๐๐๓๑ ทานและวิมุตติ
กัณฑ์ที่ ๓๑ ทานและวิมุตติ
๑๖-ส.ค.-๔๖
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ขอนมัสการพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบเท้าไปยังพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษยุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขเจริญพรสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทุกท่าน
วันนี้เป็นวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เราก็ได้มาปรารภธรรมะในภาคปฏิบัติ เรามาปฏิบัติเพราะว่าเห็นทุกข์ คนเราถ้าไม่เห็นทุกข์ก็จะไม่ขวนขวายปฏิบัติ ต้องเห็นทุกข์มากบ้างน้อยบ้าง แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีบุญ สั่งสมบุญบารมีมาถึง ๔ อสงไขยกำไรแสนมหากัป ตอนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (มหาภิเนษกรมณ์แปลว่าการเสด็จออกเพื่อคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่หมายถึงการออกผนวชของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ก็เพราะทรงเห็นความทุกข์คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทรงเห็นความทุกข์แล้วคิดสละ ท่านคิดสละ เห็นภัยในสิ่งร้อยรัด ทรงเบื่อหน่ายและเห็นภัยของความไม่มีอิสระ
ความไม่มีอิสระนั้น มันเกิดจากเราทำเองบ้าง ผู้อื่นทำให้บ้าง ผู้อื่นทำให้คือผู้อื่นมาผูกมัดเราไว้ เราทำเองก็คือว่า เราไปผูกมัดกับสิ่งอื่นเอาไว้ แต่ว่าจะมีสิ่งอื่นมาผูกมัดเราได้ก็เพราะว่าเราไปผูกมัดสิ่งอื่นเอาไว้ด้วย การตบมือข้างเดียวย่อมไม่ดัง สมมุติว่าเขาจะเอาไม้ขีดไฟมาจุดเผาแท่งเหล็กนะ เผาไม่ไหม้ แต่ถ้าจะเอาไม้ขีดไฟจุดแล้วมาเผาสำลี เผานุ่น มันไหม้ได้ ฉะนั้นการแก้ไข ให้แก้ไขที่ตัวเรา แก้ไขที่ตัวเราแล้วข้างนอกมันจะคลายไปเอง ตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง
ถ้าเราอยากจะปฏิบัติธรรมะให้ดีนะ อย่าไปคิดว่าผู้อื่นเป็นมารแก่เรา ให้คิดว่าใจเราเป็นมาร มารอยู่ในใจเรา คนที่อิ่มอาหารอย่างมากน่ะ เขาเอาอาหารชั้นดีมาล่อก็กินไม่ลง กินไม่ลงเลย เพราะแน่นท้องไปหมด เอาอาหารชั้นดีมาล่อนี่ กินไม่ลง ส่วนคนที่หิวอาหารอยู่นะ ไม่ได้กินอาหารมา ๒ วัน ๓ วัน ไปเจอข้าวบูดก็นั่งกินซะจนหมดหม้อ เพราะฉะนั้นมารของเราคืออะไรล่ะ มารของเราก็คือ จิตของเราที่ยังหิวอยู่ ถ้าเราหิวข้าวมาก ๆ น่ะแค่เห็นข้าวเปล่าข้าวคลุกน้ำปลาก็น้ำลายสอแล้ว ถ้าคนอิ่มจนตื้อนะเห็นอาหารชั้นดีของแพงก็กินไม่ลง เราดูอันนี้เป็นตัวอย่าง แล้วอย่าไปโทษข้างนอกว่าเป็นมารแก่เรา มารของเราก็คือจิตของเราที่ยังหิวอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือใจเราเอง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ได้อยู่ข้างนอก ไม่ได้อยู่ที่สาวหน้าแฉล้ม ยืนรอยิ้มหวาน ปากแดงเล็บแดง ไม่ใช่ มันอยู่ที่ใจเราที่มันยังหิวกระหาย ฉะนั้นอย่าไปโทษข้างนอก โทษข้างนอกก็จะปฏิบัติผิดทาง อย่าไปโทษข้างนอกว่าเป็นมาร มันผิดทาง
ตอนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน พระอานนท์ถามวิธีปฏิบัติต่อมาตุคาม พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า อย่าดูอย่ามองเสียเลยเป็นดีอานนท์ ถ้าจำเป็นต้องดูต้องมองล่ะ อย่าพูดด้วย ถ้าจำเป็นต้องพูดด้วยล่ะ ให้ตั้งสติเอาไว้ขณะพูด คือว่า ท่านก็ให้คุมตัวเอง ไม่ใช่ให้ไปกำจัดผู้หญิงให้หมดโลก ผู้ที่มาทำให้เรารักน่ะ ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็นน่ะนะ ผู้นั้นจะมาสอนให้เรารู้จักละความรัก ผู้ที่มาทำให้เราโกรธก็เหมือนกัน ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็นนะ ผู้นั้นแหละคือผู้ที่จะมาสอนให้เรารู้จักละความโกรธ สำหรับนักกระโดดข้ามรั้ว รั้วนี่มันทำให้กระโดดสูงขึ้น ถ้าผู้นั้นรู้จักฝึก ฝึกที่กล้ามเนื้อ แต่ถ้าเราไม่รู้จักฝึก รั้วก็เป็นที่เอาไว้ทำให้เราสะดุดหกล้ม ฉะนั้นเวลาเจออุปสรรคนะ ให้เราฝึกใจตัวเอง อย่าไปตีโพยตีพายโทษฟ้าโทษดิน เราฝึกจิตของเราให้สูงเหนืออุปสรรคดีกว่า ฝึกจิตเราให้เข้มแข็ง ให้อดทนหนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ ไม่ยินดีในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ไม่ยินร้ายในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยินร้าย แต่สิ่งที่มาทำให้เราเกิดราคะ มันจะมาสอนให้เราละราคะ ถ้าเรารู้จักใช้ สิ่งที่มาทำให้เราเกิดโทสะมันจะมาสอนให้เราละโทสะ
เราอย่าเพลินไปตามอารมณ์ เรายังละไม่ได้เราก็กำหนดหยั่งรู้ดูมัน กำหนดในใจเรา กำหนดในฐานแห่งสติ ยังละไม่ได้ก็หยั่งรู้กำหนดดูไปก่อน เพียงแต่ว่าเริ่มต้นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อน ในประเด็นที่ว่า ปัญหาทั้งหลายที่จะแก้นะ มันไม่ได้อยู่ข้างนอก มันอยู่ที่เรา อย่าไปโทษว่าคนอื่นทำให้ อย่าไปโทษฟ้าโทษดิน อย่าไปโทษว่าคนอื่นเขาไม่เห็นคุณค่าเรา ให้มาโทษตัวเองว่าเราไม่พัฒนาตน โทษคนอื่นมันไม่มีประโยชน์อะไร มาโทษตัวเราว่าเราไม่พัฒนาตน เขาถึงไม่เห็นคุณค่า ทองคำที่เขาเอามาทำมงกุฎน่ะมันเคยอยู่ใต้ดินลึก เพชรที่เขาเอามาประดับหัวแหวนน่ะมันเคยอยู่ในภูเขา แต่เขาก็หาเอามา เที่ยวไปค้นเที่ยวไปสรรหามา ไปหามายกย่องเชิดชูเอาไว้ที่สูง เป็นของมีค่า เพราะอะไรล่ะ เพราะของนั้นมีค่า ถังขยะที่หน้าบ้านน่ะ เขาจะขนไปทิ้ง มูลสุนัขที่หน้าประตูน่ะเขาก็จะขนไปทิ้ง ของที่อยู่ใกล้แต่ไร้ค่าน่ะเขาจะถีบส่งไป ของที่อยู่ห่างไกลแต่มีคุณค่า เขาจะไปอัญเชิญมา
ฉะนั้นอย่าไปโทษสังคม อย่าไปโทษว่าสังคมทำไม่ดีกับเรา เลิกโทษไปเลย พัฒนาตัวเองดีกว่า ฝึกจิตของเราทุกวัน อย่าไปหวั่นไหวกับโลกธรรม ๘ คือ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ สรรเสริญนินทา สุขทุกข์ โลกธรรม ๘ อย่างหรือ ๔ คู่น่ะ พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้เลยว่าอย่าหวั่นไหวไปตามมัน ให้เราสำเหนียกอยู่ในใจเราเลย ธรรมะน่ะเราต้องเอามาไว้ในใจเรา พระพุทธเจ้าสอนไว้นะ ถ้าเรายังไม่เอามาไว้ในใจเราก็ยังไม่เป็นของเรา โลกธรรม ๘ เราฝึกวางเฉยให้ได้เถอะ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ สรรเสริญนินทา สุขทุกข์ อย่าไปยินดีเวลามีลาภ อย่ายินร้ายเมื่อเสื่อมลาภ ขณะที่เราเป็นทุกข์เวลาเสื่อมลาภ เพราะเราไปตั้งอัตตาของเราไว้ตอนเวลาที่มีลาภ เวลามีลาภก็ไปเพลิน โอ้ยกูนี่บุญมากจริง กูนี่เยี่ยมจริง พอเสื่อมลาภก็เป็นทุกข์ มียศนี่หมายถึงว่าเวลาเขาให้เกียรติเรา เวลาเขาให้เกียรติเชื้อเชิญเรา ไปไหนใครเชื้อเชิญ หาที่นั่งให้ หาอะไรให้ ขวนขวายมาต้อนรับอย่างดีน่ะคือมียศ เสื่อมยศล่ะ เวลาไปเขาไล่ตะเพิดเอา เป็นพระนี่เห็นง่าย สมมุติขึ้นรถเมล์ไปน่ะ เวลาขึ้นรถเมล์ตามต่างจังหวัดนะ บางทีกระเป๋ามันอาจจะด่าก็ได้ บางทีกระเป๋ามันอาจจะหาที่นั่งให้อย่างดีก็ได้ กระเป๋ารถเมล์นะไม่แน่หรอก เราทำจิตให้เป็นกลาง ๆ ต้องรู้จักวางอุเบกขาตั้งแต่อยู่ในวัด ถ้าเราคุ้นเคยแต่ให้เขาพินอบพิเทา พอไปโดนกระเป๋ารถเมล์ด่าก็จะรับไม่ได้ เวลาเขาให้เกียรติยกย่องเราก็ไปตั้งอัตตายึดเอาไว้
ไอ้สิ่งที่มันจะล่อให้เราไปยึดมั่นถือมั่นน่ะต้องเป็นของดีทั้งนั้น ถ้าไม่ใช่ของดีนะล่อเราไปไม่ได้ ตอนที่เราจะเผลอจะซวยน่ะ ของดีมานำเราไปทั้งนั้น เราจะเหลิงจะพลาดท่าแก่กิเลสน่ะของดีมายั่วให้ทั้งนั้น ตอนนั้นไม่รู้ตัว แต่พอของไม่ดีมาปรากฏน่ะจะนึกได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่าไอ้ของไม่ดีน่ะมันเป็นเทวทูต เป็นทูตของเทวดา ความชั่วร้ายเลวทรามในโลก คนมีปัญญาจักษุคือมีดวงตาเห็นธรรมจะรู้จักมอง จะได้คุณประโยชน์ ฉะนั้นน่ะเรามียศเสื่อมยศ ให้ทำจิตเป็นกลาง ๆ ไว้ สรรเสริญนินทาก็เหมือนกัน เวลาเขาชมเวลาเขาด่าน่ะ เวลาเขาชมเราไปตั้งอุปาทานพองไว้ พอง จิตมันพอง ถ้าเราพองมากเท่าไหร่ เวลาโดนเขาด่าจะทุกข์เท่านั้นแหละ เราวัดปริมาณความโง่ที่ยังอยู่ในใจเรา ดูได้ตรงที่ เวลาเขาชมขึ้นมาน่ะพองมากหรือพองน้อย ดูในใจเรา พองมากก็โง่มาก พองน้อยหน่อยก็โง่น้อยหน่อย จงดูตัวเองไม่ต้องไปดูคนอื่น ดูว่าเออเรายังโง่อยู่เลย เขาชมนิดเดียวมันปลื้มไปสามวันสี่คืน เวลาถูกเขาชมแล้วเราปลื้มไปสามวันสี่คืน เวลาถูกเขาด่าก็กลุ้มไปสามวันสี่คืนเหมือนกัน ถ้าปลื้มอยู่วันเดียวก็เออยังดี เวลาเขาด่าก็กลุ้มอยู่วันเดียว ปลื้มไปสักเจ็ดวันก็ซวยแล้ว ยิ่งเที่ยวมานั่งคุ้ยว่าเมื่อปีก่อนเขามาชมเราอย่างนี้นะ เมื่อสองปีก่อนเขามาชมเราอย่างนี้นะ ไปตรงโน้นก็ยกย่องให้เกียรติเราอย่างนั้นนะ นั่นน่ะยิ่งโง่หนักเลย
เราดูตัวเราแหละไม่ต้องดูคนอื่นเลย เราดูตัวเองแล้วชี้โทษ เราจะทำมีดของเราให้มันคมนะ จะต้องดูตรงไหนมันเป็นสนิม จะได้เอาหินลับมีดมาขัด เรารู้ว่าเราชั่วตรงไหนบ้าง เลวตรงไหนบ้าง โง่ตรงไหนบ้าง นั่นแหละกำไร แล้วเราจะเก่งขึ้นมาได้ ถ้าเราไม่รู้เลยว่าเรามีจุดอ่อนตรงไหน เลวตรงไหน ชั่วตรงไหน เสียท่าเลย เกาไม่ถูกที่คัน คันหัวไปเกาขา แล้วเมื่อไหร่จะดี นักปฏิบัติธรรมน่ะ เวลารู้ตัวขึ้นมาว่าเราเลวเรื่องอะไรนี่มันต้องดีใจเลย เราจะได้แก้ไขอีกเรื่องแล้ว ก็ดูที่ใจเรา ที่พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้หวั่นไหวต่อโลกธรรม มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ สรรเสริญนินทาสุขทุกข์ สุขทุกข์นี่ก็ฐานเวทนาในเวทนาเลย เราปฏิบัติฐานเวทนาในเวทนานี่ก็เห็นโลกธรรมแล้ว ฐานเวทนามันก็รวมอารมณ์จิตเหมือนกัน จิตมันเป็นที่ตั้งแห่งขันธ์ ๕ เราเจริญสติมันได้เปรียบตรงนี้ เห็นขันธ์ ๕ ง่าย เราเจริญสติไปมันจะเห็นแจ้งขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ เป็นไงล่ะ ก็ปฏิบัติเอาเดี๋ยวมันจะแจ่มแจ้งขึ้นมา แจ่มแจ้งด้วยตนเอง เห็นความเกิดดับของขันธ์ ๕ ในปัจจุบันขณะ นี่รูป นี่เวทนา นี่สัญญา นี่สังขาร นี่วิญญาณ ถ้าแจ่มแจ้งขึ้นมาในภาคปฏิบัติ เราเห็นขันธ์ ๕ นี่เจอเงื่อนแล้ว เจอเงื่อนที่จะแก้ปม
ตอนที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นะ ถ้าพระภิกษุรูปไหนไปนมัสการลาท่าน จะไปปฏิบัติกรรมฐาน ท่านจะบอกให้ไปลาพระสารีบุตร ก่อนไปปฏิบัติธรรมให้ไปลาพระสารีบุตรเสียก่อน พระก็จะไปกราบลาพระสารีบุตรนะ แล้วพระก็ถามว่า ผมเป็นปุถุชนแล้วจะปฏิบัติเพื่อให้เป็นพระโสดาบันจะปฏิบัติอย่างไรครับ พระสารีบุตรก็บอกว่า ก็กำหนดขันธ์ ๕ ซิ แล้วก็พิจารณาขันธ์ ๕ ให้เห็นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถ้าจิตเข้าที่มันก็จะบรรลุ จากปุถุชนบรรลุเป็นพระโสดาบันเอง แล้วเขาถามต่อ ถ้าผมเป็นพระโสดาบันแล้วจะทำไงให้เป็นพระสกิทาคามี พระสารีบุตรบอก ก็กำหนดที่ขันธ์ ๕ ซิ กำหนดให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พอจิตมันถึงที่เข้าที่ เดี๋ยวมันก็เลื่อนชั้นจากพระโสดาบันเป็นพระสกิทาคามี แล้วถ้าผมเป็นพระสกิทาคามีแล้วนี่จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้เป็นพระอนาคามี พระสารีบุตรก็บอกว่า ให้กำหนดที่ขันธ์ ๕ ให้เห็นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา กำหนดไปจนจิตมันเข้าที่ เดี๋ยวจิตมันก็เลื่อนชั้นจากพระสกิทาคามีเป็นพระอนาคามีเอง พระก็ถามต่อว่า แล้วถ้าผมเป็นพระอนาคามีแล้ว จะปฏิบัติยังไงให้เป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตรก็บอกว่า กำหนดดูที่ขันธ์ ๕ นี่แหละ ถ้าจิตมันกำหนดขันธ์ ๕ ให้เห็น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อจิตมันเข้าที่ มันก็จะเลื่อนชั้นจากพระอนาคามีเป็นพระอรหันต์ไปเอง พระก็ถามต่อว่า แล้วถ้าผมเป็นพระอรหันต์แล้วผมก็ไม่ต้องทำอะไรเลยใช่ไหม พระสารีบุตรบอกว่า ไม่ใช่ซิ พระอรหันต์นี่ยิ่งทำหนักกว่าเก่า พระอรหันต์นี่ยิ่งกำหนดหยั่งรู้ขันธ์ ๕ ให้เห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เพื่อความสุขของธาตุขันธ์ในปัจจุบัน เพื่อสุขวิหารธรรม เพื่อความอยู่เป็นสุข เรียกว่าสุขวิหารธรรม คือเป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่สบายแห่งจิต ถึงว่าจะไม่มีกิเลสแล้วแต่ก็กำหนดอยู่ตรงนั้น เป็นเครื่องอยู่ เขาเรียกว่าสุขวิหารธรรมของพระอรหันต์
ฉะนั้นนะ พอฟังดังนี้เราก็จะเห็นว่า พระสารีบุตรท่านสอนพระว่า สมรภูมิในการรบกับกิเลสทุกขั้นตอนคืออยู่ที่ขันธ์ ๕ กำหนดหยั่งรู้ขันธ์ ๕ เราเห็นขันธ์ ๕ นี่ ตอนแรกขันธ์ ๕ มีอุปาทานมาก ขันธ์ ๕ ของปุถุชนมันมีอุปาทานมาก กำหนดไป กำหนดไปก็เห็นความจริงว่า ยึดไว้ก็ทุกข์เปล่า ยึดไว้ก็โง่เปล่า ๆ ถ้ายึดแล้วมันได้อย่างที่ใจยึดมันก็น่าจะยึดหรอก แต่ยึดแล้วไม่ได้อย่างใจยึด เหมือนกับว่าเราจะยึดมันให้เป็นสุขนะ มันก็ไม่เป็นอย่างที่เรายึด มันจะเป็นทุกข์มาเมื่อไหร่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความพอใจของมัน มันไม่ถามความเห็นของเรา มันจะปวดขาปวดแข้งก็ไม่ถามเราก่อน ขาแข้งเราเอง เรียกว่าเป็นขาแข้งเรานะ มันจะปวดมามันก็ไม่ถามว่า เออเดี๋ยวพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์นะขออนุญาตปวดขาหน่อยนะครับ มันไม่ขออนุญาตเลย เราไปหลงยึดว่ามันเป็นของเรา ไม่น่าเลย มันไม่เห็นคุณค่า มันไม่เกรงใจน้ำหน้าเรา ที่เราหลงไปโง่ยึดมันไว้เลย ไม่เกรงใจเลย ความเกรงใจไม่มี เราไปยึดเอาไว้ เรากำหนดขันธ์ ๕ มันก็จะเห็นว่า อุปาทานที่เราไปยึดเอาไว้นะ ที่ว่าเป็นของเรานะ มันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเราจริง ปวดหลังปวดเอวมันก็ไม่ขออนุญาต ปวดหัวปวดคอมันก็ไม่ขออนุญาต บำรุงบำเรอมันแทบตายนะ มันอยากจะกินอะไรก็อุตส่าห์ไปหามา มันชอบอะไรก็ไปหามาให้ มันอยากจะได้พัดลมก็ไปหาพัดลมให้ มันอยากจะไปหาน้ำก็ไปอาบน้ำอาบท่าให้ ถึงเวลามันก็ไม่เป็นของเราจริง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ตัวตนของเรา เห็นความจริงไปเรื่อย ๆ อุปาทานมันจะคลายตัว
เรามาเจริญสติปัฏฐานก็ดูแต่ตัวเอง ข้างนอกก็ดูน้อยลงไปเรื่อย ๆ ยิ่งไปมองข้างนอกมาก ก็เป็นขี้ข้าเขามาก ต้องเป็นขี้ข้าไปมองเขา ไปมองเขาดีเขาเลวนั่นก็คือเราเป็นขี้ข้าเขา มาดูตัวเองดีกว่า เราดีเราเลวเราชั่ว จะได้แก้ไข ไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าใคร ไม่ต้องไปนั่งมองว่า ไอ้คนนั้นมันเลวอย่างนี้ ไอ้คนนี้มันเลวอย่างนั้น แบบนี้น่ะเราเป็นขี้ข้าเขา เป็นขี้ข้าทางใจ เราเจริญสติปัฏฐานให้มาดูตัวเอง ความเป็นขี้ข้าเขามันจะน้อยลง ดูตัวเองดีกว่าสบาย สบาย เจอตัวเอง ไม่ต้องเที่ยวไปหาใคร จิตใจเราน่ะเที่ยวไปหาแต่คนอื่น ดูใจเรานะ เที่ยวไปหาแต่คนอื่นแล้วก็ทุกข์ไม่จบ จะไปรักเขา ไปเกลียดเขา ไปหวงห่วงอาลัยผูกพัน ทุกข์ไม่จบหรอก ไปหวงไปห่วงไปรักก็เตรียมน้ำตาไปด้วย เตรียมน้ำตาไว้ด้วย รักตัวเองดีกว่า มาประพฤติธรรมดีกว่า มาดูตัวเราดีกว่า ไปหาคนอื่นก็ไม่เจอตัวเองเลย ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน เอาจิตไปฝากไว้กับคนอื่น ถ้าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย ทุกข์ไม่จบ ดึงจิตกลับมาดีกว่า
เราจะปฏิบัติธรรมให้ได้ดีนะ ต้องเป็นบุคคลผู้เดียว สติปัฏฐานมันเป็น เอกายะโน อะยัง ภิกขะเว มัคโค เป็นทางของบุคคลผู้เดียว คือเราอย่าเอาจิตไปฝากใคร ไม่ต้องไปรักไปห่วงไปหวงไปคิดถึงใคร อย่าไปคิดถึงใครทั้งนั้น เรานั่งสมาธินะกำหนดที่ตัวเรากายเรา คิดว่าเราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว เกิดคนเดียวก็ตายคนเดียว ไม่มีใครพากันไปได้หรอก เที่ยวไปรักไปหวงไปห่วงอาลัยเขา เตรียมน้ำตาไว้ด้วย ความรักนี่มันนำมาซึ่งความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันทุกข์กายทุกข์ใจ เด็กผู้หญิงที่มันไปร้องไห้ที่โรงพยาบาลให้กับนักร้องที่รถไปคว่ำน่ะ เด็กผู้หญิงหลายคนที่ไปร้องไห้ เพราะอะไรล่ะ เริ่มต้นมาจากความรัก เอาใจไปฝากไว้ที่เขา พอความจริงปรากฏว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มีขึ้นมาแล้วก็เสื่อมสลายไป ความจริงปรากฏน่ะ จิตดวงที่มีความรักมันไม่ยอมรับความจริง ก็ต้องร้องไห้กันไป จิตดวงที่มีความรักมันไม่ยอมรับความจริงน่ะ
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ปิยะโต ชายะเต โสโก ปิยะโต ชายะเต ภะยัง ปิยะโต วิปปะมุตตัสสะ นัตถิ โสโก กุโต ภะยัง” พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ความโศกย่อมเกิดจากความรัก ความกลัวย่อมเกิดจากความรัก เมื่อตัดความรักเสียได้ ความโศกและความกลัวจะมีมาแต่ไหน ทำไมความรักถึงเป็นเหตุแห่งความโศกและความกลัว เมื่อเราไปรักอะไรขึ้นมาน่ะ จิตดวงที่มีความรักจะไม่ยอมรับความจริงทันทีเลย ไม่ยอมรับความจริง จะเที่ยวไปกะเกณฑ์ด้วยอุปาทาน ให้ของที่เรารักต้องดีอย่างนั้นจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ความจริงน่ะไปบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เป็นของเราหรอก ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่ลูกของเราที่เราเบ่งคลอดออกมาเอง ก็ไม่ใช่ของเราจริงหรอก มันมีกรรมเนื่องกันมาเท่านั้น มาอาศัยท้องเราเกิด ไม่ใช่ของเรา จะไปบังคับกะเกณฑ์ชีวิตเขาให้เป็นอย่างที่เราหวังน่ะ เป็นไปไม่ได้หรอก ไปยึดเอาไว้ก็ทุกข์ ไม่ใช่ของเรา ถูกหลอกแล้ว เราคิดผิด ที่คิดว่าเป็นของเราน่ะ ถูกหลอกแล้ว เขามาอาศัยท้องเราเกิด เพราะมันมีกรรมเนื่องกันมา แต่ไม่ใช่ของเราจริง ถ้าเป็นของเราก็กะเกณฑ์ได้หมดให้เป็นอย่างนี้นะ เป็นอย่างนี้นะ ให้เป็นยังงี้นะ ไม่เป็นหรอก ลูกเต้ามันก็มีบุญมีกรรมของมัน ไม่ใช่เราจะไปกะเกณฑ์ชีวิตมันได้ แต่ละคนมีบุญกรรมของตนมา เราเกี่ยวเนื่องอยู่หน่อยเดียว เหมือนขั้วมะม่วงกับลูกมะม่วง ลูกมะม่วงมันไม่ได้เป็นของขั้วมะม่วงหรอก ทั้งที่ขั้วมะม่วงเลี้ยงมันจนใหญ่นะ ลูกมะม่วงไม่ใช่ของขั้วมะม่วง ไม่ใช่หรอก ลูกมะม่วงมันจะไปอยู่ที่อื่นโน้น เราไปยึดไว้น่ะถูกหลอกแล้ว
รักตัวเองดีกว่า รักตัวเองก็มาประพฤติธรรม จิตเราอยู่ในกายนะ เราเจริญสติปัฏฐานน่ะสบาย ไม่ต้องไปหวงไปห่วงไปอาลัย มันตัดขณะหนึ่ง ๆ อย่างที่เขาสอนให้ทำจิตว่าง หลวงพ่อใหญ่ท่านพูดเราฟังแล้วซึ้ง หลวงพ่อใหญ่ท่านบอกว่า ไปนึกวางนึกว่างมันนึกไม่ได้หรอกครับ เราต้องทำ เหมือนกับมือเราจับของอย่างหนึ่ง แล้วไปจับอีกอย่างหนึ่งนะ ของที่จับไว้ก่อนมันจะหลุดไปเอง การที่เราเจริญสติปัฏฐานน่ะ มันกำหนดในกายเรา แล้วความคิดคำนึงทั้งหลายแหล่มันจะหลุดไปเองแหละ ไม่ต้องไปนึกว่าโอ้ยฉันจะนึกวางนึกว่าง นึกให้มันว่างมันไม่ว่างหรอก ยิ่งนึกยิ่งวุ่น พอนึกแล้วมันไม่ว่าง โอ้ยทำไมมันไม่ว่างอย่างที่กูนึกวะ กูลากลับกูสึกดีกว่าโว้ย กลับไปบ้านดีกว่า ไปไม่รอดไปไม่ได้แล้ว ทำไม่ได้แล้ว ศาสนานี่ไม่ใช่ของจริงแล้ว ไปดีกว่ากู เราไปนึกนะนึกให้มันว่าง ไม่ว่าง เหมือนไปนึกให้มันอิ่มข้าวน่ะ ไปนึกให้มันอิ่ม นึกให้กูอิ่มอย่างโน้นนะ นึกให้กูอิ่มอย่างนี้นะ การนึกไม่ต้องไปนึกหรอก ตักข้าวใส่ปากเคี้ยวกลืน ตักข้าวใส่ปากเคี้ยวแล้วกลืน ไม่ต้องไปคิดอะไรเลย มันอิ่ม ไม่ต้องไปนึกนะ กูจะนึกให้กูอิ่มซะ ไม่ต้องไปนึกหรอก ตักข้าวใส่ปากเคี้ยวกลืน ตักข้าวใส่ปากเคี้ยวกลืน พอ สบาย ท้องอิ่ม
สติปัฏฐานทำแล้วสบายจริง ๆ พอเราตั้งสติขึ้นมาก็อยู่กับตัวเรา ไม่เกาะเกี่ยวกับใครทั้งนั้น จิตเราไม่ไปรักใคร คนเราไม่ไปรักใครความโกรธมันจะลดไปเองแหละ ความโกรธที่โกรธมาก ๆ เพราะไปหวังอะไรจากคนอื่น ไปหวัง หวังว่าเขาจะเป็นอย่างนั้นเพื่อเรา หวังว่าเขาจะเป็นอย่างนี้เพื่อเรา พอไม่ได้อย่างใจมันถึงโกรธ เราไม่หวังอะไรจากใครมันไม่โกรธหรอก เออก็รู้ความจริง เออมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เหมือนกับการจับปูใส่กระด้งนั่นแหละ มันไม่มีใครได้อย่างใจเรา ไอ้กิเลสความรักกับความโกรธนะเป็นตัวเดียวกันเลย ไอ้ราคะกับโทสะน่ะเป็นตัวเดียวกันเลย เป็นตัวเดียวกันยังไงล่ะ คือตัวที่ว่าจะเอาให้ได้อย่างใจน่ะ จะไปกะเกณฑ์อะไรให้มันได้อย่างใจ นั่นแหละมันถึงรักบ้าง โกรธบ้าง ฉะนั้นอย่าไปหวังอะไรจากหมูในอวย อย่าไปหวังอะไรจากหมูในอวย หมูในอวยอาจจะเป็นของหมาได้ ตราบใดที่ยังไม่เข้าปากเรา
เรากำหนดสติอยู่ภายในดีกว่า อย่าไปหวังอะไรจากคนอื่น ไม่แน่นอนหรอก พึ่งตัวเองดีกว่า พึ่งตัวเองยังไงล่ะ พึ่งตัวเองโดยสร้างความดีให้เกิดในใจเรา แล้วเราจะพึ่งตัวเองได้ คือว่าคนรอบข้างเขาจะดีกับเราเอง ถ้าเราไม่ทำตัวของเราให้เป็นคนดีขึ้นมาน่ะ ใคร ๆ เขาก็จะรังเกียจ แม้แต่ญาติพี่น้องเขายังรังเกียจเลย เหมือนกับสมมุติว่า เรามีพี่น้องเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบ เราก็เกลียดมันนะ มันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเกี่ยวดองกันก็ยังเกลียด ส่วนคนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลเรา เมตตาอารีกับเรา อยู่ห่างกันก็ยังอยากเจอหน้า เหมือนกับอย่างที่ว่าขี้หมาอยู่หน้าประตู โอ้โหอยากจะให้ไปไกล ๆ ทองคำอยู่ใต้ดินลึกยังขุดเอามา ฉันใดก็ฉันนั้น เราอยากเป็นที่รักแก่คนอื่นนะ ไม่ต้องไปสร้างความชิดใกล้หรอก สร้างความดีให้เกิดในใจเรา แล้วความดีจะเป็นที่พึ่ง ทำความดีกับใครน่ะเราทำเพื่อสร้างบารมี ทำความดีกับใครอย่าไปหวังให้คนคนนั้นต้องมาตอบแทนเรา ไม่งั้นเราจะผิดหวัง คนในโลกนี้ชอบพูดอยู่เรื่อยว่า ฉันทำบุญคุณคนไม่ขึ้นเลย เหมือนกับชาวสวนที่พรวนดินรดน้ำตรงรากต้นไม้ แล้วก็เที่ยวไปหวังให้รากต้นไม้ออกดอกออกผลมาให้ พอไอ้รากมันไม่แตกดอกไม่แตกผลสักที กลุ้ม โอย ต่อไปจะไม่พรวนดินจะไม่รดน้ำตรงรากต้นไม้ต้นไหนแล้ว คิดผิดนะ เราพรวนดินรดน้ำตรงรากนะ มันไม่ได้ออกตรงราก มันออกที่กิ่ง ที่ช่อ เราทำความดีกับผู้อื่นนะ ทำความดีกับนาย ก น่ะ อย่าไปคิดว่านาย ก จะมาตอบแทนเรา เราพรวนดินรดน้ำที่รากต้นไม้น่ะ รากต้นไม้ไม่จำเป็นจะต้องมาออกดอกออกผลให้เรา เราทำดีกับผู้อื่นน่ะเพื่อให้กุศลจิตมาเกิดในใจเรา เมื่อจิตเราเป็นกุศลน่ะ ไปที่ไหนใครเขาก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลเราเอง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ อย่าไปหวังว่าคนที่เราช่วยจะต้องช่วยกลับ ไม่งั้นจะเป็นทุกข์อยู่ตลอด ช่วยเขาก็แล้วไป ให้ขาด อย่าไปหวังให้ใครมาตอบแทน ทำให้จิตใจเราไม่ต้องเป็นทุกข์ แล้วมันสบาย
เวลาให้ทานน่ะ การให้ทาน ท่านมี ๔ คำที่เราน่าใส่ใจ คือ จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรน่ะ จาโค แปลว่าสละ ปฏินิสสัคโค สลัดคืน มุตติ หลุดพ้น อนาลโย ไม่อาลัย เวลาเราให้ เราสละออกจากใจให้ขาดไปเลย จะมีอานิสงส์มาก แล้วเวลาเราจะบรรลุธรรมนะ มันจะบรรลุธรรมได้ง่าย ตรงนิโรธอริยสัจน่ะ นิโรธก็คือการสละเหมือนกับการให้ทานนั่นเอง ไปดูซิในธัมมจักกัปปวัตนสูตร ท่านบอกว่า จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย มันก็เป็นหลักใหญ่เป็นหัวใจตอนให้ทาน คือ ตอนสละ สลัดคืน หลุดพ้น ไม่อาลัย เวลาเราให้ทานน่ะ เราไม่ต้องไปยึดอีก ถือว่าให้ไปแล้ว ถ้าหากเรายังไปตามดูว่า เอ๊ะเขาจะเอาของเราไปไหน ของที่เราให้นะ เอาไปใช้หรือเปล่าน้อ นี่เรายังให้ไม่ขาดเลย ตอนนี้ยังครอบครองสิ่งของอยู่เลย ยังให้ไม่ขาด ยังเป็นการให้เพื่อครอบครองสิ่งของ ให้แล้วยังตามไปดู ตามไปหวงสิ่งของที่เราให้ไปแล้ว เขาเรียกว่าให้ยังไม่ขาด เป็นการให้เพื่อครอบครองสิ่งของ ถ้าให้เพื่อทวงบุญคุณน่ะเขาเรียกว่า ให้เพื่อครอบครองผู้รับทาน คือให้แล้วก็ต้องไปตามทวงบุญคุณไว้ ถือว่าให้ไม่ขาด เรียกว่าให้เพื่อครอบครอง คือให้เพื่อครอบครองคนรับทาน ต้องไปตามทวงบุญคุณมันไว้ ถ้าให้เพื่อได้หน้าล่ะ ให้เพื่อได้หน้าเรียกว่า ครอบครองตัวเอง ให้เพื่อครอบครองตัวเอง เพื่อจะให้ตัวเองได้หน้า ไม่เป็นการให้เพื่อสละ เวลาเราให้ทานนะ ถ้าให้เพื่อครอบครอง เวลามาปฏิบัติธรรมจะบรรลุธรรมยาก แม้จะเห็นทุกข์เห็นโทษในสังขารแล้ว แต่ว่าจิตมันสละไม่ได้ มันถอนอัตตาถอนอุปาทานไม่ได้ มันยึดอยู่นั่นแหละ ถ้าเราให้ทานแล้วเราไม่หวงสิ่งของ ไม่ครอบครองสิ่งของ ไม่ครอบครองตัวเอง ไม่ครอบครองผู้รับทานอยู่เรื่อย ๆ ให้เพื่อสละจริง ๆ จิตดวงนี้แหละ เวลาเรามาปฏิบัติธรรมน่ะ มันจะบรรลุธรรมได้ง่าย เพราะหัวใจของนิโรธอริยสัจมันก็คือจิตดวงที่เราให้ทานอย่างไม่อาลัย ให้ทานโดยไม่อาลัย ไม่หวง ไม่ห่วง
ท่านถึงบอกไว้ในนิโรธอริยสัจ ความดับทุกข์ นิโรธนี่ก็คือนิพพาน ความดับทุกข์ นิพพานนี่แปลว่าดับเย็น จาโค สละ ปฏินิสสัคโค สลัดคืน คืนมันไปซิไม่ใช่ของเรา มุตติ หลุดพ้น อนาลโย ไม่อาลัย คำว่าอนาลโยไม่อาลัย คือว่าให้ไปแล้วไม่เสียดาย สละไปแล้วไม่เสียดาย ไม่คิดถึง ไม่ห่วงหาอาลัย สละแล้วก็สละเลย เคยอ่านประวัติของพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า เมื่อพระองค์ตัดสินใจออกบวช ออกบรรพชานี่ ความคิดแม้แต่ขณะจิตเดียวที่คิดถึงพระนางพิมพา ในทำนองที่ว่า เรามาบวชนี่ลำบากนักหนา ทำไงจะกลับคืนไปอยู่กับพิมพาคนสวย ราหุลลูกรัก ท่านกล่าวไว้ในพุทธประวัติว่า ความคิดเช่นนี้แม้เพียงขณะจิตเดียวก็ยังไม่มีปรากฏขึ้นบนพระหทัยของท่าน เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จออกบรรพชานะ ท่านออกอย่างสละก็สละจริง ๆ ความที่จะมีจิตไปผูกพันหวงห่วง ไปคิดถึงอาลัยเสียดาย ไม่น่าสละพระราชวังมาเลย ไม่น่าสละเมียมาเลย เมียก็ยังสาวยังสวย ความคิดอย่างนี้ของท่านไม่มีเลย เพราะว่าจิตใจของท่านนะเป็นผู้มีบารมีสูง สละแล้วก็สละจริงเลย เป็นอนาลโย
คำว่าอนาลโยน่ะ เป็นความหมายหนึ่งของนิพพาน นิพพานคือความไม่มีอาลัย มีอีกคำหนึ่งว่า อาละยะสะมุคฆาโต แปลว่า ขุดรากเหง้าถอนเสียซึ่งความอาลัย อนาลโยกับอาลยสมุคฆาโตก็มีความหมายทำนองอันเดียวกัน นี่เป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกคุณลักษณะของพระนิพพาน ฉะนั้นเวลาเราสร้างกุศลให้ทานแม้เล็กน้อยนะ ให้เราฝึกจิตเอาไว้ว่า อย่าไปตามหวง ห่วง อาลัย เสียดาย ติดข้อง ฝึกเอาไว้แต่ละเล็ก แต่ละน้อย ให้แล้วให้ให้ขาด เวลาเรามาปฏิบัติธรรมนะ จะทำให้เราเป็นขิปปาภิญญา ที่เขาแยกว่าขิปปาภิญญากับทันธาภิญญาก็ตรงนี้แหละ บุคคลผู้ใดที่เคยสร้างบารมีมา ที่เคยให้ทานบารมีมามากนะ เวลาบรรลุธรรมจะเป็นขิปปาภิญญา คือบรรลุได้รวดเร็ว พอเห็นโทษในสังขารปุ๊ปก็ละได้เลย เพราะว่าคุ้นเคยกับการสละอยู่แล้ว แต่บุคคลผู้ใดที่ตอนอยู่ในช่วงสร้างบารมี มีการให้ทานมาน้อย ถึงจะได้เคยบำเพ็ญสมณธรรมอย่างอื่นมาบ้างก็ตามที แต่ว่าให้ทานมาน้อย ไม่ค่อยได้เสียสละ อันนี้จะเป็นทันธาภิญญาคือว่าบรรลุช้า คือเห็นโทษเห็นภัยในสังขาร เห็นความน่าเบื่อหน่าย แต่มันสละยาก เพราะว่าไม่ได้ฝึก ไม่ได้ฝึกเอาไว้ให้ชำนาญและคุ้นเคยในการสละ
ดูว่าชาติก่อนที่พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้ ท่านเสวยพระชาติเป็นใคร ท่านเกิดเป็นพระเวสสันดร แล้วพระเวสสันดรเกิดมาทำอะไร เกิดมาให้ทาน เกิดมาสละ เกิดมาให้ ให้ทุกอย่าง ใครขออะไรให้หมด นั่นแหละคือว่าเตรียมพร้อมแล้ว เตรียมพร้อมจะหลุดพ้นแล้ว ไม่ติดข้องสมบัติทั้งปวง สมบัติภายนอก สมบัติภายในเมื่อถึงคราวแล้ว สละได้หมด แม้จะรัก จะหวง จะห่วง ก็สละได้ ความรู้สึกที่ว่ารัก หวง ห่วง อาลัย ในทรัพย์ภายนอกทรัพย์ภายในไม่มีเลย เพราะฉะนั้นนะ ทานบารมีน่ะก็คือความเต็มรอบของจิตอีกอย่างหนึ่ง อาการของจิตที่จะบรรลุธรรม ที่จะบรรลุมรรคผลนะ ทานบารมีก็ต้องขึ้นมาเต็ม คือมันจะหลุดพ้นนะ ทานบารมีต้องมีเต็ม คือสละได้ แม้หวงห่วงก็สละได้ ยึดมั่นเอาไว้ก็สละได้ เพราะว่าคุ้นมามาก คุ้นเคยมานาน คุ้นเคยกับว่าแม้แต่ของที่รักยังให้เขาไปเลย แล้วเมื่อมาเห็นโทษในของอะไร แล้วจะไม่ละ แล้วจะสละของที่เห็นโทษไม่ได้เชียวหรือ ลักษณะอาการของคนที่ให้ทานนะ ของรักของหวงยังให้ยังสละได้ แล้วเวลาเรามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนะ เห็นโทษในสังขารคือขันธ์ ๕ เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วจะสละไม่ได้อย่างไร ขนาดของรักของหวงยังสละได้ ยังสละอยู่บ่อย ๆ คุ้นเคยอยู่กับการสละ
เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่า ทานบารมีน่ะเป็นของต่ำ ทานบารมีน่ะเป็นของใกล้จะหลุดพ้นแล้ว จิตที่เต็มในทานบารมีน่ะจะหลุดพ้นแล้ว มันจะบรรลุมรรคผลแล้ว ฉะนั้นญาติโยมเวลาให้ทานก็จงให้ด้วยความเคารพ เวลาเราปฏิบัติธรรมมันก็จะบรรลุธรรมได้ง่าย ท่านบอกว่ายิ่งให้ก็ยิ่งได้ ยิ่งสลัดออกก็ยิ่งเบาสบาย ของที่เก็บไว้ยังไม่เป็นของเรา ของที่ให้ออกไปน่ะถึงจะเป็นของเราแท้จริง เพราะอะไรล่ะ เพราะของที่เราเก็บไว้มันยังเสียหายได้ ด้วยโจรภัย ราชภัย อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย แต่เมื่อเราสละไปแล้วจะกลายเป็นบุญ บุญจะเป็นของเราตลอด โจรขโมยลักไม่ได้หรอก
เคยไปกราบหลวงพ่อพระมหาศิริ กนฺตสิริ สำนักปฏิบัติธรรมศิริธรรม(ถ้ำชี) อ.เมือง จ.เพชรบุรี เคยไปกราบท่านสมัยที่ข้าพเจ้าบวชใหม่ ๆ ท่านบอกว่า ให้ทุกอย่างได้ทุกอย่าง ยังจำคำของท่านมาเลย ท่านบอกว่า ให้ทุกอย่างได้ทุกอย่าง ของที่เก็บไว้ยังไม่เป็นของเรา ของที่ให้ออกไปถึงจะเป็นของเรา ยังจำคำท่านได้เลย ฟังมาตั้งแต่ตอนบวชใหม่ ๆ พอเจอหน้าท่าน ท่านแจกลูกเดียว อะไร ๆ ท่านแจกหมด ท่านบอกว่าให้ทุกอย่างได้ทุกอย่าง คำของท่านนี้ดีมาก ยังจำคำของท่านมาเลย ท่านบอกว่าให้ทุกอย่างได้ทุกอย่าง ของที่เก็บไว้ยังไม่เป็นของเรา ของที่ให้ออกไปจึงจะเป็นของเราแท้จริง เมื่อเรือนโดนไฟไหม้อยู่นี่ ของชิ้นไหนที่ขนออกนอกบ้านได้น่ะจึงจะยังเป็นของเรา ส่วนของที่ทิ้งอยู่ในบ้านน่ะไม่ใช่ของเราหรอก บุคคลผู้เกิดมา ความแก่ ความเจ็บ ความตายกำลังทำร้ายทำลายเผาสังขารร่างกายอยู่ ทรัพย์สมบัติสิ่งของอะไรที่หวงห่วงไว้น่ะ จะฉิบหายสูญเสียหมด ไม่ได้เอาไปเลย ผู้มีปัญญาจึงเปลี่ยนของเหล่านั้นเป็นอริยทรัพย์ อริยทรัพย์นี่มี ๗ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา
วันนี้ได้มีโอกาสมาบรรยายธรรมก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอสมมุติยุติลงแต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ แล

ความคิดเห็นล่าสุด
2 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 15 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 50 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 51 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน