0013 - ธรรมใดเกิดแต่เหตุ

ธรรมใดเกิดแต่เหตุ

๒๖-ก.ย.-๒๕๔๕

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนมัสการพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ทุกท่าน ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อธมฺมธโรผู้เป็นครูบาอาจารย์ ขอนมัสการพระเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญพรสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาผู้ใคร่ในธรรม

วันนี้ก็ได้มีโอกาสปรารภธรรม เพื่อความอาจหาญ ร่าเริง สมาทานในธรรมีกถา เพื่อเกิดวิริยะอุตสาหะในการประพฤติปฏิบัติ เพราะว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ถามว่าชีวิตคืออะไร ชีวิตก็คือสิ่งที่ตั้งต้นด้วยความเกิดและลงท้ายด้วยความตาย ที่เรียกว่ามีชีวิตก็คือใกล้จะตายนั่นแหละ พูดง่าย ๆ ว่าคนไหนมีชีวิตก็คือเดี๋ยวจะตายแล้ว ถ้าไม่มีชีวิตนั่นแหละมันตายแล้ว คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คือคนที่เดี๋ยวจะตายแล้ว เพราะว่าชีวิตคือสิ่งที่ตั้งต้นด้วยความเกิดและลงท้ายด้วยความตาย อันนี้เป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลาง แตกดับฉิบหายทำลายไปในที่สุด ไม่มีอะไรเหลือ ทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม คำว่าสังขารคือสิ่งปรุงแต่ง แบ่งง่าย ๆ คือรูปธรรม นามธรรม รูปธรรมคือของหยาบสัมผัสได้ด้วยอายตนะ ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนนามธรรมนั้นสัมผัสได้ด้วยใจ รวมแล้วไม่เที่ยงทั้งสิ้น ขึ้นชื่อว่าสังขารทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ไม่เที่ยงทั้งนั้น ทั้งภายนอกและภายใน ทั้งหยาบละเอียด เลวประณีต ดีชั่ว คนดีก็ตาย คนชั่วก็ตาย ทั้งรูปธรรมนามธรรมนี้เป็นของไม่เที่ยง

นี่เราปรารภให้เห็นว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ คนเรานั้นถ้าไม่เห็นทุกข์ก็ไม่คิดปฏิบัติธรรม ฉะนั้นการที่เราจะยืนยงคงมั่นเป็นผู้ปฏิบัติธรรมนั้น อย่าลืมทุกข์ ต้องนึกถึงทุกข์เสมอ พระผู้มีพระภาคเจ้าเวลาท่านจะแสดงธรรม จะแสดงอะไรก็ตามที ท่านมักจะปิดท้ายด้วยอริยสัจ เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงแก่สาวกทั้งหลาย อริยสัจต้องแจ่มแจ้งเรื่องทุกข์ก่อน เพื่อให้รู้ว่าที่นั่งๆกันอยู่นี่น่ะมันเป็นทุกข์ แต่ละคนน่ะแบกทุกข์ หาบทุกข์ สะพายทุกข์ ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ควรเห็นโทษในกิเลส อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ควรขวนขวายเจริญมรรคเพราะเป็นปัจจัยแห่งการดับทุกข์ ถ้าไม่เห็นทุกข์จะเจริญมรรคไปทำไม ผู้ปฏิบัติธรรมน่ะ อันความเป็นผู้ปฏิบัติธรรมก็ไม่เที่ยงอีก เราอย่าคิดว่าวันนี้เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วพรุ่งนี้จะต้องเป็นด้วย ไม่แน่หรอก ช่วงที่ธรรมะอยู่ในหัวใจเรา เราก็เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ถ้ากิเลสขึ้นมาครองแทนที่ธรรมะเมื่อไหร่ ก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นก็ได้ อาจจะเปลี่ยนไปเป็นคนขี้คุกก็ได้ ถ้ากิเลสขึ้นมานั่งบนหัวใจเราแล้วพาเราไปทำบาปทำชั่วที่ผิดกฎหมาย มันไม่แน่นอนหรอก สิ่งทั้งปวงขึ้นกับเหตุปัจจัย

คำว่าขึ้นกับเหตุปัจจัยเป็นคำที่ลึกซึ้งมาก ถ้าเราขบแตกอย่างน้อยก็เป็นพระโสดาบันได้ ยืนยันไว้เลย เรียนนักธรรมคาถานี้ต้องจำได้ ตั้งแต่นักธรรมตรี เย ธัมมา เหตุปัพภะวา เตสังเหตุง ตะถาคะโต เตสัญจะ โย นิโรโธจะ เอวัง วาที มะหาสะมะโณ ท่องกันชิน เรียนนักธรรมใหม่ ๆ จำได้ เรียนพุทธประวัติต้องรู้เรื่องนี้ เมื่อพระอัสสชิท่านบิณฑบาต อุปติสสะปริพาชกคือพระสารีบุตรแสวงหาโมกขธรรมอยู่ พอเห็นพระอัสสชิก็เข้าไปกราบ ขอให้ท่านแสดงธรรม พระอัสสชิก็กล่าวคาถานี้ แปลว่าธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงตรัสเหตุแห่งธรรมนั้นและการดับแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้ คือธรรมทั้งปวงเกิดแต่เหตุ พระสารีบุตรฟังขึ้นมาแจ่มแจ้ง ปัญญาแทงตลอด สามารถเป็นพระโสดาบันได้

แค่รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเกิดแต่เหตุ ทำไมฟังแค่นี้ก็เป็นโสดาบันได้ เรามาวิเคราะห์กันเล่น ๆ ก็ได้ ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม คือว่าสิ่งทั้งปวงเกิดแต่เหตุ จะเป็นคนดีก็เกิดเพราะเหตุดี คือธรรมะขึ้นมาตั้งขึ้นที่ใจเรา เราก็กลายเป็นคนดี เมื่อกิเลสมาตั้งขึ้นที่หัวใจเรา เราก็กลายเป็นคนชั่ว คนดีเดี๋ยวก็กลายเป็นคนชั่ว คนชั่วเดี๋ยวกลายเป็นคนดี อันนี้ผู้ประมาทในธรรม ก็คือผู้ย่อหย่อน ไม่ขวนขวายประพฤติ ไม่ขวนขวายในการปฏิบัติ กิเลสก็ขึ้นมาบ่อย ก็กลายเป็นคนเลวโดยปรกติ โดยปรกติแล้วคนเลวก็ไม่มีคนดีก็ไม่มี มันเกิดดับ เกิดดับตามเหตุปัจจัย

หลวงพ่อท่านชอบพูดว่า ผีอยู่ในคน คนอยู่ในผี คนชั่วอยู่ในคนดี คนดีอยู่ในคนชั่ว ก็คือตัวเรานี่แหละ ไม่แน่นอนหรอก เป็นคนดีก็ได้ เป็นคนไม่ดีก็ได้ ตอนเช้าที่ญาติโยม ออกมารอพระเพื่อใส่บาตร ตอนนั้นเป็นคนดี พอใส่บาตรเสร็จกลับเข้าไปในบ้าน ไม่ถูกใจลูก ด่าลูกโขมงโฉงเฉง ไอ้บ้าไอ้บอ กลายเป็นคนวาจาไม่ไพเราะเสียแล้ว ทั้งที่เพิ่งกล่าววาจาไพเราะกับพระคุณเจ้า นิมนต์มาโปรดทุกวันนะคะ โยมมีศรัทธานิมนต์พระคุณเจ้ามาโปรดทุกวันนะคะ เข้าบ้านกลายเป็นคนวาจาหยาบคายด่าลูกด่าหลาน คือมันเกิดดับ อย่าคิดว่าอะไรยั้งยืนยง ถ้าคิดว่าอะไรยั้งยืนยงเป็นผู้ประมาท ผู้ประมาทก็คือตายแล้ว ไร้สาระ คือตายก่อนตายจริง คือมีชีวิตอยู่มีลมหายใจ จะสร้างความดีได้ แต่มันเชือนแช คือเหมือนตายแล้ว มีวันเวลาที่เปล่าประโยชน์ อยู่หายใจ อยู่กินข้าวไปวัน ๆ ไม่ได้เอาวันเวลามาสร้างความดีเพราะประมาท คิดว่าเราทำดีแล้วมันจะดีคงทน

ความจริงมันเกิดดับทุกขณะจิต ยิ่งเรานักปฏิบัติธรรม ดูจิตดูเถอะ ทั้งกิเลสทั้งธรรมะเกิดดับตลอด ท่านกล่าวไว้ในฐานธรรมในธรรม นิวรณ์บรรพคือกิเลส โพชฌงค์บรรพก็คือธรรมะ ไอ้ของอย่างนี้มันเกิดในใจเรา ชื่อมันอยู่ในตำรา ธรรมในธรรมก็คือว่าธรรมะเนี่ย ถ้าเราเห็นอยู่ในตำรา ชื่ออยู่ในตำรา แสดงว่าเรายังห่างไกลนัก ธรรมะทุกข้อต้องมาเห็นที่เกิดในใจเรา ทั้งธรรมะฝ่ายดี ธรรมะฝ่ายชั่วคือกิเลสเป็นธรรมะฝ่ายชั่ว ธรรมฝ่ายดีคือโพชฌงค์ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา นี่คือโพชฌงค์ทั้ง๗ประการ ส่วนนิวรณ์ ๕ ก็มี ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา กามฉันทะ พยาบาท รวมเป็นนิวรณ์ ๕ ประการ

สิ่งเหล่านี้มันเกิดดับ เพราะฉะนั้นอย่าประมาท อย่าคิดว่าวันนี้เราดีแล้วเดี๋ยวเราจะดีอีก ความจริงทุกขณะจิตเปลี่ยนได้ตลอด ไอ้การปรุงแต่งของจิตนั้นยิ่งกว่าลิง ผู้ปฏิบัติธรรมยิ่งกำหนดสติดี ๆ แล้วจะไม่มีความเย่อหยิ่งถือดีในตัวเอง เพราะมันเห็นแต่ความเกิดดับ ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีธรรมะอะไร คือว่าไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้มีธรรมะ รู้สึกว่าเป็นผู้เพียงแต่มีสติที่หยั่งรู้ในกายที่เปื่อยเน่า และก็มีสติที่หยั่งรู้ในจิตที่ซนเหมือนลิง เพราะความจริงมันเป็นอย่างนี้ ถ้าผู้ปฏิบัติแจ่มแจ้งความจริงแล้ว มันไม่ถือตัวไม่ถือดีหรอก ถ้าบรรลุธรรมขั้นต้นนี่ยังถือตัว ดู ๆ เถอะคนไหนถือตัวมาก ๆ คือเพิ่งบรรลุขั้นต้น ขั้นเด็ก ๆ ถ้าเขาถึงภูมิจริง ๆ แล้ว จะไม่ถือตัว เพราะมันเห็นแต่ความเกิดดับ พวกที่บรรลุโสดาสกิทาคานี่จะถือตัว เพราะมันเพิ่งเห็นธรรมะ เห็นจริง ๆ ต้องเห็นความเกิดดับ ไม่มีอะไร จิตเรามันก็มีอารมณ์ปรุงแต่ง ปรุงแต่งอารมณ์ดีบ้าง อารมณ์ไม่ดีบ้าง คือมันเป็นไปตามเหตุปัจจัย

ที่ท่านกล่าวไว้ว่าธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น คือสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง มันมีเหตุ ถ้าเราอยากได้ดี เราต้องทำเหตุอยู่เสมอ ไม่ประมาท เจริญสติทุกอิริยาบถ เพื่อเป็นปัจจัยให้โพชฌงค์ทั้ง ๗ องค์ครบอยู่เรื่อย สติเป็นตัวต้น ครูบาอาจารย์โบราณาจารย์ท่านกล่าวว่า ธรรมทุกหมวดน่ะที่เราจะปฏิบัติ ทำตัวต้นให้ได้ขึ้นมาแล้ว แล้วหมวดนั้นมันจะได้ นี่กล่าวไว้ ท่านว่าอย่างนี้นะ จริงเท็จประการใดก็ลองไปฝึกเอา ยกตัวอย่างว่าในบารมี บารมี ๑๐ เริ่มต้นด้วยทาน เราทำทานมาก ๆ เดี๋ยวตัวอื่นจะมาด้วย อินทรีย์ ๕ พละ ๕ เริ่มต้นด้วยศรัทธา พอเราเริ่มมีศรัทธาแล้ว วิริยะก็จะมา สติก็จะมา สมาธิ ปัญญาก็จะตามมา อริยทรัพย์ ๗ ก็เริ่มต้นด้วยศรัทธา พอศรัทธาตั้งต้นแล้วตัวอื่นก็จะมา เพราะฉะนั้นโพชฌงค์ ๗ เริ่มต้นด้วยสติ เริ่มต้นด้วยสติน่ะเป็นธรรมะสุดยอดแล้ว เริ่มต้นด้วยสติ โพชฌงค์แปลว่าอะไรล่ะ ธรรมะเพื่อการรู้แจ้ง เป็นฝ่ายแห่งการตรัสรู้ เป็นองค์ตรัสรู้ ตั้งต้นด้วยสติเลย อันนี้เป็นเหตุปัจจัยแห่งความเจริญ

สติ การเจริญสติปัฏฐาน มีความเพียรเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เจริญสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ ก็เริ่มต้นด้วยฐานกายในกาย ก็นี่แหละ ถ้าเจริญฐานกายในกายมาก ๆ เดี๋ยวฐานอื่นมาหมด ทำให้จริง โบราณาจารย์ท่านว่าอย่างนี้ จำท่านมาพูด ทำแล้วรู้สึกว่าดี เราจะจับธรรมะหมวดไหน ทำข้อต้นให้ได้มาก ๆ เดี๋ยวข้ออื่นจะมา เมื่อมีสติตั้งต้นแล้ว พร้อมที่จะพิจารณาธรรมแล้ว เมื่อมีสติ มันจะเกิดวิปัสสนาได้ มันไม่เป็นวิปัสนึก เพราะอะไร เพราะมันจะแจ้งในปัจจุบันอารมณ์แล้ว

ที่ชอบแซวนักปฏิบัติ ว่าไม่เป็นวิปัสสนาเป็นแต่วิปัสนึก วิปัสคิด คือมันไม่เป็นปัจจุบันอารมณ์ สติไม่พร้อม มันไม่คม มันตัดอารมณ์ไม่ได้ ถ้าวิปัสนึกมันตัดอารมณ์ไม่ได้ ถ้าวิปัสสนามันตัดอารมณ์ได้ขณะหนึ่ง ๆ คือมันดับกิเลสขณะหนึ่ง ๆ วิปัสนึกมันรู้หมด รู้ทั้งพระไตรปิฎก แต่มันตัดอารมณ์ไม่ได้ ดับกิเลสไม่ได้ ดับขณะหนึ่ง ๆ เป็นตทังคปหานน่ะ มันดับไม่ได้ ดับไม่ได้เพราะสติไม่ถึงพร้อม มีแต่ตัวคิด รู้ธรรมะทั้งพระไตรปิฎก แต่ไม่มีสติ คือสติเป็นปากทางแห่งการตรัสรู้ เมื่อมีสติก็เกิดวิจัยธรรม เห็นแจ้งไปเอง ธรรมะเกิดธรรมะดับ ทั้งกิเลสทั้งธรรมะอยู่ที่ใจเรา อยู่ในกายยาววาหนาคืบน่ะ

เมื่อมีธัมมวิจยะแล้วก็เกิดวิริยะ เหมือนอย่างพูดตั้งแต่เริ่มต้นชั่วโมง ถ้าเราอยากมีวิริยะเราต้องเห็นทุกข์ เห็นทุกข์แล้วจะมีความเพียร คือวิจัยธรรมเพื่อการเห็นแจ้ง อริยสัจข้อแรกคือเห็นทุกข์ เห็นทุกข์ก็คือเห็นโทษทำให้คิดจะก้าวเดินหน้าทางธรรมะแล้ว มันไม่ยอมแล้วที่จะอยู่ติดโลกหลงโลกไปวันๆ ยอมสละได้ทุกอย่าง ของรักของหวงที่แสนหวง สละได้ เมื่อเห็นทุกข์ คนรักที่รักปานจะกลืนก็สละได้ สละได้ทั้งหมดเมื่อเห็นทุกข์ สมบัติมีค่าแค่ไหน สละได้

เหมือนพระรัฐปาละท่านเป็นลูกเศรษฐี ที่ท่านชื่อรัฐปาละหมายความว่าเศรษฐีตระกูลนี้ สามารถคุ้มรัฐได้เลยคือสมบัติเยอะ คือว่าถ้าเศรษฐีตระกูลนี้ย้ายไปอยู่รัฐอื่น รัฐนี้เจ๊งเลย รัฐนี้ล่มจมเลย เหมือนยกตัวอย่างว่าเศรษฐีตระกูลหนึ่งมีเงินฝากในธนาคารธนาคารหนึ่งไว้มาก ถ้าถอนไปฝากธนาคารอื่นเมื่อไหร่ละก็ ธนาคารนี้เจ๊งเลย ท่านชื่อรัฐปาละ คือว่าสมบัติของท่านคุ้มรัฐได้เลย สามารถรักษารัฐนั้นได้เลย รักษาแคว้นนั้นได้เลย มีเงินมีทรัพย์สมบัติมากมาย ภรรยาก็งดงามมากมาย พอดีไปฟังธรรมะ พระพุทธเจ้าตรัสธรรมอุเทศ ๔ ข้อ ข้อแรกตรัสแสดงความชรา ว่า โลกอันชรานำเข้าไปใกล้ไม่ยั่งยืน โลกนี้ถูกชราดึงไป ความแก่ดึงไป ไม่ยืนยาวหรอก โลกนี้อันชรานำเข้าไปใกล้ไม่ยั่งยืน ข้อแรกท่านตรัสแสดงชรา

ข้อ ๒ ธรรมอุเทศข้อ ๒ ท่านแสดงถึงพยาธิ-ความเจ็บไข้ ท่านบอกว่า โลกนี้ไม่มีเครื่องป้องกัน ไม่มีอะไรเป็นใหญ่เฉพาะตน เหมือนกับว่า โอ้โฮ คิดจะป้องกันศัตรู มีศัตรูอยู่ ขึ้นไปอยู่ปราสาท ๗ ชั้นปิดประตูอย่างดี มีคนเฝ้ารักษามีทหารยืนยามยังพอป้องกันศัตรูภายนอกได้ แต่ไม่สามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บอันเป็นศัตรูภายในตัวได้ ป้องกันไข้หวัดไม่ได้ ปอดบวมเป็นหวัดคัดจมูก ปวดหัวตัวร้อน ไอ้พวกทหารที่ถือปืนหน้าประตูนี่ กันไม่ได้เลย พอท่านรัฐปาละฟังข้อที่ ๒ ชักจะสะดุ้ง ข้อแรกก็สะดุ้งไปทีนึงแล้ว

ข้อ ๓ ท่านตรัสถึงความตาย พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกว่า โลกไม่มีอะไรเป็นของของตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป นี่พูดถึงความตายแล้ว บอกว่า นี่อย่าคิดว่ามีสมบัติมากมาย มีเงินทองแก้วแหวนมาก เมื่อถึงเวลาความตายเข้ามา อย่าว่าถึงสมบัติภายนอกเลย ขาแขนของเองยังกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ หายใจก็จะไม่ออก เสลดติดคอยังไม่มีแรงจะขากออกมา ทรัพย์สมบัติก็ไม่มีอันไหนที่เอาไปได้ เงินใส่ปากสัปเหร่อยังเอาไปซื้อเหล้ากินหมด ไม่ได้เอาอะไรไป เธออย่าคิดว่าเที่ยงน่ะ ถึงเธอจะครอบครองสมบัติก็อย่าคิดว่าเที่ยง ข้อ ๓ ท่านตรัสเรื่องความตาย ไม่มีอะไรเป็นของเราหรอก ไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่าง แม้แต่ร่างกายก็ต้องทอดทิ้ง เป็นเหยื่อหมู่หนอนแร้งกา สลายกลายคืนไปเป็นธาตุดิน ไม่มีอะไรเป็นของเรา

ข้อ ๔ ท่านแสดงถึงตัณหา ภาษาบาลีว่า อูโน โลเก ตัณหาทาโส โลกพร่องเป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา มีสิบอยากได้ร้อย มีร้อยอยากได้พัน มีพันอยากได้หมื่น ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งเสพยิ่งอยาก ยิ่งตอบสนองตัณหา ตัณหาก็ยิ่งเพิ่มพูน ไม่จบสิ้น พร่องเป็นนิจ พระรัฐปาละเมื่อท่านยังเป็นฆราวาส เป็นลูกเศรษฐี ท่านได้ฟังก็เห็นทุกข์เห็นโทษ ก็เบื่อหน่าย คิดสละสมบัติกองท่วมหัว สละหมดเลย ออกบวช

นี่เมื่อเห็นทุกข์ เมื่อมีธัมมวิจยะก็เห็นทุกข์ ก็เกิดวิริยะ ขวนขวาย จะเพียร หาทางปฏิบัติ เวลาท่านกล่าวถึงวิริยะ ก็มีขันติอยู่ด้วย ที่ไหนมีวิริยะต้องมีขันติ บางทีท่านไม่ได้กล่าวไว้ชัดแจ้ง แต่เป็นกฎธรรมดาว่ามีความเพียรก็ต้องมีความอดทน ไม่อดทนก็เพียรไม่ได้ อยู่ที่ไหนก็ต้องทนทั้งนั้น เป็นพระก็ต้องทนอย่างพระ เป็นโยมก็ต้องทนอย่างโยม คนที่มีใจรักในพรหมจรรย์ ก็พร้อมใจที่จะทนอย่างพระ ทุกข์อย่างพระนี่ทุกข์แค่ไหนก็ยอมทน เมื่อมีใจรักในพรหมจรรย์ ทุกข์อย่างฆราวาสทนไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายมากเบื่อ จิตของผู้มีเนกขัมมบารมีมันก็รู้สึกเบื่อทุกข์อย่างฆราวาส แต่ทุกข์อย่างพระนี่ทนได้ ยอมทน รู้สึกธรรมดา ยินดี อดข้าวเย็น สบาย ชอบ คนมีเนกขัมมะนี่อดได้ คนไม่มีเนกขัมมะมันไม่มาอดหรอก ไม่อด ไม่ทน ไม่ทนทุกข์อย่างพระ แต่ทุกข์อย่างฆราวาสก็ทนได้ไม่บ่น

มีคำกล่าวในคัมภีร์สารัตถสังคหะ บอกว่า สตรีนี่ ถ้ารู้ว่าเราไปหลงรักเธอเข้า ต่อให้บุรุษผู้นั้นเป็นถึงพระเจ้าจักรพรรดิ สตรีนั้นก็เห็นเราเหมือนขี้ข้าดีๆ นี่เอง นี่คำนี้มาจากคัมภีร์สารัตถสังคหะ คือคนมีเนกขัมมบารมี เมื่อเห็นความระหองระแหงในเพศฆราวาสก็เบื่อ อยากออกบวช บางทีไม่ได้เกิดกับตัวเองหรอก เห็นบ้านข้าง ๆ เห็นอะไรมันก็เกิดเบื่อหน่าย น้อมไปในบรรพชา ว่าไม่อยากทนทุกข์อย่างฆราวาส แต่ถ้าจะมาทนทุกข์อย่างภิกษุ ยอมทน มีวิริยะและขันติ

เมื่อมีความเพียรแล้วนี่ก็เกิดปีติ เมื่อเพียรปฏิบัติทำอะไรสำเร็จไปอย่าง มันภูมิใจ เกิดปีติ ปีติความภูมิใจในทางปฏิบัติ มันยิ่งซาบซ่านลึกซึ้งยิ่งกว่าความภูมิใจแบบธรรมดา เมื่อเราปฏิบัติธรรมะได้สำเร็จไปข้อหนึ่งปีติมันเกิด บางทีปีติที่เคยเกิด เปรียบเหมือนกับว่า มีความรู้สึกเหมือนถูกรางวัลที่หนึ่ง มันเป็นยังไง คือมีความรู้สึกอย่างนั้นทั้งวันทั้งคืนไปนาน ๆ หลายวันเป็นเดือน ๆ เมื่อก่อนนั้นเคยมีคนถามก็เล่าให้ฟัง ว่าปฏิบัติแล้วมันเกิดปีติ ไม่รู้จะเปรียบเทียบยังไง ก็เลยเปรียบเทียบให้เขาฟังว่าความรู้สึกเหมือนถูกรางวัลที่หนึ่งนั้นมีความรู้สึกตื่นเต้นยังไง แล้วก็รู้สึกอย่างนั้นเป็นเดือนๆ คนฟังเขาก็บอกว่า ไม่รู้สิไม่เคยถูกรางวัลที่หนึ่ง เราก็ไม่เคยถูกรางวัลที่หนึ่ง แต่ว่าเดาเอา ตอนเป็นฆราวาสเคยถูกเลขท้ายสองตัว ถึงกับกินข้าวไม่ลงเลย มันอิ่มโดยยังไม่ได้กินข้าว แต่ไอ้ความรู้สึกปีติในธรรมนี่มันยิ่งกว่าตอนที่เราถูกเลขท้ายสองตัวอีก ปีติมันเกิดน่ะ แล้วมันไม่เกิดแป๊ปเดียว เกิดเป็นเดือนๆ ปีติในธรรมะนี่มันแรง ความภูมิใจจากผลการปฏิบัติน่ะ

แต่ปีติมากๆนี่อย่าหลงเพลิน เดี๋ยวถ้าปีติดับจะฟุ้งซ่าน นี่ท่านวางเรียงต่อไว้คือปัสสัทธิ โพชฌงค์ ๗ น่ะ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ คือว่าให้เพลา ๆ หน่อยหนูเอ๊ย ท่านใส่เอาไว้ด้วย อย่าฟูมาก จิตน่ะ อย่าฟูมาก เราปฏิบัติได้ผลอะไร เมื่อปีติเกิดนี่ต้องระวังให้จงดี ต้องเจริญปัสสัทธิเข้าไปขนาบคู่ด้วย คือสงบระงับ ระงับปีติให้ได้ แล้วสมาธิจะเกิด ช่วงปีติมาก ๆ นี่สมาธิไม่แน่นอน มันคลอนแคลน จงคุมปีติให้ได้ คุมให้ได้ สมาธิจะเกิด โพชฌงค์องค์ที่ ๖ คือสมาธิ

แล้วก็โพชฌงค์องค์ที่ ๗ คืออุเบกขา ที่เราเจริญมาทั้งหมดคือเพื่อตัวนี้ ตัวละวาง อุเบกขา ปล่อยวาง ปล่อยวางอารมณ์ อุเบกขาคือไม่ยินดียินร้าย ปฏิบัติสติปัฏฐานนี่ต้องถึงพร้อมด้วยสติและอุเบกขา เรียกว่าครบกระบวนการ เพื่อตทังคปหาน ถ้าไม่ถึงพร้อมด้วยสติและอุเบกขาทั้งคู่นี้น่ะ เป็นวิปัสนึก เพราะมันประหารอารมณ์ขณะหนึ่ง ๆ ไม่ได้

นี่ มันต้องถึงพร้อมด้วยสติและอุเบกขา คือโพชฌงค์ครบรอบ ตัวต้นกับตัวท้ายมันแสดงออกถึงตทังคปหาน สติและอุเบกขาพอเหมาะกัน มันก็ตัดอารมณ์ได้ขณะหนึ่ง ๆ นี้เป็นโพชฌงค์ เป็นธรรมะฝ่ายดีในใจ โพชฌงค์ก็เกิดแต่เหตุ อาศัยเหตุเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเมื่อเหตุดับ ไม่เที่ยง ท่านกล่าวโพชฌงค์บรรพเอาไว้เพื่อให้นักปฏิบัติสำเหนียกไว้ด้วยว่าธรรมะที่เกิดขึ้นในใจก็ไม่เที่ยงหรอก มันเกิดดับ ยิ่งถ้าเกิดมาเย่อหยิ่งถือดีในธรรมะที่เกิดดับนี่ยิ่งแล้วเลย พลาดท่าเลย เสียทีกิเลส ถูกกิเลสหลอก อย่าไปเย่อหยิ่งถือดีว่าธรรมะเกิดในใจ ไม่งั้นแสดงว่าเราไม่ได้เจริญโพชฌงค์บรรพที่ฐานธรรมในธรรม ธรรมะในใจเราน่ะ ไม่เที่ยง เกิดดับ มันเกิดแต่เหตุ อาศัยเหตุเกิดขึ้น แล้วก็ดับไปเพราะเหตุดับ

นี่แหละแสดงให้ดูว่า ภาษิตที่ว่าพระสารีบุตรท่านบรรลุโสดาบันมันลึก มันลึกซึ้ง ถึงว่าพระสารีบุตรฟังทีเดียวบรรลุโสดาบัน ทั้งที่ว่าสั้นนิดเดียว มันลึก ผู้มีปัญญาขนาดพระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้มีปัญญาฟังปุ๊ปมันแทงลึกเข้าไปเลย ผู้มีปัญญาบารมีพอฟังอะไรหน่อยมันจะลึกเข้าไปเลย ลึกซึ้ง ด้วยความเป็นผู้มีปัญญาบารมีมาก เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้ยิ่งด้วยปัญญา ฟังนิดเดียวมันลึกเข้าไปเลย

ส่วนธรรมะฝ่ายไม่ดีในใจเราก็คือนิวรณ์ วิจิกิจฉา ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ กามฉันทะ พยาบาท วิจิกิจฉาแปลว่าสงสัยในการปฏิบัติ จะมีหรือธรรมะน่ะ วิจิกิจฉานี่ไม่ให้ทำเลย ถ้าสงสัยขึ้นมาละก็ไม่ได้ปฏิบัติหรอก ถีนมิทธะก็คือเป็นฝ่ายฟุบ ทำให้จิตฟุบ หดหู่ เคลิบเคลิ้ม หงอยเหงา ขี้เกียจ คือใจมันฟุบ อุทธัจจกุกกุจจะเป็นฝ่ายทำให้ฟู ฟุ้งซ่านรำคาญใจ คือไม่พอดี อุทธัจจกุกกุจจะก็เกินพอดีไปอีกด้านหนึ่ง คือมันไม่เป็นกลาง ๆ ทำให้ไม่เป็นกลาง ๆ ถีนมิทธะก็คือฝ่ายโกสัชชะ ฝ่ายหดหู่เคลิบเคลิ้ม ฝ่ายแฟบ อุทธัจจกุกกุจจะก็ฟูซะจนฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่มีที่อยู่ ฟุ้งแล้วเดินไปทั่ววัดนี่วัดกว้างๆก็มีที่ไม่พอให้เดินนะ จิตมันฟุ้งซ่านน่ะเดินไม่หยุด กามฉันทะกับพยาบาทก็ฝ่ายยินดียินร้าย คนละคู่กัน กามฉันทะก็ยินดี ยินดีจนเข้าไปยึด จะหา จะดึงเข้ามา พยาบาทก็โกรธ อาฆาต จะทำลายล้าง จะถีบส่ง นี่มันคนละด้านกัน

ทั้ง ๕ ข้อคือนิวรณ์ ที่ทำให้จิตของเราไม่ควรแก่การงานทางจิต เป็นองค์ประกอบของจิตฝ่ายชั่วที่มาเบรกไม่ให้เราไปสู่ความเจริญทางธรรม ขวางกั้นไม่ให้เราไปสู่ความเจริญ เมื่อมันเกิดขึ้นมาในจิตเรา เราก็เดือดร้อน แต่อย่าไปเดือดร้อนกับมันเลย กำหนดดูให้เห็นว่ามันเกิดดับ ทั้งธรรมะฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี เกิดดับทั้งนั้น เป็นอารมณ์มีอายุชั่วขณะหนึ่งๆ เกิดแล้วดับทั้งนั้น อย่าไปเป็นทุกข์ซ้ำเข้าไปอีก เป็นทุกข์ซ้ำว่าโอ้ยนิวรณ์เกิดแล้วกิเลสเกิดแล้ว ความจริงมันเกิดดับ กิเลสทั้งปวงมันเกิดดับ ดับหมด เกิดขณะหนึ่งก็ดับขณะหนึ่ง เกิดด้วยเหตุปัจจัยก็ดับเพราะเหตุปัจจัยดับ เกิดขณะหนึ่งก็ดับขณะหนึ่ง รวมความแล้ว ฐานธรรมในธรรมนี่ ช่วงต้น ๆ ท่านให้เจริญนิวรณ์บรรพ โพชฌงค์บรรพ เพื่อให้รู้แจ้งว่าธรรมะที่เกิดในใจเราทั้งดีทั้งชั่วนี่ เกิดดับ มันไม่เที่ยง แต่ในฐานะผู้ปฏิบัติธรรมเราจำเป็นจะต้องขวนขวายให้ธรรมะฝ่ายดีเกิดบ่อย ๆ คือสร้างเหตุแห่งโพชฌงค์ ให้โพชฌงค์เกิดบ่อย ๆ แต่โพชฌงค์ก็ไม่เที่ยง อย่าไปยึดมั่น จงสร้างเหตุให้โพชฌงค์เกิด แต่อย่าไปยึดมั่น สร้างเหตุไม่ให้นิวรณ์เกิด อย่าให้นิวรณ์เกิด แต่ก็อย่าไปยึดมั่นในนิวรณ์ เวลานิวรณ์เกิดก็อย่าไปเป็นทุกข์เพราะว่ามันเกิดดับ

อารมณ์ของผู้ปฏิบัตินั้น เวลาปฏิบัติไปอารมณ์มันไม่ราบเรียบหรอก บางวันดีบางวันไม่ดี วันไหนอารมณ์ดีอย่าเหลิง วันไหนอารมณ์ไม่ดีอย่าท้อแท้ ก่อนอรุณจะรุ่งไยมิใช่มืดสนิท ก่อนจะสว่างมันก็มืดทั้งนั้นแหละ ก่อนที่จิตเราจะดีมันก็ไม่ดีมาก่อน ก่อนมันจะหายโรคมันก็ต้องเป็นโรค ก่อนมันจะรวยมันก็ต้องจน

สิ่งทั้งปวงเกิดแต่เหตุ เย ธัมมา เหตุปัพภะวา คาถานี้ลึกมากเลย พระมหาปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าช่างลึกซึ้งจริง ๆ เรามาหยั่งให้แยบคายในภาคปฏิบัติแล้ว มันจะเกิดศรัทธาที่ไม่หวั่นไหวคลอนแคลน เขาเรียกในภาษาบาลีว่า อะเวจจัปปะสาเทนะ ความปสาทะที่ไม่หวั่นไหวไม่คลอนแคลน เหมือนสุปปพุทธกุฏฐิ ผู้เป็นโรคเรื้อน ไปนั่งฟังธรรมนั่งอยู่ท้ายพุทธบริษัท กลัวว่าเข้าไปแล้วฝูงชนเขาจะรังเกียจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงทราบแล้ว ว่าวันนี้ท่านต้องเทศน์โปรดคนโรคเรื้อนนั้นแหละ พอท่านเทศน์จบสุปปพุทธกุฏฐิก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระอินทร์ก็เลยแปลงกายมาลอง บอกว่าสุปปพุทธะเอ้ย แกน่ะมันคนจน ลำบากลำบน แกจงพูดว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้เรื่อง พระธรรมไม่ได้เรื่อง พระสงฆ์ไม่ได้เรื่อง เดี๋ยวฉันจะให้สมบัติใหญ่กับแกเลย ขอเพียงแค่แกยอมพูดตามเท่านี้ละก็ แกจะรวยใหญ่ ภาษาบาลีเขาใช้คำว่า พระพุทธเจ้าไม่มี พระธรรมไม่มี พระสงฆ์ไม่มี สุปปพุทธะไม่เอาเลย ไล่ตะเพิดเลย ไปๆๆ ฉันรวยแล้ว ฉันรวยด้วยอริยทรัพย์ ฉันเป็นโสดาบัน มีอริยทรัพย์ทั้ง ๗ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา อริยทรัพย์มีอยู่ในใจฉันแล้ว ฉันรวยแล้ว เรียกว่าศรัทธาของพระโสดาบันนี่ ไม่หวั่นไหวคลอนแคลนเลย

เมื่อเราหยั่งลงในญาณปัญญาในภาคปฏิบัติ มันซึ้ง มันเห็นแจ้งในความเป็นจริงของสังขาร คนตาดี มองเห็นถ่านอยู่ในเตาร้อนๆแดงๆน่ะ จะเอามือไปจับไหม จับไม่ลงแล้ว ถ้าตาบอดไม่แน่ ถ้าตาดีมองเห็นๆนี่ไม่ยอมจับหรอก ญาณปัญญาในภาคปฏิบัตินี่มันซึ้ง มันแจ้งด้วยภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม มันซึ้งยิ่งกว่าปัญญาจากการฟัง(สุตตมยปัญญา) ปัญญาจากการคิด(จินตามยปัญญา) มันไม่ซึ้งเท่าปัญญาจากการภาวนา(ภาวนามยปัญญา) พระสารีบุตรท่านฟังนิดเดียวแหละ แทงตลอด ประหารสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ท่านมีบารมีปฏิบัติมาแต่ชาติก่อน พอฟังปุ๊ปบรรลุเลย เขาเรียกว่าอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู มีบารมีมาแต่ชาติปางก่อน สะกิดนิดหนึ่งบรรลุเลย แจ้งเลย

ฐานธรรมในธรรม ถ้าเรามาหยั่งรู้ดูในใจเรากำหนดขณะหนึ่ง ๆ เห็นแจ้งอารมณ์ที่มาประกอบกับจิต มันเกิดดับหมดเลย ไม่เที่ยงทั้งหมด ไม่มีอะไรเที่ยงเลย ถ้ามองเห็นแล้วว่ามันไม่เที่ยง เห็นด้วยสติปัฏฐานของเรานี่แหละ ถ้าไม่เห็นมันก็คิดว่าเที่ยง ไม่กำหนดหยั่งรู้ก็คิดว่าเที่ยง กำหนดหยั่งรู้ด้วยสติปัฏฐานก็เห็นแต่เกิดดับ สิ่งทั้งปวงไม่ว่าดีหรือไม่ดี เกิดดับทั้งนั้น เราเป็นผู้รักษาจิต แต่ต้องรักษาจิตในฐานะว่าอย่ายึดมั่น ของอะไรน่ะไม่ว่าดีแสนดีถ้ายึดมั่นน่ะเดือดร้อนทั้งนั้น ไม่ได้ผิดที่ของ ผิดที่การเข้าไปยึดมั่น เพราะอุปาทานมันเป็นโทษ ไปยึดมั่นในของดีก็เป็นทุกข์ ยึดมั่นในของเลวก็เป็นทุกข์

พระอาจารย์จำเนียร วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ ท่านไม่รักคนดีไม่เกลียดคนชั่ว เคยอยู่กับท่านเห็นอย่างนี้ คือท่านไม่ยึดมั่น ลูกศิษย์ท่านทำดีท่านก็ไม่รัก ลูกศิษย์ที่ทำไม่ดีที่ไม่ได้เรื่อง ท่านก็ไม่เกลียด ไม่ยึดมั่นของดีไม่ยึดมั่นของเลว คืออุปาทานมันเป็นโทษ รักคนสวยกับรักคนดีก็โง่เท่ากัน เพราะกิเลสมาหลอกเรา ตอนใหม่ ๆ เราชอบของสวยของงาม พอพยายามหักห้ามใจไม่ให้ไปชอบของสวยของงาม กิเลสมันก็เปลี่ยนหน้ามาว่า ครั้งนี้ที่ฉันไปชอบนี่ไม่ใช่เพราะเขาสวย แต่ชอบตรงเขาดี กิเลสมาหลอกอีกแบบหนึ่ง ความจริงโง่เท่ากัน รักคนสวยกับรักคนดีก็โง่เท่ากัน เพราะมันก็รักเหมือนกัน

พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่ารักคนชั่วเป็นทุกข์รักคนดีไม่เป็นทุกข์ ไม่ได้บอกอย่างนั้น แต่ท่านตรัสว่า ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ รักคนดีก็ทุกข์ โอ้นี่เขาดีก็เลยรัก โง่เท่ากัน เพราะรักเหมือนกัน อันนี้ไม่ได้ว่าใครนะ นี่เป็นคำที่ว่าเอาไว้เตือนใจตัวเอง ใช้มาตลอด ไม่ได้ว่าใคร เอาไว้เตือนใจตัวเองว่า เอ้อถ้าใจเรานี่ ไปรักคนสวยหรือรักคนดีก็โง่เท่ากัน เพราะว่าไปรักเขาเหมือนกัน ไม่งั้นกิเลสจะเปลี่ยนหน้ามาหลอก ว่านี่ฉันไม่ได้รักเธอตรงที่เธอสวยหรอก รักเธอตรงที่ความดีของเธอ กิเลสมันหลอก หรือบางทีกิเลสมันก็มาหลอกว่า โอ้ยเจอปุ๊ปก็รักปั๊บเลยเนี่ย แสดงว่าชาติก่อนเราเป็นเนื้อคู่กัน เพราะฉะนั้นความรักนี้ไม่ผิดหรอก เพราะเป็นเนื้อคู่กันมา ตอนหลังต่อมาชักสงสัย เอทำไมเนื้อคู่เรามีแต่สวย ๆ เอ๊าะ ๆ ทั้งนั้นเลย ไอ้แก่ ๆ กินหมากเปรอะไม่มีเนื้อคู่เราเลย กิเลสมันหาโอกาสหลอกเราอีก เราจึงต้องผูกใจไว้เลยละว่า "ไม่ว่าจะผูกพันกันมากี่ชาติก็ต้องมาตัดกันให้ขาดในชาตินี้" ไม่งั้นถูกกิเลสหลอกอีก แหมเนี่ยฉันเจอปุ๊ปรักปั๊ปเลย โอมันไม่ใช่กิเลสหรอกน่ะมันเป็นวาสนาบุพเพสันนิวาส มันเกินความสามารถที่ฉันจะไปตัด เพราะมันเป็นบุพเพสันนิวาส นั่นโดนกิเลสหลอกแล้ว ไม่ได้พูดถึงใครหรอก พูดถึงตัวเองเมื่อก่อนนี้ เราก็สงสัยว่า ทำไมเนื้อคู่เราถึงมีแต่เอ๊าะๆ ซึ่งในความเป็นจริงมันก็ต้องมีบ้าง เวียนว่ายตายเกิดกันมาหลายภพชาติ บางทีเนื้อคู่เรามาเกิดก่อนนาน อ้าวเดี๋ยวนี้เขาแก่แล้ว แต่ว่าไม่มีเลย เนื้อคู่ของเราไม่มีแก่ๆเลย มีแต่เอ๊าะ ๆทั้งนั้น อ๋อ นี่โดนกิเลสมันหลอก กิเลสมันพยายามสร้างความชอบธรรมของมัน มันพยายามสร้างความชอบธรรมว่า ที่ฉันเกิดขึ้นมาในใจเธอนี่ฉันถูกต้องไม่ผิดหรอก เธออย่าไปกำจัดออก นั่นโดนกิเลสมันหลอกแล้ว

นักปฏิบัติธรรมต้องมีเทคนิคคือลูกล่อลูกชนที่จะสู้กับกิเลส ไม่งั้นโดนมันหลอก การปฏิบัติธรรมนี่เมื่อเราละกิเลสส่วนหยาบ มันก็จะไปเจอของละเอียดขึ้น เมื่อสามารถละของละเอียดได้ มันก็จะไปเจอของที่ละเอียดมากขึ้นไปอีก จงละไปเรื่อยๆ เหมือนเปิดแหนเห็นน้ำ เปิดน้ำเห็นโคลน เปิดโคลนเห็นดิน ทำไปเรื่อย ๆ อย่าคิดว่าเราเก่ง ถ้าคิดว่าเราเก่งแล้วมันจะเลิกปฏิบัติ นี่คือเทคนิคที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ คืออย่าดูว่าเราดีแล้ว ต้องดูที่เราไม่ดี จะได้แก้ไข ตรงที่เราดีแล้วไปดูมากๆเดี๋ยวมันจะเหลิงและเย่อหยิ่ง อย่างเวลาจะซักผ้าเราต้องดูว่าตรงไหนสกปรก เอาผ้ามาผืนหนึ่งดูว่า ตรงนี้ก็สะอาด ตรงนี้ก็หอม เลยไม่ต้องซัก ไอ้ตรงเปรอะก็อยู่อย่างนั้น จะมาซักผ้าก็ขอให้หาดูตรงที่รอยเปรอะเปื้อนก็พอแล้ว ตรงสะอาดไม่ต้องไปดูหรอก ตรงไหนเปรอะขยี้เข้าไปให้มากๆ

เราอย่าคิดว่าเราดีแล้ว ถ้าเราคิดว่าเราดีแล้วจิตจะเสื่อม ถ้าเราคิดว่าเราเป็นพระจันทร์เต็มดวง นั่นคือมันจะแหว่งแล้ว ถ้าเรายังคิดว่าเรายังเป็นพระจันทร์เสี้ยวน่ะ นั่นแหละเดี๋ยวมันจะใหญ่ขึ้น มีเรื่องขำขันว่าเมื่อสมัยพระนารายณ์มหาราช โกษาฯ(ปาน) เป็นฑูตไปฝรั่งเศส ถูกพระเจ้าหลุยส์ถามว่า นี่ พระเจ้าแผ่นดินสยามกับฉันนี่เปรียบเทียบกันแล้วเป็นยังไง โกษาฯ (ปาน) บอกว่าพระองค์เหมือนพระจันทร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ พระเจ้าแผ่นดินสยามนี่เหมือนพระจันทร์วันขึ้น ๑๔ ค่ำ พระเจ้าหลุยส์ได้ยินก็ดีใจมาก แต่พอคณะฑูตกลับมากรุงศรีอยุธยา คนที่ไปด้วยกันก็ไปฟ้องพระนารายณ์ ว่า โกษาฯ(ปาน)ไปพูดอย่างนี้มาพระเจ้าข้า พระนารายณ์ก็เลยตรัสเรียกโกษาฯ (ปาน) มาถาม เอ๊ะทำไมไปพูดอย่างนั้นล่ะ ฉันด้อยกว่าพระเจ้าหลุยส์หรือไง โกษาฯ (ปาน) ก็เลยกราบทูลว่า พระเจ้าหลุยส์เหมือนกับพระจันทร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ ต่อไปก็มีแต่จะเว้าแหว่งไป พระองค์เหมือนพระจันทร์ขึ้น ๑๔ ค่ำ ต่อไปมีแต่จะเต็มดวง นี่ลิ้นการฑูตของโกษาฯ (ปาน)

วันนี้ได้ใช้เวลานักปฏิบัติธรรมมาสมควรแก่เวลา ก็ขอสมมุติยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ท้ายที่สุดขออาราธนาบารมีคุณพระศรีรัตนตรัย จงประสิทธิให้นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ได้บรรลุ มรรค ๔ ผล ๔ นิพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญฯ