0018 - ธรรมเพื่อหน่ายคลาย

ธรรมเพื่อหน่ายคลาย

๙-ธ.ค.-๒๕๔๕

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอกราบอภิวาทแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ ผู้เป็นพระอาจารย์ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในภาคปฏิบัติ นมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกรูป เจริญพรญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทุกท่านที่ใคร่ในการประพฤติปฏิบัติธรรม

วันนี้วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๕ ได้มีโอกาสมาปรารภธรรมในหมู่พวกพ้องที่เราประพฤติปฏิบัติธรรมกัน ในหมู่ท่านที่เห็นภัยในวัฏสงสาร คนเราถ้าไม่เห็นภัยในวัฏสงสารก็ไม่คิดปฏิบัติธรรม ยังหลงระเริงอยู่ในกามคุณทั้ง๕ ยินดีพอใจในสุขอันเกิดจากเหยื่อเกี่ยวเบ็ด สดชื่นรื่นเริงอยู่ในการลิ้มรสจากการเลียหยาดน้ำผึ้งที่ปลายมีดโกน ยินดีในการชิมรสหวานเลียน้ำผึ้งที่ปลายมีดโกน

ความจริงอายุของมนุษย์ทั้งหลายนี่เป็นของน้อย นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดขึ้นมาแล้วจะไม่ตายไม่มี

ในสายตาบัณฑิตแล้ว ชีวิตนี่เป็นของน้อย ไม่ยั่งยืนไม่มั่นคง ไม่ควรหลงระเริง ไม่ควรประมาทในชีวิต ผู้มีดวงตาเห็นธรรมมีปัญญาจักษุ ย่อมเห็นความไม่เที่ยงเป็นนิตย์ แล้วจึงขวนขวายออกสู่การปฏิบัติธรรม ไม่ติดในโลก

ถ้าตามรากศัพท์พระบาลี ท่านกล่าวว่าโลก แปลว่าสิ่งอันพึงจะฉิบหายทำลาย รากศัพท์ภาษาบาลีท่านว่าอย่างนี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง รากศัพท์ของคำว่าโลกนี่ คือความไม่เที่ยง เหมือนพยับแดด เหมือนฟองน้ำ ฟองน้ำที่น้ำเวลามันไหลจากที่สูงลงที่ต่ำมันจะมีฟองขึ้นมา พอเป็นฟองปุ๊บมันก็แตกไป เหมือนพยับแดด ไม่มีจริงเป็นมายาภาพ เวลาเรานั่งรถไปมองดูข้างหน้าไกล ๆ เหมือนมีน้ำ พอเข้าไปมันไม่มี สังขารทั้งปวงเป็นอย่างนี้ มองเผิน ๆ มันก็มี พอหยั่งรู้ดูจริงๆมันไม่มี มันเป็นมายา

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงนี่ ไม่ต้องเก่งกาจสามารถมาจากไหน ไม่ต้องเรียนรู้ท่องจำได้จนจบพระไตรปิฎก แค่เอาจิตที่มีอยู่ของเราน่ะ ตั้งสติ แล้วก็มากำหนดหยั่งรู้ภายในกายยาววาหนาคืบนี่พอแล้ว การดับทุกข์จะเกิดได้แล้ว จะเป็นทางแห่งความดับทุกข์ พอจะละอุปาทานได้ ในสังขารทั้งปวงนี่ มันมีธรรมชาติอย่างนี้ทุกอย่างเลย มองเผิน ๆ มันก็มีจริง แต่พอหยั่งรู้ดูจริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย

ฉะนั้นเวลาเราเจริญสติ มากำหนดหยั่งรู้ในกายในจิตเราน่ะ ยิ่งดูไป ๆ จะเห็นแต่มายาภาพ มีความเกิดดับ ถ้าพูดเป็นภาษาธรรมะก็ มาหยั่งรู้ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ ยิ่งหยั่งรู้ยิ่งหยั่งดูจะเห็นแจ้งในมายาภาพขึ้นทุกที เห็นสิ่งที่ไม่ควรไปยึดว่าเป็นตัวเราของเรา เห็นแต่ความไร้สาระไม่มีอยู่จริง ไม่มีอะไรเลย ยึดไว้ก็ทุกข์เปล่า ไม่มีที่ตั้งแห่งสาระแก่นสารจริงที่จะไปยึด เหมือนต้นกล้วยน่ะ ต้นกล้วยไม่มีแก่น หาแก่นไปใช้งานไม่มี ดูข้างนอกก็เหมือนกับเป็นต้นไม้อวบ ๆ ลำต้นอวบ ๆ เหมือนกัน พอฟันเข้าไปแยกแยะเข้าไปไม่มี ไม่มีแก่น

เมื่อสติปัญญาของเรามาหยั่งรู้ในกายยาววาหนาคืบของเรานี่ จะเห็นแต่ความน่าเบื่อหน่าย น่าคลายกำหนัด ควรละวาง ต้องถอนความยึดมั่น ไม่มีอะไรเลย กำหนดไปตรงไหนหยั่งรู้ไปตรงไหนมีแต่ความเกิดดับ รู้สึกไปถึงไหนก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา ยึดไว้ตรงไหนก็ทุกข์ถึงตรงนั้น ยึดเรื่องดีก็ทุกข์ ยึดเรื่องไม่ดีก็ทุกข์ ทุกข์ทั้งนั้น

การเจริญสติกำหนดหยั่งรู้ขณะหนึ่งแล้วก็ปล่อยไป รู้ขณะหนึ่งแล้วก็ปล่อยไป แต่ให้มีสติทุกเมื่อ อย่าไปยึดอารมณ์ อารมณ์ทั้งปวงอย่าไปยึด สักแต่ว่าหยั่งรู้ กำหนดหยั่งรู้ขณะหนึ่งแล้วก็ปล่อยไป อารมณ์ทั้งภายนอกภายใน อารมณ์ที่ดีมาก ๆ ถ้าหากเราไปยึดมันเดี๋ยวมันจะกัดเอา มันจะเป็นทุกข์ ถามว่าทำไม ก็อารมณ์นี่มันไม่เที่ยง มันเลยยึดไว้ไม่ได้ ปฏิบัติจริง ๆ ไปยึดอะไรไม่ได้สักอย่าง สักแต่ว่าหยั่งรู้แล้วก็ปล่อยไป หยั่งรู้แล้วก็ปล่อยไป

ของที่ดีแสนดีมันก็จะเปลี่ยนได้ ถ้าเราไปกักเก็บไว้มันจะบูดเน่าเสีย อาหารที่เราจะตักใส่ปาก ทุกคนกว่าจะตักใส่ปากตัวเองได้นี่ เป็นของที่เลือกแล้วเลือกอีกว่าดี ไม่มีใครเอาของชั่วตักใส่ปากตัวเอง ความคิดเราว่าไอ้นี่ของดี อาหารที่ตักใส่ปากน่ะ ใส่ไปอยู่ในท้องนี่วันสองวันก็ต้องให้มันออกไป มันเปลี่ยนแล้ว ที่ว่าดีมาก ๆ นี่ สะอาดอย่างเยี่ยมเลย มันเปลี่ยนแล้ว ต้องถ่ายมันออกไป ไม่ยอมถ่ายออก ไปยึดอยู่นั่นน่ะ จะมีปัญหานะ ของที่เราว่ามันดีแสนดี ไปยึดไว้มันจะมีปัญหา ต้องปล่อยไป

อารมณ์ในภาคปฏิบัติก็เหมือนกัน เราไปเจออารมณ์ที่ดีที่น่าจะยึดจะหวงไว้ อารมณ์ทั้งปวงก็เป็นความเกิดดับอีก ยึดไว้ก็เดือดร้อนอีก ไปยึดอารมณ์ที่ไม่ว่าดีแค่ไหน จะถูกกัดหมด ไม่ใช่ว่าอารมณ์นั้นมากัดเรา แต่การยึดการถืออะไรก็ตาม เป็นการตั้งจิตไว้ผิด การตั้งจิตไว้ผิดมันจะกัดจิตตัวเองอย่างไม่มีชิ้นดี เขาถึงว่ายึดไปถึงไหนก็ทุกข์ไปถึงนั่น ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน สิ่งทั้งปวงทั้งรูปธรรมนามธรรม ที่ว่ายืนยงคงอยู่ เห็นอยู่ในปัจจุบัน ถึงเวลาแล้วไม่แน่นอนทั้งนั้น ไม่แน่นอนสักอย่าง เปลี่ยนแปลงไปได้ไม่แน่นอน

เขาถึงมีคำพูด พูดเล่น ๆ อยู่ในเพลงบอกว่า บ้านนาดียังอดข้าวขาดแคลน คนชื่อแบนท้องยังป่อง บ้านโคกสูงน้ำยังท่วมบ้านนอง บ้านปากคลองยังอดน้ำแม่นบ่

ไม่แน่ เมื่อกาลเวลาผ่านไปก็เปลี่ยนไปได้ คนที่ว่าดีกับเรามาก ๆ มันก็เปลี่ยนได้ คนที่ว่าจะเป็นศัตรูกับเรามันก็เปลี่ยนได้ ไม่แน่นอน มันไม่เปลี่ยนมันตายมันก็เปลี่ยน พอมันเน่าน่ะ ปรกติมันไม่ยอมให้เราเข้าบ้าน พอมันตายแล้ว เราเข้าบ้านมัน มันไม่ว่าอะไร คือมันไม่แน่

ของทั้งปวง สิ่งทั้งหลายทั้งปวง กฎเกณฑ์ทั้งหลายทั้งปวงในโลกมันมีวันจบ มีเวลาจบ มีเวลาเปลี่ยน ยึดไว้ก็ทุกข์ อารมณ์ทั้งปวงเป็นสิ่งที่ผ่านมาเพื่อผ่านไป อารมณ์ดีก็ผ่านไป อารมณ์ไม่ดีก็ผ่านไป ใครคิดจะยึดของที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปก็จะเดือดร้อน เหมือนเรานั่งรถสองแถว รถโดยสาร นั่งไป นั่งไปจนมันจอดป้าย พอมันจอดป้ายเราก็เห็นกิ่งไม้ข้างทาง ต้นไม้ข้างทาง เราก็เอามือจับเอาไว้ พอรถจะออก ถ้าเราไม่ปล่อยมือจากกิ่งไม้นั่นนะ มือจะขาด รถมันจะออก ต้นไม้มันอยู่ที่เดิม ยึดไว้ด้วยมือ มือจะขาด สิ่งทั้งหลายที่เรายึดไว้ด้วยใจ ใจก็จะขาดเหมือนกัน

เพลงบางเพลงก็มี มันทุกข์จริง ๆ มันร้องน่ะ ใจจะขาดแล้วเอ๋ย มันทุกข์จริง ๆ มันไปยึด ฟังแล้วคนจะบ่นขึ้นมาว่า ใจจะขาดแล้วเอ๋ย ใจจะขาดแล้วเอย นี่มันต้องทุกข์มาก ฟังแล้วเราหวนมาพิจารณาตัวเอง มีเรื่องมากมายที่มันจะมาทำให้เราใจจะขาด ทุกข์ใจจะขาด ทุกข์อย่างนี้ต้องมานั่งบนเพ้อรำพัน ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร เพราะยึดเอาไว้ทั้งนั้น ตอนยึดเอาไว้คิดว่ามันจะสุขทั้งนั้น ไม่มีใครยึดเอาไว้ตอนที่มันทุกข์หรอก ตอนทุกข์มีแต่อยากจะถีบหัวส่ง เผลอยึดก็ตอนมันเป็นสุขทั้งนั้น เอาความสุขมาเป็นเหยื่อล่อให้เราจมปลักลงไปในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ไส้เดือนนี่เป็นเหยื่อล่อให้ปลามาติดเบ็ด ติดเบ็ดแล้วก็ถึงแก่ความฉิบหายของปลาตัวนั้น ไปเป็นปลาร้า ปลาส้ม ปลาทอด แล้วแต่ เวลาเราจะยึดนี่ยึดตอนที่เราเห็นว่ามันดี ยึดเอาไว้จนมันเป็นทุกข์ ทุกข์จนต้องมานั่งบ่นร้องไห้รำพันว่าใจจะขาด

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี่ไม่เที่ยงแท้ทั้งนั้น ผ่านมาเพื่อผ่านไป เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ ถ้าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย เอาใจไว้กับกายความตายก็จะไม่มี สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งรูปธรรมนามธรรมที่มาสัมผัสสัมพันธ์กับเรา เป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น ไม่มีสาระ

การที่เราเอาจิตมาหยั่งรู้ดูภายใน ก็ได้เห็นแต่ความไร้สาระ ได้โดนหลอกน้อยลงเรื่อย ๆ ถูกหลอกมาเยอะเเล้ว เวียนว่ายตายเกิดมาไม่รู้จักกี่ภพกี่ชาติแล้ว เพราะไม่รู้ธรรมเห็นธรรม ไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ถูกหลอก ถูกกิเลสมันหลอก กิเลสหลอกให้ไปรักชังเกลียดโกรธ ยึดมั่นถือมั่น มีตัวกูของกู ถึงเวลาตายเงินใส่ปากยังเอาไปไม่ได้ ที่ดินร้อยไร่พันไร่ไม่ได้เอาไปสักตารางวาเดียว ถูกหลอก

ลูกเมียผัวรักเขาก็ชักหน้าหนี เขาเหม็นซากผี เปื่อยเน่าพุพอง หมู่ญาติพี่น้องเขาหามเอาไป เขาวางลงไว้ เขานั่งร้องไห้ แล้วก็กลับคืนมา เขาไปส่งแค่เชิงตะกอน เขาไม่ตามเข้าไปในเชิงตะกอนกับเราหรอก ส่งแค่เชิงตะกอน แล้วเขาก็กลับไป หลงยึดมั่นถือมั่นเป็นจริงเป็นจัง เป็นอะไรกันผูกพันแค่ไหนก็เหมือนมานั่งรอรถป้ายเดียวกันเท่านั้นแหละ ถึงเวลาก็ต่างคนต่างไป ถึงเวลาตายแล้วก็หมดสมมุติ

เผาเหลือแต่กระดูกก็จำกันไม่ได้ ถ้าไม่เขียนชื่อไว้จำไม่ได้เลย นี่กระดูกของใครจำไม่ได้ เอากระดูกผัวกระดูกเมียมาวางข้างกันก็ไม่รู้จักกันแล้ว หมดสมมุติ สมมุติหมดแล้ว ความจริงเปิดเผย คนไหนถูกหลอกไว้มากจะเดือดร้อน กิเลสเราเองแหละที่หลอก เราเป็นผู้จำยอม สมยอม อยากให้มันมาหลอก ชอบกินเหยื่อ ชอบกินไส้เดือน ไม่อยากกินเบ็ดแต่อยากกินไส้เดือน กินไส้เดือนแล้วก็อดติดเบ็ดไม่ได้

เรามายึดนี่ ยึดในทุกข์ทั้งนั้น แต่ไม่มีสายตา ไม่มีปัญญาจักษุ พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านเห็นเป็นทุกข์ ท่านขวนขวายปฏิบัติเพื่อความคลาย ความหน่าย ความหลุดพ้น เพื่อสละละวาง คนโง่เขลาเบาปัญญาก็ยึดต่อไป พระพุทธเจ้าท่านสละแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า สูทั้งหลาย จงมาดูโลกอันตระการตา งดงามประดุจราชรถ ที่พวกคนโง่เขลาพากันหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ นี่เป็นพุทธพจน์

ท่านผู้เห็นแจ้งในโลก เห็นแต่ความไม่เที่ยง โลกนี้มีแต่ความไม่เที่ยง โลกนี้มีแต่ความไม่เที่ยง จึงคิดออกจากโลก คิดออกจากโลกก็มาออกตรงใจเรานี่แหละ ไม่ต้องไปออกตรงไหน ใจเรามันมายึด ยึดเพราะไม่เห็นความจริง สายตาเราก็ดูแต่ข้างนอก มองออกไปแต่ข้างนอก มองออกไปแต่ข้างนอกไม่มาหยั่งรู้ภายใน มองไปข้างนอกก็เห็นแต่คนนี้ผิดคนโน้นผิดคนนี้เลวคนนี้ชั่ว ไม่รู้ว่าตัวเองชั่วตัวเองเลวตรงไหน

เรามาดูตัวเองชั่วตัวเองเลว ก็มาดูกิเลสตัวเองไม่ใช่ว่าจะมาดูอะไร กิเลส กิเลสนี่ มันเกิดขึ้น เรามากำหนดหยั่งรู้ภายใน เหมือนหมอจะมารักษาโรคก็มาหยั่งรู้ดู มาวิจัยวิจารณญาณดู ถ้าไม่ดูกิเลสตัวเราเองมันก็ไปดูกิเลสคนอื่น ดูกิเลสคนอื่นก็เท่านั้นแหละ ดูไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดูไปร้อยปีพันปีก็ดับทุกข์ไม่ได้ มาดูกิเลสตัวเราดีกว่า มาดูกิเลสตัวเราแล้วเดี๋ยวจะดับทุกข์ได้สักวัน กิเลสของเรานี่มันจะสอนให้เรารู้ ว่ามันเป็นโทษแค่ไหน แล้วเราจะละมันยังไง มันจะสอนเราเองแหละ เรากำหนดรู้ดู พอเราดูก็จะได้เห็นโทษแล้ว

เหมือนกับเราไปดูบ้านคนอื่นรก บ้านนี้ก็รก บ้านโน้นก็รก ดูแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เขาไม่ให้เราไปกวาดบ้านเขา เขากลัวเราไปขโมยของเขา ดูบ้านเราดีกว่า ดูบ้านเรารกตรงไหนเดี๋ยวได้กวาด กวาดตอนเที่ยงคืนก็ได้ กวาดตอนตีหนึ่งก็ได้ ทำบ้านเราเองมันสบาย บ้านคนอื่นเขาไม่ให้เราทำหรอก คนก็เหมือนกัน ต่างคนก็ต่างมีทิฏฐิ มานะ สอนคนอื่นสอนยาก เหมือนกับจะไปกวาดบ้านคนอื่นมันกวาดยาก กวาดบ้านเรามันกวาดได้เลย เที่ยงคืนตีหนึ่งนึกอยากจะกวาด กวาดได้เลย บ้านคนอื่นน่ะจะเข้าไปกวาดบ้านเขาตอนเที่ยงคืนตีหนึ่ง เดี๋ยวเขายิงหัวเอา

ฉันใดก็ฉันนั้น เราสอนตัวเองน่ะ สอนเมื่อไหร่ก็ได้ เที่ยงคืนตีหนึ่งสองยาม สามทุ่ม ห้าทุ่ม นึกขึ้นมาปฏิบัติ มานั่งยกมือทำความเพียรหยั่งรู้ดูภายใน เมื่อไหร่ได้ทั้งนั้น บัณฑิตย่อมฝึกตน

มีพุทธภาษิตว่าไว้ ช่างศรจะดัดลูกศร ช่างเกวียนก็ถากไม้ ชาวนาย่อมไขน้ำเข้านา ส่วนบัณฑิตย่อมฝึกตน มาฝึกจิตเราดีกว่า มาหยั่งรู้ดูภายใน เดี๋ยวมันเห็นความไร้สาระ กรรมฐานที่อุปัชฌาย์ให้ แค่ ๕ ข้อนี่ โอ้ ยิ่งทำมันยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งหยั่งลงไป เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ กำหนดหยั่งรู้ไป ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เกสาแปลว่าผมทั้งหลาย โลมาก็แปลว่าขนทั้งหลาย นะขาก็เล็บทั้งหลาย ทันตาก็ฟันทั้งหลาย ตะโจก็หนัง กายภายนอกที่เห็นกันน่ะ มันเห็นกัน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี่แหละ

อุปัชฌาย์สอนให้ตั้งแต่วันบวชน่ะ เรามาหยั่งรู้แค่นี้ก็ โอ้ มันลึกไม่จบ ยิ่งแยบคายไป ยิ่งเห็นแต่ร่างกายนี้ไม่มีอะไรเลย ตัวเราที่ตั้งชื่อว่าชื่อนั้นชื่อนี้ก็เป็นสมมุติทั้งนั้น ถ้าจะเรียกกันจริง ๆ ก็ต้องเรียกว่า คุณผมทั้งหลาย คุณขนทั้งหลาย คุณเล็บทั้งหลาย คุณฟันทั้งหลาย คุณหนังคุณเนื้อ มานี่หน่อยค่ะ มาเรียกอย่างนั้นแล้วมันไม่รู้จักกัน ก็เลยสมมุติว่ามันชื่อนั้นชื่อนี้ จะมาชื่อนั้นชื่อนี้จริง ๆ ในกายยาววาหนาคืบนี่หาไม่เจอ เจอแต่ผมทั้งหลาย ขนทั้งหลาย เล็บทั้งหลาย ฟันทั้งหลาย หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ เยี่ยว เจอแต่อาการพวกนี้ หาพระชุมพลหาไม่เจอ

ท่านตรัสไว้ในสติปัฏฐานสูตรว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สมมุติว่ามีไถ้สองปาก ภายในบรรจุด้วยธัญพืชต่าง ๆ เช่น ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร เป็นต้น เมื่อบุรุษผู้มีจักษุ แก้ไถ้นั้นออก ย่อมเห็นด้วยจักษุตนเองว่า เหล่านี้คือข้าวสาลี เหล่านี้คือข้าวเปลือก เหล่านี้คือถั่วเขียว เหล่านี้คือถั่วเหลือง เหล่านี้คืองา เหล่านี้คือข้าวสาร ฉันใดก็ฉันนั้น ภิกษุมากำหนดหยั่งรู้ในกายยาววาหนาคืบ ก็จะเห็นว่าเหล่านี้คือผม เหล่านี้คือขน นี่คือเล็บ นี่คือฟัน นี่คือหนัง แยกออกมาทีละชิ้นไม่เห็นใคร ไม่เห็นผู้ใด มีแต่มายาภาพ ไม่เห็นมีใครอยู่ในนี้ ไม่เห็นตัวเรา ไม่เห็นของเรา เห็นแต่ผมทั้งหลาย ขนทั้งหลาย เล็บทั้งหลาย ฟันทั้งหลาย หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด อวัยวะภายใน ไม่รู้จักซึ่งกันและกัน

อวัยวะแต่ละอันไม่รู้จักกันเลย ไม่รู้จักชื่อตัวเองด้วย พอถึงเวลาก็แยกสลายกระจัดกระจายพลัดพรากจากกัน ไม่มีอะไรจริง มีแต่มายาภาพ

สังขารทั้งหลายนี่ ยิ่งเราไปหยั่งรู้หยั่งดู จะยิ่งเห็นความไร้สาระ เห็นมายาภาพ เว้นแต่เราไม่เคยหยั่งดู เราที่เวียนว่ายตายเกิดมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ เพราะอะไร เพราะไม่เคยดูตัวเอง นี่พูดง่าย ๆ นะ ไม่เคยดูตัวเองก็คือไม่เคยเจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญสติปัฏฐาน ๔ ก็ไม่มีอะไรหรอก คือมาดูตัวเองนั่นแหละ เลิกดูคนอื่นมาดูตัวเอง เลิกจับผิดคนอื่นมาจับผิดตัวเอง ดูที่กายยาววาหนาคืบนี่เอง ถ้าจะพูดตามภาษาปริยัติก็ มาหยั่งรู้ที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อันนี้เป็นภาษาปริยัติ

เรามากำหนดหยั่งรู้ที่กายยาววาหนาคืบนี่ เดี๋ยวมันเห็นเอง เราจะเรียกถูกหรือเรียกไม่ถูก เรียกภาษาปริยัติถูกหรือเรียกไม่ถูกก็ไม่เป็นไร ก็ให้กำหนดหยั่งรู้ เห็นความเกิดดับขณะหนึ่ง ๆ หยั่งรู้กำหนดไป มีความเพียรกำหนดไป เดี๋ยวมันแจ้งเอง มันแจ้งในภาคปฏิบัติ พูดไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ให้ดับทุกข์ได้ใช้ได้ เราไม่ใช่นักเทศน์พูดไม่เป็นก็ไม่เป็นไร นักเทศน์ก็พูดเอามาโม้ให้ฟังเท่านั้นเอง พอถึงเวลาจะดับทุกข์จริง ๆ ต่างคนต่างต้องทำเอง ไม่มีใครให้กันได้ ที่มาเทศน์นี่ก็มาโม้ให้ฟังเท่านั้นแหละ ฟังอย่างเดียวไม่ได้ไปฝึกก็ไม่มีประโยชน์อะไร

เพราะฉะนั้น บางทีเราโม้ไม่ได้แต่เราทำได้น่ะ ขอให้เราดับทุกข์ได้ด้วยตัวเราเอง มากำหนดหยั่งรู้ เจริญสติปัฏฐาน กำหนดในกายยาววาหนาคืบนี่ กำหนดไป กำหนดไปถึงไหน กำหนดไปจนตายนั่นแหละ กำหนดไปจนตาย จะมาเอาอะไรในโลกนี้ มันจะเอาอะไรไปได้ล่ะ

อะไรที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้นี่ นึกถึงให้น้อย ๆ ลงหน่อย อันไหนที่ตายแล้วเอาไปได้น่ะ สมบัติทั้งหลาย ญาติพี่น้องผัวเมีย เอาไปไม่ได้หรอก เอาไปได้ก็จิตที่เราฝึกนี่ เอาไปได้ บุญบารมีที่เราสร้าง บาปกรรมที่เราทำ ขอให้เราสร้างบารมีมาก ๆ อันนี้เอาไปได้

เราลองแยกแยะดูซิ ของที่เรามีทุกวันนี้ อันไหนบ้างที่ตายแล้วเอาไปได้บ้าง ถ้าเรามีแต่ของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้นี่ แสดงว่าชีวิตเราจะซวยแล้ว เราจะซวยแล้ว ถึงเวลาตายก็เสร็จเลย เสร็จเลย ซวยแล้ว เอาไปไม่ได้สักอย่างเลย อุตส่าห์เก็บเอาไว้ สะสมเอาไว้

ขอให้เรามาหาของที่ตายแล้วเอาไปได้ วาสนาบารมีที่เราบำเพ็ญ กรรมฐานที่เราสร้างเราบำเพ็ญ สติปัฏฐานที่เราบำเพ็ญอยู่ทุกวันนี่ จะได้เป็นปัจจัยแก่ความหลุดพ้น ชาตินี้ยังไม่หมดก็จะได้ไปทำต่อ มันจะได้เบาบางลงไป ถ้าทำได้หมดในชาตินี้ก็จะได้สบายเลย ไม่ต้องมาเกิดแก่เจ็บตายอีก แม้ยังไม่ตายก็ดับทุกข์ได้ บุคคลใดเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ย่อมดับทุกข์ได้ ไม่เป็นทุกข์ อยู่ท่ามกลางทุกข์อย่างสุขสบายใจ อยู่ท่ามกลางกองไฟอย่างเย็นชื่นบาน มันเป็นอานิสงส์ที่เราได้มาประพฤติธรรมปฏิบัติธรรม

รักกันเท่าไหร่ก็ต้องจากกันอยู่ดี รักมากหวงมาก ตายไปไม่เห็นเอาไปได้ ต่างคนต่างไป ยิ่งรักกันมาก ๆ ตายไปไม่ค่อยอยากจะเจอหรอก กลัวผี เราตายไปแล้วเอาศพไปสวดในบ้าน พอศพออกไปจากบ้านแล้วนิมนต์พระมาปัดรังควานอีก ก็ไหนว่ารักกัน ไม่รักกันจริงหรอก

โดนเขาหลอก ที่ว่ารักจริง ๆ ถูกเขาหลอก ต่างคนต่างหลอกกัน เราก็ไปหลอกเขา เราไปบอกใครว่าเรารักจริง ก็ไปหลอกกัน เราไปฟังจากใครว่ามันรักเราจริง มันก็หลอกเรานั่นแหละ ต่างคนต่างหลอกกัน ไม่รักกันจริงหรอก

สมมุติว่าหนุ่มคนหนึ่งน่ะ มันไปแต่งเมียมาคนหนึ่ง เสียสินสอดไปแสนหนึ่ง พออยู่ได้สักห้าวันสิบวัน เมียตาย หนุ่มคนนั้นมันไม่เสียดายเงินแสนเลย ต้องเอาไปเผาเอาไปไว้วัด ไม่มีใครเสียดายว่า โอ๊ะ แต่งมาตั้งแสน เก็บเอาไว้ในห้องนอนนี่แหละ ไม่มีหรอก ไม่รักกันจริงหรอก มันไม่มีใครรักกันจริง ขนาดไปแต่งมาเสียเงินตั้งแสน ยังไม่ยอมเก็บไว้ในบ้านเลย ไม่เสียดายเงินแสนเลย เอาไปเผาวัดแหละ เอาไว้สวดที่บ้านหน่อยกันคนเขานินทา เสร็จแล้วรีบเอาไปวัด เงินแสนก็ไม่เสียดายแล้ว แต่งมาสักล้านก็ไม่เสียดายแล้ว ไม่มีใครยอมเก็บไว้หรอก มันไม่รักกันจริง

หมาตายตัวหนึ่งมันยังยอมฝังไว้หน้าบ้าน เมียตายนี่ไม่ยอมฝังหน้าบ้านเลย มันเกลียดเรายิ่งกว่าหมาอีก มันไม่รักกันจริงหรอกคนเราน่ะ ไม่มีใครรักกันจริง เรารักตัวเองดีกว่า โดยการปฏิบัติธรรมมากๆ อย่าไปเชื่อว่าใครเขาจะมารักเราจริง เรารักตัวเองดีกว่า

การปฏิบัติธรรมนี่คือรักตัวเอง ใครทำใครได้ เราปฏิบัติเองเราได้เอง ไม่มีใครมาได้แทนเลย สมบัติพัสถานอุตส่าห์หาไว้ เวลาตายก็ต้องให้คนอื่นเขา การปฏิบัติธรรมนี่เราได้เอง เป็นของคู่กายคู่ใจเราทุกเมื่อ เวลาตายก็ตายด้วย ไปนรกไปสวรรค์ก็ไปด้วยกัน ธรรมะจะช่วยอุ้มชูไม่ให้เราตกไปที่ชั่ว

อันนี้เป็นคุณของพระธรรม คือธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมมิให้ตกไปที่ชั่ว ธรรมะนี้ย่อมคุ้มครองรักษาเราทุกเมื่อ เมื่อเรารักษาธรรม ธรรมย่อมรักษาเรา เป็นของเราแท้จริง ไม่มีโจรที่ไหนจะมาปล้นได้ เวลาตายก็จะตายกับเรา เป็นที่พึ่งได้

นอกนั้นก็โดนเขาหลอกมาทั้งนั้นแหละ ยิ่งโยมผู้หญิงน่ะโดนเขาหลอก เขาหลอกว่ารักจริง ไม่จริงหรอก ไม่มีใครรักจริง เขาไปส่งเราแค่เชิงตะกอนแล้วเขาก็ไป ไม่มีใครไปด้วยกับเรา ธรรมะนี่แหละเป็นที่พึ่ง ประพฤติธรรมดีกว่า ให้ทาน รักษาศีล เจริญกรรมฐาน นี่เป็นของเรา

ธรรมะนี่เป็นของวิเศษสูงสุด เป็นเยี่ยมในโลก เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย แม้เรายังไม่ตายนี่ก็เห็นผลแล้ว จิตนี่มันทุกข์น้อยลง มันทุกข์น้อยลงเรื่อย ๆ นี่ เห็นผลแล้ว ให้มันกลืนไปเป็นเนื้อเดียวกับจิต ยิ่งฝึกไปปฏิบัติไปจนมันชิน ว่างเมื่อไหร่จิตมันก็ลงสู่กรรมฐาน ว่างเมื่อไหร่ มันก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ

ตอนเรายังไม่ปฏิบัติ หรือตอนปฏิบัติใหม่ ๆ เผลอก็ต้องคิดไปโน่น คิดไปนี่ เมื่อเราปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ฝึกฝนไปเรื่อย ๆ จนมันเป็นอัตโนมัติแล้ว เผลอมันก็ลงไปกรรมฐาน เผลอมันก็ลงไปกรรมฐาน เผลอก็จิตเข้าสมาธิ เหมือนกับคนติดฝิ่น เดินไปไหนเผลอ ๆ อ้าว ไปโรงฝิ่นเสียแล้ว

หลวงพ่อชอบพูดว่า ทำวิปัสสนานี่ ทำ ๆ ไปแล้ว ติดยิ่งกว่าคนติดฝิ่นอีก คือมันกลืนเป็นเนื้อเดียวกับใจเรา ให้มันแนบแน่นลงไป แล้วมันได้ผล ได้ผลตรงจิตไม่เป็นทุกข์ ทุกข์น้อยลง

ความทุกข์ในจิตเราเป็นเครื่องวัด ปฏิบัติไปแล้วมันทุกข์มากทุกข์น้อย ดูไป ถ้าปฏิบัติเพื่อหน่ายคลายนี่มันจะทุกข์น้อยลง ถ้าปฏิบัติเพื่อยึดมั่นถือมั่น มันจะทุกข์มากขึ้น ปฏิบัติเพื่อยึดมั่นถือมั่นคือปฏิบัติแล้วเย่อหยิ่ง ถือดี กูเก่งกว่าคนอื่น เดี๋ยวนี้กูเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว คุณธรรมสูงแล้ว ใครมาล่วงเกินกู มันต้องไปตกนรก นี่ เรียกว่าเย่อหยิ่งถือดี ยึดมั่น

ถ้าปฏิบัติเพื่อหน่ายคลาย มันปฏิบัติเข้าไปยิ่งหยั่งรู้ยิ่งเห็นมายาภาพ หาตัวหาตนไม่เจอ ไม่มีตัวเราของเราแท้จริง ไม่รู้จะยึดตรงไหน มีแต่มายาภาพ ไม่มีอะไรที่เป็นของเราจริง สิ่งทั้งปวงผ่านมาเพื่อจะผ่านไป เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีเพื่อหมด มาก็เพื่อไป ไม่มีอะไรเป็นของเราจริงสักอย่าง อารมณ์ทั้งปวงก็เป็นความเกิดดับ ยึดไปถึงไหนก็ทุกข์ไปถึงนั้น รู้สึกไปถึงไหนก็ไม่ใช่ของเราไปถึงนั้น

เราลองกำหนดหยั่งรู้ดูเถอะ กำหนดความรู้สึก รู้สึกที่ไหน รู้สึกที่หัวใจเต้นมาถึงหัวคิ้ว กำหนดหยั่งรู้ไป ๆ มีแต่ความเกิดดับ รู้สึกไปถึงไหนก็ไม่มีตัวเราของเราตรงนั้น เพราะความไม่แยบคาย จึงทำให้ไปยึดมั่นถือมั่น ยึดเป็นกูเจ๋งกูเก่งกูดีกูเยี่ยมไปอีก ทั้งที่เขาให้มาปล่อยวาง มันก็ยึดอีก แล้วทุกข์มันจะดับได้ยังไง

ต้องกำหนดหยั่งรู้ เพื่อหน่าย เพื่อคลาย เพื่อละ เพื่อวาง เพราะว่าตัวดับทุกข์มันตัววางนั่นแหละ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรน่ะ อิทัง โข ปะนะ ภิกขเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย นี่ ทุกขนิโรธคือความดับทุกข์ ท่านกล่าวไว้ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ทุกขนิโรธก็คือว่า จาโค ความสละ ปฏินิสสัคโค สลัดคืน มุตติ หลุดพ้น อนาลโย ไม่อาลัย อันนี้แหละคือความดับทุกข์

ถ้าเราปฏิบัติไปแล้วไม่เจอตัวนี้มันไม่ดับทุกข์หรอก ปฏิบัติเพื่อยึด ปฏิบัติเพื่อถือดี ปฏิบัติเพื่อเย่อหยิ่งนี่ มันไม่ใช่ทุกขนิโรธแล้ว ไม่ใช่ดับทุกข์แล้ว ปฏิบัติถูกจะต้องไปเจอตัวจาโค เจอปฏินิสสัคโค เจอมุตติ เจออนาลโย จาโคก็สละ ปฏินิสสัคโคก็สลัดคืน คือมันเป็นของธรรมชาติ จะมายึดเป็นตัวเราของเราได้ยังไง คืนมัน คืนให้ธรรมชาติ มุตติ พ้นออกมาแล้ว พ้นจากการที่ไปยึดมั่นถือมั่น อนาลโย ไม่อาลัย ไม่เสียดาย ไม่หวนคืน

วันนี้ก็ได้กล่าวธรรมีกถาพอสังเขป เพื่อจูงจิตใจท่านผู้ปฏิบัติธรรม ให้อาจหาญ ร่าเริง สมาทาน ในธรรมีกถา เพื่อจะได้มีจิตใจรื่นเริงในธรรม มีความยินดี มีความเพียรในการประพฤติปฏิบัติธรรม ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ก็ขออ้างอิงคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ จงมาปกปักรักษาอภิบาลท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ให้เจริญก้าวหน้าในกุศลจิตกุศลธรรม ยินดีในการประพฤติปฏิบัติธรรม ท้ายที่สุดก็ขอให้ได้ถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญฯ