๐๐๓๐ เพื่ออาจหาญ ร่าเริง สมาทาน
๒-ส.ค.-๔๖
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองนั้น ขอนมัสการพระธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ ผู้เป็นพระอาจารย์ ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ทางโลกุตตรธรรม ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสวัสดีสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา
วันนี้วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๖ ได้มาปรารภธรรมในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม ในเมื่อเราเป็นผู้รักการปฏิบัติธรรม ฉะนั้นเราก็มาปรารภการปฏิบัติธรรมเพื่อความอาจหาญ ร่าเริง สมาทาน เกิดศรัทธา เกิดวิริยะ เกิดสติ เกิดสมาธิ เกิดปัญญายิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อประโยชน์แห่งความแก่กล้าของอินทรีย์ เพื่อเป็นปัจจัยแก่การดับทุกข์ของเรา ธรรมะเป็นของที่ใครกินใครอิ่ม เป็นเรื่องที่เราเฟ้นเองของเรา เราเฟ้นได้เท่าไหร่ ก็กำไรชีวิตเท่านั้น เพราะโอกาสที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาเป็นการยาก เพราะการได้มีโอกาสมาพบพระพุทธศาสนาเป็นลาภอย่างมหาศาลของเราที่สุด ยิ่งเราเป็นผู้มาเคารพพระรัตนตรัย รับพระรัตนตรัยเป็นสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึก รับคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ คำนี้สัตว์ทั้งหลายจะได้โดยยาก โอกาสที่จะได้เปล่งออกมาน่ะมันยาก โอกาสที่จะได้พบพระพุทธเจ้าและมีความศรัทธาก็มีโอกาสได้โดยยาก
สมัยพุทธกาล พระมหากัปปินะตอนที่ท่านยังไม่ได้บวช ท่านเป็นพระราชา ท่านได้ยินข่าวที่พ่อค้ามาจากทางไกล มาบอกข่าวว่า พุทโธ อุปปันโน พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก ท่านปีติไปตลอดร่างกาย ชะงักงัน พอพ่อค้าบอกว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก ท่านตะลึง นิ่งอยู่ตั้งนาน แล้วก็ถามว่า ว่าอะไรนะพ่อ พ่อค้าก็บอกย้ำอีกว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกพระเจ้าข้า ท่านก็ตะลึงนิ่งงันไปอีก แล้วก็ถามขึ้นมาอีก ว่าอะไรนะพ่อ พ่อค้าก็บอกอีก พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก ท่านก็ตะลึงนิ่งงันไปอีก ก็ถามย้ำว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วหรือ แล้วท่านก็บอกว่า เพราะข่าวนี้ที่นำมาบอกเรา ว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก จะให้รางวัลหนึ่งแสนกหาปณะ ถือว่าเป็นข่าวที่ว่ายากจะได้ฟัง คำว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก สัตว์ทั้งหลายจะได้ฟังด้วยยาก นี่เราได้มาอยู่ในร่มเงาของพระพุทธศาสนานี่ ถือว่าเป็นลาภ เราได้ดีแล้ว เป็นลาภของเราอย่างยิ่ง
อันนี้ก็เป็นโอกาสดี ที่เราจะได้ประพฤติธรรม ประพฤติธรรมไม่ต้องไปประพฤติที่ไหนหรอก ประพฤติธรรมคือมาดูตัวเอง เราจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมนะ ถ้าจะปฏิบัติธรรมให้เอาดีให้ได้น่ะนะ ต้องรู้จักเรื่องซักผ้า เรื่องซักผ้าเอามาเปรียบเทียบกับการปฏิบัติธรรม เวลาซักผ้า คนที่ซักผ้าจะต้องดูรอยเปื้อน ดูว่าผ้าผืนนี้ยังเปื้อนตรงไหน หยิบออกมาขยี้ตรงนั้น ตรงรอยเปื้อน พอรอยเปื้อนตรงนั้นหายก็ค้นดูอีกว่าผ้าผืนนี้ยังมีรอยเปื้อนตรงไหนก็ขยี้ตรงนั้นอีก พอรอยเปื้อนรอยใหม่นั้นหายก็ค้นหาอีก หารอยเปื้อนแล้วก็ขยี้ ตรงรอยสะอาดไม่ต้องไปดูเลย คนซักผ้าถ้าไปดูตรงรอยสะอาดน่ะผิดเลย ถือว่าขบวนการซักผิด ถ้าเราสอนลูกสอนหลานซักผ้าก็เหมือนกัน ถ้ามันซักผ้าแล้วมันดูแต่ว่าตรงนั้นก็สะอาด ตรงนี้ก็สะอาด เราต้องว่ามันทันทีเลย ว่าไอ้หนู ซักผ้าอย่างนี้ผิดแล้ว คนซักผ้าไปดูที่ตรงไหนที่มันสะอาดแล้วมันจะได้ซักเหรอ ต้องมาหาดูรอยเปื้อนดูตรงไหนมันเปื้อนจะได้ขยี้ตรงนั้น ไอ้หนูมัวดูแต่ตรงสะอาด ผิดแล้ว ซักผ้าไม่สำเร็จ โอกาสที่ผ้าผืนนี้จะเป็นผ้าที่สะอาดน่ะเป็นได้ยาก มันดูแต่ตรงสะอาดเดี๋ยวมันก็เลิกซัก รอยเปื้อนก็ยังมีอยู่ รอยเปื้อนมีอยู่ไม่ดู ดันไปดูรอยสะอาด นั่นเป็นคนซักผ้าไม่ได้ การงานที่จะซักผ้าให้สะอาดไม่สำเร็จ สำเร็จไม่ได้เพราะมันทำผิดวิธี เขาเรียกว่าไร้เทคนิค
ผู้ปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ถ้าเราอยากปฏิบัติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองนะ อย่าไปดูว่าตัวเราดีตรงไหนแล้ว ให้ดูว่าเรายังเลวเรื่องอะไรแล้วแก้ซะ ตรงที่ดีเราดีเรื่องอะไรไม่ต้องไปดู ดูแต่ว่าเราเลวเรื่องอะไร ดูไปเพื่อแก้ให้ได้ พอแก้ได้ก็ดูอีก เรายังมีความเลวเรื่องอะไรอีก ดูแต่ความเลวของตัวเอง อย่าไปดูความดี ถ้าดูแต่ความดีของตัวเองน่ะผิดแล้ว ไม่ได้แก้ไข ไม่ได้แก้ไขข้อบกพร่อง ก็จะได้แต่เย่อหยิ่งถือดี เอาไว้ยกตนข่มผู้อื่นไปวัน ๆ กูดีแล้ว กูดีกว่ามึง ไอ้นั่นยังดีสู้กูไม่ได้ เวลากระทบกระทั่งอะไรกับใครก็ต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ คนดีอย่างกูมึงยังทำได้ มึงต้องไปตกนรก เพราะมึงมาล่วงเกินคนดีอย่างกู เพราะกูน่ะดีเหลือเกิน ผิด ทำผิด ไปดูเรื่องดีของตัวเองคือการตั้งจิตไว้ผิด เพราะว่ามันจะเป็นปัจจัยแห่งการมานะเย่อหยิ่งถือดี ถือตัว แล้วก็ไม่อดทนต่อการแก้ไขข้อบกพร่องตัวเอง
ฉะนั้นน่ะ ผู้ปฏิบัติธรรมถ้าอยากได้ดีนะ อย่าไปดูเรื่องดีของตัวเอง อย่าไปดู ดูแต่ว่าเราเลวเรื่องอะไร ถ้าดูแต่ว่าเราดีละก็พลาดแล้ว คนซักผ้า ขณะที่เอาผ้าแช่ผงซักฟอกแล้ว เป็นโอกาสดีอย่างมากที่จะรู้ว่าผ้ามันเปื้อนตรงไหน ขณะที่เราเข้ามาสู่สำนักปฏิบัติธรรมนะเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่จะรู้ว่าเราเลวเรื่องอะไร ไอ้เราดีตรงไหน ดีเรื่องอะไรไม่ต้องไปดู ไม่ต้องไปรู้ก็ได้ รู้ไปก็เท่านั้นน่ะ ไม่มีประโยชน์ เหมือนกับการซักผ้า ไปรู้ว่าตรงนี้มันสะอาด ตรงนั้นมันสะอาด มันไม่มีประโยชน์กับการซักผ้าเลย รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษ คือว่ามันจะเลิกซักน่ะ ตรงนี้มาดูก็สะอาดแล้ว เอาตรงนี้มาดูก็สะอาดแล้ว ดูแต่ตรงสะอาด เดี๋ยวเลิกซัก เปลืองผงซักฟอกเปล่า ๆ อุตส่าห์ละลายผงซักฟอก ไม่ดูรอยเปื้อน เสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
การที่คนบางคนเข้ามาในสำนักปฏิบัติธรรม เข้ามาเย่อหยิ่ง ถือดี ว่าเราดีเรื่องนั้น เราวิเศษเรื่องนั้น พลาด เสียดายผงซักฟอก เสียดายเวลา เวลาที่เข้ามาในสำนักปฏิบัติธรรมน่ะ ช่วงเวลาที่กำไรชีวิตที่สุด คือช่วงเวลาที่เรารู้ว่าเราชั่วเรื่องอะไร เป็นเวลาที่กำไรที่สุด ตอนที่รู้ว่าเราดีเรื่องอะไรน่ะไม่มีประโยชน์เลย การที่เรารู้สึกว่าเรายังไม่ดีพอนี่ มันจะทำให้เราก้าวขึ้นต่อ เราจะสูงขึ้นอีก เรายังไม่ดี เรายังเลวอยู่ แล้วมันจะทำงานของตัวแหละ ไม่ไปสนใจคนอื่นหรอก เห็นปัญหาอยู่ ปัญหาของเรามีอยู่นะ ก็คิดจะแก้ ไม่ไปสนใจคนอื่น ไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับคนอื่น ไม่เอาจิตไปเกาะกับคนอื่น ไม่ต้องไปเที่ยวปฏิฆะขัดแย้งกับคนอื่น เราไม่มีหน้าที่ไปดูว่าคนอื่นเลวเรื่องอะไร ไม่มีหน้าที่ เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ถ้าตั้งใจเข้ามาวัดอย่างต้องการเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ไม่มีหน้าที่ต้องไปดูว่าใครเลวเรื่องอะไร แต่มีหน้าที่ดูว่าเราเลวเรื่องอะไร แล้วก็ไม่ต้องมีหน้าที่มาดูว่าเราดีเรื่องอะไร เสียเวลา พลาด พลาดท่าเสียที มัวแต่มามองว่าตัวเองดีเรื่องอะไร พลาด เสียเวลา เสียโอกาส จิตใจไม่เดินหน้าเลย เรามาดูว่าเราเลวเรื่องอะไร ดูกิเลสตัวเอง เราจะสนุกกับการงานทางจิต
หลวงพ่อใหญ่ท่านสอนให้ดูจิตในจิต เวลาเราดูจิตในจิตน่ะสนุก สนุกตรงไหน สนุกที่ดูกิเลสตัวเอง ภาคปริยัติบอกว่า จิตมีราคะก็รู้ จิตไม่มีราคะก็รู้ จิตมีโทสะก็รู้ จิตไม่มีโทสะก็รู้ จิตมีโมหะก็รู้ จิตไม่มีโมหะก็รู้ เวลาเรามาปฏิบัติ มันก็เห็นอย่างนั้นจริง ๆ กำหนดที่หัวใจเรา ท่านบอกว่า กำหนดให้มันแยบคายลงไป แล้วมันจะเห็น เวลาจิตมีราคะเกิดมันเป็นยังไง เวลาดับราคะได้มันเป็นยังไง จิตดวงนั้นเป็นยังไง เวลาโทสะเกิดมันเป็นยังไง เราดับโทสะแล้วเป็นยังไง เวลาโมหะ ความยึดมั่น อุปาทานเกิดมันเป็นยังไง ความมานะถือดี ยึดมั่นถือตัว ถือตน ว่าเราเป็นไอ้นั่นเป็นไอ้นี่ เราดีกว่าเขาตรงนี้ อะไรยังงี้ จะเห็น ถ้าดับไปมันเป็นยังไง ดับขณะหนึ่ง ๆ เป็น ตทังคปหาน สนุกมาก เราดูกิเลสตัวเองน่ะสนุก ทำจนชิน พอเห็นกิเลสขึ้นมาเราก็ละได้ ละด้วยอะไรล่ะ ละด้วยปัญญาที่เราได้มาจากการเจริญฐานเวทนาในเวทนา ให้มันได้ปัญญา ปัญญาอะไรล่ะ ปัญญาการรู้ละ ปัญญาในภาคปฏิบัติต้องเป็นปัญญารู้ละ ภาษาบาลีท่านสวดบทธรรมจักรน่ะ ภาษาบาลีบอกว่า อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจังฯ ดูก่อนภิกษุ ความดับทุกข์เป็นอย่างไรเล่า โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย ฯ ความไถ่ถอนตัณหาจนไม่เหลือเศษ ความสละ ความสลัดคืน ความหลุดพ้น ความไม่อาลัย
ปัญญาในภาคปฏิบัติคือ ปัญญารู้ละ ละอารมณ์ เราจะมีปัญญารู้ละได้มันต้องเห็นทุกข์ ถ้าเห็นสุขก็คิดจะเสวย ถ้าเห็นทุกข์มันก็หน่ายคลาย ถอนความยึดมั่น เบื่อหน่าย เกิดนิพพิทา วิราคะ นิพพิทาคือเบื่อหน่าย วิราคะก็ไถ่ถอนราคะ ไถ่ถอนความกอดรัดของจิตต่ออารมณ์ เห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นทุกข์คือเห็นธรรม ธรรมะมันเกิดหลังจากที่เราละ ละอารมณ์ที่อยากจะได้ ความอยากเกิดจะไม่มีปัญญา ตัดใจเถอะไม่เอา สละซะ ปัญญาจะเกิด ปัญญาเกิดหลังจากละแล้ว ท่านเรียกว่าวิมุตติญาณทัสสนะคือญาณปัญญาแจ่มแจ้งหลังจากที่เราดับทุกข์ได้ ผู้ใดทำผู้นั้นเห็นเอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมายืนยัน ไม่ต้องรอให้ใครมาชม คนทั้งโลกด่าเราถ้าเราดับทุกข์ได้ มันก็ดับทุกข์ได้อยู่ดี ไม่ต้องรอคอยให้คนอื่นมายอมรับแล้วเราค่อยเป็นสุข ความสุขที่แท้จริงมันต้องกายเดียวจิตเดียว ไม่เกี่ยวพันกับใคร ไม่รอคอยใคร ไม่รอคอยใครมาเติมให้เราเต็ม ไม่รักใครแล้วก็ไม่ต้องการให้ใครมารัก นี่เป็นความสุขที่แท้จริง ความสุขใดที่ต้องอิงอาศัยผู้อื่นน่ะไม่ใช่ความสุขของแท้ ฉะนั้นสติปัฏฐานมันเป็นธรรมะกายเดียวจิตเดียว เราแก้ปัญหาของเรา ดูกิเลสของเรา ฐานจิตในจิตน่ะสนุกเพลิน
ถ้าเราจะละอารมณ์ได้ง่าย ๆ น่ะ ต้องอย่าลืมความตาย บุคคลไหนนะ นึกถึงความตายให้มาก ๆ มีมรณานุสติ เอาตัวมรณานุสติไปละอารมณ์น่ะมันจะง่าย หรือจิตดวงใดที่เสพคุ้นอยู่กับมรณานุสติ จะเป็นจิตที่ละอารมณ์ง่าย เวลาราคะเกิด โทสะเกิด โมหะเกิด มันละง่าย มันเห็นความจริง ความตายพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าเทวทูต ความตายมันจะบอกความจริง หวงห่วงเพียงใดก็ต้องจำพราก ยึดไว้เพียงใดก็ต้องจำจาก เราเกิดมาไม่มีอะไรมาเลย เวลาตายไปก็ไม่ได้อะไรไปเลย สมบัติทั้งหลายคือสิ่งที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งนั้น เมื่อเรามีญาณปัญญาในมรณานุสตินะ จะเห็นโลกนี้เป็นมายา โลกนี้เป็นละคร ละครโรงใหญ่ไว้หลอกคนโง่ คนไหนโง่มากก็ถูกหลอกมากหน่อย โง่น้อยก็ถูกหลอกน้อยหน่อย ให้เรานึกถึงความตายอยู่เป็นนิจ เจริญมรณานุสติมันต้องมีปัญญาดวงนี้ขึ้นมา ถ้าเราไม่มีปัญญาเห็นอย่างนี้แสดงว่าเรายังนึกถึงความตายไม่พอ นึกถึงความตายมาก ๆ จะเห็นโลกนี้เป็นมายาหมด เป็นละครโรงใหญ่ ไม่มีคนสัตว์หญิงชายจริงจังหรอก มารักกันเกลียดกันโกรธกันชั่วครู่ชั่วยาม เป็นมายาภาพ มาหลงรักหลงเกลียดหลงโกรธกัน
หลวงพ่อใหญ่ท่านบอกว่า ทางโลกีย์มันกว้างกว่าทางหลวง ถ้าหลงลวงไปนักไกลมรรคผล มันรักๆ ชังๆเฝ้ากังวล สำคัญตนว่าสุขทุกข์แทบตาย ปุถุชนทั้งหลายที่คิดว่ามีจริง จะเป็นทุกข์ ถูกกิเลสหลอกล่อให้เป็นทุกข์อยู่ทุกวัน หาความสุขไม่ได้ หาความสุขไม่ได้เพราะคิดว่าเป็นจริง คิดว่ามีอยู่จริง คิดว่าเราเป็นผู้ชายคนหนึ่ง คิดว่าเราเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง พอคิดว่าเราเป็นผู้หญิงคนหนึ่งก็ต้องมีได้ผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นคู่ อยากได้ผู้ชายคนหนึ่งมาเห็นคุณค่าเรา หลายคนก็ดี มีคนเยอะ ๆ มาเห็นคุณค่าเราก็ดี รู้สึกว่ามีค่ากันไป นั่นถูกหลอก ถูกใจตัวเองหลอก ก่อนที่เราจะไปโดนลิ้นลมคารมชายหลอกนะ โดนใจตัวเองหลอกก่อน อย่าไปโทษคนอื่นเลย ก่อนที่นิ้วคนอื่นจะมาโดนผิวเราแล้วเจ็บนะ เราต้องเป็นหนองก่อนแล้ว ถ้าเราไม่เป็นหนองขึ้นมาเขาเอามือมาโดนไม่เจ็บหรอก ไปโทษว่าคนอื่นเขามาหลอกเรานะ ก่อนที่เขาจะมาหลอกเรานะ เราหลอกตัวเองก่อน หลอกว่าเราเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ต้องมีจริตอย่างนั้น ต้องยึดมั่นว่าเป็นอย่างนี้ ถ้าได้อย่างนี้ต้องถือว่าสุข ถ้าไอ้นี่เสียไปต้องถือว่าทุกข์ น่ะหลอกตัวเองไว้นะ หลอกตัวเองก่อน คนอื่นเขาถึงมาทำให้เราทุกข์ได้ หลอกตัวเองก่อนก็คือกิเลสน่ะมันหลอกเรา อย่าไปคิดว่าใครเขาจะมาทำให้เราเดือดร้อน กิเลสเราน่ะมันทำให้เราเดือดร้อน
ศาสนาจะเจริญ ศาสนาจะเสื่อม วัดจะเจริญ วัดจะเสื่อมน่ะ ให้ดูที่ใจเราก่อน อย่าเพิ่งไปดูที่อื่น ดูที่ใจเราก่อน ว่าใจเรามันเจริญหรือเสื่อม ถ้าใจเราเจริญขึ้นมาเมื่อไหร่นะ มันจะมีแต่ความเจริญ เพราะมันจะรู้เท่าทันความจริง สิ่งทั้งปวงไม่จีรัง เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก เจริญเพื่อเสื่อม มีเพื่อหมด มาเพื่อไป เกิดเพื่อดับ อยู่เพื่อตาย เป็นมายาทั้งนั้นเลย ถ้าจิตเราเจริญขึ้นมามันจะเห็นทุกอย่างเป็นมายา สิ่งทั้งปวงปรากฏว่าเป็นมายาแก่ญาณปัญญา ไม่มีอะไรเสื่อม ไม่มีอะไรเจริญ ไม่มีอะไรเจริญ ไม่มีอะไรเสื่อม มีแต่อุปาทานไปยึดมั่น เมื่ออุปาทานของเราไปยึดมั่นในความเจริญ จะต้องกลัวการเสื่อม กลัวอาการและการปรากฏของการเสื่อม อุปาทานเราน่ะเป็นตัวการเป็นตัวร้าย
สิ่งทั้งปวงไม่จีรัง แก้ปัญหาที่ใจของเราให้ได้ก่อน แก้เงื่อนใจของเราให้ได้ก่อน แล้วเงื่อนอื่นหลุดหมด เพราะฉะนั้นเราดูที่ใจเรา ดูที่ใจ ดูที่กายเรา จิตอยู่ที่กายเรา ตอนใหม่ ๆ เราเห็นความตาย ความไม่เที่ยงของชีวิต นึกถึงโลงเลยนะ จองโลงไว้ จองโลงจะเอาโลงไหน นึกถึงงานศพเราเลยนะ มานึกถึงมรณานุสตินะ ลองนึกถึงงานศพเรานะ พอถึงวันนี้จัดงานศพเรานะ อะไรเป็นจริง ใครรักกันจริง ไม่เหลืออะไรเลย เนื้อหนังสังขารก็เน่าเปื่อยผุพัง แตกสลายทำลายหมด ตัวละครยังไม่มี เรื่องราวในละครก็ไม่มีเลย ดูตัวละครไม่มีเลย สมมุติจะแสดงละครมาเรื่องหนึ่งนะ ตัวละครไม่มีเลย จะเป็นเรื่องได้เหรอ นี่เรามากำหนดในร่างกายสังขารเห็นความสิ้นไปเสื่อมไป แตกดับทำลายฉิบหายไป ความจริงมันเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ที่ใดมีความเกิดที่นั่นมีความดับ อันนี้ว่าเราไม่เห็นความจริงจึงเป็นทุกข์เดือดร้อน
ตรงไหนมีความเจริญตรงนั้นมีความเสื่อม ถ้าไม่อยากให้เสื่อมอย่าไปให้มันเจริญ ไปห้ามไม่ได้หรอกโลก เป็นเรื่องของโลก ห้ามที่ใจเราดีกว่า ห้ามที่ใจเรายังไงล่ะ ใจเราอย่าไปมีอุปาทาน ถ้าเราสงวนรักษาความบริสุทธิ์หมดจด จะต้องคอยระวังมลทินทันทีเลย ถ้าเราคอยสงวนรักษาความสะอาด ต้องมีการแปดเปื้อน ต้องระวังทันทีเลย สะอาดนี่ยังทุกข์ บริสุทธิ์นี่ก็มีทุกข์ ถ้ายังมีอุปาทาน อย่าไปดีใจกับความเจริญ ถ้าเจริญแล้วมีอุปาทานต่อมันน่ะเตรียมตัวทุกข์ได้ จิตเราที่จะเป็นทุกข์เพราะอะไรมากๆน่ะ หรือว่าสิ่งใดที่จะทำให้เราเป็นทุกข์มากๆน่ะ ทวนไปเถอะ ลองทวนไปเถอะ เราเคยเป็นสุขมาก ๆ เพราะมันมาก่อน ถ้าเราไม่เป็นสุขมาก ๆ เพราะมันนะ มันทำให้เราเป็นทุกข์มาก ๆ ไม่ได้หรอก ความสุขนะมันเป็นเหยื่อล่อให้เราต้องจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น หย่อนเบ็ดเปล่า ๆ ไป ปลาที่ไหนจะกิน ปลาโง่ ปลาชนิดนั้นน่ะมีน้อยตัวที่จะกินเบ็ดเปล่า ๆ เหยื่อที่จะทำให้ปลาฉิบหายได้นะต้องเป็นเหยื่อที่ปลาชอบ ปลาชอบตรงไหนมาก ๆ น่ะ หย่อนไปเถอะ จะทำให้ปลากินเบ็ดได้
คนเราที่เป็นทุกข์เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส จนคิดว่าจะฆ่าตัวตาย เกิดจากของรัก ของชอบ ของถูกใจทั้งนั้น ทีนี้มันแปรไปเปลี่ยนไป ไม่ได้อย่างใจ ไม่ได้อย่างหวัง มันมาล่อให้เราหวังกับมันอย่างมาก ท้ายที่สุดมันเปลี่ยน ความจริงมันเปลี่ยนน่ะมันเรื่องจริง ไอ้ไม่เปลี่ยนน่ะโกหก ที่มันเปลี่ยนน่ะมันเรื่องจริงแล้ว คนทุกคนที่เคยรักเคยดีกับเราแล้วเปลี่ยนไปน่ะมันเรื่องจริง ไอ้ที่คิดฝันเอาไว้ว่ามันไม่เปลี่ยนน่ะโกหกตัวเอง โกหกตัวเองไว้ในหัว ไปโทษใครไม่ได้เลย ต้องมาโทษตัวเอง โทษตัวเองเรามันโง่ เรามันโง่ คำว่าโง่ในภาษาพระเขาเรียกว่ามีอวิชชา เป็นตัวตั้งต้นของทุกข์เลยอวิชชานี่ ความโง่ เราโง่ไม่รู้ว่าความจริงมันคืออะไร ไปรู้ในเรื่องโกหกทั้งนั้น เรื่องเที่ยงนี่เรื่องโกหกทั้งนั้น เรื่องสุขน่ะเรื่องโกหก เรื่องว่าเป็นของกู กูบังคับบัญชาได้น่ะโกหก โกหก คนเราเก็บเรื่องโกหกไปคิด กลัวจะรู้ว่าเป็นเรื่องโกหก ต้องคอยปกปิดตัวเองอีก ไม่กล้าดู ไม่กล้ามอง จนจะรู้ความจริง เขาเรียกสักกายทิฏฐิ เป็นกิเลสของปุถุชน ไม่ยอมดูความจริง กลัวความจริงจะเปิดเผย ไม่กล้าดู กลัว กลัวจะรู้ความจริงว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง กลัวอาการปรากฏของความจริง นั่นแหละคำแปลของสักกายทิฏฐิ
พระโสดาบันท่านก็ต้องละตัวนี้ไป พระโสดาบันท่านมองแต่ความไม่เที่ยงทั้งนั้น มองแต่ความตาย ไม่ลืมความตาย นึกถึงความตาย คิดแต่จะสร้างบารมี เห็นว่าทรัพย์สมบัติทรัพย์สินทั้งปวงเป็นของแตกดับฉิบหายทำลายทั้งนั้น สิ่งที่จะเอาไปได้คือบุญบารมีเท่านั้น เตือนใจตัวเองไว้เถอะสิ่งไหนที่ตายแล้วเอาไปได้นะนึกถึงให้มาก ๆ หน่อย สิ่งไหนที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้นะนึกถึงให้น้อย ๆ หน่อย คนก็ไม่ยอมทำอีก เพราะมันติด ติดตัง ลิงมันติดตัง ไม่มีตัวละ เวลาเราเห็นทุกข์ของเบ็ดนะ ต้องตัดใจสละไส้เดือนให้ได้ ถ้าเบ็ดก็ไม่อยากถูก ไส้เดือนก็จะเอานะ ไม่มีหรอก ต้องขึ้นมาบนบกแล้วมาขุดเอาเอง นั่นแหละ ที่เขาหย่อนลงไปในน้ำนะไม่มีหรอก กระโดดขึ้นมาบนบกแล้วมาขุดเอาเองนะไส้เดือน หย่อนลงไปให้ปลานะมีเบ็ดเกี่ยวทั้งนั้นแหละ จะกินไส้เดือนแต่ไม่อยากโดนเบ็ดน่ะไม่ได้ ต้องตัดใจให้ได้ ถึงว่าต้องมีจาคะตัวสละ ถ้าเพื่อความพ้นทุกข์แล้วยอมทุกอย่าง ของรักของหวงกันปานจะกลืนกินก็สละได้ คนรักกันปานจะกลืนกินก็สละได้ ต้องสละได้ ถ้าสละไม่ได้ก็ต้องไปกินไส้เดือนต่อไป ไม่มีใครช่วยได้ พระพุทธเจ้ายังช่วยไม่ได้
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า อักขาตาโร ตะถาคะตา เราตถาคตเป็นเพียงผู้บอกเท่านั้น ท่านทั้งหลายอยากพ้นทุกข์ต้องขวนขวายทำเอาเอง เราเกิดมาน่ะไม่มีค่าอะไรเลยถ้าไม่ได้ธรรมะ ธรรมะของพระพุทธเจ้าน่ะมีค่ามากที่สุด ถามว่าปฏิบัติแล้วมันได้อะไรล่ะ ไม่ได้อะไรหรอก มันได้สละ โยมขนขยะไปเต็มรถนะ พอไปถึงกองขยะก็ทิ้งไปหมดรถนะ ขับรถกลับมาถามว่ามันได้อะไร ไม่ได้อะไรหรอก ได้ทิ้ง ให้คิดว่ามันได้อะไร ได้ทิ้งน่ะคือได้ ธรรมะช่วยให้เราได้ทิ้ง สละ สละออกจากใจ ถ้าได้น่ะผิดแล้ว ขนขยะไปเต็มรถนะขนกลับมาอีก อุตส่าห์ไปถึงกองขยะ ไม่ทิ้งให้หมดนะ เก็บกลับมาอีก ถ้าได้น่ะผิดแล้ว ถ้าไม่ได้อะไรเลยน่ะเยี่ยม คนทิ้งขยะนี่มันใช้ได้ ใช้คนไปขับรถไปทิ้งขยะนะ ขยะเต็มรถเลย กลับมารถเปล่า ไปด่าคนนั้นว่าไปถึงกองขยะไม่ได้อะไรกลับมาเลยหรือ ไปด่าทำไม เรามาปฏิบัติธรรมน่ะ ให้ได้สละน่ะเยี่ยมที่สุด
พยายามพิสูจน์เรื่องหนึ่ง พิสูจน์กับตัวเองนะ พิสูจน์ว่า เมื่อคิดจะเอาจึงไม่ได้อะไร เมื่อคิดจะให้จึงได้ทุกอย่าง พยายามพิสูจน์กับตัวเองว่ามันจริงไหม ลองทำดู ไปอยู่ไหนนะ พยายามตั้งจิตว่าเราจะอยู่อย่างเสื่อมลาภ แต่ไม่เสื่อมธรรม แล้วดูมันจะลำบากขาดแคลนไหม เรานะตั้งใจจะอยู่อย่างเสื่อมลาภแต่ไม่เสื่อมธรรม ท้ายที่สุดธรรมะจะรักษาเราเอง คุณของธรรมะอย่างหนึ่งคือ รักษาผู้ประพฤติธรรมไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ไม่ให้ลำบาก ไม่ให้เดือดร้อน คิดจะให้ทานก็มีให้อยู่ตลอดไม่ขาดแคลน นี่เป็นคุณของธรรมะ ยกตัวอย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในนิทานธรรมบทน่ะ อนาถบิณฑิกเศรษฐีให้ทานจนตัวเองยากจนนะ ท้ายที่สุดกลับมาร่ำรวยอีก อานิสงส์แห่งธรรม ธรรมะอุ้มชูอยู่
เรื่องธรรมะนี่มีคุณค่าเป็นที่พึ่งได้จริง ดับทุกข์ดับร้อนให้ใจเราก่อน ต่อไปมันจะแพร่ขยายไปสู่คนรอบข้าง ถ้าดับทุกข์ที่ใจเราไม่ได้ จะแพร่ขยายออกไปไม่ได้หรอก ให้ตัวเราเย็นขึ้นเป็นคนแรก แล้วจะแพร่ความเย็นออกมาได้ เวลาเรามาพูดธรรมะมันก็พูดความเย็นให้คนอื่นฟัง ถ้าเราทำให้จิตเราเย็นได้ คนฟังยิ่งฟังยิ่งเย็น ถ้าเราทำใจให้เราเย็นไม่ได้นะ ขึ้นมาพูดธรรมะมีแต่เรื่องร้อนให้คนฟัง ยิ่งฟังยิ่งร้อน นั่งไม่ติดเลย เพราะอะไร เพราะว่าไม่ได้ทำให้ใจเราเย็นเป็นอันดับแรก
ฉะนั้น ท่านถึงบอกว่าสติปัฏฐานเป็นเครื่องเห็นแจ้งภายใน เมื่อรักษาตนได้ก็รักษาผู้อื่นได้ ถ้ารักษาตนไม่ได้ก็รักษาใครไม่ได้เลย หลวงพ่อใหญ่นี่ท่านรักษาตนของท่าน ท่านรักษาตนของท่านได้นะ ท่านก็รักษาหมู่คณะได้เลย น่าอัศจรรย์มาก แม้แต่เวลานี้ร่างกายท่านจะป่วยด้วยโรคชรา กายท่านจะออกมาช่วยเหลือใครไม่ได้ แต่บารมีธรรมนี่ เรามาอยู่วัดนี่นะยังรู้สึกถึงความร่มเย็นที่ท่านแผ่เอาไว้ให้ เพราะอะไรล่ะ เพราะว่าท่านเย็นด้วยใจของท่าน ท่านเริ่มต้นด้วยการปฏิบัติจนท่านแจ้งภายในองค์ท่าน รู้แจ้งเห็นจริง รู้แจ้งเห็นจริงโดยไม่ต้องให้ใครมาเป็นพยาน ให้ตัวเองเป็นพยานว่าเราดับทุกข์ได้ เอาใจเราเป็นพยาน เราดับทุกข์ได้ พอแล้ว ไอ้เรื่องคำชม คำสรรเสริญนินทานี่ เป็นเรื่องนอกเลย ไม่ควรไปใส่ใจยินดียินร้าย พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าโลกธรรม มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ สรรเสริญนินทา สุขทุกข์ นี่เป็นโลกธรรม อย่าไปดีใจ อย่าไปเสียใจ อย่ายินดี อย่ายินร้าย ทำหน้าที่ของเราดีกว่า ดูใจเรา ฝึกจิต ดูกิเลสตัวเอง ค้นหาความชั่วในตัวเรา แล้วก็แก้ไข แก้ไปได้เปลาะหนึ่งก็สนุก แก้ไปอีกเปลาะหนึ่งก็สบาย แก้ความชั่วในใจเราดีกว่า เราจะบริสุทธิ์สะอาดขึ้นมาเอง ดูแต่ความชั่วตัวเอง พอดูความชั่วตัวเองมันไม่เย่อหยิ่ง มันเห็นว่าตัวเองจำต้องแก้ไข เกิดความรู้สึกถ่อมตน ถ้าไปดูว่าตัวเองดีเรื่องอะไรล่ะ จะเย่อหยิ่งถือดี ผิดทางธรรมะ
ก่อนนั้นมาปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ใหม่ ๆ นะ ได้ยินคำหลวงพ่อใหญ่พูดคำหนึ่งว่า ผู้ปฏิบัติธรรมแล้วจะประนีประนอมถ่อมตน คำนี้มันก็ฟังลื่นหูดี ถ้าเราปฏิบัติได้เมื่อไหร่คงจะดีมากกว่านี้ แค่ฟังยังลื่นหูเลย เราจะพยายามปฏิบัติให้ได้บ้าง คือมันจะทำให้จิตเราเย็น ร่มเย็น แค่ฟังมันยังเย็นที่ใบหู ธรรมะเมื่อได้ฟังแล้วมันเย็น ยิ่งปฏิบัติได้มันยิ่งเย็นหนักเลย ผู้ที่ปฏิบัติจริง ๆ มันซึ้งของมันนะ แล้วมันไม่เสื่อมคลายศรัทธา
หลวงพ่อใหญ่บอกว่า เป็นวิปัสสนาต้องเป็นวิปัสสนาไก่ชน อย่าเป็นวิปัสสนาไก่แจ้ คำนี้เตือนใจตลอดเลย เป็นวิปัสสนาต้องเป็นวิปัสสนาไก่ชนนะลูก อย่าเป็นวิปัสสนาไก่แจ้ ไปไหนไปไหน มันเตือนใจเราได้ตลอดเลย มันซึ้ง ซึ้งกับคำที่ท่านสอนด้วยเมตตานะ หลวงพ่อใหญ่เวลาท่านสอนท่านสอนด้วยเมตตาจริง ๆ มันซึ้งเราสัมผัสได้เลย น้ำเสียงออกมาจากเมตตา เป็นวิปัสสนาต้องเป็นวิปัสสนาไก่ชนนะลูก อย่าเป็นวิปัสสนาไก่แจ้ มันซึ้ง ไปไหนมันก็คอยเตือนใจเรา หมายความว่าอะไร คือทำให้มันได้จริง อย่าเพียงให้รูปแบบสวยไว้อวดคนอื่น เราทำรูปแบบมาอวดคนอื่น แต่เวลาเราทุกข์มันดับไม่ได้เลย เราหลอกได้แต่คนอื่น หลอกใจตัวเองไม่ได้เลย เวลาทุกข์ขึ้นมามันดับไม่ได้ แล้วมันทุกข์หนักเป็นทวีคูณ เรามาเล่นของจริงให้มันได้เลยดีกว่า คนอื่นจะดูเราไม่ได้เรื่องได้ราวก็ชั่งเถอะ เราทำของเราให้ได้จริง แล้วมันมีค่าจริง ๆ
เวลาทุกข์เกิดนะ แทบจะส่งจิตมากราบครูบาอาจารย์ นึกถึงพระคุณท่าน ยิ่งเราปฏิบัติธรรมะนี่ความกตัญญูมันก็ขึ้นมา มันนึกถึงบุญคุณท่าน คือนึกถึงบุญคุณท่านว่า เรานะเดิมทีไม่ได้เรื่องได้ราว โชคดีมาได้อาจารย์ดีสอนเรา เฉพาะตัวเราเองไม่ได้เรื่องได้ราวหรอก พอดีมาได้อาจารย์ดีสอน ก็เลยช่วยประคับประคองตัวเองขึ้นมาได้บ้าง พอได้เป็นที่พึ่งแก่ตัวเอง เป็นที่พึ่งให้เราดับทุกข์ของเราได้ ดับอารมณ์ปรุงแต่งได้ ดับความอยากได้ ดับความยึดมั่นถือมั่นอุปาทานดับได้ ดับความโง่ความหลง ความหลงผิดดับได้ ดับได้ด้วยอะไรล่ะ ด้วยสติปัฏฐาน ถ้าไม่เจริญสติปัฏฐานจะไปฟังมาทั้งพระไตรปิฎก มันก็ไม่เป็นของเรา ไม่เป็นสมบัติของเราเลย ก็ยังเป็นสมบัติของพระศาสดา เป็นสมบัติของพระอริยสาวก จำมาจนได้หมด ยังไม่เป็นสมบัติของเราที เพราะเวลาเป็นทุกข์ขึ้นมามันดับไม่ได้ ทุกข์ขึ้นมาจากกิเลสภายใน มันกระวนกระวาย จนวัดไม่มีที่จะอยู่ เดินรอบวัดยังฟุ้งซ่านไม่จบ เร่าร้อนกายใจ ยิ่งมาสู้กิเลสยิ่งเห็นโทษว่าไม่มีอะไรร้อนเท่ากิเลส เวลามันขึ้นมาแล้วดับไม่ได้ ดับไม่ได้เพราะอะไร เพราะประมาท ไม่เตรียมพร้อมเอาไว้
ฝึกเอาไว้ ฝึกจิตของเราเอาไว้ เจริญกุศลเอาไว้ ทำจิตดวงที่มีตัวละ ให้มันมีน้ำมันหมูทามือ ไม่ข้องกับอารมณ์ หลวงพ่อใหญ่บอกว่า เวลามาฉันขนมเข่งด้วยกันนะ คนอื่นฉันแล้วติดมือ แต่ท่านฉันแล้วไม่ติดมือ เพราะท่านเอาน้ำมันหมูทามือมาก่อน นั่นเราปฏิบัติให้มันได้น้ำมันหมูทามือ ทาใจ เวลาไปข้องกับอารมณ์ อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรามีน้ำมันหมูทาใจไว้ ไม่ติด พูดว่าไม่ติดน่ะมันพูดง่าย แต่กว่าจะฝึกให้มันได้นะมันยาก แต่ก็ทำได้ ทำได้เพราะอะไร คือเรามีอาวุธของพระพุทธเจ้า อาวุธของพระพุทธเจ้าอะไรจะเกินมหาสติปัฏฐาน ๔ เป็นรอยเท้าช้างและเส้นทางอันเอกนะ คือเฟ้นธรรมให้แยบคาย จนสัจจะแจ่มแจ้งด้วยญาณภายในขึ้นมา จะสามารถดับทุกข์ได้ ดับทุกข์ได้ต้องเป็นขั้นเป็นตอนไป ดีขึ้นดีขึ้นไปเรื่อย ปีหนึ่งนะเราดีขึ้น อารมณ์เราดีขึ้นก็ใช้ได้แล้ว ภายในปีหนึ่ง ๆ จิตมันขึ้นบ้างลงบ้างช่างมัน แต่พอมาเทียบกันปีนี้กับปีที่แล้วจิตเราดีขึ้น โดยส่วนรวมแล้วจิตเราดีขึ้นแสดงว่าใช้ได้แล้ว แสดงว่าเราไปในเส้นทางพัฒนาแล้ว เราจะออกจากเส้นทางลูกรังไปสู่ลาดยางแล้ว ถ้าปีนี้กับปีที่แล้วปีนี้เลวลง จิตแย่ลง เสียหายแล้ว แต่ละปีต้องดีขึ้น จิตใจเราต้องผ่องใสเบิกบาน เบ่งบานด้วยธรรมะ เบ่งบานอยู่ภายใน ไม่ต้องให้ใครมายอมรับเลย ดูขณะกระทบอารมณ์ ให้ความจริงพิสูจน์ ขณะที่เรากระทบอารมณ์ เราทุกข์มากขึ้นหรือทุกข์น้อยลงจากเมื่อก่อน ถ้าทุกข์กว่าเมื่อก่อนแสดงว่าต้องเอาจริง ๆ แล้ว ต้องเฟ้นธรรมให้จริง ๆ แสดงว่าเรานะเสียไปเยอะ
ธรรมะน่ะเป็นน้ำอมฤต ดื่มแล้วไม่ตาย ไม่ตายคือไม่ทุกข์ มันทุกข์น้อยลงเรื่อย ๆ น่ะมันเห็นชัด ชาตินี้ขณะนี้ปัจจุบันนี้ เราเห็นว่ามันทุกข์น้อยลงมันดับทุกข์ได้ มันจะเป็นบ่อเกิดแห่งศรัทธาของผู้ปฏิบัติ ไม่เลิก ชาตินี้ไม่เลิก ไม่เห็นของจริงไม่เลิก ไม่ต้องให้ใครมาบังคับเลย หาลู่ทางตัวเอง ที่จะพัฒนาตัวเอง เพื่อไปสู่การบรรลุธรรม ไม่เลิกหรอก ถ้ามันมีใจตัวเองเป็นพยาน ว่าเมื่อก่อนเราทุกข์อย่างมากเลย เดี๋ยวนี้เราดับทุกข์ไปเยอะ ไม่ต้องห่วงหรอก เจ้าตัวจะขวนขวาย ไม่ต้องให้ใครมาตามดูมาตามคุมแล้ว ทำเอง นั่งอยู่ในส้วมก็ทำอยู่ในส้วม เดินบิณฑบาตก็ทำตอนบิณฑบาต ทำเอง
โอกาสที่ได้มาบรรยายธรรมะ ปรารภธรรมเพื่อให้ท่านผู้ปฏิบัติเกิดศรัทธา อาจหาญ ร่าเริง สมาทานในการปฏิบัติธรรม ก็เห็นสมควรแก่เวลาแล้ว ก็ขอสมมุติยุติลง ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออ้างอิงอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงมาปกปักคุ้มครองรักษา ให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ให้ได้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ

ความคิดเห็นล่าสุด
2 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 50 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 50 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน