0015 - โสดาปัตติยังคะ
โสดาปัตติยังคะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอกราบอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณผู้มีพระคุณประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในสติปัฏฐาน ๔ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญพรสามเณร ญาติโยม อุบาสกอุบาสิกา ผู้ใคร่ในธรรมปฏิบัติ
วันนี้ก็มีโอกาสได้มากล่าวธรรมะในหมู่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมอีกครั้งหนึ่ง ธรรมะคือยามาแก้โรคใจ รักษาทุกข์ ใจมันเป็นทุกข์ ธรรมะเป็นโอสถที่มาแก้ไข มาเยียวยาโรคทั้งปวงภายในใจเรา เยียวยาก็คือพัฒนาจิตของเราให้ดีขึ้น สร้างคุณค่าทางจิตให้มีคุณธรรมมากขึ้น เมื่อมีคุณธรรมมากขึ้น มันก็ไปขับไล่ความชั่วภายในใจ เมื่อจิตใจเราดีขึ้นทุกข์ก็น้อยลง
ความชั่วที่บังเกิดขึ้นในใจเรา ก่อนที่จะไปทำร้ายคนอื่น มันต้องทำร้ายใจเราอย่างไม่มีชิ้นดีก่อน ค่อยไปทำร้ายคนอื่น เหมือนก้านไม้ขีด เราจะจุดก้านไม้ขีดไปเผาสิ่งอื่นให้มันมอดไหม้ ก้านไม้ขีดจะไหม้ก่อน อย่าคิดว่าเราจะไปทำร้ายคนอื่นโดยที่ไม่ทำร้ายตัวเอง ก่อนที่เราจะไปทำร้ายคนอื่น เราทำร้ายตัวเองก่อนแล้ว เพียงแต่ไม่มีปัญญาล่วงรู้
พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านมีปัญญาเห็นดังนี้ ท่านจึงมีหิริความละอายต่อบาป โอตตัปปะความเกรงกลัวต่อบาป ละอายต่อความชั่ว เกรงกลัวต่อความชั่ว เพราะมีญาณปัญญาเห็นว่า ความชั่วที่ตั้งขึ้นมาในใจเราน่ะ ทำร้ายตัวเราใจเราเดี๋ยวนั้นเลย ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องรอเวลาไปตกนรก ขณะที่ความชั่วตั้งต้นขึ้นในใจเราน่ะ เราถูกทำร้ายแล้ว
ในทำนองกลับกัน ความดีก็เป็นเช่นเดียวกัน เมื่อความดีตั้งต้นขึ้นในใจเราน่ะ อย่างเช่นความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารี ก่อนที่มันจะบันดาลให้เราไปช่วยเหลือคนอื่นน่ะ มันช่วยเหลือตัวเราอย่างเต็มที่แล้ว ด้วยการสร้างจิตใจที่อิ่มเอิบเบิกบาน เป็นสุข ร่มเย็น ปีติ อิ่มเอิบในธรรม เพราะฉะนั้นพระอริยะทั้งหลายท่านมีปัญญาเห็นดังนี้แล้ว ท่านจึงมีความขวนขวายที่จะสร้างกุศลทั้งปวง เพราะว่ามีความเพียรที่จะก้าวออกไปข้างหน้า ที่จะสร้างกุศลให้ถึงพร้อม
มีเรื่องในธรรมบทเรื่องหนึ่งว่า พระโมคคัลลานะท่านไปทรมานเศรษฐีขี้เหนียว ร่ำรวยมาก มีปราสาท ๗ ชั้น บังเอิญเดินไปเห็นคนข้างถนนนั่งกินขนมเบื้อง ก็เลยอยากจะกินขนมเบื้องขึ้นมา จะทำกินก็กลัวคนจะขอ กลัวจะเปลือง ก็ให้เมียเอาแป้ง เอาสิ่งของต่าง ๆ ขึ้นไปปราสาทชั้น ๗ ไปปิ้งขนมเบื้องกินคนเดียวแหละ เมียก็ไม่ให้กิน แต่ให้เมียช่วยหิ้วของขึ้นไป พระพุทธเจ้าท่านแผ่ข่ายพระญาณไปถึง ท่านตรัสให้พระโมคคัลลานะไปทรมาน เศรษฐีก็อุตส่าห์มาปิ้งขนมเบื้องที่ชั้น ๗ พระโมคคัลลานะแสดงอภิญญาไปยืนอยู่บนอากาศนอกหน้าต่างที่ชั้น ๗ เศรษฐีก็ โอ้ ที่หนีขึ้นมาถึงชั้น ๗ น่ะ จำเพาะจะหนีคนประเภทนี้มากที่สุด คือพวกนักบวชทั้งหลาย ผู้ภิกขาจาร คือขออาหารผู้อื่นกิน พระโมคคัลลานะก็แสดงฤทธิ์ทรมานจนเศรษฐีนั้นละพยศ มีการเดินจงกรมบนอากาศบ้าง บังหวนให้เกิดควันไฟบ้าง ท่านทรมานเศรษฐีด้วยการแสดงฤทธิ์ ต่อมาเศรษฐีผู้นั้นน่ะ ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน
ในธรรมบทกล่าวไว้ว่า เมื่อเศรษฐีผู้นั้นบรรลุโสดาบันแล้ว เป็นผู้เกลี่ยทรัพย์ทั้ง ๘๐ โกฏิ ลงสู่พระพุทธศาสนา ตั้งแต่บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันนั้นแล้ว ทรัพย์สมบัติที่เคยหวง แม้แต่จะกินเองยังหวง ยังเสียดาย เมียจะกินยังหวง แต่เมื่อบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว จิตเปลี่ยนไปเลย กลายเป็นผู้ยินดีในกุศล ยินดีในการบริจาค คำนี้ ท่านกล่าวไว้น่าฟังมากว่า เมื่อเศรษฐีผู้นั้นบรรลุโสดาบันแล้ว ได้เป็นผู้เกลี่ยทรัพย์ทั้ง ๘๐ โกฏิลงสู่พระพุทธศาสนา คืออุปถัมภ์พระศาสนาเต็มที่ เป็นสำนวนโวหารของภาษาบาลี หมายความว่า ตั้งแต่บัดนั้นก็เริ่มอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ถวายอาหารพระบิณฑบาต จีวร เสนาสนะ คิลานเภสัช ถวายปัจจัย ๔ อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์
อันนี้คือว่า เมื่อจิตดวงหนึ่งได้เห็นธรรมะแล้ว จะขวนขวายละชั่วประพฤติดีอย่างยิ่งยวด เห็นวัตถุในโลกไม่มีค่าเท่ากุศลธรรม เพราะว่าเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ยั่งยืนของชีวิต ทรัพย์สมบัตินี้ก็เป็นของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ แม้แต่ร่างกายสังขาร ที่ยึดว่าเป็นของเราก็ต้องทิ้ง ไปเป็นเหยื่อสุนัข แร้งกา หมู่หนอน เชื้อโรค ไม่มีอะไรเป็นของเราจริง จำต้องทิ้งสิ่งทั้งปวงไป
อันนี้เมื่อมีญาณปัญญาเบื้องต้นแล้ว จะต้องเห็นความไม่เที่ยงคือความตาย ไม่ลืมความตาย พระโสดาบันซึ่งเป็นพระอริยะขั้นต้นนี่ ไม่ลืมความตายแล้ว นึกถึงแต่ความตายตลอด เห็นความไม่เที่ยงของชีวิต เห็นความไม่เที่ยงของสังขาร สังขารนี้ก็เป็นเป้าให้ทุกข์ระดมยิง ความวิบัติพินาศฉิบหายทั้งปวง ย่อมหยั่งลงมาสู่สังขารร่างกาย ความไม่เที่ยง ความแตกดับ ความฉิบหายทำลาย มันเกิดขึ้นแน่
ถ้าถามว่าอะไรที่ทำร้ายสังขารร่างกาย กายยาววาหนาคืบให้ไปสู่ความตาย อะไรล่ะที่ทำร้าย ความเกิดนั่นเองทำร้าย ความเกิดน่ะเป็นผู้ทำร้ายทำลาย เมื่อเกิดมาแล้วก็ตั้งต้นบ่ายหน้าไปสู่ความตาย ไม่เคยหยุด ความเกิดนี่แหละมันแช่งให้เราตาย ใครเกิดมาก็ตายแน่ อันนี้เป็นความไม่เที่ยงของสังขาร
แต่บุคคลผู้มีดวงตาเห็นธรรมน่ะ จะต้องแจ่มแจ้งในความไม่เที่ยง เห็นว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นแล้วล้วนจะต้องแตกดับไปเป็นธรรมดา อันนี้เรียกว่าปัญญา ปัญญาเห็นความเกิดดับ ปัญญาของพระโสดาบันนี่ ต้องแจ่มแจ้งเรื่องความตายแล้ว ไม่ลืมความตาย ไม่คิดว่าคนอื่นจะตายเท่านั้น คิดว่าตัวเรานี่แหละจะตาย เมื่อคิดถึงความตายแล้วปัญญามันเกิด ถ้าไม่เห็นความตายปัญญาไม่เกิด ถ้าไม่คิดถึงความตาย โอกาสปฏิบัติธรรมน่ะยาก จิตท่านน่ะจะมองเห็นความตายอยู่ทุกเมื่อ ชีวิตนี้ไม่ยั่งยืน ความตายเป็นของยั่งยืน อันเราจะพึงตายเป็นแท้ ชีวิตเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ ชีวิตนี้ไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง
อันนี้ก็เรียกว่าดวงตาเห็นธรรม เห็นความเกิดดับ เห็นมาก ๆ ก็ไม่ไว้ใจในสังขาร เมื่อไม่ไว้ใจในสังขารแล้วไปไว้ใจในอะไรล่ะ ไม่ไว้ใจในสังขารก็จะเปลี่ยนเป็นไปไว้ใจในพระรัตนตรัยแทน จิตของท่านผู้มีดวงตาเห็นธรรม เมื่อบรรลุธรรมเข้าสู่มรรคผลเบื้องต้นแล้ว เป็นผู้เห็นโทษในสังขารอย่างยิ่ง เพราะเห็นความไม่เที่ยง เห็นความไม่น่าไว้ใจ อาศัยไม่ได้ พึ่งพิงไม่ได้ สะดุ้งอยู่ สะดุ้งเพราะเห็นความจริง เห็นความไม่เที่ยง เห็นทุกข์ เห็นความเป็นอนัตตา ความเป็นอนัตตาคือไม่ใช่ของเรา มันฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่เชื่อ สั่งไม่ได้ มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เป็นไปตามอำนาจของเรา ไม่เป็นไปตามความต้องการของเรา
เหมือนว่าบุคคลนี่ นั่งนอนเอกเขนกอยู่ในเรือนที่ไฟไหม้ หรือนอนเล่นอยู่ในถ้ำที่มีเสือร้ายน่ะ ไม่ไว้ใจแล้ว ถ้าบุคคลนั้นเห็นอยู่รู้อยู่ว่าบ้านกำลังไฟไหม้ เห็นอยู่รู้อยู่ว่าในถ้ำที่ตัวเองนอนอยู่น่ะมีเสือ สะดุ้งแล้ว ไอ้ที่นอนเล่นสบายใจเพราะมันไม่เห็น ไม่รู้เลยว่าบ้านที่เรากำลังนั่งนอนอยู่นี่ ไฟมันกำลังไหม้ เพราะมันไม่มีตาปัญญา ตาบอดทางธรรม ไม่เห็นธรรมะ
ธรรมะก็คือความเกิดดับ สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง ไม่เที่ยงทั้งนั้น อันนี้เป็นความจริง เมื่อปัญญาเห็นธรรมะ จิตมันจะไม่ไว้ใจในสังขาร ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ถ้าหากญาณปัญญายังหยาบอยู่เรายังเห็นแจ้งความไม่เที่ยงของรูปธรรมอย่างเดียวก่อน นามธรรมยังเห็นยากอยู่ เห็นรูปธรรม ความแตกดับของร่างกายเนี่ยมันเห็นง่ายด้วยตาเปล่า ไม่ต้องมีญาณปัญญาลึกซึ้ง เห็นความไม่เที่ยง ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นรังของโรค เป็นที่อาศัยแห่งหมู่หนอน พยาธิ และเชื้อโรคทั้งหลาย เป็นของไม่น่าไว้ใจ เป็นทุกข์เป็นโทษเหมือนลูกศรปักอก เหมือนโดนลูกศรปักอกอยู่นะ ทุกข์ ทุกข์มาก สังขารร่างกายอยู่ด้วยการเยียวยารักษาทั้งนั้น
โรคที่ใหญ่ที่สุด ก็คือ โรคหิว โรคหิวโรคกระหาย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง กินตอนเช้าตอนเพลหิวแล้ว กินตอนเพลตอนเย็นหิวอีก กินตอนเย็น น้ำปานะ กาแฟ โอวัลติน อะไรก็ตามที ตอนเช้าหิวแล้ว ไม่จบ ต้องลำบากลำบนมากมาย ยิ่งชีวิตฆราวาสยิ่งลำบากมาก ลำบากว่าจะหาอะไรมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพราะมันไม่อิ่ม มันไม่จบ กินตอนเช้า ตอนเที่ยงหิว กินตอนเที่ยงตอนเย็นหิวอีก กว่าจะทำมาหากินมาได้ก็ลำบาก ทำไปกินไป จนตายยังไม่ได้อะไรเลย เขาถึงว่าเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนี่ คือการเอาไปทิ้งเหว มันไม่เต็ม
พระพุทธเจ้าท่านอุปมาไว้ เอาสมบัติเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก็คือทิ้งเหว เอาสมบัติไปทิ้งเหว มันไม่รู้จักเต็ม กินเช้าเที่ยงหิว กินเที่ยงเย็นหิว กินวันนี้พรุ่งนี้หิว กินพรุ่งนี้มะรืนหิว ไม่จบ แก่งแย่งชิงดี แย่งกันมา กว่าจะได้อาหารมา ถึงมีความสามารถที่จะหาอาหารมาได้ครบ ๓ มื้อ ก็ยังไม่พ้นทุกข์ เพราะตัณหามันยังไม่พออีก คนที่ไม่มีอาหารครบ ๓ มื้อ อยากจะมีอาหารครบ ๓ มื้อกิน คนที่มีอาหารครบ ๓ มื้อแล้วนี่ อยากจะกินให้อร่อย พอมันมีกินให้อร่อยแล้วนี่ อยากจะเปลี่ยนไปกินอาหารจีนบ้าง อาหารฝรั่งบ้าง มันไม่จบ
ชีวิตนี้มองด้วยญาณปัญญาแล้วมีแต่ทุกข์ ควรเบื่อหน่ายควรคลายกำหนัด อย่าเย่อหยิ่งถือดีในสังขาร เมื่อมีญาณปัญญาแล้วมันจะไม่ไว้ใจในสังขาร สังขารที่เราดูแลกันอย่างดีทุกวันนี่แหละ ปรนนิบัติดูแลอย่างดี ขัดสีฉวีวรรณ มันอยากกินอะไรอร่อยก็เที่ยวไปหามา ดูแลมันยิ่งกว่าพ่อแม่ตัวเอง สักวันหนึ่งมันจะทรยศเราอย่างไม่มีชิ้นดี มันนึกจะเจ็บก็เจ็บ นึกจะปวดก็ปวด นึกจะตายมันก็ตาย มันไม่ฟังคำ มันไม่ขอความเห็นเราหรอก ไม่ถามเราก่อน เออนี่ฉันจะเจ็บแขนนะ เธอจะอนุญาติให้เจ็บไหม ไม่ถามหรอก เออนี่ฉันจะตายเนี่ย เธออนุญาติให้ตายไหม มันไม่ถามหรอก มันจะเจ็บปวดเดือดร้อนอย่างไม่มีชิ้นดี เจ็บจนตาย
ร่างกายสังขารนี่เป็นทุกข์เป็นโทษของผู้มีปัญญาเห็นธรรมะ หมดความไว้ใจในสังขาร พอหมดความไว้ใจในสังขารก็เปลี่ยนไป จิตดวงนั้นก็เปลี่ยนไปไว้ใจในพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เห็นว่าพระรัตนตรัยจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง ในโลกที่ทุกข์เดือดร้อนนี้มีแต่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่ง ที่จะนำเราออกพ้นจากทุกข์ได้ จิตที่ไม่นับถือพระรัตนตรัยเพราะมันไม่เห็นโทษในสังขาร มันไม่มีปัญญา ยิ่งมีญาณปัญญาแก่กล้ามากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเห็นโทษของสังขารมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นคุณของพระรัตนตรัยมากขึ้นเท่านั้น
พอเห็นโทษของสังขาร เห็นทุกข์ เห็นโทษอยู่ทุกขณะจิต พระรัตนตรัยจะบังเกิดในญาณปัญญาเราว่าเป็นที่พึ่งที่แท้จริงเท่านั้น นอกจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ในโลกนี้ไม่มีสาระแก่นสาร ธรรมะของท่านนี่ จะเป็นที่พึ่งที่เราจะเอามาดับทุกข์ ให้พ้นจากทุกข์พ้นจากสังขาร
เพราะฉะนั้นบุคคลผู้มีญาณปัญญาเห็นความไม่เที่ยงของสังขารก็จะละวิจิกิจฉา ไม่มีความสงสัยในพระรัตนตรัย เขาถึงว่าพระโสดาบันน่ะ เป็นผู้ไม่มีความสงสัยในพระรัตนตรัย ที่ไม่สงสัยในพระรัตนตรัย เพราะว่าไม่สงสัยว่าสังขารมันเป็นทุกข์อย่างแสนเข็ญทุกข์อย่างสุดขีด
อุปมาว่า สมมติว่า มีคนคนหนึ่งน่ะ อยู่ในเกาะ เกาะหนึ่ง เกาะนั้นก็มีไฟลุกท่วมเต็มไปหมดเลย เต็มทั้งเกาะเลย ไม่มีที่จะเว้นว่างเลย และก็คนนั้นกำลังจะโดนไฟไหม้อยู่ ไม่เห็นที่ว่างที่จะหลบจากไฟไปได้ มีราชรถคันหนึ่งลอยมาจากอากาศมาที่ใกล้ ๆ คนนั้นน่ะ แล้วก็เรียกให้ขึ้นไป ถามว่าคนคนนั้นจะมาสงสัยหรือเปล่าว่าไอ้ราชรถนี่มันจะพาเราไปฆ่าทิ้ง ไม่สงสัยหรอก ไม่มีความสงสัยหรอกว่าราชรถนั้นจะพาเราไปฆ่าทิ้ง เพราะมันเห็นโทษ เห็นโทษในที่เดิมอย่างยิ่ง
สังขารและร่างกายที่เราอาศัยอยู่เนี่ย มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เดินไปสู่ความตาย ถ้ามีญาณปัญญาเห็นดังนี้นะ ความสงสัยในพระรัตนตรัยไม่เกิด จะให้คุณค่าของพระรัตนตรัยไว้สูงมาก เหมือนกับที่ท่านกล่าวไว้ในธรรมบท ว่าเศรษฐีขี้เหนียวผู้นั้นน่ะ มาเปลี่ยนเป็นผู้เกลี่ยทรัพย์ทั้ง ๘๐ โกฏิ ลงสู่พระพุทธศาสนา เหมือนเรื่องสุปปพุทธกุฏฐิก็เหมือนกัน สุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อนไปฟังธรรม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ด้วยความที่ตัวเองเป็นโรคเรื้อน ก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปในหมู่ชน นั่งฟังอยู่ห่าง ๆ พอได้ยินเสียงธรรม เมื่อฟังธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าเกิดได้บรรลุโสดาบัน พระอินทร์เมื่อรู้ว่าสุปปพุทธกุฏฐิ ได้บรรลุโสดาบันแล้วนะ จะยังให้เกิดความอัศจรรย์ของพระศาสนา ก็เลยแปลงกายมาลองใจ แปลงกายมา แล้วก็มาถามสุปปพุทธะ นี่สุปปพุทธะเธอน่ะเป็นคนจนนะ ลำบาก เธอพูดอย่างนี้สิ ว่าพระพุทธเจ้าไม่มี พระธรรมไม่มี พระสงฆ์ไม่มี แล้วฉันจะให้ทรัพย์สมบัติมากมายแก่เธอ เธอจะเป็นเศรษฐี สุปปพุทธะไล่ตะเพิดไปเลย ไป ไป ไป แกมาว่าอะไรว่าฉันจน ฉันนี่รวย รวยอริยทรัพย์ ทรัพย์ภายใน ฉันเป็นสุขด้วยอริยทรัพย์นี่แล้ว ไป ไป ไปซะ จะให้ฉันพูดพระพุทธเจ้าไม่มี พระธรรมไม่มี พระสงฆ์ไม่มี ฉันไม่พูดหรอก เอาทรัพย์มากองท่วมหัวแค่ไหนก็ไม่พูด มันซึ้ง มันซาบซึ้งแล้วว่า พระรัตนตรัยจะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ จะนำไปสู่ความสุขอันไพบูลย์
อันนี่นะ แยกแยะให้ดูว่า เมื่อมีปัญญาขึ้นมามันก็เกิดศรัทธา พอมีปัญญามันก็ละสักกายทิฏฐิ พอละสักกายทิฏฐิมันก็ตัดวิจิกิจฉา จะซาบซึ้งในธรรมะ ไม่สงสัยในธรรมะ ไม่สงสัยในคุณของธรรมะ คิดแต่จะขวนขวายบำเพ็ญธรรมแล้ว ไม่เห็นคุณค่าของวัตถุแล้ว เมื่อเห็นความไม่เที่ยงความเกิดดับ เห็นความตาย ก็จะเห็นว่าสมบัติทั้งหลายไม่มีอะไรเป็นของเราจริง ทรัพย์สมบัติที่กองท่วมหัวอยู่ข้างหน้านี่ ไม่ใช่ของเราเลย ตายแล้วเอาไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นถึงว่าพระโสดาบันท่านไม่เสียดายในทรัพย์สมบัติ มีปัญญาแล้ว มันเป็นอัตโนมัติแหละ พอบรรลุธรรมมันก็เห็นความไม่มีแก่นสารของวัตถุ ก็คิดสละเพื่อสร้างบารมี ให้วัตถุที่ไม่เที่ยงเพื่อแลกเอาบุญบารมี เหมือนกับสละขี้หมาไปแลกกับทองคำ คนฉลาดหรือคนโง่ คนฉลาด แต่ชาวโลกดูว่าโง่ เพราะชาวโลกชอบขี้หมามากกว่า พระอริยะท่านมองเห็นความไม่เที่ยง เห็นความไม่เที่ยงของการครอบครอง ก็เลยสละวัตถุ เพื่อแลกเอาพระนิพพาน ก็เหมือนสละขี้หมาไปแลกกับทองคำ
คนมีตาดีคนไหนมันก็ทำทั้งนั้น ยกเว้นคนโง่ ถ้าคนเอาทองคำมาขอแลกขี้หมาในบ้านเรา ถ้าเราไม่โง่ก็เอา พระโสดาบันท่านเห็นว่า ทรัพย์สมบัติจะสามารถฉิบหายได้ด้วย โจรภัย ราชภัย วาตภัย อุทกภัย หรือฉิบหายด้วยลม น้ำ ด้วยโจร พระราชามาริบคือราชภัย โดนยึด โดนเวนคืน สมัยนี้ไม่มีพระราชามาริบเหมือนสมัยก่อน ก็ถูกกฎหมายเวนคืน แต่บุญนี่ไม่มีใครมาแย่งไปได้
มีคำกล่าวเป็นพุทธภาษิตว่า บุญอันโจรลักไม่ได้ บุญอันโจรนำพาไปไม่ได้ ไอ้ของที่เรายังไม่ได้ให้ มันยังไม่ใช่ของเรา ไอ้ของที่เราให้ไปแล้วน่ะถึงจะเป็นของเราจริง อันนี้เป็นความหมายที่ว่าบุญของเรานี่โจรลักไม่ได้ ทรัพย์สินสมบัติน่ะยังไม่แน่ วันนี้เป็นของเรา พรุ่งนี้อาจจะเป็นของเขา เราตายก็เอาไปไม่ได้ แต่บุญบารมีนี่เอาไปได้ จงสร้างบุญบารมีไว้เพื่อเป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน
ผู้ที่จะถึงนิพพานต้องมีบุญเป็นเหตุปัจจัย บุญก็คือกุศลจิต ถ้าจิตไม่เป็นกุศลจะบรรลุธรรมยาก มันไม่พร้อม การที่เราเห็นธรรมะแล้วจะก้าวขึ้นสู่ความเป็นพระอริยะนี่ มันต้องประกอบไปด้วยกุศลจิต บุคคลเห็นความไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนของวัตถุ คิดจะสละ คือว่าผู้นั้นมีจาคะแล้ว ยินดีในการสละ ยินดีในการแสวงหาธรรมะ ขวนขวายในการควบคุมตนอยู่ในศีล ตั้งตนอยู่ในกรอบของศีล
ถ้าหากเราถามว่าศีลนี่ มันทำให้เราเป็นอิสระหรือทำให้เราโดนกักขัง มองเผิน ๆ ก็เหมือนกับคนมารักษาศีลนี่โดนกักขัง คนไม่รักษาศีลมันสบาย อิสระ มันมีเสรีภาพ คือเสรีภาพในการเป็นทาส มันจะไปเป็นทาสอะไรก็ได้ตามสบาย ตามเสรี บุคคลผู้ไม่มีศีลนี่มันได้เสรีภาพในการเป็นทาส มันไปเป็นทาสอบายมุขก็ได้ เป็นทาสสุรา ทาสยาเสพติด เป็นทาสของการเที่ยวกลางคืน ที่บอกว่ามีเสรีภาพคือมันมีเสรีภาพที่จะไปเป็นทาสเขา แต่บุคคลผู้มีศีลนี่ ไม่มีอิสระ คือไม่สามารถมีอิสระจะไปเป็นทาสใคร ถูกห้ามเอาไว้ด้วยศีล
มองให้ลึกแล้วก็คือว่า ศีลนี่นำไปสู่อิสระยิ่งกว่า เพราะไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าใครในสิ่งไม่ดี ถูกห้ามเอาไว้ บุคคลที่ไม่ห้ามตัวเองอยู่ในกรอบของศีลน่ะ ท้ายที่สุดก็จะไปโดนสังคมห้ามเอง สังเกตดูเถอะถ้าเราเดินไปเจอหมาตัวไหน ที่มันใส่ครอบปากอยู่น่ะ ถามว่าไอ้หมาตัวนี้มันเป็นยังไง แสดงว่าหมาตัวนี้มันใจดี ไม่เคยทำร้ายใครเลยใช่ไหม ไม่ใช่หรอก ถามเขาดูซิ ไอ้นี่มันกัดคนเรื่อย ก็เลยต้องครอบปากมันไว้ ไอ้หมาที่ใจดีเจอใครก็กระดิกหางใส่ ไม่มีใครไปครอบปากมันหรอก คือหมาตัวที่มันทำอะไรตามอำเภอใจ มันก็เลยโดนเขาบังคับไว้
เหมือนคนน่ะ บันดาลโทสะไม่อดกลั้น ไม่มีขันติ โกรธขึ้นมาไม่ควบคุมใจ เอาปืนไปยิงเขาตาย ก็เลยต้องโดนไปคุมไว้ในคุก ๒๐ - ๓๐ ปี ถ้าหากบุคคลมีศีล มีการอดกลั้นควบคุมตน มันไม่มีเสรีภาพที่จะเข้าคุกเลย เขาไม่ให้เข้า ไอ้คนที่ไม่มีศีลนะมันมีเสรีภาพ มีอิสระเสรีที่จะเข้าคุกน่ะ
พูดไปพูดมา ก็คือว่า ศีลนี่เราอย่าคิดว่ามันเป็นข้อห้ามให้เราลำบาก ข้อห้ามของศีลที่พระพุทธเจ้าบัญญัติน่ะ เอามาควบคุมเพื่อให้เราอิสระ บุคคลใดที่เขาไว้ใจ สังคมไว้ใจว่าไม่ทำร้ายใครน่ะ เขาจะเปิดโอกาสให้ไปไหนต่อไหนได้เสรี บุคคลไหนที่เขาไม่ไว้ใจว่าไอ้นี่จะไม่ทำร้ายเขา เขาจะจับไปคุมไว้ในคุก
เพราะฉะนั้นนะถ้าเรามองเผินๆ เหมือนกับว่า เรามาถือศีลนี่ยุ่งยากลำบาก ไม่อิสระเลย นั่นมองตื้น ๆ ถ้ามองด้วยปัญญาแล้ว ศีลน่ะให้อิสระ ให้อิสระเสรีอย่างยิ่ง
ถ้าเราไม่คุมใจน่ะ ท้ายที่สุดนะ จะต้องโดนเขาจับไปคุม เขาเอาตรวนมาใส่มือ ใส่ขา ถูกเขาคุมไว้ เพราะว่าไอ้นี่ไม่รู้จักคุมใจตัวเอง มันไม่มีศีล คนไหนที่มีศีล ที่สังคมเขายอมรับ รับรู้ว่าคนนี้มีศีล ควบคุมตัวเอง อยู่ในกรอบ อยู่ในระเบียบวินัย เขาจะให้อิสระ ไม่มีใครเอาตรวนไปใส่หรอก เหมือนกับหมาที่เขาใส่ครอบปากน่ะ มันชอบกัดเขา เริ่มต้นเราคิดว่าจะไปทำร้ายคนอื่น แท้ที่จริงมันทำร้ายตนเอง เริ่มต้นที่เราคิดว่าจะไปช่วยคนอื่นน่ะ แท้ที่จริงก็คือช่วยตัวเอง ทำอะไรแก่คนอื่นมันก็คือทำกับตัวเอง
เพราะฉะนั้นน่ะ ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อมีญาณปัญญาเห็นดังนี้ จึงขวนขวายรักษาศีล และรักษาจริง ๆ เพื่อขัดเกลาตัวเอง ไม่ใช่รักษาเพื่อเอาหน้า รักษาเพื่ออวดคน อันนั้นไม่ใช่ รักษาเพื่ออวดคนน่ะพวกไม่เห็นคุณค่าของศีลที่แท้จริง ต้องการเอามาอวดคน ถ้าคนเห็นคุณค่าของศีลที่แท้จริงนี่ ใครเห็นไม่เห็นก็ไม่สนใจหรอก เหมือนอย่างเรากินข้าว เรารู้ว่ากินแล้วท้องอิ่ม ต้องมีคนเห็นไหมถึงค่อยกินน่ะ ไม่มีหรอก ไม่ต้องให้มีคนเห็น ถ้าเราหิวก็กิน ถ้าเราเห็นคุณค่าของอาหาร ไม่ต้องไปทำอวดคนหรอก เหมือนกับว่าเราจะกินข้าวน่ะ กินคนเดียวก็กิน ไม่ต้องอวดใคร พอถึงเวลาจะอวดก็ มันอวดเพราะว่า มันมาเจอกันพอดี ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะอวด นี่ คนที่เห็นคุณค่าของอาหาร
ฉะนั้นท่านถึงบอกว่าบุคคลที่ยังไม่มีดวงตาเห็นธรรม มันไม่เห็นคุณค่าของศีล ถือศีลลูบ ๆ คลำ ๆ เรียกว่า สีลัพพตปรามาส รักษาศีลเพื่อจะบังหน้า เอาความดีมาอ้างเพื่อจะเป็นโอกาสในการทำชั่ว แสดงให้คนอื่นเห็นว่ามักน้อยสันโดษเพื่อจะได้เอาเยอะ ๆ อันนี้เขาเรียกว่าสีลัพพตปรามาส ลูบคลำศีลพรต ไม่ได้ใฝ่หาแก่นแท้ของศีลและวัตร เพื่อจะมาขัดเกลากิเลส เพื่อจะเป็นเหตุปัจจัยแก่พระนิพพาน เขาถึงเรียกว่าสีลัพพตปรามาส ลูบคลำศีลและพรต ไอ้พวกนี้มันยังไม่เห็นธรรมะ
พระอริยะท่านเห็นธรรมะแล้ว ละสีลัพพตปรามาสได้ขาดกระเด็นไปเลย เห็นคุณค่าของศีลนะ ไม่ต้องห่วง ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด เพราะเห็นคุณค่าของศีลยิ่งกว่าชีวิต อันนี้เขาเรียกว่า องค์แห่งพระโสดาบัน องค์แห่งพระโสดาบันก็คือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ภาษาบาลีเขาเรียกว่า โสดาปัตติยังคะ คือว่ามีศรัทธา เป็นผู้มีศรัทธาต่อพระรัตนตรัยอันไม่หวั่นไหวคลอนแคลน ภาษาบาลีเขาเรียกว่า อะเวจจัปปะสาเทนะ คือว่ามีศรัทธาเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวคลอนแคลนในพระรัตนตรัย
เหมือนกับอุปมาที่ว่า เมื่อเราอยู่ในเกาะที่ไฟลุกท่วม กำลังจะโดนไฟไหม้อยู่ มีราชรถลอยมารับเรา ความศรัทธาที่ว่าอยากจะขึ้น หวังไว้ หวังใจไว้ในราชรถนั้นจะมีเต็มที่ ศรัทธาในพระรัตนตรัยน่ะไม่หวั่นไหวคลอนแคลน มั่นคงในศีลก็คือว่าเป็นผู้มีความยินดีในการรักษาศีลอย่างจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่รักษาเพื่ออวดเขา ไม่ใช่รักษาศีลเพื่อเห็นแก่ลาภ ไม่ใช่รักษาศีลเพื่ออยากให้ใครมานับถือ เป็นผู้มีความยินดีในการรักษาศีลอย่างจริง
จาคะคือมีความคิดสละ ไม่ยึดมั่นในวัตถุ พร้อมที่จะสละวัตถุเพื่อสร้างบุญบารมี สละวัตถุเพื่อความหลุดพ้น สละเพื่อความพ้นทุกข์ เหมือนกับเอาขี้หมาไปแลกกับทองคำ คือเห็นว่าวัตถุก็เหมือนขี้หมาก้อนหนึ่ง ธรรมะนี่เหมือนทองคำ อันนี้แหละจาคะ พร้อมจะสละ ปัญญาก็เห็นความเกิดดับ เห็นแจ้งในความเกิดดับ เห็นความตาย ร่างกายสังขารไม่เที่ยงและความตายใกล้เข้ามาแล้ว เราบ่ายหน้าเข้าสู่ความตายทุกวัน
๔ ข้อนี่เป็นองค์แห่งพระโสดาบัน ถ้าจิตเรามี ๔ ข้อนี้มากขึ้นๆ เราก็ถือว่าเราใกล้สู่ความเป็นพระโสดาบันเข้าไปทุกที เป็นพระโสดาบันก็หมดทุกข์ไปมากมาย
มีคำอุปมาของพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ก่อนที่ท่านจะถามนั้น ท่านเอาเล็บท่านน่ะจิกดินขึ้นมาติดปลายเล็บ ท่านถามภิกษุว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ฝุ่นที่ติดปลายเล็บเราตถาคตอยู่ กับฝุ่นทั้งแผ่นดิน อย่างไหนมากกว่ากัน พระก็บอกว่า โอ้ ฝุ่นที่ติดปลายเล็บของพระองค์มีปริมาณน้อยกว่าน้อย เทียบกันไม่ได้เลยพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสตอบว่า ฉันใดก็ฉันนั้นแลภิกษุทั้งหลาย ทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงที่พระโสดาบันได้ละไปแล้วนั้น เปรียบเสมือนฝุ่นในแผ่นดิน ส่วนทุกข์ของพระโสดาบันที่ยังมีอยู่น่ะเปรียบประดุจฝุ่นที่ปลายเล็บของเราตถาคตนี่เอง
พระโสดาบันหมดทุกข์ไปมากมายขนาดนั้นน่ะ อันนี้เป็นความอัศจรรย์ของพระธรรม บุคคลใดที่มารู้ธรรมะเห็นธรรมะ แม้จะเป็นขั้นต้นก็ดับทุกข์ไปแทบไม่เหลือเลย ยังเหลือทุกข์แค่ปลายเล็บ จะทุกข์อย่างมากที่สุดก็เกิดอีก ๗ ชาติ ถ้าดีขึ้นมาก็เกิดน้อยกว่านั้น หรือไม่เช่นนั้นก็สามารถที่จะบรรลุคุณธรรมเบื้องสูงในปัจจุบันชาตินี้ เหมือนพระอานนท์ ท่านบรรลุโสดาบันแล้วท่านก็ไม่ต้องไปเกิดอีก ๗ ชาติ ท่านก็ปฏิบัติจนหมดกิเลสในชาตินี้เลย
อันนี้พูดกันถึงว่าความอัศจรรย์ของธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมะท่านอัศจรรย์มาก แม้แต่การรู้ธรรมเห็นธรรมเบื้องต้น ก็หมดทุกข์ไปแทบหมดเลยนะ เหลือแค่ปลายเล็บ อุปมาเทียบปริมาณกันนะ เหมือนกับยังเหลือความทุกข์เท่ากับฝุ่นที่ปลายเล็บ
ฉะนั้น เป็นบุญกุศลที่เราสะสมมาหลายภพหลายชาติ ที่ได้โอกาสเป็นปลาลอดร่างแห หลุดจากร่างแหออกมาปฏิบัติธรรม คนที่หลงมัวเมาในโลกียสุขน่ะมีมากมายนับไม่ถ้วน เปรียบเหมือนปลาในแห เราน่ะปลาลอดร่างแหมาแล้ว ฉะนั้นอย่าท้อถอย ท้ายที่สุดนะเราก็จะบรรลุธรรมได้สักวันหนึ่ง
วันนี้เป็นโอกาสดี ที่ได้มีโอกาสมาปรารภธรรมแก่ท่านทั้งหลาย ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย มาสถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของเราท่านทั้งหลาย ให้รู้ธรรมเห็นธรรม แจ้งธรรม ท้ายที่สุดให้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญฯ

ความคิดเห็นล่าสุด
44 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 4 วัน ก่อน
49 สัปดาห์ 23 ชั่วโมง ก่อน
49 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
49 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
49 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
1 ปี 28 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 28 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 5 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 5 สัปดาห์ ก่อน