๐๐๒๑ - ธรรมะเป็นที่พึ่ง

กัณฑ์ที่ ๒๑ ธรรมะเป็นที่พึ่ง

 
๖-ก.พ.-๒๕๔๖

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม อันเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระศาสนา กราบแทบเท้าไปยังพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ผู้เป็นพระอาจารย์ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน ขอเจริญสุขสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย

วันนี้วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง สุขภาพร่างกายก็ไม่ค่อยดี ไข้หวัดใหญ่มันระบาด เป็นช่วงลมหนาวมา ร่างกายสังขารก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา เป็นไปตามเหตุปัจจัย มีเหตุปัจจัยให้ต้องป่วยไข้มันก็ป่วยไข้ มีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นมันก็เกิดขึ้น มีเหตุปัจจัยให้สืบต่อมันก็สืบต่อ หมดเหตุปัจจัยก็ดับ ตาย ความเกิดกับความตายก็เป็นอันเดียวกันอยู่

ถามว่าชีวิตคืออะไร ชีวิตก็คือสิ่งที่ตั้งต้นด้วยความเกิด แล้วก็ลงท้ายด้วยความตาย ก่อนตายก็คือมีชีวิต มีชีวิตก็คือใกล้ตายน่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะสวัสดีกับผู้มีชีวิตทั้งหลาย ก็สามารถพูดว่า สวัสดีท่านผู้ใกล้ตายทั้งหลาย เพราะว่าชีวิตก็คือความใกล้ตาย

สังขารไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอด เป็นไปตามเหตุปัจจัย ร่างกายสังขารนี่ประกอบด้วยธาตุใหญ่ ๔ ธาตุ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ผสมกัน ธาตุทั้งหลายก็ย่อมยิ่งหย่อนบ้าง มากไปบ้างน้อยไปบ้าง บุคคลต้องนำเข้าบ้าง นำออกบ้าง เพื่อบริหารกายนี้ ชีวิตนี่ต้องการเหตุปัจจัยมากมายเหลือเกิน ถึงจะทรงชีวิตอยู่ได้แต่ละวัน แต่การที่จะตายนี้ง่ายมาก สามารถที่จะตายได้อย่างง่าย ๆ การทรงอยู่ของชีวิตนั้นเป็นของยาก

เหมือนกับการขับรถ จะขับรถให้ตรงถนนนี่มีที่อยู่ไม่มากหรอก จะขับรถลงทุ่งลงเหวนี่มีมาก ขับรถไปในอาณาเขตที่เป็นถนนน่ะมีนิดเดียว ที่เป็นทุ่งเป็นป่าเป็นไร่เป็นบ้านคนเขา มันเยอะ ฉันใดก็ฉันนั้น โอกาสความตั้งของชีวิตนี่มีนิดเดียว โอกาสแห่งความแตกดับของชีวิตมีมากมาย

ร่างกายของเรานี่ต้องบริหารตลอด ต้องเอาอาหารเข้า อาหารนี่เลือกแล้วเลือกอีก ค่อยกินเข้าไป กินเข้าไปภายในก็บูดเน่า ต้องการเอาออก เอาออกไม่ได้ก็เดือดร้อน กินเข้าไปมากก็เดือดร้อน กินน้อยไปก็หิว กินพอดี ๆ ก็ลิ้นมันยังอยากอยู่ ท้องมันพอแล้วแต่ลิ้นมันยังไม่พอ ต้องทุกข์ทรมานเดือดร้อน ต้องต่อสู้กับความอยากของตน ต่อสู้ไม่ได้ก็ต้องหาเครื่องมืออีก

เหมือนสาว ๆ ที่อยากสวยน่ะ อยากจะหุ่นเพรียว ๆ แต่ระงับความอยากของตนไม่ได้ คือกินน้อยไม่ได้ ต้องไปซื้อยาลดความอ้วน ยาลดความอ้วนมันมีฤทธิ์ทางประสาท ให้อยากอาหารน้อยลง เพราะว่าตัวเองบังคับใจตัวเองไม่ได้ ต้องไปแก้ที่ปลายเหตุ ซื้อยามากิน

อันนี้เราจะเห็นว่าสังขารนี่มีแต่เรื่อง มีแต่ทุกข์โทษ การตั้งอยู่ของสังขารก็มีแต่โรคภัยไข้เจ็บ ในสายตาของพระอริยเจ้าแล้วนี่ แม้แต่ความสุขท่านก็ยังเรียกว่าทุกข์ เพราะว่ามันไม่เที่ยง เพราะมันตั้งอยู่ไม่นาน เพราะมันต้องอาศัยเหตุปัจจัยมากมาย แล้วไม่คงสภาพอยู่นาน ฉะนั้นร่างกายสังขารนี่เป็นทุกข์ ทนอยู่ได้ยาก

สาเหตุแห่งความแตกดับของร่างกายสังขาร ไม่ต้องไปหาจากภายนอก นั่งไม่ต้องเปลี่ยนท่าก็ตายแล้ว นั่งสักสามวันซิ ยืนสักสิบวัน นี่มันทุกข์ ทุกข์มาก ทุกข์อย่างอื่นอย่าไปกลัวมันเลย ทุกข์ในสังขารมันมหาศาลกว่า ไอ้ทุกข์เรื่องแฟนทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน นั่นมันเรื่องเล็ก แต่ร่างกายของเราน่ะ ร่างกายสังขารของเราน่ะ จะตายอยู่เดี๋ยวนี้ นั่งไม่เปลี่ยนน่ะจะตายแล้ว มันไม่ขยับเขยื้อนคือทุกข์ จะตาย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ถ้าไม่ถ่ายให้มัน ลองดูซิ ทุกข์ เดือดร้อน จะตายแล้ว ทุกข์เรื่องอื่นน่ะเล็กน้อยไปเลย

นี่เรามากำหนดหยั่งรู้ทุกข์ในสังขารนี่ จะเห็นว่าไอ้ทุกข์จากการไม่เข้าใจกัน คนโน้นขัด คนนี้ข้อง คนโน้นนินทาเรา คนนั้นเข้าใจผิดเรา จิ๊บจ๊อย เป็นเรื่องเล็ก เหมือนกับมีเงินพันบาทแล้วมันหล่นหายไปบาทหนึ่ง เรื่องเล็ก หรือว่าได้เกินมาบาทหนึ่งน่ะเรื่องเล็กเลย เทียบกันไม่ได้ ที่เราไปปรุงแต่งกังวลโน่นกังวลนี่ จิ๊บจ๊อยเลย

เรามากำหนดหยั่งรู้ทุกข์นี่ ที่สังขารน่ะ ดูมันเข้าไป ดูมันเข้าไปซิ ทุกข์ เที่ยวไปกังวลเรื่องเล็กเรื่องน้อยนึกว่าใหญ่โต ความจริงเรื่องเล็กน้อยนิดเดียว นั่งไม่เปลี่ยนท่าดูซิ ปวดแทบตาย นั่งขัดสมาธิเพชรนี่ สักหลายๆ ชั่วโมง โอ๊ยมันปวดมาก ทุกข์เรื่องข้างนอกมันกลายเป็นจิ๊บจ๊อยเลย ร่างกายสังขารเรานี่แหละมันตัวทุกข์อย่างมหาศาลที่สุด

อย่าไปคิดว่าคนโน้นจะทำให้เราเป็นทุกข์ คนนี้จะทำให้เราเป็นทุกข์ อย่าไปคิดเลย เลิกคิดไปเลย เลิกกลัวไปเลย กังวลว่าไอ้คนนี้จะมาเอาเปรียบเรา คนนี้จะมาเบียดเบียนเรา มันจิ๊บจ๊อย

ทุกข์ในสังขารนี่เดือดร้อนไม่สิ้น ทุกข์ตั้งแต่วันเกิดจนวันตาย ตายน่ะเต็มที่แล้ว ทุกข์จนตาย กังวลมากกังวลมายน่ะเลิกซะเถอะ กลัวคนโน้นจะเข้าใจผิดเรา กลัวคนนี้จะเข้าใจผิดเรา มันไม่ถึงตายหรอก ทุกข์ในสังขารนี่ ไม่กินให้มันก็จะตายแล้ว ไม่ดื่มน้ำให้มันก็จะตายแล้ว มีแต่ความจะตาย เจ็บปวดเดือดร้อน มันหนาวขึ้นมาไม่ห่มผ้าให้มัน มันก็จะตายเหมือนกัน เคยไปบางที่ มันหนาว แล้วก็ไม่มีเครื่องทำความอบอุ่น แทบจะเอาผ้าขี้ริ้วมาห่ม โอ๊ย มันทุกข์จริงทุกข์จัง

ร่างกายน่ะมันทุกข์ ทุกข์แสนเข็ญที่สุด อันนี้เราไม่รู้จักตัวเอง เพราะถูกสิ่งต่าง ๆ ปกปิดเอาไว้ ปกปิดเอาไว้ไม่ได้ช่วยเรานะ ทำให้เราเดือดร้อน ไปรู้ความจริงเสียเลยดีกว่า ทำใจให้ได้ อย่าหนีความจริง

คนเรานี่ หนีพ่อหนีแม่หนีผัวหนีเมียยังพอหนีพ้น หนีความจริงไม่พ้น หนีไปก็ยิ่งทำให้จิตอ่อนแอ หลอกตัวเอง กลบเศษแก้วไว้ด้วยขี้เถ้า มองไม่เห็นแก้วหรอก แต่อย่าไปเดินเหยียบเข้านะ หลอกตัวเองหนีความจริงน่ะไม่พ้นเลย

เราควรมาหยั่งรู้ในร่างกายสังขาร ให้เห็นความไม่เที่ยง เห็นอยู่ทุกขณะ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าดวงตาเห็นธรรมก็คือเห็นความไม่เที่ยงนี่แหละ เห็นว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นแล้วล้วนต้องดับเป็นธรรมดา ที่เห็นว่าความเกิดกับความดับเป็นอันเดียวกัน แจ่มแจ้งดังนี้ แจ่มแจ้งลึกซึ้ง จนปลดทิฏฐิหยาบช้าไปได้ ทิฏฐิคือความเห็นที่หนาแน่น ปกปิดตัวเอง ไม่ยอมเห็นสัจจะ มันจะสละละไปได้ ถ้าหากว่าเรามาเห็นความไม่เที่ยง ความเกิดดับ มีดวงตาเห็นธรรม จึงต้องแจ้งดังนี้แหละ สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นแล้วล้วนต้องดับไปเป็นธรรมดา เห็นความเกิดปัญญาญาณมันแจ้งไปถึงความดับ

เรามาสละอุปาทานที่หยาบออก ละสักกายทิฏฐิออก สักกายทิฏฐิก็คือกิเลสขั้นหยาบเลย คือพวกหลอกตัวเอง ไม่ดูความจริง หลงระเริงแต่ความสุขจอมปลอมของโลก หลอกตัวเองไว้ด้วยความเท็จ ว่าโลกนี้น่าอยู่ บ้านเราอยู่เป็นสุข วัดเราอยู่เป็นสุข ไม่มีที่ไหนเป็นสุขหรอกเพราะว่าร่างกายสังขาร ขันธ์ ๕ มันเป็นทุกข์ ขันธ์ ๕ มันเป็นทุกข์ ไม่มีที่ไหนเป็นสุขหรอก นิพพานน่ะเป็นสุข พ้นจากขันธ์ ๕ จึงเป็นสุข

ยึดไว้ด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานมากเท่าไหร่ก็ทุกข์เท่านั้นแหละ เพราะสิ่งทั้งปวงมันไม่เที่ยง ยึดไว้ก็ทุกข์เข็ญเปล่า แบกหาบไว้ก็หนัก หนักหัวใจตัวเอง สมบัติของเรานี่ไม่มีอะไรแท้จริงเลย พอถึงเวลาเราตาย ตายไปเหลือแต่กระดูก ลองดูตัวเรา ดูเป็นโครงกระดูก ยืนอยู่ก็เห็นเป็นโครงกระดูก จะมีอะไรเป็นสมบัติของเราอีก แม้แต่เนื้อหนังยังไปแล้วเลย เอ็นยังไปแล้วเลย เหลือแต่กระดูกที่จะผุพังต่อไป ไม่ต้องพูดถึงสมบัตินอกตัว เมื่อถึงเวลาที่สมบัติทั้งหลายจะจากไป ไม่มีอะไรเรียกไว้ได้ อย่าไปยึด คนนั้นเคยรักเราแล้วตอนนี้ไม่รัก คนนั้นไม่เคยเกลียดเราแล้วกลับมาเกลียด ไม่แน่หรอก จิตคนก็ไม่เที่ยง แม้แต่ความรู้สึกที่เรามีต่อคนอื่นก็ไม่เที่ยง ความรู้สึกของคนอื่นที่มีต่อเรามันจะไปเที่ยงได้ยังไง อย่าไปหวังอะไรกับคนอื่น ทำจิตของเราให้อิ่มพอในตัวเองเถอะ

เจริญสติปัฏฐานนะหยั่งรู้ที่กายในกายน่ะ มันอิ่มแล้ว อย่าเอาจิตไปไว้กับคนอื่น ถ้าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย อย่าไปรอคอยให้คนอื่นมาเติมให้เราเต็ม เราต้องอิ่มในตัวเอง เต็มในตัวเอง ไม่รอคอยใคร ไม่รักใคร ไม่คิดถึงใคร เวลาเราทำสติปัฏฐานนี่ จิตมันปักเข้าไปในกาย ไม่ต้องคิดถึงใคร เห็นแต่ความรู้สึกเกิดดับอยู่ภายใน ถ้าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย ไม่มีข้อแม้เลย ว่าคนนั้นจะดีแค่ไหน จะวิเศษแค่ไหน เพราะว่าการเอาจิตไปฝากไว้กับคนอื่นน่ะ เป็นการตั้งจิตไว้ผิด การตั้งจิตไว้ผิดน่ะมันจะกัดจิตเราเอง จิตออกนอกฐาน ไปเกาะกับคน

อย่าหวังอะไรแม้แต่หมูในอวย แม้แต่หมูในอวยก็ยังไปเป็นของหมาได้ อย่านึกว่าคนนั้นเป็นของเราคนนี้เป็นของเรา แม้แต่ร่างกายสังขารยังไม่เป็นของเราเลย ร่างกายสังขารที่นั่ง ๆ อยู่นี่ พญามัจจุราชรอคิวเอาไปเข้าโลง เข้าเมรุ เข้าเตากันทั้งนั้น มันยังไม่ใช่ของเรา ถ้าเป็นในเขตพระนครเมืองบางกอกยุคก่อน เวลาตายเขาก็เอาศพไปทิ้งไว้ที่วัดสระเกศ เอาไปให้แร้งวัดสระเกศจิกกิน

ร่างกายสังขารน่ะเป็นอาหารแร้ง อาหารกา เป็นเหยื่อหนอน เป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรค แม้แต่ยังอยู่นี่ก็มีหมู่หนอนและเชื้อโรคทั้งปวงรุมกินโต๊ะอยู่ภายใน เหมือนกับกายของเรานั้น เป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรค เรามาหยั่งดูก็จะเข้าใจความจริง

เพราะหวังผิดจึงผิดหวัง ไปหวังอะไรจากคนล่ะ นั่นแหละจะเดือดร้อนจนวันตาย ไปหวังว่าคนนั้นจะมาทำให้เราเป็นสุข คนนี้จะมาทำให้เราเป็นสุข นั่นแหละคิดผิดแล้ว คิดผิดแล้ว เตรียมตัวเดือดร้อนได้ เพราะตั้งจิตไว้ผิด เพราะว่าเราบังคับใจคนอื่นให้เป็นอย่างเราต้องการไม่ได้หรอก แม้แต่ใจเราเองยังบังคับไม่ได้ จะไปบังคับใจคนอื่นทำไม มันบังคับไม่ได้

ใจเราเองน่ะ ลองดู จะไม่คิดอะไรจะตั้งอยู่แต่ในกรรมฐาน อ้าวเดี๋ยวไปโน้นแล้ว เดี๋ยวไปนี่แล้ว ใจเราเองยังบังคับไม่ได้ จะไปบังคับใจคนอื่นให้มารักเราให้มาชอบเราสักร้อยปีพันปี มันเดินไปไหน มันก้มหน้าดูดินอย่างเดียว มันไม่มองผู้หญิงคนไหน ในโลกของความจริงแล้ว คนอย่างนี้ไม่มีหรอก

มีอาจารย์องค์หนึ่งท่านพูดว่า คนเรานี่ ใจไม่เคยตรงกันเลย เพราะอะไร เพราะว่ามันไม่เคยคิดที่เดียวพร้อมกัน แต่ละคนน่ะ ใจของคนแต่ละคนน่ะ การที่จะบังคับกายละก็ยังพอจะบังคับกันได้ บังคับเขาได้แต่กายน่ะ คนนอนกอดกันอยู่ยังระแวงกันเลย การที่เรามาปฏิบัติสติปัฏฐานนั้นเป็นการมาดับทุกข์จริง ๆ คือเลิกหวังอะไรกับคนซะ ถอนจิตที่เคยไปผูกพันกับใครน่ะ ผูกมาร้อยชาติพันชาติ อสงไขยกัป อสงไขยกัลป์ ที่ทุกข์เดือดร้อนก็เพราะอย่างนี้ เอาจิตไปผูกไว้กับคนอื่น

สติปัฏฐานนี่เป็นทางออกจริง ๆ คือถอนจิตออกจากคนน่ะ อันนี้ว่าถ้าเราไม่มีที่หยั่งของสติมันก็ถอนไม่ได้ เดี๋ยวจิตก็ไปเกาะคนโน้นอีกคนนี้อีก เกาะโน้นเกาะนี้ จิตเราไปเกาะ เมื่อดึงจิตเข้าสู่สติปัฏฐานน่ะ มันเป็นฐานที่ตั้งแห่งสติ แล้วมันถอนจิตออกจากการเกาะได้ ไม่ต้องไปผูกพันกับใคร

ถ้าเราจะปฏิบัติธรรมให้ดีเนี่ย อยากให้ชีวีเป็นสุขน่ะ ให้คิดอยู่เสมอว่าเราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว ไม่เป็นอะไรกับใครทั้งนั้น ถึงจะปฏิบัติธรรมได้ดี แล้วจะหมดทุกข์ได้ พันธะต่าง ๆ ให้มันมีแต่ข้างนอก ในใจเราอย่าให้มี สมมุติว่าทะเบียนสมรสมันผูกกันไว้ ก็ให้มันอยู่ที่ทะเบียนสมรส ในใจเราน่ะตัดไปเลย เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา นี่มันดับทุกข์ได้ อย่าไปยึด อย่าไปยึด

ร่างกายสังขารก็ทำมาจาก ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่เป็นอะไรกัน เอาดินมาสองก้อน มาปั้นเป็นตุ๊กตาสองตัว แล้วก็เอาตุ๊กตาสองตัวนี่บดบี้รวมกัน บี้ให้เข้ากันให้หมดเลย ให้ดินสองก้อนเข้ากันซะ แล้วก็แยกปั้นออกเป็นตุ๊กตาอีกสองตัว ถามว่าตุ๊กตาที่เห็นสองตัวนั้นมันเป็นอะไรกัน ไม่เป็นอะไรกันหรอก ทั้งที่ว่าเอาดินคละเคล้ากันแล้วก็ปั้นออกมาจากดินที่คละเคล้าเข้ากันอย่างดีน่ะ มันก็ไม่เป็นอะไรกันหรอก มันเป็นดิน มันเป็นดิน มันไม่ได้เป็นอะไรกัน มันไม่ได้เป็นพ่อแม่พี่น้องผัวเมียกันทั้งนั้น มันเป็นดิน

ร่างกายสังขารของเราก็เหมือนกัน เวลาตายซากแล้วเผาก็กลายเป็นฝุ่นปลิวไปปลิวมาอยู่แถวป่าช้า เป็นผงปลิวอยู่แถวป่าช้า ปลิวอยู่แถวนั้นมีทั้งผงผู้หญิง ผงผู้ชาย ไม่เห็นจีบกัน ไม่มีหรอก มันหมดสมมุติแล้ว คืนสู่ธาตุ จิตของเราเองนี่หลอกตัวเองตลอดมาตั้งแต่เกิดจนตาย ถูกกิเลสหลอก ว่าเรานี่เป็นผู้ชายคนหนึ่ง จะต้องการให้มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นคู่ คนที่เป็นผู้หญิงก็โดนหลอก คือหลอกตัวเองว่า เราน่ะเป็นผู้หญิงคนหนึ่งก็ต้องมีผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นคู่ ถูกหลอก หลอกตัวเอง โดนหลอก โดนกิเลสมันหรอก

ร่างกายสังขารที่จริงน่ะ มันเป็นดินน้ำไฟลม มันไม่เป็นอะไร เผาเหลือแต่กระดูกก็ดูไม่รู้เลย นี่กระดูกผู้ชายหรือกระดูกผู้หญิงน่ะ ดูไม่เป็น ดูไม่ออก ต้องให้เขาบอก ว่านี่กระดูกใคร ถ้าเขาไม่บอกก็แยกไม่ออก แยกไม่เป็นเลย

ข้าพเจ้านี่เวลาไปเก็บกระดูกแม่ พิธีเผาศพของแม่ ที่วัดพระศรีมหาธาตุ มันมีหลายเมรุ มันมีหลายเตา ก็เผาวันหนึ่ง แล้วมาเก็บกระดูกวันรุ่งขึ้น ก็มาดู แล้วก็ชักบังสุกุลเอง แม่เราเอง สัปเหร่อยังต้องบอกว่านี่เป็นกระดูกของคนนี้ คนนี้นะ ขนาดแม่เราเองนะยังจำไม่ได้เลย ยังไม่รู้เลย ถ้าสัปเหร่อไม่บอกนะจำไม่ได้หรอก ว่ากระดูกใคร

คือร่างกายสังขารนี่มันไม่มีตัวตนจริง ๆ มันไม่มีคนนั้น ไม่มีคนนี้ ไม่มีสัตว์บุคคลจริง ๆ จำกันไม่ได้หรอก มันเป็นธาตุ อันนี้ว่าธรรมชาติก็เลยกลัวจะจำกันผิด ก็เลย เออ ให้ตามันอยู่ตรงนี้นะ ตามีตาชั้นหนึ่ง ตาสองชั้น จมูกเล็ก จมูกใหญ่ ปากใหญ่ ปากเล็ก เอาไว้ให้จำกันน่ะ ทีนี้กิเลสตัณหาพอมาผสมโรงด้วย ก็กลายเป็นว่าต้องมาแยกแยะว่านี้เป็นสวย นี่น่าเกลียด นี่ขี้เหร่ พอกิเลสมาผสมโรงต้องมาแบ่งแล้ว เป็นสวย เป็นขี้เหร่ น่าเข้าใกล้ น่าถีบส่ง น่าผลักไส ไปไกล ๆ ในความเป็นจริงแล้วไม่มีอะไรเลย โดนกิเลสหลอก

มานึกถึงตัวเอง กิเลสของเราก็เยอะ กิเลสหนาด้วย นึกถึงกิเลสตัวเองก็โดนกิเลสหลอกมาทั้งนั้น ที่เคยรัก เคยชอบ เคยหวง เคยห่วง เคยคิดถึง เคยติดพันใครมา ตอนเราหนุ่มๆน่ะ กิเลสใคร ใครก็นึกเอาเองก็แล้วกัน ผู้พูดก็นึกถึงกิเลสตัวเอง เคยรักเคยเกลียด เคยคิดถึง คิดถึงเป็นข้ามวันข้ามเดือนข้ามปี ไม่เห็นหน้าเห็นหลังคาบ้านก็ยังดี โดนหลอกกันทั้งนั้น โดนกิเลสมันหลอก ไม่เห็นอะไรเห็นผ้าที่ตากไว้ที่ราวก็ยังดี แน่ะ นี่โดนกิเลสมันหลอกทั้งนั้น หลอกให้รักให้ผูกพัน ให้ยึดมั่นว่านี่เป็นของกู ของกูสวยอย่างงี้ โอ้โหน่าภาคภูมิใจจริง ๆ ของกูดีอย่างงั้น น่าภูมิใจ โดนกิเลสมันหลอกทั้งนั้น

ผู้หญิงก็ต้องโดนกิเลสของผู้หญิงหลอก แหมฉันเกิดมาชาตินี้ก็ เรื่องความสวยไม่แพ้ใคร เรื่องความสวยไม่เป็นรองใคร นี่โดนหลอกอีก เราอย่าไปยึดเลย

ร่างกายสังขารนี่มันเอาไว้ใช้งาน เกิดมาสร้างบารมี โดนมายาภาพมันหลอก เกิดมาสวยก็เป็นทุกข์มาก เพราะโดนผู้ชายมายั่วให้เป็นทุกข์เยอะ คนไม่สวยไม่มีใครมาเกี่ยวข้อง ไม่มีใครมายั่วยวน ผู้หญิงคนไหนเกิดมาสวยน่ะ ลำบาก ถูกเขายกขึ้นสูงแล้วก็ปล่อยตก เจ็บ เข้าใจไหม คือว่า คนเรานี่ นั่งอยู่กับพื้นก็ดีแล้ว พอมีคนมาชม มาเชย มายกย่องว่าดี ให้เกียรติ เหมือนกับยกเราขึ้นมา พอมันปล่อยมือเท่านั้นน่ะตกเจ็บ ทั้งที่ว่าตอนเรานั่งอยู่กับพื้นน่ะไม่เห็นเจ็บเลย

ท่านถึงเรียกว่าโลกธรรม นินทาสรรเสริญ สรรเสริญนินทาเป็นคำคน คำพูดคน คำพูดของมนุษย์ ยกยอให้เราขึ้นไป เราจะตกเจ็บ อย่ายินดียินร้าย อย่าไปเย่อหยิ่งถือดีภาคภูมิใจในสิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงทั้งนั้น ทั้งรูปธรรม ทั้งนามธรรม

คนเราเกิดมานี่ พอเราเกิดมาปุ๊ปน่ะ เอาโลงมาเป็นของขวัญกันได้เลย ได้ใช้แน่ เพราะความเกิดกับความตายมันอันเดียวกัน เกิดมาชาติหนึ่งให้เรารู้ว่าจะต้องตายแน่ สมบัติพัสถานทั้งปวงไม่ได้เอาไปเลย ร่างกายสังขารต้องแตกดับเน่าเปื่อย พุพอง เป็นรังหนอง เป็นเหยื่อแห่งหมู่หนอนแร้งกา หาสาระไม่ได้

เพราะฉะนั้น โอกาสที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนาถือว่ามีค่ายิ่ง ตรงที่ว่าเราจะได้มาสร้างบารมี บารมีทั้งปวงจะติดตัวตามตนไป นอกนั้นทิ้งหมด ฉะนั้นน่ะเมื่อเรายังไม่ตาย ในชาตินี้ให้ขวนขวายสร้างบารมี ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ทำอะไรได้ใกล้มือให้ทำก่อน ทำอะไรได้ทำก่อน

เรามานึกถึงว่า ไอ้ที่เราห่วง เราหวงทุกวันนี่ ตายแล้วเอาไปได้หรือเปล่า ให้เรามานั่งพิจารณาตัวเองว่า ที่เราห่วง หวง กังวลเนี่ย บางทีเป็นของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ห่วงเปล่า หวงเปล่า ยังไงเขาก็แย่งชิงไป พญามัจจุราชแย่งชิงไป เรามาหาของที่ตายแล้วเอาไปได้ดีกว่า ขวนขวาย ทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ เจริญปัญญา เจริญวิปัสสนา ให้เห็นแจ้งความเกิดดับ ความไม่เที่ยง หยั่งรู้มันเข้าไป กำหนดหยั่งรู้ ในปัจจุบันอารมณ์ กำหนดเข้าไป ไม่ว่าจะฐานไหน กำหนดไป กระทบแล้วดับไป กระทบแล้วดับไป รู้ขณะหนึ่งแล้วผ่านไป รู้ขณะหนึ่งแล้วดับไป ไม่มีอะไรจีรัง

ผัสสะทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ไม่มีอะไรตั้งอยู่นาน ไม่มีอะไรคงทน ตัวเราของเราอยู่ตรงไหน พอกำหนดหยั่งรู้ไป ไม่มี หาไม่เจอ กำหนดไปก็เห็นแต่ความเกิดดับความไม่เที่ยง กระทบปุ๊ปแล้วก็ผ่านไป กระทบปุ๊ปแล้วก็ผ่านไป ท้ายที่สุดสมบัติอะไรของเราก็ไม่มีเลย สักแต่ว่าอาศัยใช้ อาศัยใช้ในเวลาที่ว่ายังไม่ตายเท่านั้นแหละ แม้แต่ชื่อนี่ก็อาศัยใช้ จะได้เรียกกันถูก ชื่อนาย ก ชื่อนาย ข ก็อาศัยใช้ ตายไปแล้วก็ไม่ได้ใช้อีก

บางทีเราเคยเกิดเป็นใครในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่เรียนไว้ที่รู้จักชื่อก็ไม่รู้ ตายมาเกิดชาตินี้ก็ไม่รู้ไอ้นี่มันเรา ใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้ บางทีไปเกิดพม่าก็อาจเป็นได้นะ พอออกรบก็ต้องยกทัพมากับเขาด้วย มารบกับคนไทย อีกชาติหนึ่งมาเกิดเป็นคนไทยก็เออเขาไปรบกันก็ต้องไปรบกับเขาด้วย ไปรบกับพม่า ไปฆ่าเขาลูกหลานเหลนโหลนญาติพี่น้อง ญาติพี่น้องชาติก่อนนะ ไปฆ่าเขา

ความเป็นพม่าความเป็นไทยก็เป็นสมมุติ ตัวเราชื่ออะไรก็สมมุติ ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย มีแต่ธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ไม่รู้จักกัน ธาตุดินไม่รู้จักกัน จิตเรามันไปรู้จักกัน มันปรุงแต่ง สังขารปรุงแต่ง ว่านี่เป็นผู้ชาย นั่นเป็นผู้หญิง นั้นเป็นคน นั้นเป็นสัตว์ ธาตุต่อธาตุไม่รู้จักกัน เริ่มต้นเราปฏิบัติเพื่อเราจะดับความปรุงแต่ง

นี่คือการเจริญสติปัฏฐาน หยั่งรู้ในปัจจุบันอารมณ์ ความปรุงแต่งมันน้อยลง คลายลง ความปรุงแต่งน้อยลงเท่าไหร่จะเห็นความเกิดดับชัดเจนเท่านั้น คือจิตจะอยู่ในปัจจุบันขณะ จะเห็นว่าผ่านมาผ่านไป มันจะซึ้งกับคำว่าเกิดดับ เกิดดับนี่ มันจะซึ้งในกระดูกกระเดี้ยวเลย มันซึ้งเองไม่ต้องฟังจากคนอื่น มันแจ้งจากการปฏิบัติของเรานี่ ไม่ต้องจำใครมาพูด เรากำหนดปัจจุบันอารมณ์ให้มันคมน่ะ กำหนดไปที่ไหนก็เห็นแต่ความเกิดดับ ตัวเราก็ไม่มี ไม่มีหรอก มีแต่ผ่านมาผ่านไป กินข้าวรอวันตาย ถ้ายังไม่ตายก็จงรีบสร้างบารมีเอาไว้

อย่าไปหาแต่ของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ สมบัติพัสถาน ลูกเต้า ผัวเมีย ต่างคนต่างไปทั้งนั้น อย่างมากก็ไปส่งที่เชิงตะกอน ซื้อพวงหรีดมาอันหนึ่ง พวงหรีดใครมาวางงานศพที่ผ่านมา เวลาเดินผ่านมาเห็นพวงหรีดตั้งอยู่ที่เมรุนะ เขียนว่า “อาลัยสุดซึ้งจากภรรยาและลูกๆ” ก็ได้แค่นั้นเอง รักกันแทบตายได้เพียงถ้อยคำที่พวงหรีดแค่นั้น เราตายไปก็ต้องไปพึ่งบุญกรรมของเราเอง จะเอาพวงหรีดไปอ้างกับพระยายมก็ไม่ได้ นี่อย่ามาทำอะไรกับฉันนะ เพราะว่าอะไร เพราะว่าภรรยาและลูก ๆ อาลัยฉันอย่างยิ่ง ไม่เชื่อไปดูพวงหรีดอันนั้นก็ได้ บอกไปมันก็ไม่สนใจหรอก พระยายมเขาไม่สนใจหรอก

เราต้องทำที่พึ่งของเราเอง ลูกเมียผัวรักเป็นที่พึ่งแก่เราไม่ได้หรอก อย่างมากก็นั่นแหละเดินผ่านเมรุทุกวันยังเห็นเลย ยังหัวเราะกับตัวเองอยู่เรื่อย ๆ อาลัยรักยิ่งจากภรรยาและบุตร ก็ได้แค่นั้น ผูกใจกันเอาไว้แทบตาย ท้ายที่สุดพญามัจจุราชเขาก็พาไป เขาไม่สนหรอกว่าเรารักใครบ้าง เราห่วงหวงใครบ้าง มันไม่สนหรอก ถึงเวลามันก็เอาไปแน่ พญายมราชมันไม่สนหรอก พญามัจจุราชมันไม่สนใจ

มันจะสนก็เนี่ยเราสร้างบารมีมาแค่ไหน บุญน่ะจะเป็นที่พึ่ง บุญน่ะจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง บุคคลจะละสังขารไป อะไรจะเป็นที่พึ่งได้ ไอ้ที่รัก หวง ห่วง ผูกพันกันไว้นี่เป็นโมฆะหมด เป็นความโง่เท่านั้นแหละที่ไปรัก หวง ห่วง ผูกพันกันไว้ ท้ายที่สุดไม่สามารถใช้งานได้จริงเลย ใช้งานได้จริงก็คือความปล่อยวางเท่านั้น เวลาเราจะตายเนี่ย เขามาดึงเราไปเลยนะ

อะไรจะเป็นที่พึ่ง ไอ้ความปล่อยวางโลกนี่ เป็นที่พึ่ง เป็นตัวแกะออก คนไหนมีห่วงผูกพันมากน่ะจะซวย เหมือนกับเอากาวตราช้างไปติดไว้น่ะ พอดึงละก็ฉีกแควกเลย มันต้องมีตัวร่อน ร่อนออกจากโลกธาตุ เป็นอนาลโย ไม่อาลัย ถึงเวลาตายก็พร้อมเสมอ

เหมือนกับนั่งรถสองแถวไปน่ะ ไปจอดป้ายรถเมล์ เราเอามือไปจับกิ่งของต้นไม้ข้างทางเอาไว้ พอไอ้รถสองแถวมันจะออกนะ นั่นน่ะมือมันจะขาด ตอนนั้นน่ะอะไรจะเป็นที่พึ่งแก่เรา ถามว่าอะไรเป็นที่พึ่งแก่เรา ตอนรถมันจะออกน่ะ ไอ้ที่พึ่งแก่เราคือปล่อยมือซะ ให้ปล่อยมือซะที่จับกิ่งไม้ยึดเอาไว้น่ะ ปล่อยซะ

เมื่อบุคคลจะพลัดพรากจากกันน่ะ ก็เช่นเดียวกัน ที่พึ่งคืออะไร ที่พึ่งก็คือปล่อยมันซะ ปล่อยมันจากใจไปซะ ที่ยึดน่ะ จะยึดไว้ถึงไหน จะยึดไว้จนมือขาดหรือ ยึดไว้ด้วยมือ มือก็จะขาด ยึดไว้ด้วยใจ ใจก็จะขาด ต่อให้ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดก็ดึงไม่ได้ เพราะสิ่งทั้งปวงน่ะคือสิ่งที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไป การพลัดพรากจากของรักของชอบใจนั้นเป็นธรรมดาของโลก

เป็นธรรมดาเลย บุคคลทั้งหลายต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น แล้วตอนนั้นน่ะอะไรจะเป็นที่พึ่งแก่เรา ไอ้ตัวปล่อยวางนั่นแหละจะเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ตัวยึด ไม่ใช่ตัวหวง ห่วง ไม่ใช่ตัวรัก ไม่ใช่ตัวรักแท้ โอ้โฮรักแท้เลย รักกันมาตั้งแต่เกิดเลยเนี่ย รักกันมาตั้งแต่สามขวบแล้ว นี่รักแท้เลย ช่วยไม่ได้เลย ช่วยไม่ได้เลยเวลาจะพลัดพรากจากกันน่ะ ที่จะช่วยได้คือตัวปล่อยวาง รู้ความจริง ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง มีการแตกสลายไปเป็นธรรมดา มีการพลัดพรากเป็นธรรมดา มีการแตกกระจัดกระจายฉิบหายไปเป็นธรรมดา สังขารทั้งหลาย เป็นของไม่เที่ยง

อันนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านสรุปมาให้ฟังตอนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานน่ะ สรุปความห่วงใยของท่านเป็นคำสั้น ๆ บอกให้ลูกหลานทั้งหลายฟัง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายเป็นของที่มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด

อย่าประมาท จงยกตนให้ออกจากกิเลสตัณหาอุปาทานให้ได้ อย่าประมาทวันเวลาเลย ความตายนี่ไม่รู้เลยว่าจะตายเมื่อไหร่ ถึงเวลาเราจะตาย เขาต้องมาถามว่าสร้างบารมีมามากแค่ไหน นอกนั้นไม่มีประโยชน์ เงินทองกองท่วมหัวก็ทิ้งเอาไว้ ไม่ได้อะไรไป ญาติพี่น้องมีร้อยคนพันคนก็ไม่ได้เอาไป ความรักแท้รักจริงทั้งหลายก็ไม่มีค่าอะไร ไม่มีค่าอะไรเลย อย่าเอามาคุยเลยว่ามีคนรักฉันร้อยคน ไม่มีค่าอะไร ยังกลับมาทำให้จิตใจเราห่วงหาอาวรณ์ เศร้าสร้อยกระวนกระวายเพิ่มขึ้น

ไอ้ของที่จะมีค่ากับเราคือความสลัดคืน ยังคิดอยู่เสมอว่าเราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว อันนั้นน่ะถึงจะมีค่า

ถ้ามาคิดว่าโอ้ยฉันรักคนโน้น ไอ้คนนั้นมันรักฉันจริง ๆ ไอ้หลานคนนั้น ไอ้ลูกคนนั้นมันรักฉันจริง ๆ โอยยายอยู่กับหนูเถอะ อย่าไปเลย อย่าไปเลยมาพักบ้านเนี่ย อยู่ตลอดไปเถอะ ไม่ต้องกลับวัดไปเลย มานั่งภูมิใจแหมถึงฉันจะไม่มีอะไรก็ยังมีหลานคนหนึ่งรักฉันจริง มันไม่มีค่าหรอก มันมาเติมให้ใจเราเต็มไม่ได้หรอก

ใจเราต้องเต็มได้ด้วยสติปัฏฐาน เติมเอาเอง เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว บารมีทั้งหลายต้องสร้างเอาเอง ไม่หวังอะไรจากใคร ไม่รอคอยใคร ใครทำใครได้ ใครปฏิบัติคนนั้นก็ได้เอง ใครกินคนนั้นก็อิ่มเอง ลูกเต้าหลานเหลนมันไม่ทำก็ช่าง แม่จะทำแล้ว ไอ้หนูมึงไม่ไป แม่จะไปนิพานแล้ว

ทำตัวเราให้เป็นที่พึ่งก่อน อย่ามัวไปห่วงคนอื่นจนเสียงาน ต้องไปนั่งคิดถึงห่วงลูกห่วงหลาน เสียเวลา ไม่ได้เป็นอะไรกันหรอก คนเราน่ะที่ว่าเป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องกันน่ะ เหมือนกับมานั่งรอรถป้ายเดียวกันเท่านั้นแหละ ถึงเวลาก็ต่างคนต่างไป ไม่เกินร้อยปี ต่างคนต่างไป ไม่ได้พากันไป

ไม่มีอะไรจริงหรอก เป็นมายาภาพ โดนหลอก ชาวโลกน่ะโดนหลอกทั้งนั้น นึกว่าตัวเองมี ความจริงไม่มีอะไรเลย นึกว่ามี ความจริงไม่มีอะไรเลย คือว่าเป็นแต่เพียงของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ทั้งนั้น เราเข้ามาเป็นชาวธรรมะนี่ มีประโยชน์กว่าเยอะ แสวงหาของที่ตายแล้วเอาไปได้ หาความสลัดคืน หาความไม่อาลัยต่อสังขารทั้งปวง อยู่อย่างไม่อาลัย เมื่อจะไปก็พร้อม เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว ถ้าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่น จะสะอื้นจนวันตาย เอาใจมาไว้กับตัวเองดีกว่า จะได้บรรลุธรรม

การบรรลุธรรม มันต้องบรรลุในกายยาววาหนาคืบ กำหนดหยั่งรู้อยู่ในร่างกายสังขารไม่มีอะไร เดี๋ยวก็เห็นความสลัดคืน เห็นความไม่ยึดมั่น คือความไม่เกาะเกี่ยวอารมณ์ อารมณ์นั้นมีอยู่ แต่จิตสักแต่ว่ารู้ รู้แล้วก็ผ่านไป อารมณ์ย่อมมีอยู่หนีอารมณ์ไปไม่พ้น จงกำหนดในปัจจุบัน จนมันเห็นความไม่เที่ยงของอารมณ์ สติเราต้องฝึกเอาไว้ สติน่ะต้องพร้อม มันจะแจ่มแจ้ง มันจะแจ่มแจ้งในอารมณ์ คือรู้รอบ

รู้รอบหมายความว่ามันละได้น่ะ ถ้ารู้ไม่รอบมันยังติดอยู่ รู้ในปัจจุบันขณะหนึ่ง กำหนดขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง สักแต่ว่ารู้ อันนี้แหละเราจะดับทุกข์ได้ เนี่ยของจริงที่จะดับทุกข์ได้จริง ลูกเต้า ผัวเมีย ดับทุกข์ให้กันไม่ได้หรอก ดับทุกข์ให้กันไม่ได้ คนรักกันปานจะกลืนมันก็มีแต่มาเพิ่มทุกข์ ปฏิบัติสติปัฏฐานน่ะดับทุกข์ได้ คือไม่เกาะเกี่ยวอารมณ์ สติหยั่งรู้ขณะหนึ่งในฐาน ก็จะพ้นจากมาร

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ประดุจนกรอยไถ นกที่มันหากินตามรอยไถน่ะ นกมันตัวเล็ก ๆ หากินตามรอยไถจะพ้นจากเหยี่ยวโฉบ ถ้าเราตั้งสติอยู่ในสติปัฏฐานก็จะพ้นจากมารคือกิเลส

ความสุขทั้งหลายนี่เราต้องทำเอาเองทั้งนั้น ถ้า ความสุขอะไรที่ต้องอิงอาศัยคนอื่น นั่นไม่ใช่ของแท้ ความสุขอันใดก็ตามที ที่ยังต้องเนื่องด้วยผู้อื่น นั่นไม่ใช่ความสุขแท้จริง ความสุขที่แท้จริงต้องไม่เกี่ยวกับใครเลย มีตัวเราคนเดียว เพราะว่าสติปัฏฐานนี่ เป็นทางของบุคคลผู้เดียว เป็นไปในที่แห่งเดียว คือพระนิพพาน

ได้บรรยายธรรมมาเพื่อเป็นให้เกิดศรัทธาปสาทะแด่ญาติโยมผู้ประพฤติธรรมทั้งหลาย ก็หวังจะให้เป็นประโยชน์แก่ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาผู้ใคร่ในธรรม สนใจในธรรม ใคร่ในการออกพ้นจากทุกข์ทั้งปวง จะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง

ท้ายที่สุดก็ขออาราธนาคุณพระศรีพระรัตนตรัย จงคุ้มครองปกปักรักษาให้เหล่าผู้ปฏิบัติธรรม ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ผู้ใคร่ในการปฏิบัติธรรม ให้เจริญด้วยกุศล ด้วยโลกุตตรธรรมยิ่ง ๆ ขอให้ได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ