0014 - กำหนดจิตหยั่งรู้ภายใน

กำหนดจิตหยั่งรู้ภายใน

๑๑-ต.ค.-๒๕๔๕

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรมอันพระผู้มีภาคเจ้าได้ตรัสแสดงไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าไปยังพระเดชพระคุณพระอาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ทางด้านมหาสติปัฏฐานสูตร ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาล ขอเจริญพรเจริญสุขแด่สามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา

วันนี้วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ เป็นโอกาสดีที่ได้มาปรารภธรรมซึ่งกันและกัน ในหมู่ผู้ปฏิบัติ ก่อนจะออกพรรษาอีกไม่กี่วัน ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านจำแนกแยกแยะให้ศิษย์หาสาวกแจ่มแจ้งในเรื่องตัวเอง รู้แจ้งในเรื่องตัวเอง รู้ข้างใน ไม่ต้องรู้ไปข้างนอกมากมาย ไม่ต้องไปรู้เรื่องพิสดารพันลึก มาแจ้งในเรื่องธรรมดา เรื่องธรรมดาของตัวเอง

เพราะฉะนั้นธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงง่าย ๆ แสดงง่าย ๆ แต่ปล่อยวางตามนั้นยาก เพราะคนเรามันหมักหมมอยู่ด้วยอาสวะ ความเคยชินที่จะลงต่ำ อาสวะแปลว่าเครื่องหมักดอง คือนิสัยไม่ดีมากมายหลายหลากของคนเรา หมักหมมอยู่ในขันธสันดาน คือ ทำตามยาก เพราะว่าเรามันมีตัวฝืนอยู่ข้างใน ฉะนั้นท่านจึงมีวิถีทางปฏิบัติให้ง่ายคือ ท่านบัญญัติสติปัฏฐาน ๔ คือให้มีกิจกรรมกิจการงาน ที่เกี่ยวเนื่องในการหันเข้ามาดูตัวเอง แทนที่จะไปดูข้างนอก ให้หันเข้ารู้ดูเรื่องตัวเอง

มีนิทานขำขันอยู่เรื่องหนึ่ง ไอ้หนุ่มในเมืองจีนสมัยโบราณ ก็เห็นพวกเพื่อน ๆ ไปเรียนวิชาการต่าง ๆ วิชายิงธนูบ้าง ขี่ม้าบ้าง วิชาล่าสัตว์บ้าง วิชาใช้อาวุธ ใช้ดาบ ใช้กระบี่ อะไรทำนองนี้ ไอ้หนุ่มคนนี้ก็อยากจะเรียนวิชาที่เยี่ยมกว่าคนอื่น ก็เลยไปเจออาจารย์คนหนึ่งสอนวิชาฆ่ามังกร วิชาล่ามังกร แต่ว่าต้องเสียค่าเล่าเรียนแพง ไอ้หนุ่มคนนี้ก็ยอม คือว่าอยากจะได้วิชาการที่พิเศษ ยอมไปขอเงินพ่อเงินแม่ ขายไร่ขายนาด้วย เพื่อเอาเงินไปจ่ายเป็นค่าเล่าเรียน อยากจะเรียนวิชาล่ามังกร เรียนอยู่ใช้เวลา ๔-๕ ปีจึงเรียนจบ อาจารย์บอกให้กลับบ้านได้แล้ว จบหลักสูตรวิชาล่ามังกร พอกลับมาถึงบ้าน ไอ้คนที่ไปเรียนวิชาอื่นน่ะ พอเรียนกลับมาก็มีเรื่องทำ แต่ไอ้คนไปเรียนวิชาล่ามังกร มันเรียนจบกลับมาแล้ว ไม่รู้จะไปเอามังกรที่ไหนมาล่า เพราะว่ามันไม่มีอยู่จริง มันเป็นสัตว์ในเทพนิยาย เรียนวิชาจับปลาในลำธารหน้าบ้านยังมีประโยชน์กว่าเลย

เขาว่าคนที่รู้เรื่องไกลตัว รู้เรื่องพิเศษ รู้เรื่องพิสดาร แต่แล้วก็ไม่มีประโยชน์แก่เราจริง ๆนั้น มารู้เรื่องง่าย ๆ ธรรมดาที่ใกล้ตัวจะเป็นประโยชน์มากกว่า เหมือนกับไอ้หนุ่มคนนั้นน่ะ ถ้ามันไปขอเรียนวิชาจับปลาในลำธารหน้าบ้าน บางทีก็ไม่ต้องเสียเงินน่ะ ไม่ต้องขายไร่ขายนารวบรวมเงินไปจ่ายให้แก่ซินแสเพื่อจะเรียนวิชาล่ามังกร

อันนี้ยกตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นภาพว่าบางทีคนเราน่ะ เรื่องใกล้ตัวไม่สน อย่างวัวควายนี่หญ้าปากคอกไม่กิน เที่ยวไปหาไกล ๆ โน้น ธรรมะพระพุทธเจ้า ก็หันมากินหญ้าปากคอก ไอ้ที่โง่เคยไปเรียนวิชาล่ามังกรมาแล้วก็แล้วไป เสียเงินให้ซินแสไปแล้ว ไปขอคืนก็ไม่ได้ โง่ไปแล้ว ไม่เป็นไรกลับมาดีกว่า กลับมาเรียนวิชาจับปลาที่ลำธารหน้าบ้านมีประโยชน์กว่า เลี้ยงตัวได้ เลี้ยงลูกเมียได้ แต่วิชาล่ามังกรไม่รู้จะไปใช้ยังไง

นี่อุปมาเหมือนกันน่ะ คนเรา จิตเราน่ะ มันอยากจะไปได้เรื่องพิเศษพิสดาร จนหาตัวเองไม่เจอ หาเจอแต่คนอื่นทั้งนั้น ไปหาที่ไหน ๆ เจอแต่คนอื่น ต้องว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน อยู่ท่ามกลางฝูงชนน่ะ แต่ว้าเหว่หงอยเหงา หาตัวเองไม่เจอ เจอแต่คนอื่น ยิ่งหาคนอื่นก็ยิ่งหงอยเหงา เพราะอะไร เพราะที่เราไปหาคนอื่นน่ะ มันไปด้วยจิตหิว นึกว่าคนอื่นเขาจะมาเติมให้เราเต็มได้ ไอ้คนอื่นมันก็หิวเหมือนกัน เหมือนกับมีน้ำอยู่คนละครึ่งแก้ว ไอ้เราก็จะไปเอาครึ่งแก้วเขามาเติมใส่แก้วเรา เห็นมันเดินยิ้มเข้ามา ถือน้ำครึ่งแก้วมาหาเรา เรานึกดีใจแล้ว กูจะได้น้ำครึ่งแก้วมันน่ะ มาเติมครึ่งแก้วกูให้เต็มเสียที ที่ไหนได้ มันยิ้มเข้ามาน่ะ มันจะมาเอาน้ำครึ่งแก้วเราไปใส่แก้วมัน มันก็เลยไม่จบ

ทางโลกไม่จบหรอก ยิ่งแสวงหาความสุขจากคนอื่นยิ่งไม่จบ ไม่จบไม่สิ้น หาไปเถอะว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน หาไม่เจอตัวเอง หาแต่คนอื่นก็มีแต่ความผิดหวัง เพราะไม่มีใครได้อย่างใจเรา ผัวเมียนอนกอดกันก็ยังระแวงกัน ร่างกายกอดกันอยู่ แต่จิตใจยังระแวงกันอยู่ คนเคยมีสามีภรรยาอาจจะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะอะไร เพราะบางทีเราไม่รู้ว่าจิตใจเขาเรื่องนี้เป็นยังไงกับเรา ก็ระแวงไปต่าง ๆ นา ๆ ระแวงไปตามธรรมชาติของจิตคนที่หิว จะให้เขามาเติมให้เราเต็ม ต้องระแวงแล้ว มันจะมาดีกับกูตลอดหรือเปล่า มันนอนกับกูมันจะคิดถึงสาวอื่นหรือเปล่า ไม่จบสิ้น ยิ่งแสวงหาคนอื่นก็ยิ่งเหงา นั่นแหละว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน

เขาบอกว่า ถ้าเอาใจไปไว้กับคนอื่น จะสะอื้นจนวันตาย ถ้าเอาใจกลับมาที่กาย ความตายจะไม่มี จะหลุดพ้นได้ ไปหาแต่คนอื่นเจอแต่ความผิดหวังทั้งนั้น ไม่มีใครได้อย่างใจเราหรอก ไม่มีใครที่เราจะสั่งมันซ้ายหันขวาหันได้อย่างใจเรา เขาพูดกันเป็นคำเล่นว่า มีอยู่อย่างเดียวแหละได้อย่างใจ คือม้าก้านกล้วยน่ะ ม้าที่เด็ก ๆ เอาก้านกล้วยมาทำม้าขี่ จะให้มันหันไปทางซ้ายทางขวาหันไปตามหมด นอกนั้นไม่ได้หรอก ม้าจริง ๆ ก็ไม่ได้หรอก มันพยศ ไม่ได้อย่างใจเรา คนนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

นี่ท่านให้เอาจิตกลับมาสู่ตัวเรา มาเจริญสติปัฏฐาน มากำหนดที่กายในกาย เมื่อเรากำหนดแล้วก็ไม่ต้องไปหาใครเลย มันจะอบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะอะไร เพราะว่าจิตมันอิ่ม พอจิตอิ่มก็ไม่ต้องไปหาใคร ไม่ต้องไปรอใครให้ใครมาช่วยอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ต้องรอคอยรอยยิ้มจากใคร ไอ้พวกรอคอยรอยยิ้มจากคนอื่นน่ะเดือดร้อนที่สุด ต้องให้เขามาเอาใจอย่างนั้นถึงจะมีความสุข ต้องให้เขามาทำดีกับเรา ต้องให้เขานับถือเรา มันไม่หาตัวเอง โหยหิวกระหายอยู่ท่ามกลางฝูงชนนั้นน่ะ ไม่มีความสุข

คนที่เจริญสติปัฏฐานน่ะถึงจะมีความสุขได้ เพราะดึงจิตกลับคืนมาสู่ตัวเรา พอเริ่มต้นก็เป็นสุขแล้ว เป็นสุขยังไง คือไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าทางใจของใครแล้ว เริ่มต้นปฏิบัติก็เป็นสุขแล้ว ดึงจิตมากำหนดในกาย ตรงไหนก็ตามทีเถอะ พอกำหนดปุ๊บก็เป็นสุข เพราะไม่ต้องเป็นขี้ข้าเขาแล้ว ไม่ต้องรอให้ใครมาเติมให้เต็ม เราอิ่มในตัวเรา อิ่มอยู่กับปัจจุบันอารมณ์

ส่งจิตไปอดีตอนาคตก็เดือดร้อน ยิ่งส่งไปก็ยิ่งโง่มากขึ้น อดีตก็ผ่านไปแล้วแก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่ว่าเลวร้ายปานใด หน้าแตกมา เดือดร้อนมา เสียของรักมา ผ่านไปแล้ว แก้ไม่ได้แล้ว อนาคตก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร ฉะนั้นคนที่คิดถึงอดีตอนาคตน่ะเดือดร้อน ไม่มีความสุข สติปัฏฐานน่ะดึงจิตมากำหนดภายในตัวเราในปัจจุบันขณะ ขณะหนึ่ง ๆ รู้แล้วก็วางไป รู้แล้วก็วางไป ดูขณะหนึ่ง ๆ ไม่ต้องรักษา ไม่ต้องหวงแหน อารมณ์ทั้งปวงมีแต่เกิดดับ กำหนดรู้ขณะหนึ่งแล้วก็ผ่านไป รู้ขณะหนึ่งแล้วก็ผ่านไป เกิดขึ้นมาก็ดับไป รูปธรรมก็ดับ นามธรรมก็ดับ ไม่มีอะไรเหลือ ถ้าเห็นอย่างนี้ มันจะนำจิตเราเข้าไปสู่ความปล่อยวางและความหลุดพ้น

ความหลุดพ้นนี่เป็นคำพูดสั้น ๆ คำพูดเต็มสูตรนี่ท่านบอกว่า เป็นผู้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ขนาดยังไม่ไปถึงไหนเลยนะ แค่ดึงจิตเราน่ะกลับเข้ามาในตัวเองในปัจจุบันขณะนี่ โอ้โห โล่งไปเลย ความทุกข์ที่แบกหาบมา แบกหาบมาก็ด้วยความโง่ทั้งนั้น โง่คือไม่รู้จริง ว่าสังขารไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

ร่างกายสังขารนี้ ที่เห็น ๆ นั่งอยู่นี่ ก็ไม่ใช่ของเราเลย ยืมมาจากโลก ยืมธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมของโลกมาอาศัยใช้ ใช้ตราบที่ยังหายใจอยู่ พอเลิกหายใจก็คืน ไม่ได้เอาอะไรไปเลย ตอนเกิดก็ไม่ได้เอามาเลย มาอาศัยอาหารที่แม่เขากินเข้าไป พอก ๆ เป็นตัวเรา ของโลกนี้ทั้งนั้น ไม่ได้เอาอะไรมาเลย เวลาเลิกหายใจแล้ว ก็ไม่ได้เอาอะไรไปเลย ร่างกายยาววาหนาคืบก็เน่าพุพองเป็นเหยื่อแห่งหมู่หนอนแร้งกา สมัยนี้เขาไม่ปล่อยให้เป็นเหยื่อหมู่หนอนแร้งกา ก็เอาไว้เปลืองค่าถ่าน ต้องซื้อถ่าน ๒ กระสอบ น้ำมันก๊าดถังหนึ่ง มีเอาไว้เปลืองถ่านกับน้ำมันก๊าดเท่านั้นเอง ไม่มีค่าอะไร ต่อให้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีก็ไม่มีค่าแล้ว ไร้ค่า จะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็มีไว้เปลืองถ่านเท่านั้นเอง ถ้าเอาไปทิ้งในป่า ยังเป็นประโยชน์แก่สัตว์บ้าง หากตายอยู่ในเมืองก็มีแค่เปลืองถ่าน

ลาภยศสรรเสริญสุขทั้งหลายก็ไม่มีแก่นสารอะไร เป็นเหมือนเมฆหมอกมายา เคยได้เคยดีเคยเป็นเคยมีก็จะไปสู่ความดับสิ้นหมด ไม่เหลือสักอย่าง เคยเป็นเจ้าแม่เจ้าพ่อประจำจังหวัด ยิ่งใหญ่ขนาดว่าคุมนักเลงเป็นร้อย ก็ไม่มีค่าอะไร ถึงเวลาตายแล้วก็ จะปัดแมลงวันสักตัวยังไม่ได้เลย ป้องกันตัวเองจากแมลงวันมาตอมยังไม่ได้เลย สมัยก่อนมีมือปืนเป็นร้อยไว้คอยคุ้มครองคุ้มกัน พอตายแล้วจะเอามือปัดแมลงวันสักตัวยังไม่สามารถทำได้ สมัยนี้เขาต้องเอาใส่โลงเย็นให้ กันแมลงวันมาตอม เจ้าพ่อก็เล็กกว่าแมลงวันเสียแล้ว

นี่เป็นความจริง เรื่องใกล้ตัว ไม่ต้องรู้เรื่องไกลหรอก มาเจริญสติปัฏฐาน ญาณปัญญาแจ่มแจ้งอยู่ในร่างกาย ในขันธ์ ๕ ในอายตนะ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ รู้ไปละไป รู้ไปละไป รู้น้อยก็ละไปน้อย ๆ ละวางอุปาทาน ละไปเรื่อย ละไปจนกว่าจะเป็นพระอรหันต์เมื่อไหร่ ก็หมดเรื่อง ทำไปเรื่อย ไม่ได้ไปรู้ไกลแค่ไหน ไม่ต้องไปเรียนวิชาล่ามังกร นี่ กลับมาดูตัวเอง ดูไอ้ของที่ไม่เคยสนใจดูเลยน่ะ

การกำหนดจิตลงในร่างกายสังขารนี่ก็เป็นที่บรรลุอรหันต์ของพระสาวกนับไม่ถ้วน ไม่ได้ไปบรรลุที่ไหนหรอก มากำหนดหยั่งรู้ในกายยาววาหนาคืบ มีสติในฐาน จนแจ่มแจ้ง เกิดญาณปัญญา ความหลุดพ้นก็มาเอง แยกร่างกายให้เป็นส่วนย่อย มันก็ไม่เหลืออะไรเลย

ในสติปัฏฐานสูตรท่านกล่าวว่า เมื่อนายโคฆาตคนฆ่าโคจูงแม่โคมาเพื่อฆ่า ตอนจูงมาก็ยังคิดว่าเราจูงแม่โค ตอนจับมาไว้ที่ซอง ก็ยังคิดว่าเราจับแม่โคมาไว้ที่ซอง ตอนเอาค้อนทุบหัวแม่โคก็ยังคิดว่า เออนี่เราเอาค้อนทุบหัวแม่โค ตอนเอามีดแทงก็ยังคิดว่านี่เราเอามีดแทงแม่โค และหลังจากนั้นก็แล่เป็นเนื้ออยู่กอง หนังอยู่กอง กระดูกไว้กอง ไปขายที่ทางสี่แพร่ง คือไปขายที่ตลาดน่ะ หลังจากนั้นแล้วไม่คิดว่าเรานั่งขายแม่โค ย่อมคิดว่า เรานั่งขายเนื้อ ขายหนัง ขายกระดูก ขายเครื่องใน

ฉันใดก็ดี พระโยคาวจร ผู้มากำหนดรู้ในกายแยกให้เห็นว่าร่างกายนี้ ประกอบมาจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สิ่งใดเป็นของแข้นแข็ง สิ่งนั้นเป็นของธาตุดิน สิ่งใดเอิบอาบ สิ่งนั้นเป็นธาตุน้ำ สิ่งใดอบอุ่น สิ่งนั้นเป็นธาตุไฟ สิ่งใดพัดไปมา สิ่งนั้นเป็นธาตุลม แยกแยะให้เห็นว่าอันนี้ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวเขา เป็นสักว่าธาตุ อุปาทานมันจะหายไป อุปาทานจะลดน้อยถอยลง เมื่อเรารู้สึกว่าไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย เห็นเป็นธาตุ ความรู้สึกยึดมั่นในสิ่งที่ควรรัก ในสิ่งที่ควรเกลียด มันจะลดน้อยถอยลงไป เพราะมันไม่รู้จะเกลียดอะไร เกลียดธาตุ เกลียดดินอย่างนี้น่ะหรือ เกลียดดินไปเตะดินซะไป เตะดินเจ็บเท้าอีก หรือมานั่งเกลียดน้ำอย่างนี้น่ะ

เมื่อแยกแยะด้วยญาณปัญญาแล้ว ร่างกายนี้ไม่มีอะไร เป็นธาตุดินของโลก ดินข้างนอกน่ะที่เตะไปเตะมาเป็นอย่างไร ดินที่มาประกอบเป็นร่างกายเราก็เป็นอย่างนั้นแหละ ไม่ได้ต่างกันเลย เวลาเราเตะก้อนดินตามถนนน่ะ เราไม่คิดว่าเตะตัวเราเตะของเราหรอก เห็นมันเป็นธาตุ แต่พอมันมาประกอบเป็นร่างกายนี้ โมหะอวิชชามันบังตา ญาณปัญญาไม่แจ่มแจ้ง ก็เลยมีที่ยึด ก็รู้สึกว่ามีกูคนหนึ่ง ชื่อนั้น ๆ ใครข่มขี่ไม่ได้ มันเป็นอุปาทาน ความจริงไม่มีเลย มีแต่ธาตุของโลก

พอกำหนดหยั่งรู้ ก็มีแต่นามธรรมเกิดดับ กำหนดที่จิตก็มีแต่ตัวรู้และสิ่งถูกรู้เท่านั้นเอง มีแต่ความเกิดดับ ร่างกายสังขารทั้งแท่งทั้งก้อนนี่ ก็เป็นธาตุของโลกทั้งนั้น มากำหนดดูที่จิตก็มีแต่ความเกิดดับ กำหนดหยั่งเข้าไปจริง ๆ แล้วก็ไม่มีใคร มีแต่จิตคือตัวรู้ และสิ่งถูกรู้คืออารมณ์ อารมณ์คือสิ่งถูกรู้ อารมณ์หยาบ อารมณ์ละเอียด ล้วนเป็นสิ่งที่มาให้จิตรู้ รู้แล้วก็ดับไป ๆ

เวทนาที่ร่างกาย ปวดเจ็บคันเมื่อย ก็คือจิตไปรับรู้ในธาตุ ๔ ที่เราเอามาอาศัยในช่วงที่ยังหายใจอยู่ ช่วงที่ยังไม่คืนให้โลกไป ความปวดความเจ็บความเมื่อยทั้งหลาย ก็คือสิ่งที่เราไปรู้กับก้อนดินก้อนหินเท่านั้นเอง ไม่ใช่ของเราเลย เมื่อแยกแยะด้วยญาณปัญญาแล้ว เวทนาที่เกิดในกายนี้ ก็ไม่ใช่ของเรา

เหมือนต้นไม้ที่เกิดในที่ดินของคนอื่น ต้นไม้นั้นไม่ใช่ของเราหรอก ความปวดความเจ็บความเมื่อยในร่างกายน่ะ ก็ไม่ใช่ของเรา ฉันใดก็ฉันนั้น ความปวด ความเจ็บ ความเมื่อย ทุกขเวทนาในกายนี้ ก็คืออาการรับรู้ต่อดินน้ำไฟลมที่เรายืมโลกเขามาใช้ชั่วคราว ไม่ใช่ของเราเองหรอก เหมือนกับต้นไม้ที่ขึ้นในที่คนอื่น ต้นไม้นั้นก็ไม่ใช่ของเรา เวทนาที่เกิดเพราะอาศัยร่างกาย ซึ่งยืมดินน้ำไฟลมของโลกมาใช้ ก็ไม่ใช่ของเราเช่นกัน

เวลาเรากลับเข้ามากำหนดหยั่งรู้ในกาย ญาณปัญญามันก็จะเกิดให้เราเห็นอยู่เรื่อย ว่าไอ้นี่ไม่ใช่เรา ไอ้นั่นก็ไม่ใช่ของเรา ทำให้จิตเราถอนอุปาทาน ความยึดมั่นที่เคยมีมากมันก็คลายลง จากมีแน่นมันก็หย่อนลง กิเลสเราไม่ได้หมดในเวลาวันเดียวหรอก เราไม่ใช่พระที่มีบารมีมาก ๆ อย่างสมัยพุทธกาล แต่ก็ได้อาศัยแต่ละวันแต่ละเวลาที่เราหยั่งรู้ความจริง รู้ไปวันหนึ่ง ๆ จิตมันก็คลาย รู้ไปเรื่อย ๆ มันก็ค่อย ๆ คลาย ทุกข์มันก็ลดลง ทุกข์มันลดลงตามความยึดมั่นอุปาทานที่มันน้อยลง จะเป็นอะไรหรือไม่ก็แล้วแต่เถอะ ถ้าทุกข์ลดลงเป็นอันใช้ได้ จะเป็นปุถุชนหรือเป็นอริยชน หรือเป็นขั้นไหน ๆ ก็แล้วแต่เถอะ ไม่สำคัญหรอก ถ้าเราปฏิบัติแล้วทุกข์ลดลงน่ะใช้ได้แล้ว ไม่ต้องมานั่งนึกว่า เอ เรานี่มันขั้นไหน ๆ แล้ว คือเมื่อก่อนนี่ทุกข์มาก ๆ เวลากระทบอารมณ์จะทุกข์มาก เดี๋ยวนี้พอกระทบแล้วทุกข์น้อยลงก็ใช้ได้แล้ว จากการปฏิบัติของเราอย่างไม่ทอดธุระ ปฏิบัติสติปัฏฐานก็ปฏิบัติสักชาติหนึ่ง ปฏิบัติจนตายนั่นแหละ ดูสิว่ามันหมดทุกข์ไหม ลองปฏิบัติดู ถ้าตายไปแล้วหมดทุกข์ก็กลับมาบอกกันบ้างนะ หรือไม่แน่ผู้พูดอาจจะตายก่อนคนฟัง

เพราะว่าชีวิตไม่เที่ยง ชีวิตนี้ไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ชีวิตไม่ยั่งยืน ความตายเป็นของยั่งยืน อันเราจะพึงตายเป็นแท้ ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ คือตั้งต้นด้วยความเกิดแล้วก็บ่ายหน้าไปหาความตาย ตายแน่ไม่ต้องห่วงหรอก ควรที่เราจะสังเวช ไม่ใช่ว่าจะมามัวแต่หลงระเริง ควรที่เราจะสังเวชว่า ร่างกายนี้มิได้ตั้งอยู่นาน ครั้นปราศจากวิญญาณ อันเขาทิ้งเสียแล้ว จักนอนทับซึ่งแผ่นดิน ประดุจดังท่อนไม้หรือท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้ ท่อนไม้และท่อนฟืนยังมีประโยชน์มากกว่า ร่างกายสังขารพอหมดลมหายใจไปก็เปลืองถ่านแค่นั้นเองไม่มีประโยชน์อะไร ท่อนไม้ท่อนฟืนยังมีประโยชน์กว่า

ฉะนั้นเมื่อเรามารู้ว่าร่างกายสังขารไม่เที่ยง ก็อย่าประมาทในชีวิต พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในธรรมบทว่า ร่าเริงอะไรกันนัก ยินดีอะไรกันนัก ท่านทั้งหลาย ในเมื่อชีวิตนี้ของท่าน กำลังบ่ายหน้าเข้าไปหาความตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ควรจะมาทำความเพียรเพื่อถอนอุปาทานความยึดมั่นให้ได้เสียก่อนตาย ถ้าเราตายทั้งที่มีอุปาทานเต็มที่มันจะเป็นทุกข์มาก ปฏิบัติให้หมดอุปาทาน หมดความยึดมั่นถือมั่น ว่าร่างกายนี้เป็นตัวเราของเรา เวทนาทั้งหลายไม่ใช่ตัวเราของเรา สัญญาสังขารวิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิด เหตุปัจจัยนั้นดับไปก็ดับไป ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา ไม่มีตัวเราเกิดอยู่ตายอยู่

วชิราภิกษุณีท่านกล่าวไว้ว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ไอ้ที่เกิด ๆ ตาย ๆ ก็คือทุกข์น่ะ ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นเป็นตัวกูแล้วก็หวงแหนเอาไว้ หวงแหนเอาไว้มันก็ตายอยู่ดี ร่างกายสังขารนี่เราประคบประหงมอย่างดีที่สุด ไม่มีอะไรที่เราประคบประหงมยิ่งกว่าร่างกายเรา ถึงเวลามันก็จะไม่เชื่อฟัง นึกจะป่วยก็ป่วย นึกจะเจ็บก็เจ็บ นึกจะพูดให้สบาย ๆ ก็มีเสลดมาขัดคอ เพราะมันไม่ใช่ของเรา ยืมเขามา ยืมเขามาใช้ชั่วคราว เลิกหายใจเมื่อไหร่ก็ส่งคืน ไม่มีใครพ้น นี่ความจริงน่ะไม่ต้องไปดูไกล ก็คือว่าไม่ต้องไปรู้เรื่องพิสดารมากมายข้างนอกตัว รู้ว่าร่างกายสังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา เพราะว่ามันฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง ห้ามไม่เชื่อ สั่งไม่ได้ รู้เรื่องนี้ดีกว่า รู้เรื่องนี้แล้วดับทุกข์ได้

ท่านกล่าวไว้ว่า ทัสสนานุตตริยะคือการเห็นอันประเสริฐ บุคคลมากมายในโลก เห็นช้างอันเป็นมงคล เห็นม้าอันเป็นมงคล ก็ดีอกดีใจว่าเราได้เห็นของอันเป็นมงคล พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่านั่นยังไม่เป็นของอันเป็นมงคลยิ่งยวด การได้เห็นอริยสัจนั่นแหละเป็นสุดยอดมงคลของการเห็น คือเห็นทุกข์ เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ เห็นความดับทุกข์ และเห็นข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์

เห็นทุกข์ก็คือเห็นความจริงของสังขาร ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ความจริงมันเป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรละวาง ไม่ควรยึดถือ ไม่ควรแบกหาบ เรารู้ทุกข์ รู้เหตุให้เกิดทุกข์ก็คือที่เราทุกข์นี่ไม่ใช่เพราะใครมาทำให้ ใจมันยังมีตัณหา มันไม่ยอมรับความจริง มันฝืนความจริง ความจริงคืออะไรล่ะ

ความจริงก็คือธรรมทั้งหลายมันเกิดแต่เหตุ มีเหตุมันก็เกิดขึ้นมา ถ้าเหตุดับมันก็ดับไป ทีนี้เรามีตัณหาน่ะ มันไปฝืน ไอ้ของไหนเป็นที่ชอบใจนะถ้ายังไม่มาอยากให้มา ทั้งที่มันยังไม่มีเหตุที่จะให้มา แต่ใจเราไปอยากให้มา เขาเรียกกามตัณหา ไอ้ของที่เราชอบใจที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ พอถึงเวลามันก็ต้องจากไป หรือถึงเวลามันก็ต้องแตกดับ เมื่อเหตุปัจจัยมันหมดมันก็ต้องสลายไป หรือมันก็ต้องจากไป แต่ใจเราไปฝืนไม่อยากให้มันจากไป อยากให้มันอยู่นาน ๆ อันนี้เขาเรียกว่าอยากให้อยู่ ภาษาธรรมะเขาเรียกว่า ภวตัณหา แล้วก็ไอ้ของอันไหนน่ะที่เราไม่ชอบใจ เกลียดขี้หน้า เบื่อ อยากให้ไป ๆ ซะที เมื่อไหร่จะไป ๆ ซะที อันนี้ก็เรียกว่าวิภวตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์คือตัณหา๓

จะทำไงล่ะที่จะดับทุกข์น่ะ คือดับที่ตัณหานี่แหละ ก็ต้องมาเจริญสติปัฏฐานนี่ เป็นเบื้องต้นที่จะนำเราไปสู่การดับตัณหา คือกำหนดหยั่งรู้สิ่งทั้งปวงด้วยสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์ กำหนดหยั่งรู้ สิ่งใดเกิดก็กำหนดหยั่งรู้มัน สิ่งใดตั้งอยู่ก็กำหนดหยั่งรู้มันว่ามันตั้งอยู่ สิ่งไหนดับไปก็กำหนดหยั่งรู้มัน สักแต่ว่ารู้ ไม่ติดอยู่ด้วย ไม่มีความยินดียินร้าย ถอนอภิชฌาและโทมนัสออกจากโลก สักแต่ว่ากำหนดเห็นความผ่านมาผ่านไปของสังขารทั้งหลาย

สังขารทั้งหลายคือของที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ทั้งของหยาบของละเอียด ทั้งของเลวของประณีต ไม่ใช่ของเราทั้งนั้น เป็นของที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เมื่อเรากำหนดด้วยสติน่ะ มันจึงจะละความยินดียินร้ายได้ ก็คือละตัณหา

ตัณหาในสติปัฏฐานนี่ จะเรียกว่าอภิชฌาหรือโทมนัสก็ได้เหมือนกันแหละ แต่ว่าเรียกด้วยศัพท์ต่างกัน เหมือนเรียกวัวหรือเรียกโคนั่นแหละ ตัณหาก็คืออยากให้มาอยากให้อยู่อยากให้ไป รวมมาก็คือความยินดีความยินร้าย รักชังนั่นแหละ เรามาปฏิบัติเพื่อดับอภิชฌาและโทมนัส ดับความยินดียินร้ายในปัจจุบันขณะก็คือฝึกดับตัณหา ฝึกดับตัณหาไปขณะหนึ่ง ๆ ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ จนชำนาญขึ้นมา

ท่านถึงกล่าวไว้ในสติปัฏฐานสูตรว่า เมื่อปฏิบัติสติปัฏฐานสูตร จะเป็นทางแห่งมรรคผล เพราะว่าเรามาฝึกดับตัณหา เมื่อฝึกจนชำนาญเมื่อไหร่มันก็พ้นจากปุถุชนไป เพราะมันดับตัณหาได้ ดับได้น้อยหน่อยก็เป็นพระโสดาบัน ได้ขึ้นมาได้มากมาอีกนิดก็เป็นพระสกิทาคามี ดับได้เก่งมากขึ้นก็เป็นพระอนาคามี ดับจนชำนาญเชี่ยวชาญก็เป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่ฝึกอย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปยังไง

เรามาฝึกสติปัฏฐานนี่แหละ มันจะเป็นปากทางไปสู่ความเป็นพระอริยบุคคล ใครทำได้มากได้น้อยก็แล้วแต่ รู้เฉพาะตัว ไม่ต้องโม้ให้คนอื่นฟัง เรารู้เฉพาะตัวว่าเราดับทุกข์ได้หรือเปล่า อันนี้มีค่ายิ่งกว่าคนทั้งโลกจะมายกย่องชมเชยเรา ถ้าคนทั้งโลกนะจะมายกย่องชมเชยเรา แต่เราดับทุกข์ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

เหมือนเอาหินมาก้อนหนึ่ง แล้วก็โยนลงไปในบึง ตอนจะโยนก็เรียกคนทั้งเมืองมาล้อมมาชมว่า โอ้ยหินก้อนนี้ลอยฟ่องเชียว ลอยตุ๊บป่อง ๆ เชียว ไปเกณฑ์คนมาทั้งเมืองซิไป ไม่มีผลอะไร หินมันก็จมอยู่ดี ถ้าจิตใจเราเลวนะ จะให้คนมากราบไหว้ชมเชยยกย่องก็ตกนรกอยู่ดี ยังไม่ตายก็เป็นทุกข์เดือดร้อนอยู่ในโลก ตายแล้วก็ไปนรก คำชมของคนทั้งเมืองไม่มีค่าอะไร

แล้วก็เอาขนนกมาอันหนึ่ง โยนลงไปในบึง แล้วก็ให้คนทั้งเมืองแช่งไปซิ ไอ้ขนนกอันนี้ดูซิจมดิ่งไปเลย ดำดิ่งไปเลย ให้มันพูดกันทั้งเมือง ขนนกมันก็ลอยอยู่นั่นแหละ คือความจริงอย่างหนึ่ง ปากคนอย่างหนึ่ง มันคนละอันกัน นั่นแหละให้เราเอาตัวเองออกมาจากปากคนซิ อย่าขึ้นตามปากคน อย่าลงตามปากคน เวลาใครเขายอก็ดีใจ พอเขาด่าก็เดือดร้อนอีกแล้ว ออกมาซะ ออกมาจากปากชาวบ้านเสีย เราไปห้ามปากเขาไม่ได้ แต่ห้ามหูเราได้ ห้ามใจเราได้

การปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์ในใจเราได้นั้นมันมีค่ายิ่งกว่าอะไร มีค่ายิ่งกว่าเขามาตั้งขึ้นให้เป็นตำแหน่งใดๆทั้งนั้น การเจริญสติปัฏฐานเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เมื่อเรามาขวนขวายเจริญสติปัฏฐาน แสดงว่าเราไม่ประมาทในชีวิตแล้ว ใครจะด่าว่าโง่ ใครจะด่าว่าบ้า ก็ช่างเขา มันเป็นคำพูดคน เราออกมาจากคำพูดคนซะ จะได้มาสู่ใจตัวเอง การที่เราเอาจิตไปอิงอาศัยคนอื่น มันทุกข์ไม่จบสิ้น ต้องไปรอให้เขาดีกับเรา เราค่อยเป็นสุข เดือดร้อนไม่จบ เขาถึงบอกว่า ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน เราถามใจตัวเองว่าเราเป็นอย่างนี้หรือเปล่า อยู่ท่ามกลางคนมากมายแต่ว้าเหว่หงอยเหงา มันหาตัวเองไม่เจอ

เวลาเรามาเจริญสติปัฏฐานน่ะ พอนั่งลงปุ๊บ กำหนดจิตลงปุ๊บ มันอิ่ม มันอิ่มมันสบาย มันไม่ไปหาใคร ไม่รอคอยอะไรจากใคร ไม่ต้องเป็นขี้ข้าทางใจของใคร พอหยุดมันก็อิ่ม จิตเราน่ะ ดึงออกมาจากคนอื่นซะ มากำหนดหยั่งรู้ภายในซะ มันหยุด อิ่ม สบาย คนเราน่ะ หาเท่าไหร่ก็ไม่มีความสุขหรอก มันหยุดมันพอถึงจะสุข อิ่มถึงจะสุข รถคันหนึ่งน่ะ เรานั่งรถไป แล่นไปเถอะ แล่นไปถึงไหน แล่นไปเท่าไหร่ ก็ไม่ถึงหรอก ต้องจอด จอดเมื่อไหร่จึงจะถึง คนในโลกน่ะ มีสมบัติกองท่วมหัว รวยล้นฟ้า แต่หาความสุขไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีตัวพอ เหมือนรถคันหนึ่ง วิ่งไปซิ ขับไปซิ วันนี้จะมาวัดนี้นะ ขับมาจากกรุงเทพฯ พอมาถึงวัดก็ขับต่อไปอีกน่ะ ไม่ถึงหรอก ถ้ายังขับอยู่นั้นยังไม่ถึง จะถึงตอนหยุด

เพราะฉะนั้นนะ เวลาเรามาปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานน่ะ มันเป็นสุข เพราะมันถึง มันหยุด มันพอ มันอิ่ม มันไม่ต้องเป็นขี้ข้าทางใจของใคร ไม่ต้องรอให้ใครมาเติมให้เต็ม สบาย อบอุ่น ไม่ต้องรอคอยอะไรจากใคร ไม่ต้องไปตั้งเงื่อนไขว่าต้องให้คนนั้นมันดีกับเราแล้วเราถึงค่อยเป็นสุข ถ้าอย่างนี้เราสบายเลย พอนั่งกำหนดปุ๊บ มันสบาย

เพราะฉะนั้น ความสุขจากการปฏิบัติธรรมมันตีค่าเป็นราคาเงินไม่ได้ ถามว่ามีความสุขกี่บาท ความสุขจากการปฏิบัติธรรมมันอิ่ม มันพอ มันถึง ส่วนคนไม่ถึงมันเป็นไงล่ะ เหมือนกับตอนเขาแข่งกรีฑาน่ะ มันมีจุดตั้งต้น ให้มันวิ่งไป มีจุดตั้งต้นแต่ไม่มีจุดสิ้นสุดถ้าอย่างนี้ เดือดร้อนมาก วิ่งไป เหนื่อยแค่ไหนก็ไม่ถึงจุดสิ้นสุดเสียที ไม่ถึงตัวพอ ชาวโลกน่ะ หาไปเถอะ หาไป ได้แค่นี้ก็อยากได้แค่นั้นอีก มีสิบก็อยากได้ร้อย มีร้อยอยากได้พัน พอมีพันอยากได้หมื่น เหมือนกับโดนบังคับให้ไปวิ่งในที่ไม่มีจุดสิ้นสุด โอ้ย เดือดร้อน ถ้าเรายังต้องวิ่งอยู่น่ะ วิ่งสักร้อยเมตรก็พอแล้ว

เหมือนกับจิตเรานะ เรายังมีความปรุงแต่ง อยากได้โน่น อยากได้นี่ พอรู้ตัว อ้าวห้ามมัน มากำหนดใหม่ นี่เรียกว่าแค่วิ่งร้อยเมตรหยุด ก็ได้นั่งพักแล้ว หรือเผลอวิ่งต่อไปอ้าวสี่ร้อยเมตร หยุดซะ อ้าวเผลอมากหน่อยวิ่งพันห้า หยุดแล้ว ไอ้ไม่รู้จักหยุดคือโดนบังคับให้วิ่งมาราธอน จากกรุงเทพฯไปขั้วโลกเหนือ ดีไม่ดีถูกบังคับให้วิ่งไปโลกพระจันทร์ คือไม่รู้จักพอ ของในโลกนี้มันยังไม่พอหรอก

เพราะฉะนั้นก็คือการปฏิบัติสติปัฏฐานมันมีความสุขเห็น ๆ ชาวโลกเขาต้องอิจฉาเราซิ แต่มันไม่รู้ มันก็ไม่อิจฉาหรอก อย่างไรก็ตามเราสบายของเราก็แล้วกัน เราไม่ต้องไปอิจฉาใคร ชาวโลกเขาจะมีเงินเป็นหมื่นล้านพันล้าน เราก็ไม่ต้องอิจฉาเขา สบาย เราสบายของเรานะ มันอิ่ม อบอุ่น อบอุ่นอยู่ในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว เป็นธรรมที่ควรเรียกคนอื่นมาดู ควรน้อมเข้ามาสู่ตัว อันวิญญูชนจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง

วันนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่ได้มีโอกาสมาปรารภธรรม ก็พยายามแสดงด้วยเมตตาจิต หวังประโยชน์แก่ผู้ฟัง ไม่ต้องการกระทบกระเทียบใคร ถ้าคำใดไปล่วงเกินท่านทั้งหลายโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ขออภัยด้วย ไม่มีเจตนา เจตนาคืออยากให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังเท่านั้น ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้รู้ธรรมเห็นธรรมเถิด สาธุ

ธรรมไม่มีล้าสมัย

"...นี่ท่านให้เอาจิตกลับมาสู่ตัวเรา มาเจริญสติปัฏฐาน มากำหนดที่กายในกาย เมื่อเรากำหนดแล้วก็ไม่ต้องไปหาใครเลย มันจะอบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะอะไร เพราะว่าจิตมันอิ่ม พอจิตอิ่มก็ไม่ต้องไปหาใคร ไม่ต้องไปรอใครให้ใครมาช่วยอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ต้องรอคอยรอยยิ้มจากใคร ไอ้พวกรอคอยรอยยิ้มจากคนอื่นน่ะเดือดร้อนที่สุด ต้องให้เขามาเอาใจอย่างนั้นถึงจะมีความสุข ต้องให้เขามาทำดีกับเรา ต้องให้เขานับถือเรา มันไม่หาตัวเอง โหยหิวกระหายอยู่ท่ามกลางฝูงชนนั้นน่ะ ไม่มีความสุข

คนที่เจริญสติปัฏฐานน่ะถึงจะมีความสุขได้ เพราะดึงจิตกลับคืนมาสู่ตัวเรา พอเริ่มต้นก็เป็นสุขแล้ว เป็นสุขยังไง คือไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าทางใจของใครแล้ว เริ่มต้นปฏิบัติก็เป็นสุขแล้ว ดึงจิตมากำหนดในกาย ตรงไหนก็ตามทีเถอะ พอกำหนดปุ๊บก็เป็นสุข เพราะไม่ต้องเป็นขี้ข้าเขาแล้ว ไม่ต้องรอให้ใครมาเติมให้เต็ม เราอิ่มในตัวเรา อิ่มอยู่กับปัจจุบันอารมณ์"

สาธุค่ะ เทศน์ตั้งแต่ปี 2545 แต่โดนใจเหมือนสอนพี่โดยตรงเลย เช่นเดียวกับที่หลวงพ่อกล้วยเคยกล่าวไว้ว่าอยู่คนเดียวเหมือนอยู่หลายคน อยู่หลายคนเหมือนอยู่คนเดียว

ขอบคุณค่ะ :-)

นันทวัน