0010 - จิตดวงที่ยึดครอง

จิตดวงที่ยึดครอง

๑๓-สค-๒๕๔๕

ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย วันนี้จะขอพูดเรื่องอุปาทาน อุปาทานก็คือการเข้าไปยึดมั่นถือมั่น จิตที่เรียกว่าอุปาทานคือจิตที่เข้าไปถือครองยึดครอง ในภาคปฏิบัตินั้น เราจะเห็นแจ้งเรื่องอุปาทานในขณะที่เรากำหนดในปัจจุบันอารมณ์ตามฐานต่างๆ อุปาทานที่เราจะเห็นแจ้งด้วยญาณปัญญาของเราในภาคปฏิบัติ ก็คือจิตดวงที่จะไปยึดครอง จิตดวงที่จะไปเสพไปเสวยไปยึดครองไปถือมั่น อันนี้แหละคืออุปาทาน

อุปาทานเป็นฝ่ายโมหะคือไม่รู้จริงไม่เห็นจริงเป็นฝ่ายเดียวกับอวิชชา ความไม่รู้ ไม่รู้แจ้ง ไม่เห็นจริง ไม่เห็นจริงว่า สังขารทั้งปวง ทั้งรูปธรรมนามธรรม แยกย่อยก็คือขันธ์ทั้ง ๕ มีลักษณะ ๓ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวเราของเรา ถ้าไม่เห็นไตรลักษณ์มันก็ต้องมีอุปาทานเพราะมันไม่เห็นโทษในการเข้าไปถือครองยึดครอง สมมุติว่าบ้านหลังหนึ่งไฟไหม้อยู่ ถ้าเราไม่มีดวงตา ตามืด ตาบอดไม่เห็นเลย แล้วก็ยังยินดีไปนอนเอกเขนกอยู่ในโซฟานุ่มนิ่มที่อยู่ในเรือนหลังที่กำลังไฟไหม้ เขาเรียกว่าอุปาทาน คือความเข้าไปยึดครอง แต่สิ่งนั้นมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ขันธ์ ๕ อยู่ภายในกายยาววาหนาคืบกว้างศอกกำมาพร้อมด้วยสัญญาและใจครอง ปรากฏออกรับรู้อารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้เราต้องไปแจ่มแจ้งกันเองว่าขันธ์ ๕ มันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แล้วเราไปกำหนดหยั่งรู้ เราต้องฝึกสติ เมื่อสติเราคมแก่กล้า ทันเหตุการณ์ในปัจจุบันขณะ เราจะเห็นขันธ์ ๕ แล้วเราจะต้องแยกออกมาด้วยญาณปัญญาอันแหลมคมของเราว่าขันธ์ ๕ อย่างหนึ่ง จิตที่เป็นอุปาทานที่เข้าไปยึดอย่างหนึ่ง ขันธ์ ๕ นี่เราทำลายไม่ได้หรอก มันเป็นของธรรมชาติ พระอรหันต์และพระพุทธเจ้าก็ยังมีขันธ์ ๕ เหมือนกัน แต่ท่านทำลายอุปาทานที่เข้าไปยึดไปถือครอง

จิตที่เข้าไปถือครอง อารมณ์ที่เข้าไปถือครอง ด้วยความยึดมั่นสำคัญว่า เป็นตัวกูของกู อันนี้เป็นบ่อเกิดของความยินดียินร้ายเลย สติปัฏฐาน ๔ ที่เรามาคุมจิตก็คือ มาคุมตัวยินดียินร้ายนี่แหละ ตัวยินดียินร้ายนี่มันจะเป็นตัวที่สังเกตง่าย เหมือนกับว่า ถ้าไฟไหม้จะเห็นควันก่อน ไหม้ไกล ๆ ก็เห็นควัน อันนี้ท่านบ่งชี้เอาไว้ให้เราเจริญสติ เพื่อจะคุมความยินดียินร้าย ภาษาบาลีว่าอภิชฌาและโทมนัส เราจะสาวจากความยินดียินร้ายไปก็ได้ แล้วมันจะเห็นจิตดวงที่ไปถือครอง ถ้าเราไม่ไปถือครองมันไม่ยินดีไม่ยินร้ายหรอก อารมณ์ก็สักแต่ว่ากระทบ กระทบแล้วก็ผ่านไป ๆ เราจะยินดีกับยินร้าย เพราะมีความรู้สึกว่านี่มันมากระทบตัวเรา ยกตัวอย่างเวลาเราโกรธ เราโกรธเพราะอะไร สมมุติใครมาด่าเรา คนมาด่าก็คือเสียง เสียงผ่านเข้าหูแล้วก็ดับไป หูก็ไม่เที่ยง ไม่ช้าก็หนวก การกระทบก็ไม่เที่ยง พอกระทบปุ๊ปก็ดับไป

อย่างสมมุติว่า เสียงที่ท่านผู้ฟังได้ยินอยู่นี่ ไม่ใช่เสียงผู้พูดหรอก เสียงผู้พูดดับอยู่ตรงไมโครโฟนนี่เอง ตรงไมโครโฟนมันแปลออกไปเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปเครื่องขยาย ส่งไปลำโพง กระแสไฟฟ้าไปถึงลำโพงก็ไปเหนี่ยวนำแม่เหล็กที่ลำโพงทำให้ผ้าใบตรงนั้นมันสั่น ดังนั้นที่ท่านนั่งฟังอยู่ได้ยินเสียง นั่นคือได้ยินเสียงผ้าใบ ไม่ได้ยินเสียงผู้พูดหรอก ฉะนั้นถ้าสมมุติผู้พูดเกิดด่าผู้ฟังเข้าไปในไมค์ ก็ต้องไปเตะตรงลำโพงเอา เพราะว่าเสียงผู้พูดมันดับอยู่ตรงไมค์นี่แหละ หรือไม่ก็ไปเตะเครื่องขยายก็ได้

โดยความเป็นจริงแล้ว มันไม่มีตัวตนของตน มันเป็นเหตุปัจจัย สิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งที่ควรกำหนดหยั่งรู้ด้วยสติที่แยบคาย แล้วก็ละไป เกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น มันเกิดตรงนั้นมันก็ดับตรงนั้น แต่มันเกิดดับสืบเนื่องติดต่อกัน ผู้ที่ไม่ได้แยกแยะด้วยญาณปัญญา ก็เห็นว่าเป็นจริงเป็นจังเป็นเรื่องไปเลย เหมือนเสียงผู้พูดดับตรงไมโครโฟนตรงนี้ ถ้าปิดเครื่องขยายก็ได้ยินกันไม่กี่คนแถวนี้ ถ้าจะย้อนเข้าไปเสียงผู้พูดก็ไม่มีอะไร ลมมันออกมาจากปอดมาโดนเส้นเสียงกล่องเสียงออกมาเป็นเสียง แล้วก็อาศัยลิ้นอาศัยปากอาศัยฟันดัดแปลงเสียง ทำให้เป็นคำพูดนั้นคำพูดนี้ ลมก็ยืมมาจากในศาลานี่แหละ อาตมาผู้พูดไม่ได้เอาลมมาจากกุฏิหรอก มายืมเอาแถวนี้ เพราะฉะนั้นเสียงก็เป็นเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปอยู่แถวนี้เอง

นี่เรายกตัวอย่างแค่อายตนะเดียว คือหูกระทบเสียง เสียงกระทบหู ถ้าแยกออกมาแล้วไม่มีอะไรหรอก เรามากำหนดความรู้สึกขณะหนึ่งที่หูเราก็มีแต่เกิดดับ กระทบขณะหนึ่งก็ดับไป ๆ ไอ้ความยินดียินร้ายขณะกระทบก็ดับไป แต่นี่เราไปสืบต่อที่อารมณ์ปรุงแต่งของเราอีก มันเลยไม่ดับ ที่ยังไม่ดับนี่อย่าไปโทษคนอื่น ต้องโทษตัวเอง คนที่เขาด่าเราพอด่าปุ๊บมันก็ดับไปตรงนั้นแหละ หูมันรับเสียงคำด่าของเขามันก็ทิ้งไปตรงนั้นเลย แต่ใจเรายังเก็บไว้สิบปียี่สิบปี จะไปโทษคนด่าไม่ได้ ต้องโทษคนคิด คนเก็บเอาไปคิดเนี่ย คือว่าต้องโทษตัวเอง อันนี้เป็นกุศโลบายเพื่อการเรืองปัญญาของเรา

เรื่องราวในโลกนี้ถ้าไปโทษคนอื่นมันแก้ยาก ถ้ามาโทษตัวเองมันแก้ง่าย มันแก้ได้เลย จะไปแก้ที่คนอื่นเขาไม่ยอมให้แก้หรอก แต่ละคนเขาก็มีทิฏฐิมานะของเขา เราจะไปสอนคนอื่นนี่ต้องฝ่าด่านกี่ด่าน ด่านทิฏฐิ ถ้าเขายอมมานั่งฟัง ยังต้องผ่านด่านทิฏฐิ ด่านมานะ ด่านถือตัว มึงเป็นใครมาสอนกู มึงไม่ใช่พ่อ หน้าไม่เหมือนพ่อ นี่ยกตัวอย่างว่าการที่เราจะไปสอนคนอื่น จะไปแก้คนอื่นมันแก้ยาก อันนี้เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ใช่พูดถึงใครโดยตรงเป็นกฎธรรมชาติ คนทั้งโลกมันเป็นอย่างนี้ คือคนทั้งโลกจะเชื่อตัวเองมากกว่าเชื่อคนอื่น

เพราะฉะนั้นเวลามีปัญหาเกิดขึ้นถ้าเราคิดว่าเราผิดปุ๊ปก็แก้ได้เลย ถ้าคิดว่าคนอื่นผิดนี่มันไม่จบหรอก สมมุติว่าเกิดปัญหาขึ้นมา ถ้าเราคิดว่าเกิดปัญหาเพราะโลกให้แก่เราน้อยเกินไป ลำบากเลย ต้องไปเกณฑ์โลกทั้งโลกมาให้แก่เราเพิ่มให้ถูกใจอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ถ้าเวลามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วเราคิดว่า เออมีปัญหาเกิดขึ้นเพราะเราหวังจากโลกมากเกินไป จะจบเลย เออเราจะได้มาลดมาละที่ใจเราเอง

อันนี้ที่เรามาฝึกสติปัฏฐานกันอยู่นี่เพื่อมาแก้ไขตัวเอง เพื่อจะมาลดละที่ใจตัวเอง ไปแก้โลกไม่ได้หรอก จะไปทำความสะอาดโลกไม่มีทาง ทำความสะอาดใจเราดีกว่า อย่าให้หวั่นไหวต่อโลก อย่าให้หวั่นไหวต่อสิ่งที่เข้ามากระทบเรา ที่จะนำจิตเราให้กำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง มัวเมา

ตั้งแต่ได้มากราบหลวงพ่อใหญ่วันแรก ตอนนั้นยังไม่ได้บวช ท่านเน้นให้ปฏิบัติ คือท่านให้เหตุ เหตุที่เราจะดับทุกข์คือเรามาเจริญสติ สติปัฏฐานทั้ง ๔ อาตาปี สัมปชาโน สติมา เพื่อจะได้มาแก้ไขตัวเอง ปัญหาทั้งปวงมาแก้ไขที่เราก่อน อย่าไปแก้ไขที่โลก ไม่จบ นี่มาแก้ไขทุกข์ ทุกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสท่านก็ไม่ได้บอกทุกข์อยู่ที่ไหนเลย ทุกข์อยู่ที่ขันธ์ ๕ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ท่านไม่ได้บอกว่า "ภิกษุทั้งหลายเอ๋ย ทุกข์ทั้งหลายมันอยู่ที่แผ่นฟ้าแผ่นดินแผ่นน้ำทำให้เราเน้อ" ไม่ได้บอกอย่างนั้นเลย ท่านจะตรัสเสมอเลย จิตที่ตั้งไว้ผิดน่ะ เป็นอันตรายยิ่งกว่าคนชั่วช้าเลวทรามมาทำร้ายเรา ยิ่งกว่าคนทั้งโลกมาทำร้ายเราอีก ฉะนั้น มาแก้ที่ใจเรานี่แหละ การที่เรามาเป็นนักปฏิบัตินี่ก็เดินมาถูกทางแล้ว คนในโลกนี้ที่จะมาปฏิบัติขัดเกลาจิตตัวเองนั้นหาได้ยากนัก ไม่รู้มีกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้จะถึง ๑ % รึเปล่า

เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราขวนขวาย เจริญสติปัฏฐาน เพื่อจะเป็นเหตุให้หยั่งรู้ รู้แจ้ง เพื่อจะดับทุกข์ ดับแล้วไม่ต้องมาเกิดอีกเลย คือไม่เกิดทุกข์อีกเลย ปัจจุบันชาตินี้ก็ไม่เกิดทุกข์อีกเลย แล้วก็เป็นไปเพื่อการสิ้นภพสิ้นชาติต่อไปอีก คือไม่ทุกข์ ก็คือว่าเราจะมาละอุปาทานอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ อุปาทานกับตัณหามันก็อันเดียวกันนั่นแหละ คือมันเนื่องกัน เพราะว่าตัณหาเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่าสาเหตุแห่งทุกข์ คือตัณหา ๓ ว่าตามภาษาปริยัติก็มี กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา แปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ อยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป กามตัณหา ก็คืออยากให้มา อารมณ์ทั้งปวงที่น่าใคร่ น่าชอบใจ อยากให้มา ภวตัณหาคืออยากให้อยู่ อารมณ์น่าใคร่ น่ายินดีทั้งหลายที่เราได้แล้วอยากให้อยู่ทน อยู่กับเราไปร้อยปีพันปี วิภวตัณหา คืออยากให้ไป คืออารมณ์ไหนเป็นอนิฏฐารมณ์ น่าเบื่อ น่ารำคาญ อยากให้ไป ๆ พ้น ๆ อันนี้คือตัณหา ๓

เมื่อมีความอยากคือตัณหาขึ้นมาแล้วมันจะถลำเป็นอุปาทานเข้าไปทั้งตัว เมื่อเราอยากขึ้นมามันก็จะถลำเข้าไป จะเข้าไปยึดถือครอง จะไปจัดการเจ้ากี้เจ้าการไปเสพ ถ้าได้มาอย่างใจก็เสพด้วยความยินดี ถ้าไม่ได้อย่างใจก็เสพด้วยความยินร้าย แล้วอุปาทานก็ต้องมาตั้งตัวตนขึ้นมาเพื่อคิดการณ์ ไอ้นี่ทำกู ขัดผลประโยชน์กู ต้องไปฆ่าต้องไปทำลายมัน อุปาทานมายึดต่อเลย คนนี้ดีกับเรา ทำยังไงต้องไปประจบเอาใจมัน ทำยังไงจะเอาอะไรไปล่ามมันไว้ ไม่ให้มันไปไหนได้ จะไปล่ามด้วยเชือกก็ไม่ได้ ต้องล่ามด้วยปากประจบมันไว้ นี่ก็อุปาทานเข้าไปยึดเข้าไปเสพ แต่ตัณหามันเป็นแค่อาการ อุปาทานมันมีตัวเข้าไปแล้ว ยิ่งตัวเราเข้าไปแสดงด้วยความอยากความยึด โมหะอวิชชาก็เพิ่มขึ้นได้เลย

อันนี้จะเพิกยังไงล่ะ ก็ด้วยการมาเจริญสติปัฏฐานแหละ คือขณะกระทบอารมณ์ ผัสสะตามทวารทั้ง ๖ น่ะ นี่พูดตามสายของปฏิจจสมุปบาท มันจะต่อกันเป็นช่วง ๆ ผัสสะคือตากระทบรูปก็ดี หูกระทบเสียงก็ดี จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ เราเรียกว่าผัสสะ คืออายตนะภายนอกกับอายตนะภายในมากระทบกัน เมื่อเกิดผัสสะก็เป็นปัจจัยแก่เวทนา เวทนาคือสุข ทุกข์ อุเบกขา เวทนาก็เป็นปัจจัยแก่ตัณหาอีก เมื่อเกิดความสุขก็เกิดภวตัณหา เกิดความสุขก็อยากให้อยู่ เกิดทุกข์ก็เกิดวิภวตัณหาคืออยากให้ไป ถ้าเกิดเฉย ๆ มันไม่มีอะไรสนุกสนานแต่ว่าถ้าไม่มีสติกำกับเขาเรียกว่าอุเบกขาอย่างโมหะ อุเบกขาอย่างโมหะก็เป็นปัจจัยแก่กามตัณหาคืออยากให้มีอะไรมาสนุก ๆ ซะที อยู่เซ็ง ๆ ไม่มีอะไรทำ เป็นปัจจัยแก่กามตัณหาคืออยากให้มา อะไรสนุก ๆ ก็มาหน่อยซิ

คนเราเวลาเฉยน่ะ ถ้าไม่มีสติเมื่อใด เวทนาก็จะเป็นปัจจัยแก่ตัณหาทุกครั้ง การที่เราจะไปตัดต้องตัดด้วยสติ เจริญสัมปชัญญะเป็นฐานที่ตั้งแห่งสติ ฟั่นเฝืออบรมสติ อย่าทอดธุระ ทุกอิริยาบถให้กำหนดสติอยู่เสมอ จิตมันเป็นของเรา ร่างกายเราไปอยู่ที่ไหนก็ตาม จิตมันเป็นของเราตลอดเลย ถ้าเราจะเอาไปไหนก็ได้ ทีนี้เราเอามาตั้งที่ฐาน ฐานที่เราชำนาญ ฐานกายในกายนี่ เป็นอันแรกอันเริ่มเป็นฐานใหญ่ฝึกให้ชำนาญ จิตต้องอยู่กับกาย ในกายของเรานี่ทุกอิริยาบถ ทำได้ทุกอิริยาบถ

ฐานกายในกายต้องให้เชี่ยวชาญ ชำนาญ ช่ำชองก่อน และหลังจากนั้นฐานอื่นก็ไม่ยากแล้ว เจริญฐานกายในกาย คือฝึกกล้ามเนื้อ ตอนจะฝึกกล้ามเนื้อมันฝึกยาก ต่อมาเมื่อได้กล้ามเนื้อแล้วจะไปทำอะไรก็ได้ จะไปหัดชกมวยก็ได้ หัดว่ายน้ำก็ได้ คือมีกำลัง เมื่อสติเราคมมีความชำนาญ มีความชำนาญก็คือว่ามันชินกับที่จิตเราไม่ไปเกาะเกี่ยวอารมณ์ภายนอก จิตเราไม่เกาะเกี่ยวในอารมณ์ภายนอกมันก็จะกลับเข้ามาตั้งอยู่ภายในเป็นอัตโนมัติเลย อย่างที่ท่านตรัสไว้ว่า

ภิกษุผู้เป็นเหยื่อมาร นั่นคือ จิตไปเกาะกับกามคุณทั้ง ๕ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย โผฏฐัพพะที่น่าพอใจ ถ้าไม่ไปเกาะ ๕ อย่างนี้ มันก็เข้ามาสู่ข้างในแล้ว เพราะ ๕ อย่างนี้มันอยู่ข้างนอก ในการที่จิตเราจะเลิกไปปรุงแต่งข้างนอกนี่ กุศโลบายมันมีเยอะ เรามาตั้งข้างใน มันก็ปล่อยข้างนอกของมันเองแล้ว ถ้าหากว่าเราจะแยกแยะทางปัญญาให้เกิดญาณเข้าไปอีก ก็ได้เหมือนกัน

หลวงพ่อใหญ่ท่านชอบพูดไว้เสมอ ฆนสัญญามันบังอนัตตา ฆนสัญญาหมายถึงว่า การกำหนดหมายเป็นกลุ่มก้อน เห็นคนนั่งอยู่ มันเป็นกลุ่มก้อนของธาตุ๔ ดินน้ำไฟลมประกอบกันขึ้นมาก็มองเห็นเป็นคนนั้น คนนี้ คนโน้น ก็เห็นเป็นจริงเป็นจัง มีคน มีสัตว์ มีตัวเขา มีตัวเรา มีตัวเรามีตัวเขายังพอว่า แต่ถ้ามีความยึดมั่นจนมีความรู้สึกว่า มีตัวเราคนหนึ่ง แล้วใครกระทบกระทั่งไม่ได้นี่ร้ายนักเชียว นี่คือบ่อเกิดแห่งทิฏฐิมานะและความเดือดร้อนทั้งปวง คือจิตข้างในมันรู้สึกว่า มีตัวกูคนหนึ่ง แล้วใครกระทบกระทั่งไม่ได้ ไอ้พูดอย่างนี้ถือว่าดูถูกกันแล้ว พูดอย่างนี้ถือว่าสามหาวแล้ว มีตัวเรา ถ้าไม่มีตัวเรา ไอ้ความรู้สึกนี้ไม่เกิดหรอก พูดอย่างนี้ถือว่าเหยียดหยามกันแล้ว มาทำอีท่านี้ถือว่าไม่ให้เกียรติกูแล้ว อันนี้เพราะสาเหตุนี้เลย คือมันไม่เห็นอนัตตา ไปยึดมั่นว่ามีตัวกูคนหนึ่งแล้วใครกระทบกระทั่งไม่ได้ คือว่าทุกข์มาก็รับไปนั่นแหละ

คนเราที่ทุกข์ก็เพราะว่าตัวเราไปตั้งอัตตาไว้ให้ทุกข์มันระดมยิง ไปตั้งเป้าไว้ ถ้าเราไม่ตั้งเป้าไว้ มันยิงมาไม่ถูกอะไรหรอก เหมือนยิงผ่านควัน ยิงผ่านหมอก ยิ่งไปตั้งอัตตาใหญ่ กูใหญ่ กูเจ๋ง ใครข่มกูไม่ได้ ใครมาดีเหนือกูไม่ได้ นี่ยิ่งเดือดร้อนเลย เป็นทุกข์ คนคิดน่ะเป็นทุกข์เอง ไม่ต้องคนอื่นเป็นทุกข์หรอก คือมันไม่เห็นอนัตตา ความคิดอย่างนี้เกิดมาเพราะไม่เห็นอนัตตาทั้งนั้น เพราะถูกฆนสัญญาบังไว้ หลวงพ่อใหญ่ท่านพูดเสมอเลย ท่านจะแนะให้ลูกศิษย์เจาะเข้าไป เจาะด่านอัตตา ฆนสัญญาที่มันบังไว้ไม่ให้จิตเราเห็นแจ้งด้วยญาณปัญญาว่ามันไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราผู้หนึ่งที่จะต้องไปยินดียินร้ายกับอารมณ์ที่มากระทบ ต้องถอนอุปาทานเสีย

ในสติปัฏฐานสูตรนั้น ท่านให้ไว้หลายบรรพที่สามารถเอามาใช้เพื่อการแตกฆนสัญญา อย่างปฏิกูลบรรพ ธาตุบรรพ นวสีบรรพ มีเอาไว้แตกฆนสัญญาทั้งนั้นเลย เพราะคนเราเมื่อยังเป็นปุถุชนน่ะ ญาณปัญญามันหยั่งไม่ลึก ความจริง ถ้าเราญาณปัญญาแข็งกล้า บารมีทางปัญญาสูง บุญบารมีเกื้อหนุนสูง เจริญแค่สัมปชัญญบรรพก็สำเร็จหมดแล้ว แต่นี้ท่านให้เอาไว้เผื่อว่าบุคคลสุดท้ายภายหลังเป็นเนยยบุคคล พวกเนยยบุคคลนี่ต้องขัดเกลาไปทีละน้อย แก้ไขจิตตรงโน้น แก้ไขจิตตรงนี้ เพราะฉะนั้นเนยยบุคคลนี่เรื่องเยอะ แต่ถ้าปทปรมะก็ไม่มีเรื่องเลย คือ ไม่ต้องไปสอนเลย คือไอ้ดอกบัวใต้น้ำไม่ต้องไปสอนเลย ไม่มีเรื่องอะไรเลย อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู ก็พูดคำสองคำรู้เรื่องแล้ว ไม่ต้องไปเทศน์มาก แต่ที่เรื่องมากคือเนยยบุคคลท่านจึงต้องแสดงธรรมะไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คือพระพุทธเจ้าท่านเห็นด้วยพระสัพพัญญุตญาณของท่าน ว่าลูกของเราบางคน อินทรีย์บารมียังน้อยก็จริงอยู่ แต่เมื่ออาศัยวันเวลาขัดเกลา ขัดตรงโน้นบ้าง ขัดตรงนี้บ้าง สักวันมันจะรู้ธรรมเห็นธรรม มีดวงตาเห็นธรรม ได้รับมรดกธรรมของพระตถาคตได้ อันนี้คือเนยยบุคคล เนยยบุคคลคือบุคคลต้องอาศัยระยะเวลาในการขัดเกลาจิต เหมือนอย่างพวกเรายุคนี้แหละ ยุคนี้ที่ว่าเรามาฟั่นเฝืออบรมทุกวัน ๆ ถ้ายุคสมัยก่อนอย่างพระอัญญาโกณฑัญญะท่านฟังแล้วก็บรรลุเลย บรรลุโสดาไปเลย ชฎิลทั้งพันนี่ก็ ฟังอาทิตตปริยายสูตรจบก็บรรลุอรหัตผลไปเลย บรรลุทีเดียวหนึ่งพันรูปไปเลย ถ้าท่านฝ่ายอุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญูไม่ต้องสอนมาก ไม่ต้องบัญญัติอะไรไว้มากมาย

ดังนั้นสติปัฏฐานท่านจึงแสดงไว้หลายบรรพ บรรพที่เอาไว้แตกฆนสัญญาก็มีปฏิกูลบรรพ สอนให้แยกออกมาเป็นอาการ ๓๒ แยกเอาไว้เป็นกอง ๆ เลย เรานึกมโนภาพไว้เลย ผมไว้กอง ขนไว้กอง เล็บไว้กอง ฟันไว้กอง หนังไว้กอง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย แยกมาเป็นกองแล้วหาคนไม่มีเลย ตัวเราก็ไม่มี แยกเป็นอาการแล้วหาตัวเราไม่เจอ จะหาความสวยความงามก็ไม่เจอ เพราะแต่ละอาการมันไม่สวย จะสวยก็ต้องเอามาประกอบกัน แล้วต้องประกอบถูกที่ด้วย ประกอบผิดที่ก็เป็นเรื่องอีก เอาตาไปไว้ท้ายทอยก็ไม่สวยอีกแล้ว ทั้งที่ว่าเป็นตาที่ดำขลับ แต่ดันเอาไปไว้ตรงท้ายทอยน่ะ ไม่สวยอีกแล้ว หูเอาไว้ตรงปากก็ไม่สวยอีกแหละ นางงามจักรวาลก็ต้องประกอบถูกที่ เอาวางลดมานิ้วหนึ่ง เอาหูต่ำลงมานิ้วหนึ่งก็ไม่สวยอีกแล้ว ทั้งที่หูเท่าเดิม ยิ่งเราแยกออกมาไม่มีอะไรเลย ตัวเราก็ไม่มี ตัวเขาก็ไม่มี ผู้หญิงก็ไม่มี ผู้ชายก็ไม่มี ถ้าฆนสัญญามันแตกมา จะเห็นอนัตตา

หรือท่านให้พิจารณาธาตุบรรพ ก็มาแยกในกายให้เห็นว่าเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม เห็นดินน้ำไฟลมแล้วทำไมล่ะ ก็ดินน้ำไฟลมมันเป็นของโลก ดินที่เตะไปเตะมาเป็นยังไง ดินที่มาประกอบเป็นร่างกายก็เป็นอย่างนั้นแหละ น้ำที่เอาไว้ราดส้วมเป็นไง น้ำที่มาอยู่ในร่างกายเราก็เหมือนกัน ธาตุน้ำเหมือนกัน ธาตุไฟอบอุ่น ความร้อนก็นี่ ร่างกายเผาผลาญอาหารก็เกิดความร้อนขึ้นมาขณะหนึ่ง ๆ บางทีแดดข้างนอกเผาอ้าวก็ร้อนขึ้นมาแล้ว ความร้อนข้างนอกกับข้างในเป็นอันเดียวกัน ร้อนแดดข้างนอกนั้นเราไปยืนอยู่ใกล้แดดมันก็ร้อนเข้ามาในกาย ธาตุลมลมพัดไปมา ลมที่เข้าไปในกายก็เอามาจากรอบตัว ใครเอาลมมาจากไหนล่ะ ยืมมาพูดอยู่นี่ก็ยืมลมในศาลาหายใจอยู่ตลอด ไม่ได้เอามาจากกุฏิ เพราะฉะนั้นร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ มันเป็นของโลกหมดเลย เราไม่ได้เอาอะไรมาเลย

ดินข้างนอกเป็นอย่างไรดินข้างในก็เป็นอย่างนั้นเลย ดินข้างในเป็นอย่างไรดินข้างนอกก็เป็นอย่างนั้น น้ำข้างนอกเป็นอย่างไรน้ำข้างในก็เป็นอย่างนั้นเลย น้ำข้างในเป็นอย่างไรน้ำข้างนอกก็เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าต้องเอาใส่ปากถึงจะเป็นตัวเรา มันอยู่อย่างไรก็เหมือนกัน แต่ว่าความไม่เห็นแจ้งน่ะ พอ เอาดินเอาน้ำมาประกอบขึ้นมาก็เห็นว่าเป็นของเราแล้ว ความจริงทิ้งไว้ในโลกนี่แหละ ตายก็เผาอยู่นี่แหละ ไม่ได้เอาอะไรไปเลย เหลือกระดูกเอาไว้ให้หมาคาบเล่นบ้าง เตะไปเตะมาบ้าง แร้งกาจิกกินบ้าง ถ้าเป็นสมัยก่อนกระดูกก็เรี่ยรายอยู่ตามป่าช้า

เมื่อเรามาแยกเป็นธาตุมันจะไม่รู้สึกว่ามีตัวเรา ตัวเขาก็ไม่มี ไอ้หน้าตาอย่างนี้เราไม่ชอบมันก็เป็นดินทั้งนั้นแหละ ไอ้หน้าตาอย่างนี้เราชอบมันก็เป็นดินของโลก ไอ้ตัวเราที่ว่าจะยึดหวงรักษา ไอ้สถานที่ ที่จะเป็นที่หวงรักษามันก็ไม่มีของเราเลย เป็นของโลกทั้งนั้นเลย ความรู้สึกว่าเป็นอนัตตายึดมั่นตัวกู มีตัวกูคนหนึ่ง กูเก่ง กูเจ๋ง กูเยี่ยม ใครกระทบกระทั่งไม่ได้ มันจะคลายไปเยอะเลย เมื่อเห็นอนัตตา เขาเรียกแตกฆนสัญญาออก แล้วก็ธาตุ ๔ ที่มาประกอบเป็นร่างกายของเรามันก็อาหารนี่แหละ อาหารในวงนี่ ข้าวบ้าง หมูบ้าง ผักบ้าง ปลาบ้าง ไอ้ของพวกนี้แหละมาประกอบกัน ไม่ใช่มาจากที่สูงที่ไหนหรอก เป็นของบูดเน่าทั้งนั้น โดยสมมุติว่าเป็นคน สัตว์ หญิง ชาย โดยปรมัติแล้วไม่มีเลย

อย่างอาหารวัดเรานี่พระฉันก่อนแล้วแม่ชีค่อยมาทาน ข้าวหม้อเดียวกัน พอตักใส่ปากพระเข้าไปกลายเป็นร่างกายผู้ชาย ตักใส่ปากแม่ชีกลายเป็นร่างกายผู้หญิง ข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆ พันธุ์เดียวกันเลย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นอะไรมันเป็นมายา ไม่มีอยู่จริง พอตักใส่ปากคนไปพอกกลายเป็นคน อันที่เหลือเททิ้งให้หมากินกลายมาเป็นหมาอีก ข้าวหม้อเดียวกันเป็นไปได้หมดเลย เพราะฉะนั้นความเป็นคนเป็นสัตว์เป็นหญิงเป็นชายความจริงมันไม่มีจริง มันเป็นอนัตตาเป็นธาตุของโลก ไม่ควรที่เราจะมายึดมั่นถือมั่นในกายยาววาหนาคืบนี่ แล้วอุปาทานจะลดลง ถ้าเราเห็นอนัตตา ก็แตกฆนสัญญาออก ถ้าแตกอย่างนี้ยังไม่ค่อยเห็นท่านให้ใช้นวสีบรรพเลย เพื่อพิจารณาร่างกายเป็นซากศพ ร่างกายในที่สุดตายไปก็เหลือแต่กระดูก เห็นเป็นกระดูกมันจะไม่รู้สึกว่าเป็นตัวเราของเราแล้ว เราลองนึกภาพว่าถ้าเราตายไปก็เหลือแต่กระดูก มันจะไม่รู้สึกว่าเป็นตัวเราของเรา ถ้ายังรู้สึกว่าเป็นตัวเราของเราอีก เอากระดูกไปใส่ครกแล้วก็ตำ ๆ เอาไปโปรยในที่ลมแรง อ้าวหาเราไม่เจออีก ไม่มีเลย ตัวเราความจริงแล้วไม่มี

จิตวิญญาณที่กรรมส่งมาก็ต้องมาอาศัยธาตุ ๔ ของโลก ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นคนบ้างเป็นสัตว์บ้าง เป็นหญิงบ้าง เป็นชายบ้าง มองลึก ๆ มันเป็นมายาภาพหมดเลย พอแตกฆนสัญญามันก็เห็นอนัตตา เรานึกว่าร่างกายมันเป็นกระดูกเอาหัวไปทาง แขนไปทาง แขนซ้ายไปทาง แขนขวาไปทาง มันก็รวมเข้ากันได้กับธาตุดินเลย ยืมดินมาใช้ แล้วก็คืนไปหมด

อันนี้ที่เรามาแตกฆนสัญญาก็เพื่อจะมาละอุปาทาน ขณะที่เราเจริญสติหยั่งรู้ จิตของเราขณะกระทบอารมณ์ เมื่อยินดียินร้าย ปริมาณของความยินดียินร้ายยิ่งสูงก็แสดงว่าอุปาทานเรามาก ต้องมาเสพ ต้องมาแยกแยะเป็นอันนี้ของดี น่าเข้าหา อันนี้ของไม่ดี น่าถีบส่ง ความจริงร่างกายเราก็ไม่มีเลย ดูเข้าไปในจิตก็มีแต่ความเกิดดับ รับอารมณ์ทางตาขณะหนึ่งก็ดับไป รับอารมณ์ทางหูขณะหนึ่งก็ดับไป รับอารมณ์ทางจมูกขณะหนึ่งก็ดับไป รับอารมณ์ทางลิ้นขณะหนึ่งก็ดับไป รับอารมณ์ทางกายขณะหนึ่งก็ดับไป อย่างที่เรายกมือกำหนดความรู้สึกที่นิ้วกระทบกัน กระทบขณะหนึ่งรู้สึกขณะหนึ่งก็ดับไป มีแต่ความเกิดดับ กระทบขณะหนึ่งรู้ขณะหนึ่งก็ดับไป ไอ้ตัวรู้ตามทวารทั้ง ๖ ก็คือวิญญาณขันธ์ ไม่ใช่ตัวเราของเราหรอก มันอาศัยมีเหตุปัจจัย เมื่อตามากระทบรูปก็จะเกิดจักขุวิญญาณมารับ พอรับแล้วก็ดับตรงนั้น แต่มันสืบต่อด้วยความปรุงแต่งที่มายินดียินร้าย ความปรุงแต่งนี่สืบต่อมาจากตัวรู้ทั้งนั้น รู้ขณะหนึ่งแล้วดับไป

เมื่อเราเจริญสติมากเข้า ๆ มันจะเห็นแต่ตัวรู้ รู้ขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป มันไม่มีตัวคิดตัวยึดตัวเอามาเสพ หลวงพ่อใหญ่เรียกว่า ทันจิตดวงที่ ๑ เราต้องฝึกสติให้ดี ๆ สติเราคมขณะกระทบอารมณ์มันก็ตัดออกไป มันไม่ค้าง เพราะมันเห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เห็นอนัตตาไม่มีตัวเรา ตัวเราที่กายก็ไม่มี ที่จิตเกิดดับขณะหนึ่งมันก็ไม่มี มีแต่ความเกิดดับ จะหาตัวไหนเป็นตัวเราของเราก็ไม่มี มีแต่ความเกิดดับ อารมณ์กระทบขณะหนึ่งตามทวารทั้ง ๖ ก็เกิดดับขณะหนึ่ง โดยความเป็นจริงแล้วมันดับหมดแหละ เกิดดับ ๆ

แต่อุปาทานมันไม่ให้ดับ อุปาทานมันบังไว้ อวิชชา โมหะ มันบัง มันบังไว้ว่ายังอยู่ ความจริงมันดับไปแล้ว เขาด่าเราเมื่อสิบปียี่สิบปีก่อนมันดับไปเมื่อนั้นแหละ แต่จิตเรามาหลอกตัวเองว่ามันยังอยู่ เราโดนตัวเราหลอก เพราะฉะนั้นยิ่งเราฝึกสติปัฏฐานมากเข้า จิตมันจะเป็นปัจจุบันอารมณ์มากขึ้น ๆ มันจะเห็นแต่ความเกิดดับ ที่เราไม่เห็นความเกิดดับเพราะจิตมันไปอดีตอนาคต ถ้าจิตเราไม่ไปอดีตน่ะ อดีตมันดับไปแล้ว มันไม่มาสู่อารมณ์ ถ้าจิตเราไม่ไปเกาะกับอดีต อารมณ์อดีตก็ไม่ตั้งมาสู่อารมณ์ อดีตมันก็คือการดับไปแล้ว ซึ่งโดยสภาพความจริงมันดับไปแล้ว อดีตนี่ดับไปหมดแล้วทุกอย่างเลย ทั้งรูปธรรม นามธรรม มันดับไปเมื่ออดีตแล้วมันมาเกิดในปัจจุบัน เกิดในปัจจุบันก็จะดับในปัจจุบัน จะไปเกิดในอนาคตอีกก็จะดับในอนาคตอีก มันเกิดดับตลอด

ไอ้ที่บังไม่ให้เห็นความเกิดดับก็คือโมหะ โมหะมันประกอบด้วยอะไรคือไม่มีสติกับไม่มีปัญญา เมื่อจิตเราไม่ได้ฝึกสติ หมายถึงผู้คนทั่วไปที่ไม่ฝึกสติ โมหะก็เข้ามาครอบงำได้ง่ายมาก เมื่อไม่มีปัญญาเห็นแจ้งในพระไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โมหะมันก็ครอบ

เพราะฉะนั้นสติปัฏฐานมันเป็นสาเหตุแห่งการฆ่าโมหะอวิชชาเลย เมื่อเราเพิกถอนโมหะอวิชชาได้ จะเป็นปัจจัยแห่งความดับทุกข์ เราทำได้น้อยก็ดับทุกข์ได้น้อย ไม่ใช่ว่าทำได้น้อยแล้วจะรอให้ได้มากก่อนถึงจะดับทุกข์ได้ เราทำได้น้อยก็ได้แล้ว เหมือนกับทำรายวัน เขาก็จ่ายเงินให้รายวันแล้ว จิตขณะหนึ่งที่เรากำหนดขณะหนึ่งนั้น มันได้ปล่อยวางอารมณ์ได้ผ่อนคลาย ไอ้การแบกหาบมันเป็นความหนักอึ้ง จิตเราที่ยึดมั่นถือมั่นอารมณ์มาร้อยปีพันปี โอ้ยแบกเอาไว้มันหนัก แต่มันมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แบกมันมาตั้งสิบปี เมื่อสิบปีก่อนกูไปทำผิดอันนั้น โอ้ยกูไม่น่าทำเลย ทำอย่างไรจะไปแก้มันได้ล่ะ ไม่ต้องไปแก้หรอก อดีตไม่ต้องไปแก้ แก้ที่ปัจจุบัน จะไปแก้อดีตไม่มีทางเลย ฝันไปเถอะ เหมือนอย่างอาตมานี่ คิดว่าทำอย่างไรเราจะไปพูดเมื่อวานคือวันที่ ๑๒ สิงหาได้ล่ะ ไม่มีทางเลย เพราะมันผ่านไปแล้ว ถ้าคิดจะพูดวันที่ ๑๓ สิงหาซึ่งเป็นวันนี้ก็พูดได้ทันทีเลย ปัจจุบันมันเป็นของทำได้เลย อดีตดับไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง

เพราะฉะนั้นคนที่ประสิทธิภาพสูงที่สุดคือคนที่ตั้งจิตอยู่ปัจจุบัน คิดอะไรมันก็ทำได้เลย ไม่ต้องอยู่ในโลกแห่งความฝัน ฝันถึงกามารมณ์ทั้งนั้นแหละ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อดีต อนาคต ก็ฝันกันไป ฝันมากฝันน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง สติปัฏฐานนี่มันดึงจิตมาสู่ปัจจุบันอารมณ์ อารมณ์อดีต อนาคตมันก็ปล่อยไปเอง ถ้าเราตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ได้

ก่อนนั้นหลวงพ่อใหญ่ชอบอุปมา เหมือนกับว่ามือเราจับของอย่างหนึ่งแล้วเราก็ปล่อยไม่ได้เลย แต่เมื่อเราเอื้อมมือจับของอีกอย่างหนึ่ง ไอ้ที่จับไว้เดิมมันจะหลุดไปเอง เพราะฉะนั้นอารมณ์ที่เราค้างไว้มากมาย กี่ปีกี่เดือนไม่รู้ โอ้ยจะละอารมณ์ ละยาก แหมไม่รู้จะละอย่างไร เดี๋ยวก็คิดขึ้นมาอีกแล้ว อย่าไปนึกละมันเลย อย่าไปนึกละนึกวางนึกว่างเลย มากำหนดดีกว่า มากำหนดสติขณะหนึ่งๆ มันละไปเอง กำหนดไป เผลอก็ไม่เป็นไร เผลอแล้วก็กำหนดใหม่

หลวงพ่อใหญ่บอกว่าถ้าเผลอก็เป็นของเขา ถ้าไม่เผลอก็เป็นของเรา อันนี้หลวงพ่อท่านสอนคำคมเอาไว้ เราจะได้ไม่ต้องไปกลุ้ม เวลาปฏิบัติแล้ว สมมุติว่าเดินจงกรม แหม เดินมาได้ครึ่งศาลาแล้วโอ้โห เพิ่งมารู้สึกตัว โอ้โห ไอ้เรานี่คิดไปตลอดเลยเนี่ย ไม่ได้กำหนดเลย "คิดถึงลูกที่บ้าน คิดเกือบรอบศาลาแล้ว ไอ้กูมาเดินจงกรม แหม ไม่น่าคิดเลย" ช่างมันเถอะมันแล้วไปแล้ว ถือว่าเป็นของเขาไป นี่เรามากำหนดนี่ ขณะนี้เป็นของเราขณะหนึ่ง ๆ

เหมือนคนทอดแห พอทอดแหแล้วปลาติดเข้ามาในแหก็เป็นของเรา เดี๋ยวเอาปลาไปทอดไปกินที่บ้าน ถ้ามันไม่ติดก็เป็นของเขาไป ช่างมัน จะไปคิดทำไมล่ะปลาที่มันหลุดแหไป ก็ทอดแหใหม่ซิ ปลาตัวไหนมันติดแหเราก็เอาขึ้นมา คิดอย่างนี้ดีกว่าไม่ต้องกลุ้ม มันผ่านไปแล้วแค่ไหน เราประมาทไปแค่ไหนก็แล้วไป มาปัจจุบันกำหนดให้ได้เลย ในปัจจุบันอารมณ์อย่าให้พลาด ขณะจิตนี้อย่าให้พลาด เมื่อวานก่อนเมื่อปีก่อนพลาดก็ช่างมัน แล้วไปแล้ว ขณะจิตนี้น่ะอย่าให้พลาด ขณะจิตเดียวขณะนี้ เราทำทีละขณะจิตๆ มันก็ดีไปเอง มันก็ได้ไปเอง เผลอก็แล้วไป เผลอก็ทำใหม่ อันนี้เราจะได้ไม่ต้องไปกลุ้ม วันนี้ทำเผลอไปตั้งเยอะ เผลอก็ช่างมัน หลวงพ่อใหญ่สอนไว้ คือท่านคลายอารมณ์ให้ลูกศิษย์ เราจะได้ไม่ต้องไปกลุ้มซ้ำสอง ไอ้แค่เผลอก็เสียหายพอแรงแล้ว ยังต้องไปนั่งกลุ้มต่อ สมมุติว่าเดินจงกรม เผลอไปครึ่งรอบศาลา ต้องมานั่งกลุ้มเรื่องเผลอไปอีกครึ่งรอบศาลา แทนที่อีกครึ่งรอบศาลาจะได้กำหนดเลยต้องมาเดินกลุ้ม "โอ้ย กูไม่น่าเลย" หลวงพ่อใหญ่ท่านแนะนำไว้ เราเอาไว้ใช้คลายอารมณ์

ที่แล้วก็แล้วไป มากำหนดใหม่ในปัจจุบัน กำหนดใหม่นี่เป็นของเราเลย ขณะจิตนั้นขณะหนึ่งๆ เหมือนกับเราทอดแหติดเท่าไหร่เอาขึ้นมาก็เป็นของเราหมด ได้ไปทำกินที่บ้านแน่ ไอ้ที่หลุดแหไปก็ช่างมันเถอะ ไม่ต้องไปนั่งนับมันหรอก ไม่ต้องไปนั่งนับปลาในบ่อที่มันหลุดแหเราไปว่ามีเท่าไหร่ มานับปลาในข้องเราดีกว่า ว่าไอ้ปลาตัวนี้ทำผัด ทำลาบ ไอ้ตัวนี้ทำทอด มัวไปนั่งนับปลาในบ่อก็ไม่ได้ทำอะไรหรอก

อยู่กับหลวงพ่อนี่ท่านให้กุศโลบายเอาไว้เยอะ ถ้าเราเอาไปใช้น่ะใช้ได้จริง เพราะว่าท่านเป็นพระปฏิบัติ ประสบการณ์แต่ละอย่างที่ท่านสอนเป็นภาคปฏิบัติทั้งนั้น ท่านแนะนำมาจากประสบการณ์ที่ท่านเฟ้นธรรมของท่านจริง ๆ เหมือนถ้าเป็นทหารก็ผ่านมาไม่รู้กี่สมรภูมิแล้ว ทั้งโดนด่า โดนเขวี้ยง ผมเคยไปอยู่แถวปักษ์ใต้ ก็ถามกิตติศัพท์หลวงพ่อ ถามคนใต้ที่เขาเคยรู้จักหลวงพ่อ สมัยที่ท่านอยู่วัดชายนา ที่ท่านไปสอนกรรมฐานแล้วโดนเอาหินเขวี้ยง เขาเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อใหญ่ท่านเป็นบัณฑิตจริง ๆ คือท่านตั้งตนด้วยธรรมะ หมู่มารทั้งหลายที่มารังควานท่านน่ะ ท้ายที่สุดมีอันเป็นไปหมดเลย เพราะว่าท่านโดนรังแกโดนกลั่นแกล้งแค่ไหน ท่านไม่ได้เอากิเลสไปโต้ตอบ ไม่ใช่ว่าเขาด่ามาก็ต้องด่ากลับไป ท่านตั้งตนอยู่ในธรรมตลอด เขาทำร้ายมาท่านก็ตั้งตนอยู่ในขันติ ท้ายที่สุดคนที่มาทำร้ายท่านมีอันเป็นไปกันหมดเลย เห็นเขาว่าเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั้งหมดเลย

คือว่าชีวิตของท่าน ท่านสู้มากับธรรมะจริง ๆ กว่าท่านจะมาตั้งสำนักสอนเรา ท่านรักษาธรรมะอันสมควรแก่ท่านมาตลอด เพราะฉะนั้นประสบการณ์แต่ละอย่างที่ท่านเอามาแนะนำให้เรานั้น เป็นประสบการณ์จากภาคปฏิบัติทั้งนั้น เมื่อก่อนนั้นมาวัดนี้ใหม่ ๆ ท่านชอบพูดเรื่องวิปัสสนาไก่แจ้ วิปัสสนาไก่ชน สมัยเป็นฆราวาสท่านเลี้ยงไก่มาเยอะ ท่านรู้ธรรมชาติไก่ว่า ถ้าไก่ชนต้องเหลืองหางขาวนะ เห็นท่านพูดอยู่เรื่อยว่าพันธุ์เหลืองหางขาวนี่จิกไม่เลิกเชียวแหละ คือสู้จนเลือดท่วมก็ยังไม่เลิก

ท่านสอนลูกศิษย์ว่า เราเป็นพระวิปัสสนา อย่าเป็นวิปัสสนาไก่แจ้ ยืนป้อไปป้อมาท่าสวย ทำอวดคนให้ดูแค่นั้นแหละแต่ว่าข้างในไม่เอาจริง ไม่สู้กับกิเลสจริง ๆ ไม่ทนทุกข์จริง ๆ ไม่ขวนขวายจริง ๆ ไม่เฟ้นธรรมจริง ๆ ไม่ขวนขวายปฏิบัติเพื่อจะทำนิพพานให้แจ้งจริงๆ ทำแค่เปลือกๆเพื่ออวดคนเนี่ยท่านเรียกว่าวิปัสสนาไก่แจ้ ถ้าเป็นวิปัสสนาไก่ชนต้องเอาให้ได้อย่างไอ้เหลืองหางขาวนะพระคุณเจ้า จิกจนเลือดท่วมก็ไม่เลิก ท่านสอนลูกศิษย์ว่าเป็นพระวิปัสสนาต้องเอาให้จริง ต้องสู้กับกิเลสในใจเราให้มันจริง ๆ กิเลสในใจเรา เราเก็บไว้ เราหลอกคนอื่นได้ ว่าเรากิเลสเบาบาง แต่เราหลอกตัวเองไม่ได้เลย เราสั่งสมหมักหมมเอาไว้ ท้ายที่สุด ถ้าเราไม่ฆ่ามัน สักวันมันจะมาฆ่าเรา ฉะนั้นเราต้องเอาให้จริง กิเลสในใจเราต้องสู้ให้สะบั้นหั่นแหลกไปเลย สู้กับมัน ถ้าปล่อยมันไว้สักวันมันต้องมาฆ่าเราแหละ มันต้องมาขี่หัวเราแล้วก็นำเราไปทำชั่วต่าง ๆ นา ๆ

เพราะฉะนั้น หลวงพ่อใหญ่จะเน้นเสมอเพราะว่าท่านมีลูกศิษย์เยอะ ถ้าคนไหนไม่เอาจริง ท่านก็เปรียบเป็นวิปัสสนาไก่แจ้ ท่าสวย แต่ว่าไม่เอาจริง คือท่านเห็นแล้วไม่ถึงใจท่าน เพราะว่าท่านเป็นคนเอาจริงเอาจังมาตลอด สั่งนักสั่งหนา ต้องการให้ลูกศิษย์เป็นวิปัสสนาไก่ชน ต้องสู้กับกิเลสเราจริง ๆ

กิเลสในใจเรานี่คนอื่นไม่รู้แต่เรารู้ ไปโกหกคนอื่นได้แต่โกหกตัวเองไม่ได้ ไปหลอกคนอื่นได้ หลอกตัวเองไม่ได้ แล้วเวลาทุกข์ล่ะใครทุกข์ ถ้ากิเลสมันมีในใจเรามากน่ะ เราทุกข์ ไม่มีทางสุขหรอก เพราะกิเลสมันเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ เราสู้กับมันเนี่ย สู้จนเลือดออกตาสักทีเถอะ เราจะได้เป็นลูกศิษย์ที่เรียกว่าวิปัสสนาไก่ชนของหลวงพ่อท่าน ต่อไปจะได้สืบศาสนาทางด้านธรรมะปฏิบัตินี้ต่อไป เพราะว่าเดี๋ยวนี้ร่างกายสังขารท่านก็ใช้งานไม่ได้แล้ว ร่างกายสังขารที่ท่านจะมาทำกิจพระศาสนาเหมือนแต่ก่อนก็ไม่ได้แล้ว ต่อไปก็ต้องถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นลูกศิษย์ ต้องเป็นผู้สืบพระศาสนาทางด้านปฏิบัติต่อไป ซึ่งท่านก็หวังเรื่องนี้ไว้มากเลย ท่านจะพูดไว้เยอะ ต่อไปลูกศิษย์ลูกหาจะได้เป็นตัวแทน วิปัสสนาจะได้ไม่หมดไปจากเมืองไทย ไม่หมดไปจากโลก มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นตัวแทน

วันนี้ได้มีโอกาสดีที่ว่าพระเถรานุเถระได้ให้โอกาสมาแสดงธรรมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ปรารภในหมู่ผู้ปฏิบัติซึ่งกันและกัน ก็ขออนุโมทนาในกุศลจิตที่ท่านทั้งหลายตั้งใจบำเพ็ญบุญบารมีทั้งปวงในกาลทุกเมื่อ ท้ายที่สุดก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้ถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ ฯ