๐๐๓๓ อรูปสมาธิ
กัณฑ์ที่ ๓๓ อรูปสมาธิ
๓๐-ก.ย.-๔๖
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองนั้น ขอนมัสการพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระศาสนา ขอกราบแทบเท้าไปยังพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ผู้สั่งสอนในภาคปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสวัสดีญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา
วันนี้วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้มีโอกาสมาพูดธรรมะในภาคปฏิบัติ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ธรรมะที่เราจะดับทุกข์ ดับอุปาทาน ก็ต้องมีสติและปัญญา ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดับทุกข์ไม่ได้ ต้องมีสติและปัญญา ร่างกายสังขารของเราก็ย่อมเป็นไปตามวิถีสมมุติของโลก กายกับวาจาก็เป็นไปตามสมมุติโลก คำพูดทั้งหลายภาษาทั้งปวงเป็นสมมุติทั้งนั้น ย่อมเป็นไปตามสมมุติ เขาสมมุติว่าอย่างนี้ไพเราะ อย่างนี้ไม่ไพเราะ อย่างนี้เป็นคำด่า อย่างนี้เป็นคำชม สมมุติทั้งนั้น กายกับวาจาเราก็ทำไปตามสมมุติ ถ้ากายกับวาจาเราไม่ทำไปตามสมมุตินี่ จะเป็นทุกข์มาก จะมีเรื่องมีราวมาก เพราะจะต้องไปกระทบกระทั่งกับชาวโลกมากมาย ฉะนั้นกายกับวาจาเราต้องเป็นไปตามสมมุติ แต่จิตเรานี่ต้องเป็นไปตามปรมัตถ์ ถ้าจิตไปติดสมมุติก็ทุกข์มาก การที่เรามาปฏิบัติธรรมนี่ เพื่อจะให้จิตเราพ้นจากสมมุติไปสู่ปรมัตถ์ เรามากำหนดเพื่อให้เห็นความจริง เห็นของจริงของแท้
ภาษาโลกนี่พูดไปตามสมมุติ เจอกันก็ต้องบอกว่า เออ สบายดีเหรอ ขอให้มีอายุวัณโณสุขังพลัง ขอให้อายุยืนร้อยปีนะ ขอให้ผิวพรรณวรรณะเหมือนทองคำนะ ขอให้สวยจนใคร ๆ เหลียวมองนะ วาจานี่ก็ต้องพูดไปตามสมมุติ คนฟังเขาก็ชอบ แต่โดยความจริงแล้วคนเรามันตายได้ทุกลมหายใจเข้าออก ชีวิตไม่เที่ยงแท้แน่นอน เกิดมาก็เอาความตายมาด้วย จะเดินไปทิศไหน ๆ ถึงจะไปต่างทิศกัน แต่จุดหมายปลายทางก็คือป่าช้าเหมือนกันหมด อันนี้คือความจริง ความจริงที่บางทีเราก็เอามาพูดกันไม่ได้ เขาไม่อยากฟัง ก็ต้องพูดไปตามสมมุติ เออ ขอให้โยมอายุยืนร้อยปีนะ อันนี้กายกับวาจาต้องเป็นไปตามสมมุติ แต่ใจเราน่ะควรเพิกให้หมดเลย ใจเรามันเป็นสิทธิส่วนตัวของเราที่จะเพิกยังไงก็ได้ คือเพิกสมมุติ ในใจเราเพิกให้หมด ไม่ต้องติดข้องอะไรเลย กายกับวาจาเราทำไปตามสมมุติแล้ว ใจนี่ไม่ต้องเลย ใจเรานี่ให้นำเข้าสู่ปรมัตถ์ได้อย่างเต็มที่ เท่าที่เราจะทำของเราได้ ใครทำได้มากเท่าไรก็ได้เปรียบเท่านั้น จะมีทุกข์น้อย ถ้าหากทำได้น้อยก็เสียเปรียบ เราควรเพิกของเราให้หมด
ในสติปัฏฐานสูตร เบื้องต้นท่านสอนให้เพิกร่างกายเรา เพิกเป็นอาการ ๓๒ เพิกให้หมด แยกแยะให้หมดเลย ร่างกายที่ดูเป็นแท่งทึบน่ะ เรากำหนดแยกของเราให้หมดเลย แยกเป็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ เยี่ยว แยกกลับไปกลับมา แยกออกเป็นกอง ๆ น่ะ จะเห็นความจริง แยกออกมาแล้วผู้หญิงไม่มี ผู้ชายไม่มี มีแต่ปฏิกูล แต่ละอย่างนี่เป็นของปฏิกูลทั้งนั้น หาคนสัตว์หญิงชายไม่ได้
นี่แหละ จิตเรามองความจริง เราเพิกของเราได้ ในใจเรานี่ มันเป็นสิทธิส่วนตัวของเรา เรามองเห็นผู้หญิง แล้วเราดูไม่เป็นผู้หญิงก็ไม่มีใครมาด่าเราได้ แต่เวลาเราพูด พูดกับผู้ชายก็ต้องพูดอย่างหนึ่ง พูดกับผู้หญิงก็ต้องพูดอีกอย่างหนึ่ง อันนั้นเป็นลักษณะมารยาททางวาจาก็ต้องเป็นตามสมมุติโลก แต่ใจนี่เป็นของเรา เราเพิกของเราได้ สติปัฏฐานสูตรนี่ท่านก็ให้มาใช้งานทางธรรม พอแยกเป็นอาการ ๓๒ แล้ว ไม่มีผู้หญิง ไม่มีผู้ชาย มีแต่ปฏิกูลทั้งนั้น ของสกปรกทั้งนั้น ของแต่ละอาการมันไม่สวยงามหรอก เรามาแยกดูแต่ละอาการ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ เยี่ยว แต่ละอาการไม่สวยงาม แต่เวลามารวมกัน ดูแล้วมันสวยงาม มันสวยงามตรงไหนล่ะ มันสวยงามที่ใจเรานี่แหละ ใจเรามันมีโมหะความหลง โดนหลอก โดนกิเลสมันหลอก มันต้องหลอกให้ดูเป็นสวยงาม เพราะถ้าไม่ดูเป็นสวยงามแล้วมันดึงดูดกันไม่ได้ เพราะว่าการจะมีครอบครัวมีลูกมีเต้านี่มันเป็นทุกข์ ต้องอุ้มท้อง ต้องเลี้ยงลูก ต้องสร้างฐานะ ต้องดูแลบุตร ต้องเลี้ยงลูก ต้องส่งลูกเรียน มันมีทุกข์มาก มันลำบาก ถ้ามีเฉพาะเรื่องนี้ละก็ คนมันไม่ทำหน้าที่สืบพันธุ์กัน เขาต้องให้เหยื่อมาล่อไว้ ต้องทำให้เวลาผู้ชายเห็นผู้หญิงแล้วเกิดความชอบ เวลาผู้หญิงเห็นผู้ชายแล้วเกิดความชอบ จะได้ดึงมา ดึงกันมาทำหน้าที่ ซึ่งมีความทุกข์ยากลำบากเดือดร้อน กว่าจะอุ้มท้อง กว่าลูกจะออกจากท้องน่ะ มันทุกข์แค่ไหน เวลาคลอดน่ะ ทุกข์แค่ไหน แล้วต้องเลี้ยงดูลูกจนกว่าจะโตน่ะ ทุกข์ ทีนี้ถ้าไม่มีเหยื่อล่อน่ะ ไม่ยอมทำกันหรอก เหมือนกับเขาเอาเบ็ดเปล่าหย่อนลงในน้ำ ถ้าไม่ใส่ไส้เดือนไว้น่ะ ปลาไม่กินหรอก
เพราะฉะนั้น มันก็ต้องมีโมหะ กิเลสมาหลอกคนไว้ มาหลอกให้ไปทุกข์น่ะ คนไหนโดนหลอกมากก็ทุกข์มาก เพราะฉะนั้นจิตเราน่ะเพิกได้ เห็นคนนี่ดูเป็นอาการ ๓๒ นั่นคือเพิก เพิกให้หมด เพิกไป ๆ ต่อไปเราเพิกเป็นธาตุ เพิกเป็นธาตุก็ได้ ในมหาสติปัฏฐานสูตร ตอนธาตุบรรพนี่ท่านสอนให้แยกร่างกายเราออกเป็นธาตุ ธาตุดินกองหนึ่ง ธาตุน้ำกองหนึ่ง ธาตุไฟกองหนึ่ง ธาตุลมกองหนึ่ง เป็นของโลก ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา แยกออกมาเพื่อจะถอนสักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นสัตว์เป็นบุคคลตัวตนเราเขา เป็นกายเรา ที่ยึดเป็นกายเรานั้น ความจริงเป็นธาตุของโลก ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุในโลกนี้เป็นอย่างไร ธาตุที่มาประกอบเป็นกายก็เป็นอย่างนั้นแหละ ธาตุดินที่มาประกอบเป็นกายนี้เป็นอย่างไร ธาตุดินที่เราเดินเตะไปเตะมาก็เป็นอย่างนั้น เป็นธาตุ ยืมเขามาใช้ชั่วคราว ไม่เป็นที่พึ่งได้แท้จริง ไม่เป็นของเราจริง ยืมเขามาใช้ ความเป็นตัวเราของเราในนี้มันไม่มีเลย ตั้งแต่หัวจรดเท้ายืมเขามาใช้ทั้งนั้นเลย ยืมเขามาใช้ทั้งนั้น ยืมธาตุของโลกมาใช้ ยืมเอาดินของโลกมาใช้ ยืมเอาน้ำเขามาใช้ ยืมเอาไฟความอบอุ่นเขามาใช้ ยืมเอาลมเขามาใช้ อันธาตุลมที่พัดอยู่ในกาย นี่ก็ยืมเขามา
เมื่อเราเพิก แล้วใจเราก็จะถอนสมมุติออกขึ้นมาเรื่อย เราเพิกที่ใจเรา เพิกเข้าไปสิ เราจะพ้นทุกข์ได้ พ้นจากปุถุชนไปได้น่ะ เราก็ต้องเพิกสมมุติ ถอนสักกายทิฏฐิ เพิกสมมุติในใจเราน่ะ เห็นเป็นธาตุ มันไม่เป็นตัวเราจริง ประกอบมาจากอาหาร อาหารที่เรานำมากินน่ะ เป็นของที่จะต้องบูดเน่าเป็นธรรมดา เราไม่กินตอนเช้า ถ้าปล่อยไว้ถึงเย็นก็บูดแล้ว เอาไว้สักวันสองวันก็เน่าแล้ว
อันนี้มันรวมมาประกอบเป็นร่างกายเราน่ะ ร่างกายเราก็ประกอบขึ้นมาจากของบูดเน่า ตุ๊กตาที่ปั้นด้วยทองคำ มันก็ต้องแสดงคุณลักษณะของทองคำ เอาทองคำมาทำตุ๊กตาน่ะ ตุ๊กตาตัวนั้นก็ต้องแสดงคุณสมบัติของทองคำ คือดูแวววาว สวย ไอ้ตุ๊กตาที่ปั้นด้วยอุจจาระ มันก็ต้องแสดงคุณสมบัติของอุจจาระ คือเหม็น บูดเน่า มีหนอน มีพยาธิ ร่างกายเราก็เปรียบดั่งตุ๊กตาที่ปั้นด้วยอุจจาระ ทำมาจากของบูดเน่า ฉะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาเลย ร่างกายนี้ถึงได้เป็นที่สาธารณะแห่งหมู่หนอนและเชื้อโรคทั้งปวง โรคร้อยแปดพันเก้ามันเตรียมลงกินโต๊ะอยู่นี่แหละ ร่างกายเขาถึงเรียกว่ารังของโรค เพราะมันสร้างมาจากของบูดเน่า นักร้องที่ไปรถคว่ำตกคลองน้ำครำ แล้วเกิดมีฝีขึ้นในสมอง ๕-๖ เม็ด เชื้อโรคมันเข้าไป ทำให้มีฝีไปขึ้นที่ในสมอง มีหนองมีอะไรขึ้นในสมอง เราคิดว่ามันเป็นเรื่องประหลาดไหมที่อยู่ดี ๆ มีฝีขึ้นในสมอง ความจริงมันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะร่างกายเรามันเป็นของจะบูดจะเน่าอยู่แล้ว เพราะมันทำมาจากอาหาร มันต้องบูดเน่าแน่เลย อาหารนี่มันต้องบูดต้องเน่า อาหารไหนที่ไม่บูดไม่เน่าละก็ผิดปกติ ยกเว้นถ้าเอาเข้าตู้เย็น ถ้าอยู่ในสภาพทั่วไปนี่มันต้องบูดต้องเน่า เพราะฉะนั้นร่างกายนี้ทำมาจากอาหาร ถ้ามันบูดมันเน่านี่เป็นเรื่องปกติ ถ้ามันไม่บูดไม่เน่านี่เป็นเรื่องแปลก คือกรรมยังรักษาไว้ เรายังอยู่ดีนี่ ยังไม่ถึงเวลาบูดเวลาเน่านี่ เพราะว่ากรรมมันยังรักษาอยู่ แต่มันก็ยังมีของบูดของเน่าไหลออกมาตลอด ต้องชำระขัดสีฉวีวรรณอยู่ทุกวัน ของปฏิกูลมันไหลออกมาตลอด
ถ้าถามว่ากลิ่นคนนี่มันเป็นยังไง กลิ่นคนน่ะ เวลาเข้าใกล้กัน โอ้ ผมก็หอม ตัวก็หอม หอมจังเลย ไอ้ผมหอมน่ะหอมกลิ่นแชมพู ไอ้ที่รักแร้มันหอมเพราะเดี๋ยวนี้มันมียาทารักแร้ให้มันหอม ร่างกายก็หอมเพราะมีน้ำหอม กลิ่นคนจริง ๆ มันไม่หอมสักอย่าง ถ้าอยากจะดมกลิ่นคนจริง ๆ ก็ลองไม่อาบน้ำสักเดือนนึง นั่นแหละกลิ่นคน ไอ้ที่ได้กลิ่นหอม ๆ มันไม่ใช่กลิ่นคนทั้งนั้น กลิ่นสบู่บ้าง กลิ่นที่ผ้าก็กลิ่นน้ำยาซักผ้า ก็หอม ถ้าออกมาจากร่างกายคนละก็ ไม่หอมหรอก เหงื่อไคลทั้งหลาย มันไม่หอมหรอก ไม่หอมสักอย่าง น้ำมูกน้ำลายนี่ไม่มีหอม ที่มีกลิ่นหอมนี่มาจากข้างนอกทั้งนั้นเลย
โดยธรรมชาติ โดยความจริง โดยปรมัตถ์แล้วนี่ ร่างกายมันเป็นของปฏิกูล เป็นของบูดเน่า เราประคับประคองแค่ไหนมันก็มีแต่จะเดินทางไปสู่ความเสื่อม ขณะที่มันตั้งอยู่ก็มีแต่ของไม่ดี มันไม่ดีทั้งตัวแหละ เพราะว่ามันสร้างมาจากของบูดเน่า อันนี้เขาเรียกว่าอาหาเรปฏิกูลสัญญา ถ้าเราพิจารณาเห็นว่าอาหารเป็นปฏิกูลนี่ มันจะเห็นไปหมดเลย เพราะว่าร่างกายเรานี่มันมาจากอาหารทั้งหมด มันจะเห็นว่าร่างกายนี้เป็นรังของโรค ในคิริมานนทสูตร ตอนที่ว่าอาทีนวสัญญาน่ะ ท่านตรัสชื่อโรคไว้เยอะแยะเลย จักขุโรโค โสตะโรโค ฆานะโรโค ชิวหาโรโค กายะโรโค ฯ โรคร้อยแปด ท่านให้พิจารณาเห็นว่าร่างกายนี้มันเป็นทุกข์เป็นโทษ ย่อมเป็นรังของโรค โรคร้อยแปดพันเก้ารุมกินโต๊ะอยู่นี่ โรคใหม่ ๆ ก็มีเกิดเพิ่มเติมมาเรื่อย โรคประหลาด ๆ น่ะ
ถึงบอกว่าร่างกายนี้มันไม่เป็นที่หลีกเร้น ไม่เป็นที่ต้านทาน ไม่เป็นที่ป้องกันของทุกข์ทั้งปวง มันไม่เป็นบังเกอร์ให้เราน่ะ อยู่ในร่างกายนี่มันเป็นเป้าให้ทุกข์ระดมยิง ไม่เป็นที่หลบเร้นของทุกข์ทั้งหลายเลย จิตเราเมื่อมาหลบอยู่ในร่างกายนี้น่ะ หนีทุกข์ไปไม่ได้เลย เป็นเป้าให้มันเลย มีแต่ทุกข์ ความสุขไม่มี
เวลาพระในยุคพุทธกาลท่านเจอกัน ท่านจะไม่ทักทายกันว่าสบายดีเหรอ ๆ ท่านไม่ได้ทักทายอย่างนั้น แต่ท่านจะทักทายว่า เอ้อ พอเยียวยาอัตภาพไปได้เหรอ อันนี้เป็นภาษาของพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ทั้งหลาย ถ้าเราไปอ่านพระไตรปิฎกจะเจอคำนี้ เวลาท่านเจอกัน ท่านจะโอภาปราศัยด้วยคำนี้ ว่า เอ้อ พอเยียวยาอัตภาพไปได้หรือ ไม่ทุกข์มากหรือ เขาไม่ได้ถามว่าสบายดีหรือ เขาถามว่า เอ้อ พอเยียวยาไปได้หรือ ไม่ทุกข์มากหรือ
ฉะนั้นร่างกายนี้ เมื่อเรามาดูความจริงแล้ว มีโทษมาก เป็นของน่าเบื่อหน่าย เป็นของน่าหลุดพ้นจากมัน คือว่าเราควรจะเห็นความจริง เมื่อเห็นความจริงแล้วจิตเราไม่ฝืนความจริง มันก็จะทุกข์น้อยลง ถ้าเราไปโดนมันหลอก มันจะทุกข์มาก จะผิดหวังจากมัน เหมือนกับว่าเสียเงินตั้งเยอะไปซื้อของขวัญมาสักกล่องนึง กระดาษห่อก็สวยโบว์ก็สวย เสียเงินก็ยอม ยอมจ่ายแพง พอเปิดมาแล้ว อ้าว ข้างในมีหมาตายอยู่ตัวนึง โอ๊ย ผิดหวัง เป็นทุกข์ เราไปหลงผิดคิดว่าร่างกายนี้เป็นของดีน่ะ จะทำให้ประมาท อยู่ในโลกนี้ก็จะอยู่อย่างประมาท เป็นผู้ชายก็คิดจะไปรักผู้หญิง ผู้หญิงก็จะไปรักผู้ชาย ที่ประมาทเพราะไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ของร่างกาย ก็เลยทำให้เมื่ออยู่คนเดียวก็อยากจะเป็นสอง อยากจะสร้างโลก มี ๕ ขันธ์ก็อยากจะเพิ่มเป็น ๑๐ เพิ่มเป็น ๑๐ แล้วก็เดี๋ยวก็เพิ่มมาอีก ๕ อีก ๕ แล้ว หัวปีท้ายปี เพิ่มมาอีกทีละ ๕ ขันธ์ โดนธรรมชาติมันหลอกให้ต้องมาสืบพันธุ์กัน ต้องมาลำบากสร้างโลกไว้ มีเหยื่อล่อเราไว้ให้ต้องทำงานหนักงานลำบาก
คนบางคนติดเหยื่อล่อแล้วก็ไม่ยอมแก้ทุกข์ ไอ้คนเป็นขี้กลากนี่ เวลาเกาขี้กลากแล้วมันสนุกดี พอเวลาเกาขี้กลากสนุกก็เลย โอ้ อย่าไปรักษามันเลย ปล่อยมันเป็นขี้กลากไปตลอดชีวิตเถอะ เอาไว้เกา สนุก แต่ความทุกข์มันเยอะ มันสนุกตอนเกาก็จริง แต่ว่าเกาเสร็จแล้วมันถลอกปอกเปิก เป็นแผลเป็นหนอง กลางคืนกลางค่ำก็ต้องคัน โลกนี้ที่เราไม่อยากหลุดพ้นเพราะว่าไปติดเหยื่อไว้ เกิดมาเป็นหนุ่มเป็นสาวก็มองโลกสวยงาม อยากจะอยู่ เพราะว่ามองโลกสวยงาม หลวงพ่อใหญ่บอกว่าเวลาเกิดมาก็กำมือมา เด็กมันคิดว่าจะมาครองโลก จะมาเอา ตอนเกิดมาน่ะ แต่เวลาตายนี่แบมือ ไม่ได้เอาอะไรไป เวลาเกิดมาคิดจะมาครองโลก เวลาใกล้จะตายขาสองแขนสองยังบังคับบัญชาไม่ได้ เกิดมาก็คิดจะมาจัดระเบียบโลก บ้านฉันต้องสวยอย่างนั้น ต้องมีที่อยู่อย่างนั้น ต้องได้ผัวดีเมียดี จะมาจัดระเบียบ แต่พอถึงเวลาจะตายละก็ จะปัดที่ที่นอนตายให้สะอาดหน่อยก็ยังไม่มีเวลาจะปัด ถ้าจะไปตายข้างถนนน่ะจะเอาเสื่อมาปูก่อนตายก็ยังไม่มีความสามารถเลย เดี๋ยวปูเสื่อก่อนน่า เดี๋ยวค่อยตาย มันยังไม่ยอมเลย เดี๋ยวผัดหน้าทาแป้ง จัดเสื้อผ้าให้ดีก่อนน่า เดี๋ยวค่อยตาย มันก็ไม่ยอม จัดระเบียบอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างมันไม่เป็นไปตามใจของเรา ตอนเวลาเราอยู่เป็น ๆ น่ะ อะไรมาเกาะนิดนึงเราก็เอามือปัด ยุงมาไต่ไรมาตอมเราก็เอามือปัด เวลาตายแล้วมีหนอนมาคลานยั้วเยี้ยมุดรูจมูกออกรูปาก ก็ยังไม่มีปัญญาหยิบไปทิ้ง เมื่อมองโดยความจริงแล้วโลกนี้มีแต่ความทุกข์
เขาว่ากันว่า เวลาพระจะสึกน่ะ คิดทำอะไรก็ว่าจะรวยหมด แหม ปลูกข้าวบนจอมปลวกก็ว่าจะร่ำรวย คิดอะไรดีหมด มองโลกเป็นสุข ถ้าเราเห็นโลกเป็นทุกข์เห็นความจริงแล้วก็อยากจะปฏิบัติธรรม อยากสละเหยื่อเล็กน้อยเพื่อพ้นทุกข์ ความสุขของโลกมันก็เหมือนกับเลียน้ำผึ้งที่ปลายใบมีดโกน ถ้าเราตัดใจจากน้ำผึ้งได้ก็ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะมีดโกนบาด
ใจเรานั้นเป็นส่วนตัวของเราน่ะ เราเพิกได้หมด เพิกสมมุติ เห็นความจริง ร่างกายเราเพิกเป็นธาตุน่ะ ธาตุดินน้ำไฟลมก็ได้ ไม่มีคนสัตว์ เพิกต่อไปเพิกเป็นอรูปอีก เขาเรียกว่าอรูปสมาธิ ทำได้ พอมันเห็นโทษของรูปธรรมมากมันก็อยากจะเพิก เพิกไปเขาเรียกว่าอากาสานัญจายตนะ เพิกรูปธรรมหมดเลย เห็นโทษว่าโลกน่ะมันเป็นทุกข์ มันคับแคบ มันต้องเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ยากลำบาก ความทุกข์ทั้งหลายมาเบียดเบียนได้ เมื่อยังมีรูปธรรมน่ะมันเป็นทุกข์ เพิกหมดเลย กำหนดว่ารูปธรรมเป็นของคับแคบ อากาศนี่ไม่มีสิ้นสุด นี่ เรากำหนดอย่างนี้ กำหนดคู่กับลมหายใจเข้าออกก็ได้ เรากำหนดทุกลมหายใจเข้าออก เพิกรูปธรรมหมดเลย ในจิตเราน่ะ เราไม่เห็นว่าอะไรเป็นรูปธรรมเลย เพิกให้หมด คิดว่ามันสลายแตกทำลายหมด ในจิตเรากำหนดเห็นว่ารูปทั้งหลายแตกดับสลายหมดเลย เหลือแต่อากาศ คืออากาศมันไม่คับแคบ ไม่ต้องเบียดที่กัน ไม่ต้องด่ากันรักกันชังกัน ไม่ต้องโกรธไม่ต้องเกลียดกัน พอเป็นอากาศแล้วไม่มีชายไม่มีหญิง ไม่มีเกิดไม่มีตาย พอกำหนดอย่างนี้แล้วเดี๋ยวจิตมันจะเห็นอากาศเวิ้งว้างหมดเลย อันนี้เป็นอรูปสมาธิขั้นที่๑ อากาสานัญจายตนะ คืออากาศไม่มีสิ้นสุด
พอเรากำหนดอากาสานัญจายตนะแล้ว เราก็ออกมา ออกมาจากอากาสานัญจายตนะ แล้วก็กำหนดอากาสานัญจายตนะว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอีก คือจิตที่เราไปตั้งอยู่ในอากาศมันก็ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงเพราะอะไร เพราะมันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่ว่าสมาธิอะไร อารมณ์อะไรทั้งที่ดีทั้งไม่ดี ไม่เที่ยงทั้งนั้น แม้แต่อารมณ์อากาสานัญจายตนะที่เราเข้าไปกำหนด เพิกรูปธรรมหมดแล้ว ไปกำหนดว่ามันเวิ้งว้างสบายน่ะ มันก็ไม่เที่ยง เวลาเรากำหนดอากาศน่ะ เราจะต้องมีสติอยู่ด้วย ไปกำหนดอากาศอย่างเดียวถ้าสติเบลอแล้วมันเสีย กำหนดสติกับลมหายใจก็ได้ แต่เราอย่าไปกำหนดเป็นรูป เพิกให้หมดเลย เพียงแต่เราต้องอาศัยสติจากการกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งสติ ถ้าสติมันตกไปแล้วอารมณ์สมาธิมันก็ไม่ตั้ง แต่เมื่อเราตั้งเข้าไปในอรูปสมาธิแล้ว เราถอยออกมาแล้วเราก็ดูว่าอากาสานัญจายตนะมันไม่เที่ยง ไม่เที่ยงแล้วมันเป็นทุกข์ เป็นทุกข์เพราะอะไรล่ะ เป็นทุกข์เพราะมันโดนบีบคั้น บีบคั้นด้วยนิวรณธรรมมาบีบ เมื่อนิวรณ์เกิดขึ้น อ้าว สมาธินี่มันก็ตกไป เราว่าเออ เราอยู่ในสมาธิดี ๆ สบายแล้ว มันก็ไม่เที่ยงอีก เป็นทุกข์ เพราะว่าเวลานิวรณ์มันเกิดมันก็มาบีบให้สมาธิเสื่อมไป แล้วก็ธรรมอันเป็นข้าศึกต่าง ๆ นา ๆ มันก็มาบีบบังคับให้สมาธินี้ตกไปได้ แล้วมันก็เป็นอนัตตา มันเป็นอนัตตาเพราะว่ามันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครมาบังคับบัญชาได้ ไม่เป็นตัวเราของเรา เวลาเราเข้าสมาธิมันจะไม่มีตัวเราของเราเข้าไปเลย มันสักแต่ว่า สักแต่ว่าจิตมันเข้าไปในสมาธิที่มีอรูปเป็นอารมณ์ คือไม่มีรูป นี่แหละทำให้คล่องแล้วเราเพิกหมดเลย เพิกได้ สบาย แต่ว่าเราก็ไม่ติด เพราะเรากำหนดให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ ไม่มีตัวอุปาทานไปยึดมั่น เพราะเห็นความไม่เที่ยง
พอเราเพิกเป็นอากาศแล้ววิญญาณมันจะปรากฏชัดอีก วิญญาณที่เราไปกำหนดอากาศน่ะ อากาศมันยังมีมิติ ยังมีความกว้างมีความยาวมีความสูง แต่วิญญาณนี่ไม่มีมิติเลย สบาย พอเราเพิกอากาศแล้วมากำหนดวิญญาณ ก็เห็นวิญญาณอีก ว่าวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด กำหนดอยู่อย่างนั้นแหละ เขาเรียกอรูปสมาธิขั้นที่๒ กำหนดแล้วอย่าทิ้งการกำหนดลมหายใจด้วย แต่เราอย่ากำหนดเป็นรูป พอเรากำหนดวิญญาณจะเห็นวิญญาณ การกำหนดวิญญาณในวิญญาณัญจายตนะนี้ จะต้องมีวิญญาณของเราคนเดียว ที่ไม่เกี่ยวข้องกับใคร ถ้ามีวิญญาณอื่นมาปรากฏด้วยถือว่าใช้ไม่ได้ และต้องเป็นวิญญาณที่ไม่ครอบครองวัตถุธาตุรูปธรรมอันใด เพราะว่าเราเพิกสัตว์บุคคลอื่นและเพิกวัตถุธาตุรูปธรรมทั้งหลายหมดแล้วตั้งแต่อากาสานัญจายตนะ การกำหนดวิญญาณนี้มันสบาย เพราะว่ามันไม่ขัดข้อง อากาศมันยังเป็นมิติอยู่ ต้องมีความกว้างความยาวความสูง พอกำหนดวิญญาณัญจายตนะน่ะเราก็ถอนออกมา ถอนออกมาแล้วก็พิจารณาว่า วิญญาณัญจายตนะนี้มันก็ไม่เที่ยง จิตที่เราไปเข้าสมาธิในการเพิกอากาศแล้วเหลือแต่วิญญาณก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่คงทนถาวร ไม่อยู่ยั้งยืนยง เดี๋ยวก็เกิด เดี๋ยวก็เสื่อมไป แล้วมันก็เป็นทุกข์ เพราะว่าถูกบีบคั้นด้วยนิวรณ์ทั้งหลาย ถ้าเรายังไม่เป็นพระอรหันต์ กิเลสมันก็มาบีบคั้นให้สมาธิเราเสื่อมได้ แล้วก็ธรรมที่หยาบมันก็มาบีบคั้นให้สมาธิละเอียดของเราตกไปได้ เหมือนกับว่าเรากำหนดอารมณ์ละเอียดอยู่น่ะ ถ้าอารมณ์หยาบมันขึ้นมาอารมณ์ละเอียดมันก็ตกไป เมื่อเรากำหนดวิญญาณอยู่น่ะ ถ้าอารมณ์ที่รู้สึกว่ามีอากาศหรือมีรูปมันขึ้นมา ไอ้ที่กำหนดวิญญาณมันก็ตกไป นี่แหละถึงว่าแม้แต่ว่าสมาธิที่กำหนดวิญญาณเป็นอารมณ์น่ะ มันก็เป็นทุกข์ เพราะว่ามันโดนบีบคั้น บีบคั้นด้วยธรรมอันเป็นข้าศึกมากมาย มันเป็นอนัตตา เป็นอนัตตาเพราะว่ามันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา นี่แหละเวลาเรากำหนดแล้ว มีทั้งสมถะมีทั้งวิปัสสนาคู่กันไป
ทีนี้เวลากำหนดวิญญาณเข้าไปแล้ว ก็จะเห็นว่าวิญญาณมันก็ยังยุ่ง ยังต้องไปรับรู้โน่น รับรู้นี่ ให้มากำหนดว่าไม่มีอะไรเลย เพิกวิญญาณอีก กำหนดว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ภาษาบาลีว่า นัตถิกิญจิ แปลว่า ไม่มีอะไร คือกำหนดวิญญาณแล้วเราเพิกวิญญาณไปเลย แม้วิญญาณก็ไม่มี กำหนดว่าไม่มีวิญญาณ ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร เขาเรียกว่าอากิญจัญญายตนะ กำหนดแล้วมันสบายเลย อารมณ์มันไม่ไปกระทบกระทั่งกับชาวโลกเลย คือว่ามันไม่ไปรับอะไรทั้งนั้น เฉพาะเวลาเรากำหนดนี่เท่านั้นนะ มันไม่รับอะไรทั้งนั้น อารมณ์ที่จะมาปรุงแต่งมันก็ไม่รับ คือเราเพิกวิญญาณออกไปเสีย กำหนดว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร เวลาเราทำนี่ เรากำหนดควบคู่กับลมหายใจเข้าออกไปด้วย แต่เรากำหนดว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร วิญญาณก็ไม่มี อันนี้เขาเรียกว่าอากิญจัญญายตนะ พอเรากำหนดอากิญจัญญายตนะ เราถอนจิตออกมาก็กำหนดว่าอากิญจัญญายตนะมันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงเพราะมันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วมันก็เป็นทุกข์ เพราะมันโดนบีบคั้นด้วยธรรมอันเป็นข้าศึกต่าง ๆ และมันเป็นอนัตตา เพราะว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
ขณะที่เรากำหนดว่ามันไม่มีอะไรน่ะ มันต้องมีการกำหนด เขาเรียกว่าสัญญา มีการกำหนดหมายว่ามันไม่มีอะไร ทีนี้เราจะวางสัญญานั้นลง คือเราไม่ไปต้องมานั่งมัวกำหนดว่ามันไม่มีอะไร ไม่มีอะไร เราก็ปล่อยเสีย แล้วมาสนใจความว่างที่เกิดจากการกำหนดอากิญจัญญายตนะนี้ว่ามันดี มันสบายดี มันเบาดี ทีนี้สัญญาเราจะเบาบางลง สัญญาเขาแปลว่าการกำหนดหมาย การกำหนดหมายมันจะเบาบางลง เขาเรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ที่ว่าสัญญามันยังไม่ขาดเพราะว่ามันยังมีเวทนาอยู่ ยังมาเสวยความว่า ถ้าไม่มีอะไรนี่มันดีนะ ถ้ายังมีเวทนาอยู่สัญญามันก็ยังไม่ขาด แต่เราก็พยายามผ่อนสัญญาหยาบลงมาให้มันละเอียดขึ้น โดยที่เราไม่ต้องไปกำหนดว่ามันไม่มีอะไร ไม่มีอะไร แต่สนใจความว่างความเบาที่เกิดจากอากิญจัญญายตนะแทน
นี่แหละเรียกว่า จิตเรานี่เพิกได้ ตามสบายของเราเลย เป็นไปในแนวทางสู่ปรมัตถ์ แต่สำหรับร่างกาย ทางกายกับวาจามันเป็นสมมุติ แต่จิตนี่เราเพิกของเราได้เลย เรียกว่ากีฬาสมาธิ แต่ว่าเราไม่ติด เพราะว่าเราพิจารณากำหนดเป็นไตรลักษณ์ แล้วก็อย่าทิ้งสติ ทิ้งสติเดี๋ยวหลงทาง เราจะทำกรรมฐานไปถึงขั้นไหนก็ตาม อย่าลืมพื้นฐาน พื้นฐานทิ้งไม่ได้ เราเคยยกมือแล้วจิตมันโปร่งสบาย สติคม มันก็ทิ้งไม่ได้ อย่าไปว่า โอ้เดี๋ยวนี้เราทำกรรมฐานชั้นสูงแล้วทิ้งข้างล่างหมดเลย พังหมด เดี๋ยวเบลออีก เหมือนกับเราทำหลังคาแล้วเอาเสาออก ก็เจ๊งเลย
ยกมือนี่ดี อย่าทิ้ง ยกมือมันเป็นปัจจุบันอารมณ์ ถ้าจิตมันอยู่กับปัจจุบันอารมณ์มันก็เป็นปรมัตถ์เหมือนกัน อันนี้พูดถึงว่าจิตเรา เราเล่นของเราได้ เป็นกีฬาสมาธิ คือเรากำหนดสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ เขาเรียกว่าอรูปสมาธิหรืออรูปฌาน การทำอรูปสมาธินี่มันมีประโยชน์ คือว่าต่อไปถ้าเกิดเราบรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นมาเราก็สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ ถ้าต่อไปน่ะนะ แต่ถึงแม้ว่าเรายังไม่เป็นพระอริยะที่เข้านิโรธสมาบัติได้ อรูปสมาธินี่มันก็สบาย มันเบาดี ถึงเราไม่ทำถึงขั้นนี้ แค่เราเพิกร่างกายสังขารเป็นดินน้ำไฟลม มันก็เบาแล้ว แทนที่มันจะเห็นเป็นคนเป็นสัตว์เป็นหญิงเป็นชาย เราเห็นเป็นธาตุนี่มันก็เบาลงแล้ว เพราะว่าพอเราเห็นเป็นดินน้ำไฟลม มันก็ไม่มาเกลียดโกรธกันแล้ว ไม่มาอิจฉาริษยาอาฆาตมาดร้ายเขา เพราะเห็นเป็นธาตุ ทีนี้เมื่อเราเห็นเป็นธาตุแล้ว เราจะเล่นต่อไป มันก็ไปเป็นอรูปสมาธิ คือสมาธิที่มีอรูปเป็นอารมณ์ คือว่ามีสิ่งที่ไม่มีรูป จิตมันก็เบา มันเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่าวิหารธรรม เป็นเครื่องเล่นของจิต แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น เราปฏิบัติเพื่อละ เราไม่ปฏิบัติเพื่อเย่อหยิ่งถือดีว่าเราเก่งแล้วเราดีแล้ว
ถ้าเราอยากปฏิบัติธรรมให้ได้ดี เราอย่าไปดูว่าเราดีเรื่องอะไร เราต้องคอยดูว่าเรายังเลวเรื่องอะไร แล้วมันถึงจะได้ดี ถ้าเรามาคิดว่าเราดีเรื่องอะไร โอ้ เรื่องนี้เราก็ดี เรื่องนั้นเราก็ดีแล้ว นี่มันทำให้เย่อหยิ่ง มันมีมานะ ถ้าปฏิบัติเพื่อจะเอาไปข่มขี่ เพื่อเป็นข้ออ้างที่จะไปข่มขี่ผู้อื่นว่า ฉันดีกว่าแก อันนี้ปฏิบัติผิดเลย ปฏิบัติผิดทาง เหมือนกับไปจับมีดตรงคม วางท่าเป็นนักปฏิบัติเพื่อจะเอาไว้ไปดูถูกคนอื่น อันนี้ทำผิดแล้ว แต่ถ้าเราปฏิบัติเพื่อละก็จะดีกว่า อันนี้มันขึ้นอยู่กับใจเรา มันไม่ขึ้นอยู่กับข้างนอก บางท่านปฏิบัติดูเรียบร้อยสำรวม แต่ท่านไม่ได้ตั้งใจอวดใคร เพราะนิสัยท่านเป็นคนเรียบร้อย
ถ้าเราทำอะไรก็ตามที ถ้าเราไม่ทำเพื่อลดเพื่อละเพื่อสละน่ะ ผิดทางธรรมะเลย ทำเพื่อยึดเพื่อแบกเพื่อหาบ เพื่อเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ว่าฉันดีกว่าแก แกทำผิดทาง ฉันน่ะถูกกว่า ฮึ ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ไปนั่งคิดตรงนั้นไม่มีประโยชน์เลย ปฏิบัติดูตัวเราดีกว่า ว่าเรายังเลวเรื่องอะไรก็แก้ไขเสีย ไอ้เรื่องดีของเราไม่ต้องไปดู เหมือนกับซักผ้าน่ะ เวลาเราซักผ้า ตรงไหนสะอาดไม่ต้องไปดู ดูว่าตรงไหนมันยังเปื้อน ถ้าทำอย่างนี้แล้วได้กำไร ดูว่าเรายังเลวเรื่องอะไร แล้วเราก็ทำ ทำที่จิตเรา จิตเรานี่ทำได้เต็มที่เลย เพราะมันไม่โดนใครเขาบีบบังคับไว้ ด้านกายกับวาจาก็เป็นไปตามสมมุติโลก แต่จิตเรานี่เราเพิกได้ เพิกเป็นปรมัตถ์ ไม่อิงอาศัยอะไร จิตเราวางหมดเลย อุปาทานน้อยลงก็เป็นสุขมากขึ้น มันจะบรรลุธรรมขั้นไหนไม่สำคัญหรอก สำคัญว่าเราทุกข์น้อยลง เราทุกข์น้อยลงได้ละก็ใช้ได้ จะต้องให้ใครเขามาสรรเสริญเยินยอว่า โอ้ ท่านนี่บรรลุแล้ว ท่านได้ขั้นนั้นแล้ว ไม่มีประโยชน์เลย มีแต่โทษ
ปฏิบัติธรรมนี่ ถ้าเราปฏิบัติธรรมบนผ้าขี้ริ้วนี่มันจะบรรลุผลเร็วกว่าปฏิบัติธรรมบนหิ้ง หมายความว่าอะไรล่ะ ถ้าเราไปอยู่ที่ไหนแล้วโดนเขาติเตียนนินทาใส่ร้ายป้ายสีดูถูกเหยียดหยาม นั่นอย่าไปคิดน้อยใจเสียใจเลย นั่นแหละเป็นโอกาสในการปฏิบัติธรรมอย่างดี อย่ามัวมานั่งน้อยใจเสียใจ ถ้าที่ไหนเขาสรรเสริญเยินยอยกย่องให้เกียรติ ยกเอาไว้บนหิ้ง นั่นแหละปฏิบัติธรรมยาก กิเลสเกิดง่าย แต่ปฏิบัติธรรมให้ธรรมะเกิดยาก ถ้าอยู่ที่ไหนแล้วโดนเขาดูถูกเหยียดหยามสาปแช่งใส่ร้ายป้ายสี เรื่องที่เราไม่ได้ทำเขาก็เอามาใส่ร้ายให้ นั่นแหละดีเลย นั่นแหละให้กำหนดสติให้ดี จะได้ธรรมะข้อใหญ่
ปฏิบัติธรรมที่ผ้าขี้ริ้วน่ะ ได้ผลไวกว่าปฏิบัติธรรมบนหิ้ง เพราะฉะนั้นน่ะ ญาติโยมที่มาปฏิบัติน่ะ อย่าไปหาสถานที่ที่ว่าต้องเนี้ยบทุกอย่าง ไม่มีหรอก ทุกที่มันต้องมีข้อบกพร่อง เราอย่าคิดว่าเราจะไปหาสถานที่ปฏิบัติธรรมที่สมบูรณ์แบบสิ ให้เราคิดว่าเราจะทำตัวเป็นนักปฏิบัติธรรมที่สมบูรณ์แบบ อย่าไปคิดว่าเราเป็นนักปฏิบัติธรรมแล้วต้องไปหาวัดที่สมบูรณ์แบบ ต้องเนี้ยบทุกอย่าง ไม่มีใครพูดไม่เข้าหูเลย ไปหาจนตายก็ไม่ต้องได้ปฏิบัติหรอก คนทั่วไปชอบจะไปเกณฑ์ให้คนอื่นสมบูรณ์แบบ ตัวเองไม่เคยทำให้ตัวเองสมบูรณ์แบบเลย ถามกี่ร้อยราย ก็มาถามว่า วัดไหนปฏิบัติธรรมดี น่าอยู่ น่าปฏิบัติ ร้อยทั้งร้อยจะมาถามอย่างนี้ ไม่เคยมาถามว่าทำยังไงฉันจึงจะเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ดีที่สมบูรณ์แบบ จะไปอยู่ไหนก็ได้
เวลาได้ยินเขาด่า อย่าไปโทษว่าเขาปากจัด ให้มาโทษตัวเราว่าเขาด่าแค่นี้ทนไม่ได้ ทำอย่างนี้ได้น่ะ ไปอยู่ไหนก็ได้ ไปอยู่ที่มีคนด่าก็ได้ สบาย นักพายเรือที่เก่ง มันต้องหัดมาจากน้ำเชี่ยวทั้งนั้นแหละ มีที่ไหนที่ว่าพายเรือเก่งเพราะไปหัดจากน้ำนิ่ง ไปปฏิบัติที่ไหนอย่าเที่ยวไปหาวัดที่ว่าเนี้ยบ สำนักปฏิบัติที่เนี้ยบ อย่างนั้นน่ะเราเป็นนักปฏิบัติที่ดีไม่ได้หรอก อย่าไปแก้ข้างนอก ให้มาแก้ที่ใจเรา อย่าหนีปัญหา ไปอยู่ที่ไหนได้ก็อยู่ ไปปฏิบัติที่ไหนได้ก็ปฏิบัติ แต่ว่ามาแก้ที่ใจเรา ให้เราอดทนมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะไปอยู่สำนักนั้นก็ โอ้ย ต้องเหมาะสมทุกอย่าง มันไม่มีหรอก มีแต่ในความฝัน ในชีวิตจริงมันไม่มีหรอก ถึงมีเราก็ไม่พออีกแหละ จิตเราถ้าเราไม่มาดับกิเลสตัณหาที่ใจเราน่ะ ได้ดีแค่ไหนมันก็ไม่พอ มีสิบอยากได้ร้อย มีร้อยอยากได้พัน มีแค่นี้ก็อยากได้แค่นั้น มันไม่จบหรอก ถ้าเราไปแก้ข้างนอกมันไม่จบ ต้องแก้ที่ใจเรา
เรามาปฏิบัติที่วัดนี่ก็ถือว่ามาดูรูปแบบ กลับไปบ้านก็อย่าเลิก เสียงโทรทัศน์วิทยุดังก็ปฏิบัติได้ ยกมือนี่ดีนะ เสียงโทรทัศน์วิทยุดังก็ทำได้ ดังก็ดังไป เราก็ยกไป อยู่วัดก็ทำได้ อยู่บ้านก็ทำได้ อย่ามัวเที่ยวไปหาที่สัปปายะ ไม่มีหรอก หรือทำที่ไหนก็ทำไปเลย มีเวลาว่างก็ทำ เข้าห้องน้ำก็ทำได้ ว่างห้านาทีสิบนาทีก็ทำได้ กินข้าวก็ทำได้ เวลาเรากินของไม่ชอบใจน่ะ ตักใส่ปากก็กำหนดดูมันสิ ว่าเออมันไม่ชอบใจก็ทนกินมันไป อันนี้มันก็ได้ขันติบารมีแล้ว เล็ก ๆ น้อย ๆ มันก็เป็นธรรมะได้นะ ไปโดนเขาด่าก็กำหนดที่หู มันก็เป็นธรรมะได้ คนเรานี่จะบรรลุธรรมเวลาโดนเขาด่ามากกว่าโดนเขาชมนะ โดนเขาชมมันจะเหลิง ไปที่ไหนเขายกย่องชมเชยมาก ๆ น่ะ ระวังให้ดีเถอะ นั่นน่ะอันตราย เหมือนกับว่าเรานั่งอยู่กับพื้นดี ๆ เขายกเราขึ้นน่ะ ถ้าเขาปล่อยมือเราตกเจ็บเลย ทั้งที่เวลาเรานั่งกับพื้นมันไม่เห็นเจ็บ พอเขามาอุ้มมายกมายอเราให้เหนือกว่าคนอื่น นั่นแหละระวังให้ดี เวลาเขาปล่อยมือเราจะตกเจ็บ
เพราะฉะนั้นน่ะ ของทุกอย่างให้แก้ที่ใจเรา ถ้าแก้ที่อื่นมันไม่จบ เพราะคนข้าง ๆ เขาอาจไม่ยอมให้เราแก้ก็ได้ เราต้องการอย่างนึง เขาก็ต้องการอีกอย่างนึง มันขัดกัน ต้องแก้ที่ใจเราก่อน ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ ค่อยออกมาแก้ข้างนอก ต้องแก้ปัญหาที่ใจเราก่อน เรื่องทุกเรื่องให้จบที่ใจเรา ถ้าจบที่ใจเราได้มันจบ ถ้าจบที่ปากเรามันไม่จบ ออกจากปากเราไปหูเขา จากหูเขาก็ไปปากเขา จากปากเขามาหูเราอีก ไม่จบ ถ้าจบที่ใจเรามันจบ ถ้าคิดโกรธใครขึ้นมาก็ข่มให้มันจบที่จิตเรานี่แหละ มันจบ ถ้าจบที่ปากน่ะไม่จบหรอก เพราะว่าออกจากปากเราก็ไปหูเขาต่อ จากหูเขาก็ไปหัวเขา เขาก็คิดคำด่ากลับมาอีก ไม่จบหรอก ถ้าจบที่ใจเรามันถึงจะจบ
วันนี้ก็มีโอกาสได้มาพูดธรรมะเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ก็เห็นสมควรแก่เวลา ก็ขอสมมุติยุติลงแต่เพียงเท่านี้ ท้ายที่สุดก็ขออาราธนาบารมีคุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองปกปักรักษาให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ได้รู้ธรรมเห็นธรรม ได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ

ความคิดเห็นล่าสุด
39 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
39 สัปดาห์ 4 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 19 ชั่วโมง ก่อน
44 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
1 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 16 ชั่วโมง ก่อน
2 ปี 18 ชั่วโมง ก่อน