๐๐๒๔ - อิสระแก่ใจ

๒๑-เม.ย.-๔๖

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ผู้เป็นพระอาจารย์ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสามเณร เจริญพรญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทุกท่าน

วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราได้มาปรารภธรรมปฏิบัติ แล้วเราก็ได้ปฏิบัติไปด้วย ดูจิตของเรา ดูใจของเรา ดูใจของเราเพื่อจับกิเลสในใจของเรา คนเราไม่ได้เป็นผู้บริสุทธิ์มาตั้งแต่ท้องพ่อท้องแม่ ต้องมาพากเพียรฝึกฝน อบรม ข่มจิตใจ คนดีก็เคยชั่วมาก่อน พระอรหันต์ทั้งหลายก็มาจากปุถุชนคนกิเลสหนา เพราะฉะนั้นมนุษย์คือผู้ที่ฝึกได้ เราลิขิตชีวิตตัวเองได้ด้วยการกระทำของเรา

ชีวิตเราเริ่มต้น ให้เราแสวงหากัลยาณมิตร คือว่าบุคคลใกล้ชิดที่จะเป็นสภาพแวดล้อม ให้เราแสวงหาคนดีคบ เพราะว่ากัลยาณมิตรหมายถึงบุคคลผู้มีคุณธรรมสูงกว่าเรา ที่จะชี้แนะนำทางกุศล แก้ปัญหาเมื่อติดขัดในข้อธรรมทั้งหลาย สามารถเป็นตัวอย่างเป็นแบบอย่างที่เราจะดำเนินตามรอยปฏิปทาของท่าน

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ให้พุทธบริษัททั้งหลายถือพระองค์เป็นกัลยาณมิตร หมายความว่าน้อมรับเอาคำสั่งสอนของพระองค์เอาไว้เหนือเศียรเกล้า ขวนขวายในการประพฤติปฏิบัติตาม ทรงตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต หมายถึงว่า รูปกายของพระองค์เป็นมายาเป็นสมมุติ ความเป็นพุทธะที่แท้จริงขึ้นอยู่กับธรรมะในจิตของพระองค์

จิตดวงที่สว่างกระจ่างแจ้งในโลกธาตุ เห็นแจ้งในสัจจะความจริง เข้าใจสัจจะของสังขารทั้งปวง อันเป็นไป ไม่เที่ยงแท้ไม่แน่นอน เกิดขึ้นในเบื้องต้น เสื่อมลงในท่ามกลาง แตกดับสลายฉิบหายในไปที่สุด จิตดวงที่แจ่มแจ้งในโลกธาตุน่ะคือตัวพุทธะ ไม่ใช่รูปกาย ถ้าความเป็นพุทธะอยู่ที่รูปกายก็หมายความว่าตอนนี้โลกสิ้นแล้ว สิ้นพุทธะแล้ว ความจริงไม่ใช่ เพราะว่ารูปกายก็เป็นมายาภาพ ก่อเกิดมาจากข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ ของที่พระองค์เสวยก็เหมือนอาหารของชาวโลกทั่วไป ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ ฉะนั้นความเป็นพุทธะไม่ได้อยู่ที่รูปกาย ความเป็นพุทธะอยู่ที่การแจ่มแจ้งในอริยสัจทั้ง ๔ รู้ความจริง ไม่ถูกหลอก ไม่ถูกความจริงหลอก ยอมเข้ามาดูความจริง เปิดตา ไม่โกหกตัวเอง เพื่อมาหยั่งรู้ความจริง

คำว่าพระโสดาบันน่ะแปลว่าเป็นผู้เข้าถึงกระแส ก็ยังละกิเลสไม่ได้เท่าไหร่ แต่เป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม เปิดตามองความจริง พระโสดาบันเป็นผู้เปิดตาแล้ว เปิดที่จะมองความจริง ความจริงก็คือความไม่เที่ยง สิ่งใดย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา พระบาลีจะกล่าวไว้ ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรก็มี ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ นี่คือความจริง

ความจริงก็คือ สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา แต่มนุษย์ปุถุชนทั่วไปเห็นความเกิดแล้วไม่ยอมมองความดับ ปกปิดตัวเองอยู่เพราะความกลัว ความเขลา โมหะปิดบังไว้ ปิดบังตัวเอง ปิดหูปิดตาตัวเองไม่ยอมมองความจริง กลัวความจริง คิดจะหนีความจริง หนีผัวหนีเมียหนีพ่อหนีแม่ยังพอหนีพ้น หนีความจริงหนีไม่พ้น หนีไปเท่าไหร่ก็ทำให้จิตใจเราอ่อนแอมากขึ้นเท่านั้น

เวลาเราหนีปัญหาไม่ใช่ว่าเราจะพ้นปัญหา เพราะอะไร เพราะเวลาเราหนีปัญหาน่ะ เอาจิตดวงที่อ่อนแอไปด้วย แล้วไปที่ไหนจะพ้นล่ะ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ จะกลายเป็นปัญหาแก่ผู้นั้น ผู้ที่หนีปัญหา ไม่ยอมมาแก้ที่ต้นเหตุ ไปไหนก็ไม่พ้นปัญหา เพราะว่าบุคคลผู้นั้นเอาดวงจิตที่อ่อนแอตามไปด้วย ถ้าหากเราไม่หนีปัญหาเป็นผู้แก้ปัญหา คือว่าเราจิตใจเข้มแข็งขวนขวายเพียรมาแก้ปัญหา เมื่อเราไปที่ไหน สิ่งทั้งปวงจะไม่เป็นปัญหาแก่เรา

ฉะนั้นพระโสดาบันน่ะเป็นผู้เข้ามามองความจริงแล้ว เมื่อเห็นความเกิด ย่อมมองไปจนเห็นความดับด้วย อย่าไปหลงเพลิน อย่าไปเพลินในสังขารที่ตั้งขึ้น ดูประดุจสวยงาม ดูประดุจเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา ในความเกิดมีความดับ มีความเจริญมีความเสื่อม ในการพบมีการพลัดพราก ในความมีพรั่งพร้อมย่อมมีความหมดขาดแคลน ไม่มีอะไรจีรัง ไม่มีอะไรยั่งยืน นี่คือความจริง

เรามากำหนดหยั่งรู้น่ะ ให้เห็นในปัจจุบันอารมณ์ ปัจจุบันขณะ จะกำหนดอารมณ์ อารมณ์ทางใจก็ได้ กำหนดที่หัวใจเต้นก็ได้ กำหนดอารมณ์ทางใจ เห็นความเกิดดับ เริ่มต้นเราก็กำหนดเห็นหัวใจเต้นก่อน ต่อไปเมื่อสติละเอียดเข้า สมาธิละเอียดเข้า จะเห็นความคิดมันเกิดมันดับ อารมณ์ทั้งดีใจเสียใจยินดียินร้าย มันเกิดดับไม่มีอะไรอยู่คงทน

อารมณ์ทั้งหลายนี่ไม่คงทนเลย ผ่านมาผ่านไปเกิดดับตลอดเวลา ไม่มีอะไรจริงจัง อย่าไปเชื่อว่ามันจริง อย่าไปเชื่อความคิด เชื่อว่า ความคิดเราต้องเป็นอย่างนี้จริง ๆ ที่คิดขึ้นมาน่ะ คิดจะโกรธใครก็ต้องโกรธไปจริง ๆ คิดว่าไอ้สิ่งนี้ไม่ดีก็จะต้องยึดเป็นว่าสิ่งนี้ไม่ดีจริง ๆ คิดว่าสิ่งนี้ดีมาหาเราแล้วก็ต้องไปยึดว่ามันดีจริง ๆ ไม่มีอะไรจีรังหรอก อย่าไปเชื่อตัวเอง อย่าไปเชื่อความคิดตัวเอง อย่าไปเชื่อว่าความคิดตัวเองถูก ในความถูกก็มีความผิด ในความผิดก็มีความถูก แล้วแต่ว่าเอาอะไรเป็นตัววัด ไม่มีอะไรสูง ไม่มีอะไรต่ำ

ถ้าเรายืนอยู่นี่ หลังคามันก็สูงกว่าพื้น ถ้าเราตีลังกาอยู่ล่ะ พื้นมันก็สูงกว่าหลังคา แล้วแต่ว่าจะเอาอะไรเป็นตัววัด เรื่องราวแต่ละเหตุการณ์แต่ละกฎเกณฑ์แต่ละช่วงเวลา มันไม่จีรัง มันไม่แน่นอน แล้วแต่จะเอาอะไรมาเทียบ รถยนต์น่ะถ้ามาเทียบกับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ก็เร็ว เอารถยนต์ไปเทียบกับเครื่องบินรถยนต์ก็ช้า

อย่าไปยึดมั่นว่าไอ้นี่มันเร็วหรือไอ้นั่นมันช้า สักแต่ว่ากำหนดหมายเพื่อหยั่งรู้ขณะหนึ่ง มันเป็นมายาของโลกเพื่อมารับรู้ เพื่อมาสื่อกัน อย่าไปยึดเป็นจริงเป็นจังจนต้องมานั่งกลุ้ม มานั่งเถียงกัน นั่งทะเลาะกัน ภาษามนุษย์ก็เป็นมายาทั้งนั้น เทศน์ตั้งแต่ต้นชั่วโมงไปยันท้ายชั่วโมงก็เป็นมายา อันนี้ขึ้นมาเทศน์ก็สักแต่ว่าเอามายามาแสดงเพื่อหลอกล่อให้ผู้ฟังเข้าถึงสัจจะในใจตัวเอง

สัจจะนั้นเราต้องเข้าถึงเองที่ใจเราเอง ฟังจากคนอื่นก็ยังไม่ได้อะไรจริง เราต้องเข้ามาปลงปัญญาในใจเรา ปัญญาที่จะดับทุกข์ขณะหนึ่ง คือว่ามันละได้ ละอารมณ์ได้ ละความยึดมั่น ละความกอดรัด ละความหวง ห่วง อาลัย ปลงเสียได้คือคาถาวิเศษ ยึดไว้ก็ทุกข์เปล่า แบกไว้ก็หนักเปล่า หวงไว้ก็ร้อนเปล่า ไม่มีอะไรเป็นของเราจริงสักอย่าง แม้แต่ลูกที่เราคลอดออกมาจากท้องมันก็ไม่ใช่ของเราจริง เลี้ยงร่างกายเขาได้ แต่ก็เลี้ยงจิตใจหรือบังคับจิตใจเขาไม่ได้อีก ฉะนั้นอย่าไปยึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง

คนคนหนึ่งน่ะ นั่งรถสองแถวไป เมื่อรถสองแถวมันจอดป้าย ก็เอาแขนยื่นไปจับกิ่งไม้ข้างทาง ที่ข้างป้ายรถเมล์ พอรถสองแถวมันออกจากป้าย ถ้าเราไม่ปล่อยมือ นั่นน่ะมือจะขาด นั่นคือว่า เมื่อของสองอย่างที่จะจากที่จะพลัดพรากจากกัน ถ้าเรายึดไว้ด้วยมือ มือจะขาด ถ้ายึดไว้ด้วยใจ ใจก็จะขาดเหมือนกัน

ของทั้งหลายเมื่อถึงเวลามามันก็มา ถึงเวลาต้องไปมันก็ไป ทั้งของทั้งคนนั่นแหละ ถึงเวลามามันก็มา ถึงเวลาจะไปมันก็ต้องไป ถึงเวลามันมาเป็นของเรา มันก็มาอยู่กับเรา ถึงเวลามันเป็นของเขามันก็ไปจากเรา ถ้าใครยึดไว้ด้วยมือ มือก็จะขาด ยึดไว้ด้วยใจ ใจก็จะขาด ร้องไห้เข้าไป ร้องไห้เสร็จแล้วก็กลุ้ม ร้องไห้เสร็จแล้วก็โง่เท่าเดิม

เราผูกเอาไว้ด้วยอุปาทาน แต่ไม่มีอะไรเป็นของเราจริง ทั้งคนสัตว์สิ่งของ วัตถุทั้งปวง ไม่มีอะไรเป็นของเราจริง เป็นสิ่งผ่านมาเพื่อผ่านไป เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ เกิดหนหนึ่ง ก็ต้องตายหนหนึ่ง พบครั้งหนึ่ง ก็ต้องจากครั้งหนึ่ง ชาวโลกผู้ไม่เห็นสัจจะก็ยึดเอาไว้ ยึดเอาไว้จนใจจะขาด ธรรมชาติเขาก็ไม่ได้เกรงใจคนโง่เลย คนโง่ที่ยึดเอาไว้น่ะ ธรรมชาติเวลาเขาจะเปิดเผยความจริงเขาก็ไม่เกรงใจ ไม่เกรงอกเกรงใจคนโง่เขลาเบาปัญญาที่ยึดเอาไว้เลย ถึงเวลามันจะไปมันก็ไป ถึงเวลาจะต้องพลัดพรากจากมันก็จาก จะยึดไว้แค่ไหนก็ตาม ธรรมชาติเขาก็ไม่เกรงใจเราหรอก เพราะว่าเรายึดเอาไว้เองด้วยความโง่เขลา

สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ความจริงมันเป็นอย่างนี้ ความตั้งมั่น มั่นคง ไม่ใช่ของจริง ความปรากฏของเราของเขาเป็นเพียงมายาภาพ ของจริงคือไม่มีอะไรเป็นของใคร อย่าว่าแต่อย่างอื่นเลย แม้แต่สังขารร่างกายของเรา ที่เราขัดสีฉวีวรรณ อาบน้ำให้มันทุกวัน ท้ายที่สุดมันก็จะไม่อยู่คงทนกับเรา เนื้อหนังเอ็นกระดูกมันก็ไม่อยู่ตลอด ท้ายที่สุดก็ต้องสูญเสียไป เนื้อหนังเราต่อไปก็ต้องเป็นเหยื่อแห่งหมู่หนอนแร้งกา เก็บรักษาไว้ก็ไม่ได้ เมื่อตายไปก็ผุพังเน่าสลาย เหลือแต่โครงกระดูก สมบัติในตัวยังไม่เป็นของเราจริงเลย แล้วญาติโยมไปยึดข้างนอก คิดหรือว่ามันจะเป็นสุขจริง ไปยึดว่าคนนั้นเป็นของเรา เขาจะรักเราไปร้อยปีพันปี ยึดไว้ด้วยมือมือจะขาด ยึดไว้ด้วยใจใจจะขาด ยึดไว้ก็ทุกข์เปล่า ยึดมากก็แสดงว่าโง่มาก โง่มากก็ยึดมาก

เรามาสละความโง่ดีกว่า ถอนความยึดมั่น อย่าไปยึดว่าคนไหนเป็นของเรา ใครเป็นของเรา แม้แต่ลูกเต้าที่เราคลอดออกมาเองก็ยังไม่เป็นของเรา ไม่เป็นของเราหรอก เขาไม่อยู่ในอำนาจบงการของเราหรอก ทำใจเราดีกว่า อย่ามัวไปนั่งหวังจากภายนอก มาทำใจเราให้เป็นใจที่ไม่เกาะเกี่ยว มาฝึกจิตดีกว่า มาทำสมาธิดีกว่า มานั่งกรรมฐานดีกว่า เดินจงกรมดีกว่า แทนที่จะไปนึกถึงคนอื่น

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า รักร้อยก็ทุกข์ร้อย รักห้าสิบก็ทุกข์ห้าสิบ รักหนึ่งก็ทุกข์หนึ่ง ถ้าไม่รักไม่ทุกข์ เอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย เอาใจไปผูกเขา เรือลำหนึ่งน่ะ มีโซ่สักร้อยเส้นผูกกับตลิ่ง คนในเรือจะพายสักเท่าไหร่ จ้ำพายสักเท่าไหร่ ไม่สามารถไปฝั่งโน้นได้เลย สังสารวัฏเหมือนฝั่งนี้ นิพพานเหมือนฝั่งโน้น เราหวงห่วงผูกพันกับสมบัติและบุคคลในโลกนี้มากมาย ก็เหมือนเอาโซ่ผูกเรือของเราไว้กับตลิ่ง โซ่ที่ผูกกายน่ะ เชือกที่ผูกกายน่ะ มันแก้ง่าย เพราะว่าทุกคนพยายามจะแก้ แต่เชือกที่ผูกใจน่ะมันแก้ยาก เพราะว่าทุกคนต้องการและพยายามจะหามาผูกเพิ่ม ไม่คิดแก้แล้วยังคิดแต่จะหามาผูกเพิ่ม ดีใจว่ามีของรักหนึ่ง ทำยังไงจะได้สอง มีสองทำยังไงจะได้สาม

เพราะฉะนั้นน่ะเชือกล่ามใจนะมันแก้ยาก ที่มันแก้ยากเพราะว่าบุคคลทั้งหลายในโลกไม่คิดจะแก้ ตรงกันข้ามคิดจะผูกเพิ่ม ทีนี้เราจะตัดอย่างไรล่ะ ก็ไม่ต้องคิดจะตัดหรอก มากำหนดสติ เจริญสติ เจริญสติปัฏฐาน มันตัดขณะหนึ่ง ๆ จิตเราอยู่ปัจจุบันอารมณ์ ไม่ออกไปท่องอดีต อนาคตน่ะ มันก็ตัดขณะหนึ่ง ๆ ถ้าจิตเราตั้งปัจจุบันอารมณ์น่ะมันดับทุกข์ได้ จิตเราไปเกาะเกี่ยวอดีต อดีตมันจะเลวร้ายยังไงก็แก้ไขไม่ได้แล้ว ไปตามเป็นทุกข์กับอดีต ทุกข์ไปก็โง่เท่าเดิม โง่มากกว่าเดิม มันไม่ได้แก้ปัญหา ตั้งจิตอยู่ปัจจุบันอารมณ์น่ะมันได้แก้ปัญหา เงื่อนใจมันอยู่ปัจจุบัน ไปแก้ที่อดีตไม่ได้ ไปแก้ที่อนาคตก็ไม่ได้ ต้องแก้ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเรายกมือขณะหนึ่งน่ะแก้แล้ว แก้เงื่อนใจที่ไปผูกกับของรักของเกลียด ไอ้นี่เรารักจริง ไอ้นี่เราเกลียดจริง ยึดมั่นผูกพันไว้ น่ะมันตัดขณะหนึ่ง ยกมือขณะหนึ่งมันจะตัด ถ้าปล่อยจิตไปในอดีตอนาคตแก้ไม่ได้ มีแต่ทุกข์เพิ่ม

คนทั้งหลายก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ เพราะว่าไม่มีสติไม่ได้ฝึกสติ ไม่มีสติเป็นนายประตู พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบสติเหมือนนายประตู นายทวาร ผู้เฝ้าประตู เขาบอกว่า ถ้าเราจะรักษาเมือง เมืองหนึ่งมีสี่ประตู หรือ หกประตู สมมุติว่า เมืองนี้มีหกประตู ถ้ารักษาที่ประตูเมืองดี ก็ชื่อว่ารักษาทั้งหมด ถ้ารักษาที่ประตูเมืองไม่ดี ก็ชื่อว่าเมืองนี้ไม่เป็นอันรักษา ฉันใดก็ฉันนั้น การที่เรากำหนดสติในปัจจุบันอารมณ์ขณะหนึ่งๆตามฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติน่ะ ชื่อว่าเป็นการรักษาจิตอยู่ที่ฐานเพื่อตัดการแส่ส่ายของจิต ตัดความหมกมุ่นยินดียินร้ายต่ออารมณ์ เพื่อความไม่เกาะเกี่ยว โดยการตั้งสติกำหนดรู้ระลึกในความรู้สึกที่กาย อย่างเช่นที่หลวงพ่อท่านสอนให้กำหนดความรู้สึกในการยกมือ ที่ท่านแนะให้เรายกมือขณะหนึ่ง ๆ เพราะเพื่อแสวงหาจิตที่ไม่เกาะเกี่ยว ทุกข์ทั้งหมดก็ดับลงได้ ทุกข์ทั้งหลายเกิดเพราะจิตไปเกาะเกี่ยวทั้งนั้น หลวงพ่อใหญ่ท่านเปรียบเหมือนกับเรามากินขนมเข่งด้วยกัน ท่านบอกว่าก่อนที่ท่านจะมาฉันขนมเข่งกับเราน่ะ ท่านเอาน้ำมันหมูทามือท่านมาก่อน พอท่านฉันขนมเข่งเสร็จแล้ว ขนมเข่งไม่ติดมือท่าน จิตที่ไม่เกาะเกี่ยวกับอารมณ์ เมื่อกระทบอารมณ์แล้วมันไม่ติด ธรรมะก็คือตัวน้ำมันหมูที่มาทามือ ไม่ให้ติดขนมเข่ง มาทาจิตไม่ให้ติดอารมณ์

หลวงพ่อท่านอุปมาไว้อย่างคมลึก เพราะว่าท่านปฏิบัติได้ ท่านเห็นแจ้ง ท่านดับทุกข์ได้ด้วยตัวท่านเอง เวลาท่านอุปมาให้ฟังแต่ละเรื่องจึงคมลึก เราได้อุบายวิธีไปสอนใจ จะได้ประพฤติปฏิบัติตามท่าน คนเราจะเป็นทุกข์กับอดีต อนาคต อดีตที่ผ่านไปแล้วนานเนิ่นนานพอขึ้นมาก็ทุกข์อยู่นั่นแหละ วันนั้นไม่น่าทำอย่างนั้นเลย ไม่น่าเสียไอ้นั่นไปเลย ทุกข์มาก คิดขึ้นมาทุกข์ทุกครั้ง ทุกข์ไม่จบ คิดขึ้นมาครั้งไหน ก็ทุกข์อยู่นั่นแหละ

ถ้ามีคนเก็บค่าไฟฟ้า ที่มันมาเก็บค่าไฟฟ้าที่บ้านโยมทุกเดือนน่ะ วันหนึ่งมันไปเอาบิลค่าไฟฟ้าปีที่แล้ว สองปีที่แล้ว บิลค่าไฟฟ้าสิบปีที่แล้ว เอามาเก็บโยมวันนี้ โยมจะจ่ายไหม จะจ่ายค่าไฟฟ้าไหม ไอ้บิลปีที่แล้ว สองปีที่แล้ว สิบปีที่แล้ว ที่เราจ่ายไปแล้ว มันเอาบิลนั้นมาเก็บเราอีกน่ะ จ่ายไหม ถามไปก็ไม่มีใครจ่ายหรอก ถามโยมไม่มีใครยอมจ่ายสักคน ไม่จ่ายหรอกจ้ะ ถามว่าทำไม เหตุผลเพราะอะไร เพราะโยมจ่ายไปแล้ว เมื่อสิบปีก่อน วันนั้นน่ะ เดือนนั้น บิลนั้นน่ะ เมื่อสิบปีก่อนจ่ายไปแล้ว บิลนี้จ่ายไปแล้ว เมื่อสิบปีก่อนจ่ายไปแล้ว มันเอาบิลนั้นมาเก็บก็ไม่จ่ายอีกแล้ว ถ้าเห็นบ้านข้าง ๆ ถ้ามันเอาบิลเก่ามาเก็บบ้านข้าง ๆ ถ้าบ้านข้าง ๆ เขาจ่ายนะ เราจะต้องด่าบ้านข้าง ๆ แน่เลยว่า ไอ้หนูทำไมเอ็งโง่อย่างนี้ล่ะ บิลเขาเก็บไปแล้วเมื่อสิบปีที่แล้ว หลายปีที่แล้ว เขามาเก็บอีก ทำไมเอ็งยังจ่ายอีกล่ะ ต้องด่าบ้านข้าง ๆ แน่เลยแหละ

เรื่องนี้มองง่าย จึงรู้ได้ง่ายว่าใครโง่ใครฉลาด แต่เรื่องทางใจเราน่ะ ไอ้เรื่องที่ทุกข์เมื่อปีที่แล้ว สองปีที่แล้ว มันขึ้นมาให้เราทุกข์อีกน่ะ ขึ้นมากี่ครั้งก็ยังทุกข์ให้มันทุกที เหมือนกับบิลค่าไฟฟ้าเมื่อปีที่แล้วมันเอามาเก็บอีก เราก็จ่ายมัน จ่ายมันทุกที บางวันจ่ายสิบเที่ยวยี่สิบเที่ยว เราต้องดูว่าเอ๊ะเรื่องนี้มันโง่ เก็บไว้เตือนตัวเองว่าอย่าไปทุกข์กับอดีต อย่าไปทุกข์ให้มันอีก ต้องบอกมันว่า บอกจิตมันว่า ไม่ทุกข์แล้ว มันทุกข์ผ่านไปแล้วเมื่อปีนั้นวันนั้นเดือนนั้น ทุกข์ไปเรียบร้อยแล้ว เฉ่งไปแล้ว จ่ายไปแล้ว ขึ้นมาอีกไม่ทุกข์แล้ว ไม่ทุกข์ให้มันอีกแล้ว ถ้าเราไปทุกข์ให้มันอีก ก็เหมือนไอ้หนูข้างบ้านที่เราไปด่ามันน่ะ ไอ้หนูนี่มันโง่จริง คนเก็บค่าไฟมันเอาบิลค่าไฟปีที่แล้วมาเก็บมันยังจ่ายอีก

จิตเราก็เหมือนกันกับไอ้หนูคนนั้นแหละ ไม่มีปัญญา ไม่มีสติที่จะรู้ตัว มันเผลอ โดนหลอก โดนอดีตดึงไป เราโดนดึงไปในอดีตเพราะอะไรล่ะ เวลามีเรื่องสมใจหวังทุกเรื่องเราไม่ยอมทิ้ง เรายังเก็บเรื่องปีที่แล้วเดือนที่แล้วมา ไอ้เรื่องที่สมใจมานึกภูมิใจอยู่นั่นแหละ อารมณ์ทั้งดีใจ ทั้งเสียใจ ทั้งถูกใจ ทั้งไม่ถูกใจน่ะมันมาพร้อมกันแหละ ถ้าเราไปเก็บอดีตที่น่าภาคภูมิใจเอามาดีใจภูมิใจ มันก็ต้องเดือดร้อนกับอดีตที่ว่าเป็นทุกข์มาด้วย เพราะอะไร เพราะเราโดนหลอก โดนอดีตที่ดี ๆ น่ะมันหลอก ให้เรายึดมั่นว่าอดีตน่ะยังอยู่ ทั้งที่อดีตมันดับไปแล้ว อดีตทั้งหลายทั้งดีสุด ๆ ทั้งเลวสุด ๆ มันดับไปแล้ว

ถ้าอยากจะลืมอดีตที่เจ็บช้ำต้องเลิกจดจำอดีตที่หวานชื่น มันเหมือนหน้าหัวหน้าก้อยของเหรียญมันมาด้วยกัน ถ้าเราไปเพลินปรุงแต่ง เพลิดเพลินเอาจิตไปผูกพันกับอดีตที่หวานชื่น เหมือนยังมีอยู่ เหมือนยังเป็นจริงเป็นจัง ยังมีอยู่ ถ้าเวลาอดีตที่เจ็บช้ำมันขึ้นมาน่ะ เราก็ต้องเป็นทุกข์ด้วยปริมาณที่เท่ากันน่ะ เป็นทุกข์เท่ากับปริมาณที่เราไปหลงเพลินเป็นสุข

อย่าไปยึดเอาไว้เลยอดีตมันผ่านไปแล้ว ทั้งดีและชั่ว อย่าไปเป็นทุกข์กับมัน อย่าไปเป็นสุขกับมัน มันเป็นมายา มันดับไปแล้ว ไม่มีอยู่จริง อนาคตก็เหมือนกัน อนาคตก็ยังมาไม่ถึง เราเอาอนาคตมาปรุงแต่ง เพื่อยินดีเพื่อยินร้ายเพื่อกลัดกลุ้มกังวล เหมือนกับไอ้คนเก็บค่าไฟเหมือนกัน มันเอาบิลค่าไฟปีหน้ามาเก็บเราวันนี้ เราจ่ายไหม เรายังไม่ได้ใช้เลยนะ มันเอาบิลค่าไฟปีหน้ามาเก็บเราวันนี้ เราต้องบอกมันว่าโอ้ยฉันไม่จ่ายหรอก ต้องรอปีหน้าโน้นก่อนค่อยจ่าย ปีหน้ายังไม่แน่เลยจะย้ายบ้านหรือเปล่า เอาบิลค่าไฟมาเก็บวันนี้จะไปจ่ายทำไม ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องราวในอนาคตที่ยังไม่เกิดนะ เราเก็บมาปรุงแต่งให้เป็นทุกข์ ก็เหมือนเราไปจ่ายค่าไฟฟ้าปีหน้า ทุกข์เปล่า ทุกข์เปล่า ๆ เลย ทุกข์ไม่มีผลงานเลย ทุกข์ฟรี ๆ

เจริญสติปัฏฐานกำหนดให้ปัจจุบันอารมณ์เป็นใหญ่ กำหนดสักแต่ว่าหยั่งรู้ไป หยั่งรู้ขณะหนึ่ง ๆ สบาย แก้ปัญหาทางจิตได้หมดเลย ปัจจุบันอารมณ์มันแก้เงื่อนใจได้ หลวงพ่อบอกว่า ยกมือให้เคยลองดูจะรู้ดี ผู้พูดนี่เคยเป็นทุกข์มาเยอะ เป็นทุกข์ขึ้นมาไม่รู้จะแก้อย่างไร นึกถึงอาวุธที่อาจารย์เราให้เอาไว้ เราเอาอาวุธท่านไปด้วย พอทุกข์ขึ้นมาก็เข้ากุฏิของเราเลย นั่งกำหนดสติในการยกมือ ทุกข์ทั้งหลายดับได้ เป็นอัศจรรย์ แสดงว่าอาวุธที่หลวงพ่อให้ไว้น่ะไม่เสียทีที่พกมาด้วย ไม่ได้คืนครูตั้งแต่แรก ยังโชคดีที่พกมาด้วย ใช้ดับทุกข์ได้ ใช้ฟาดฟันพญามารทั้งหลายได้

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่าประดุจนกรอยไถ นกรอยไถคือนกที่หากินตามรอยไถ ย่อมพ้นจากเหยี่ยวโฉบ นกรอยไถนั้นย่อมหากินในทางของบิดาของตัวเอง หากินอาหารตามร่องรอยไถน่ะ เหยี่ยวย่อมโฉบไปไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้นนะ ภิกษุทั้งหลาย ผู้ดำเนินอยู่ในรอยของบิดาผู้เป็นองค์พุทธะ นั่นคือมหาสติปัฏฐานทั้ง ๔ ก็ย่อมพ้นจากมารได้ มารก็เหมือนกับเหยี่ยวที่จะมาโฉบนกรอยไถไปกิน สติปัฏฐานน่ะดับทุกข์ได้ แก้เงื่อนปมใจให้เราได้ จะแก้ปัญหาทั้งปวงได้ต้องมาแก้ที่ปัจจุบัน แก้ที่อื่นไม่ได้เลย ลองไปแก้ดูเอง แก้ที่อดีตก็ไม่ได้ แก้ที่อนาคตก็ไม่ได้ แก้ได้อยู่ที่ปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นที่ดำเนินงานของภาคกรรมฐานทั้งหลาย พระโยคาวจรผู้เจริญกรรมฐานทั้งหลาย จะสำเร็จผลงานได้ก็ย่อมต้องมาดำเนินการงานในปัจจุบัน

ทรงตรัสในภัทเทกรัตตสูตรว่า อะตีตัง นานวาคะ เมยยะ นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง ยะทะตีตัมปะหีนันตัง อัปปัตตัญจะ อะนาคะตัง ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อดีตก็เป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรตามคิดถึงอดีตด้วยอาลัย อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ผู้ใดเจริญให้แจ่มแจ้งอยู่ที่ปัจจุบันอารมณ์ขณะหนึ่ง ๆ ย่อมถือว่าเป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญ คือแม้จะมีชีวิตอยู่ราตรีเดียวก็เจริญ คือว่าคุ้ม เพราะว่าได้ทำการงาน เราส่งจิตไปอดีตยาวไกลแค่ไหนทำงานไม่ได้ ทำงานทางกรรมฐานไม่ได้ ส่งจิตไปอนาคตยาวไกลแค่ไหนก็ทำงานกรรมฐานไม่ได้ เราดึงจิตมาสู่ปัจจุบันขณะหนึ่ง กำหนดขณะหนึ่ง กำหนดได้ขณะหนึ่งก็ทำได้ขณะหนึ่ง เป็นของเราขณะหนึ่ง เผลอไปขณะหนึ่งก็เป็นของเขาไป เรากำหนดได้ขณะหนึ่งก็เป็นของเรา เผลอแล้วก็แล้วไป เรากำหนดขณะหนึ่ง ๆ เป็นของเรา แม้มีชีวิตอยู่ราตรีเดียวก็เจริญ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็น ภัทเทกะรัตโต เป็นผู้มีราตรีเดียวก็เจริญ คือถึงว่ามีอายุอยู่วันเดียวก็ยังถือว่าใช้ได้ ดีกว่าคนมีอายุอยู่ร้อยปีไม่ได้ทำการงานทางจิตเช่นนี้

อย่าไปสบประมาทตัวเองว่าเราไม่มีบารมีแล้วก็เลยไม่ปฏิบัติ บารมีคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ทางเดินร้อยลี้เริ่มจากก้าวก้าวเดียว ทำครั้งละนิดครั้งละหน่อย รวมกันมันก็เป็นของใหญ่ ของมากมาจากน้อย ร้อยก็มาจากสิบ อย่าสบประมาทตัวเองแล้วก็ไม่ทำความดี อย่าดูหมิ่นตัวเองแล้วไม่ละความชั่ว

คนเราลิขิตชีวิตตัวเองได้ คนมีวาสนาหรือไม่มีวาสนา ขึ้นอยู่กับตัวเองเลือกเอง คนมีวาสนาย่อมอยากทำดี ทำดีแล้วก็ไม่อายใคร ใครเขาจะแซว ใครเขาจะว่า ไม่อาย แต่ถ้าทำชั่วอาย ไม่มีใครแซวไม่มีใครว่าก็อาย อายตัวเอง มีความละอาย คนนี้ชื่อว่าเป็นคนมีวาสนา เพราะแสวงหาเหตุแห่งความเจริญ คนไร้วาสนาคือว่าเราจะทำความดี อาย จะทำความดีน่ะอายเพื่อน กลัวเขาจะว่าเราดี มันไม่มีวาสนา มันไม่มีวาสนาจะดี วาสนาจะต้องตกอับอาภัพ เวลาจะทำความดีนี่อาย แต่เวลาจะทำความชั่วแล้วรู้สึกว่าอกผายไหล่ผึ่ง ได้อวดคนว่าเรามันเลว ไอ้คนพวกนี้ถือว่าไม่มีวาสนา ใครทำให้ล่ะ ตัวเองทำให้ตัวเอง

แต่ละคนเกิดมาคล้ายคลึงกัน เพียงแต่จะเลือกแสวงหาความดี หรือแสวงหาความชั่วให้ตัวเอง เมื่อทำความดีผลย่อมออกมาดี เพราะสร้างเหตุดี ทำความชั่วผลก็จะออกมาชั่ว ไม่มีใครทำให้ ทำตัวเอง อย่าไปโทษพ่อแม่เลย เราเลือกของเราเอง เราเลือกไปคลุกถ่านมันจะขาวได้ไง เอาแป้งมาทามันถึงจะขาว เราเลือกของเราเอง ทำอะไรตามใจตัวเองแล้วท้ายที่สุดจะโดนเขาบังคับ

อย่าคิดว่าทำอะไรตามใจตัวเองแล้วจะไปอยู่ที่สบาย นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ ท้ายที่สุดเขาจะบังคับ คนก็เอาไปติดคุก เขาจับไปติดคุกเพราะอะไรว่าทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง จนเป็นที่เดือดร้อนแก่คนอื่น ฉะนั้นนะให้เราเริ่มต้นสร้างความดี ให้อยู่ในกรอบของศีลวินัยเชื่อฟังโอวาทของบิดามารดาครูบาอาจารย์ ต่อไปมันจะไปสู่ความปลอดโปร่งโล่งเบา จะไม่มีใครมาควบคุมบังคับเรา

บางคนน่ะต้องการเสรีภาพ แต่ว่าแสวงหาเสรีภาพในการเป็นทาส เป็นทาสสิ่งต่าง ๆ โดยเสรี อยากทำอะไรก็ทำ ท้ายที่สุดไปสู่ที่ถูกควบคุมบังคับ แต่คนที่รู้จักควบคุมตนเองท้ายที่สุดเขาจะเปิดกว้าง เขาจะเปิดกว้างให้อิสระ ยกตัวอย่างหมาสองตัว หมาตัวหนึ่งเขาล่ามโซ่ไว้ เขาไม่ยอมปล่อยเลย ถึงปล่อยก็ต้องเอาตะกร้อครอบปากไว้ แต่หมาอีกตัวเขาปล่อยให้ไปไหนมาไหนโดยเสรี ถามว่าใครทำมัน มันทำตัวมันเอง ไอ้ตัวที่ถูกเขาล่าม เขาจำกัดอิสรภาพคือว่ามันทำตัวให้เป็นที่เดือดร้อนแก่ผู้อื่น แต่ตัวที่เขาปล่อยให้ไปไหนมาไหนตามสบายคือว่า มันไม่ทำตัวให้เป็นที่เดือดร้อนแก่ผู้อื่น คือมันไม่กัดใคร

ตัวเราก็เหมือนกันนะ อย่าคิดว่ากฎระเบียบและศีลวินัยข้อบังคับที่ครูบาอาจารย์และพ่อแม่เขาให้เรามานี่เป็นเรื่องน่าอึดอัด คนเรานั้น มักง่ายได้ยาก ลำบากได้ดี เราทำอะไรตามใจตัวเอง ท้ายสุดจะต้องร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด ถึงเวลาก็สายเสียแล้ว คนเราจะมีค่าหรือหมดค่า คือตัวเองทำให้ตัวเองทุกวัน ไม่มีใครทำให้ ไม่มีใครทำให้เลย ทำตัวเองเพื่อเก็บคะแนนทุกวัน ทำความดีก็เก็บคะแนนดี ทำความไม่ดีก็เก็บคะแนนไม่ดีเอาไว้ ทำเองทั้งนั้นเลย ไม่มีใครทำให้

เราเข้ามาวัดถือว่าเราเป็นผู้มีโชคดีแล้ว เราเลือกที่จะมาเก็บของดี การมาถือศีลเพื่อสร้างบารมีทำให้ต่อไปเราจะเปิดกว้างและอิสระ วิธีการที่อิสระอาจจะไปสู่จุดหมายปลายทางที่ถูกบังคับ วิธีการที่ถูกบังคับน่ะจะไปสู่จุดหมายปลายทางที่อิสระ เหมือนคนที่ทำอะไรตามใจตัวเอง นึกจะตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก ทำร้ายเขาก็ทำ ท้ายที่สุดโดนเขาจับไป ไม่ให้อิสระ

เราทำอะไรควรรู้จักกรอบขอบเขต มีศีล สำรวมระวังในกายและวาจาให้เรียบร้อย ต่อไปน่ะสังคมจะเปิดกว้างให้เรามีอิสระเสรี ให้มีอำนาจ ให้มีพาวเวอร์ สามารถทำอะไรใหญ่ ๆ ได้ ก่อนที่เขาจะให้เราทำงานใหญ่น่ะ เขาต้องพิสูจน์ก่อนว่าเราไม่เป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง เราควบคุมบังคับใจตนเองได้ ก่อนที่เขาจะให้ปืนให้อาวุธเรามาถือ เขาต้องฝึกวินัยเราก่อน เขาต้องฝึกจนเราอดทนคนด่าคนแซวได้ เขาถึงจะให้อาวุธเรามา ถ้าเราโดนใครด่าใครแซวแล้วยิงเลยน่ะ เขาจะให้อาวุธเรามาหรือ

เพราะฉะนั้นการที่เรามาฝึกถือศีล ๕ ศีล ๘ อย่าคิดว่ามาโดนบังคับโดยไร้เหตุผล จะทำงานใหญ่ได้ต้องมีศีลวินัยก่อน เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราได้มาบวชเนกขัมมะ บวชชี บวชอะไร ห้าวันเจ็ดวันก็ถือว่ามีค่า

ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายธรรม ขออาราธนาอ้างอิงคุณพระศรีรัตนตรัย จงมาคุ้มครองรักษาเหล่าพุทธบริษัททั้งหลาย ให้เจริญด้วยกุศลความดี ท้ายสุดขอให้ได้ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ