0012 - การดูจิตและมรณัสสติ
การดูจิตและมรณัสสติ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอกราบอภิวาทแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอกราบพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอกราบพระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระศาสนา ขอส่งจิตไปกราบแทบเท้ายังพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ผู้มีเมตตาสั่งสอนศิษยานุศิษย์ให้ได้รู้แจ้งในมหาสติปัฏฐานในภาคปฏิบัติ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญพรสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา
วันนี้ก็ได้มีโอกาสมาปรารภธรรมภายในหมู่ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลาย วันนี้ก็จะปรารภธรรมะเรื่องจิตในจิต จะพูดเรื่องจิตในจิต พูดในภาคปฏิบัติ ปริยัติเป็นยังไงก็ไปอ่านเอาสติปัฏฐานสูตรในตำรามีอยู่
จิตในจิตในภาคปฏิบัติ ให้กำหนดหยั่งรู้ที่หัวใจเต้น แต่ว่าจะมาหยั่งรู้ที่หัวใจเต้นได้นี่ต้องฝึกสติมาแล้ว หัดยกมือหัดเดินจงกรม กำหนดหยั่งรู้ในฐานกายในกาย ต้องเก่งก่อนแล้ว มาเจริญฐานจิตในจิต หยั่งรู้ที่หัวใจเต้น อย่าไปเพ่งมัน อย่าไปเกร็งมัน ดูแผ่ว ๆ อย่าดูเพื่อเราจะควบคุมมัน ให้ดูเพื่อเราจะปลดปล่อยมัน อย่าดูอย่างยึดมั่นว่ามันเป็นของเรา ไม่งั้นมันจะเกร็ง ดูอย่างกับว่าสัตว์ตัวนี้อยู่กับเราก็จริง แต่เราจะปลดแอกจากมัน ปลดแอกทั้งจากเราต่อมัน และจากมันต่อเรา คือเพื่อจะถอนอุปาทาน
เพราะฉะนั้นอย่าเกร็ง เกร็งแล้วจะเจ็บ ดูอย่างแผ่ว ๆ เห็นความเกิดดับ ความเกิดดับที่หัวใจเต้น คือการที่เลือดมาสูบฉีดโลหิต หัวใจมันบีบเข้าบีบออก เรากำหนดดูตรงนั้นก่อน ก็ฐานจิตทำไมมันเกี่ยวกับหัวใจล่ะ มันต้องปฏิบัติไป อย่าสงสัยให้มาก ให้ปฏิบัติให้มากกว่าสงสัย ก็ใช้ได้ คนบางคนสงสัยมากปัญหามากแล้วไม่ทำนี่ มันไม่บรรลุผล กำหนดหยั่งรู้ที่หัวใจเต้น หัวใจเราอยู่ข้างซ้าย ดูข้างซ้ายก่อน ดูไปดูไปมันจะขึ้นที่สมอง มันจะออกหัวคิ้วหรือไม่ออกหัวคิ้วนี่ ช่างมันก่อน เราไปบังคับมันไม่ได้ เวลามันขึ้นไปที่สมองน่ะ กำหนดที่สมองด้วยก็ได้ จากหัวใจถึงสมอง ถ้ากำหนดถึงสมองได้มันดับความปรุงแต่งได้ง่าย ความปรุงแต่งของจิตน่ะ อารมณ์มากมายคิดโน่นคิดนี่ แต่อย่าไปเพ่งมัน อย่าไปเกร็งมัน เดี๋ยวมันจะเจ็บ เดี๋ยวมันจะเครียด สักแต่ว่าดู ไม่เห็นก็อย่าเพิ่งไปดู กำหนดที่หัวใจเต้นไปก่อน กำหนดถึงกันน่ะ หัวใจไปถึงสมอง ถึงหัวน่ะ บางทีมันออกที่หัวคิ้ว
กำหนดไปเรื่อย ๆ ต่อไปเราจะเห็นอารมณ์ เวลาอารมณ์มันเกิดขึ้น ทั้งเวทนาทางใจ ทั้งการเสพอารมณ์ทางใจ มันจะปรากฏอาการเปลี่ยนแปลงที่หัวใจนี่แหละ ถ้าเรารักเราเกลียด มีราคะโทสะ เห็นชัดที่หัวใจทั้งนั้น เมื่อเราเจริญสติหยั่งรู้จนชำนาญ เราจะจับอารมณ์ได้ อารมณ์ของเราเองนี่แหละ ไม่ต้องไปจับอารมณ์ใคร จับอารมณ์เพื่อจะคุมอารมณ์กัน ดูไป ดูไปมันจะเป็นสองแถบข้างขวาด้วยก็ไม่เป็นไร จะดูก็ได้ไม่ดูก็ได้ ดูก็ดีเพิ่มความรู้ตัวทั่วพร้อม แต่ถ้าเราจะจับอารมณ์ก็กำหนดที่หัวใจน่ะ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ มันอาจจะเสพเสวยอารมณ์ ความยินดียินร้ายทั้งปวงน่ะ จะเห็นเลย ทำให้เราไวต่ออารมณ์
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ความสำคัญเรื่องการฝึกจิตอย่างมาก ท่านพูดไว้หลายภาษิต เกี่ยวกับการฝึกจิตนะ ยกตัวอย่าง จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ จิตที่ไม่ฝึกน่ะมีโทษ นำโทษมาให้เรายิ่งกว่าโจรร้ายอีก แต่จะฝึกยังไงล่ะ นี่เรามาฝึกกัน ฝึกจิตก็ต้องเห็นมันก่อน เห็นอารมณ์น่ะ จิตโดยสภาพจริง ๆ แล้วมันคือตัวรู้ รู้อย่างเดียวมันไม่มีเรื่องอะไรหรอก อารมณ์ที่เกิด ความยินดียินร้าย ราคะโทสะ พยาบาท กำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง มัวเมา ไอ้ตัวนี้เราต้องไปเห็นมัน เพราะเราจะฆ่ามัน ต้องไปฆ่ามันน่ะ ถึงต้องเห็น ต้องเห็นทุกครั้งที่มันเกิดให้ได้ ต้องเห็นทุกครั้งที่มันดับให้ได้ ถ้าไม่เห็นทุกครั้งก็ต้องให้เห็นมันมากขึ้น ผู้ไม่ได้ฝึกนี่เห็นยาก มันไม่มีสติที่จะมากำหนด กำหนดก็ต้องมากำหนดถูกที่อีก เหมือนตำรวจจะจับโจร ไปดักผิดที่ก็เสียแรงเปล่าอีก
กำหนดที่หัวใจเต้น จะมาดับอารมณ์ จะมาฆ่าอารมณ์ อารมณ์ยินดียินร้ายทั้งปวงนี่ มันจะแสดงให้เราเห็นก่อน ถ้าเราฝึกสติมันจะเห็น ถ้าเราไม่ได้ฝึกการเห็นจิตในจิต มันไม่เห็นหรอก เป็นเรื่องไปแล้วค่อยรู้สึกตัว ด่าเขาไปแล้ว ชกหน้าเขาไปแล้วค่อยรู้สึก หรือไม่ยังไม่ถึงขั้นนั้นก็ปรุงแต่งไปเป็นเวลานาน ยินดียินร้ายไปตั้งนาน โอ้โฮวางแผนการไปกันเป็นชั่วโมงแล้วค่อยรู้สึกตัว แสดงว่าไม่มีสติคุมอารมณ์ พอมีการเสพเสวยอารมณ์ ที่หัวใจมันจะส่งขึ้นมาปรุงแต่งที่สมอง ปรุงแต่งเรื่อง มาปลงใจตรงสมอง มากำหนดที่หัวใจเต้นต่อไปถึงสมอง เห็นความเกิดดับ คุมอารมณ์ได้ คุมความปรุงแต่งได้ ก็ดูอย่างนี้ ดูไป ดูไปจนกว่าเราจะฆ่ากิเลสได้
จิตมันเป็นผู้รู้ เราหยั่งรู้เอาสติกำหนดปักลงไปจริง ๆ น่ะ มันจะเห็นแต่ผู้รู้และสิ่งถูกรู้ เกิดดับ ๆ ถ้าเรายังมีอารมณ์มีความปรุงแต่งมาก ก็ไม่เห็นตัวนี้อีก ก็เป็นเรื่องปรุงแต่งกันไป ในหัวน่ะ กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ ไม่บ้าก็บุญ วุ่นวุ่นวายวาย เงินเงินทองทอง ลูกลูกเมียเมีย เสียเสียหายหาย ถ้าเรากำหนดหยั่งรู้เข้าไป มันจะเห็นแต่ความเกิดดับ เมื่อมีการเห็นความเกิดดับน่ะ ให้เราเอาจิตดวงที่ละเข้าไปกำกับเพื่อจะละอารมณ์ ปล่อยวางความยึดมั่นอุปาทาน ไอ้ตัวนี้สำคัญมาก ที่ว่าผู้ปฏิบัติจะบรรลุเร็วหรือบรรลุช้า ตรงนี้แหละ มีจิตดวงที่มีตัวละมากหรือมีน้อย เรากำหนดหยั่งดูที่จิตในจิตนะ เราจะละอารมณ์ หลุดพ้นจากอารมณ์ ยากหรือง่าย เป็นขิปปาภิญญา-บรรลุเร็ว หรือ ทันธาภิญญา-บรรลุช้า ขึ้นอยู่กับจิตดวงที่เราเอาไปกำหนดหยั่งรู้ดูมันน่ะ มีตัวละมาก หรือตัวละน้อย
ตัวละนี่คือจาคะ ยอมสละอารมณ์ จาคะนี่มันเป็นนิโรธ ตัวดับทุกข์ คนที่ไม่ได้ฝึกจาคะสละมาเลยนะ มันจะบรรลุช้า ต้องเห็นโทษแล้วเห็นโทษอีก กว่าจะละได้ บางคนมีจาคะสูงเห็นโทษนิดเดียวละได้เลย นี่เรียกว่าบรรลุรวดเร็ว เป็นขิปปาภิญญา คนที่ฝึกให้ทานไว้มากน่ะ มันจะเป็นขิปปาภิญญา คือมันสละอารมณ์ง่าย เพราะในความเป็นจริงแล้ว ความคิดของชาวโลก กับความคิดของชาวธรรมนี่ มันสวนกันเลย ชาวโลกว่าดี ชาวธรรมว่าต้องทิ้ง ชาวโลกว่าต้องเก็บเอาไว้ ชาวธรรมว่าต้องสละ มันสวนกัน
การที่เราเกิดมาหลายภพหลายชาติ กิเลสอาสวะนอนเนื่องในขันธสันดานมากมายไม่รู้เท่าไหร่ มันมีแต่เพื่อจะยึดทั้งนั้น มันเคยชินที่มีอุปาทาน ถ้าเราไม่เคยชินกับกิเลสก็ไม่เกิดแล้ว ไม่มาเกิดแล้ว ไม่มานั่งกันอยู่อย่างงี้ ไปนิพพานกันหมด เพราะว่าเราเคยชินที่จะยึดติด จิตที่เราไปหยั่งรู้ดูฐานจิตใจจิตน่ะ คนไหนยึดมากนะ ดูไป โอ้! กว่าจะสละกิเลสได้มันช้า มีแต่ตัวยึด มีแต่ตัวหวง มีแต่ของกูทั้งนั้น ไม่รู้จักความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ยึดไว้มันก็ไม่ได้อย่างใจยึด ยึดไว้ก็ทุกข์เปล่า หอบไว้ก็หนักเปล่า แบกไว้ก็ลำบากเปล่า ญาณปัญญาที่มันเห็นไตรลักษณ์มันต้องให้เราอย่างนี้ ให้ตัวละขึ้นมาในหัว ฝังขึ้นมา เพื่อมาสู้กับไอ้ตัวยึดที่มันมีขึ้นมาหลายภพหลายชาติ คือต้องมาสู้ เหมือนกับว่าเราต้องตั้งกองทัพมาสู้กับไอ้กิเลสเก่าเดิม ๆ
คนเรามันคุ้นเคยกับการยึดทั้งนั้น ถ้าไม่มีกำลังใจสูง ไม่เห็นโทษในสังสารวัฏ ไม่เห็นคุณพระนิพพาน ไม่คิดสละสมบัติทางโลกเพื่อโลกุตตรสมบัติ สมบัติอะไรล่ะ ก็โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข รวมลงมาแล้วก็เวทนา ที่เวทนา สละได้ไหม การเสวยเวทนา ฐานเวทนาในเวทนา เราทำฐานกายในกาย มันต้องได้จิตดวงนี้แหละ ต้องได้จิตดวงที่มีสติมั่นคง ต้องได้มาแล้ว จิตดวงที่ละต้องได้มาจากฐานเวทนาในเวทนา ต้องได้มาบ้างแล้ว เพราะอะไร เพราะมันเห็นทุกข์ คนที่เห็นทุกข์แล้วยังยึดน่ะ แสดงว่าไม่ปรกติแล้ว คนปรกติน่ะเห็นทุกข์แล้วมันต้องคิดสละ มันเป็นธรรมชาติ เรามากำหนดหยั่งรู้ทุกข์เพื่อให้ได้จิตดวงนี้ เมื่อเห็นทุกข์ก็เกิดเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดก็คิดสละละอารมณ์
เมื่อเห็นโทษในทุกขเวทนา ก็ต้องย้อนมาเห็นโทษในสุขเวทนาด้วย ไม่งั้นไม่พ้น เพราะอะไร เพราะสุขเวทนาเป็นเหยื่อล่อให้เราจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลย คนตกปลาน่ะ เอาเบ็ดเกี่ยวไส้เดือนหย่อนลงไป ไม่มีปลาตัวไหนมันอยากกินเบ็ดสักตัว มันอยากกินไส้เดือน แล้วปลาก็ติดเบ็ดทุกตัว ถ้ามันกินไส้เดือน ต้องติดเบ็ดทุกตัว เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นโทษในทุกขเวทนา ต้องมาเห็นโทษในสุขเวทนาด้วย สุขน่ะเป็นเหยื่อล่อไว้ เบื่อเบ็ดก็ต้องตัดใจจากไส้เดือนให้ได้ นี่เพราะเราเบื่อทุกข์น่ะ กำหนดหยั่งรู้เห็นทุกข์ตลอด ต้องไปผูกใจเอาไว้อย่าไปเสพสุขเวทนาด้วยความกระหาย ไม่งั้นไม่พ้นความเดือดร้อนหรอก
ยกตัวอย่างว่ามีเหล็กแป๊บท่อนหนึ่ง หรือเสาไมค์นี่ เสาไมโครโฟนอันนี้ มันเย็นสบาย ลองเอามือจับ โอ๊ะมันเย็นสบายจริง ๆ เสาไมโครโฟนนี่ จับไปจับมา โอ้ยเย็นสบาย จับไปจับมา เออกลัวมือจะหลุด จึงเอาผ้ามาผูกเอาไว้ เอาผ้ามาผูกกลัวไม่แน่นพอ เอาเชือกมาผูกอีก เอาเชือกมาผูก มันก็เย็นสบายอยู่อย่างนั้นแหละ กลัวเชือกจะขาด ไปหาโซ่มาล่ามอีก กลัวโซ่จะหลุด เอากุญแจมาใส่ล็อคที่โซ่อีก นี่เพื่ออะไร เพื่ออยากจะให้ได้จับไอ้ตัวเย็นๆสบายของเสาไมโครโฟนนี้เอาไว้ให้ตลอด วันดีคืนดี ไอ้เสาไมโครโฟนเปลี่ยนเป็นร้อนขึ้นมา โอ้โฮ! ร้อนมากเลย ก็อยากจะปล่อยมือ เมื่ออยากจะปล่อยมือน่ะ ไอ้ผ้าที่ผูกมือเอาไว้ก็ตาม ไอ้เชือกที่ผูกรอบผ้าไว้อีก ไอ้โซ่ที่ผูกรอบเชือกไว้อีก ไอ้กุญแจที่ล็อคติดโซ่ไว้อีก เป็นโทษทั้งนั้นเลย
นี่คืออุปมาให้เห็นชัดถึงตัณหาอุปาทาน ตัณหาน่ะมันเสพเสวยรสเฉย ๆ อุปาทานจะผูกจิตไว้เลย พอเสพความสุขด้วยตัณหา อุปาทานก็คือการเอาเชือกมาผูก อุปาทานอย่างเบาก็เหมือนกับเอาผ้ามาผูก อย่างกลางเอาเชือกมาผูก อย่างหนาก็คือเอาโซ่มาล่าม อย่างหนาสุดก็เป็นทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิเอากุญแจมาล็อคไว้ด้วยเลย มิจฉาทิฏฐิยังไงล่ะ พอเสพความสุขในชีวิตเข้าหน่อย โอ้ย! กูไม่ตายหรอก คนอื่นตายกูไม่ตาย นี่มาหลอกตัวเอง เพื่อทิฏฐิ หลอกไปก็เท่านั้น ตายอยู่ดี
ความเกิดมันคือสาเหตุของความตาย หลอกตัวเองไปก็โง่กว่าเดิม หลอกมากก็โง่มากขึ้น อุปาทานก็คือไอ้ตัวหวงน่ะแหละ ยกตัวอย่างคนรักกัน พอมีความรักน่ะ ที่จะตามมาจากความรักนะ มีมาเป็นพรวน หวง ห่วง หลง หึง นี่ก็อุปาทานทั้งนั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ให้เราเห็นชัด
เพราะฉะนั้นน่ะถ้าเราปฏิบัติฐานกายในกายก็ดี เวทนาในเวทนาก็ดี ต้องได้ตัวนี้ขึ้นมาไว้แล้ว ไม่งั้นมันไม่มีเค้าทุนที่จะไปปฏิบัติฐานจิตในจิต ไม่งั้นกลับไปปฏิบัติฐานกายในกาย เวทนาในเวทนาใหม่เถอะ อย่าเพิ่งมาปฏิบัติขั้นสูง เพราะว่ามีเค้าทุนไม่พอ เหมือนเราขายของหาบเร่แผงลอยเนี่ย ต้องเก็บเล็กผสมน้อยไว้แล้ว ไม่งั้นเราพอคิดจะตั้งร้านขึ้นมาแหม ไม่มีเงินมาเลย หาบของขายมาตั้งห้าหกปี ไม่ได้เก็บเงินไว้เลย ไม่มีเค้าทุนเลย กลับไปหาบต่อ กลับไปหาบของขายต่อ นี่ยกตัวอย่างนะ
คือหมายความว่าการที่เรามาปฏิบัติฐานจิตในจิตเนี่ย ต้องเอาจิตดวงที่ละมาด้วย เวลากำหนดหยั่งรู้ดูหัวใจเต้นมันจะได้ไม่เจ็บ มันต่างกันเลย ลองทำดูเองเถอะ ถ้าจิตของเรา เป็นจิตดวงที่ละ อุปาทานมันน้อย กำหนดหยั่งรู้ มันไม่เจ็บหรอก มันเห็นแต่ความเกิดดับ มันแผ่ว ๆ ผ่านมาผ่านไป เห็นแต่อารมณ์ เห็นอารมณ์มันก็ไม่ยึด เห็นแต่ความเกิดดับ ถ้าเผลอสติก็แล้วไป ถ้าเผลอก็มาดูใหม่
นักปฏิบัตินะอย่ากลัวเผลอ เราไม่ได้เป็นพระอรหันต์มันก็ต้องเผลอบ้าง ถ้าเผลอแล้วทำต่อ นั่นแหละคือผู้ปฏิบัติวิปัสสนา คนไม่เผลอก็พระอรหันต์เสียแล้ว เผลอแล้วก็มาทำใหม่ พลาดแล้วก็สู้ใหม่ แพ้กิเลสวันนี้ อ้าวพรุ่งนี้สู้ใหม่ ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาอย่ากลัวพลาด ไอ้พลาดไม่เป็นไรหรอก พลาดแล้วไม่สู้นะ อันนี้ใช้ไม่ได้ หลวงพ่อชอบพูดว่าวิปัสสนาไก่ชน โดนมันจิกเลือดออกไม่เป็นไร จิกมันกลับบ้าง เราไม่ใช่พระอรหันต์ก็ต้องพลาดท่ากิเลสบ้าง แต่สู้ใหม่อย่าเลิก อย่าหลงไปตามกามารมณ์ อย่าหลงไปตามลาภยศสุขสรรเสริญจนลืมฐานครูนะ เหมือนกับนกมูลไถน่ะ ลืมรอยไถอันเป็นทำเลที่หากินของพ่อเสียแล้ว เสร็จเลย โดนเหยี่ยวโฉบ ไปไหนน่ะ ไปไหนมาไหน ออกจากวัดไปน่ะ ออกไป ออกไปได้ แต่อย่าทิ้งสติปัฏฐาน ถ้าทิ้งสติปัฏฐานก็เจ๊ง ผมไปไหนผูกใจตลอดเลย ไม่ทิ้ง ไปไหนเอาไปด้วย ได้มากได้น้อยก็ช่าง ไปทำที่ไหนทำเถอะ ก็แล้วแต่วาสนาบารมี วาสนาเราน้อยก็ได้ช้าหน่อย วาสนาเรามากก็ได้เร็วหน่อย
การทำมาหากินในรอยไถน่ะ นกมูลไถน่ะ อดบ้างอิ่มบ้าง ก็แล้วแต่วาสนา หาอาหารได้มากบ้างน้อยบ้าง แต่อย่างน้อยไม่โดนเหยี่ยวโฉบไป ไปไหนอย่าทิ้งสติปัฏฐานน่ะไม่เสื่อม ไปในเมืองก็ไม่เสื่อมในเมือง ไปในป่าก็ไม่เสื่อมในป่า เพราะว่าเป็นสมบัติของพุทธบิดา ที่หลวงพ่อใหญ่ท่านเน้นนักเน้นหนา เวลาผมไปไหนนะผมจะนึกถึงบุญคุณหลวงพ่อใหญ่มาก เพราะว่าเราปฏิบัติตลอด เราไม่เคยทิ้ง ยิ่งปฏิบัติเราก็ยิ่งเห็นคุณครูบาอาจารย์ที่เปิดทางให้เรา ท่านเทศน์ซ้ำเทศน์ซากจนเราเบื่อแล้วเบื่ออีก ท่านอุตส่าห์เทศน์ เทศน์จนเราพอเข้าใจขึ้นบ้าง จากโง่ จากโง่ ๆ ก็ค่อยมีปัญญาญาณขึ้นมาบ้าง จากฟังไม่รู้เรื่อง เบื่อฟัง ก็กลายเป็นฟังไพเราะ เมื่อเราเกิดศรัทธาในสติปัฏฐานก็ฟังไพเราะ ถ้าเราไม่มีศรัทธาฟังแล้วน่าเบื่อ แต่ท่านเทศน์ด้วยกรุณาจิต จิตเป็นเมตตากรุณาต่อศิษยานุศิษย์ล้วน ๆ ท่านไม่ได้มุ่งหวังอามิส มีแต่ท่านเทศน์ว่าให้ลูกศิษย์เอาไปปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น เพื่อสืบทอดพระศาสนาในภาคปฏิบัติอย่าให้เสื่อมสูญ
ฉะนั้นเมื่อเราปฏิบัติน่ะ กำหนดหยั่งรู้ไปนะ เอาจิตดวงที่ละมาประกอบกับการกำหนดสติ คือหัวใจถึงสมองน่ะ เพื่อให้รู้แจ้งในอารมณ์ รู้แจ้งในความปรุงแต่ง จะได้ควบคุมอารมณ์ ควบคุมตัวปรุงแต่ง ไม่ให้เป็นไปเพื่อการเกิดยินดีอย่างแรง ไม่ให้เป็นไปเพื่อการเกิดยินร้ายอย่างแรง จนมันง่อยเปลี้ยเสียขาไปเรื่อย ๆ ความยินดียินร้ายน่ะ คือ กิเลสทั้งหลายน่ะเราคุมมันด้วยสติ จนมันอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ สติเราก็จะดีขึ้น สติเราดีขึ้นก็แจ้งอายตนะ ๖ แล้ว ของผมนี่เริ่มรู้สึกที่ลิ้นก่อน ไอ้กายกับจิตนะเราฝึกมาแล้ว คราวนี้ยังเหลืออายตนะอีก ๔ ตา หู จมูกและลิ้น ส่วนกายเราก็ฝึกมาเยอะแล้ว จิตเราก็ฝึกเฝ้าดู ต่อไปเราก็จะมีความรู้สึก อายตนะอื่นน่ะสติเราเริ่มกินพื้นที่ไปเรื่อย ๆ กิเลสมันโดนไล่ สติเราก็ต้องเริ่มกินพื้นที่ไปเรื่อย ๆ เหมือนกับว่าพวกโจรมันถอนกำลังไป พวกทหารก็ต้องไปคุมพื้นที่ ตาหูจมูกลิ้น ที่ลิ้นนี่มันเห็นง่าย
หลวงพ่อใหญ่ท่านบอกว่า ประสาทสัมผัสในคนเรา ร่างกายคนเรา แบ่งออกเป็นสองซีก ซีกซ้าย ซีกขวา ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย มันมีสองจุดนะที่ความรู้สึกมันมารวมกัน ตรงอวัยวะเพศของเราอันหนึ่ง แล้วก็ตรงลิ้นอันหนึ่ง
หลวงพ่อใหญ่ท่านพูดให้ฟัง บอกว่า ไอ้ความรู้สึกสองที่นี่มันจึงแรงมาก มีอิทธิพลต่อคนมาก มากกว่าที่อื่น มีอิทธิพลเช่นว่า ฆ่ากันตายได้ง่ายกว่าที่อื่น ถ้าเกิดกิเลสตัณหาสองจุดนี่ ตรงลิ้นที่หนึ่ง ตรงอวัยวะเพศที่หนึ่ง ฆ่ากันได้เลย เพราะว่าความรู้สึกมันคูณสอง เพราะว่าประสาทรับรู้สองส่วนมันไปรวมอยู่จุดเดียวเลย ไม่เหมือนตรงอื่น มันแยกเป็นสองเสี่ยง ตาก็แยก หูก็แยก จมูกก็แยก แขนขาก็แยก ตรงลิ้น กับตรงอวัยวะเพศมันรวมมาอันเดียว ท่านว่าอย่างนั้นนะ
อีกอย่างคนติดในลิ้นมาก ยาเสพติดทั้งหลายนะติดตรงความรู้สึกในลิ้นทั้งนั้น เวลาเราจะเลิกบุหรี่เลิกอะไรเนี่ย กำหนดความรู้สึกที่ลิ้นนี่ มันจะเห็นเลย เห็นความอยาก ความอยากมันมา กำหนดหยั่งรู้ไปเรื่อย ๆ มันจะรู้สึกว่าเลิกได้ บุหรี่เลิกได้ แต่ว่าต้องเห็นความรู้สึกที่มันมารับความอยากตรงลิ้นนี่ เลิกไม่ยาก ก็ผู้ที่เห็นตรงนี้เลิกไม่ยาก
เพราะฉะนั้น เวลาเรากำหนดจิต กำหนดที่หัวใจน่ะ บางทีมันมีความรู้สึกมาถึงลิ้นนะ อยู่เฉย ๆ มันก็มี มันขึ้นมาลิ้น พอขึ้นมาลิ้นเดี๋ยวสติมันก็ลามมาถึงตา หู จมูก อันนี้เป็นในภาคปฏิบัติ แต่จุดใหญ่ใจความแล้วเนี่ย เราต้องไปละอุปาทานที่ใจ ความรู้สึกยินดียินร้ายทั้งปวงรวมลงที่ใจหมด เพราะฉะนั้นการดูจิตในจิตต้องให้แจ่มแจ้ง ให้เก่ง ให้ชำนาญ ให้ชำนาญหมายถึงว่าเรามีสติเท่าทันอารมณ์ อารมณ์รัก ชัง เกลียด โกรธนี่ ต้องให้ทัน ถึงระงับยังไม่ได้ก็ต้องให้ทัน ไปหยั่งรู้มันก่อน
เหมือนกับเขาเล่นฟุตบอลกันน่ะ ไอ้ศูนย์หน้าตัวเก่ง ๆ ฝ่ายตรงข้ามต้องส่งนักฟุตบอลคนหนึ่งมาประกบนะ ไปไหนไอ้ตัวประกบนี่ไปด้วยตลอด ในการแข่งขันฟุตบอลนัดใหญ่ ๆ จะเห็น ศูนย์หน้าตัวเก่ง ๆ จะโดนนักฟุตบอลฝ่ายตรงข้ามส่งมาประกบตัวนึงเลย ไปไหนไปด้วย ไอ้นี่ไปไหนไปด้วย ไอ้ศูนย์หน้าตัวเก่ง ๆ มันก็ยังอุตส่าห์หาพื้นที่เล่นจนได้ ทั้งที่โดนประกบอยู่นั่น ยังยิงประตูได้เลย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าถ้าไม่มีตัวประกบมันยิงได้มากกว่านี้
เราก็เหมือนกันน่ะ เวลาเราเอาสติหยั่งรู้ดูอารมณ์ ดูกิเลสเรานะ บางทีคุมมันไม่ได้น่ะ ก็อย่าไปท้อแท้ ก็ยังดีกว่าเราไม่ไปหยั่งรู้ ไม่ไปคุม ไม่ไปหยั่งรู้ ไม่ไปกำหนดหยั่งรู้ดู ถึงจะคุมมันไม่ได้ ๑๐๐% แต่ว่าถ้าเราไม่ไปหยั่งรู้ดูน่ะมันจะหนักกว่านี้อีก
ฉะนั้นการเจริญสติก็คือไปหยั่งรู้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องดีเรื่องชั่ว ความเกิดดับในจิตน่ะ อารมณ์ดีก็อย่าไปเพลินหลงเพราะว่ามันไม่เที่ยง อารมณ์ชั่วก็ดูให้ดีอย่าให้มันเป็นโทษ แต่รวมแล้วคือเป็นความเกิดดับหมด ดูไปดูไปเห็นแต่ความเกิดดับ ดูจิตน่ะดูไป ๆ ถ้าจิตเรามีตัวละเข้าไปดู เห็นอารมณ์มันเกิดดับ ดูไป ๆ เห็นแต่ผู้รู้กับสิ่งถูกรู้ มันไม่เข้าไปยึดครองว่าไอ้นี่เป็นตัวเราของเรา ยิ่งเข้าไปหยั่งรู้ดูมันยิ่งไม่เห็นตัวเราของเรา ไอ้การที่เราไม่เข้าไปกำหนดน่ะ โอ้โห ตัวกูของกูเพียบ ยินดียินร้ายหนัก ถ้าเรายิ่งไปกำหนดหยั่งรู้มันยิ่งแจ้ง
ต้องแจ้งเอง ต้องปฏิบัติเอาเองให้แจ้งเอง แจ้งแทนกันไม่ได้หรอก แจ้งเพื่อเราจะละอารมณ์ให้ชำนาญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าวิปัสสนาเป็นตทังคปหาน ประหารกิเลสขณะหนึ่ง ๆ ก็เตรียมพร้อมไว้ เมื่อไหร่บารมีของเราครบถ้วนนะ มรรคผลจะได้มา ถ้าเราไม่ประหารกิเลสขณะหนึ่งๆได้น่ะ แล้วมรรคผลจะมายังไง มรรคผลนี่มันคือประหารอย่างหนึ่ง ถอนรากถอนโคนเป็นสมุจเฉท ของมากก็ต้องมาจากของน้อย เงินร้อยเงินพันก็ต้องมาจากเงินบาท น้ำป่าที่ มาทีนึงพัดกระเหรี่ยงลงแม่น้ำสาละวินไปเลยเนี่ย ที่ข่าวเขาลงน่ะ มันมาจากฝนเม็ดเล็ก ๆ ฉะนั้นอย่าดูหมิ่นความเพียรเล็ก ๆ สติที่เราหยั่งรู้ขณะหนึ่ง ๆ อย่าดูหมิ่นว่ามีค่าน้อย หมายความว่าดูหมิ่นว่ามีค่าน้อยแล้วไม่ทำ น้ำป่าที่มาล้นทะลัก มันมาจากน้ำฝนเม็ดเล็ก ๆ ทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นนะเรากำหนดหยั่งรู้อารมณ์ ฐานจิตในจิตนะ จนชำนาญ ความใฝ่ที่จะหลุดพ้นมันต้องมีด้วย ต้องเห็นโทษในสังขาร สังขารร่างกายน่ะ ความตายก็ใกล้เข้ามาทุกที ตอนปี๒๕๓๒ - ๒๕๓๓ อยู่กับหลวงพ่อใหญ่ เวลาท่านขึ้นเทศน์บนธรรมาสน์ เน้นแต่เรื่องความตาย ท่านพูดว่าท่านนึกถึงความตายตลอด ให้ลูกศิษย์เอาไปนึกบ้าง นึกถึงความตายให้มาก ๆ ผมฟัง ๆ อยู่ก็เอาไปทำบ้าง ก็ได้ผลดี การที่เรานึกถึงความตาย มันจะเกิดสลดใหญ่ สังเวชใหญ่ มันไม่ยินดีในโลกามิส ไม่ยินดีในลาภ ในยศ เรามานึกไว้ตลอด แล้วเราคิดดูเลยว่า แบ่งแยกเลยว่า ไอ้ของอันไหนที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ อันไหนที่ตายแล้วเอาไปได้ ที่เอาไปได้จะได้รู้คุณค่าของมันให้มาก ๆ
ยกตัวอย่างเหมือนกับว่า เราไปมาเลย์ เอารถไปคันหนึ่ง ขับไปถึงกัวลาลัมเปอร์ ไปซื้อของมา ใส่รถไว้ เต็มรถเลย แล้วเราก็ดูของไหนมันผ่านด่านปาดังฯได้ ของไหนที่เขาไม่ให้ผ่าน ต้องแยกแยะให้รู้เลย พอเรารู้ว่ามันต้องผ่านด่านก็จะได้มาแยกแยะ ถ้าในรถของเรานี่ ดูทั้งรถเลยนะ มีแต่ของที่เขาไม่ให้ผ่านด่านปาดังฯน่ะซวยแล้ว อุตส่าห์ขนมา ไม่ให้ผ่านด่านหมดเลย ขนมาเสียเที่ยวเลย ต้องดู แยกแยะดู ของไหนที่จะผ่านด่านได้ รักษาให้ดี ไอ้ของไหนเขาไม่ให้ผ่านด่านนี่ ระหว่างทางมาจากกัวลาลัมเปอร์มาปาดังฯ เก็บเอาไว้ใช้ในรถได้ก่อน ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องทิ้งก็ได้ แต่เราต้องรู้ว่าไอ้ของนี่ไปได้แค่ปาดังฯ แต่มีของอันอื่นที่ผ่านด่านปาดังเบซาร์มาได้นะ เอออันนั้นน่ะเป็นของเราจริง จะเอาไปขายกรุงเทพฯ จะได้เงิน
เพราะฉะนั้น เรานึกถึงความตายให้มาก ๆ แล้วดูว่าจะเอาอะไรไป สมบัติพัสถานไม่เป็นของเราสักอย่าง ลาภยศ เหมือนดอกไม้บาน ตายไปเอาไปแสดงกับยมบาลท่านก็ไม่สนใจ นี่พ่อยมบาล ฉันนี่มียศนะ แกจะเอาฉันลงนรกไม่ได้ เขาไม่สนใจหรอก ของที่เราจะเอาไปได้คือจิตนะ ฝึกจิตเอาไว้ พัฒนาจิต สร้างบารมี เจริญสติปัฏฐาน ๔ เพื่อพัฒนาจิตเรา เพื่อจะเป็นที่พึ่ง ส่วนเงินทองกองท่วมหัวนี่ทิ้งหมดเลย ทิ้งมันเอาไว้
ตาจ่อยตายมีเงินในกระเป๋าหนึ่งหมื่นก็ไม่ได้เอาไป เอาไปแต่จิตที่แกมาฝึกปฏิบัติธรรมน่ะแกเอาไป นี่เราดูคนตายแล้ว ดูเป็นตัวอย่าง จิตที่แกฝึกนะถึงเอาไป เราก็เหมือนกันน่ะ เราต้องเตรียมตัวตายไว้ตลอด
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าหากว่าภิกษุใดน่ะนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก หรือนึกถึงความตายทุกคำข้าว อันนั้นถือว่าใช้ได้ ถ้านึกน้อยกว่านี้ท่านว่าประมาทอยู่ คือท่านพูดเพื่อเตือนใจเรา เราเป็นผู้ปฏิบัติ จะได้ไม่ลืมความตาย ไม่งั้นมันหลงมัวเมา ในสิ่งที่มีอยู่ ของกู ของกู แม้แต่ร่างกายสังขารก็เผา เหลือไว้ก็เปลืองถ่าน เหลือเอาไว้ให้เปลืองถ่าน ไม่ได้เอาไป
ยิ่งเรามานึกความตายก็เกิดความสลดสังเวชน่ะ จิตมันก็เกิดตัวละขึ้นมาอีก คือมีกำลังใจที่จะสู้ จะสู้เพื่อความหลุดพ้น มีกำลังใจที่จะละโลกามิส ละความยินดีอย่างที่ชาวโลกเขายินดีน่ะ นึกถึงความตายมาก ๆ แล้วมันตัดได้ ถ้าไม่นึกถึงความตายแล้วมันเพลิน นึกว่าเราจะอยู่ ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ความจริงตาจ่อยแกนั่ง ๆ ตายในท่านั่งด้วยซ้ำ หายใจไม่ออก จะเอาเครื่องเป่าโพรงจมูกมาเป่า เป่าไม่ทัน หงายท้องตึง ตายไป ไอ้เครื่องเป่าโพรงจมูกแก้หอบหืดยังอยู่ข้างเตียง ฉับพลันทันด่วนนิดเดียว นี่เรานึกถึงความตายเป็นพยาน เราก็ไม่ประมาท เห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าเราไม่ทำนิพพานให้แจ้ง ก็ต้องเกิดแล้วเกิดอีก ตายแล้วตายอีก
พระพุทธเจ้าท่านอุปมาให้ฟังว่า สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิด ที่ร้องไห้น้ำตาไหล ถ้าเก็บน้ำตาไว้มารวมกันของคนคนเดียวน่ะ รวมกันแล้วมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ เสียอีก เกิดแล้วเกิดอีก ตายแล้วตายอีก ทุกข์แสนเข็ญเดือดร้อนไม่รู้จักจบสิ้น ถ้าเราไม่ถึงนิพพานตราบใด ก็ต้องเกิดต่อไป
อันนี้นิพพานไม่ใช่ว่าเราจะวอนขอมาได้ ต้องปฏิบัติให้เข้าถึง ทางสายเอกก็คือสติปัฏฐานทั้ง ๔ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ เพื่อถอนอภิชฌาและโทมนัส ความยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้ เพื่อความดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส ทุกข์ที่ท่านบรรยายไว้ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ก็คือความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากของรักเป็นทุกข์ ความประสบกับของไม่รักชอบใจเป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ สรุปรวมลงมาก็คืออุปาทานขันธ์นั่นแหละ อุปาทานยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวกูของกูนี่แหละทุกข์
ฉะนั้นการที่เราจะดับทุกข์นะ ในสถานที่ที่เราจะต้องไปดำเนินงานก็ในขันธ์ ๕ นี่แหละ เหมือนกับว่าที่ที่มีข้าศึกน่ะ เวลาจะไปรบก็ต้องไปรบตรงที่มีข้าศึกนั้นแหละ เราจะดับทุกข์ก็ต้องดับทุกข์ที่ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ อุปาทานยึดเอาไว้ ยึดมาจากความอยาก เพราะว่ามีความสุขเวลาตาเห็นรูป หูฟังเสียงเพราะ จมูกได้กลิ่นหอม ลิ้นได้รสอร่อย กายถูกต้องโผฏฐัพพะอันน่าชอบใจ เกิดตัณหา ยินดีในการเสวย ยินดีแล้วกลัวจะเสียไปนั่นน่ะ ก็เลยเกิดอุปาทานยึดเอาไว้ หวงเอาไว้
ก็เหมือนกับยกตัวอย่างว่าเอามือจับไว้กลัวจะหลุด ก็เอาผ้ามาพัน เอาเชือกมาพัน เอาโซ่มาคล้อง เอากุญแจมาใส่ อุปาทานทั้งนั้นแหละ ยึดว่ามีตัวกูของกู ยึดเอาไว้ อาศัยเสพรสอร่อยของโลก อยากเสพรสอร่อยมันก็มีทุกข์ให้ด้วย ฮุบไส้เดือนก็เจอเบ็ดด้วย โลกนี้ของน่าชอบใจมันก็อยู่ในฐานะเหยื่อ ทุกข์เดือดร้อนแสนเข็ญมากมายมหาศาล คนที่มีตัณหาอุปาทานมองไม่เห็น คิดแต่จะมาเสพเสวยเพลิดเพลินมัวเมา ถ้าเรามีญาณปัญญาก็เบื่อหน่าย อยากจะพ้น อยากจะแสวงหาทางนิพพาน อยากจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ลำบากแค่ไหนก็ยอมทน เพราะทุกข์จากการปฏิบัติมันยังมีเวลาจบ ทุกข์จากการหลงมัวเมาในสมบัติของโลกมันไม่จบสิ้นหรอก ต้องร้องไห้จนน้ำตามารวมกันแล้ว เท่าน้ำในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ เลย มันไม่จบสิ้น
วันนี้เป็นโอกาสดี ที่ได้มีโอกาสปรารภธรรมะเรื่องฐานจิตในจิต เพื่อประโยชน์แก่เราผู้ปฏิบัติธรรม ให้ได้มีโอกาสรู้ธรรมเห็นธรรม เพื่อเป็นปัจจัยให้เข้าถึงมรรค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญฯ

ความคิดเห็นล่าสุด
2 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 50 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 50 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน