๐๐๓๒ โยนิโสมนสิการ
กัณฑ์ที่ ๓๒ โยนิโสมนสิการ
๓๑-ส.ค.-๔๖
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองนั้น ขอนมัสการพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณพระอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในมหาสติปัฏฐาน ๔ ขอนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษยุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญพรญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา
วันนี้ก็ได้มาปรารภธรรมะ เพื่อประโยชน์แก่การพินิจพิจารณาองค์ธรรมะของเราผู้เป็นนักปฏิบัติ ในการปฏิบัตินั้นเราจะทำอะไร เราก็มาโยนิโสมนสิการ(อ่านว่าโย-นิ-โส-มะ-นะ-สิ-การ)ที่ต้นเหตุ นี่คือเหตุปัจจัยแห่งการรู้แจ้งเห็นจริง พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มากระทำโยนิโสมนสิการแปลว่าการพิจารณาโดยแยบคาย บุคคลมาพิจารณาโดยแยบคายแล้ว อัตถะย่อมแจ่มแจ้งด้วยปัญญา ความหลุดพ้นแห่งใจย่อมมี ความหลุดพ้นคือพ้นจากความยึดมั่น พ้นโลกนี่พ้นด้วยวิธีไหนล่ะ ถ้าพ้นโดยการหนีไปเลย หนีไปไหนล่ะ หนีไปไหนก็เอาความปรุงแต่งไปด้วย หนีไปอยู่ถ้ำไหนป่าไหน ก็เอาความจำในอดีตไปด้วย เอาความรักความชังไปด้วย ถ้าหนีให้ดีต้องหนีที่ใจ หนีด้วยการเข้าหา เข้าหาแล้วพิจารณาให้รู้แจ้ง ด้วยโยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย
เราจะโยนิโสมนสิการได้ มันต้องมีสติ เราต้องเป็นผู้ฝึกจิต ไม่งั้นมันโยนิโสมนสิการไม่ได้ จิตที่หยาบมันย่อมเห็นของหยาบ จิตละเอียดมันย่อมเห็นของละเอียด เมื่อเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น เมื่อเห็นอย่างหยาบ ก็ต้องละแล้ว ละอย่างหยาบไปส่วนหนึ่ง ถ้าไม่ละมันจะไม่เห็นต่อ เพราะความรู้กับความละมันเกื้อหนุนกัน ในภาคปฏิบัตินี่ ความรู้กับความละมันคู่กันเนื่องกัน ความรู้อย่างหยาบย่อมเกื้อหนุนการละการสละการวางอย่างหยาบ ถ้าไม่ละอย่างหยาบมันจะไม่นำไปสู่การรู้อย่างละเอียด มันจะไปรู้ของละเอียดไม่ได้เลย เพราะของหยาบมันจะปิดบังเอาไว้ ความปีติในธรรมที่จะเป็นกำลังให้เกิดการดำเนินการละขั้นต่อไปไม่มี ปกติแล้วเมื่อจิตเห็นโทษจึงคิดสละ แต่ถ้าเห็นโทษแล้วไม่คิดสละมันจะไม่เกิดปีติ ถ้าไม่มีปีติมันก็ไม่เกิดปัสสัทธิความสงบรำงับ ไม่เกิดสมาธิ ไม่เกิดอุเบกขา โพชฌงค์จะไม่ครบองค์ หลักเกณฑ์ทางธรรมะนั้น รู้ได้ย่อมละได้ ละได้ย่อมรู้ได้ ถ้าละแล้วยังไม่รู้ก็แสดงว่ายังไม่ละ ถ้ารู้แล้วยังไม่ละก็แสดงว่ายังไม่รู้ ปัญญาทางพระพุทธศาสนาคือปัญญาการรู้ละ รู้เพื่อจะละ ละอะไรล่ะ ละอุปาทาน ละความยึดมั่นหลงผิดที่ติดข้องจิตใจของสัตว์โลกมานาน
ต้นเหตุแห่งความทุกข์ในใจเรา ก็เพราะเรายึดเอาไว้ เราตั้งเป้านิ่งเอาไว้ให้ทุกข์มันระดมยิง สนามซ้อมยิงปืนน่ะ เราไปตั้งเป้าไว้ ยึดมากถือมากก็เป้าใหญ่ ทุกข์มันยิงได้ง่าย ยึดน้อยก็เป้าเล็กลงมา ไม่ยึดคือไร้เป้า เวลาทุกข์ขึ้นมาอย่าไปโทษโลก ต้องโทษที่เราตั้งเป้าเอาไว้ให้โลกมันยิงให้ทุกข์มันยิง อันคนเราน่ะ เพราะมีชื่อเสียงจึงมีเสียชื่อเสียง มีหน้าตาจึงมีเสียหน้าตา ถ้าไม่มีหน้าตามันก็ไม่มีเสียหน้าตา มีเงินทองมันก็มีเสียเงินทอง มียศมันก็มีเสื่อมยศ คือถ้ายึดมั่นว่าเรามียศก็จะต้องเป็นทุกข์เวลายศเสื่อม ยึดมั่นว่าเรามีหน้าตาก็เป็นทุกข์เมื่อหน้าตาจะเสีย คือเสียหน้า ต้องคอยสงวนรักษาเป้า เพราะเราตั้งเป้าเอาไว้ ทุกข์มันจึงระดมยิงเราได้ ถ้าเราละอุปาทานก็คือไร้เป้า เขาถือปืนมาสิบยี่สิบกระบอกก็ยิงไม่ถูก
เราจะปฏิบัติธรรมะให้ได้ดี เราจงฝึกตัวเองให้ชินว่า เวลามีปัญหาอะไรอย่าไปโทษคนอื่น อย่าไปโทษสิ่งอื่น ให้เรามาโทษตัวเองว่าเรายังทำไม่ดี โทษว่าเรายึดมั่น มีอุปาทานมาก เราไม่รู้แจ้งเห็นจริง มันถึงเป็นทุกข์ อย่าไปโทษว่าคนโน้นมาทำให้ คนนี้มาทำให้ ถ้าไปโทษคนอื่นมันไม่ใช่นักปฏิบัติ ก็ได้แค่นินทาเขาไปวัน ๆ ด่าเขาไปวัน ๆ นักปฏิบัติน่ะต้องมาโทษตัวเอง ว่าเรายังปล่อยวางไม่พอ เขาถึงมาทำให้เราเป็นทุกข์ได้ นี่ก็แสดงว่าเรายังตั้งจิตผิดอยู่ เรายังไม่ดีพอ ถ้าเราดีจริงนี่ เราต้องไม่ทุกข์ ถ้ามัวแต่โทษคนอื่นมันไม่มีประโยชน์เลย เราไม่ได้พัฒนาตน เรามาโทษตัวเองดีกว่า จะได้แก้ไข เรามาโทษตัวเองนั้นไม่ใช่เพื่อที่จะมาน้อยใจเสียใจกลุ้มใจ แต่เพื่อเราจะได้มาแก้ไข ความผิดพลาดเป็นครู กิเลสของเราน่ะ จะมาสอนให้เราละกิเลสตัวนั้นนั่นเอง เราดูตัวเองเถอะ อย่าไปดูคนอื่น
ถ้าดูตัวเองเราจะเห็นกลไกของมัน แล้วเดี๋ยวมันจะมาบอกวิธีแก้ให้ กิเลสตัวไหนละด้วยอะไร มันจะบอกอาการของตัวมันเอง เรากำหนดดูซิ ดูจิตในจิตน่ะ ดูที่ใจเรานั่นแหละอย่าไปดูที่อื่น เราลืมตาก็ให้สักแต่ว่ามองไปข้างนอก แต่สติญาณปัญญาของเราปักลงข้างในสิ สติปัฏฐานนี่ ถ้าเจริญสติปัฏฐานแล้ว ไอ้เรื่องปักจิตเข้าข้างในมันก็เป็นของง่าย เพราะสติมันอยู่ในกาย ที่ความรู้สึกน่ะ สติมันอยู่ข้างใน จนแม้เผลอ มันก็เผลอเพลินกำหนดอยู่น่ะ บางทีไม่ได้ตั้งใจน่ะ ถ้าเราฝึกจนชำนาญ บางทีไม่ได้ตั้งใจกำหนด มันก็กำหนดอยู่ในกายเราทั้งวัน สติมันเป็นไปในกายทั้งวัน บางทีไม่ได้ตั้งใจมันก็เป็น เพราะว่าเราทำจนชำนาญ ยิ่งเราเป็นนักบวชไม่มีการงานอย่างอื่นด้วยละก็ ยิ่งสนุกเลย นี่เป็นเรื่องของเราเลย เป็นการงานของเรา การงานของจิต กำหนดแต่ภายในน่ะ อยู่อิริยาบถไหนก็กำหนดมันไว้ มันก็ยิ่งแจ้ง ไปปรุงแต่งข้างนอกมันก็ยิ่งเบลอ ถ้าเราดูแต่ภายในมันก็ยิ่งแจ้ง แจ้งขึ้นทุกที ยิ่งตอนที่เป็นทุกข์ญาณยิ่งแจ้ง ถ้าเป็นสุขน่ะระวังจะหลงระเริงแล้ว ความทุกข์น่ะเป็นยาบำรุงกำลัง ยิ่งเป็นทุกข์ธรรมะยิ่งเกิด คนไหนที่มาทำให้เราเป็นทุกข์คนนั้นน่ะจะให้ธรรมะแก่เราแล้ว แต่เราอย่าไปดูข้างนอก ให้ดูข้างใน ถ้าดูข้างนอกมันไม่จบ คนไหนมาทำให้เราเป็นทุกข์ ก็ต้องคิดจะไปตีหัวมันแล้ว เพราะเราไปดูข้างนอก คิดแต่ว่าจะไปด่ามันยังไงดีให้มันเจ็บ ถ้าดูข้างนอกมันก็มีเรื่องมาก ดูข้างในดีกว่า มากำหนดว่า เออ เราจะดับยังไงที่มันร้อนอยู่ในใจนี่น่ะ เขามาด่าเราน่ะ จะดับไฟในจิตยังไง จะสลายอัตตายังไง จะละอุปาทานยังไง
เมื่อเราโยนิโสมนสิการเข้าไปด้วยปัญญาน่ะ มันจะวางมันจะว่าง ไม่มีผู้ด่าและไม่มีผู้ถูกด่า ร่างกายนี้ก็สักแต่ว่าดินน้ำไฟลมผสมกัน ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย ความเป็นคนสัตว์หญิงชายเป็นมายา ข้าวหม้อเดียวกันน่ะ ตักใส่ปากพระก็ไปพอกเป็นกายผู้ชาย ตักใส่ปากแม่ชีก็ไปพอกเป็นกายผู้หญิง อาหารที่เหลือเขาเอาไปเลี้ยงหมู ก็พอกกลายเป็นตัวหมูไปอีก หรือเขาเอาไปให้หมากิน ก็พอกกลายเป็นตัวหมาไปอีก ข้าวหม้อเดียวกันมันเป็นไปได้ไม่รู้กี่อย่าง เมื่อเจาะลึกด้วยญาณปัญญาแล้วมันเป็นเพียงธาตุ ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวใครตรงไหน มีแต่เหตุปัจจัยที่เป็นไป กรรมมันมาเป็นเหตุปัจจัย ให้ดินน้ำไฟลมที่มาผสมกันนี้ แสดงปรากฏเป็นผิวพรรณงามบ้าง ปรากฏเป็นผิวพรรณทรามบ้าง ปรากฏเป็นชายบ้าง ปรากฏเป็นหญิงบ้าง ปรากฏเป็นคนเป็นสัตว์บ้าง เป็นไปตามกรรม เป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่ตัวที่ตั้งจริง ๆ น่ะ เป็นธาตุของโลก เป็นธาตุ ไม่เป็นของใคร ตัวเหตุปัจจัยคือ กิเลสเป็นปัจจัยให้ทำกรรม กรรมเป็นปัจจัยให้เกิดวิบาก วิบากก็มาปรุงแต่งธาตุของโลก คือดินน้ำไฟลมขึ้นมา ให้มีรูปร่างอย่างนั้น รูปร่างอย่างนี้ ไปเกิดเป็นลูกคนนั้น คนนี้ พอเกิดมาเขาก็ตั้งชื่อไอ้นั่น ชื่อไอ้นี่ ชื่อไอ้ดำบ้าง ไอ้แดงบ้าง ไอ้เขียวบ้าง ไอ้ขาวบ้าง สมมุติทั้งนั้นแหละ สมมุติว่าชื่อนั้นชื่อนี้ มันจะได้เรียกกันถูก โดยปรมัตถ์แล้วไม่มีใคร เป็นธาตุของโลก
นี่แหละพอเราโยนิโสมนสิการเข้าไปนี่มันเห็นว่างหมด ถ้าตัวละครไม่มีแล้ว เรื่องราวในละครจะไม่มีเลย นี่เรามาเพิกกายเรากายเขา เห็นเป็นอนัตตาน่ะ ตัวเราก็ไม่มีแล้ว ตัวเขาก็ไม่มีแล้ว เรื่องที่ว่าเราจะไปรักเขา เขาจะรักเรา เราจะเกลียดเขา เขาจะเกลียดเราน่ะ ความรู้สึกกังวลเรื่องนี้มันจะหายไปเลย มันจะรู้สึกว่าก็ตัวละครมันไม่มาแล้ว เรื่องราวมันจะมีได้ยังไง สมมุติว่ามีแต่โรงลิเก พระเอกนางเอกไม่มาเลย ยกตัวอย่างว่าในงานมหรสพมีลิเกน่ะ แหม คณะดังเลย ทำฉากทำโรงลิเกไว้อย่างดีเลย ปรากฏว่าลิเกคณะนี้ ระหว่างการเดินทางมา ได้เกิดอุบัติเหตุ รถบัสคว่ำทิ้งเทกระจาดไปเลย มาไม่ถึงเลย เราก็มานั่งดูฉากโรงลิเกน่ะ มันไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ตัวละครมันไม่มา รถมันไปเทกระจาดกลางทาง มาไม่ถึงที่โรงลิเกแล้ว จึงไม่มีเรื่องมีราวเลย
พอเรามากำหนดดูร่างกายเราน่ะ เห็นเป็นธาตุ แล้วก็ไม่มีใครเลย ผู้หญิงก็ไม่มี ผู้ชายก็ไม่มี ตัวเราก็ไม่มี ตัวเขาก็ไม่มี เรื่องราวที่เป็นกังวลทั้งหลายแหล่ กลัวอย่างโน้น กลัวอย่างนี้ กลัวไอ้โน่นจะไม่เลี้ยงกู กลัวไอ้นั่นจะไม่ให้สตางค์กู กลัวไอ้นั่นจะเกลียดกู กลัวไอ้นี่จะด่ากู หายไปเลย คือเรื่องราวมันไม่มีเลย พอตัวละครไม่มีแล้ว เรื่องราวมันก็ไม่มี เหมือนกับลิเกคณะนั้นที่รถไปคว่ำกลางทางเทกระจาดกลางถนนมาไม่ถึง เรามานั่งดูที่โรงลิเกจะมีเรื่องอะไรล่ะ ไม่มีหรอก
นี่แหละ เวลาจิตเราโยนิโสมนสิการ หยั่งรู้ไปในกาย กำหนดนามธรรม กำหนดที่จิต จะเห็นความปรุงแต่ง ปรุงแต่งรักก็ดับไป ปรุงแต่งเกลียดโกรธก็ดับไป กำหนดดูไปเถอะ เห็นแต่ความเกิดดับ อารมณ์ดีก็ดับไป อารมณ์ร้ายก็ดับไป อารมณ์ฟุ้งก็ดับไป อารมณ์สงบมันก็ดับ มันไม่เที่ยงทั้งนั้นแหละ ไม่มีอารมณ์ไหนเที่ยงหรอก ลองกำหนดดูซิ ที่เราเห็นว่าเที่ยงเพราะเราไม่ได้กำหนด ถ้ากำหนดดูจะเห็นว่ามันไม่เที่ยง คนไม่ได้กำหนดดูถึงจะคิดว่าเที่ยง พอกำหนดหยั่งรู้ดู มันเห็นแต่เกิดดับ มันไม่เที่ยง ไอ้คำว่าเกิดดับไม่ต้องไปจำมาจากใครหรอก มันจะขึ้นมาพร้อมด้วยญาณปัญญาดวงตาเห็นธรรม เพราะเราเห็นความจริง เห็นของจริง ไม่ต้องฟังจากใคร สังขารทั้งหลายทั้งรูปธรรมนามธรรมมันแสดงอาการแต่ความเกิดดับ ไม่เที่ยง เราไม่ต้องไปฟังจากใคร มันขึ้นมาด้วยญาณของเราที่โยนิโสมนสิการโดยแยบคาย โดยการเจริญสติปัฏฐานของเราน่ะ กำหนดดูทั้งวันทั้งคืน ดูทุกอิริยาบถ อาการภายนอกกิริยาวาจาก็สักแต่ว่าแสดงไปในโลก แต่จิตเรามันเป็นของเราเลย อาการกายวาจามันต้องเป็นไปตามมารยาทโลก มันต้องทำไปอย่างโน้นทำไปอย่างนี้ตามมารยาทเขา แต่จิตนี่ไม่เป็นของใคร เป็นของเรา ไม่ต้องไปทำตามมารยาทใคร เรากำหนดหยั่งรู้ได้ทั้งวันทั้งคืนเลย จิตมันเป็นอิสระจากเงื่อนไขทางสังคม
กำหนดหยั่งรู้ดูมันก็แจ้งขึ้นมา ๆ แจ้งขึ้นมาเราก็ละอุปาทานไป ปล่อยวางอุปาทานไป ที่เคยยึดมากแบกมากก็ค่อย ๆ วางไป ยึดไว้มากมายก็เอาไปไม่ได้หรอก ตายแล้วเอาไปไม่ได้ เท่ากัน ตั้งแต่ราชายันยาจก ตายแล้วก็ต้องสูญสลายเป็นธาตุดินน้ำไฟลมหมด เป็นมายา ละครปิดฉาก ฝาโลงปิดหน้าก็ละครปิดฉากแล้ว เท่ากัน ไม่มีอะไรจริงจัง เป็นละครมายาหมด ของที่ตัวเองสร้างไว้มันก็ขาดจากความเป็นเจ้าของแล้ว ไม่มีความสามารถที่จะไปครอบครองได้อีก ยกตัวอย่างสมมุติว่าพระราชาองค์หนึ่ง ได้สร้างปราสาทไว้หลังหนึ่งใหญ่โตมโหฬารเลย พอสิ้นพระชนม์ไป ไปเกิดอยู่ในตระกูลหนึ่ง พอดีระลึกชาตินึกขึ้นได้ว่า ชาติก่อนเราเกิดเป็นพระราชาได้สร้างปราสาทราชวังอันนั้นเอาไว้ จะกลับไปเยี่ยมที่เดิมซิ เดินเข้าไป ทหารหน้าประตูมันยังไม่ยอมให้เข้าเลย ทั้งที่สร้างเอาไว้เองแหละ มันปิดฉากละครไปแล้ว ชาติก่อนก็ชาติก่อนไปแล้ว ไม่เกี่ยว จะไปอ้างกับทหารว่าชาติก่อนเราเกิดเป็นคนนั้นนะ เคยสร้างปราสาทนี่ไว้นะ เดี๋ยวมันจะมาไล่ซิ มันจะว่าเอ้ะพูดอะไรไม่รู้ นี่เรายกตัวอย่างเล่น ๆ ว่าของทุกอย่างเป็นมายาทั้งนั้น มองด้วยตาเปล่าเหมือนกับมี มองด้วยตาปัญญาแล้วมันแตกทำลายสลายหมดเลย มีแต่ความไม่เที่ยง มันไม่พังก่อนเราก็ตายก่อน มันไม่จากไปก่อนเราก็จากมันก่อน ไม่มีอะไรจริงจังเลย เป็นละครมายาทั้งนั้น
คือว่าเกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ ยึดมากก็ทุกข์มาก ยึดน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่ยึดไม่ทุกข์ เรามากำหนดหยั่งรู้ในสภาวธรรมแล้วก็ปล่อยวางขณะหนึ่ง ๆ น่ะ การปล่อยวางต้องปล่อยอย่างมีสติ สตินี่ละไม่ได้ ถ้าทิ้งสติแล้วปล่อยไม่ได้ ตัดอารมณ์ไม่ได้ ต้องมีสติตามฐาน สติอยู่ในกายเราก็ได้ หลวงพ่อใหญ่บอกว่า ถ้าปล่อยฐานแล้วตัดอารมณ์ไม่ขาด เหมือนกับตัดเชือกน่ะ เอาเชือกวางบนดิน เราเอามีดสับปุ๊ป เชือกมันไม่ขาด ให้เอาไม้มารองสักแผ่นนึง ตัดแล้วมันขาด ฉันใดก็ฉันนั้น สติมันต้องอยู่ตามฐาน
ฉะนั้น เมื่อเรามาเจริญสติปัฏฐานนี่มันกำไรมาก เพราะว่ามันรู้แล้วมันละได้ มันเห็นแจ้ง เพราะว่าโพชฌงค์องค์มรรคมันถึงพร้อม สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา มันพร้อม โพชฌงค์นี่เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ ถ้าไม่ขึ้นต้นด้วยสติ มีแต่ธัมมวิจยะนี่มันไม่ลงเอยด้วยการรู้แจ้งเห็นจริงเลย คือรู้ธรรมะอย่างเดียวไม่ได้เจริญสติปัฏฐานนี่มันรู้ไปอย่างนั้นแหละ มันรู้ไม่แจ้ง ไม่ได้รู้ละ มันละอารมณ์ไม่ได้ รู้ไปก็เท่านั้นแหละ รู้มากก็กลุ้มมากอีก ถ้ากำหนดสตินี่มันรู้ไปละไป รู้ไปละไป เห็นความไม่เที่ยง พอเห็นความไม่เที่ยงก็ละความยึดมั่นว่ามันเที่ยง พอเห็นความเป็นทุกข์ ก็ละความยึดมั่นว่าเป็นสุข พอเห็นความเป็นอนัตตา ก็ละความยึดมั่นว่าเป็นของเรา ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย ร่างกายนี้พอเรามาปักญาณปัญญาลงไป โยนิโสมนสิการลงไป ไม่มีของเราเลย ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย อาศัยธาตุของโลกเป็นที่ตั้งเพื่อประกอบกิจ ตัวกำกับจริง ๆ ก็คือกรรม กรรมเก่า กรรมที่เคยสร้างมา บันดาลให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ตัวที่ตั้งจริง ๆ นี่เป็นธาตุ ธาตุของโลกทั้งนั้น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เป็นธาตุ คำว่าธาตุนี่มันไม่อยู่ในอาณัติการครอบครอ
บงการของใครเลย มันเป็นธาตุของโลก ไม่มีใครจะมาอ้างกรรมสิทธิ์ในธาตุได้เลย ถ้าใครมาอ้างกรรมสิทธิ์ละก็วุ่นตายเลย เรากินข้าวทุกวัน ๆ เราก็ไม่รู้ว่าเนื้อหมูบ้าง เนื้อปลาบ้าง เนื้อไก่บ้าง อะไรมาพอกเป็นแขนขาเราตรงไหนบ้าง วันดีคืนดีไอ้หมูบ้าง ปลาบ้าง ไก่บ้าง มาอ้างกรรมสิทธิ์กลับคืนว่า เฮ้ยเอาคืนมา แย่เลย ต้องคืนมัน จริง ๆแล้ว ตัวมันก็ไม่มี ตัวมันก็กินเขามาอีกต่อนึง กินพืชบ้าง กินสัตว์บ้าง กินอะไรหลายอย่าง เราก็มากินมันอีกต่อนึง ถ้าไม่มีใครมากินเราต่อ พอถึงเวลาตายก็เน่า หนอนกิน เป็นคนนี่ก็ให้หนอนกิน เดี๋ยวนี้เขาฉีดยาเอาเข้าตู้เย็นแล้วก็เอาไปเผา ต้องเปลืองถ่าน เผาแล้วก็เป็นขี้เถ้าอยู่แถวป่าช้า แถวเชิงตะกอนน่ะ สมัยนี้บางทีเขาเอาขี้เถ้าไปลอยแม่น้ำ ลอยแม่น้ำก็ปลากินต่อ ไม่ลอยแม่น้ำบางทีก็ปลิวแถวป่าช้าน่ะ ขี้เถ้าผู้หญิง ขี้เถ้าผู้ชายก็ปลิวแถวนั้นแหละ พอเป็นขี้เถ้าแล้วก็ไม่จีบกันแล้ว ถ้าเจอตอนเป็นคน ยังพูดได้ เห็นหน้าตากันนี่เผลอไม่ได้ ต้องจีบกันบ้างแล้ว
ที่เราไปยึดให้เป็นทุกข์น่ะสมมุติทั้งนั้น เรามาถามตัวเองเถอะว่าที่เราเป็นทุกข์มากมายเพราะอะไร เพราะของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ทั้งนั้น คิดด้วยปัญญาแล้วมันไม่ได้น่าภาคภูมิใจเลยที่เราไปทุกข์กับมันน่ะ เรามาปฏิบัติธรรมดีกว่า กำหนดหยั่งรู้ของเรา เราละได้มากเราก็หมดทุกข์ไปมาก ละได้น้อยก็หมดทุกข์ไปน้อย ทำของเราไป ไม่ต้องไปรอใคร อย่าไปนั่งรอคนที่ไม่ไป คนที่ไม่ไปอย่าไปนั่งรอ เราไปของเราดีกว่า เราเกิดศรัทธาเราก็ไปของเรา ไปไหนล่ะ ไปสู่ความพ้นทุกข์ ดับทุกข์ดับกิเลสตัณหาในใจเรา ทำได้เท่าไหร่ก็เป็นของเรา ไม่ต้องรอใคร ทำได้ก็เป็นของเรา เราทำได้แล้วใครจะไม่มาเรียนไม่มาศึกษาต่อจากเราก็ไม่รู้สึกต้องไปทุกข์ไม่ต้องไปกลุ้ม ไม่มีใครมาให้สอนก็ไม่ต้องกลุ้ม ธรรมะก็อยู่เต็มที่ในใจเรา ถ้าเราไม่เสื่อม ถ้าเราไม่ประมาท มันก็ยังมีอยู่ เขาไม่มานับถือเป็นครูบาอาจารย์ มันก็ไม่เห็นเป็นทุกข์อะไร
มันเป็นมายา เขามาเคารพนบนอบน่ะ มันเป็นมายา เอามือมาทำปะหลก ๆ ให้น่ะ มันก็เท่านั้นเอง เขามายกมือไหว้น่ะ ก็แค่เขามาทำมือปะหลก ๆ น่ะ ไม่มีประโยชน์อะไรแก่เราเลย ถ้าจิตเรายังเป็นทุกข์อยู่ เขามากราบเราสักร้อยคนพันคน มันก็ยังทุกข์เหมือนเดิม แต่ถ้าเราหมดทุกข์แล้ว ถึงคนจะมาด่ามาสาปแช่งเราเป็นร้อยเป็นพันคน เราก็หมดทุกข์เหมือนเดิม เสียงเขาก็เป็นสิ่งที่มากระทบหูแล้วก็ดับไป มันก็เกิดดับ เสียงดีก็ดับ เสียงไม่ดีก็ดับ เสียงชมก็ดับ เสียงด่าก็ดับ ที่มันไม่ดับเพราะเราเอามาปรุงต่อ ถ้าเราปรุงต่อมันไม่ดับ แต่ว่าความเป็นธรรมดาของธาตุของโลกนี่มันดับ ที่ไม่ดับเพราะเรามาปรุงต่อ ถ้าเรามาปรุงต่อแล้วมันไม่ดับ ก็จะไปโทษคนอื่นไม่ได้เลย ไปโทษว่าเขาด่าเจ็บก็ไม่ได้ เพราะเขาด่านี่มันดับไปแล้ว เรามาปรุงต่อแล้วจะไปโทษใครล่ะ ต้องมาโทษตัวเอง แหมมันด่ายังงั้นได้นะ ไม่น่าด่ายังงั้นเลย นี่ปรุงไม่เลิก แหมมันชมเรายังงั้น แหมมันปลื้ม นี่ก็เหมือนกันแหละ ปลื้มเวลาโดนชมกับเป็นทุกข์เวลาโดนด่าก็โง่เท่ากัน ไม่ได้ฉลาดกว่ากันเลย เพราะอะไร ยินดียินร้ายก็เป็นกิเลสทั้งคู่ ความรักกับความโกรธก็เป็นกิเลสทั้งคู่ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่าความโกรธเป็นกิเลสเท่านั้น ความรักก็เป็นกิเลส ความวางอุเบกขาด้วยสตินั่นถึงจะดับกิเลสได้
คนเรานี่เกิดมามันไม่มีอะไรมาเลย ไม่มีสมบัติอะไรแท้จริง ไม่มีของเราสักอย่าง ที่ห่วงที่หวงนี่โดนอารมณ์เขาหลอกทั้งนั้น เพราะมันไม่รู้ความไม่เที่ยง ที่ยึดว่าเป็นของเราเพราะมันยังไม่รู้ความไม่เที่ยง ถ้ารู้แจ้งความไม่เที่ยง มันจะเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่าง มันเป็นมายา ทำไปตามละครโลก เขาตั้งให้เป็นพระก็แสดงในฐานะพระไป ตั้งให้เป็นชีก็แสดงในฐานะชีไป เป็นละคร ไม่มีจริง พอเรากำหนดดู ปักอารมณ์ดูเข้าภายในก็มีแต่ความเกิดดับ อารมณ์ทั้งหลายเกิดดับ เรากำหนดหยั่งรู้ไปจนมันเห็น เห็นอนัตตามาก ๆ นี่ ให้มันรู้สึกว่า ไม่ว่ารู้สึกไปถึงตรงไหน ก็ไม่ใช่ตัวเราของเราไปถึงตรงนั้น นั่นแหละให้มันรู้อย่างนี้แหละ เรากำหนดสติดูข้างในตลอดทั่วทั้งกาย รู้สึกไปตรงไหนก็ตามที ไม่ใช่ของเราไปถึงตรงนั้น กำหนดเถอะ นั่งก็กำหนดได้ นอนก็กำหนดได้ ยืนเดินก็กำหนดได้ทั้งนั้น กำหนดไปถึงตรงไหน ก็ไม่ใช่ของเราไปถึงตรงนั้น ความรู้สึกมันก็รู้แล้วดับไป มันเป็นของร้อน ในอาทิตตปริยายสูตรท่านบอกว่าเป็นของร้อน
ตาเป็นของร้อน รูปเป็นของร้อน เมื่อตากระทบรูปเกิดจักขุวิญญาณ จักขุวิญญาณเป็นของร้อน เมื่อตา รูป และจักขุวิญญาณมาประกอบกัน เขาเรียกว่า จักขุสัมผัส จักขุสัมผัสก็เป็นของร้อน เมื่อจักขุสัมผัสก่อให้เกิดเวทนา สุขบ้าง ทุกข์บ้าง อุเบกขาบ้าง ก็เป็นของร้อนอีก ร้อนเพราะอะไรล่ะ ร้อนเพราะไฟคือราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะไฟคือความเกิด แก่ ตาย โศกเศร้า พิรี้พิไรรำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับแค้นใจ ร้อนเพราะไฟ ๑๑ กอง ราคะ โทสะ โมหะ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส นี่ ไฟ ๑๑ กอง
นี่มันร้อน มันร้อนโดยมันเริ่มต้นตรงไหนล่ะ มันเริ่มต้นตรงราคะ โทสะ โมหะ น่ะ ราคะก็คือความยินดี โทสะก็คือความยินร้าย โมหะก็คือเฉย ๆอย่างไม่มีสติ คือโมหะ ทวารอื่นก็เหมือนกัน หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เหมือนกัน มันมาตั้งต้นร้อนก็ตรงนี้ ที่เวทนา๓คือ สุขทุกข์อุเบกขา ก่อให้เกิดราคะโทสะโมหะ ราคะโทสะโมหะก็เป็นปัจจัยไปสู่ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศกเศร้า พิรี้พิไรรำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับแค้นใจ มันเป็นของร้อน นี่แหละพระพุทธเจ้าทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตรแก่พระปุราณชฎิลทั้ง ๑,๐๐๐ รูป มีพระอุรุเวลกัสสปะเป็นประธาน ได้บรรลุอรหันต์หมด เพราะรู้แจ้งในอายตนะภายในภายนอก
การมีสติกำหนดในความรู้สึกในปัจจุบันขณะน่ะทวารไหนก็ช่างเถอะ เรารู้ในความรู้สึกของเรา รู้และเห็นความยินดียินร้ายน่ะ กำหนดหยั่งรู้มัน แทงลึกเข้าไปให้มันเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา เดี๋ยวมันก็รู้แจ้งเข้าไป ๆ มันแทงลึกเข้าไปด้วยญาณปัญญาที่เราบำเพ็ญกระทำฟั่นเฝืออบรมทุกวัน ๆ น่ะ มันลึกเข้าไป ๆ จนมันซึ้งในความไม่มีสาระแก่นสาร มันรู้ในความรู้สึก รู้เข้าไป รู้ไปตรงไหนก็ไม่ใช่เราไปถึงตรงนั้นน่ะ รู้อย่างนี้น่ะมีทางออกไปสู่มรรคผลนิพพานได้ เพราะอะไรล่ะ พระปุราณชฎิลทั้ง ๑,๐๐๐ รูปก็เป็นพยานอยู่แล้ว มากำหนดหยั่งรู้ที่ความรู้สึกน่ะ ทวารทั้ง ๖ นี่คือจิตดวงเดียวที่ออกไปรู้ จิตดวงเดิมน่ะ ความรู้สึกน่ะ เรามากำหนดสติ ไม่ต้องไปกำหนดทุกทวารก็ได้ ธาตุรู้ มันเป็นวิญญาณขันธ์ วิญญาณขันธ์นี่มันธาตุรู้ เวทนาขันธ์ก็ธาตุเสวย คือเสวยอารมณ์สุขทุกข์อุเบกขา วิญญาณขันธ์นี่มันรู้ เราจะรู้หรือไม่ก็ตามมันก็มีของมันอย่างนั้นแหละ เหมือนศาลานี่แหละ มันก็มีของมันอย่างนี้แหละ ศาลาหลังนี้ แม้เราไม่ได้มองมาเห็น มันก็อยู่อย่างนั้น เราจะมองมาเห็นมันก็อยู่อย่างนั้น
เพราะฉะนั้น การรู้นี่มันเป็นมายา นี่เรามาแจ่มแจ้งในเรื่องนี้ด้วยญาณปัญญาอีกแหละ วิญญาณขันธ์นี่มันเป็นมายาเลย เพราะอะไรล่ะ เพราะว่า เราจะรู้หรือไม่ก็ตามมันก็มีของมันอย่างนั้นแหละ เหมือนศาลาหลังนี้ เราจะมาเห็นหรือไม่เห็น มันก็มีของมันอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นการรับรู้จึงเป็นมายา ผู้ใดมาติดในการรับรู้จึงเป็นโมหะ
ต่อจากการรับรู้ก็เป็นการเสวยอีก เสวยรส เหมือนเราได้รับรู้ในสิ่งที่ชอบใจก็เกิดสุขเวทนา รับรู้ในสิ่งที่ไม่ชอบใจก็เกิดทุกขเวทนา การเสวยรสนี่มันต่อจากการรับรู้ เพราะฉะนั้นการเสวยรสมันจึงเป็นมายาหนักเข้าไปอีก เหมือนกับเราเอาดินมาปั้นเป็นตุ๊กตา ตุ๊กตานี่มันก็ไม่มีอะไรหรอก มันเป็นมายา มันเป็นดินมาปั้น สมมุติว่ามีลูกของมัน ลูกของตุ๊กตานี่มันก็ยิ่งเป็นอาการของมายาหนักเข้าไปอีกขั้น เพราะว่าไอ้ตัวต้นเดิมคือตุ๊กตานี้ มันก็เป็นดินมาปั้น ไม่มีสาระอะไร เอาดินมาปั้น วันดีคืนดีมีคนบอกว่าไอ้ตุ๊กตานี้ออกลูก โอ๊ะ มันก็ยิ่งมายาหนักเข้าไปอีก ก็ไอ้ตัวตุ๊กตามันก็เอาดินมาปั้นอยู่แล้ว วันดีคืนดีเขามาเล่าให้ฟังว่า ไอ้ตุ๊กตาที่คุณปั้นไว้น่ะมันออกลูกมาแล้ว เราฟังแล้วก็ เอ้อ มันยิ่งเห็นความเป็นมายาหนักเข้าไปอีก
นี่เรามากำหนดหยั่งรู้ว่าวิญญาณซึ่งคือธาตุรู้ก็เป็นมายาอยู่แล้ว ไอ้เวทนาตัวเสวยนี่ยิ่งเป็นมายาหนักเข้าไปอีก เพราะไอ้ตัวเสวยนี่มันมาจากธาตุรู้ ไอ้ตัวรู้มันยังเป็นมายาเลย เหมือนกับตุ๊กตาที่เราปั้นไว้มันยังเป็นมายาเลย เขายังมาบอกว่าไอ้ตุ๊กตาตัวนั้นมันออกลูกมา อ้าว ยิ่งเป็นอาการของมายาอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้นเรามากำหนดรู้ รู้สึกในความรู้สึกตามฐานน่ะ ญาณปัญญามันถึงแจ้งได้ มันแจ้งตะลุยไปถึงมรรคผลนิพพานได้เลย รู้ในนี้แหละ รู้ในกายยาววาหนาคืบน่ะ เพราะมันรู้เพื่อมาเห็นสภาวะธรรม เห็นกิเลสราคะโทสะโมหะ ขณะหนึ่งขณะหนึ่งที่การกระทบของอารมณ์ แล้วเราแจ้งด้วยญาณของเราเอง มรรคผลนิพพานก็หาตรงนี้แหละไม่ต้องไปหาที่ไหนหรอก ไม่ต้องไปหาที่ดินฟ้าอากาศ มรรคผลนิพพานมาหาที่กิเลสเรา ที่ใจเราซึ่งเดิมทีมีกิเลส หาตรงนั้นแหละ จะหามรรคผลนิพพานจงหาที่ใจซึ่งมีกิเลส นี่แหละ เหมือนกับยกตัวอย่างว่า จะหาผ้าสะอาด หาที่ไหน ก็หาที่ผ้าสกปรกนั่นแหละ เอามาซักเข้าสิ เอาผ้าผืนนั้นมาซักเข้าไปสิ พอสะอาดขึ้นมาก็นั่นแหละ ผ้าสะอาดมันก็มาจากผ้าสกปรกนั่นแหละ พอได้ผ้าสะอาดแล้วก็ห่มได้นุ่งได้ เหมือนกับนิพพานน่ะ คือได้ผลแล้ว ถ้าเราซักจิตของเราที่มันกิเลสหนา ให้มันหมดกิเลส ก็เอาไปนุ่งได้ห่มได้ ก็เหมือนกับที่เราได้บรรลุธรรม
หาธรรมะนี่ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย หาที่กิเลสเรานี่แหละ เวลากิเลสมันเกิดขึ้นมาแล้วเราเห็นกิเลสน่ะ ให้ดีใจเลย นั่นแหละเห็นเสือแล้ว จะได้มีความสามารถในการฆ่าเสือแล้ว เห็นกิเลสจะได้ฆ่ากิเลส เดิมทีเราเป็นคนมีกิเลสหนานี่มันก็ธรรมดาของผู้ที่ยังไม่ได้มาปฏิบัติธรรม แต่เราภาคภูมิใจว่าเราได้ขวนขวายมาทำตามที่พระพุทธเจ้าสอนแล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอนใครต่อใครให้เป็นพระอรหันต์ก็สอนในนี้แหละ ตัวเราที่โง่เขลากิเลสหนาปัญญาทรามมาแต่ก่อนน่ะ พอเรามาทำตาม เราก็เกิดปีติศรัทธาว่าสักวันเราจะบริสุทธิ์หมดจดอย่างท่านบ้าง เราก็ไม่ได้ดีมาแต่ไหน ก็เป็นคนมีกิเลสหนามาก่อน แต่เรามีศรัทธาจะมาทำอย่างนี้ ทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน คือมาเจริญสติปัฏฐานน่ะ
มากำหนดหยั่งรู้ภายใน เห็นขันธ์ ๕ รูปขันธ์ก็ไม่มีอะไรเลย เป็นมายาภาพ เป็นธาตุดินน้ำไฟลมมาผสมกัน เวทนาขันธ์คือสุขทุกข์อุเบกขาก็ลงสู่ความเกิดดับ สัญญาความกำหนดหมายก็สักว่า ๆ สังขารปรุงแต่งดีชั่วบุญบาปก็เกิดดับหมด มากำหนดหยั่งรู้ภายในมันก็เห็นน่ะ กำหนดไปถึงไหนมันก็เห็นแต่มายา ถ้าเราไม่กำหนดมันก็เห็นเป็นเรื่อง ถ้ากำหนดแล้วมันไม่มีเรื่อง มันเห็นแต่หมดเรื่อง มันไม่มีสาระ มันไม่มีแก่นสาร ถ้าเราไม่กำหนดแล้วมันมีเรื่อง เหมือนกับมันมีจริง พอกำหนดแล้วไม่มีอะไรเลย เห็นแต่ความไม่มี ยิ่งมารู้สึกว่า เออเรานี่มันโง่จริง ๆ นะ ไอ้ที่เป็นทุกข์นี่มันเรื่องไร้สาระทั้งนั้น เป็นทุกข์กับอดีต อดีตก็ดับไปแล้ว เป็นทุกข์กับอนาคต อนาคตก็ยังมาไม่ถึง เป็นทุกข์กับอดีตก็เหมือนเขาเอาบิลค่าไฟฟ้าปีที่แล้วที่เราจ่ายไปแล้วมาเก็บอีก เราก็ยังโง่จ่ายซ้ำ อดีตมันดับไปแล้ว เป็นทุกข์เป็นสุขมันก็เรียบร้อยไปแล้ว เมื่อปีนั้นเดือนนั้น มันขึ้นมาอีกมาหลอกให้เราเป็นทุกข์เรื่องเดิม เราก็ยังเป็นทุกข์ให้มันอีก เหมือนกับเรานี่โง่นะ บิลค่าไฟฟ้าปีที่แล้วมันมาเก็บซ้ำเราก็ยังจ่ายอีก โอ๊ะ เสียสตางค์ฟรีเลย อารมณ์ในอดีตปีที่แล้วเดือนที่แล้วขึ้นมานี่ เรายังเป็นทุกข์ให้มัน ต้องจ่ายค่าอารมณ์ค่าเสียอารมณ์ แหมเสียอารมณ์ เสียฟรีเลย เรื่องยังไม่เกิดในอนาคตก็ไปปรุงแต่ง โอ้ยมันจะเป็นอย่างนั้น ถ้ามันเป็นอย่างนั้นละก็ทุกข์แย่เลย เอาไว้ให้มันเกิดก่อนแล้วค่อยทุกข์ก็ได้ ยังไม่เกิดก็อย่าเพิ่งไปทุกข์มัน เหมือนกับคนเก็บค่าไฟมันเอาบิลปีหน้ามาเก็บเราน่ะ เดี๋ยวปีหน้าคุณใช้เท่านี้ ๆ น่ะ จ่ายมา เราก็บอกมันว่า เออเดี๋ยวปีหน้าใช้เท่านั้นก่อนแล้วค่อยจ่ายปีหน้าก็ได้ ดันไปเอาบิลปีหน้ามาเก็บ เรื่องยังไม่เกิดเลย เราก็ไปทุกข์ให้มันแล้ว เอาไว้รอให้มันเกิดจริง ๆก่อน ค่อยทุกข์ให้มันก็ได้
คนทั่วไปเห็นอย่างนี้ไม่ได้หรอก ถึงว่าจะพูดฟังดูง่าย ๆ นี่ แต่คนทั่วไปไม่เห็นหรอก เพราะไม่ได้มาเจริญปัจจุบันอารมณ์ ถ้าไม่ได้มาฝึกสติไม่เจอปัจจุบันอารมณ์หรอก ชีวิตก็หมกมุ่นอยู่นั่นแหละ เป็นทุกข์กับอดีตอนาคตทั้งวันทั้งคืนแหละ กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ ไม่บ้าก็บุญ วุ่น ๆ วาย ๆ เงิน ๆ ทอง ๆ ลูก ๆ เมีย ๆ เสีย ๆ หาย ๆ นี่คำนี้หลวงพ่อใหญ่ท่านพูดประจำ
ฉะนั้น ธรรมะน่ะ เรามากำหนดหยั่งรู้ดูตัวเองแล้วได้แก้ไขแล้ว โอ้ยสบาย เราปฏิบัติผ่านไปปีนึงมันก็ยิ่งดีขึ้นทุกปี ๆ แล้วมันก็สบายของมันอย่างนี้แล้ว ความคิดทางโลกมันก็จะหายไปเอง ถ้าเรามาเห็นความสุขทางธรรมะแล้ว จิตเรามันก็มีแต่จะคิดลุยหน้าไปในเส้นทางธรรม ส่วนไอ้ความรู้สึกที่ว่าความสุขทางโลกคงจะดีกว่า สงสัยอย่างโน้น สงสัยอย่างนี้ สงสัยคนดำ สงสัยคนขาว สงสัยฝรั่ง สงสัยเจ๊กแขก เราไม่สงสัย ถ้าทางโลก สงสัยไม่เลิกหรอก มีเมียผิวดำไปสงสัยคนขาว ๆ ว่าคนขาว ๆ จะเป็นอย่างไรหนอ ไปได้เมียไทยก็สงสัยฝรั่งอีก ว่าถ้าได้เมียฝรั่งจะเป็นยังไงบ้าง พอได้เมียฝรั่งก็จะไปสงสัยเจ๊กแขกอีก ไม่จบหรอก กิเลสตัณหามันไม่จบ ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งเสพยิ่งอยาก กิเลสกามมันไม่จบ ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งถมยิ่งลึก มันไม่จบไม่สิ้น
มาปฏิบัติธรรมนี่มันสงบเย็น มันจบ ความเร่าร้อนที่เคยได้รับตอนเราเป็นฆราวาสน่ะ มันต้องไปแสวงหาเพื่อจะได้อย่างที่ชาวบ้านเขาได้น่ะ เราก็ไม่ต้องไปทุกข์อย่างนั้นแล้ว ชีวิตมันก็สงบเย็นลงไปเรื่อย ๆ นี่แหละ กำหนดแล้วดี ผ่านไปแต่ละปีมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเราอยู่กับตัวเองน่ะ จิตใจมันก็ผ่อนคลาย ความสุขทางโลกมันไม่มีอย่างนี้ เพราะอะไร เพราะชาวโลกคิดแต่จะไปหาคนอื่น ไม่เคยคิดหาตัวเองเลย ไม่เคยเลย แล้วมันไม่เจอกันหรอก ทางจิตใจไม่เจอกันหรอก ผู้ชายผู้หญิงมากอดกันน่ะ ผู้หญิงก็ไปคิดถึงผู้ชาย ผู้ชายก็ไปคิดถึงผู้หญิง อ้าวไม่เจอกันอีก มันไม่ได้คิดเรื่องเดียวกันหรอก ผัวก็คิดถึงเมีย อ้าวเมียดันมาคิดถึงผัว มันไม่คิดถึงตัวเอง ถ้าคิดถึงตัวเอง เออ ผัวไปคิดถึงเมียจะได้เจอจิตเมียในกายเมียบ้างนะ นี่ไม่เจอกันหรอก กอดกันอยู่ก็ไม่เจอกัน ขนาดนอนกอดกันอยู่ก็ไม่เจอกัน คิดกันไปคนละที่
เวลาเราไปกราบหลวงปู่หลวงพ่อที่ท่านเป็นพระปฏิบัติน่ะ ทำไมถึงเย็นล่ะ เพราะเจอท่านน่ะ เพราะเราเจอท่าน เพราะจิตพระอริยะนี่ท่านอยู่ในกายของท่าน ท่านเจริญสติปัฏฐานของท่าน จิตของท่านอยู่ในกายท่าน ไม่ไปคิดถึงใคร พอเราไปกราบท่านคิดถึงท่าน มองท่านคิดถึงท่าน อ้าวเจอกันเลย นั่นแหละถึงว่า เราไปกราบพระอริยะนี่ทำไมมันถึงรู้สึกว่าอิ่มใจ เพราะว่าได้เจอ ได้เจอกัน ชาวโลกนี่มันไม่เจอกันหรอก นอนกอดกันยังไม่เจอกันเลย คิดไปคนละที่กัน ผู้หญิงก็ไปคิดถึงผู้ชาย ผู้ชายก็ไปคิดถึงผู้หญิง กอดกันยังไม่เจอกันเลย ฉะนั้นชีวิตไม่เจอหรอก ว้าเหว่หงอยเหงา หากันไม่เจอ ถ้ามีลูก แม่ก็คิดถึงลูก ลูกดันมาคิดถึงแม่อีก จิตมันก็ไม่เจอกันอีก
นี่ เรามาอุปมาเล่น ๆ ว่าเพศฆราวาสมันถึงไม่มีความสุขเพราะมันไม่เจอกันทางจิต มันไม่คิดเรื่องเดียวพร้อมกันเลย แต่เจอใครก็ตาม เจอตัวเราดีกว่า เราหาตัวเราดีกว่า หาคนอื่นก็ไม่มีประโยชน์อะไร รักคนอื่นมากมาย เจอแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ ลองไปรักเขาดูเถอะ รักมากมายแค่ไหน ได้แต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ รักตัวเองให้เร่งประพฤติธรรมดีกว่า รักตัวเองดีกว่า เราปฏิบัติของเราดีกว่า คนอื่นก็เรื่องของเขา ปฏิบัติของเราดีกว่า ดับทุกข์ให้เราดีกว่า ดับไฟให้เราดีกว่า ถ้าเราดับทุกข์ของเราได้แล้วถึงจะไปช่วยดับทุกข์ให้คนอื่นได้ ถ้าเราดับทุกข์ในใจเราได้น่ะ พูดออกมามันก็เป็นธรรมะออกมา ถ้าเราดับทุกข์ในใจเราไม่ได้ พูดออกมามันก็มีแต่กิเลส ไปสอนเขาก็ไม่ช่วยให้เขาดับทุกข์ได้ ฉะนั้นเราดับทุกข์ของเราก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งไปห่วงใคร อย่าเพิ่งไปห่วงลูกห่วงหลาน เอ้อ ลูกกูมันไม่ได้มาเจอศาสนาอย่างกู อย่าเพิ่งไปห่วงเลยโยม เราทำของเราให้ได้ก่อน เที่ยวไปห่วงเขาก็ไม่ได้ทำมาหากินเลย ไม่ได้ปฏิบัติ แทนที่พอเข้าวัดมาเจอกรรมฐาน แทนที่จะปฏิบัติ อ้าวไปนั่งห่วงลูกอีก ทำไงกูจะไปสอนให้ไอ้หนูมันมาทำอย่างกูบ้างวะ ไอ้เรายังทำไม่ได้อะไรเลย ไปสอนมันก็ไม่มีเดชที่จะไปสอนมัน เราทำของเราให้ได้ก่อน ทำให้มันได้ของเราเต็มที่ก่อนแล้วเราจะไปสอนเขาได้ ค่อยไปสอนลูกสอนเต้าก็สอนได้ สอนใครก็สอนได้ เริ่มต้นน่ะสอนเราก่อน สอนตัวเองก่อน
วันนี้ก็ได้มาปรารภธรรมะตามโอกาสเวลาอันควร ก็ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ท้ายที่สุดก็ขอสมมุติยุติลงแต่เพียงเท่านี้ สุดท้ายนี้ก็ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จงสถิตอยู่เหนือศีรษะของพุทธบริษัททั้งหลาย ให้พุทธบริษัททั้งหลายได้บรรลุธรรม มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ

ความคิดเห็นล่าสุด
2 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 15 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 50 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 51 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน