไว้

มีคนเขาถามอาตมาว่า บวชทำไมตั้งแต่หนุ่มน่ะ บอกว่าบวชเตรียมตัวตาย บวชมาเตรียมตัวตาย คนเราเกิดมามันตายแน่ ของที่หากันในทางโลกน่ะตายแล้วไม่ได้เอาไปเลย ทรัพย์สมบัติเป็นแสนเป็นล้าน ตายแล้วไม่ได้เอาไปเลย เอาไปได้แต่บุญบารมี กุศลบารมี ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เราบำเพ็ญขึ้นมาที่จิตน่ะเอาไปได้ ฉะนั้นที่บวชมานี่บวชมาเตรียมตัวตาย ตายไปแล้วมันจะได้มีบารมีติดตัวไป ไม่เสียทีที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนายังเจริญรุ่งเรืองอยู่ บ้านเมืองก็สงบไม่มีสงคราม เป็นกาลเป็นสมัยที่ควรจะประพฤติธรรม เกิดไปอีกกี่ชาติ กี่ชาติจะได้เจอบรรยากาศอย่างนี้อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่แหละเราบวชมานี่เตรียมตัวตาย บำเพ็ญธรรม เป็นของเอาไปได้ ทรัพย์สมบัติที่ดินร้อยไร่พันไร่ไม่ได้เอาไป

เพศฆราวาสน่ะ เริ่มทำมาหากินตั้งแต่หนุ่ม สร้างเนื้อสร้างตัว เก็บเล็กผสมน้อย สะสม พอเริ่มจะมีฐานะ ก็ใกล้จะตายเสียแล้ว มันไม่จบ ตอนหนุ่ม ๆ ไม่มีสมบัติ ไม่มีอะไรก็เป็นทุกข์ กลุ้มใจกลัวไม่มีจะกิน กลัวลูกไม่พอกิน กลัวลูกไม่พอใช้ อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบ ลำบากลำบนทำมาหากินเก็บเล็กผสมน้อย พอเริ่มมีฐานะขึ้นมา ก็ใกล้จะตายเสียแล้ว คือมันสะดุ้งไม่จบ ปัญหาไม่จบ แต่เรามาบวชมาปฏิบัติธรรมน่ะ ปัญหามันจบ ถ้าเรารู้ธรรมเห็นธรรมดับทุกข์ได้น่ะมันจบ ถึงความตายมาก็สบาย ถ้าเรามีธรรมะ ความตายมาก็สบาย ธรรมะเป็นที่พึ่งได้ เป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้ เหมือนหลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อใหญ่ท่านชราแล้วเหมือนเกวียนเก่าแต่ว่างานท่านเสร็จนะ พวกเราเกวียนใหม่แต่ยังมีงานคั่งค้างอีกมากมายเลย

ฉะนั้นเราก็ดูท่านเป็นตัวอย่าง สังขารร่างกายน่ะมันเป็นทุกข์เป็นโทษ ร่างกายน่ะ มันแก่มันเจ็บ เดินเข้าหาความตาย ร่างกายมันไม่เที่ยง แต่ท่านก็สบายของท่านแล้ว ท่านฝึกฝนธรรมะของท่านมาเต็มที่ ยังแต่เราน่ะ เราที่เป็นลูกศิษย์รุ่นหลังน่ะ เราก็ดำเนินไป เราดำเนินตามรอยท่านไป ตามรอยเท้าของท่าน นกมูลไถย่อมหากินในรอยไถอันเป็นที่หากินของบิดา จึงสามารถรอดพ้นหายนะจากเหยี่ยวโฉบได้ ฉะนั้น ถ้าเราอยู่ในร่องรอยของบิดาคือพระพุทธเจ้า ร่องรอยของครูบาอาจารย์เราน่ะ มีหลวงพ่อใหญ่เป็นองค์สำคัญ เราก็รอดพ้นจากมารได้ ร่องรอยอะไรล่ะ คือสติปัฏฐาน รอยอันเป็นที่ทำมาหากินของบิดา นกรอยไถน่ะหากินในรอยไถ เราผู้ปฏิบัติธรรมก็เหมือนกันอาศัยเจริญสติปัฏฐาน เป็นที่พึ่งได้ พ้นจากความเดือดร้อนได้

เรากำหนดที่จิตน่ะ อารมณ์ทั้งหลายมันก็ลงตรงนั้นน่ะ ความยินดียินร้าย ใจเศร้าหมองใจผ่องใส กำหนดที่จิตเรา ที่หัวใจเต้น มาออกที่สมอง มาออกหัวคิ้ว กำหนดไปแล้วก็วางไป ๆ เป็นอะไรก็สักว่า สักว่ากำหนด อย่าไปยึด เป็นอะไรก็กำหนดดูไป เป็นผู้ดู สักว่าอาศัยระลึก อารมณ์ทั้งหลายก็มีแค่นั้นแหละ ผ่านมาผ่านไป เกิดดับ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ถ้าเราเห็นแจ้งตรงนี้เราก็คุมอารมณ์ได้ มันทุกข์เท่าไหร่ก็ดับหมดแหละ สุขเท่าไหร่ก็ดับไป ไม่มีอยู่คงทนตลอดเลย ไม่มีเลย เรากำหนดดูไป อะไรมันก็ดับหมด มันไม่อยู่ตลอด ทุกข์เดือดร้อนแค่ไหน มันก็ดับไปจนได้ แล้วมันก็ผ่านไป สุข โอ้โห สุขจริง ๆ ดีใจจริง ๆ แล้วมันก็ผ่านไป เดี๋ยวก็ลืมแล้ว เรื่องที่เป็นสุขมาก ๆ เดี๋ยวนึกขึ้นมาก็นึกไม่ออกอีก ท้ายที่สุดมันผ่านไปหมด ไม่มีอะไรจริงจัง

คือถ้าเรากำหนดที่ปัจจุบันอารมณ์ได้น่ะ มันจะเห็นความไม่เที่ยงตลอด ที่เราไม่เห็นความไม่เที่ยง เพราะเรามองตามมันไป มองตามความปรุงแต่งตามมันไปในอดีต เหมือนกับเราไปนั่งอยู่ที่ข้างถนน ถ้าเราหันคอตรง ๆ รถผ่านมาปุ๊ปแล้วก็ไป ๆ จะไม่เห็นรถเป็นคัน ผ่านมาแล้วก็ไป ผ่านมาแล้วก็ไป ถ้าจะเห็นรถเป็นคัน เราต้องมองตามมันไป หันคอมองตามมันไป นั่นคือจิตเราตกจากปัจจุบันอารมณ์ ตกจากฐาน มันก็เลยเห็นเป็นมีเรื่อง มีเรื่องรัก ๆ ชัง ๆ เฝ้ากังวล มีเรื่องเป็นเรื่อง ถ้าจิตเรากำหนดอยู่ในปัจจุบันนะ มันไม่มีเรื่องหรอก มีแต่เกิดดับ ลองไปนั่งข้างถนนดูเถอะ หันคอตรง ๆ อย่าหันไปตามรถ รถมันผ่านมาแล้วก็ไป เรามองไม่เป็นคัน มันผ่านมาแล้วก็ไป ผ่านมาแล้วก็ไป คันนี้มาแล้วก็ไป คันนี้มาแล้วก็ไป นั่นแหละเหมือนกันนะ

อุปมาฉันใดก็เหมือนกัน การที่เรามากำหนดในฐานนะถ้าจิตมันตั้งอยู่ในปัจจุบันขณะ มันไม่มีเรื่องหรอก มันมีแต่ความเกิดดับ มันไม่เป็นเรื่อง ที่เป็นเรื่องนะ เพราะเรามองตามไป ตามไปในอดีต เพ้อฝันไปในอนาคต วาดวิมานขึ้นมา ถ้ากำหนดจิตในปัจจุบันตามฐานแล้ว ไม่มีเรื่องเลย มีแต่ความเกิดดับ นั่นแหละอุปมาให้เห็นง่าย ๆ เหมือนกับเราไปนั่งมองข้างถนน ถ้าเราไม่แหงนคอตามรถไปนะ มองไม่เห็นเป็นคันหรอก มองตรงไปข้างหน้า ตั้งคอมองตรงไปทิศเดียว อย่าไปแหงนตามรถนะ เห็นรถไม่เป็นคัน มันไม่เป็นเรื่อง คนนั่งมีกี่คนมีผู้หญิงบ้างผู้ชายบ้างจะมองไม่ถนัด มีสาวสวยกี่คนมีหนุ่มหล่อกี่คนมองไม่เห็นถนัดหรอก ไม่มีเรื่องเลย อุปมาฉันใดก็ฉันนั้น เวลาจิตเรากำหนดที่ปัจจุบันขณะ ที่ตามฐาน มันก็จะเห็นกันนะ ที่ว่ามันเห็นความเกิดดับ เพราะมันไม่มีอะไร มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มันไม่มีเรื่อง เขาถึงเรียกว่ามันเห็นความเกิดดับ เห็นอย่างนี้ เพราะจิตไม่ตามเรื่องไปอดีต เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมากระทบขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป กระทบขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป ทีนี้ถ้าว่า สติเราไม่คมในปัจจุบันอารมณ์น่ะ ก็เลยเห็นว่าเป็นเรื่อง มีเรื่อง เสียงพูดก็เหมือนกัน พูด ๆมาแล้ว พอมากระทบหู แล้วก็ดับไป

สมมุติเขาจะด่าเราแรงแค่ไหนนะ มันก็ดับไป ที่ได้ยินอยู่ในใจน่ะเราเอาไปท่องเสียเองนะ ไม่ใช่เขาด่าแล้ว เราไปท่องเสียเอง มันว่ากูอย่างนี้ มันว่ากูอย่างนี้ มันว่ากูอย่างนี้ เราท่องของเราเองนะ ที่เขาด่าเรามันดับไปแล้ว จะไปโทษคนด่าไม่ได้ ต้องโทษตัวเองที่เราเอามาท่อง เหมือนกับคนเดินเท้าเปล่าไปเหยียบหนาม คนฉลาดก็พลิกเท้าขึ้นมาดึงหนามออกแล้วก็ทิ้งไป คนโง่ทำไงล่ะ คนโง่ดึงหนามออกแล้วก็ทิ่มกลับเข้าไป ดึงหนามออกแล้วก็ทิ่มกลับเข้าไป คือว่าเอามาท่องนะ มันด่ากูอย่างนี้ มันด่ากูอย่างนี้ ยอมไม่ได้ มันด่ากูอย่างนี้ เราเอามาด่าตัวเองน่ะ ไปโทษคนด่าเขาไม่ได้ เสียงด่าเขามันดับไปแล้ว เสียงเขาดับไปนานแล้ว ดังนั้นเราด่าตัวเองตอนนี้ ตอนที่ไปนั่งในห้องแล้วยังโกรธเขา ตอนนั้นเราด่าตัวเองแล้ว ไปโกรธคนอื่นไม่ได้แล้ว ต้องมาโกรธตัวเองที่ไม่ฝึกจิต ไม่ตั้งจิตอยู่ในฐานปัจจุบันอารมณ์ มันไปเก็บอดีตอารมณ์มา จะไปโทษคนอื่นไม่ได้ ต้องมาโทษตัวเองที่ไม่ฝึกจิตให้ดี ไปโทษคนอื่นก็ผิดแล้ว โทษผิด เหมือนคันขาไปเกาหัวนะ ไม่หายคัน เราผิดเอง กลับไปโทษคนอื่น เรากำลังด่าตัวเอง แต่ไปโทษคนอื่น ว่าเขาด่าเรา มันผิดแล้วละ

การเจริญสติปัฏฐานน่ะ ปัญญามันบอกให้เราเห็นอย่างนี้ ว่ามันไม่มีจริงมันเป็นมายา อารมณ์ทั้งปวงนะ ที่ทำให้คนยินดียินร้าย เป็นมายาทั้งนั้น เพราะความที่ว่า ไม่มีสติไปเจาะ ไม่มีปัญญาไปทะลวง มันจึงเกิดความยินดียินร้ายขึ้นมา จึงไม่พ้นทุกข์ไปได้ ไม่พ้นทุกข์หรอก เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ถ้าจิตยังไม่รู้อริยสัจแล้วไม่พ้นทุกข์ ไม่ได้เจริญสติปัฏฐานแล้วไม่พ้นทุกข์ เพราะมันไม่มีภาวนามยปัญญามาเห็นแจ้งความจริง นี่มันเรื่องความจริงข้างในเลยนะ ข้างในที่อารมณ์เกิด ที่อายตนะกระทบกัน เราจะเห็นในภาคปฏิบัติ เจริญสติปัฏฐานมันจะเห็น ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบโผฏฐัพพะ ใจกระทบธัมมารมณ์ จะเห็นมันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป หาตัวตนไม่เจอ เลยเจอแต่ความว่าง ว่างจากไหน ว่างจากอุปาทานความยึดมั่น เราเป็นคนไปตั้งเป้าให้ทุกข์มันระดมยิง เขามีปืนนะเขายิงไม่ถูกเลยถ้าเราไม่ตั้งเป้าเอาไว้ ตั้งเป้ายังไงล่ะ ตั้งอุปาทานไง ไปยึดอะไรไว้มั่งว่าอะไรของกู นั่นแหละตั้งเป้าไว้ให้เขาแล้ว ตั้งเป้าไว้ให้เขายิง ยึดไว้มากก็เป้าใหญ่

ดูไปดูมา ไม่รู้ที่จะไปโทษคนอื่นได้เลย ต้องโทษตัวเอง เวลาทุกข์ขึ้นมาอย่าไปโทษคนอื่น โทษคนอื่นน่ะผิด ต้องโทษตัวเราที่ไม่รู้อริยสัจ โทษคนอื่นไม่ได้หรอก โทษตัวเองที่ไม่รู้อริยสัจ ไม่มีดวงตาเห็นธรรม ไม่รู้ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา ไม่รู้ พอไม่รู้มันก็มีปัญหา ไปอยู่ไหนก็มีปัญหา มีแต่ปัญหา มีปัญหาเพราะอะไร เพราะว่าคิดแต่จะไปเอาชนะคนอื่น ไม่คิดจะมาเอาชนะใจตัวเอง อยากจะเป็นอย่างจะเด็ด ผู้ชนะสิบทิศ เป็นขี้ข้ากิเลสไป เกิดแก่เจ็บตายไปร้อยชาติพันชาติ ไปเอาชนะคนอื่นน่ะ มันไม่ได้พ้นทุกข์เลย เกิดตายไปร้อยชาติพันชาติก็ไม่จบ เที่ยวไปเอาชนะคนอื่น มึงด่ามาหนึ่ง กูต้องด่าไปสอง มึงด่ามาสองกูต้องด่าไปสี่ จะได้ชนะมึง ไม่พ้นทุกข์หรอก เกิดแก่เจ็บตายไป ถ้ามาเอาชนะใจตัวเองน่ะพ้นทุกข์ได้ ยอมแพ้ภายนอก แล้วมาชนะภายใน

เวลาโดนเขาด่า อย่าไปโทษคนอื่น ว่าเขาปากจัด ต้องมาโทษว่า ทำไมเขาด่าแค่นี้เราทนไม่ได้ ถ้าโทษอย่างนี้แล้ว มันเก่งขึ้นทุกครั้งไป โทษคนอื่นมันไม่มีประโยชน์ทางธรรม โทษแล้วก็ได้แค่ฝึกตัวเองให้ปากจัดไป เก่งไปเก่งมาก็เก่งเท่าคนปากจัดน่ะ ฝึกให้ปากจัดนี่ ถ้าฝึกให้อดกลั้นน่ะมันยิ่งเข้าใกล้พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ยิ่งเข้าใกล้พระอรหันต์ทั้งหลายเข้าไปทุกที ถ้าฝึกให้ปากจัดน่ะ มันยิ่งเข้าใกล้สัตว์นรกสัตว์เดรัจฉานเข้าไปทุกที ไม่ได้ประโยชน์อะไร ไปชนะสิบทิศน่ะ จิตวิญญาณมันตกต่ำ ถ้ามาเอาชนะใจตัวเองนะ จิตวิญญาณมันสูงขึ้น ๆ จนพ้นทุกข์เข้าสักครั้งจนได้ เมื่อบารมีเต็ม มันก็พ้นทุกข์ พ้นความเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร เกิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้วเกิดอีก ไม่รู้จบ

ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด จนพระพุทธเจ้าท่านอุปมาไว้ว่า บุคคลที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ถ้าเก็บเอาน้ำตาที่ร้องไห้ไว้ ไม่ให้หายไปไหน จะมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ มันทุกข์ ทุกข์ไม่จบสิ้นจริง ๆ สำหรับคนที่ไม่คิดจะมาฝึกฝนจิตตัวเองให้เห็นแจ้งอริยสัจ ไม่จบสิ้น เขาเรียกว่า ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต กลับใจคือฟากฝั่ง คือความทุกข์ที่จะไปเอาชนะเขานะ เหมือนกับว่ายออกไปทะเลน่ะ ไม่จบหรอก ถ้ากลับใจมาเมื่อไหร่คิดจะมาเอาชนะตัวเองเมื่อไหร่จะเจอฝั่งเมื่อนั้นแหละ แต่คิดที่จะไปเอาชนะคนอื่นน่ะไม่เจอฝั่งหรอก ว่ายเข้าไปเถอะ ลอยคอไป ลอยคอไปในทะเลทุกข์น่ะ

ปุถุชนคนกิเลสหนา ไม่คิดมาฝึกตัวเอง คิดแต่จะไปจับผิดคนอื่น ไม่เคยมาจับผิดตัวเอง เพ่งโทษแต่คนอื่น ไม่เคยมาเพ่งโทษตัวเองเลย จึงทุกข์ไม่จบสิ้น เกิดกี่ชาติ กี่ชาติก็ไม่จบ เพราะอะไร เพราะตั้งจิตไว้ผิด ไม่พ้นทุกข์หรอก ตั้งจิตไว้ผิด เกิดมากมายไปกี่ชาติ ก็ทุกข์เท่านั้น ไปชนะใครเขาได้ ก็เท่านั้นแหละ เขาบอกว่า ผู้ชนะย่อมก่อเวร ชนะใจตัวเองดีกว่า มาฝึกใจเรา เป็นความสุขโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องเบียดเบียนใคร ไม่ต้องไปเป็นเวรกับใคร ไม่ต้องไปทะเลาะกับใคร ดูที่ใจเรา ว่าเรายังเลวตรงไหน เรายังชั่วตรงไหน ดูมัน ดูกิเลสตัวเองดีกว่า เที่ยวไปดูกิเลสคนอื่นไม่มีประโยชน์อะไร คนโง่คอยไปตามดูกิเลสคนอื่น คนฉลาดดูกิเลสตัวเอง ดูความชั่วตัวเองดีกว่า วางแผนจะไปเอาชนะคนอื่นน่ะมันไม่จบสิ้น มันไม่มีความจบหรอก ไม่จบ

เจงกิสข่านมันรบชนะเขาหมด เอเชียมันปราบได้หมด ไปจนถึงยุโรป ปราบได้หมดเลย แล้วมันก็ตายอยู่ดี มันก็ตาย อาณาจักรมันเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแล้ว ที่มันไปปราบเขาไว้ เขาก็เอาคืนหมดแล้ว พอมันตายเขาก็เอาคืนหมด ปราบใจตัวเองดีกว่า พูดถึงน่ะผู้ชนะสิบทิศแต่ว่ามันแพ้ในทิศที่สิบเอ็ด แพ้ใจตัวเอง เราน่ะแพ้สิบทิศก็ได้ แพ้มันทั้งสิบทิศนั่นแหละ แต่มาชนะทิศที่สิบเอ็ดให้ได้ ถ้าชนะได้นะ เป็นสุขอย่าบอกใคร พระพุทธเจ้าท่านก็มาชนะที่ใจของท่านน่ะ ไม่ได้ไปชนะที่ไหน พระอรหันต์ทั้งหลายก็มาชนะที่ใจของตน ไม่ได้ไปชนะที่ไหน อยู่สบาย ในวัดหนึ่งนะถ้าต่างคนต่างก็ตั้งใจจะมาเอาชนะตัวเอง มาปราบตัวเอง อยู่พันคนมันก็สงบทั้งพัน ถ้าคิดจะชนะคนอื่นน่ะ อยู่สองคนมันก็ทะเลาะกันไม่เลิก อยู่สองคนเท่านั้นแหละ ทะเลาะกันไม่เลิก ถ้าต่างคนต่างคิดจะเอาชนะใจตัวเองน่ะ อยู่พันหนึ่งมันก็สงบ ไม่ต้องไปดูที่คนอื่นหรอก ดูที่ใจของเรา หน้าที่แรกที่ต้องทำก็คือ แก้ไขตัวเราก่อน สอนตัวเองให้ดี เวลาไปสอนคนอื่น ก็จะไม่มัวหมอง มันก็เป็นสุข เกิดปีติ เกิดปีติยังไง มันไม่ละอายแก่ใจว่า ที่เราพูดไปน่ะตัวเองทำไม่ได้ ถ้าเราทำเองเสียก่อนแล้วค่อยไปสอน พูดไปมันก็เกิดปีติไปว่า เรานะทำได้แล้ว แล้วค่อยมาพูด

หลวงพ่อใหญ่จะพูดคำนี้เรื่อยแหละ ว่า พึงสอนตัวเองให้ดีเสียก่อน แล้วค่อยย้อนไปสอนผู้อื่นภายหลัง จึงไม่มัวหมอง คำนี้ได้ยินหลวงพ่อพูด แล้วมันซึ้งเข้ามาในใจว่า เออถ้าเราทำอย่างนี้แล้วได้ดีแน่ สอนตัวเองให้ดีเสียก่อน มัวแต่ไปสอนคนอื่นแล้ว ลืมสอนตัวเองน่ะ มันจะมีปัญหาภายหลัง หลวงพ่อใหญ่ท่านพูดไว้เป็นคติ ถ้าเราต่างคนต่างปฏิบัติเอาชนะใจตัวเองนะ อยู่ที่ไหนก็เจริญ อยู่ที่ไหนลาภสักการะก็ไม่ขาดแคลน เทวดาท่านพามาบำรุงผู้ปฏิบัติธรรม

วันนี้ก็ได้มีโอกาสมาปรารภธรรมะ สิ่งละอันพันละน้อย ก็หวังประโยชน์แก่ท่านผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ตั้งใจจะให้เกิดประโยชน์ สิ่งใดไม่เกิดประโยชน์ก็ขอขมาลาโทษด้วย ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายนี้ ขออ้างอิงอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองปกปักรักษาท่านผู้ปฏิบัติธรรม ให้ได้รู้ธรรมเห็นธรรม ได้เข้าถึงมรรค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ