๐๐๒๗ อย่าโทษผู้อื่น
๔-มิ.ย.-๔๖
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ทุกท่าน ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ทางด้านการประพฤติปฏิบัติ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสามเณรและเจริญพรญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา
วันนี้ก็มีโอกาสได้มาแสดงธรรม เพื่อให้อารมณ์ภาคปฏิบัติแก่ญาติโยมซึ่งได้มาปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมให้เรามาดูภายใน เลิกดูข้างนอก มาดูข้างใน ดูข้างในให้แจ้งตัวเอง มาดูภายในตัวเรา เอาสติมากำหนดหยั่งรู้ ยิ่งดึงจิตเข้ามาสู่ภายในยิ่งไม่เห็นตัวเรา มองเผิน ๆ นี่เหมือนกับมีตัวเราอยู่ แต่พอเอาจิต โดยมีสติมากำหนดหยั่งรู้ภายใน ไม่มีตัวเรา เหมือนภูเขา ภูเขาเรามองไกล ๆ ก็เห็นมีภูเขา แต่พอเข้าไปไม่เห็นมีภูเขา มีแต่หิน มีแต่ต้นไม้ มีแต่หญ้า มีแต่ดิน ไม่เห็นภูเขา จิตเราก็เหมือนกันพอเอาเข้ามากำหนดภายใน จะไม่เห็นตัวเรา จะเห็นแต่ไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ความไม่เที่ยงคือว่ากระทบขณะหนึ่งก็ดับไป กระทบขณะหนึ่งก็ดับไป
คนเรามีความเป็นคนอยู่ที่ไหน มีความเป็นคนอยู่ที่อายตนะ คือ ตรงผัสสะตามทวารทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าไม่มีการสัมผัส ไม่มีคนหรอก ไอ้ที่เป็นที่ตั้งแห่งความเป็นตัว เป็นตน เป็นคนน่ะ อยู่ที่ทวารทั้ง ๖ นี่เอง อันนี้มันมีปัญหาตรงที่ว่าเวลามันกระทบแล้วนะ จิตเราส่งออก ไม่มาเห็นภายใน มันจึงไม่เห็นความจริง ถูกหลอก ว่ามีตัวเรามีผู้อื่น มีผู้รู้และมีสิ่งถูกรู้ สิ่งไหนที่รู้แล้วเกิดความชอบ สิ่งนั้นก็อยากได้เข้ามา สิ่งไหนที่รับรู้แล้วไม่ชอบ ก็อยากผลักไสออกไป เรียกว่าเกิดความยินดียินร้าย เมื่อเราเกิดความยินดียินร้ายก็จะขวนขวายหาสิ่งที่ดีเอามาให้ตัวเอง ถ้าเจอสิ่งที่ไม่ดีแล้วก็ผลักไสออกไป
เพราะอะไรล่ะ เพราะธรรมชาติของคนที่มีกิเลส จะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง เมื่อสติเราไม่แยบคายเลยคิดว่ามีตัวเราคนหนึ่ง คิดว่ามีตัวเราคนหนึ่งแล้วก็อยากให้ตัวเราได้ของดี ๆ เมื่อได้ของดีมาแล้วอยากจะรักษาให้คงทน แล้วก็อยากให้ของที่ไม่ดีน่ะไปที่อื่น อันนี้คือตัณหา ๓ ตัณหาและอุปาทานมันเป็นปัจจัยเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน เมื่อมีความยึดมั่นในตัวตนคือมีอุปาทาน มันก็ก่อให้เกิดตัณหา อยากให้สิ่งดี ๆ เข้ามาหา อยากให้สิ่งดี ๆ ที่มาแล้วให้อยู่นาน ๆ อยากให้สิ่งไม่ดีที่ไม่ชอบใจไปที่อื่น ที่เบื่ออยากให้ไปที่อื่น เมื่อทำได้อย่างที่ต้องการ ก็เกิดความภาคภูมิใจ เกิดมานะเย่อหยิ่ง ถือตัวถือตน ว่าเราน่ะไม่ธรรมดานะ อยากได้อะไรก็ได้ เกิดเย่อหยิ่งถือดีว่าเราดีกว่าผู้อื่น หรือถ้าอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ก็เกิดความยึดมั่นอีกแบบหนึ่ง เกิดความยึดมั่นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า คนอื่นเขาได้ดีทำไมเราไม่ได้เลย ทำไมเราซวยอย่างนี้ ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ซวยอย่างนี้หรอก จะต้องจำเพาะเป็นเรานี่ถึงซวย ก็เกิดความรู้สึกว่าเราเลวกว่าผู้อื่น ถ้าหากว่าสามารถแสวงหามาได้เท่าเทียมกับผู้อื่น ก็เกิดมานะว่าเขาได้อย่างไรเราก็ได้อย่างนั้น เราไม่น้อยหน้าใคร เราเสมอกับเขา เป็นอุปาทาน อุปาทานเป็นปัจจัยแก่ตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน มันก่อเกิดซึ่งกันและกัน
ตัณหาที่เกิดเพราะอะไรล่ะ เพราะส่งจิตออกนอก จิตไม่ตั้งอยู่ในฐาน เรามาเจริญสติปัฏฐาน จิตอยู่ภายใน กำหนดหยั่งรู้สภาวะธรรมขณะหนึ่ง จิตตั้งอยู่ในฐาน อารมณ์ใดที่เราสัมผัสกระทบ และเห็นแจ้งด้วยสติสัมปชัญญะอยู่ มันขณะหนึ่งแล้วก็ผ่านไป ขณะหนึ่งแล้วก็ผ่านไป อันนี้เป็นปัญญาในภาคปฏิบัติ ปัญญาที่ว่าแจ้งอยู่ในปัจจุบันขณะนั้น ๆ ไม่ต้องเป็นภาษามนุษย์ก็ได้ ไม่ต้องรู้เป็นภาษาก็ได้ ปัญญาที่เกิดในขณะที่เราปฏิบัติน่ะเขาเรียกว่า ภาวนามยปัญญา สมมุติเรายกมือนะ นิ้วกระทบกันขณะหนึ่งก็ดับไป ขณะหนึ่งก็ดับไป มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำหนดหยั่งรู้ มันจะเห็นความจริง เห็นสภาวะธรรม กำหนดรู้ขณะหนึ่งแล้วก็ผ่านไป กำหนดรู้ขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป กำหนดตรงไหนก็ดับตรงนั้น รู้ตรงไหนก็ดับตรงนั้น ไม่มีความสืบต่อ ต่อเนื่องเนิ่นช้า หยั่งรู้ตรงไหนก็ดับตรงนั้น เห็นแต่ความแตกดับ
เห็นแต่ความแตกดับเขาเรียกว่า ภังคญาณ คือสังขารก็มีอยู่ ทั้งรูปธรรม นามธรรม แต่ญาณปัญญา ภาวนามยปัญญาที่เกิดขึ้นน่ะ มันชำแรกแทรกไปเห็นด้วยความไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งรูปธรรม นามธรรมจึงไม่บังเกิดเป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้าย ไม่บังเกิดเป็นที่ตั้งแห่งตัณหาและอุปาทาน เมื่อนั้นน่ะภพชาติจะมีมาแต่ไหน ขณะที่เราเห็นอยู่แจ้งอยู่ ขณะหนึ่ง ๆ นั่นแหละ มันดับภพดับชาติ เพราะว่าเราสามารถดับอุปาทานได้ เห็นอยู่ขณะหนึ่ง จิตไม่ส่งไปอดีต ไม่ส่งไปอนาคต เมื่อไม่ส่งไปอดีต ไม่ส่งไปอนาคต จิตก็แจ้งอยู่ในปัจจุบัน พูดอีกอย่างหนึ่งว่า เมื่อเราทำจิตให้แจ้งอยู่ในปัจจุบัน จิตก็ย่อมไม่ส่งไปอดีต อนาคต ไม่ปรุงแต่ง สักแต่ว่ารับรู้ รับรู้เห็นอยู่แล้วก็ผ่านไป ไม่มีความยึดมั่น แม้จะมีความฟุ้งซ่านรำคาญใจขึ้นมา มันก็เป็นสังขารส่วนละเอียด ถ้าเราไม่มีอุปาทานมันก็ไม่เรียกว่าความฟุ้งซ่าน มันเป็นสังขารการปรุงแต่งของจิต
ที่มันเป็นความฟุ้งซ่านเพราะอะไรล่ะ เพราะมันไปยึดว่าเราฟุ้ง ไปยึดว่าเราไม่สงบเหมือนแต่ก่อนแล้ว เมื่อก่อนมันสงบ โอ้ยสบายจังเลย เดี๋ยวนี้จะทำยังไงให้สงบอย่างนั้นอีก อันนั้นถึงเรียกว่าฟุ้งซ่าน เพราะเราไปยึดมั่นในสังขารว่าเป็นตัวเราของเรา ความจริงสังขารความปรุงแต่งของจิตเป็นไปตามเหตุปัจจัย เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา บุคคลผู้ไม่มีอุปาทานในการปรุงแต่งนั้น การปรุงแต่งนั้นก็เลยสักแต่ว่าเป็นสังขาร คิดดีก็ดับไป คิดไม่ดีก็ดับไป คิดดีก็ดับไป คิดไม่ดีก็ดับไป ไม่มีอารมณ์อะไรยั่งยืนเลย ที่เราคิดว่ามีอะไรยั่งยืนแม้แต่น้อยเพราะว่าเราไม่ได้มากำหนดหยั่งรู้ ถ้าเรากำหนดหยั่งรู้แล้วจะเห็นความไม่เที่ยง โดยที่ไม่ต้องไปฟังจากใคร มันเห็นอยู่ตลอด เมื่อสติเราตั้งอยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่ว่ากระทบอารมณ์ทางอายตนะไหน กระทบแล้วก็ดับไป กระทบแล้วก็ดับ ตาเห็นรูปแล้วก็ดับไป หูได้ยินเสียงแล้วก็ดับไป จมูกได้กลิ่นแล้วก็ดับไป ลิ้นได้รสแล้วก็ดับไป กายถูกต้องโผฏฐัพพะแล้วก็ดับไป ใจกระทบธรรมารมณ์แล้วก็ดับไป พระไตรปิฎกทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ตั้งอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงนี้เลย ไม่ต้องไปหาที่ไหน
ขณะที่เราเจริญสตินะ ฐานใดฐานหนึ่งจะเห็นพระไตรปิฎกทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ตรงนี้เพราะสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นว่าเป็นตัวเราของเราก็อยู่ตรงนั้น สมุทัยที่จะเกิดก็เกิดตรงนั้น มรรคที่จะประหารกิเลสที่จะทำหน้าที่เพื่อประหารกิเลสก็อยู่ตรงนั้น นิโรธความดับทุกข์ได้ถ้าจะดับทุกข์ได้ก็ดับตรงนั้น ดับขณะหนึ่ง ขณะหนึ่งตรงนั้น คือถ้าสติญาณปัญญาไม่แจ่มแจ้งมันก็กลายเป็นที่ตั้งแห่งสมุทัยให้ทุกข์เกิด ถ้าสติปัญญาญาณแจ่มแจ้งขณะนั้น ก็กลายเป็นมรรคที่ทำให้ทุกข์ดับ คือนิโรธที่บังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นมรรคมีองค์แปดนะมันก็เกิดรวมอยู่ตรงนั้นเลย มรรคของใครผู้นั้นก็ทำกันเอาเอง แล้วเมื่อเราดับทุกข์ได้ของเรานะ ถ้าจะพูดออกมาให้คนอื่นฟัง ก็จะพูดด้วยภาษาของเราเองที่เราไปเห็นไปแจ้งไปดับทุกข์ได้ของเราน่ะ แล้วมันน่าฟัง แต่ต้องพูดด้วยภาษาของเราเอง
มีนิทานเรื่องหนึ่ง เล่าให้ฟัง เมื่อตอนสมัยที่ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านยังมีชีวิตอยู่นะ หลวงปู่มั่นท่านก็เป็นนักปฏิบัติที่สำคัญองค์หนึ่ง พอดีมีมหาองค์หนึ่งมาเจอท่าน ท่านก็เลยบอกให้ท่านมหาน่ะ ลองเทศน์เรื่องมรรค ๘ หน่อยซิ ท่านมหาก็เทศน์มรรค ๘ ได้ตามตำราเปี๊ยบเลย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกับโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ แล้วก็แยกแยะได้อย่างละเอียดลออตรงกับพระไตรปิฎกเปี๊ยบเลย พอท่านมหาเทศน์จบ ท่านก็มาถามหลวงปู่มั่นว่า ที่ผมเทศน์มรรค ๘ ไปนี่เป็นยังไงครับ หลวงปู่มั่นท่านก็บอกว่า “นั่นเป็นมรรคของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มรรคของท่านมหา” คือว่าเป็นมรรคของพระพุทธเจ้า มหาองค์นั้นก็จำมาพูด ทีนี้ถ้าเป็นมรรคของตัวเราเองเป็นยังไง คือเราปฏิบัติของเราแล้ว เราดับทุกข์ได้ของเราที่จิตของเรา แล้วเราพูดออกมาถึงสภาวะที่เราดับทุกข์ได้ยังไง มันรู้สึกยังไง พูดออกมา ทำยังไง ขัดเกลาจิตยังไง ปฏิบัติยังไง ทำความเพียรยังไง ละเว้นความชั่วยังไง ตั้งอยู่ในกุศลยังไง พูดออกมานั่นแหละมรรคของเรา เพราะฉะนั้นนะที่หลวงปู่มั่นพูดกับพระมหาองค์นั้นว่า นั่นมรรคของพระพุทธเจ้าไม่ใช่มรรคของท่าน คือว่าพระมหาองค์นั้นท่านยังไม่ได้ปฏิบัติ ท่านยังไม่มีความดับทุกข์ของท่าน แล้วท่านยังไม่มีมรรคคือวิธีที่ท่านทำเพื่อดับทุกข์ให้จิตของท่าน ท่านก็เลยจำเอามรรคของพระพุทธเจ้ามาพูด คือเอาภาษาของพระพุทธเจ้ามาเล่าให้ฟัง
ฉะนั้นน่ะ แต่ละคนของเรา ที่เป็นนักปฏิบัติ อริยสัจ ๔ มันจะเกิดที่ใจเรา ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ให้เราเจริญสติปัฏฐาน เมื่อญาณปัญญาแก่กล้าแล้ว มันจะเห็นอยู่ภายใน สิ่งที่หลอกล่อเราให้ไปยินดีอันนั้นคือกามสุขัลลิกานุโยค สิ่งที่มันหลอกล่อเราให้ไปยินร้ายมันก็เป็นอัตถกิลมถานุโยค คนบางคนนะ เพลิดเพลินแต่การเสพ หาสิ่งของที่ดี ๆ มาเสพ เพลิดเพลินอยู่นั่น เรียกว่าเพลินในกามสุขหรือกามสุขัลลิกานุโยค แต่คนบางคนนะผิดหวังไม่ได้อะไรสมหวัง ไม่ได้อะไรอย่างใจ ฆ่าตัวตายเลย อันนั้นก็อัตถกิลมถานุโยค ประชดชีวิต กูฆ่าตัวตายเลย ถ้าไม่หมดกรรมก็ต้องไปรับกรรมชาติหน้าต่อไป เพราะแก้ผิดวิธี
ถ้าแก้ทุกข์ให้ถูกวิธีนั้น ต้องมาละสมุทัย ละสมุทัยคือว่าอะไรล่ะ คือถอนความยึดมั่นว่าเป็นตัวกูของกู มันไปเห็นแจ้งโดยญาณปัญญาของเรา ในภาคปฏิบัติ ยิ่งเรามากำหนดภายใน กำหนดไป กำหนดไป ไม่เจอตัวเรา ไม่เจอเลย เหมือนกับภูเขา มองไกล ๆ เห็นเป็นภูเขา ยิ่งเข้าไปใกล้ไม่เห็นเลย ไม่เห็นเป็นภูเขา เห็นแต่ก้อนหิน เห็นแต่ดิน เห็นแต่ต้นไม้ เห็นแต่หญ้า ไม่เห็นภูเขาเลย เมื่อจิตเราไม่ได้ฝึกสติ ไม่ได้ฝึกกรรมฐาน ไม่ได้กำหนด ไม่ได้มากำหนดดูภายในน่ะ ย่อมรู้สึกว่ามีตัวเราคนหนึ่ง มีตัวเราคนหนึ่งแล้วก็ต้องมาแยกแยะว่าเราเป็นใคร เราเป็นผู้ชายคนหนึ่ง มีตัวเราเป็นผู้ชายคนหนึ่งก็ต้องมีผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นคู่ ผู้หญิงคนนั้นต้องหน้าตาดูดี พาไปไหนไม่อายเขา อยู่ในบ้านก็ทำกับข้าวเป็น เอาอกเอาใจเราดี ต้องหามาเพิ่ม พอมีตัวเราขึ้นมาคนหนึ่งก็อยากได้อะไรจิปาถะร้อยแปด ไม่จบ
ท่านจึงบอกว่าเมื่อจิตส่งออกแล้วไม่จบ ก็ต้องวิ่งไล่คว้าเงาไม่จบ เมื่อเราเจริญสติ จิตอยู่ในฐาน มันจะจบ มันจบตรงมีญาณปัญญาเห็นแจ้ง แล้วจิตก็ไม่ต้องไปเกาะเกี่ยวกับใคร จิตก็อยู่กับภายใน เจอตัวเอง เจอตัวเองแล้วก็อบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่ต้องไปหาใคร ไม่ต้องไปรอคอยใครให้มายิ้มให้ ไม่ต้องไปรอคอยใครให้มาเอาใจ เราไม่ได้ไปหาใคร จิตเราอยู่กับตัวเอง เจอตัวเอง แล้วมันอิ่ม อิ่มอะไรจะอิ่มเท่ากับจิตที่เข้ามาหาตัวเองไม่มีหรอก เพราะมันไม่รอคอยใคร ไม่อิงอาศัยใคร เราส่งจิตออกก็ไม่จบ มีแต่เรื่อง มีแต่เรื่องไม่รู้จักพอ ความต้องการของคน ความอยากของคนไม่พอ แม่น้ำทั้งหลายยังมีวันเต็ม ตัณหาไม่มีเต็ม มีสิบอยากได้ร้อย มีร้อยอยากได้พัน ได้คนขาวแล้วอยากไปได้คนดำ ได้คนดำแล้วอยากได้ฝรั่งอีกแล้ว ไม่จบ วิ่งตามตัณหาก็เหมือนวิ่งไล่คว้าเงา
เราส่งจิตออกก็ต้องตั้งเงื่อนไขเยอะแยะเลย ต้องมีเงื่อนไขมากมายจะมาทำให้เราเป็นสุขจากข้างนอกนะ ท้ายสุดก็ไม่สุขจริง อาศัยคนอื่นเขามาทำให้เราเพลิดเพลินใจสักระยะหนึ่ง เดี๋ยวก็อยากได้อีกแล้ว ความสุขจากข้างนอกนะเหมือนกินน้ำทะเล ยิ่งกินเข้าไปยิ่งกระหายหนัก ความสุขจากข้างนอกน่ะมันยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งเสพยิ่งอยาก ยิ่งตอบสนองความต้องการแล้วความต้องการยิ่งเพิ่มพูน ฉะนั้นผู้ที่ไม่ปฏิบัติธรรมจึงมีแต่เรื่อง หาความสุขใจไม่ได้ จะไปหาใครก็เจอแต่คนอื่น ไม่เจอตัวเอง รักคนอื่นมากมายจะเจอเพียงความหงอยเหงาว้าเหว่ รักเขาเข้าไปเถอะ รักเขาเข้าไป รักคนอื่น รักคนโน้น รักคนนี้ รักเข้าไปเถอะ มีแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ คนเรานอนกอดกันอยู่มันยังระแวงกันเลย เพราะมันไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งที่มันกอดเราอยู่มันคิดถึงเราหรือเปล่า หรือไปคิดถึงอีหนูนั่นอีกแล้ว ไม่จบสิ้นหรอก ความทุกข์ของชาวโลกมันไม่จบ
ไม่เหมือนผู้ปฏิบัติธรรม เรามาปฏิบัติธรรมน่ะ ยิ่งเย็นมากขึ้น ร่มเย็นเป็นสุขมากขึ้น มาหาตัวเองดีกว่า หาคนอื่นมาจนอายุป่านนี้แล้ว พอได้แล้ว กลับมาหาตัวเองบ้าง ถ้าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย ไม่จบเลย ทุกข์ไม่จบ ต้องรอคอย รอคอยให้คนอื่นมาเอาใจ เขาเรียกว่าตั้งจิตไว้ผิด เอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นเขาเรียกว่าตั้งจิตไว้ผิด ถ้าตั้งจิตไว้ผิดแล้วจะหาความสุขน่ะไม่เจอหรอก เหมือนกับว่าที่นอนดี ๆ ไม่นอน เอาเตียงผ้าใบไปกางไว้กลางถนน ไปหาที่นอนผิด ไปหาที่นอนผิดแล้วมันไม่จบ เดี๋ยวรถวิ่งผ่านมาเราจะทำอย่างไร
คนเราอยู่ในโลกน่ะต่อให้มีทุกอย่าง แต่ถ้าตั้งจิตผิดแล้วหาความสุขไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านแจกแจงแยกแยะทางพ้นทุกข์ให้บุคคลทั้งหลายสัตว์ทั้งปวงดำเนินตาม เป็นพระคุณอย่างมากมายมหาศาลอย่างหาที่สุดไม่ได้ พระศาสนาเหมือนต้นจามจุรีต้นก้ามปูข้างถนน ร่มเย็น ใครเอาเตียงผ้าใบมากางใต้ต้นกามปูข้างถนน ทีนี้ไม่ต้องเป็นทุกข์แล้ว ได้ยินเสียงรถผ่านไปผ่านมาก็ไม่ต้องสะดุ้ง ผ่านไปก็ผ่านไปซิ เราก็นอนเอกเขนกของเรา เรียกว่าตั้งจิตไว้ถูก สติปัฏฐานทั้ง ๔ เป็นวิธีอุบายเพื่อการปฏิบัติเพื่อให้จิตเราอยู่ในที่ที่ควรอยู่ จิตเราอยู่ภายในไม่ต้องไปเดือดร้อน ไม่ต้องทุกข์เข็ญ
คนเราทุกข์ไม่จบ มีผู้มาถามอาตมาว่า เมื่อไหร่โยมจะหมดปัญหาเสียทีนะคะ ไม่หมดหรอกโยม เข้าเมรุน่ะถึงจะหมด คนที่ไม่ปฏิบัติสติปัฏฐานน่ะไม่หมดปัญหาหรอก เพราะอะไร เพราะตัวมันเอง ใจของตัวเองเป็นผู้สร้างปัญหาทุกขณะจิต เมื่อไหร่จะหมด จิตที่เราส่งออกน่ะมันจะสร้างปัญหาให้ตัวเองทุกขณะจิต จิตที่ตั้งไว้ผิดน่ะ ไปหวังอะไรจากคนอื่น รอให้คนอื่นมารัก รอเมื่อไหร่เขาจะเลิกเกลียดเรา นั่นแหละตั้งจิตไว้ผิด บุคคลผู้ไม่เจริญสติปัฏฐานนะ จิตตัวของตัวเองน่ะสร้างปัญหาแก่ตัวเองไม่จบสิ้น เมื่อเหตุแห่งทุกข์ไม่ถูกกำจัดไปน่ะ ถามว่าเมื่อไหร่จะหมดทุกข์ ไม่หมดหรอก ไม่มีวันหมดหรอก หากกองไฟยังอยู่นะถามว่าเมื่อไหร่มันจะหายร้อน ไม่มีวันหายร้อนหรอก เพราะต้นเหตุยังอยู่ สาเหตุแห่งทุกข์ก็คือสมุทัย อยู่ในใจเรา ตั้งใจผิด คิดผิด ไม่มีการงานทางจิต มีแต่จิตส่งออกไปเกาะที่อื่น เกาะคนอื่น ทุกคนถ้าเป็นอย่างนี้ไม่มีวันหมดทุกข์
เพราะฉะนั้นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านตรัสรู้น่ะ ท่านจำแนกแยกแยะทางดำเนินให้เรา เป็นพระคุณหาที่สุดไม่ได้ และเมื่อถึงยุคสุดท้ายปลายศาสนาอย่างที่พวกเรามาเกิด ได้มีครูบาอาจารย์ที่ท่านมั่นคงในธรรมะ มาก่อตั้งสำนักเพื่อจำแนกแยกแยะขวนขวายเทศนาให้การสั่งสอนอบรม ให้อาจหาญร่าเริงสมาทานยินดียิ่งในการเจริญสติปัฏฐาน เป็นพระคุณอย่างล้นเกล้าล้นเกศ พระเดชพระคุณที่ท่านสร้างสำนักไว้ เป็นพระคุณแก่เราซึ่งมาในภายหลังอย่างหาที่เปรียบปานไม่ได้ อันนี้ใครทำก็คนนั้นได้นะ พระเดชพระคุณท่านเมตตาเหมือนกับฝนตกทั่วไป บ้านใดรองน้ำฝนเก็บไว้กิน บ้านนั้นจะได้น้ำสะอาด บ้านใดเชือนแชกะละมังก็คว่ำ โอ่งก็ปิด หลังคาก็ไม่ได้ล้างเตรียมไว้ อันนั้นจะเดือดร้อนในภายหลังเอง ไม่ใช่ใครทำให้ ตัวเองทำตัวเอง พอถึงเวลาหิวกระหายน้ำ มันจะเดือดร้อน เพราะใครทำให้? เราทำเอง
อย่าไปคิดว่าทุกข์ที่เกิดในใจเรานี่คนอื่นทำให้ ถ้าคิดอย่างนั้นจะกลายเป็นคนอาภัพ ทำให้เป็นคนโทษคนอื่นตะพึด ไม่หันมาแก้ไขตัวเองเลย ต่อไปญาติโยมให้คิดว่า ทุกข์ที่เกิดขึ้นทุกชนิดน่ะเพราะเราตั้งจิตไว้ผิด อย่าไปคิดว่าคนอื่นทำให้ สมมุติว่าโดนคนเขาด่ามานะ อย่าไปโทษว่าเพราะไอ้คนนี้ปากจัดจึงทำให้เราเป็นทุกข์ อย่าไปโทษข้างนอก โทษข้างนอกมันทำให้ไม่ได้แก้ปัญหา ต้องมาโทษตัวเรา เออเขาด่าเสร็จเราจบไปตรงนั้นแล้ว ทำไมเราเอาเก็บไว้ในใจ เอามาเก็บไว้ในใจ เราเก็บมาไว้ในใจของเราเป็นทุกข์ต่อไปอีก เหมือนกับเราเดินไปเหยียบหนามตำนะ คนฉลาดเป็นไง คนฉลาดก็หาหนามเจอแล้วก็ดึงหนามออกแล้วก็เอาทิ้งไป คนโง่เป็นไงล่ะ คนโง่ก็เดินไปเหยียบหนามแล้วก็ เจอหนามเสร็จแล้วก็ดึงออกมาแล้วก็ทิ่ม ทิ่มอีก ทิ่มเท้าเราอีก ทิ่มไม่เลิก ใครทำให้ล่ะ หนามมันทิ่มเราทิ่มหนเดียว แต่เราจับมาทิ่มเองนะเป็นสิบเป็นร้อย เขาด่าเรานะแพล็บเดียวมันก็ดับไปแล้ว เสียงก็หายไปแล้ว เราไปเก็บมาไว้ในใจ แล้วก็คิดแล้วคิดอีก มันด่ากูยังงี้ พ่อกูยังไม่เคยด่ากูยังงี้เลย แม่กูยังไม่เคยด่ากูยังงี้ กูจะไปด่ามึงกลับยังไงดี จะไปด่ามันก็กลัวมันจะเตะอีก นั่นแหละมันก็คือว่าเราถอนหนามแล้วยังทิ่มเข้าไปอีก ทิ่มเข้าไป อย่าไปโทษหนาม
คนที่ตั้งจิตไว้ผิดน่ะ เรื่องมันไม่จบ ไม่จบไม่สิ้น ทุกข์ไม่จบ เวลามีปัญหาอย่าคิดว่าโลกให้แก่เราน้อยเกินไป ต้องไปนั่งประท้วง ไม่จบหรอก ไปอยู่ที่ไหนก็ต้องไปนั่งประท้วง อยู่วัดนี้ก็ต้องมานั่งประท้วงอยู่วัดนี้ ไปอยู่วัดโน้นก็ต้องไปนั่งประท้วงอีก ไม่มีที่เป็นสุขหรอก คนอย่างนี้ไปอยู่วัดไหนก็ไม่มีความสุข ท้ายที่สุดหาวัดอยู่ไม่ได้ หาวัดอยู่ไม่ได้ก็ต้องสึกกลับไปบ้าน สึกก็ต้องไปประท้วงที่บ้านอีก กลับไปบ้านก็ไม่มีความสุขอีก ไปโทษว่าไอ้คนโน้นทำให้กูไอ้คนนี้ทำให้กู ท้ายที่สุดอยู่ในโลกนี้ไม่มีความสุข เรามาดูตัวเราดีกว่า เวลามีปัญหาเกิดขึ้นนะ ให้เปลี่ยนมาคิดว่าเราต้องการมากเกินไป เราจะได้มาลดความต้องการของตัวเรา คิดอย่างนี้เราถึงจะหาที่มีความสุขได้ ต้นเหตุแห่งความสุขความทุกข์มันอยู่ที่ใจเรา อย่าไปโทษคนอื่นเลย
เหมือนหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งนะ วิ่งมาใต้ต้นประดู่ มานอนใต้ต้นประดู่ โอ๊ยคันจริงโว้ย ใต้ต้นประดู่ต้นนี้มันคันจริงโว้ย วิ่งไปใต้ต้นไทร พอวิ่งไปใต้ต้นไทร ไอ้ใต้ต้นไทรนี้คันจริงโว้ย วิ่งไปใต้ต้นโพธิ์ ใต้ต้นโพธิ์นี้คันจริงโว้ย ไปใต้ต้นมะฮอกกานี ไปใต้ต้นมะฮอกกานีคันอีก จนในที่สุดมันลงความเห็นว่าทั้งวัดนี้คันหมด ต้นไม้ในวัดนี้ไม่ดีเลยทุกต้นคันหมด กูไปอยู่วัดอื่นดีกว่า ไปอยู่วัดอื่นก็คันอีก ไปวัดอื่นก็คันอีกแหละ เพราะมันคันที่หนังเรา มันคันที่หนัง มันไม่ได้คันที่ต้นมะฮอกกานี ไม่ได้คันที่ต้นโพธิ์ ไม่ได้คันที่ต้นประดู่
คนที่ตั้งใจเข้ามาวัดตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะมาปฏิบัติธรรมนะแต่พอเข้ามาแล้วไม่ได้มาปฏิบัติธรรมก็มีเยอะ คือว่ามาดูแต่คนโน้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี เสียเวลาเปล่า เรามาเก็บของดีดีกว่า พระองค์ไหนพูดเรื่องดีเก็บไปให้หมด แม่ชีคนไหนพูดเรื่องดีเก็บไปให้หมด ถ้าคนไหนพูดเรื่องไม่ดีมาทำอะไรไม่ดีมาอย่าเอาไป มีคนสองคนเข้าไปในเหมืองทอง คนที่หนึ่งนาย ก. เข้าไปเห็นเศษกรวดไม่เก็บ พอเห็นทรายไม่เก็บ เห็นหินไม่เก็บ เห็นถ่านไม่เก็บ เห็นขี้เถ้าไม่เก็บ เห็นทองคำอ้าวเก็บ เห็นทองคำเก็บ อ้าวเจอพลอยอีกเก็บ นาย ก นะมันฉลาด นาย ข เข้าไปในเหมืองทองคำ เห็นทองคำไม่เก็บ เห็นทรายเก็บ เห็นหินเก็บ เห็นขี้เถ้าเก็บ เห็นขี้หมายังเก็บเลย เห็นขี้หมายังเก็บไปเลย
ฉะนั้นอย่าไปโทษใคร ในย่ามเราเวลาออกมาจากเหมืองทองนะ มีเศษหิน เศษดิน เศษขี้หมา บางคนนะเข้าไปในเหมืองทองในย่ามมีแต่ทอง เราเข้าในวัดนะมาปฏิบัติ ๕ วัน ๗ วันน่ะ ให้เก็บแต่ของดี ๆ ใครเขาพูดไพเราะมาเก็บไว้ ใครเขาพูดเป็นธรรมะมาเก็บ ใครเขาพูดไม่ดีอย่าไปเก็บ ทิ้งไป ถ้าเก็บเอาไว้ก็ต้องโทษตัวเอง เหมือนกับโดนหนามตำเข้าไปทีหนึ่ง แทนที่จะเอาหนามออกไปทิ้ง ดึงมันแล้วก็ทิ่มเข้าไปอีก ทิ่มเข้าไปอีก ทำร้ายตัวเอง
คนที่ทำร้ายตัวเองแล้วยังเที่ยวไปโทษคนอื่นน่ะเป็นคนอาภัพ ในเมื่อความทุกข์ทั้งมวลตัวเองทำเองทั้งนั้น จะไปโทษคนอื่นก็คือว่าเป็นคนอาภัพ เหมือนกับคันหัวแล้วไปเกาขานะ ตัวเราผิดเอง จะไปโทษคนอื่นผิด แล้วมันจะไปได้แก้ปัญหาไหม แล้วจะมีวันพ้นทุกข์หรือ มาสำนักปฏิบัติธรรมนะเขามาเพื่อแก้ไขตัวเอง ไม่ได้มาเพื่อแก้ไขเพื่อน เราเข้ามาวัดนะ เรามาทำตัวเราให้ปากเราเลิกนินทาดีกว่า ปากเราเลิกพูดร้าย อย่าเที่ยวไปคอยจัดระเบียบ เอ๊ะคนโน้นพูดร้าย คนนี้พูดร้าย พูดร้ายก็เรื่องของเขา หน้าที่เขาแก้ไขตัวเอง เราแก้ไขตัวเราดีกว่า เข้ามาวัดนะให้เก็บของดี ๆ ไป เราจะเจริญขึ้นเรื่อย ๆ เลย สติปัฏฐานที่หลวงพ่อสอนนะ เป็นของดีที่หนึ่งจะดับทุกข์ได้ ดับทุกข์ได้ที่ตัวเรา ดับให้ได้เถอะ ต่อไปเราจะสอนคนอื่นได้ ถ้าเราดับทุกข์ด้วยตัวเราเองไม่ได้แล้ว เราจะสอนคนอื่นไม่ได้ มันไม่ศักดิ์สิทธิ์ มันไม่ขลัง
ปอกมะพร้าวนะ ถ้าเราปอกให้เป็นลูกหนึ่ง ปอกให้เป็นลูกหนึ่ง ลูกอื่นก็เหมือนกัน ฉะนั้นเรามาปฏิบัติธรรมขั้นต้นนะมาจัดระเบียบตัวเราดีกว่า คนอื่นช่างเขาไม่ต้องไปยุ่ง ดูตัวเรา แล้วก็เก็บของดีให้เต็มที่ อะไรดีเก็บหมด เจอทานเก็บทาน เจอศีลเก็บศีล เจอสมถะเก็บสมถะ เจอวิปัสสนาเก็บวิปัสสนา เก็บให้หมดของดี ของไม่ดีอย่าไปเก็บ คำติเตียนนินทาด่าว่าให้ร้ายเบียดเบียนซึ่งกันและกันอย่าไปเก็บ ถ้าเก็บแล้วไม่จบ ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนหรอกจะไม่มีสิ่งไม่ดีอยู่ อันนี้เราต้องเลือกเก็บ ถ้าเราแก้ปัญหาของเราได้ แก้ปัญหาที่ใจเราได้ ร่มไม้ก็เย็น ร่มไม้ก็ไม่คัน กลางแจ้งก็ไม่คัน ใต้ต้นประดู่ก็ไม่คัน ใต้ต้นมะฮอกกานีก็ไม่คัน ใต้ต้นโพธิ์ก็ไม่คัน ใต้ต้นไทรก็ไม่คัน ก็ขี้เรื้อนมันหายแล้ว
หมายถึงใจเรานะ เราเลิกคิดผิดตั้งจิตไว้ผิด เฝ้ารอคอยแต่คนอื่น ห่วงแต่คนอื่น รักแต่คนอื่น ไม่รู้จักรักตัวเอง รักคนอื่นมากมายจะได้แต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ รักตัวเองให้เร่งประพฤติธรรม การประพฤติธรรมน่ะคือการรักตัวเอง ไปรักคนอื่นทุกข์ไม่จบหรอก ทุกข์ไม่จบ เรามารักตัวเองดีกว่า กำหนดเจริญสติปัฏฐานหยั่งรู้ภายใน ในที่สุดเจอแต่ความสุข มันเห็นแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เห็นมีตัวเราของเราในที่ไหน อุปาทานก็ลดลง ความยึดมั่นถือมั่นเพื่อความยินดียินร้ายก็ลดลง อยู่ในโลกอย่างอาการแต่เพียงสักว่า สักว่า สักว่านี่เราต้องเห็นแจ้งในใจเราเอง ด้วยสภาวะธรรม มันเห็นแจ้งแล้วมันก็ปล่อยวางไป เห็นแจ้งแล้วก็ปล่อยวางไป จนจิตมันไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างโน้นก็ได้ อย่างนี้ก็ได้ อยู่ในโลกไปตามอาการ สร้างประโยชน์ได้ก็สร้างไป สร้างไม่ได้ก็แล้วไป สร้างบารมีก็เป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน จิตเราก็รักษา รักษาไว้ด้วยสติปัฏฐานนะ ให้เป็นการงานของจิต มีความเพียรมีสัมปชัญญะมีสติ เพื่อให้จิตเราตั้งมั่นอยู่ในสติและอุเบกขา ไม่ยินดีไม่ยินร้าย จนมันชำนาญ ชำนาญจนทำมากเข้า มากเข้า หลายปีเข้า หลายปีเข้า จนมันชำนาญ
ความชำนาญนี่มันให้กันไม่ได้ ต้องฝึกกันเอาเอง คือมันชำนาญในการตั้งจิตไม่ให้ทุกข์ เมื่อมีอารมณ์อะไรมากระทบ เราชำนาญที่จะวางจิตไม่ให้ทุกข์ จัดการไปตามเหตุปัจจัยแต่ใจไม่ทุกข์ คือขณะที่เรากระทบอารมณ์ขณะหนึ่งนะเราเอาความเพียรออกมา ความเพียรที่จะมาจัดการอารมณ์นั้น เอาสัมปชัญญะ ความกำหนดรู้ตัวทั่วพร้อม มันจะตั้งจิตเราอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ มีสติแล้วก็หยั่งรู้ในอารมณ์นั้น นั่นนะจิตเราจะไม่ทุกข์ มันจะดับได้ในขณะนั้น นี้เป็นวงจรรอบของมันนะ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ถ้าหากเราขี้เกียจขึ้นมา ไม่เอาจิตออกมากระทำงาน ความทุกข์มันก็เกิด
ความเพียรมันอยู่ที่จิต มันมีความเพียรที่จะเอาธรรมะมาใช้ คือไม่ปล่อยไปตามกระแสอารมณ์ ที่เรียกว่า อาตาปี น่ะหมายถึงว่าเอาความเพียรในจิตของเราตั้งขึ้นมาเพื่อจะไม่ปล่อยจิตไปตามกระแสอารมณ์ เมื่อมีความเพียรขึ้นมาแล้วก็ สัมปชัญญะที่เราฝึกน่ะคือความรู้ตัวทั่วพร้อมที่เรากำหนดฝึกมาจากการยกมือก็ตาม จากการเดินจงกรมก็ตาม มันจะชำนาญ พอตั้งสติขึ้นมา มันจะตั้งอยู่ในกายเราเป็นปัจจุบันอารมณ์ พอจิตเราตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์มันจะแก้ปัญหาง่าย เพราะว่าปัญหาทั้งปวงเกิดเพราะจิตส่งไปอดีตอนาคตทั้งนั้น มีความเพียร มีสัมปชัญญะ แล้วก็มีสติกำหนดหยั่งรู้น่ะมันจะเข้าถึงความดับทุกข์ขณะนั้นได้ ดับความยินดียินร้ายในโลก คือมีสติสักแต่ว่ากายมีอยู่เข้าไปตั้งอยู่ เฉพาะหน้าก็เท่านั้น แต่เพียงสักแต่ว่าอาศัยรู้ สักแต่ว่าอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไรในโลกด้วย เป็นความชำนาญของเรานะเราต้องฝึกไป ฝึกจนมันชำนาญ สติเราตั้งขึ้นมาได้ ทุกอิริยาบถเพราะเราฝึกจนชำนาญ
การปฏิบัติของเรา ขอให้เราใช้เวลาปฏิบัติสักชาติหนึ่ง โอกาสที่จะมาเจอพระพุทธศาสนา เจอครูบาอาจารย์ซึ่งแนะนำทางสายเอกคือสติปัฏฐาน ๔ น่ะหายาก อย่าให้เวลาล่วงไปเปล่า หลวงพ่อใหญ่ท่านชอบพูดว่า พายเถอะนะแม่พาย ตะวันจะสาย ตลาดจะวาย ปลายายจะเน่า ท่านพูดอย่างนี้ คืออย่าเสียโอกาสเปล่า เกิดมาเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา แล้วเรายังลึกซึ้งเข้ามาอยู่เพียงแค่พิธีกรรมเท่านั้น คนถือศาสนามากมายติดอยู่แค่พิธีกรรม ไม่ได้เข้ามาปฏิบัติเพื่อเห็นแก่นพระศาสนาเลย เราเข้ามาสำนักนี้ สำนักกรรมฐานนี้ เป็นสำนักที่ว่าเฟ้นแก่นศาสนามาทำกัน มาเฟ้นกัน นี่เป็นโอกาสดีมากแล้ว ทำให้ได้ ทำได้แล้วมันจะดับทุกข์มีตัวเองเป็นพยานยืนยันไม่ต้องไปรอให้ใครชมเลย ไม่ต้องรอให้ใครมาตั้งตำแหน่ง ตั้งยศให้ ให้จิตของเราปฏิบัติจนดับทุกข์ของเราได้ ใครจะชมใครจะด่าใครเขาจะสาปแช่ง ไม่มีความหมาย เพราะเราเป็นสุขอยู่ในใจของเรา ถ้าคนเขาจะชมเชยเรามากมายแต่เราดับทุกข์ไม่ได้นะก็ชมเปล่า ถ้าเราปฏิบัติธรรมของเราแต่ละคนนะให้เราดับทุกข์ของเราได้น่ะ ใครจะชมใครจะด่าไม่เกี่ยว คำเชื้อเชิญรับประทานอาหารไม่สามารถทำให้เราอิ่มท้องได้ฉันใด คำด่าคำชมของชาวโลกน่ะไม่สามารถทำให้เราดีขึ้นหรือเลวลงได้
อย่าไปติดอยู่แค่คำพูดของมนุษย์ คำพูดของมนุษย์เป็นแค่ลม ที่ออกมาโดนเส้นเสียง แล้วใช้ลิ้นและฟันทำให้เป็นคำโน้นคำนี้ สิ่งนี้เป็นมายาไม่ควรยึดมั่น เราเอาจิตตั้งภายในดีกว่า กำหนดขณะหนึ่งก็เป็นของเราขณะหนึ่ง กำหนดขณะหนึ่งก็เป็นของเราขณะหนึ่ง ไม่ต้องอิงอาศัยใคร ไม่ต้องรอคอยใคร อย่านั่งรอคอยคนที่ไม่ไป คนที่ไม่ไปอย่าไปนั่งรอคอยมันเลย เป็นห่วงลูกยังไม่ได้ธรรมะ เป็นห่วงคนโน้นยังไม่ได้ธรรมะ ถ้ามันจะได้ธรรมะมันต้องทำเองไม่ใช่เราไปทำให้ จำไว้ว่าอย่าไปนั่งรอคอยคนที่ไม่ได้ไป เดี๋ยวจะพลาดรถไฟเสียเปล่า
โอกาสบัดนี้ก็เป็นเวลาอันสมควร ได้มีโอกาสมากล่าวธรรมะสิ่งละอันพันละน้อยแก่ท่านผู้ปฏิบัติ ท้ายที่สุด ก็ขออาราธนา คุณพระศรีรัตนตรัย จงมาปกปักรักษา ให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายได้เข้าถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกคนทุกท่านเทอญ

ความคิดเห็นล่าสุด
2 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 18 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 50 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 50 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน