๐๐๒๘ - สาธุ โข บรรพชา
๑๙-มิ.ย.-๔๖
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณพระอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในภาคการปฏิบัติธรรม นมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสามเณรและอุบาสกอุบาสิกา
วันนี้เราก็ได้มาฟังธรรมในภาคปฏิบัติ เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ต่างจากคนทั่วไปในโลก คือว่า เป็นผู้เห็นภัย การที่เราออกมาปฏิบัติธรรมน่ะ ก็เพราะเป็นผู้เห็นภัย คำคมเขาบอกว่า นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ คือว่า ของใกล้ตัว บุคคลทั้งหลายไม่ค่อยเห็น นี่เป็นคำอุปมา นกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ คือไม่มีญาณปัญญาไปแจ่มแจ้งในสิ่งใกล้ตัว คนทั่วไปในโลกอยู่ในโลกแต่ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นความทุกข์ ไม่เห็นทุกข์จึงไม่เห็นภัย ไม่เห็นภัยจึงไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องออกมาปฏิบัติธรรม ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออกมาถือบวช ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องละกาม ละความสุขทางฆราวาสวิสัย ออกมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ บุคคลผู้นั้นไม่เห็นภัยจึงไม่มีทางเลยที่จะเกิดความขวนขวาย ออกมาถือบวชออกประพฤติปฏิบัติ มาทนนั่งหลังขดหลังแข็งดูตัวเอง กำหนดสติหยั่งรู้ดูตัวเอง เมื่อเราทั้งหลายเรียกว่าเป็นผู้เห็นภัย เป็นผู้เห็นในสิ่งที่ชาวโลกทั่วไปไม่เห็น
หลวงพ่อใหญ่ชอบพูดคำหนึ่งว่า “สาธุ โข บรรพชา” คำว่า “สาธุ โข บรรพชา” นี่เป็นคำติดปากของท่านเรื่อย เวลาท่านเทศน์ ท่านจะมีคำว่า “สาธุ โข บรรพชา” แปลว่า การบรรพชาดีนักแล เพราะว่าเป็นช่วงเว้นว่างจากกิจการงานหน้าที่ของฆราวาสวิสัย เป็นช่องว่างมีโอกาสที่จะออกมาเฟ้นธรรมให้แยบคาย โยนิโสมนสิการ โยนิโส วิจิเน ธัมมัง ปัญญายัตถัง วิปัสสติ พึงเฟ้นธรรมให้แยบคายจะเห็นอรรถะแจ่มแจ้งด้วยญาณปัญญา ความหลุดพ้นแห่งใจย่อมมี
เพราะเราเป็นผู้เห็นภัย เป็นผู้มีเปรียบ ในการลี้ภัย จะได้ขวนขวายหลีกลี้ เหล่าวัวควายที่อยู่ในคอก เขาเอาอาหารมาให้กิน ตกเย็นเขาก็สุมไฟไล่ยุงให้ ฝูงวัวควายในคอกก็ดีใจ ดีอกดีใจว่าเอออยู่ในคอกนี่ร่มเย็นเป็นสุขนะ คอกนะเขาก็กันภัยต่าง ๆ ไว้ให้เราอยู่สบาย เวลาหิวเขาก็เอาหญ้ามาให้ เอาฟางมาให้ เอาน้ำมาให้ ตกกลางคืนก็ไม่ต้องลำบากอะไร เขามาสุมไฟไล่ยุงให้ มันช่างน่าเพลิดเพลินเจริญใจ กินอย่างไม่เห็นภัย เพลิดเพลิน กินอยู่ นอน เสพกาม วันใดวันหนึ่งที่อ้วนขึ้นมาน่ะ เขาจูงไปสู่ซองที่จะฆ่า ค่อยรู้ว่าที่เขาขุนเราไว้นะเขาขุนทำไม ถึงเวลานั้นแม้จะรู้ก็สายเสียแล้ว ต้องโดนเขาเอาฆ้อนปอนด์มาทุบหัวนะ เอามีดทิ่มคอ ร้องดังลั่น ไม่มีใครช่วยได้ หลงเพลิดเพลิน ฝูงชนทั้งหลายผู้ไม่มีปัญญาจักษุก็เป็นเช่นเดียวกัน ไม่เห็นภัย เพลิดเพลินกินนอนเสพกาม อยากได้อย่างโน้นก็ไปหามาดู อยากได้อย่างนี้ก็ไปหามาฟัง หามาลิ้มรส หามาเสพ หาด้วยวิธีสุจริตไม่ได้ก็หาด้วยวิธีทุจริต หาด้วยวิธีชอบธรรมไม่ได้ก็หาด้วยวิธีทรยศคดโกง สร้างเวรสร้างกรรม ให้ได้ปัจจัยมาเสพ มาบำรุงบำเรอกายนี้ ขวนขวายหาเหตุปัจจัยทั้งหลายมาบำรุงบำเรอกาย ท้ายที่สุดร่างกายมันจะหักหลังทรยศต่อเราอย่างไม่มีชิ้นดีเลย นึกจะเจ็บก็เจ็บ นึกจะป่วยก็ป่วย มันจะเป็นโรคอะไรมันไม่บอกก่อน ไม่ขออนุญาต ท้ายที่สุดความแก่ความเจ็บความตายก็มาถึง บุคคลผู้เพลิดเพลินแต่การทำความชั่ว รู้จักแต่เสพสุขไปวัน ๆ ถึงเวลาตายแล้วก็ยังต้องไปใช้กรรมในอบายภูมิทั้ง ๔ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ได้ไม่คุ้มเสีย ได้สิ่งทั้งหลายมาเสพ กามทั้งหลาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นของชั่วคราว มัวเพลิดเพลินหลงทำบาปทำกรรมแย่งชิงมา ท้ายที่สุดต้องไปเสวยกรรมอยู่ในอบายภูมิทั้ง ๔ เสียเวลาที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา
การบังเกิดของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เป็นได้โดยยาก การที่เราจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนาก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เปรียบประดุจเต่าตัวหนึ่งตาบอดดำน้ำอยู่ในมหาสมุทร ร้อยปีจะโผล่หัวขึ้นมาทีหนึ่ง และในมหาสมุทรก็มีตะแกรงอันหนึ่ง กว้างฟุต ยาวฟุต ลอยไปลอยมาในทะเลนะ ท่านเปรียบว่าโอกาสที่เต่าตาบอดตัวนั้น ร้อยปีโผล่หัวขึ้นมาทีน่ะ โอกาสที่จะโผล่หัวเข้ามาใต้ตะแกรงที่ลอยไปลอยมาพอดีเลยนะ โอกาสนั้นยังง่ายกว่าที่ว่าโอกาสจะเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ฉะนั้นเป็นโอกาสหาได้ยาก บุคคลที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วพบพระพุทธศาสนา หาได้ยาก แล้วเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้วจะเกิดศรัทธาก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เกิดศรัทธาออกบรรพชา ออกบวช ออกปฏิบัติธรรม เพราะอะไร เพราะการบรรพชาการออกบวชนี่คือการเปิดประตูออกสู่ความพ้นทุกข์ทั้งหลาย ทุกข์ในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี่มีมากมาย มีมากมายมหาศาล
ท่านจึงกล่าวว่า “สาธุ โข บรรพชา” การบรรพชานี่เป็นดี ดีนักแล เพราะว่าเป็นโอกาสทั้งหลายในการละการสละ เราต้องมีจิตใจละเอง จะรอให้โลกนี้มาเลิกยุ่งกับเราไม่มีหรอก เราต้องเลิกยุ่งกับมัน ต้องตัดใจได้ คนเราในโลกทุกคนมันก็รู้จักรักสิ่งที่ชอบใจกันทั้งนั้น มีกันทั้งนั้น แต่ใครรู้จักตัดใจหรือเปล่า เกิดมาเป็นหนุ่มแล้วก็อยากไปใกล้ชิดของสวย ๆ งาม ๆ ทั้งนั้น แต่ว่าเรารู้จักตัดใจหรือเปล่า เกิดมาเป็นสาวก็อยากจะเพลิดเพลินอยู่ในคำป้อยอ เขามาเห็นคุณค่าเรา เรามีค่า แต่รู้จักตัดใจหรือเปล่า ตัดใจเพื่ออะไรล่ะ เพื่อว่าเห็นประโยชน์อันใหญ่กว่า ความสุขทางโลกท่านเปรียบประดุจว่า เลียรสน้ำผึ้งที่ปลายใบมีดโกน ความหวานมันก็มีอยู่ แต่ดวงตาของผู้มีปัญญามองเห็นโทษ คนเราเกิดมาก็รู้จักรักกันทั้งนั้นแหละ มีความอยากได้ เห็นคนสวย ๆ ก็ชอบ เห็นคนถูกใจก็รักเขา แต่รู้จักตัดใจหรือเปล่า รู้จักสละหรือเปล่า
ท่านเปรียบว่าการที่จะเอาไม้ไผ่ออกจากกอน่ะ เอาออกตอนที่มันเป็นหน่อไม้น่ะมันง่าย มัวไปให้มันยาวแล้วให้มีกิ่งแขนงพันกับต้นโน้น พันกับต้นนี้นะมันดึงยาก ฉะนั้นเราตัดใจให้ตัดใจแต่เนิ่น ๆ อย่าปล่อยใจให้มันเผลอไปนาน ๆ แล้วค่อยดึงออกมันจะลำบาก เอาไม้ไผ่ออกตอนยังเป็นหน่อนะมันเอาง่าย รอให้มันสูงขึ้นมาแล้วกิ่งแขนงมันไปเกี่ยวอันโน้นเกี่ยวอันนี้ดึงยาก
ฉะนั้นหลวงพ่อใหญ่ชอบพูดว่า เวลากำหนดสติน่ะให้เรากำหนดให้ทันจิตดวงที่หนึ่ง คือหมายความว่ากำหนดตั้งแต่เริ่มปรุง เอาสติไปกำหนดดูให้ได้ อย่าเพลิน ถ้าปล่อยให้มันปรุงไปนานแล้วจะไปดึงมัน มันยาก ยิ่งปรุงไปจนเอ่ยวาจา ก่อเกิดเป็นวจีกรรมแล้วก็ยิ่งดึงยากเข้าไปใหญ่ แค่เป็นมโนกรรมนี่ก็ยังไม่มีคู่กรณี พอเอื้อนเอ่ยวาจาไปให้เขารู้แล้วก็เริ่มมีคู่กรณีแล้ว เราไปรักใครนะ แล้วรักอยู่ในใจไม่มีใครรู้นะยังไม่มีเรื่อง พอไปบอกให้เจ้าตัวเขารู้นะเดี๋ยวมีเรื่องเชียว แหม ฉันรักเธอนะ เธอนะตรงเสป็กฉันเลย เดี๋ยวมีเรื่องแล้ว คือมันมีมือมาตบอีกข้างแล้ว ตบมือข้างเดียวมันยังไม่ดัง คิดอยู่ในใจนะยังไม่มีเรื่อง ไปบอกคู่กรณีเดี๋ยวมีเรื่องเลย ฉะนั้นหลวงพ่อใหญ่จึงบอกว่า กำหนดให้ทันจิตดวงที่หนึ่ง ตอนนั้นฟังท่านก็ เอ จิตดวงที่หนึ่งมันดวงไหนหนอ คือว่าหมายความว่ารีบตัดใจเสียแต่เร็ว ๆ อย่าเผลอนาน อย่าเผลอใจไปนาน
หลวงพ่อใหญ่ท่านเล่าให้ฟังว่า ก่อนนี้มีฝรั่งมาอยู่ปฏิบัติกับท่านนะ ฝรั่งคนนี้ชอบสูบกัญชา แต่ว่ามาฝึกเดินจงกรม นั่งสมาธินะ เดินจงกรม กำลังเดินจงกรมอยู่นะไม่รู้ขึ้นมาที่กุฏิได้ยังไง ฝรั่งนี่เป็นฆราวาส มาพักกุฏิ ขึ้นมานั่งคร่อมเขียงกัญชากำลังจะหั่น รู้ตัวอีกทีนั่งคร่อมเขียงกัญชาเสียแล้ว มันไม่รู้ตัว หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟัง คนเรามันเผลอสตินะมันเป็นไปได้ขนาดนั้นนะ เดินจงกรม เดินจงกรมอยู่นะ มารู้ตัวอีกที มานั่งคร่อมเขียงกัญชากำลังจะหั่นอยู่แล้ว มันไม่ทันจิตดวงที่หนึ่ง
เราฝึกสติเพื่อให้ทันอารมณ์ คนเราก็ยังมีกิเลสนะมันธรรมดา ไม่ใช่พระอรหันต์ มันรู้จักรัก รู้จักเกลียด รู้จักโกรธ รู้จักถือตัว เย่อหยิ่งถือดี กูดีกว่าใคร ไม่มีใครดีเท่ากู มึงมาพูดกับกูอย่างนี้ได้ยังไง พ่อกูยังไม่พูดกับกูยังงี้เลย ถือตัวไว้ ก็มีกิเลสกันทั้งนั้นแหละ แต่มาฝึกสตินะเพื่อให้ทันกับกิเลส ไม่ใช่ว่าปุบปับปฏิบัติแล้วกิเลสมันหมดไปเลย ต้องทันมันก่อน จะไปล่าสัตว์นะต้องขี่ม้าไป สมัยก่อนนะพระราชาไปล่าสัตว์ขี่ม้าไป จะไปยิงเนื้อ จะไปยิงเนื้อก็ต้องขี่ม้าไป วิ่งให้มันทันเนื้อก่อน ให้มันอยู่ในรัศมีธนู จะดับทุกข์ก็เหมือนกันนะ
เรามาเจริญสติ ต่อไปให้เห็นความจริง กิเลสทั้งหลายในตำรามีแต่ชื่อทั้งนั้น พระไตรปิฎกมีแต่ชื่อแล้วตัวจริงอยู่ที่ไหนล่ะ ตัวจริงอยู่ในใจเราทั้งนั้น แต่เราไม่เคยเห็นเลย เพราะเราไม่เคยเจริญสติมาหยั่งรู้ ฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมเจริญสติแล้วค่อยเห็นตัวเองว่าเลว เพราะมันมาเห็นกิเลส ไม่เจริญสติไม่เคยเห็นกิเลสตัวเองเลย เห็นแต่คนอื่น เห็นแต่คนโน้นชั่ว คนนี้เลว คนนั้นไม่ดี เพราะมันมองไปแต่ข้างนอก ออกไปยินดียินร้าย เสพเสวยแต่ข้างนอก ไม่ได้กำหนดสติหยั่งรู้ปัจจุบันภายในกาย ภายในจิตตัวเอง ฉะนั้นจึงเห็นแต่คนอื่นเลว ไม่เคยเห็นตัวเองเลวเลย เพราะไม่เคยปฏิบัติ คนธรรมดาทั่วไปเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น เพราะไม่เคยปฏิบัติธรรม คนไม่ปฏิบัติธรรมเห็นแต่คนอื่นเลว แต่ผู้ปฏิบัติธรรมนะ เห็นแต่ตัวเองเลว
ไปอ่านพระธรรมบทเรื่องหนึ่ง พระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตร ท่านเป็นเพื่อนกัน ท่านไปไหนก็ไปด้วยกัน เขาเรียกว่าเป็นพระสหจร เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ บวชแล้วก็ไปด้วยกัน จนกระทั่งสำเร็จอรหันต์แล้วก็ยังไปไหนด้วยกัน ครั้งหนึ่งพระสารีบุตรปลงผมใหม่ ๆ ไปนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่กลางแจ้ง ขณะนั้นมียักษ์อยู่ตนหนึ่งชื่อ นันทยักษ์ เหาะผ่านมา เห็นพระสารีบุตรนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่กลางแจ้งน่ะ ก็ขัดใจขึ้นมาไม่มีเหตุผล ก็เลยเอากระบองออกมา บอกกับเพื่อนยักษ์ที่มาด้วยกัน บอกนี่นะ เดี๋ยวข้าจะตีศีรษะสมณะองค์นี้ให้บี้แบนแตกไปเลย เกะกะทางนักมานั่งอยู่ได้ ยักษ์เพื่อนกันก็ห้ามบอก โอ้ยอย่าไปทำนะ สาวกของพระสมณโคดมนี่อย่าไปดูหมิ่นเล่น ๆ ไม่ได้นะเดี๋ยวจะเดือดร้อนเอานะ นันทยักษ์ก็ไม่สนใจ จะตีให้ได้เลย มานั่งเกะกะทาง มันไม่รู้เป็นไร มันขัดใจขึ้นมา มันก็เลยเอากระบองตีเข้าไปที่ศีรษะพระสารีบุตร ท่านบอกว่าการตีครั้งนั้น ถ้าจะตีช้างสารตัวใหญ่ก็จะจมลงมิดลงไปเลยนะ แต่ว่าเมื่อมาตีกับพระอรหันต์ที่เข้านิโรธสมาบัตินะ แม้แต่ขนก็ไม่สามารถทำให้สั่นหวั่นไหวได้ มาตีแล้วไม่เป็นไร นันทยักษ์มันก็ร้อนตัวขึ้นมาเอง หมดฤทธิ์เหาะไม่ได้ เดินลงมาธรณีสูบลงไปอเวจีมหานรก พอพระสารีบุตรออกจากนิโรธสมาบัติก็รู้สึกเจ็บนิด ๆ เหมือนว่า เอ้ทำไมศีรษะเราวันนี้เหมือนมีกิ่งไม้มาหล่นใส่ ทำไมมันรู้สึกระคายศรีษะนิด ๆ ท่านไม่เป็นไรแต่รู้สึก พระโมคคัลลานะเข้ามาเล่าให้ฟังว่าเมื่อกี้มีนันทยักษ์นะเอากระบองตีศีรษะท่าน แล้วก็พระโมคคัลลานะก็บอกว่า ช่างน่าอัศจรรย์จริง ความที่พระสารีบุตรนะมีอำนาจฤทธาศักดานุภาพใหญ่หลวงมาก แม้พญายักษ์ นันทยักษ์น่ะเอากระบองใหญ่ตีศีรษะท่าน ซึ่งถ้าตีพญาช้างสารจะต้องจมลงไปในดินเลย แต่มาตีศีรษะพระสารีบุตรนะไม่เป็นไรเลย มีแค่รู้สึกระคายผิวแผ่ว ๆ ช่างน่าอัศจรรย์ ท่านพระสารีบุตรนะช่างมีฤทธาศักดานุภาพมากเหลือเกิน ท่านโมคคัลลานะท่านก็ชมพระสารีบุตร ฝ่ายพระสารีบุตร ได้ยินดังนั้นก็เลยชมพระโมคคัลลานะว่า ช่างอัศจรรย์ใจพระโมคคัลลานะ ช่างมีศักดานุภาพมาก มีฤทธิ์มาก สามารถมองเห็นยักษ์ที่มาตีศีรษะข้าพเจ้าได้ ส่วนตัวข้าพเจ้าแม้แต่ปีศาจเล่นฝุ่นสักตัวยังมองไม่เห็นเลย เราได้ฟังแล้วรู้สึกยังไง รู้สึกเป็นอุทาหรณ์ว่า บุคคลผู้ยิ่งจิตใจท่านสูงยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตัว ยิ่งเห็นแต่ตัวเองไม่ได้เรื่อง ยิ่งเห็นว่าผู้อื่นประเสริฐ อันนี้เป็นอุทาหรณ์ว่าท่านเป็นพระอรหันต์เป็นพระอัครสาวกทั้งคู่นะ เราฟังแล้วจะได้เป็นแนวทาง เมื่อเราอยากจะเจริญในกุศลธรรม เจริญในคุณธรรม จะได้มาลดมานะละทิฏฐิ อย่าถือว่าตัวเองเก่งคนเดียว ดีคนเดียว เยี่ยมคนเดียว อันนี้เป็นธรรมดาธรรมชาติของผู้ปฏิบัติธรรม คือว่าผู้ปฏิบัติธรรมย่อมเจริญสติ เห็นกายในกายอยู่ เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตใจจิต เห็นธรรมในธรรม เพ่งโทษตัวเอง ขัดเกลา เห็นโทษในกิเลสตัวเอง กิเลสใครก็ไม่เป็นโทษแก่ตัวเราเท่ากับกิเลสของเรา กิเลสคนอื่นก็พาคนอื่นไปเข้าคุกนะ กิเลสเรานะมันจะพาเราเข้าคุก กิเลสคนอื่นมันไม่เป็นโทษแก่เราเท่าไหร่
ผู้ปฏิบัติธรรมนะมันจะเห็นดังนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจิตใจท่านสูงส่งเท่าไหร่ยิ่งเห็นแต่โทษตัวเอง ยิ่งประนีประนอมถ่อมตน เหมือนเรื่องพระโมคคัลลาน์พระสารีบุตรนะ อ่านเรื่องของท่านแล้วก็ซึ้งขึ้นมา อ๋อ นี่ขนาดท่านเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ ว่าบุคคลที่จิตยิ่งสูง ยิ่งถ่อมตน ยิ่งเห็นแต่ความดีคนอื่น ไม่เห็นโทษคนอื่น เห็นแต่โทษตนเอง ย่อมโจทย์ตนเองเป็นนิจ ย่อมขัดเกลาตัวเองเป็นนิจ อันนี้ก็ตรงกับที่เรามาฝึกเจริญสติปัฏฐานนะ เราเจริญสติก็จะเห็นกิเลสตนเอง โยมมาปฏิบัติธรรมน่ะเห็นกิเลสตนเองเป็นใช้ได้แล้ว ดูไปเรื่อย ๆ ถ้าเห็นกิเลสคนอื่นนะใช้ไม่ได้ จิตส่งออก มัวแต่ไปเพ่งโทษเขา แสดงว่าเราไม่ได้เจริญสติหรอก ส่งจิตออกแล้วไปจับผิดคนอื่น เราจิตตกฐานแล้ว ถ้าจิตไม่ตกฐานแล้วกำหนดเจริญสตินะเห็นแต่โทษตัวเอง เห็นแต่กิเลสตัวเอง กิเลสเกิดกิเลสดับ เห็นแต่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป สิ่งนี้เกิด สิ่งนั้นดับ สิ่งนั้นเกิด สิ่งนี้ดับ
ความที่เรามีกิเลสมาแต่เดิม เรายังไม่ใช่พระอรหันต์ เห็นมาก ๆ ก็คือเห็นกิเลสตัวเอง เราจะฆ่าเสือก็ต้องเจอเสือ เราไม่เห็นกิเลสตัวเองไม่มีทางหมดกิเลสได้หรอก มันไม่เจอเสือ ถ้าเรารู้ว่าในป่านี้มีเสือกี่ตัวแล้วแต่ละตัวมันอยู่ที่ไหนบ้าง นั่นแหละง่ายมากที่จะทำให้เสือหมดป่า แต่ถ้าเราไปในป่านี้ไม่รู้เลยว่าในป่านี้มีเสือกี่ตัว ไม่เคยเห็น ไม่เคยเจอมันเลย มันกินที่ไหน มันนอนที่ไหน มันหลบซ่อนอยู่ที่ไหน แหล่งหากินอยู่ที่ไหนไม่รู้เลย อย่าไปหวังเลยว่าเสือมันจะหมดป่าได้ ผู้ปฏิบัติธรรมเจอกิเลสน่ะดีแล้ว ถูกทางแล้ว ปฏิบัติมาน่ะเห็นกิเลสตัวเองน่ะถูกทางแล้ว เลือกปฏิบัติถูกแล้ว เห็นความดีของตัวเองบางทียังพลาดท่าได้ การปฏิบัติธรรมน่ะเราไม่ต้องดูเราดียังไงแล้ว ไม่ต้องไปดูหรอกเดี๋ยวมันจะเหลิง เราดูว่าเรายังเลวเรื่องใดบ้าง คนซักผ้าเวลาจะซักผ้าไปหาดูเถอะตรงไหนมันเปื้อน ตรงไหนสะอาดแล้วไม่ต้องไปดูหรอก จะไปดูแต่ตรงสะอาดเดี๋ยวเลิกซัก ไม่รู้จะไปซักทำไมตรงนี้ก็สะอาด ตรงนั้นก็สะอาด หาดูรอยเปื้อนซิมันจะได้ซักต่อไป ผ้าผืนนี้จะได้สะอาด ผู้ปฏิบัติธรรมน่ะมาดูข้อบกพร่องตัวเอง ดูกิเลสตัวเอง มันจะได้ขัดเกลาจิต จะได้แก้ไข ถ้ามัวแต่มานั่งนับว่ากูดีอย่างนี้แล้ว กูเยี่ยมอย่างนี้แล้ว กูประเสริฐอย่างนั้นแล้ว เดี๋ยวไม่ได้ปฏิบัติหรอก ได้แต่ไปเย่อหยิ่งถือดียกตนข่มผู้อื่น ใครมาล่วงเกินหน่อยก็มึงหนอมาทำให้ผู้มีคุณธรรมสูงอย่างกูต้องเดือดร้อนนะ มึงจะต้องไปตกนรกขุมนั้นแน่ มึงจะต้องซวย แช่งเขาไปเลย นั่นแหละกิเลส มันไม่ได้เป็นการแสดงออกถึงการรู้กฎแห่งกรรมหรอก แต่เป็นการแสดงออกของกิเลส กิเลสคือตัวมานะถือดี ว่ากูดี กูเยี่ยม กูบริสุทธิ์ ใครมากระทบกระทั่งกูนะจะต้องไปตกนรกขุมนั้น เรียกว่าเราตั้งจิตไว้ผิด เรื่องไม่จบ ต้องไปสาปส่งเขา มึงต้องไปนรกขุมนั้นขุมนี้
เราปฏิบัติธรรมนะอย่าไปดูว่าเราดีตรงไหนแล้ว ประเสริฐตรงไหนแล้ว ดูไปเสียเวลา จะซักผ้านะ ถ้าเราเป็นแม่นี่ไปสอนลูกซักผ้า ถ้าลูกมันจับมาดูนะดูตรงนี้สะอาด ดูตรงนั้นสะอาด ต้องด่ามันแล้ว ไอ้หนูมึงดูแต่ตรงสะอาดมึงไม่ดูรอยเปื้อนล่ะ ต้องด่าลูกแล้ว เราก็เหมือนกันแหละ เรามาปฏิบัติธรรมนะ มาดูแต่ว่า โอ้ยฉันดีอย่างงั้นแล้ว ฉันนี้ดีกว่าใครเลย มาในวัดนี้ฉันดีกว่าทุกคนแหละ ไอ้พวกนี้สู้ฉันไม่ได้สักคน ซักผ้าผิดแล้ว จะมาซักผ้ามันต้องดูรอยเปื้อน ยิ่งเจอรอยเปื้อนหลายรอยยิ่งดีใจ ซักเสร็จจนไปตากแล้วค่อยไปเห็นรอยเปื้อน นั่นแหละเสียท่าหมด อุตส่าห์เปลืองผงซักฟอก พลิกดูไม่เจอรอยเปื้อน แหม เอาขึ้นมาตากเสียแล้วค่อยเห็น นั่นแหละเสียท่าเขา เราเข้ามาในวัดมาปฏิบัติต้องเห็นข้อบกพร่องของตัวเอง ถ้าเห็นข้อบกพร่องของตัวเอง ให้ดีใจเลย จะได้แก้ไขแล้ว จิตเราจะสะอาดได้ก็เพราะเหตุนี้ อย่าไปเป็นทุกข์ ว่าตัวเราจิตเรายังกิเลสหนา อย่าไปเป็นทุกข์เลย เจอเสือก็ดีแล้วจะได้ฆ่าเสือ เวลาเราปฏิบัติดีจิตใจสบายอย่าไปเพลินกับไอ้ตัวจิตสบาย
มีผู้ปฏิบัติธรรมมาถามเรื่อย ถามว่าเมื่อก่อนโยมนะจิตเป็นอย่างนี้ก็อยู่ได้นะ เมื่อก่อนยังไม่ปฏิบัติธรรมนะจิตใจมันขุ่นมันมัวบ้างอะไรบ้างก็อยู่ได้ไม่เห็น เป็นอะไร แต่พอปฏิบัติธรรมแล้วจิตใจมันไม่ดีมันขุ่นมัวนะ อยู่ไม่ได้ เป็นทุกข์ ฟุ้งซ่านแทบระเบิด เป็นเพราะอะไร เหมือนกับมันแย่ยิ่งกว่าตอนยังไม่ปฏิบัติอีก
นั่นเป็นเพราะเราปฏิบัติไม่แยบคาย คนคนหนึ่งนะมันไม่เคยนอนเตียงเลย ไม่เคยนอนฟูกเลย เกิดมาก็นอนแต่กระดานนะ ไปไหนก็นอนกระดาน ก็สบายดีไม่เห็นเป็นทุกข์อะไร ช่วงหนึ่งไปพัก ไปอยู่ที่หนึ่งเขาให้นอนเตียงนอนฟูก มีหมอนข้างกอดด้วยก็สบาย ไปอยู่ตั้งหลายเดือน พอกลับมาบ้านนอนกระดานไม่ได้เสียแล้ว ทั้งที่เมื่อก่อนก็เคยนอนกระดานก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะไปติดฟูก คนเราน่ะตอนไม่ปฏิบัติธรรมนะ จิตมันก็ฟุ้งคิดโน่นบ้างคิดนี่บ้าง จิตมันก็ วอกแวกไปโน่น วอกแวกไปนี่ ขุ่นมัวบ้าง เศร้าหมองบ้าง แต่พอมาปฏิบัติ มันไปรู้จักจิตสงบ มันรู้จักปีติว่าเออจิตสงบแล้วเย็นดี ปีติ สบาย ซาบซ่านไปทั้งตัว เย็นไปทั้งตัว ตั้งแต่เช้าจรดเย็นนะเย็นไปทั้งตัว เย็น ซาบซ่าน สบาย อิ่มเอิบ ความรู้สึกเหมือนกับถูกหวยรางวัลที่หนึ่งนะ รู้สึกอย่างนั้นทั้งวัน ปีติน่ะ อันนี้ปีติมันก็ไม่เที่ยง จิตมันก็ไม่เที่ยง พอตัวเย็นตัวเบ่งบานตัวอิ่มเอิบดับไปเท่านั้นแหละ อยู่แทบไม่ได้เลยวัด วัดไม่มีที่เดิน ฟุ้งระเบิดเถิดเทิง ก็เหมือนกันน่ะ เหมือนกับเราไปติดฟูกนะกลับมาบ้านนอนกระดานไม่ได้เสียแล้ว
เราปฏิบัตินะไม่ว่าปฏิบัติไปเจอจิตดวงไหนร่มเย็นเป็นสุขผ่อนคลาย จิตว่างโปร่งเบายังไง ต้องดูให้รู้ว่ามันไม่เที่ยง อย่าไปยึด อย่าไปเสพไม่ลืมหูลืมตา ต้องรู้นี่มันไม่เที่ยง เกิดจากเหตุปัจจัย พอเหตุปัจจัยดับมันก็ดับ วันไหนจิตเราสบายดีกำหนดแล้วมันก็นิ่ง ไม่มีอะไรมากวน กำหนดแล้วก็นิ่งสบาย บางวันเนี่ย ไอ้โน่นก็กวนไอ้นี่ก็กวน มีแต่เรื่อง เดินไปทางโน้นโดนคนเขาด่ามาแล้ว เก็บมาคิด โอ๊ยร้อน รุ่มร้อนจิตใจ ไม่เป็นไรเราก็กำหนดสติหยั่งดูมัน มันไม่สงบก็ไม่เป็นไร ขณะที่จิตมันวุ่นวายแต่เราก็กำหนดหยั่งรู้ดูมันนะ นั่นแหละเราได้กำลังจิตแล้ว ถึงจะไม่ได้ความที่จิตสงบแต่เราได้กำลังจิตแล้ว เราได้กำลังจิตแล้วต่อไปจะคุมจิตง่าย เหมือนเราพายเรือนะ พายเรือตามน้ำ มันได้ทาง พายเรือตามน้ำน่ะมันได้ทาง แต่มันไม่ได้กล้ามเนื้อ ถ้าพายเรือทวนน้ำน่ะ ทางมันไม่ค่อยได้ แต่มันได้กล้ามเนื้อ ให้ได้กล้ามเนื้อก่อนเถอะเดี๋ยวทางมันจะมาทีหลัง มัวแต่เพลินไปได้ทางแต่กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกเดี๋ยวจะซวยแล้ว พายเรือเป็นแต่พายเรือตามน้ำน่ะเดี๋ยวจะซวยแล้วระวังให้ดีเถอะ
ผู้ปฏิบัติธรรมที่ว่าไม่ยอมเจออุปสรรค ไม่ยอมเจอทุกข์ ไม่ยอมเจออารมณ์กระทบ หนีตลอดน่ะ ระวังให้ดีเถอะเดี๋ยวจะซวยแล้ว จะไปพายเรือตามน้ำอย่างเดียว ต่อไปเวลาเจอปัญหาแล้วรับไม่ได้ เจ๊งเลย เพราะไม่ได้ฝึกกล้ามเนื้อ ระยะทางที่ได้เพราะว่าพายตามน้ำหรอก ไม่ได้เกิดจากความสามารถตัวเองเลย เราพายเรือทวนน้ำน่ะมันไม่ได้ทางหรอก แต่มันได้เพิ่มขีดความสามารถตัวเอง ได้ฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่ง เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ทางมันมาทีหลัง ฉันใดก็ฉันนั้น การปฏิบัติธรรมน่ะอย่าไปกลัวต่ออุปสรรค เอ้าโดนเขากวนอีก โดนอารมณ์กวน จะนั่งให้สบายอารมณ์กวนอีกแล้ว จะปฏิบัติให้สบายโดนมดกัดอีก โดนยุงกัดอีก ต้องไปสาปมดสาปยุงอีก แช่งมดแช่งยุง ที่ที่ไม่มีอุปสรรคไม่มีปัญหาไม่มีในโลก เวลาเราเจอปัญหา จิตใจไม่สงบ ไม่ดิ่ง ไม่ร่ม ไม่เย็น เราก็กำหนดสติหยั่งรู้ดูมันนะ จิตมันฟุ้งก็ดูมันฟุ้ง อย่าไปหวังให้มันสงบซิมันก็ไม่เห็นเป็นอะไร ขณะที่ลมมันพัดแรงอย่าไปหวังให้ลมมันนิ่งซิ ถ้าลมมันพัดแรงก็ไปเก็บผ้าก็พอแล้วจะไปอ้อนวอนให้ลมมันนิ่งประสาทกินเปล่า ๆ ก็เหมือนกันแหละ เวลาจิตมันฟุ้งขึ้นมา จิตมันไม่นิ่งก็ดูมันฟุ้งซิ ขณะจิตมันฟุ้งยังหวังให้มันนิ่ง ขณะจิตฟุ้งจะไปหวังให้มันนิ่งน่ะ นั่นแหละผิดแล้วตั้งจิตไว้ผิด มีตัณหาน่ะ สิ่งทั้งหลายไม่ได้อย่างใจหรอก
จิตนะมันไม่ใช่ของเราหรอกมันเป็นอนัตตา ถ้าจิตไม่เป็นอนัตตาท่านไม่เปรียบว่าฝึกจิตเหมือนฝึกลิงหรอก ขณะที่ลมมันแรงอย่าไปหวังให้ลมมันนิ่ง จะประสาทกินแล้วคนที่ไปนั่งหวังให้ลมมันนิ่ง ดูมันไป สักแต่ว่าดู สักแต่ว่าอาศัยระลึก เธอต้องไม่ติดอยู่ด้วย ไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย วันนี้ลมมันนิ่งก็ดูลมมันนิ่ง วันนี้ลมมันแรงก็ดูลมมันแรง วันนี้จิตมันนิ่งก็ดูจิตมันนิ่ง วันนี้จิตมันฟุ้งก็ดูจิตมันฟุ้ง ไม่เที่ยงทั้งนั้น การเห็นจิตในจิตน่ะต้องมาเข้าใจตรงนี้ให้มันซึ้งว่าไม่เที่ยง กำหนดดูมันไม่เที่ยง ดูไปดูมาโอ๊ยไม่ใช่ตัวเรา ความคิดทั้งหลายอารมณ์ทั้งปวง ผ่านมาก็ผ่านไป จิตเราไม่รู้อยู่ไหน จิตดีก็ไม่ใช่เรา จิตไม่ดีก็ไม่ใช่เรา จิตประเสริฐก็ไม่ใช่เรา จิตเลวทรามก็ไม่ใช่เรา เกิดดับหมด นี่ต้องเห็นอย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเห็นจิตใจจิต ถ้าไม่งั้นไม่เรียกว่าเข้าถึงฐานจิตหรอก เข้าถึงฐานจิตมันต้องแจ้ง ในความเป็นไตรลักษณ์ของจิต แล้วมันก็อยู่ได้ อยู่ได้ทุกสภาพการณ์ ไม่ข้อง ไม่ติด ไม่เป็นทุกข์ กับสภาพจิตทั้งปวง สักแต่ว่าอาศัยระลึก เห็นมันเกิดดับผ่านมาผ่านไป อย่างนั้นน่ะปฏิบัติถูก จิตมันฟุ้งก็ดูมันฟุ้ง จิตมันนิ่งก็ดูมันนิ่ง ไม่เที่ยงทั้งนั้น มันฟุ้งก็ไม่เห็นเป็นไร กำหนดสติดู นั่นน่ะได้กำลังจิตแล้ว เหมือนกับพายเรือทวนน้ำ อย่าไปคิดว่าไม่ได้อะไร
ถ้าเราไปคิดว่าพายเรือทวนน้ำไม่ได้อะไรนะ มันไม่ได้ฝึกตัวเอง ไม่ได้ฝึกกำลัง มันจะท้อแท้ต่ออุปสรรค เราคิดอย่างนี้ให้เป็นนะ ต่อไปเจออุปสรรคก็ไม่เป็นทุกข์ เจอปัญหาก็ไม่เป็นทุกข์ เจอสิ่งขัดขวางก็ไม่เป็นทุกข์ เจอสิ่งขัดขวางเจอมารก็ไม่เป็นทุกข์ มารก็มาทำให้เราเก่งขึ้น อุปสรรคทำให้เรากระโดดสูงขึ้น อุปสรรคมาขวางให้เรากระโดดข้าม ไม่มีอุปสรรคก็ไม่เก่ง บุคคลผู้ไม่เคยเจอปัญหาไม่เคยเจออุปสรรคก็เหมือนหอยอยู่ในเปลือก อ่อนแอ นุ่มนิ่ม ไม่ทนทานต่อการกระทบ เจอปัญหาอะไรก็รับไม่ได้ หนีปัญหาไปก็หนีไม่พ้น หนีไปไหนก็เอาใจที่อ่อนแอของเราไปด้วย เข้าป่าก็เอากิเลสไปด้วย กิเลสมันอยู่ในใจเรานะ กิเลสไม่ได้อยู่ในเมือง กิเลสมันอยู่ในใจ ถ้ากิเลสมันอยู่ในใจ แล้วเราหนีจากเมืองเข้าป่านะ มันจะหนีพ้นหรือ เหมือนคันหัวนะ คันหัวแต่ไปเกาขานะ เกาให้ขาถลอกไปซิ ไม่หายคัน
เรามาเจริญสตินะ สติปัฏฐานนะ เจริญในเมืองก็ได้ เจริญในป่าก็ได้ ไปทำที่สี่แยกไฟแดงก็ยังทำได้เลย ทำได้ เพราะอารมณ์ที่มากระทบก็สักแต่ว่าอารมณ์ เจริญสติไปเห็นความไม่เที่ยงของมัน มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเกิดดับ มีญาณปัญญา มีดวงตาเห็นธรรม เห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นต้องดับเป็นธรรมดา เพราะรู้ว่าสิ่งทั้งหลายมันเกิดได้ดับได้ มันจะไม่เห็นว่าสิ่งทั้งหลายเป็นปัญหา เราไปเห็นว่าไอ้โน่นก็เป็นปัญหาไอ้นี่ก็เป็นปัญหา เพราะเราไม่รู้ว่ามันเกิดแล้วมันดับได้ เราไม่รู้ เราไม่รู้เพราะอะไร เพราะเราไม่มีดวงตาเห็นธรรม ยังปฏิบัติไม่ถึงขั้น ปฏิบัติให้ถึงขึ้นมันต้องเกิดดวงตาเห็นธรรม เห็นความเกิดดับ คือญาณปัญญามันเข้าไปชำแรกอยู่ในกระดูกดำของเรานะ เห็นอะไรรู้หมด มันมีจักษุ ธรรมจักษุนะ มีธรรมจักษุน่ะไม่เสียหายหรอกเพราะเราฝึกขึ้นมา ฝึกจากคนที่ไม่ได้เรื่องได้ราวนี่แหละ ฝึกจนมันมีธรรมจักษุนะ มันรู้ว่าสิ่งใดก็ตามที่เราไปสัมผัสสัมพันธ์นะ มันเกิดได้มันดับได้ เมื่อรู้ตัวนี้ขึ้นมา เวลาเราไปสัมผัสสัมพันธ์อะไร สิ่งทั้งปวงจะไม่เป็นปัญหาแก่เรา ถ้าไม่รู้ว่ามันเกิดได้ดับได้เห็นอะไรก็เป็นปัญหาหมด ไอ้โน่นก็เป็นปัญหาไอ้นี่ก็เป็นปัญหา กูทนไม่ได้แล้ว กูอยู่ไม่ได้แล้ว ท้ายสุดไม่มีที่อยู่ เหมือนว่าสุนัขขี้เรื้อนมันคันนะ ไปนอนร่มไทรก็โอ๊ะโคนต้นไทรนี้มันคันจริงโว้ย ไปนอนใต้ต้นโพธิ์อีกโอ๊ะต้นโพธิ์นี่ก็คันโว้ย ไปนอนใต้ต้นประดู่ก็โอ๊ะไอ้ต้นประดู่นี่ก็คันจัง วิ่งไปทั่ววัดมันหาต้นไม้ที่นอนแล้วไม่คันไม่มีเลย ก็มันคันที่หนังมันนะ
แล้วมันจะไปโทษใคร ไอ้หมาขี้เรื้อนตัวนั้นมันลงความเห็นว่าต้นไม้ทุกต้นในวัดนี่คันหมด เราปฏิบัติธรรมนะถ้าเราวางจิตไว้ผิดนะอยู่ที่ไหนอยู่ไม่เป็นสุข อยู่วัดนั้นก็ไม่ดี วัดนี้ไม่ดีตรงนี้ มาวัดนี้ โอ้ยไม่ดีตรงนี้ ไปที่โน้นดีกว่า ไปวัดโน้น ก็ไม่ดีตรงนั้น ไม่เป็นสุขสักวัดหนึ่ง ลืมไปว่ามันไม่เป็นสุขที่ใจเรานะ มันตั้งจิตไว้ผิดก็ทุกข์ เราเข้าไปปฏิบัติที่ไหนก็ไปเพื่อลดเพื่อละขัดเกลา อุปสรรคก็มาเป็นครูมาสอน ปัญหาก็มาให้บทเรียน มารก็มาช่วยให้เราเก่งขึ้น
คนที่จะได้สร้างบารมีใหญ่นะ เขาวัดกันตรงไหนว่าบารมีใหญ่บารมีเล็ก คือถ้าสร้างบารมีแล้วอุปสรรคน้อยนะเขาเรียกบารมีเล็ก เรียกว่าบารมีธรรมดา ถ้าอุปสรรคใหญ่ขึ้นมามารใหญ่ขึ้นมา เขาเรียกว่าอุปบารมี บารมีอย่างกลาง ถ้าอุปสรรคใหญ่แทบจะมาฆ่ามาฟันให้เราเอาตัวไม่รอดเลยนะ ยังทนทำนี่ เขาเรียกว่าปรมัตถบารมี คือบารมีสูงสุด คือบารมีน่ะจะวัดว่าใหญ่ว่าเล็ก มันวัดกันที่อุปสรรค
เพราะฉะนั้นนะ ไปไหนอย่าไปกลัวมาร อย่าไปกลัวอุปสรรค ไปปฏิบัติที่วัดไหนก็ได้ จะมาวัดนี้ ไปวัดโน้น ไปไหนก็ได้ ถ้าเรารู้ว่าปัญหามันอยู่ที่ไหนนะ อยู่สบาย ไม่ต้องไปโทษคนอื่น เวลามีปัญหานะ มาโทษใจเรา เรายังอดทนไม่พอ เรายังสู้ปัญหาไม่ได้ เราต้องฝึกอีก มัวแต่ไปโทษคนโน้นคนนี้โทษวัด โทษแม่ชี โทษพระ โทษยุงชุม โทษมดเยอะ ไม่จบ เราไม่ได้สร้างบารมี มัวแต่โทษเขาแล้วเราไม่ได้สร้างบารมีเลย ฉะนั้นนะให้เราจำเอาไว้ว่าเวลาพายเรือตามน้ำน่ะ มันได้ทาง แต่มันไม่ได้กล้ามเนื้อ เวลาพายเรือทวนน้ำนะ มันไม่ได้ทาง แต่มันได้กล้ามเนื้อ ให้มันได้กล้ามเนื้อก่อนเถอะ เดี๋ยวทางมันจะมาเอง
ฉะนั้นนะ ในโอกาสที่มีโอกาสมาแสดงธรรม สิ่งละอันพันละน้อย ให้แก่ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ก็เห็นสมควรแก่เวลา ขอสมมุติยุติลงเพียงเท่านี้ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ให้เจริญด้วยกุศลจิตกุศลธรรม โลกุตตรจิตโลกุตตรธรรม และได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ

ความคิดเห็นล่าสุด
39 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
39 สัปดาห์ 4 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 19 ชั่วโมง ก่อน
44 สัปดาห์ 23 ชั่วโมง ก่อน
44 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
1 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 15 ชั่วโมง ก่อน
2 ปี 17 ชั่วโมง ก่อน