๐๐๒๒ – อบรมนักเรียน ๗ กพ ๒๕๔๖

๗-กพ-๔๖

เจริญสุขสวัสดีนักเรียนที่ใฝ่ธรรมะทั้งหลาย วันนี้การมาฟังธรรมะเป็นโอกาสที่จะทำให้เราฉลาดขึ้นอีกแล้ว ใช่ไหม เพราะว่าคนที่จะมาพูดจะต้องศึกษาค้นคว้ามามาก เสียเวล่ำเวลา ส่วนเรามานั่งฟังอย่างเดียว ฟังง่าย ๆ ฟังแล้วฉลาดขึ้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะได้ฉลาดขึ้นมาอีกแล้ว คนไหนปฏิเสธที่จะฉลาด คนนั้นก็ไม่ฟัง คุย เพราะฉะนั้นน่ะพวกใฝ่ดีก็ขอเชิญ ขอเชิญฉลาดขึ้น

วันนี้ก็มีฉันทานุมัติให้ได้มาปรารภคุยกันเพื่อให้ความรู้ คือว่าให้ความรู้เรื่องสัปปุริสธรรม แปลว่าธรรมที่ทำให้เป็นคนดี หรือว่าเรื่องบุญกิริยาวัตถุ บุญกิริยาวัตถุนี่หมายความว่า ธรรมที่จะทำให้เกิดความสุข สองอันนี่อันเดียวกัน ก็คนดีเท่านั้นที่จะเป็นสุข คนชั่วไม่เป็นสุขหรอก นี่ช่วงนี้เขากำลังรณรงค์ปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด แล้วผู้เสพ ผู้ค้า ไม่มีความสุข บุคคลผู้ไม่ใช่คนดีไม่มีความสุข เหมือนถ้าเราอยากจะมีความสุข เราต้องทำตัวให้เป็นคนดี

การที่เรายังเป็นนักเรียน อยู่ในสถานศึกษา เขาก็พยายามอบรมให้เราฉลาดขึ้น สอนความรู้ทุกอย่าง ครูบาอาจารย์เขาก็เห็นช่องทางว่า เราจะฉลาดขึ้น เจริญขึ้น ดีขึ้น ด้วยวิธีการใด ก็พยายามหามาให้ ด้วยความเมตตาความรัก นี่ก็เหมือนกับฝนที่ตก อันนี้ก็ใครจะรองน้ำเก็บไว้ คนฉลาดก็จะรองน้ำเก็บเอาไว้ให้ดี เอาไว้ดื่มไว้ใช้ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายมาให้ความรู้ ก็มาให้โอกาสที่เราจะฉลาดขึ้น

โอกาสที่เราจะเป็นคนดีมีความสุขได้น่ะ คือได้ศึกษาเรื่องดี บุคคลทั้งหลายเข้าใกล้หมึก ก็เป็นสีดำ ติดสีดำ เปื้อนสีดำ ถ้าหากว่าเข้าใกล้ชาดมันก็เปื้อนสีแดง ใช่ไหม เริ่มต้นเลย ต้องรู้จักคบเพื่อนดี คำว่าเพื่อนหมายความว่าบุคคลผู้รอบข้างเรา เซอราวน์ดิง (Surrounding – สิ่งแวดล้อม) ให้เลือกหาคนดีคบ จะเป็นประโยชน์ เป็นจุดเริ่มต้นเลย รู้จักเลือกคบคนดี รู้จักหลีกหนีคนชั่ว เราอยากจะได้ดี ต้องกล้าแปลกแยกจากความชั่ว

คนบางคนจะเป็นคนไร้วาสนามากเลย จะทำดีก็อาย กลัวเพื่อนเขาแซว พวกนี้คนไร้วาสนา แต่จะทำชั่วนี่ต้องมาโชว์กัน คือมันไร้วาสนาตรงที่ว่า ทำยังไงจะทำลายตัวเองได้น่ะรู้สึกภาคภูมิใจ ถ้าได้โดดเรียนนี่รู้สึกภูมิใจ ถ้าตั้งใจเรียน ตั้งใจฟังครูบาอาจารย์สั่งสอนแล้วอายเพื่อน ไอ้พวกนี้พวกไร้วาสนา คือว่าโอกาสที่จะเจริญในชีวิตมันไม่มี

เพราะฉะนั้น เราอยากจะเจริญเราต้องตั้งตนไว้ชอบ คือตั้งตนอยู่ตรงไหนล่ะ เหมือนกับเราไปศูนย์การค้า มีบรรไดเลื่อน ข้างหนึ่งเลื่อนขึ้น ข้างหนึ่งเลื่อนลง ถ้าเราอยากจะขึ้นสูงก็เดินไปตรงที่มันเลื่อนขึ้น ถ้าเราอยากจะลงข้างล่างก็เดินไปตรงที่มันเลื่อนลง

เพราะฉะนั้นเริ่มต้น ให้เรามีหัวใจที่ใฝ่ดี เราจะได้ดี จะมีความสุข อย่าไปกลัวว่าเขาจะแซวว่าเราเป็นคนดี ไอ้คนที่กลัวว่าจะมีคนมาแซวว่าเราเป็นคนดีน่ะ ไอ้คนนั้นน่ะพวกไร้วาสนา ไร้วาสนาตรงไหนล่ะ คือในโลกนี่มันมีตำแหน่งงานเยอะไง ต้องเป็นเจ้าคนนายคนบ้าง ต้องเป็นลูกน้องบ้าง ต้องเป็นขี้ข้าบ้าง อันนี้ผู้ไร้วาสนาคือ พยายามเบียดเบียนตัวเอง ไม่สร้างสรรตัวเองให้เจริญขึ้นให้ฉลาดขึ้น ไม่ยินดีเมื่อจะได้รับการศึกษา ทั้งที่ว่าพ่อแม่พยายามเข็นมา ให้ค่าเทอม ค่าเล่าเรียน พยายามส่งมาให้ ครูบาอาจารย์ก็พยายามจะให้ความรู้ทุกอย่าง แต่ไม่ตั้งใจ ไม่สนใจ เพราะอะไรละ เพราะวาสนามันจะเป็นเจ้าคนนายคนไม่ได้ มันจะต้องไปเป็นลูกน้องเขา พยายามโดดเรียน โดดเรียนตั้งแต่อายุน้อย ๆ เลย ไม่อยากเรียน ไม่ตั้งใจเรียน ไอ้นี่โตขึ้นลำบาก

เพราะฉะนั้นถึงว่าคนเรามันไร้วาสนาตรงนี้แหละ คือว่าไอ้ความเดือดร้อนที่คนอื่นทำให้เราน่ะ ยังน้อยนะ แต่ถ้าหากความเดือดร้อนอะไรที่เราเลือกขึ้นมาเองแล้วน่ะ นั่นแหละชีวิตเราจมปลักเลย ทั้งที่ว่าเขาโฆษณาอย่างมากมาย ว่ายาเสพติดไม่ดีน่ะ มันก็รู้ มันก็ฟัง แต่คนที่จะไปติดยามันเป็นไงล่ะ คือมันไร้วาสนาที่จะเป็นคนดีน่ะ มันต้องไปทำร้ายตัวเอง เหมือนกับเอามีดแหลม ๆ มาทิ่มตัวเอง ถ้าคนฉลาดคนดี ๆ เขาก็ไม่ทำ

คนที่ทำร้ายตัวเอง เพราะอะไร มันตั้งจิตไว้ผิด เข้าใจผิด เพราะฉะนั้น เริ่มต้น คือเราจะเป็นสุข ให้พยายามแก้เข้าไปเลย ในใจเรา ต่อไปอย่าไปอายที่จะทำความดี และก็อย่ากล้าที่จะทำความเลว ทำได้ไหม ยากไหม เปลี่ยนใจเรา ให้กลายเป็นว่า ให้มีความละอายที่จะไปทำความชั่ว และให้กล้าที่จะทำความดี ยากไหม ความจริงไม่ได้ยากเลย สังคมสนับสนุนด้วย พ่อแม่ก็ดีใจด้วย พ่อแม่ก็สนับสนุน แต่คนไร้วาสนามันทำไม่ได้ มันจะต้องทำแต่เรื่องเลว เรื่องชั่ว เรื่องดีก็ไม่กล้าทำ อาย อายเพื่อน กลัวอายเพื่อน กลัวเพื่อนแซว แต่ไม่กลัวพ่อแม่ร้องไห้

พวกนี้มันไม่รู้ว่าควรแคร์ความรู้สึกของใครมากกว่าใคร เรารู้จักชั่งน้ำหนักน่ะ ตัวคูณในสมการคณิตศาสตร์น่ะ ค่าเคน่ะ(ค่า k ในที่นี้หมายถึงค่าconstantที่นำมาคูณ เช่น 2a = ×2 ก็คือค่าk=2 , 3a = ×3 ก็คือค่าk=3) ค่าเคที่มาคูณน่ะ ต้องรู้เลยว่าค่าเคของพ่อแม่น่ะมันมีค่าสูง ค่าเคของเพื่อนมันยังน้อย คนบางคนคิดผิด กลัวเพื่อนจะแซวแต่ไม่กลัวพ่อแม่ร้องไห้ อยากทำชั่ว เพราะว่ามันคิดไม่เป็น

ฉะนั้นชีวิตเรา ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ให้ฝังใจไว้เลย อย่าไปกลัวที่จะโดนใครเขาแซวว่าเราเป็นคนดี เพราะคนดีเท่านั้นมันจะมีความสุข ผู้ฝึกฝนตนจะได้รับการยกย่อง จะเอาไปไว้ที่สูง ผู้ไม่ฝึกฝนตน จะโดนเขี่ยทิ้งออก เพราะว่าสังคมของเราที่ต่อไปต้องเผชิญ อายุมากขึ้นต้องไปทำงานทำการ จะถูกคัดสรรตลอด เขาจะเอาเราไปทำงานด้วย เขาจะคัดเรา ถ้าเราไม่ได้เรื่องก็ถูกคัดออก ไม่ได้เรื่องจะถูกคัดออก

ฉะนั้นช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เราจะแกะสลักไม้ของเรา ช่วงศึกษานี่ ศึกษาให้ดี ตั้งใจให้ดี เป็นช่วงเวลาที่จะแกะสลักไม้ คือว่าไม้ชิ้นงานของเรานี่ ต่อไปจะได้ไปตั้งในห้องรับแขกของพระราชวังหรือเอาไปทิ้งไว้ข้างถนน ช่วงเวลานี้แหละ ช่วงเวลาที่เราจะสนใจฝึกฝนตนเองหรือเปล่า จะสนใจใฝ่เรียนรู้หรือเปล่า ใฝ่ดีหรือเปล่า

ครูบาอาจารย์เข้ามาขัดเกลาเพื่อให้เราสวยขึ้น อันความเมตตาในจิตใจส่วนลึกของครูบาอาจารย์แล้วน่ะ ทำให้อยากช่วยเพื่อให้ศิษย์ได้ดี รู้อะไรก็อยากจะถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ แต่นี่เรายังไม่มีความฉลาดพอที่จะทราบว่าสิ่งนี้มีค่า บางทีต้องบังคับกัน บังคับให้เอาทองไปใส่กระเป๋าไว้ ยังไม่รู้ว่าทองมันขายได้ บางทีก็บ่น โอ้ย อาจารย์นี่จู้จี้จัง กระเป๋ากูอยู่แฟบ ๆ เบา ๆ สบายดี เอาทองมายัดอยู่ได้เต็มกระเป๋าเลย เอาออกดีกว่า ทิ้งไป พวกนี้พวกไร้วาสนา มีแต่วาสนาจะเป็นยาจกน่ะ

เราจะเจริญได้ดีมีสุขรุ่งเรือง เป็นเจ้าคนนายคนให้เขาเคารพนบไหว้ อยู่ช่วงนี้แหละ ช่วงที่เราจะศึกษาน่ะ เพราะมันจะคัดคนขึ้นไป คนไหนไม่ได้เรื่องคัดออก คนไหนไม่ได้เรื่องคัดออก

และไอ้เรื่องวินัย กฎระเบียบ ถ้าถามว่ากฎระเบียบ ทำให้เราเป็นอิสระ หรือทำให้เราโดนจองจำ วิธีการที่อิสระนั้นจุดหมายปลายทางมันจะโดนจองจำหรือเปล่า วิธีการที่ถูกควบคุมบังคับน่ะจุดหมายปลายทางมันจะอิสระ คนที่ทำอะไรตามใจตนเองน่ะ ต่อไปจะโดนบีบ ไม่ให้ทำอะไรได้ตามใจชอบ

ยกตัวอย่าง หมาสองตัว ตัวหนึ่งดี ใจดี ไม่กัดใครเลย ไอ้ตัวนี้เขาให้ไปไหนไปได้เลย ไม่ล่ามโซ่ ไม่ใส่ปลอกคอ ไม่ใส่ไม่ผูกอะไรทั้งนั้น อีกตัวหนึ่งเจอคนไม่ได้ จะกัด เขาต้องล่ามโซ่ ถึงปล่อยก็ต้องเอาที่ครอบปากมาใส่ไว้ ถามว่าใครทำให้มันล่ะ ตอบว่ามันทำเอง ไอ้ที่เขาเอาที่ครอบปากมาใส่ปากมัน จะกินอะไรก็ลำบาก ถามว่าใครทำให้มัน มันทำเอง โดยการแสดงนิสัยของมันให้เขารู้ว่ามันเลว สังคมก็จะบีบบังคับมัน ไม่ให้มันมีอิสระ

สังคมน่ะเขาคอยให้คะแนนแก่เราตลอดนะ เขาจะให้อิสระหรือเขาจะควบคุมเราน่ะ ไม่มีใครทำให้เรา เราทำเอง อย่าไปบ่น ว่าทำไมเขาบังคับ เราทำเอง เราไม่มีวินัย ไม่รู้จักรับผิดชอบ ไม่รู้จักหน้าที่ เขาจึงต้องมาจ้ำจี้ จริงหรือเปล่า ถ้าคนไหนรู้จักวินัย รู้จักรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ จะไปจ้ำจี้มันให้เมื่อยทำไม

เราทำตัวเอง เราสร้างเครดิตขึ้นมาด้วยตัวเอง แสดงให้โลกรู้ว่าเราดีแค่ไหน แล้วโลกเขาจะมีปฏิกิริยา Re-action โต้กลับมาอย่างนั้นแหละ Action (แรงกริยา) เท่ากับ Re-action (แรงปฏิกริยา) คือ law of Newton (กฎของนิวตัน) การที่เราโดนควบคุม ฝึกฝน ให้เรามีวินัย เพื่ออะไร เพื่อให้เรามี Power (พลัง) ที่จะทำงานใหญ่ได้

สมมุติว่ามีทหารอยู่คนหนึ่งนะ ถ้ากองทัพเขาจะให้ปืนที่ยิงได้ไกลให้แก่ทหารคนนี้น่ะ เริ่มต้นจะทำยังไงล่ะ ต้องจับทหารคนนี้ไปฝึกวินัย สั่งซ้ายหัน ขวาหันได้ตลอดเวลา เรียกรวมพลก็มา สลายแถวก็ไป ไอ้พวกนี้มันถึงจะมีPowerขึ้นมาได้ ไม่งั้นไม่มีใครให้อาวุธร้ายแรงแก่มันใช้หรอก ใช่ใหม

เราก็เหมือนกันอย่าคิดว่ากินความแค่อาวุธ ความสามารถที่เราจะแสวงหาเงินหาทองในอนาคตก็เหมือนกัน จะเป็นคนใหญ่คนโต มีอำนาจราชศักดิ์ มันขึ้นอยู่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้แล้ว ว่าเราน่ะหัดฝึกไหม ฝึกตัวเองให้มีวินัยไหม รู้จักหน้าที่รับผิดชอบไหม ผู้บังคับบัญชาสั่งแล้วทำตามไหม ถ้าผู้บังคับบัญชาสั่ง ไม่ยอมทำตามเพราะว่าดื้อด้าน พวกนี้จะได้ถูกเขี่ยออกไปข้าง ๆ คือว่าสังคมมันมีกฎ เป็นกระบวนการของมันเอง อย่าไปคิดเลยว่า คนโน้นทำให้เรา คนนี้ทำให้เรา เราน่ะทำตัวเอง ทำออกมาเอง จะได้ดีมีสุข เจริญ เสื่อม ตกอับ ทำเองทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นให้เราขวนขวาย ให้มันมีจิตส่วนลึก ให้มีจิตขวนขวายใฝ่ดี อยากได้ดี อยากทำดี อยากขัดเกลาตน แล้วโลกเขาจะให้รางวัลแก่เราเอง คือให้เรามีโอกาสทางความก้าวหน้า ไม่งั้นก็เป็นพวกไร้วาสนา เราบอกว่าเราต้องการแสวงหาเสรีภาพ แต่ว่าเสรีภาพที่เราต้องการ บางทีนะ ขอให้ได้เป็นทาสโดยเสรี อยากเป็นทาสอะไร ก็ขอให้ได้เป็นทาสโดยเสรีเถอะ เราอยากมีเสรีภาพ แต่ดูเสรีภาพของเรามันเป็นเสรีภาพโฉเกหรือเปล่า คือมีเสรีที่อยากเป็นทาสอะไรก็ได้ เป็นทาสยาเสพติด เป็นทาสอบายมุข เป็นทาสไร้ระเบียบ ไร้วินัย ไม่รู้จักรับผิดชอบหน้าที่ เป็นทาสนิสัยชั่ว ๆ

ครูบาอาจารย์เขาไม่อยากให้เรามีเสรีภาพอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเวลาถูกควบคุม ถูกอบรม ถูกครูบาอาจารย์เขาควบคุมนะ เราอย่าคิดว่าเราถูกจำกัดเสรีภาพ คนบางคนน่ะทำอะไรตามใจตัวเองทุกอย่างเลย อยากทำอะไรก็ทำส่งไป ไม่รู้จักข่มใจเลย ไม่รู้จักคุมใจ มีคนมาด่ามันโกรธขึ้นมา มันก็เอาปืนไปยิงเขา ไม่ยอมอดกลั้น ท้ายที่สุดนะ มันต้องไปโดนผู้คุมในเรือนจำเอาไม้กระบองตี ท้ายสุดมันก็ไปโดนคุมจนได้ โดนคุมหนักกว่าพวกที่รู้จักควบคุมจิตตั้งแต่ทีแรก

รู้จักควบคุมจิต อย่าใจเร็ว อย่าใจร้อน อย่าทำอะไรตามใจวู่วาม ถ้าควบคุมตั้งแต่แรกนั่นแหละง่ายนิดเดียว แต่ไม่ยอมควบคุม ไม่ยอม กูจะทำอะไรให้ได้ตามใจตัวเอง ต้องทำอะไร อยากทำอะไรต้องทำให้ได้ โกรธขึ้นมาต้องเอาปืนไปยิงมัน ท้ายสุดนะ ต้องไปโดนเขาคุมเหมือนกัน

ในโลกนี้ มันมีกฎระเบียบที่จะควบคุมกันอยู่ ถ้าเราไม่ริเริ่มหัดควบคุมตนเองให้มีระเบียบวินัยในตนเองแล้วนะ ต่อไปเราจะย้ายเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มันตกต่ำลงเรื่อย ๆ เลย คือสถานที่สำหรับพวกที่คุมตัวเองกันไม่เป็นนั่นนะคือคุกตะราง

เพราะฉะนั้นที่เขาฝึกให้มีวินัย รู้จักคุมตน เพื่อประโยชน์แก่เราแท้ ๆ ไม่ได้เพื่อใครเลย ไม้ชิ้นหนึ่งแกะสลักเสร็จ มันยังไม่มนไม่เรียบ เขาก็เอากระดาษทรายมาถู ตะไบมาถาก คนเป็นไม้ก็ โอ๊ย รำคาญ มาถากกูอยู่ได้ เขาจะให้เราสวยหรอก ไม่รู้อะไร

เรานะเริ่มอายุมากขึ้นแล้ว ใกล้จะบรรลุนิติภาวะ ต่อไปมองอะไรต้องมองให้ลึก อย่ามองแค่ผิวเผิน มองอะไรมองให้ไกล อย่ามองแค่สภาวการณ์เฉพาะหน้า วิธีการที่ปล่อยอิสระตามอำเภอใจน่ะ ท้ายที่สุดมันจะโดนเขาควบคุมจองจำ วิธีการที่รู้จักควบคุมตน ฝึกฝนตนน่ะ ท้ายที่สุดมันจะอิสระ เขาจะให้อิสระเรา เพราะอะไร คือเขาไว้ใจได้ว่าเราคุมตนได้เขาจะให้อิสระ ถ้าเราทำอะไรตามใจตัวเองจะสะดุด โอนอ่อนตามมวลชนจะราบรื่น อย่าไปคิดว่าจะเอาแต่ใจตัวเอง อันนั้นน่ะ เด็ก ๆ ไม่รู้จักโต

คนเรานะจะได้ดีมีสุข จะเจริญรุ่งเรืองเป็นหัวหน้าเขาหรือเป็นขี้ข้าเขา ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อายุเท่านี้แหละ ขึ้นอยู่กับมีวาสนาหรือไม่ วาสนามันอยู่ที่ใจเราเองนะ คือเราใฝ่ดีหรือเปล่า ใช่ไหม เพราะฉะนั้นต่อไปนะอย่าไปกลัวเลย อย่าไปกลัวว่า ใครเขาดูว่าเราดีแล้วจะอาย อย่าไปกลัว อยากได้ดีต้องกล้าแปลกแยกจากความชั่ว ต้องขวนขวายตัวเองให้ดีขึ้น ต้องพัฒนาตน

แล้วก็อย่าเห็นแก่ตัว อย่าเอาประโยชน์ตัวเองคนเดียว คนอื่นฉิบหายช่างมัน อันนี้อยู่ไม่ได้หรอก คนเราอย่าคิดว่าอยู่กับเงินทองข้าวของแล้วเป็นสุข เพราะว่า คนเราจะผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้คนที่ไว้ใจได้ คนทุกคนแหละอยากให้คนที่ไว้ใจได้มาอยู่ใกล้ ๆ ทั้งนั้นแหละ แม้แต่มันเป็นหัวหน้าโจรมันไปปล้นเขาน่ะ มันยังอยากให้มีลูกน้องที่ไว้ใจได้ ลูกน้องที่ซื่อสัตย์ไม่ปล้นมันมาอยู่ใกล้ ๆ คนทุกคนน่ะ อยากได้คนที่ไว้ใจได้ คือมีเครดิต ถ้าเราอยากได้ดีนะ อย่าทำตัวให้เสียเครดิต ต้องทำตัวให้เป็นคนที่ไว้ใจได้

คนเรามองปราดแรกนะ อยากมองคนสวย เวลาคุยกันนะอยากคุยกับคนฉลาด เพราะว่าคุยสนุก มีเรื่องราวอะไรมากมายมาคุยให้ฟัง แต่เวลาเราจะคบกันอยากคบกับคนซื่อสัตย์ หน้าจะสวยไม่สวยก็ไม่สำคัญแล้ว ถ้าจะคบกันน่ะ จะหล่อจะสวยไม่สำคัญ จะฉลาดไม่ฉลาดไม่สำคัญ คือต้องการคนซื่อสัตย์

เพราะฉะนั้นความซื่อสัตย์น่ะมันคงทนถาวร ไปโกงเขาได้มาน่ะ มันกินไม่ทน เราจะตั้งตัวขึ้นมานะ ให้ตั้งตัวด้วยความสุจริตซื่อสัตย์จะไม่ตกอับ เพราะเรายังจะเป็นที่ต้องการในทุก ๆ สถานที่

กลัวฉลาดไหม ถ้ากลัวฉลาดก็แย่เลย นี่พยายามมาสอนให้ฉลาดขึ้น ฉะนั้นอย่าคุยกันนะ นึกว่ากลัวฉลาด พวกกลัวฉลาดก็มีเยอะเหมือนกัน กลัวได้ดี

ชีวิตเราให้ตั้งตนเป็นคนซื่อสัตย์เอาไว้ จะไม่ตกอับ เขาบอกว่า ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก เราอายุยังไม่มาก อย่าไปฝึกทรยศคดโกง อย่าไปฝึกเลย ถึงได้มาน้อย แต่ซื่อสัตย์น่ะดีกว่า ได้มามากแต่ทรยศเขามา โกงเขามา มันไม่มั่นคง

ไอ้เงินทองน่ะมันเป็นสมมุตินะ ของแท้คือเครดิต คือความน่าเชื่อถือ เชื่อถือได้ คนที่มีเงินทองมากมาย มีสมบัติมากมาย ถ้ามันหมดเครดิตนะ ต่อไปเงินทองจะหมด คนที่ไม่มีเงินเลยนะแต่มีเครดิต ต่อไปเงินจะมากองที่หน้าตัก เพราะอะไร เพราะทุกคนน่ะต้องการทำมาหากินกับคนที่ไว้ใจได้ทั้งนั้น

สาเหตุแห่งความเจริญของเรา ให้ฝึกเอาไว้เลยซื่อสัตย์ ถ้าเราอยากจะมีความสุขที่มั่นคง อย่าคิดแต่ว่าฉาบฉวยวูบวาบ โกงเขามาได้แพลบ ๆ เดี๋ยวก็เดือดร้อน อยู่อย่างมั่นคงซื่อสัตย์ดีกว่า มีน้อยแต่รู้จักพอ แล้วก็มีความจริงใจต่อผู้อื่น คนเราถ้าทำมาค้าขาย ทำมาหากิน ถ้าทำการกับคนที่ไว้ใจไม่ได้ ค้าขายครั้งเดียวก็อยากจะเลิกแล้ว แต่ถ้าหากว่าไว้ใจได้เชื่อถือได้ อยากจะค้าขายกันตลอดชีวิต ฉะนั้นคนเราที่จะมีอาชีพ มันต้องตั้งมั่นอยู่ในความมั่นคง

ฉะนั้นเราฝึกหัดตัวเอง อย่าฝึกให้เป็นคนไม่ซื่อสัตย์ไว้ใจไม่ได้ ต่อไปเราต้องฝึกของดีให้ได้ ต้องเอาดีให้ได้ เราถึงจะได้เป็นคนมีวาสนา วาสนาจะได้เจริญ ในสังคมนี่มีการคัดสรรคนอยู่ตลอด คัดคนเขาดูที่ไหนน่ะ ดูที่นิสัยเราทั้งนั้นแหละ

ต่อไปจะพากำหนดอารมณ์กรรมฐาน ให้นึกถึงภายในกายเรา ไม่ต้องนึกถึงใคร ได้เวลาแล้ว ได้เวลาแล้วท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านผู้เป็นปัญญาชนทั้งหลาย ท่านผู้ใฝ่จะเจริญทั้งหลาย ยืนให้นิ่ง หลับตา เอาเท้าแยกออกมาหน่อยก็ได้ จะได้ไม่ล้ม ไม่ต้องยืนเท้าชิดหรอกเดี๋ยวจะล้ม หลับตา อย่าคุยกัน

ท่านผู้จะไปเป็นบัณฑิตในอนาคต จะไปเป็นเจ้าคนนายคนในอนาคต กรุณาหลับตา สงบนิ่ง บุคคลผู้ไร้วาสนา ทำอย่างเราไม่ได้เลย การมาฝึกปฏิบัติสงบนิ่ง ไม่ต้องนึกถึงใคร เอาจิตมากำหนดในกายเรา หลับตา หลับตาอยู่กับตัวเอง ไม่ต้องเกี่ยวกับใคร คนที่ไร้วาสนานี่ทำไม่ได้เลย ทำอย่างนี้ไม่ได้เลย

นี่ ที่เราจะมาฝึกวิชาขั้นสูง กำหนดที่เท้าก็ได้ กำหนดที่หัวใจเต้นก็ได้ หรือจะยกมือก็ได้ ที่อาจารย์เขาสอนไว้แล้ว อยู่กับตัวเอง เรานะอยู่กับคนอื่นมามากแล้ว ต้องว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน เรามาอยู่กับตัวเอง มาหาตัวเองนะ ให้มันอบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดายซะบ้าง เที่ยวไปหาเขา ไปติดเพื่อนติดฝูงน่ะ ยืนคนเดียวยืนไม่ได้นะ ต้องประหม่าต้องหันไปหาเพื่อหาฝูงนะ แสดงว่าสมรรถภาพในการฝึกฝนตัวเองน้อยมาก

ฉะนั้นเรามาฝึกตัวเอง เราอบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย กำหนดหยั่งรู้ในกายเราเท่านั้น ไม่นึกถึงใคร ยืนแล้วคิดว่าอย่างนี้ เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว อยู่กับตัวคนเดียว สติปัฏฐานน่ะเป็นทางของบุคคลผู้เดียว ชีวิตคนเราน่ะ มีแต่จิตใจแส่ส่าย ไปเกาะคนโน้นทีเกาะคนนี้ที เกาะแล้วก็ไม่ได้อย่างใจ ไม่ได้อย่างหวัง เอาใจไปผูกกับเพื่อน เอาใจไปผูกกับคนโน้นคนนี้

เนี่ย ได้มาพักน่ะ เป็นการรีแลกซ์ (Relax-ผ่อนคลาย) อย่างแรงเลยนะ เขาเรียกสปิริชวล รีแลกซ์ (Spiritual relax – ผ่อนคลายทางจิตวิญญาณ) มันลึกยิ่งกว่าเมลทอลรีแลกซ์ (Mental relax – ผ่อนคลายทางจิต) อีก เมลทอลรีแลกซ์น่ะ ไปเที่ยวดูโน้นดูนี่ดูหนังฟังเพลงก็ใช้ได้ แต่นี่สปิริชวล รีแลกซ์ รีแลกซ์ไปถึงจิตวิญญาณเลย ถ้ามันฟุ้งมากก็กำหนดที่ลมหายใจเข้าออกก็ได้ กำหนดเฉพาะเราไม่ต้องไปยุ่งกับใคร อย่าเสียเวลาเปล่าเน้อ อุตส่าห์มานอนหนาวในวัด อย่าเสียเวลาเปล่า กำหนด เห็นขณะหนึ่ง ๆ กำหนดภาวะสุขขณะหนึ่ง ๆ ทำเหมือนกับโลกนี้ไม่มีอะไรเลย มีแต่กายเราเท่านั้นน่ะ มีแต่กายกับจิต ไม่มีอะไรเลย มีแต่กายกับจิต

จิตน่ะ ท่านเปรียบเหมือนวานร มันอยู่ไม่นิ่ง แต่เรามากำหนดตามฐาน กำหนดในกายเรา ที่เท้า ฝ่าเท้าก็ได้ มันจะมีความรู้สึกร้อน นั่นแหละกำหนดเห็นทุกข์ ร่างกายเราน่ะมันเป็นทุกข์ นั่นแหละดูมันร้อน ร้อนที่ฝ่าเท้า กำหนดตรงนั้น กำหนดเป็นอารมณ์ได้นะ แล้วถอนจิตออกจากโลก อย่าเอาจิตไปเกาะกับคนอื่นมากนัก ท้ายที่สุดจิตเราจะกลายเป็นจิตหิว แล้วก็คิดแต่จะไปหาคนอื่น

หาคนอื่นแล้วไม่เจอตัวเองเลย ต้องว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน เจอแต่คนอื่น ไม่เจอตัวเองเลย ไม่เคยเจอตัวเองเลย ไม่เคยกลับเข้ามาเห็นตัวเองเลย นี่เรากลับเข้ามาเห็นตัวเอง ชีวิตคนเรา ถ้ามันรู้จักตัวเองนะ แค่กินได้นอนหลับก็เป็นสุขแล้ว ไม่ต้องมีอะไรมากหรอก ไอ้ที่จะไปหาคนอื่น ไปหาแค่นี้ไม่พอ อ้าวจะไปหาดาราดังนักร้องดัง ไปหามันไม่เจอ ต้องซื้อซีดีมันมา เป็นขี้ข้าจ่ายเงินเลี้ยงลูกมัน เป็นขี้ข้าจ่ายค่าน้ำมันเครื่องบินส่วนตัวมัน นั่นแหละ คิดแต่จะไปหาคนอื่น

ให้มาหาตัวเองนะ หลับตาอย่ามองใคร หาตัวเองน่ะ มันเป็นหญ้าปากคอก เราเกิดมาจนป่านเคยคิดหาตัวเองบ้างไหม มัวแต่ไปหาคนอื่น คนอื่นบางทีเขาถีบเราส่งกลับมา คือมันไม่ได้อย่างใจเรา ถ้าอยากจะให้เขายิ้มให้ อ้าว วันนั้นมันเกิดหน้าบึ้งหน้าบูด อ้าวกลุ้มอีกแล้ว เพราะเราเอาจิตไปฝากไว้กับคนอื่น

นี่แหละเทคนิคการมีความสุขอยู่ด้วยตนเองนะ คือที่จิต ดึงจิตกลับมา อย่าไปเป็นทุกข์กับโลก ทำเสมือนกับว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเลย มีแต่กายกับจิต กำหนดสติไปที่ฐาน ที่เท้าน่ะ ดูความร้อน ดูมันเต้นยวบ ๆ ก็ดูได้

อันนี้มันเป็นที่พึ่งแก่เราได้นะ อย่าคิดว่ามาทำอะไรไร้สาระ คนเรานะชีวิตที่เที่ยวหาแต่ข้างนอก เหมือนกับวิ่งมาราธอนไม่มีจุดหยุด เราได้มาหยุดจิต พักจิต การมาได้พักจิต เป็นโอกาสที่ว่าคนชาวโลกไม่รู้จักหรอก แล้วมันอิ่ม จิตใจมันอิ่ม มันอบอุ่น อบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะว่ามันเจอตัวเอง ไม่ต้องเที่ยวไปหาคนอื่น ไปหาคนอื่นมันไม่ได้อย่างใจเราหรอก

กำหนดหยั่งรู้ตัวเอง ดูนะ ดูความรู้สึกจากเท้า บางทีความรู้สึกมันขึ้นมาที่หัวใจเต้น ไปกำหนดตรงหัวใจเต้น เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ อารมณ์ความยินดียินร้าย ยินดีก็ใจเต้นไปอีกแบบ ยินร้ายก็ใจเต้นไปอีกแบบ ข่มจิตให้เป็น เรามาดูหัวใจ เพื่อว่าเราจะข่มใจ คนที่มีความสามารถในการข่มใจได้ เหมือนกับมีอาวุธพิเศษเลย ที่คนอื่นเขาไม่มี คนที่ไม่รู้จักข่มใจน่ะ ชีวิตมีแต่ปัญหา ทำอะไรตามอารมณ์ ไม่รู้จักควบคุมใจ เรามาฝึกข่มใจ ข่มจิตด้วยกรรมฐาน เป็นของมีค่ามาก

เหมือนกับรถคันหนึ่งไม่เคยมีเบรคนะ จะใส่เบรคให้ นี่เราจะใส่เบรคให้ จะได้ใช้งานได้ ขับซิ่งก็ขับได้เพราะเบรคดี หลับตานอกลืมตาใน ลืมตาในหมายความว่ากำหนดสติภายในกายเรา ตาข้างนอกไม่ต้องใช้ ฝึก ฝึกความอดทนด้วย

คนที่จะเป็นคนเหนือคนได้ต้องมีความอดทนสูง ทนทุกข์เหนือทุกข์ได้จึงเป็นคนเหนือคน สังคมมันจะคัดเกรดเราตลอด คนไหนอดทนได้น้อยน่ะโดนคัดออก เขี่ยออก คนไหนอดทนได้สูงนั่นแหละจะไปเป็นเจ้าคนนายคน ดูนี่รู้เลยว่าใครจะได้ดีตกอับในอนาคต ดูรู้เลย แยกกันออกเลย เพราะว่าสังคมเขาจะคัดเราตลอด อยู่ในโรงเรียนไม่ค่อยคัดเท่าไหร่หรอก ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ถีบส่งขึ้น อาจารย์สงสารก็ถีบมันส่งไป ให้ผ่านไป แต่ว่าในเวลาเราทำการทำงานจริง ๆ เขาไม่ให้ผ่านหรอก เราจึงต้องฝึกฝนตน

ทำได้ไหมยืนให้นิ่ง ๆ นะ รู้เลยว่าต่อไปใครจะเจริญรุ่งเรืองหรือเปล่า แยกออกได้ คือใครมีความอดทนสูง คนนั้นต่อไปจะได้ดี คนเราน่ะอย่าคิดว่าฉลาดแล้วจะทำอะไรก็ได้ ถ้าไม่มีความหนักแน่นนะทำอะไรไม่สำเร็จ หนักแน่น อดทน ทนทุกข์ได้ ไม่ย่อท้อ ฉลาดอย่างเดียวทำไม่ได้หรอก ฉลาดอย่างเดียวเดี๋ยวก็เลิก ท้ายที่สุดทำอะไรไม่สำเร็จ ต้องมีความหนักแน่นอดทน ทนอุปสรรคได้ เหมือนดอกบัว ผ่านอุปสรรคเพื่อจะชูช่อขึ้นมา ดอกบัวที่ผ่านอุปสรรค ได้ชูช่อขึ้นมา เขาเอาไปไว้บนหิ้ง ดอกบัวที่จมในโคลนนะมันก็เน่า คือไม่ฝึกฝนตน ก็จะเน่าไป ไม่เจริญในชีวิต เพราะไม่ฝึกฝนตน เราอยากจะได้ดีต้องมาฝึกฝนตัวเอง

ฝึกจิตหาที่ฝึกยาก ถ้าไม่ได้เข้าวัดก็ไม่ได้ฝึก จงกำหนดดูไป กำหนดนิ่ง ๆ น่ะทำให้ได้เถอะ มีค่ามาก นิ่งให้ได้ นิ่งอย่างเสือคอยจับเหยื่อ ไม่ช้าไป ไม่เร็วไป ออกมาพอดี นั่นแหละได้กิน ไม่งั้นกวางเตลิดหมด ถ้านิ่งไม่เป็น ให้เขี้ยวดีเล็บดีแค่ไหนก็เอาตัวไม่รอด เดี๋ยวก็หิวโซ เป็นเสือหิวโซ ตาย อดตาย อย่ามาคุยว่าเขี้ยวคม เล็บคม ไม่รู้จักนิ่งน่ะ อดตายเหมือนกัน กวางยังไม่ทันมาเลย รีบโผล่ไปแล้ว ไม่รู้จักนิ่ง ใช่ไหม คือเทคนิคการนิ่งได้ ทนได้ รอได้ มันเป็นคุณสมบัติของมหาบุรุษ คนไหนจะเป็นใหญ่เป็นโตต้องมีตัวนี้ ต้องนิ่งได้ ทนได้ รอได้ คอยได้ อดทนได้ ไม่งั้นเป็นคนใหญ่คนโตไม่ได้

ฝึกน่ะ ลองดู ทีนี้เห็นความร้อนไหม สังขารเป็นทุกข์ ความเจ็บที่เท้าน่ะมันร้อน ดูมันซิ เห็นทุกข์ไหม ร่างกายมันเป็นทุกข์ ลองดูซิ อันนี้แหละคือความทุกข์ เราไม่เห็นเพราะเราเปลี่ยนอิริยาบถตลอด ไม่เห็น ความจริงร่างกายสังขารเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าสังขารเป็นทุกข์ ทนทุกข์ได้น่ะเป็นคนเหนือคนได้ ผู้ทนทุกข์เหนือทุกข์ได้ จึงเป็นคนเหนือคน

ถ้าจิตมันฟุ้งซ่านมาก กำหนดที่ลมหายใจเข้าออกก็ได้ กำหนดที่ปลายจมูกน่ะ ให้อยู่ผู้เดียว อย่าไปเกาะเกี่ยวกับใคร เวลาปฏิบัติไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้น คนอื่นเขาจะเป็นยังไง เขาจะอะไรเรื่องของเขา มาดูตัวเรา

ปฏิบัติธรรมนี่มันแปลก คือดึงจิตเข้ามาข้างใน วิชาทางโลกยิ่งส่งไปนอก เรียนเรื่องดวงจันทร์เสร็จแล้วก็ไปเรียนดาวอังคารต่อ ปฏิบัติธรรมนี่ดึงเข้ามา ดึงเข้ามาในตัวเรา ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น มารู้แจ้งตัวเรา กำหนดดู นี่แหละมันจะอิ่มเอิบ มันหาตัวเองเจอ ไม่งั้นไม่เคยเจอตัวเองเลย เจอแต่คนอื่น ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชนเพราะหาตัวเองไม่เจอ ดูตัวเองเถอะนะ สติเรากำหนดหยั่งรู้ กำหนดความรู้สึกน่ะ ดู ความเสียว ความร้อน เมื่อเท้ากระทบพื้น ความปวดความเมื่อย เจ็บ เหน็บ อะไรก็กำหนดดูมัน

หาโอกาสยากนักนะ มาดูตัวเองนี่ มัวแต่ไปดูคนอื่นทั้งนั้น อุตส่าห์ไปซื้อรูปเขามาดู ไม่ได้ดูตัวเอง นี่เขาเรียกว่าสติที่เป็นไป เขาเรียกว่าเป็นไปภายในที่กายในกาย

มาวัดทั้งทีอย่ากลับมือเปล่า เอาวิชาพระพุทธเจ้าไปด้วย พระพุทธเจ้าท่านเป็นศาสดาเอกของโลก ศาสนาของท่านนำความร่มเย็นเป็นสุขแก่มวลชนมาไม่รู้กี่ร้อยปีพันปี หลายพันปีแล้ว ให้ความร่มเย็นเป็นสุข คือเป็นสุขที่ตัวเราก่อนเถอะใช้ได้ จิตเรามันได้นิ่งได้สงบได้หยุดได้ปล่อยวาง ไม่งั้นก็มีแต่วิ่งไล่คว้าเงา วิ่งไล่ล่าคว้าเงา ชีวิตมนุษย์ไล่ตามความอยาก เหมือนไล่คว้าเงา จับไม่ได้ มันยาวไปเรื่อย

เรามาหยุดในหยุดนะ ได้หยุดได้พอ ไม่ต้องส่งจิตออก ได้หยุดได้นิ่งน่ะหายาก เรียกว่ามาวัดทั้งทีน่ะไม่กลับมือเปล่า ได้วิชาพระพุทธเจ้ากลับไปด้วย วิชาพระพุทธเจ้า แก้ไขโรคทางจิตได้อย่างดีมาก ได้หมดทุกข์ ได้ถึงความสุขที่ไม่ต้องอิงอามิส ความสุขไม่ต้องอิงอาศัยอะไร กลับไปบ้านก็ไปฝึกบ้าง หยุดนิ่ง

เอ้า ได้เวลาอันสมควร เดี๋ยวจะนำอุทิศส่วนกุศล ตั้งใจว่าตามนะ ประนมมือ ว่าตามนะ

ด้วยบุญนี้ อุทิศให้ อุปัชฌาย์ ผู้เลิศคุณ แลอาจารย์ ผู้เกื้อหนุน ทั้งพ่อแม่ แลปวงญาติ สูรย์จันทร์ แลราชา ผู้ทรงคุณ หรือสูงชาติ พรหม มาร และอินทราช ทั้งทวยเทพ และโลกบาล ยมราช มนุษย์มิตร ผู้เป็นกลาง ผู้จองผลาญ ขอให้ เป็นสุขศานติ์ ทุกทั่วหน้า อย่าทุกข์ทน บุญผอง ที่ข้าทำ จงช่วยอำ นวยศุภผล ให้สุข สามอย่างล้น ให้ลุถึง นิพพานพลัน สัตว์เล็ก ทั้งหลายใด ทั้งสัตว์ใหญ่ เราห้ำหั่น มิใช่น้อย เพราะเผลอผลัน ทั้งกายา วาจาจิต ขอให้ อนุโมทนา กุศล ถือเอาผล อันอุกฤษฏ์ ถ้ามีเวร จงเปลื้องปลิด อดโทษข้าฯ อย่าผูกไว้ กุศลกรรม อย่างใดหนึ่ง เป็นกิจซึ่ง ควรฝักใฝ่ ด้วยกาย วาจาใจ เราทำเพื่อ ไปนิพพาน สัตว์ใด มีสัญญา หรือหาไม่ เป็นอสัญญ์ ผลบุญ ข้าทำนั้น ทุก ๆ สัตว์ จงมีส่วน สัตว์ใดรู้ ก็เป็นอัน ว่าข้าให้ แล้วตามควร สัตว์ใด มิรู้ถ้วน ขอเทพเจ้า จงเล่าขาน ปวงสัตว์ ในโลกีย์ มีชีวิต ด้วยอาหาร จงได้ โภชน์สำราญ ตามเจตนา ข้าอาณัติ ด้วยบุญนี้ ที่เราทำ แลอุทิศ ให้ปวงสัตว์ เราพลันได้ ซึ่งการตัด ตัวตัณหา อุปาทาน สิ่งชั่ว ในดวงใจ จนกว่าเรา ถึงนิพพาน มลายสิ้น จากสันดาน ทุก ๆ ภพ ที่เราเกิด มีจิตตรง และสติ ทั้งปัญญา อันประเสริฐ พร้อมทั้ง ความเพียรเลิศ เป็นเครื่องขูด กิเลสหาย โอกาส อย่าพึงมี แก่หมู่มาร สิ้นทั้งหลาย เป็นช่อง ประทุษร้าย ทำลายล้าง ความเพียรจม พระพุทธ ผู้บวรนาถ พระธรรมที่ พึ่งอุดม พระปัจเจ กะพุทธสม ทบพระสงฆ์ ที่พึ่งผยอง ด้วยอานุภาพนั้น ขอหมู่มาร อย่าได้ช่อง ด้วยเดชบุญ ทั้งสิบป้อง อย่าเปิดโอ กาสแก่มาร

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ทั้งหมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล จงมีส่วน แห่งกุศล ที่ข้าพเจ้า ได้บำเพ็ญ มาแล้วด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ

จะเป็นบุญ ในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ที่จะให้ผล แก่ข้าพเจ้าเพียงใด ขอสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ทั้งหมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล จงมีส่วน แห่งกุศล ของข้าพเจ้า เพียงนั้น ทุกประการเทอญ

เพราะเหตุ ที่ได้อนุโมทนา ในกุศล ที่ข้าพเจ้า ได้บำเพ็ญ ขอจงบังเกิด เป็นเครื่องสักการะ บรรณาการ อันเป็นทิพย์ ที่ท่านยินดีพอใจ เป็นร้อยเท่า พันทวี ที่ท่านต้องการ และขอให้ท่าน จงมาเกื้อหนุน คุ้มครองข้าพเจ้า ให้พ้นทุกข์ พ้นโศก พ้นโรค พ้นภัย คิดประกอบ กิจการอันใด ที่ไม่ผิดทำนองคลองธรรม ขอให้สำเร็จ สมปรารถนา เป็นอัศจรรย์ เหนือมนุษย์ทั้งปวง สาธุ