0019 - จงเตือนตน
จงเตือนตน
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขออภิวาทแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณพระครูภาวนานุศาสก์ ผู้ได้มีเมตตาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในภาคการปฏิบัติธรรม ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกรูป เจริญสุขสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา
วันนี้เป็นวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๕ ได้มีโอกาสมาปรารภธรรมะภาคปฏิบัติ อันธรรมะที่แท้จริงคือการรู้ละ โดยเราต้องมารู้แจ้งภายใน การปฏิบัติธรรมคือมาดูภายใน มาดูภายในให้เห็นแจ้งภายใน มาดูตัวเอง ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมก็คือ ปิดตานอก เปิดตาใน เข้ามาดูภายใน หยั่งรู้ กำหนด ในปัจจุบันขณะ เจริญสติสัมปชัญญะ อยู่ภายในกายยาววาหนาคืบของเรา เพื่อให้เห็นแจ้งภายใน ไม่ต้องไปดูที่ไหน ดูภายใน
ธรรมะนี่เป็นของมีอยู่แล้ว เรามากำหนดหยั่งรู้ มีอยู่แล้วทุกท่าน เรามากำหนดหยั่งรู้ของที่มีอยู่แล้ว แต่ของที่มีอยู่แล้วนี่ เดิมทีมันประกอบไปด้วยอุปาทาน ความยึดมั่น จึงเป็นปัจจัยเกิดแห่งทุกข์ เมื่อมีอวิชชา ความไม่รู้แจ้งความจริง กระทำให้เป็นตัวเริ่มต้นปัจจยาการแห่งทุกข์ กระบวนการแห่งทุกข์ก็ได้ดำเนินไป เพราะว่าจิตมีอวิชชา
การที่เรามาหยั่งรู้ภายใน เพื่อให้เกิดญาณปัญญาที่จะเพิกถอนอวิชชา ความเห็นผิดจากความจริง เห็นผิดจากความจริง เพราะว่าจิตไม่แยบคาย ไม่มากำหนดหยั่งรู้ของที่มีอยู่แล้ว เราปฏิบัติธรรมนี่ ไม่ต้องซื้อเครื่องมือ ถ้าเป็นช่างไม้ ช่างเหล็ก มันต้องซื้อเครื่องมือ เป็นนักปฏิบัติธรรมไม่ต้องซื้อเครื่องมือ มีอยู่แล้ว เพียงแต่เอาดวงจิตที่สอดส่ายไปทั่วโลกธาตุ กลับมาหยั่งรู้ดูตัวเอง กลับมาดูบ้านตัวเอง แค่นี้เอง
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมนี่เป็นของง่าย ง่ายจนไม่ทำกัน ง่ายจนคนไม่ยอมทำกัน เป็นหญ้าปากคอกที่วัวทั้งคอกไม่กิน เพราะฉะนั้นไม่มีข้ออ้างเลยที่จะบอกว่าฉันจะปฏิบัติธรรมไม่ได้ ไม่มีข้ออ้าง ยกเว้นแต่ว่าใจตัวเองไม่มีศรัทธา ไม่มีศรัทธาที่จะปฏิบัติธรรม เพราะว่าการปฏิบัติธรรมไม่ต้องซื้อเครื่องมือ ไม่ต้องหาฆ้อน ไม่ต้องหาสิ่ว ไม่ต้องหาเลื่อย เพียงแต่ว่าดึงใจของเราที่เถลไถลไปทั่วโลกธาตุ คิดเรื่องโน้น คิดเรื่องนี้ อยากดูโน่น อยากดูนี่ มาดูตัวเอง มาดูตัวเองทำไมล่ะ มาดูให้เห็นความจริง ให้เห็นว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ
ดูๆไปก็ เวลาจะแยกแยะก้อนทุกข์ ในกลุ่มของความเกิดดับ กลุ่มของทุกข์ จะเห็นความเกิดดับ มันจะแยกแยะออก ด้วยความละเอียดแยบคาย ความละเอียดแยบคายจะแยกแยะออกเป็นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ อันนี้เขาเรียกว่าวิปัสสนาภูมิ วิปัสสนาภูมิหมายความว่าสนามรบของผู้ทำวิปัสสนา
คำว่าวิปัสสนาแปลว่าเห็นแจ้ง จะเอามาใช้ฆ่ากิเลส เอาความเห็นแจ้งมาฆ่า ไม่ใช่เอาความมืดมัว วิปัสสนาแปลว่าเห็นแจ้ง สนามรบ สถานที่ ที่จะแผ่ขยายความเห็นแจ้งของเราน่ะ ในสถานที่นั้นเขาเรียกว่าวิปัสสนาภูมิ เป็นสนามรบ เป็นที่ทำงานของจิต ที่จะใฝ่รู้ เพื่อความหลุดพ้น เพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อดับทุกข์ทั้งปวง เพื่อเข้าสู่ความดับไม่มีเชื้อ เพื่อเข้าสู่นิพพาน ที่วิปัสสนาภูมิ
วิปัสสนาภูมิก็คือขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ขันธ์ทั้ง ๕ มันก็อยู่ที่อายตนะ ๑๒ ขณะตากระทบรูปขันธ์ ๕ ก็เกิดตรงนั้น ตรงที่ตากระทบรูป หูกระทบเสียงขันธ์ ๕ ก็เกิดตรงนั้น ตรงที่หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่นขันธ์ ๕ ก็เกิดตรงนั้น ตรงที่จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรสขันธ์ ๕ ก็เกิดตรงนั้น ตรงที่ลิ้นกระทบรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะขันธ์ ๕ ก็เกิดตรงนั้น ตรงที่กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ขันธ์ ๕ ก็เกิดตรงนั้น ตรงที่ใจกระทบธรรมารมณ์
เพราะฉะนั้น สิ่งนี้จะเนื่องอยู่กับกายอยู่กับจิตเรานี่แหละ วิปัสสนาภูมิก็คือภายในนี่ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนาก็คือการหยั่งรู้ภายใน รูปขันธ์ก็เป็นของหยาบ คือของหยาบ ที่อิงอาศัยของหยาบ อาศัยดินน้ำไฟลม ประกอบกันขึ้นเป็นรูปขันธ์ สัมผัสได้ด้วยอายตนะรับรูปหยาบ ๆ คือสัมผัสได้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายนี่แหละ คือรูปขันธ์
เวทนาคือตัวเสวย ตัวเสพ ตัวเสวยรส เสพเสวยรสจากการกระทบของอายตนะ เข้าไปเสพ เสพด้วยความยินดีบ้าง เสพด้วยความไม่ยินดีบ้าง เสพความเฉย ๆ บ้าง อันนี้เรียกเวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์คือตัวกำหนดหมาย ตัวข้อมูล เวลาเรากระทบอารมณ์นี่ จะรู้ว่าไอ้นี่คืออะไร สิ่งนี้คือไอ้นั่น สิ่งนั้นคือไอ้นี่ ข้อมูล กำหนดหมาย อันนี้เป็นสัญญาขันธ์
สังขารขันธ์เป็นตัวปรุงแต่ง ปรุงแต่งความคิดต่อไป ว่าจะทำยังไงกับสิ่งนี้ จะเอายังไงกับสิ่งนั้น ปรุงไปทางดีบ้าง ปรุงไปทางไม่ดีบ้าง ปรุงทางดีด้วยกุศลจิต ปรุงทางไม่ดีด้วยอกุศล ปรุงทางกลาง ๆ ด้วยอัพยากฤต
วิญญาณขันธ์คือตัวรับรู้ รับรู้ตามทวารทั้ง ๖ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
รวมแล้วก็คือมาหยั่งรู้ มาหยั่งรู้ภายในให้มันแจ้งขึ้นมา แจ้งขึ้นมาด้วยสติปัญญาในขณะนั้นของเรา
ฝึกใหม่ก็กำหนดของหยาบ ๆ ไปก่อน กำหนดในการกระทบของรูปขันธ์ คือยกมือ เดินจงกรม เพราะนามธรรมมันกำหนดยาก เรากำหนดที่รูปธรรม ของหยาบ ๆ ขณะยกมือ นิ้วกระทบกัน นามธรรมมันก็อยู่ตรงนั้น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันอยู่ตรงนั้น เรามาหยั่งรู้เพื่อถอนความยึดมั่น เพื่อความหน่ายคลาย เพื่อความเห็นแจ้ง เห็นแจ้งความจริง
สัญญาณเตือนที่จะให้เรากำหนดหยั่งรู้เพื่อแจ่มแจ้งแยกแยะในการปฏิบัติมีอยู่ คือ ตัวยินดียินร้ายนี่แหละ ความยินดียินร้ายนี่ เป็นเหมือนกับสัญญาณเตือนว่าไฟไหม้ อันนี้ เมื่อเราเกิดความยินดียินร้ายขึ้นมานี่ ก็เหมือนมีสัญญาณเตือนไฟไหม้แล้ว ก็ต้องเอาเครื่องดับเพลิงไปดับ หรือหาต้นเหตุของไฟ
ไฟก็มีสามกอง ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ราคะก็คือความยินดี โทสะความยินร้าย โมหะนี่คือรากเหง้าของความยินดียินร้าย ความไม่รู้แจ้ง โมหะนี่เป็นของละเอียด การปฏิบัติเมื่อเริ่มต้น เราจะเห็นความยินดียินร้าย เมื่อความยินดียินร้ายเกิด ทำยังไงถึงจะดับความยินดียินร้ายได้ อันนี้แหละจะเป็นตัววัดว่าเราปฏิบัติถูกทางหรือไม่ ปฏิบัติตรงหรือไม่ เพราะว่าการปฏิบัตินี่ก็ปฏิบัติเพื่อดับความยินดียินร้าย เราจะดูว่าปฏิบัติไม่ผิด ให้เอาความยินดียินร้ายเป็นเครื่องวัด นี่แหละไม่ผิด ไม่หลง ไม่ต้องกลัวหลง ครูบาอาจารย์ไปไหนไปกับเรา อันนี้เป็นตัววัด ครูบาอาจารย์ที่สำคัญคือกิเลสของเรา ให้โจทก์ตัวเองไว้เสมอ เพื่อแก้ไข เราปฏิบัติธรรมเพื่อแก้ไข หาเหตุแห่งความชั่วร้ายในใจเรา ไม่ต้องไปหาที่อื่น ถ้าไปหาที่อื่นมันไม่ได้พัฒนาตัวเอง
เราจะฝึกเป็นนักพายเรือที่เก่ง เราจะไปโทษว่าคลื่นมันใหญ่ไม่ได้ โทษว่าคลื่นมันใหญ่จึงทำให้เรือเราคว่ำ ถ้าโทษอย่างนั้นเราจะเป็นนักพายเรือที่เก่งไม่ได้ เราอยากเป็นนักปฏิบัติธรรมที่เก่ง เลิกดูว่าข้างนอกผิด เลิกคิดว่าคนอื่นผิด เลิกคิดว่าสภาพแวดล้อมทั้งหลายผิด ต้องคิดว่าเราผิด เราผิดที่ทนไม่ได้ อย่าไปโทษว่าคลื่นมันใหญ่ ต้องโทษว่าเราคัดท้ายไม่เก่ง อันนี้เราถึงจะเป็นนักพายเรือที่เก่งได้ ถ้ามัวแต่ไปโทษข้างนอกจะไม่เก่ง โทษฟ้าโทษดินไปเรื่อยจะไม่พัฒนา
เหมือนกับเขาจะทำตู้เย็นเบอร์ ๕ ตู้เย็นประหยัดไฟ ให้คะแนนว่าตู้เย็นเบอร์ ๕ หมายความว่าประหยัดไฟมาก ถ้าเรามัวโทษว่า อากาศเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จะทำให้ตู้เย็นประหยัดไฟนี่ยาก ทำไม่ได้หรอก อันนี้ก็เลยไม่ได้ทำเลย เราอย่าไปโทษว่าอากาศมันร้อน เรามาทำฉนวนตู้เย็นให้มันหนาขึ้น ทำตัวกันความร้อนของตู้เย็นให้มันหนาขึ้น ให้เหมาะกับเมืองร้อน เราจะได้ตู้เย็นประหยัดไฟ ฉะนั้นที่เราทำตู้เย็นขึ้นมาได้ก็เพราะว่า เราไม่ไปโวยวายว่าอากาศมันร้อน เรามาโวยวายว่าตู้เย็นเราฉนวนมันหนาไม่พอ
ใจเราก็เหมือนกัน ถ้าเราจะเป็นนักฝึกจิต อย่าไปโทษว่าข้างนอกผิด มาโทษว่าตัวเราทนไม่ได้ ใจเราไม่แข็งพอ สติเรายังน้อย ปัญญาเรายังไม่แยบคาย เวลาโดนคนเขาด่ามา อย่าไปโทษว่าเขาปากจัด ต้องมาโทษตัวเองว่าเขาด่าแค่นี้เราทนไม่ได้ อย่างนี้เราถึงจะได้ฝึกตัว ถ้าเราไปโทษแต่คนอื่นปากจัดละก็ เราจะไม่ได้ฝึกฝนใจเราให้เข้มแข็งขึ้น
อันนี้แหละ นักปฏิบัติธรรม ถ้าเราจะปฏิบัติให้เก่ง ต้องเลิกดูว่าคนอื่นผิด อย่าไปดูคนอื่นผิด อย่าไปจับผิดคนอื่น มาดูตัวเอง แก้ไขตัวเอง ฝึกตัวเอง ให้ทนได้
โลกนี้มันเป็นมายา ไม่มีอะไรจริงจัง ยึดมากก็ทุกข์มาก ยึดน้อยก็ทุกข์น้อยหน่อย ก้อนหินในโลกนี้มีมาก แต่มันจะหนักหัวเฉพาะไอ้ก้อนที่เอามาวางบนหัวเรา ก้อนหินในโลกไม่ได้หนักสักก้อน หนักเฉพาะก้อนที่เอามาวางบนหัวเรา เรื่องราวในโลกนี้มีเยอะ แต่ที่มันจะมาทำให้เรากลุ้มได้ก็เฉพาะเรื่องที่เราเอามาวางบนหัวเรา จะรอให้โลกนี้สงบเสียก่อน แล้วจิตเราค่อยสงบ อย่างนี้คิดผิด เราต้องพัฒนาตัวเองให้จิตเราทนได้ต่อความวุ่นวาย เพราะว่าโลกนี้มันไม่สงบเพื่อเราตลอดเวลาหรอก เราจะหนีไปไหนก็หนีไม่พ้น หนีไปป่าไหนก็เอาความปรุงแต่งไปด้วย หนีไปถ้ำไหนก็เอาความจำเก่า ๆ ไปด้วย เรื่องที่เป็นทุกข์ คิดแล้วเป็นทุกข์ก็เก็บไปคิด ผู้ที่ไม่ฝึกจิตหนีไม่พ้นหรอกความทุกข์ ต่อให้หนีไปป่าไหนถ้ำไหน ไม่พ้นหรอก
ต้องฝึกจิตของเรา ฝึกจิตของเราให้ทนต่อความวุ่นวายได้ ความไม่สมปรารถนา ความไม่เป็นไปอย่างใจ อันนี้มันก็คืออนัตตา ที่มันไม่ได้อย่างใจ เราต้องมาเข้าใจความจริง ว่าโลกนี้มันเป็นอย่างนี้ หนีไปไม่พ้น มันไม่ได้อย่างใจ ไม่มีอะไรเป็นระเบียบเรียบร้อยไปตลอดกาล ไม่มีหรอก สิ่งทั้งปวงผ่านมาแล้วผ่านไป
จิตเราก็ไม่เที่ยง เกิดดับ ลองกำหนดดูเถอะ จิตเราน่ะ ทั้งความปรุงแต่ง ทั้งอารมณ์ มีแต่ความเกิดดับ คิดเรื่องโน้นบ้าง คิดเรื่องนี้บ้าง คิดแล้วเป็นทุกข์บ้าง คิดแล้วเป็นสุขบ้าง คิดแล้วตื่นเต้นบ้าง คิดแล้วเศร้าสร้อยบ้าง คิดแล้วลิงโลดบ้าง คิดแล้วเหงาหงอยบ้าง คิดแล้วสมหวังบ้าง คิดแล้วผิดหวังบ้าง คิดแล้วยินดีบ้าง คิดแล้วยินร้ายบ้าง คิดแล้วฮึกเหิมบ้าง คิดแล้วห่อเหี่ยวบ้าง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด คนที่ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเพราะไม่เคยหยั่งรู้ดูจิตตัวเอง
พอเราเข้ามากำหนดภายในแล้ว เห็นแต่ความไม่เที่ยง เห็นแต่ความเกิดดับ เห็นแต่ความเปลี่ยนแปลง เห็นแต่ความไร้แก่นสาร เห็นแต่มายา ไม่รู้จะยึดอะไร อันนี้แหละที่นักปฏิบัติธรรมต้องมาเจอความจริงภายในด้วยญาณปัญญาของตัวเอง เพื่อเราจะมาเป็นผู้ละ ละอะไรล่ะ ละอุปาทาน ความยึดมั่น
อุปาทานมันเกิดมาจากอะไร อุปาทานมันเกิดมาจากคิดว่าเป็นจริง คิดว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งที่มันเกิดดับ ทั้งที่มันเป็นทุกข์ ทั้งที่มันไม่เที่ยง แต่ว่าจิตเรามันโดนหลอก โดนหลอกเพราะไม่แยบคาย ไม่มากำหนดหยั่งรู้ภายใน ถูกอวิชชาหลอก ว่ามีตัวเราของเรา มีตัวกูของกู กูเป็นคนนี้ชื่อนี้ มีศักดิ์ศรีอย่างนี้ ใครมาดูถูกกูทำนองนี้กูต้องโกรธ มันถูกอวิชชาหลอกเอาไว้ มันใส่โปรแกรมเอาไว้ ถ้าใครมาทำอย่างนี้ มันต้องโกรธให้ได้เลย ไม่โกรธไม่ยอม ต้องโกรธให้ได้ เพราะโดนอวิชชามันสั่งเอาไว้ ความโง่มันสั่งเอาไว้
นี่เราเป็นขี้ข้าความโง่ เป็นขี้ข้าความโง่กันทุกคนแหละที่มาเกิดอยู่นี่ เพราะถ้าเราไม่เป็นขี้ข้าอวิชชาก็ไปนิพพานกันหมดแล้ว ไม่ต้องมาเกิดแล้ว อวิชชาความโง่มันตั้งเงื่อนไขมาให้ตัวเรา ว่าใครจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ เราก็ต้องแบกหาบไปตามเงื่อนไขที่อวิชชามันตั้งให้ ความจริง ใครตั้งเงื่อนไข ใครก็น่าจะแบกเอง แต่ไม่ใช่ อวิชชาความโง่มันตั้งเงื่อนไข แล้วมาให้จิตแบก จิตก็เลยเดือดร้อน จิตก็เลยซวยไป ทุกข์ไม่จบ บุคคลผู้ไม่แยบคาย ไม่เข้าใจความจริง ทุกข์อยู่นั่นแหละ ยึดเอาไว้ ทิ้งไม่ได้ กูไม่ยอม ยังไงกูก็ไม่ยอม นั่น ยึดเอาไว้ เฮอะ เราก็เคยเป็นกันทุกคนแหละ ไม่ได้ว่าใครหรอก ว่าตัวเอง นี่เอากิเลสตัวเองมาพูด ไม่ได้เจาะจงไปแซวใคร พูดกับกิเลสตัวเองทั้งนั้นแหละ ถ้าบังเอิญไปตรงกับกิเลสของคนอื่นก็ขอโทษด้วย ไม่ได้มีเจตนาว่าใคร พูดเรื่องกิเลสตัวเอง
กิเลสตัวเองก็คือความโง่ ไม่รู้ความจริง โง่มานับภพนับชาติไม่ถ้วน เกิดแล้วเกิดอีก เกิดแล้วตายอีก เกิดทุกชาติเป็นทุกข์ร่ำไป เกิดทีไรตายทุกที มันก็ยังโง่มาเกิดจนทุกวันนี้ เพราะมันยังบูชาความโง่อยู่ มันบูชากิเลสว่าดี ธรรมะรอไว้ก่อน กิเลสต้องทำเดี๋ยวนี้ รักชังเกลียดโกรธต้องทำเดี๋ยวนี้ ลดละปล่อยวางเอาไว้ก่อน นี่ กิเลสเราทั้งนั้นที่มาสั่งว่าอย่าเพิ่งปฏิบัติธรรม
หลวงพ่อท่านชอบพูดให้ฟังก่อนนั้นว่า พายเถอะนะแม่พาย ตะวันจะสาย ตลาดจะวาย ปลายายจะเน่า ก่อนนั้นหลวงพ่อใหญ่ชอบพูดให้ฟัง พายเถอะนะแม่พาย ตะวันจะสาย ตลาดจะวาย ปลายายจะเน่า ฟังแล้วมันได้คิดน่ะ คือท่านให้เราขวนขวาย ว่าชีวิตของเราแต่ละคน ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ไม่สามารถยึดเป็นกฎเกณฑ์ได้ว่าต้องแก่ก่อนถึงตาย ต้องอายุเจ็ดสิบแปดสิบถึงตาย ชีวิตไม่แน่ โอกาสที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนานี่ เป็นโอกาสที่หายาก โอกาสที่ได้มารู้แจ้ง เข้าใจ ศึกษา อริยสัจ ๔ หายาก โอกาสที่จะได้มาเจริญสติปัฏฐาน ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
ฉะนั้นชาตินี้ก็จะเป็นโอกาสทอง ให้เอาทองมาทำสร้อยให้สวย พระพุทธเจ้า เมื่อท่านเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านจะปรารถนาสร้อยสรรเพชรพระสัมมาสัมโพธิญาณ ปรารถนาความรู้แจ้ง เราไม่ต้องสร้างบารมีมาก ที่จะไปบรรลุเป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณเอง เราเป็นสาวกภูมิ ได้อาศัยฟังจากท่าน เพียงแต่ทำตามเท่านั้น เมื่อไหร่ที่จิตเราเห็นโทษในสังขาร เห็นโทษในขันธ์ ๕ มันจะเกิดศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างสูง คืออยากจะทำตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าสอน อยากจะวางจิตตามท่าน ต้องเห็นโทษในสังขาร ถ้าไม่เห็นโทษในสังขาร เราก็จะมีศรัทธาในสังขาร ศรัทธาในขันธ์ ๕ พอมีศรัทธาในขันธ์ ๕ ศรัทธาในพระรัตนตรัยก็ไม่มี
จิตเรานี่ศรัทธาได้ทีละอย่าง ผู้จะมีศรัทธาในพระรัตนตรัยได้นี่ต้องเบื่อหน่ายในขันธ์ ๕ เห็นโทษ เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีตัวตน ไม่มีที่สุขที่พอจะหยั่งจิตลงเลย สิ่งใดก็ตามที่เอาจิตเข้าไปยึดแล้ว จะไม่นำทุกข์มาให้ ไม่มีในโลก ไม่มีเลย
สังขารทั้งปวงนี่ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เป็นสิ่งที่ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ตอนที่ท่านจะเสด็จปรินิพพาน ด้วยความเมตตาต่อสาวกทั้งหลายนี่ ท่านกลั่นพระมหากรุณาธิคุณของท่านออกมาเป็นคำสั้น ๆ เรียกว่ารวมเลย ความกรุณาต่อสาวกทั้งหลาย กลั่นคำตรัสออกมาสั้น ๆ ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นของที่เสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด อันนี้น่ะ ท่านกลั่นออกมาเลย คือสั้น แต่กินความลึก
คือให้สาวกทั้งหลาย กำหนดหยั่งรู้ให้เห็นความไม่เที่ยงของสังขารเสีย จะได้ไม่ประมาท จะได้ไม่เพลิดเพลิน ไม่มัวเมา ไม่หลงใหล ไม่นอนเอกเขนกอยู่ในเรือนที่กำลังไฟไหม้อยู่ บุคคลบางคนในโลกนี้ ขณะที่เรือนกำลังไฟไหม้ เขาผู้นั้นนั่งนอนเอกเขนกอยู่ในโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขกที่นุ่มนิ่ม ภายในเรือนที่ถูกไฟไหม้ คือเสพสุขอยู่ภายในสังขารที่ไม่เที่ยง เพราะว่าไม่เห็น ไม่เห็นแจ้งว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ไม่มีดวงตาปัญญามาเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร จึงเป็นผู้ประมาท
ผู้ประมาทแล้วก็คือผู้ตายแล้ว ตายจากพระธรรม นี่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ว่าให้กำหนดหยั่งรู้ให้เห็นว่าสังขารนี้ไม่เที่ยง ความตายน่ะเดินตามเราไปทุกเมื่อ สังขารทั้งรูปธรรมนามธรรมไม่เที่ยง เกิดดับอยู่ทุกขณะจิต อย่าประมาท อย่าประมาทในวันเวลา หาโอกาสสร้างความดี มีการเจริญสติปัฏฐาน เป็นต้น
ทุกขณะจิตที่เราไม่คิดถึงอารมณ์ภายนอก ให้มาหยั่งรู้ภายใน ให้เข้าสู่ฐาน ฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ อันเป็นทางเดินของพุทธบิดา เหมือนนกมูลไถ ที่หากินอยู่ในรอยไถ ย่อมไม่ถูกเหยี่ยวคือกามคุณโฉบ ย่อมไม่ถูกเหยี่ยวโฉบไปกิน ฉันใดก็ดี ภิกษุผู้กำหนดจิตหยั่งรู้อยู่ในสติปัฏฐาน ย่อมรอดพ้นจากมาร มีกามคุณทั้ง ๕ ที่น่ายั่วยวนน่าหลงใหล มีรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสทางกายที่น่าชื่นใจ อันนี้เป็นเหยื่อของมาร ที่หย่อนมาให้เรากินเบ็ด เพื่อความฉิบหายวอดวายของเรา
สติปัฏฐานนี่เป็นเครื่องอยู่เพื่อความพ้นทุกข์ เรากำหนดหยั่งรู้มาภายใน เห็นแต่ความเกิดดับ ไม่มีตัวเราของเรา ไม่รู้จะยึดทำไม คือญาณปัญญามันเห็นความไม่มีตัวตน ยึดไปถึงไหนก็ทุกข์ไปถึงนั่น เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่อยู่ในอำนาจของเรา เราบังคับมันไม่ได้ โดยความเป็นจริงแล้วเราบังคับมันไม่ได้ แม้แต่จิตเราก็ยังบังคับไม่ได้ ท่านถึงอุปมาว่าจิตเรานี่มันซนเหมือนลิง เลยต้องฝึก ฝึกไปตามเหตุปัจจัย ถ้ามันเป็นของเราก็ไม่ต้องฝึกหรอก สั่งให้มันนิ่ง ไม่ต้องฝึก นี่มันไม่ใช่ของเรา มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีของใคร คำว่าเป็นคนนั้น เป็นผู้นั้น เป็นผู้ชาย เป็นผู้หญิง เป็นคน เป็นสัตว์ นั้นเป็นเพียงการสมมุติ
เมื่อญาณปัญญาเพ่งไปดูแล้ว มีแต่ความว่างเปล่าทั้งนั้น มีแต่ความแตกดับ ฉิบหายทำลายสลาย มีแต่ความเกิดดับ เปลี่ยนแปลง ไม่มีสถานที่ที่ควรจะไปยึดว่าเป็นตัวกูของกู อันนี้ความจริง ความจริงนี่เราเถียงไม่ได้ เราเถียงอยู่ตราบใดก็ทุกข์อยู่ตราบนั้นแหละ คือจิตเรานี่ ตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลส มันก็ต้องเถียงอยู่นั่นแหละ มันเถียงอยู่ภายใน แต่ว่าเถียงอยู่ตราบใดก็ทุกข์อยู่ตราบนั้นแหละ ฝืนความจริงอยู่เมื่อไร ก็ทุกข์เดือดร้อนอยู่ไม่เลิก
ฝืนอะไรก็พอฝืนได้ ฝืนความจริงฝืนไม่ได้ ฝืนสัจจะ อริยสัจอันประเสริฐ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระพุทธญาณ คือของจริง ท่านกล่าวไว้ในธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร ว่า ไม่มีสมณพราหมณ์ผู้ใดที่จะหมุนย้อนศรได้ ธรรมจักรของพระองค์ที่ขับเคลื่อนไป ไม่มีสมณพราหมณ์ท่านใดจะมาดันให้ย้อนศรได้ ว่า ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง คำว่าไม่สามารถดันย้อนศรได้หมายความว่า ไม่สามารถมาเถียงมาแย้งสัจจะที่พระองค์ประกาศได้ ที่พระองค์ประกาศว่า สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ สิ่งนี้คือความดับทุกข์ สิ่งนี้คือเหตุให้ไปสู่ความดับทุกข์ ไม่มีใครมาแย้งได้ ไม่มีใครมาดันให้ธรรมจักรของพระองค์หมุนทวนกลับได้ ไม่ว่าสมณพราหมณ์เทวดามารพรหมผู้ใดก็ตาม คือหมายความว่า บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่ามีฤทธาศักดานุภาพปานใด ถ้าฝืนความจริงเมื่อไรก็เดือดร้อนเอง จะเก่งมาจากไหนก็ตามที ถ้าฝืนความจริงเมื่อไหร่ก็เดือดร้อนเมื่อนั้น
จิตเราก็มักจะมี มานะ ทิฏฐิ มันฮึกเหิม กูเก่ง กูเจ๋ง มันตั้งอัตตาอยู่ข้างใน มันยึดมั่น ไม่ยอม ไม่ยอมละ ไม่ยอมถอนอุปาทาน ไม่ยอมสละมานะทิฏฐิ ไม่ยอมลดตัวลดตน ไม่ยอมลดความเย่อหยิ่งถือดี ทำไปก็ตัวเองทุกข์ ทุกข์ทั้งนั้น ตัวเองน่ะทุกข์ ไม่มีใครทุกข์หรอก เพราะว่าไปดันธรรมจักรของท่านย้อนศร ใครทำก็เดือดร้อน รับไปเองเต็ม ๆ เพราะไปฝืนสัจจะ
โดยความจริงแล้วไม่มีอะไรหรอก มีแต่ความว่างเปล่า แต่จิตที่มีอุปาทานมันไปยึด ยึดกันมาไม่รู้กี่ชั่วโคตรแล้ว ก็ตายไปหมดแล้ว เกลี้ยง ไม่มีใครหรอก มีดินน้ำไฟลม ตายเกลี้ยง คืนไปสู่ธรรมชาติ ตอนยังมีชีวิตอยู่ต่างคนก็ว่า กูเก่ง กูเจ๋ง กูเยี่ยม ท้ายที่สุดก็ตาย เหลือแต่กระดูกผุพัง ไม่มีอะไร นาน ๆ ไป ชื่อก็ลืมหมด ถึงชื่อไม่ลืมพอเกิดใหม่ก็ไม่มีใครจำได้แล้ว
ถ้าสมมุติว่าชาติก่อนใครสักคนเกิดเป็นพระราชาองค์หนึ่ง สร้างปราสาทเอาไว้ ตายไปแล้วมาเกิดชาติใหม่น่ะ จะไปเข้าปราสาทที่ตัวเองสร้างไว้ เขายังไม่ให้เข้าเลย ทั้งที่คนนั้นเป็นคนสร้างไว้เองแหละ ทหารเฝ้าประตูมันไม่ยอมให้เข้าหรอก
อันนี้เรายกตัวอย่างให้ฟังดูเล่น ๆ มันหมดสมมุติแล้ว สมมุติว่าเป็นของเรา มันมีชั่วกาลเวลา ระยะหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่สมมุติขึ้นมายึดถือครอบครองว่าเป็นของเรา เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ครอบครองขณะหนึ่ง เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินมันก็ขณะหนึ่ง มีเดชที่ครอบคลุมไปทั่วมหาสมุทรทั้ง ๔ สั่งให้ใครตายสั่งให้ใครเป็นได้ มันก็ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ไม่เที่ยง มีแต่ความเกิดดับ ไม่มีใครใหญ่จริง มีแต่ความว่างเปล่า
มาเย่อหยิ่งถือดี ว่ากูมีนั่น กูมีนี่ กูเจ๋งเรื่องนั้น กูเยี่ยมเรื่องนี้ มันก็โดนหลอก โดนกิเลสตัวเองหลอก ถูกกิเลสตัวเองหลอก หลอกให้ทุกข์ ยึดไว้ก็ทุกข์ อันนี้ พูดถึงกิเลสตัวเอง ถ้าไปตรงกับกิเลสใครก็ขอโทษด้วย ไม่มีเจตนา คือเราต้องมาเตือนตน อัตตนาโจทยัตตานัง ต้องเตือนตนด้วยตนเอง ไม่มีใครที่จะไปกวาดห้องส่วนตัวเราได้ดีเท่ากับตัวเอง ใจเรานี่เป็นที่ส่วนตัวที่สุดแล้ว ถ้าเราไม่คิดกวาดเองนี่ไม่มีใครกวาดให้ได้ ไม่มีใครสอนให้กันได้จริง ๆ ฉะนั้นตัวเองต้องสอนตัวเอง จงเตือนตนของตนให้พ้นผิด ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน ตนแชเชือนใครจะช่วยให้ป่วยการ
คือว่าเราต้องแก้ไขข้อบกพร่องของเราเอง แก้ได้มากก็ได้ประโยชน์แก่ตัวเองมาก แก้ได้น้อยก็ได้ประโยชน์น้อย ใครทำก็ใครได้ เราทำเราก็ได้ เราทำของเราเองดีกว่า มัวมานั่งจับผิดคนอื่นก็ปวดหัวเปล่า ๆ
การปฏิบัติธรรมเริ่มต้นอย่างแรกเลยก็ อย่าไปมองคนอื่น มองตัวเรา แล้วเราจะได้เจริญ เจริญขึ้นทุกปี คนที่เพ่งโทษตน เจริญขึ้นทุกปี คนที่เพ่งโทษผู้อื่น เสื่อมลงทุกปี อันนี้จากประสบการณ์ที่เห็นเพื่อน ๆ ภิกษุมาเยอะ เพราะว่าอยู่สำนักใหญ่มาตลอด เห็นตลอดว่า บุคคลที่เพ่งโทษตนเจริญขึ้นทุกปี ส่วนบุคคลที่เพ่งโทษผู้อื่นเสื่อมลงทุกปี เป็นอย่างนี้มาตลอด จากบวชมา ๑๗ ปีนี่ เห็นมาเป็นอย่างนี้ตลอด
เพราะฉะนั้นเราใฝ่เจริญนี่ เราจงดูตัวเอง เพ่งโทษตัวเอง อย่าไปเพ่งโทษคนอื่น เพ่งโทษคนอื่นมันไม่จบ กวาดบ้านตัวเราดีกว่า แล้วเจริญทุกปี เจริญในพรหมจรรย์ เจริญในศาสนา เจริญในโลกุตตรธรรม เจริญในมรรคผลนิพพาน เจริญทุกอย่าง บุคคลผู้เพ่งโทษตัวเองเจริญทุกอย่าง คนผู้เพ่งโทษผู้อื่นเสื่อมทุกอย่าง
ณ โอกาสวันนี้ ได้มีโอกาสมากล่าวธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ได้เกิดความอาจหาญร่าเริงสมาทานในธรรมีกถา ถ้าสิ่งใดคำพูดใดได้ไปล่วงเกินท่านทั้งหลายด้วยความไม่ตั้งใจ ก็ขอขมาลาโทษไว้ด้วย เพราะว่าไม่มีเจตนา จิตขณะแสดงธรรม มีแต่จิตเมตตา ปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ท่านผู้ฟัง ไม่มีเจตนาที่จะไปยกตนข่มผู้อื่น เพื่อข่มขี่ เพื่อว่าให้เจ็บ อันนี้ไม่มี มีแต่จิตเมตตา ปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ท่านผู้ฟัง
ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออ้างอิงคุณพระศรีรัตนตรัย จงมาปกปักรักษาเหล่าท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ให้เจริญด้วยมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญฯ

โมทนาด้วยนะครับพี่ดี้ ปั้น
โมทนาด้วยนะครับพี่ดี้
ปั้น
_/|\_ :)
_/|\_
:)