0011 - เวทนาและสมาธิชอบ

เวทนาและสมาธิชอบ

๒๘-ส.ค.-๒๕๔๕

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณ ผู้เป็นพระอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ในทางสติปัฏฐาน ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน ขอเจริญพร เจริญสุข ไปยังสามเณร ญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา

วันนี้ก็เป็นโอกาสดี ได้มีโอกาสมาเทศน์ธรรมะภาคปฏิบัติ เทศน์ภาคปฏิบัติแล้วก็ปฏิบัติไปด้วย ทำสมาธิไปด้วย เทศน์ภาคปฏิบัติก็ดึงเข้ามากลับมาหยั่งรู้ในกายในจิตภายใน ชาวโลกยิ่งเรียนก็ยิ่งต้องออกไป เรียนไปถึงดวงจันทร์ เรียนไปโลกพระอังคาร แต่ชาวธรรมะยิ่งเรียนยิ่งเข้าหาตัวเอง ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์ให้ผู้ฟังหวนกลับมาแก้ไขตัวเอง พูดง่าย ๆ คือมากวาดบ้านตัวเอง เพราะฉะนั้นเราเทศน์เรื่องปฏิบัติ ก็คือ เทศน์เรื่องตัวเราเอง ให้รู้เรื่องตัวเราเอง แล้วจะได้จัดการให้มันถูก

วันนี้ก็จะพูดเรื่องฐานเวทนาในเวทนา คือการปฏิบัติเพื่อให้แยบคาย รู้แจ้งเห็นจริงในเวทนาขันธ์ การที่เราจะมาลึกซึ้งแยบคายที่เวทนาในเวทนา เราต้องชำนาญเชี่ยวชาญแล้วในฐานกายในกาย เมื่อเราปฏิบัติฐานกายในกายจนเชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญมันมี ๓ อัน สติปัฏฐานนั้นไม่เชี่ยวชาญไปไหนหรอก เชี่ยวชาญก็คือมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ มีเท่านี้ อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้บวชใหม่ก็พึงมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นกายในกายอยู่ เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต และเห็นธรรมในธรรมอยู่ ภิกษุผู้เป็นเสขะ ก็พึงมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรมอยู่ ภิกษุผู้เป็นอเสขะคือพระอรหันต์ทั้งหลาย พึงมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พิจารณาเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรมอยู่

เพราะฉะนั้นความเชี่ยวชาญชำนาญช่ำชองก็คือมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เมื่อเราเจริญสติปัฏฐานแยบคายมากขึ้น ฐานกายในกายมันก็จะเข้าไปเห็นฐานเวทนาในเวทนา เวทนาที่เราจะไปกำหนดรู้น่ะ พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านแยกเอาไว้ ๑. สุขเวทนาอิงอามิส ๒. ทุกขเวทนาอิงอามิส ๓. อุเบกขาเวทนาอิงอามิส ๔. สุขเวทนาไม่อิงอามิส ๕. ทุกขเวทนาไม่อิงอามิส ๖. อุเบกขาเวทนาไม่อิงอามิส ๖ อันนี้เป็นที่ตั้งที่เราจะไปรู้แจ้ง รู้แจ้งในปัจจุบันอารมณ์ที่กายยาววาหนาคืบ หยั่งรู้ลงไป

สุขเวทนาที่อิงอามิสก็คือสุขเวทนาจากการสัมผัสกามคุณทั้ง ๕ คือ รูปสวย เสียงไพเราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสโผฏฐัพพะอันนุ่มนวล สุขเวทนาอิงอามิสคือสุขเวทนาอันเนื่องด้วยกาม ทุกขเวทนาอิงอามิส ก็คือทุกขเวทนาอันเนื่องด้วยกามเหมือนกันแต่ว่าในส่วนที่เป็นอนิฏฐารมณ์คือส่วนที่ไม่พอใจ เกิดทุกข์ขึ้นมาจากการเห็นรูปไม่สวย เสียงไม่ไพเราะ กลิ่นเหม็น รสไม่อร่อย โผฏฐัพพะอันไม่น่าพอใจ อันนี้เป็นทุกขเวทนาอิงอามิส ส่วนอุเบกขาเวทนาที่อิงอามิส มันก็คืออุเบกขาเวทนาอันเกี่ยวด้วยกาม จะบอกว่าเราเฉยไม่ยินดียินร้ายต่อกาม เป็นอุเบกขา แต่ถ้ามันไม่มีสติก็ถือว่าเป็นกิเลส เรียกว่าอุเบกขาที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติ

เราเปรียบเทียบง่ายๆ ก็ดังเช่น มีปลาตัวหนึ่ง พรานเบ็ดหย่อนเบ็ดมาจะตกปลา ต้องมีไส้เดือนเกี่ยวเบ็ด ไส้เดือนก็เหมือนกับสุขเวทนาอิงอามิส เบ็ดก็เหมือนกับทุกขเวทนาอิงอามิส และถ้าอุเบกขาเวทนาอิงอามิส ก็คือปลาตัวนั้น มันว่ายอยู่แถวนั้นแหละ แต่ยังมองไม่เห็นไส้เดือนที่เกี่ยวเบ็ดอยู่ เพราะฉะนั้นแม้ว่าปลาตัวนั้นจะยังไม่ฮุบเหยื่อ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันรอดพ้นแล้วจากสิ่งเหล่านั้น คือมันยังมองไม่เห็นเท่านั้นเองแหละ ถ้าสายตาเหลือบไปเห็นเมื่อไหร่ ก็มีโอกาสที่จะฮุบเหยื่อ เพื่อไปเกี่ยวข้องกับสุขและทุกข์อันเนื่องด้วยกามได้ เพราะฉะนั้นท่านจึงแยกออกมาว่า อุเบกขาการวางเฉยบางอย่างก็ยังถือว่าเป็นอุเบกขาทางโลก คือว่าอุเบกขาวางเฉยเพราะความไม่รู้ ไม่ใช่วางเฉยจากการรู้แจ้งเห็นจริงรู้รอบ เพราะฉะนั้นท่านจึงแยกไว้ว่าอุเบกขาเวทนาอิงอามิส คืออุเบกขาที่ไม่ถึงพร้อมด้วยสติ ไม่ประกอบด้วยสติ กลายเป็นอุเบกขาประกอบด้วยโมหะคือเฉยเพราะไม่รู้ ไม่ได้เฉยเพราะเห็นแจ้ง สุขเวทนาก็เป็นตัวยินดีในกาม ทุกขเวทนายินร้าย อุเบกขาเวทนาอิงอามิสก็คือไม่รู้ ก็เลยเฉย ๆ เพราะไม่รู้

สำหรับสุขเวทนาไม่อิงอามิส ก็คือปีติจากการปฏิบัติธรรม เวลาเราปฏิบัติสมาธิเจริญกรรมฐาน เจริญสติปัฏฐาน เจริญไปสมาธิก็ดีขึ้นๆ เห็นแจ้งในปัจจุบันอารมณ์มากขึ้น ปีติจะเกิด จะเกิดมากเกิดน้อยก็ต้องเกิด ถ้าผู้ปฏิบัติจริง ๆ ต้องเกิดปีติ

ผู้ปฏิบัติใหม่ ๆ พอเจอปีติก็หลง หลงสุขเวทนาคือปีติในธรรม มันเป็นสุขที่ไม่อิงอามิส คือมันไม่เนื่องด้วยกามคุณ มันเป็นสุขที่เกิดจากการปฏิบัติ นั่นคือปีติ ซาบซ่าน สบายกาย โล่งโปร่งเบา เบาหวิว รวมแล้วคือปีติ อาการสบายกายจากการปฏิบัติ เขาเรียกว่าสุขเวทนาไม่อิงอามิส ผู้ปฏิบัติใหม่ ๆ พอเจอปีติก็เพลิน เสพเข้าเต็มเปาเลย พอเพลินปีติมาก ๆ ปีติดับก็ฟุ้งซ่าน พอปีติดับก็ฟุ้งอย่างแรง ปฏิบัติใหม่ ๆ ถ้าไม่แยบคายในอารมณ์ก็วนอยู่อย่างนี้ ปีติเกิด ปีติดับ ปีติดับก็ฟุ้ง บางทีฟุ้งหนักยิ่งกว่าตอนไม่เคยปฏิบัติธรรมเสียอีก ทำไมฟุ้งหนักกว่า ก็เหมือนกับว่าปีตินี่มันหนุนจิตเราไปที่สูงสบายกว่าคนธรรมดา พอเวลามันดับ มันก็เหมือนกับปล่อยเราตก เมื่อตอนที่เรานั่งอยู่กับพื้นดี ๆก็สบายดีไม่เห็นจะเจ็บเลย มีคนมายกเราขึ้นสูงแล้วมันปล่อย ก็ตกมาเจ็บ ตกมาที่พื้นทั้งที่เวลาเรานั่งอยู่ที่พื้นเองธรรมดาไม่เจ็บหรอก มันยกเราขึ้นแล้วปล่อยน่ะเจ็บ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงบัญญัติไว้ในฐานเวทนาในเวทนาว่าให้แยบคายในตัวนี้

เมื่อเราปฏิบัติแล้วต้องมาแจ้งในสุขเวทนาไม่อิงอามิส คือปีติ ตัวปีติอย่าไปเสพมัน แต่เมื่อปีติเกิดต้องเห็นว่ามันไม่เที่ยง กำหนดหยั่งรู้ว่ามันไม่เที่ยง อย่าเข้าไปเสพ ดูมันเฉย ๆ มันก็ยังมีอยู่ แต่เราดูหยั่งรู้ เห็นความไม่เที่ยง ถ้าเข้าไปเสพเดี๋ยวอารมณ์สมาธิเสื่อม ทำไมล่ะ ทำไมไปเสพปีติสมาธิถึงเสื่อม เพราะว่ากามก็ดี กับปีติในธรรมก็ดี มันถึงจะเป็นวัตถุต่างกันก็ตามทีเถอะ แต่จิตดวงที่เข้าไปเสพน่ะมันจิตดวงเดียวกัน จิตดวงที่เราเข้าไปเสพกาม กับจิตดวงที่เราเข้าไปเสพปีติเป็นจิตชนิดเดียวกันเลย คือเป็นจิตแห่งความกระหายอยาก เพราะฉะนั้นเมื่อจิตดวงนี้เกิดขึ้นมาจิตเราต้องตก จิตเราจะเสื่อม เมื่อจิตดวงกระหายอยากเกิดขึ้นมาหลังจากปีติเกิด จิตยิ่งเสื่อม เมื่อเวลาจิตเสื่อม เนื่องจากปีติที่เกิดขึ้นมีเหตุมาจากสมาธิความนิ่งและความหยุดความพอของจิต ปีติก็จึงดับไป เพราะจิตที่กระหายอยากน่ะมันไปทำลายปีติทิ้ง คือจิตที่กระหายอยากน่ะ มันไปทำลายสภาพจิตที่นิ่งที่หยุดที่พอของเรา เพราะฉะนั้นปีติจึงดับ เมื่อจิตดวงที่ปีติดับแต่ตัวที่หิวกระหายมันยังไม่ดับ เหมือนกับว่าทอฟฟี่หมด แต่ว่าเด็กคนที่จะกินทอฟฟี่มันยังไม่หายอยาก ทีนี้แหละเป็นเรื่อง เป็นเรื่องตอนนี้มันจึงฟุ้งซ่านอย่างแรง ความฟุ้งก็มาจากจิตดวงที่หิวโหยกระหายที่จะเสพความสบายจากปีติ จึงเรียกว่าสุขเวทนาไม่อิงอามิส เพราะฉะนั้นเวลาเราปฏิบัติธรรม ปีตินี่น่ากลัวนะ อย่าไปเพลินมัน ไม่งั้นจะฟุ้งแหลกลาญ นั่งนอนไม่เป็นสุข อยู่ไม่เป็นสุข วัดกว้างๆนี่ไม่พอเดินนะ ตอนที่ยังไม่เคยปฏิบัติยังไม่ฟุ้งเท่านี้ ฟุ้งมาแต่ไอ้จิตดวงที่มันกระหายอยากน่ะมาทำเอา

เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกเคล็ดลับเอาไว้ เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านเตือนเอาไว้ว่า เจ้าหนูน้อยเอ๊ย ถึงเจ้าน่ะ จะละสุขอย่างหยาบคือกามมาแล้ว ก็ให้ระวังสุขอย่างละเอียดให้ดี เพราะว่ามันก็ทำให้เกิดตัณหาได้ทั้งนั้นแหละ เวลาปีติดับจะฟุ้งซ่านขึ้นมา พอฟุ้งซ่านขึ้นมานิวรณ์ตัวอื่นก็ผสมโรงด้วย แต่เมื่อเราปฏิบัติไปจนชำนาญก็จะมีญาณปัญญาเห็นอีกว่า แม้จิตดวงที่มันฟุ้งซ่านน่ะ มันก็เกิดดับอีกแหละ ก็กำหนดสติหยั่งรู้กันไป มันก็ผ่านมาผ่านไป จิตดวงที่สบายอิ่มเอิบด้วยปีติมันก็เกิดดับ จิตดวงที่ฟุ้งซ่าน ทุกข์ทรมานเพราะปีติดับไป เพราะนิวรณ์ตัวอื่นมาผสมโรงมันก็เกิดดับ ไม่มีอะไรอยู่ไปร้อยปี พันปี หมื่นปี แสนปี ยิ่งจิตน่ะแป๊บเดียวก็เปลี่ยน จิตมันเหมือนลิง เดี๋ยวมันก็ดับไป ผ่านไป แต่ตอนที่จิตเราฟุ้งน่ะ ปัญญาไม่มีเลย ถ้าหากว่าเราไม่เข้าใจว่ามันไม่เที่ยง มันจะเกิดความกระวนกระวาย เห็นโทษ อึดอัด เกลียดชังจิตดวงนั้นเข้าไปอีก มันก็ยิ่งฟุ้งหนักเข้าไปอีก เหมือนกับกองไฟที่ลุกอยู่ แทนที่จะเอาน้ำไปดับ ดันเอาน้ำมันไปใส่

เพราะฉะนั้นเวลาฟุ้งอย่าไปกลัวว่ามันจะฟุ้งอยู่นาน ยิ่งกลัวมันก็จะยิ่งฟุ้ง เวลาฟุ้งซ่านให้กลับมาสู่ฐานกายในกาย อย่าลืม ลืมไม่ได้เลย จิตมันจะไปสู่อารมณ์ละเอียดแค่ไหน ก็ทิ้งไม่ได้ฐานกายในกายน่ะ กลับมายกมือ กลับมากำหนดความรู้สึกที่เวลาเรานั่งน่ะ หรือกำหนดความปวดที่กายก็ได้ ให้กลับมากำหนดอารมณ์หยาบคือความรู้สึกที่กาย อย่าไขว้เขวไปตามความฟุ้ง จิตมันจะถูกล่อลวงไป

เหมือนกับว่า เวลาเราออกรบ กองทัพออกไปรบนั้น อาจโดนข้าศึกโจมตี ถ้าไม่รู้ว่าจะทำยังไง ให้กลับที่มั่นก่อน จงถอยกลับที่มั่น กลับมาสู่ฐานกายในกาย อย่าโดนมันหลอกให้กลุ้มให้กระวนกระวายทุรนทุรายหนักเข้าไปใหญ่ ยังงั้นถือว่าเราทิ้งฐานซะแล้ว เมื่อทิ้งฐานไป ถ้าเราไม่กลับมาสู่ฐาน ก็เลยต้องไปหาสิ่งเร้ากระตุ้นภายนอกมาดับความทุกข์ ทุกขเวทนาที่ไม่อิงอามิส ทุกข์จากการปฏิบัติธรรม มันก็เกิดขึ้นมาจาก ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ จิตมันเสื่อมน่ะ ถ้าเราไม่กลับสู่ฐานก็เลยต้องไปหาสิ่งเร้าภายนอกมาทำให้เป็นสุข ก็คือต้องหากามคุณ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย โผฏฐัพพะอันนุ่มนวล ท้ายที่สุดก็ตกไปสู่กามนั่นแหละ เหมือนกับภิกษุบางรูปที่เคยปฏิบัติจิตได้ดี ภายหลังเสื่อมก็เพราะตัวนี้ เมื่อจิตเสื่อมแล้วไม่ยอมลงมาที่เดิม เรียกว่าจมไม่ลง เหมือนคนทำมาหากินหาบของไปขาย พอรวยขึ้นมามีร้านค้ามีอะไรใหญ่โต ทีนี้พอมันเจ๊งขึ้นมา ก็ไปหาบของขายอย่างเดิมสิ ก็เขายึดร้านแล้ว อันนี้ไม่ยอมเลย เขาเรียกว่าจมไม่ลง จมไม่ลงก็เดือดร้อน เลยต้องไปหาปล้น จี้ ลักขโมยเขา

ฉันใดฉันนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมอย่าลืมพื้นเพ อารมณ์อะไรที่เราทำมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที อย่าทิ้ง อย่าลืม เพราะเมื่อจิตเราเสื่อมเราจะได้คืนมาสู่ตรงนั้น เขาบอกว่าหาบและไม้คานน่ะอย่าไปทิ้ง ถึงเวลาจนจะได้เอาไปใช้ แหมพอมีร้านใหญ่ก็ทิ้งเลยโยนหาบทิ้งถือว่าประมาท กรรมฐานใดที่เราทำตั้งแต่เริ่มแรกที่ทำให้จิตเราโปร่งสบายอย่าไปทิ้ง ยกมือ พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกไว้มากเลยว่า ฐานครูนี่อย่าไปทิ้ง ถ้าทิ้งแล้วเวลาจิตเสื่อม มันไม่มีตัวแก้ ก็ต้องไหลไปสู่กามเลย เตลิดเปิดเปิงไปเลย จิตทิ้งฐานแล้ว ว่ากันว่าภิกษุผู้เคยปฏิบัติดีมาก่อน จิตเสื่อมลงไปหายไปก็เพราะอย่างนี้

เราต้องเป็นคนจมลง อย่าเย่อหยิ่งถือดี เขายกขึ้นหิ้งหน่อยก็ลงมาข้างล่างไม่เป็นแล้ว ความยกย่องสรรเสริญของคนภายนอก ไม่ทำให้เราเป็นสุขขึ้นมาได้หรอก คนมากราบไหว้เราสักแสนคนล้านคนไม่ทำให้จิตเราสบายขึ้นหรอก การที่เราสามารถละวางอารมณ์ขณะหนึ่ง ๆ ในจิตที่ถึงพร้อมด้วยสติ ถึงจะทำให้เราเป็นสุขจริง ปฏิบัติธรรมให้ดีน่ะ ปฏิบัติที่ผ้าขี้ริ้วได้ผลเร็วกว่าปฏิบัติบนหิ้ง อย่าถูกเขาหลอก เขาหลอกยกเราขึ้นหิ้งก็นึกว่าเราเป็นเทวดา ความจริงมันเกิดดับทั้งนั้น เราอย่าไปให้เขายกขึ้นหิ้ง ปฏิบัติธรรมปฏิบัติอยู่ที่ผ้าขี้ริ้วน่ะดี ยิ่งอยู่ในสภาพที่เขาดูถูกเหยียดหยามรู้สึกปฏิบัติได้ก้าวหน้าเร็ว จิตใจสบายดีกว่า เพราะเราไม่หลงไปกับสมมุติมายาของโลก คำชมคำด่ามันเป็นสมมุติของโลก อย่าไปติด

เมื่อจิตเราตกฟุ้งซ่านขึ้นมาต้องกลับมาสู่ฐาน เหมือนพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่านกมูลไถอย่าลืมรอยไถเชียว อย่าไปแสวงหาสุขจากกาม รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย โผฏฐัพพะที่น่าพอใจมันก็นำมาให้เกิดสุขเวทนาได้ แต่มันเป็นสุขเวทนาอิงอามิส มันเป็นของชั้นต่ำ เพราะฉะนั้นเวลาเรามาปฏิบัติต้องแยบคายในจิตให้ดี อย่ายินดียินร้ายแม้แต่สภาวธรรมที่เกิดในจิตเรา เพื่อที่จะได้เข้าสู่อุเบกขาเวทนาที่ไม่อิงอามิสคือวางเฉยกับอารมณ์ ในภาคปฏิบัตินั้นคือละมันได้ ไม่เข้าไปยึดมั่นว่าเป็นตัวกูของกูในอารมณ์ วางเฉยได้ เมื่อวางเฉยได้ก็ให้ระวังให้ดีเลย อย่าไปดีใจว่าเราวางได้แล้ว เราละได้แล้ว เราทำได้แล้ว พอเราดีใจว่าเราวางได้แล้วก็คือวางไม่ได้แล้ว เพราะการวางได้มันต้องวางด้วยอุเบกขา อุเบกขาที่ถึงพร้อมด้วยสติจึงเรียกว่าเป็นอุเบกขาเวทนาไม่อิงอามิส เมื่อเราวางได้แล้วก็อย่าไปดีใจว่าเราวางได้ พอดีใจก็กลายเป็นสุขเวทนาก็เลยไปเกิดปีติขึ้นมาอีก ไปเสพเข้าไปอีก ไปยึดมั่นถือมั่นอีกว่ากูวางได้แล้วกูเจ๋งแล้ว กูเยี่ยมแล้ว กูเก่งกว่าใคร กูบารมีสูง อันนั้นแหละพลาดท่าไปอีกแล้ว

เพราะฉะนั้นเมื่อเราวางได้แล้วต้องวางเข้าไปอีก คืออย่าไปยึดว่าเราวางได้แล้ว เปรียบเหมือนกับเราเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง เราไปเห็นว่าห้องนี้ว่างจริง ๆ เลย ไม่มีอะไรสักอย่างเลย แต่ลืมไปว่าเราเข้าไปในห้องนั้นน่ะ ห้องถึงไม่ว่าง แต่ขณะนั้นเราไม่รู้ เราดูโอ้โหห้องนี้มันว่างจริง ๆ ถ้าจะให้มันว่างจริง ๆ น่ะ เราต้องออกมาจากห้องนั้นแหละไม่ต้องไปดูมันหรอก อย่าไปยึดครองความว่าง แล้วมันจะว่างจริง ๆ อย่าไปยึดว่าเราวางได้แล้วถึงจะวางได้จริง ให้มีแต่สติ กำหนดหยั่งรู้ตามฐานแค่นั้น เห็นแต่ความเกิดดับ สติพร้อมด้วยอุเบกขามันจะเข้าไปสู่ตัวที่ว่า ก็หรือสติที่ว่ากายมีอยู่เข้าไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าอาศัยรู้ แต่เพียงสักว่าอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดติดถือมั่นอะไร ๆ ในโลกด้วย ฐานอื่นก็อันเดียวกันนั้นแหละ คือเป็นอุเบกขาที่วางความยึดมั่นถือมั่น วางอุปาทานต่อโลกได้ บทสรุปนี้ ท่านเน้นมาเพื่อให้แจ่มแจ้ง ท้ายที่สุดท่านจะเน้นไว้ตอนท้ายทุกฐานเลย คือว่าจะย่อมเห็นธรรมดาคือความเกิดขึ้นบ้าง เห็นธรรมดาคือความเสื่อมไปบ้าง เห็นธรรมดาทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปบ้าง ผู้ปฏิบัติจะเห็นความเกิดดับ สติหยั่งรู้ขณะหนึ่งญาณปัญญาจะเห็นความเกิดดับ กำหนดสติหยั่งรู้ตามฐานฐานใดก็ได้ เห็นแต่ความเกิดดับ และจิตไม่ข้อง ไม่ข้องด้วยสาเหตุที่น้อมไปในการละวางอุปาทาน ไม่เข้าไปยึดครอง ถอนความหมายมั่นในอารมณ์ทั้งปวง

เหมือนเรานั่งกำหนดลงไปในกายนี่ สติเราหยั่งรู้ไปถึงตรงไหนก็ไม่ใช่เราไปถึงตรงนั้น มันสักแต่เพียงว่าอาศัยรู้ อาศัยระลึก ผู้รู้ก็ไม่มี ผู้ถูกรู้ก็ไม่มี สิ่งถูกรู้ก็ไม่มี มีแต่ความเกิดดับ อันนี้เป็นอารมณ์วิปัสสนาที่จะเป็นปัจจัยแก่การละอุปาทาน สติที่เราเจริญขณะหนึ่ง ๆ เห็นแต่ความเกิดดับ เห็นแต่ความละ ความสละ ความสลัดคืน ความไม่ยึดมั่น ความไม่อาลัย อารมณ์ทั้งปวงไม่ว่าหยาบละเอียดก็สักแต่ว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไป กำหนดรู้ขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย พูดมาถึงฐานเวทนาในเวทนานี่มันจะเชื่อมไปถึงตรงสัมมาสมาธิ เพราะว่าสัมมาสติ ก็คือสติปัฏฐาน มันก็เนื่องกับสัมมาสมาธิอยู่แล้ว

ท่านตรัสไว้ในมรรควิภังค์ เอาไว้แยกแยะอารมณ์ของสัมมาสมาธิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสแยกแยะ อารมณ์สมาธิที่จะเกิดต่อเนื่องจากการที่เราปฏิบัติสติปัฏฐานที่จะเลื่อนเป็นชั้น ๆ จากญาณปัญญาของเรา หยั่งรู้ แล้วไม่ยึดมั่นในอารมณ์ มันจะเลื่อนไปตามสัมมาสมาธิเลย ดังที่ท่านตรัสเอาไว้ในมรรค ขึ้นต้นบาลีว่า กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาสะมาธิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจมั่นชอบเป็นอย่างไรเล่า อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ วิวิจเจวะ กาเมหิ วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากธรรมอันเป็นอกุศลทั้งหลาย สะวิตักกัง สะวิจารัง วิเวกะชัมปีติสุขัง ปะฐะมังฌาณัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ เข้าถึงปฐมฌานประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่ ปฐมฌานท่านจะตรัสไว้ว่า อารมณ์สมาธิมันเกิดมาจากวิเวก คือสงัดจากกามวิตกและอกุศลวิตก โดยการนำเอากุศลวิตก กุศลวิจารไปเบียดบังไว้ คือจิตเราที่น้อมไปทางกุศลวิตก กุศลวิจาร คือน้อมไปในทางกุศล มันมาเบียดให้กามวิตกและอกุศลวิตก อกุศลวิตกคือพยาบาทวิตกและวิหิงสาวิตก มันเบียดไปชั่วคราว จิตจึงเป็นสมาธิระดับต้น จึงมีปีติเกิดขึ้น สุขอันละเอียดก็เกิดขึ้น เป็นสุขไม่อิงอามิส มันเกิดสำหรับผู้ปฏิบัติ แต่ท่านยังไม่บอกว่าปฐมฌานเป็นธรรมที่เกิดจากสมาธิ ท่านตรัสไว้เลยว่า วิเวกะชัมปีติสุขัง คือว่าปีติและสุขเกิดจากวิเวก คือสงัด ถ้าโดนกวนมากเป๋ เพราะอะไร เพราะยังมีองค์ธรรมที่หยาบอยู่ คือตัววิตกวิจาร วิตกวิจารนี่แม้จะเป็นวิตกวิจารในกุศล แต่มันก็ยังเป็นของหยาบ เพราะวิตกวิจารมันเป็นวจีสังขาร วจีสังขารแปลว่าตัวที่ปรุงแต่งเพื่อไปเป็นภาษาพูด มันจะยกจิตของเราจากอารมณ์ขึ้นไปสู่การปรุงแต่งเป็นภาษามนุษย์เป็นอดีตอนาคตได้ง่ายมาก เพราะวิตกวิจารเป็นวจีสังขาร มันจะไปอดีตอนาคตซะมาก มันทำให้สมาธิเราไม่คม ท่านจึงบอกว่าสมาธิระดับนี้มันเกิดจากวิเวกโดนกวนมากไม่ได้ สมาธิมันยังไม่มั่นคงในปัจจุบันอารมณ์ แต่ปีติมันเริ่มเกิดแล้ว ความสบายจากการปฏิบัติเริ่มเกิด

เมื่อสมาธิขั้นที่สอง ท่านกล่าวเอาไว้ วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา เพราะความที่วิตกและวิจารทั้งสองระงับลง อัชฌัตตัง สัมปะสาทะนัง เจตะโส เอโกทิภาวัง อะวิตักกัง อะวิจารัง สะมาธิชัมปีติสุขัง ทุติยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ จิตมันเข้าถึงทุติยฌาน เป็นเครื่องผ่องใสภายใน ใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมเอกมีผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิแล้วแลอยู่ เราเจริญปัจจุบันอารมณ์เข้าไปมาก ๆ มันจะละวิตกวิจาร เพราะว่าวิตกวิจารมันเป็นอารมณ์หยาบ มันไม่ใช่ปัจจุบันอารมณ์ อย่างเรายกมือเข้าไปมาก ๆ กำหนดหยั่งรู้เข้าไปมาก ๆ มันจะเห็นแต่ความเกิดดับขณะหนึ่ง ๆ รู้แล้วก็เกิดดับ มันจะปรุงแต่งเป็นภาษาไม่ได้ สังเกตดูเวลาเรากำหนดที่หัวใจ ถ้าเวลามันจะปรุงแต่งเป็นภาษามันจะขึ้นไปปรุงที่สมอง ถ้าเราไม่มีสติแยบคายในปัจจุบันอารมณ์ มันก็เป็นเรื่องไง บางทีกำลังเดินจงกรมปฏิบัติอยู่แต่จิตดันไปปรุงแต่งเรื่องเทศน์หรือระลึกถึงเรื่องไม่เข้าเรื่องอะไรมากมาย เห็นเดินจงกรมอยู่ก็คิดไปโน่น คิดไปนี่ นี่แหละวิตกวิจาร เมื่อสมาธิเราดีขึ้นสามารถกำหนดปัจจุบันอารมณ์ได้แยบคายมากขึ้น วิตกวิจารมันก็จะระงับไป ปัจจุบันอารมณ์ก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น ปัจจุบันอารมณ์มันก็จะเห็นแต่ความเกิดดับ สติเห็นความเกิดดับขณะหนึ่งๆ มันไม่ยกจิตขึ้นสู่วจีสังขารหรือวิตกวิจาร

วิตกวิจารมันจะเป็นภาษามนุษย์จึงมีเรื่องมาก เป็นภาษาเป็นเรื่องเป็นราว ไอ้โน่นว่าอย่างโน้น ไอ้นั่นว่าอย่างนี้ กูว่าอย่างโน้น มึงว่าอย่างนี้ เทศน์ทั้งชั่วโมงเป็นวิตกวิจารหมดแหละ คือวิจารเป็นภาษาออกมา เวลาเราปฏิบัติคือตัดวิตกวิจาร มันไม่มีภาษา มีแต่ความเกิดดับ กำหนดความรู้สึกที่เกิดดับขณะหนึ่งตามฐาน เมื่อวิตกวิจารมันเป็นธรรมที่หยาบดับไป สมาธิมันจะมั่นคงขึ้น ท่านถึงบอกไว้ในทุติยฌานว่า ปีติและสุขที่เกิดในทุติยฌานนี่ มันเกิดจากสมาธิจริง ๆ ไม่ใช่เกิดจากวิเวก คือเมื่อจิตเราอยู่ปัจจุบันอารมณ์มากขึ้น โดนกวนได้ไม่เป็นไร ไม่เหมือนจิตที่อยู่ในปฐมฌานโดนกวนนักไม่ได้ เรากำหนดหยั่งรู้ขณะหนึ่ง ๆ ปัจจุบันอารมณ์ก็มั่นคง ไม่ว่าอารมณ์อะไรผ่านไปผ่านมามันก็เป็นอารมณ์เกิดดับทั้งนั้น มันไม่ยกขึ้นมาสู่อารมณ์ปรุงแต่ง

ท่านถึงบอกว่าปีติและสุขที่เกิดจากทุติยฌานนี่มันเกิดจากสมาธิแล้ว คือปัจจุบันอารมณ์มันมั่นคงมากขึ้น มันเห็นภายใน ไม่ใช่ปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราว เพราะฉะนั้นสมาธิระดับนี้มันมีปีติและสุข ปีติก็คือสุขอย่างหยาบที่เกิดในกาย ซาบซ่าน สบายกาย สุขก็คือสุขละเอียดในใจ อันนี้เป็นธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติทั้งนั้น แต่ตราบใดที่มันยังมีสุข มันก็ยังเป็นสุขเวทนาไม่อิงอามิส เพราะฉะนั้นเมื่อมีสุขเวทนาไม่อิงอามิส มันก็ยังมีเชื้อแห่งกาม ก็อย่างที่ว่าแล้ว ถึงจะเป็นสุขเวทนาไม่อิงอามิส มันก็ยังเป็นเชื้อแห่งกามวิตกได้ เพราะว่าจิตดวงที่เข้าไปเสพปีติที่เกิดจากการปฏิบัติก็คือจิตดวงเดียวกับที่ไปเสพกาม คือจิตดวงที่หิวกระหายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสมาธิที่ดีขึ้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้ละปีติและสุขไปเสีย คือละเนี่ยหมายความว่าถอนความยึดมั่น ความยินดี ความเข้าไปเสพในปีติ นี่ตรงกันเลยกับฐานเวทนาในเวทนาที่ท่านกล่าวไว้ สมาธิที่ต้องการในสติปัฏฐานจริง ๆ ก็ต้องก้าวล่วงปีติและสุขไป ไปถึงจตุตถฌาน

สำหรับตติยฌานก็คือ ละปีติ คือความสุขที่จะเกิดในกายมาก ๆ เอาสติเข้าไปหยั่งรู้ให้มันน้อยลง ให้เหลือแต่สุขละเมียดที่ใจ สมาธิที่การปฏิบัติของเราต้องการจริงๆ ก็คือสมาธิที่บริสุทธิ์อยู่ด้วยสติและอุเบกขา ที่ท่านบอกว่า สมาธิระดับจตุตถฌาน ที่ท่านกล่าวไว้ในสัมมาสมาธิ ท่านกล่าวเอาไว้ ภิกษุย่อมเข้าถึงจตุตถฌานไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขา นี่เป็นพระพุทธพจน์ตรัสไว้ คือท่านต้องการให้จิตของเราเมื่อมาปฏิบัติสมาธิ ให้เลื่อนองค์เลื่อนขั้นให้ละเอียดยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ อย่าไปติดในสุขเวทนาจากการปฏิบัติ อย่าติดในปีติและสุข จิตต้องก้าวล่วงไปถึงอุเบกขา สมาธิอันควรแก่การงานก็คือสมาธิความตั้งใจมั่นที่ถึงพร้อมด้วยสติและอุเบกขา ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่สุข ไม่ทุกข์ สมาธิที่บริสุทธิ์สะอาด เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์สะอาดอันประกอบด้วยสติและอุเบกขา จึงจะเกื้อกูลแก่จิตพระโยคาวจร ที่จะไปละอวิชชา คือความโง่เขลา ไม่รู้อริยสัจ ไม่เห็นแจ้งใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะอะไรล่ะ เพราะว่าอวิชชามันเป็นโมหะ กิเลสขั้นโมหะ ถ้าจิตเรายังติดอยู่กับสุขเวทนา ทุกขเวทนา ก็ก้าวล่วงพ้นไปไม่ได้ เราจะไม่มีญาณปัญญามาแก้ไขโมหะเลย ก็ได้แต่ไปคุมราคะโทสะอยู่ ไม่จบไม่สิ้น โดนราคะโทสะหมุนหัวปั่นก็ไม่มีเวลาว่างแล้ว

เพราะฉะนั้นท่านวางไว้ในสัมมาสมาธิ เพื่อจะวางเส้นทางให้เราพัฒนาจิตขึ้นมา เข้ามาสู่ตัวสติและอุเบกขา สมาธิที่บริสุทธิ์ด้วยสติและอุเบกขา เห็นความเกิดดับขณะหนึ่งในขันธ์ ๕ ตามฐานนั้น ๆ มันจะเกื้อกูลแก่จิตเราที่จะไปละอวิชชา เพราะว่าถ้าเราไม่ละอวิชชาแล้ว สังโยชน์ตัวอื่นมันไม่ขาดเด็ดขาดเลย สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ไม่ขาดสิ้น ไม่ขาดเด็ดขาด ละเข้าไปเถอะ ไม่ขาดหรอก มันต้องอวิชชาขาด สังโยชน์ทั้งปวงถึงขาด การละอวิชชาก็คือเห็นแจ้งในความจริง ไม่ต้องไปเห็นที่ไหนหรอกก็ตัวเรานี่แหละ เห็นแจ้งในปัจจุบันอารมณ์ แล้วเข้าใจความจริงว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ที่พูดว่าละอวิชชา ไม่ใช่หมายถึงธรรมขั้นสูงแค่ไหนนะ เพราะว่าการละกิเลส มันมี ๓ ขั้น ตทังคปหาน คือละชั่วขณะด้วยวิปัสสนาในขณะจิตนั้น ๆ วิกขัมภนปหาน คือละโดยการข่มด้วยสมถะ สมุจเฉทปหาน คือละอย่างถอนรากถอนโคน เมื่อมรรคผลนิพพานเกิด เพราะฉะนั้นการที่เรามาพูดเรื่องละอวิชชาเนี่ย ก็คือละขณะหนึ่ง ๆ ด้วยวิปัสสนาญาณของเราขณะหนึ่ง ๆ ด้วยตทังคปหานนี่แหละ เราอย่าคิดว่าเป็นเรื่องสูงสุดเอื้อมแล้วก็ไม่ทำ คือเราต้องละขณะหนึ่งให้ได้ ละอวิชชาด้วยการแจ่มแจ้งในปัจจุบันอารมณ์ด้วยจิตที่ถึงพร้อมด้วยสมาธิที่ถึงพร้อมด้วยสติและอุเบกขา แจ่มแจ้งอารมณ์ขณะหนึ่งๆ เห็นความเกิดดับเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วจิตเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น ละขณะหนึ่งให้มันได้ ถ้าเราละขณะหนึ่งได้ เมื่อบารมีรวมตัวกันมรรคผลประหารกิเลสเมื่อไหร่ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย แล้วแต่ว่าเวลาไหนอินทรีย์บารมีจะครบพร้อมสมบูรณ์ อันนี้เราบังคับให้เกิดเวลาไหนไม่ได้ แต่หน้าที่ที่เราต้องทำเนี่ยคือตทังคปหานต้องทำให้ได้ทุกขณะจิตที่ไม่เผลอ ไม่งั้นไม่เรียกว่าผู้เจริญวิปัสสนา

ถ้าเราไปคิดว่าอวิชชามันสูงสุดเอื้อม แล้วไม่ปฏิบัติฆ่ามันเนี่ย แสดงว่าเราไม่ใช่นักวิปัสสนา เพราะว่าการละอวิชชา ไม่ใช่หมายความว่า เราต้องเป็นพระอรหันต์ ถ้าหมายความว่าการละอย่างเด็ดขาด ไม่เกิดอีกเลย อันนั้นแหละเป็นพระอรหันต์ แต่เราละขณะจิตหนึ่งๆ อันนี้เป็นหน้าที่ของผู้เจริญวิปัสสนา เพราะว่ามันเป็นตทังคปหาน ซึ่งเรามีหน้าที่ต้องทำ เพราะไม่งั้นก็ไม่ใช่นักเจริญวิปัสสนา กิเลสตัวไหนก็ไม่ยั่นทั้งนั้นแหละมาเจอกันซิ ตทังคปหานละขณะหนึ่ง ๆ ด้วยสติและอุเบกขา มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ หยั่งรู้ตามฐาน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เข้าแยกแยะเจาะลึกไปเห็นขันธ์ ๕ เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเกิดดับ เห็นความไม่ควรยึดถือครอง ควรถอนอุปาทาน ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น นี่เห็นแจ้งนิโรธสัจขณะหนึ่งเลย นิโรธอริยสัจน่ะ ต้องเห็นแจ้งอย่างนี้ นิโรธก็คือตัวละ ถ้าเห็นแจ้งขณะหนึ่งแล้วหลุดพ้นขณะหนึ่ง ด้วยวิปัสสนาญาณขณะหนึ่ง ๆ นี่มันหลุด ถ้าวิปัสสนาญาณมามันก็หลุด ถ้ากิเลสมามันก็ติด ก็แล้วแต่เราจะเผลอมากเผลอน้อย เราก็จะมาฝึกเจริญสติให้มันเผลอน้อยลง ๆ อันนี้แหละคือหน้าที่ของผู้เจริญวิปัสสนา คือไม่หลงติดอยู่ในสุขเวทนาที่ไม่อิงอามิส ไม่หลงติดอยู่ในทุกขเวทนาที่ไม่อิงอามิส แจ่มแจ้งด้วยญาณปัญญาอันสว่างลุกโพลงในอุเบกขาเวทนาที่ไม่อิงอามิส ถึงพร้อมด้วยอุเบกขาและสติ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นั่นก็คือการละขณะหนึ่ง ๆ

อย่างที่ตอนปลายของแต่ละฐานท่านบอกว่า ก็หรือสติว่ากายมีอยู่ เอาไปตั้งอยู่เฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าอาศัยรู้ แต่เพียงสักว่าอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย เวทนา จิต ธรรมก็เหมือนกัน อันเดียวกัน ก็หรือสติว่าเวทนามีอยู่ เข้าไปตั้งเฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าอาศัยรู้ แต่เพียงสักว่าอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย โลกนี้มันไม่มีความหมายที่จะให้เราไปติดข้อง

ถ้าเราหมดความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ก็หมดเลย ให้หมดได้ขณะหนึ่ง ๆ ไป แล้วมรรคผลจะมาประหารกิเลสเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ เราบังคับไม่ได้ แต่เรื่องให้ละขณะหนึ่ง ๆ เราทำได้ คือการแจ่มแจ้ง ในปัจจุบันอารมณ์ ให้สติเราคม ที่บอกว่าสติคมมันต้องคมด้วยอุเบกขาและสติ อุเบกขาคือตัวละ รู้ได้จึงละได้ ละได้จึงรู้ได้ ถ้าไม่มีตัวละอยู่ในใจมันไม่รู้หรอก เดี๋ยวมันจะเบลอ เพราะว่านิโรธคือตัวละ มรรคกับนิโรธมันต้องเกื้อกูลอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งเหตุและผล มรรคคือตัวรู้ ตัวเห็นแจ้ง นิโรธคือตัวละ เราเห็นแจ้งแค่ไหนถ้าไม่ละมันก็จะเบลอ ท้ายที่สุดจะไม่เห็นเลย เพราะจิตมันจะมาละอายตัวเอง ถ้าเรายิ่งรู้แล้วก็ละไป รู้ไปละไปมันจะรู้ยิ่งขึ้นแล้วก็ละยิ่งขึ้น รู้ยิ่งขึ้นละยิ่งขึ้น ถ้ารู้แล้วไม่ละ รู้แล้วติดข้องก็ไร้ประโยชน์ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ธรรมะนั้นมีวิมุตติเป็นแก่น มีเวทนาเป็นที่ประชุม วิมุตติก็คือตัวละ ถ้าการปฏิบัติไม่ถึงตัวละก็เปล่า เป็นโมฆบุรุษ

การละนี่ละที่ใจขณะหนึ่ง ๆ ด้วยตทังคปหานของวิปัสสนาญาณ ที่บอกว่าเวทนาเป็นที่ประชุม ก็คือเวทนาเป็นที่ต่อแห่งตัณหา ตัณหาเป็นสมุทัย เพราะฉะนั้นเราต้องแจ้งในเวทนา ต้องแจ้งอย่างละเอียดแยบคาย มันถึงจะเป็นปัจจัยเพื่อความเป็นวิมุตติหลุดพ้น เพื่อนิโรธ เพื่อ จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย คำจำกัดความของนิโรธ ก็คือว่า จาโค-สละ ปฏินิสสัคโค-สลัดคืน มุตติ-หลุดพ้น อนาลโย-ไม่อาลัย นี่คือนิโรธ การปฏิบัติให้แจ้งนิโรธก็คือ เราละอารมณ์ได้ ไม่ยินดียินร้ายกับอารมณ์ สักแต่ว่าอาศัยรู้ อาศัยระลึกตามฐานไป แจ้งในปัจจุบันอารมณ์ ปัจจุบันขณะ มีความเพียรไม่ท้อถอย เจริญสติให้เกิดเป็นความชำนาญ จนมันชำนาญมันชินไปเลย ไม่ว่าอยู่ในอิริยาบถใด จิตไม่ส่งออก มันอยู่ในกายยาววาหนาคืบเนี่ย กำหนดหยั่งรู้ จิตมันไม่ได้ปรุงแต่ง ไม่ยกขึ้นสู่อารมณ์วิตกวิจาร อันนี้เราก็ได้ขวนขวายกัน เพื่อความเจริญไพบูลย์แห่งพระศาสนา พระศาสนาจะเจริญก็ต้องเจริญในใจเราก่อนเป็นอันดับแรก และหลังจากนั้นพระศาสนาจึงจะเจริญออกจากเราไปเอง สุดท้ายนี้ก็ขออนุโมทนากับท่านผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน ขอให้เจริญในธรรม ได้บรรลุธรรมทุกท่าน เทอญ