003_พค๒๕๕๔ให้อารมณ์กรรมฐานที่อีสาน
003_พค๒๕๕๔ให้อารมณ์กรรมฐานที่อีสาน
ยังไม่เสร็จ - ทิพย์ถอดเสียง - ดี้ตรวจทาน ๑
วันนี้วันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ๓ จบ )
อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ อะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโว
สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ( ๙ จบ )
เดียวญาติโยมทำกรรมฐานไปตามอารมณ์ที่ตัวเองชำนาญ กรรมฐานเนี่ย อารมณ์ไหนเราทำชัดให้ทำอารมณ์นั้นมาก ๆ อีกอย่างแม้ว่าเราตั้งใจจะทำกรรมฐานกองไหนก็ตามทีเถอะ ถ้าเราตั้งอารมณ์กองที่เราชำนาญก่อน จิตมันจะเป็นสมาธิง่าย เหมือนอย่างอาตมาผู้พูดเนี่ย สมมุติว่าตั้งใจจะเพ่งกสิณ กองโน้นกองนี้ก็ดี แต่ของตัวเอง ถ้าเราจับ จับการเพ่งผมขึ้นมาก่อน จิตจะเป็นสมาธิง่าย ไอ้เรื่องอย่างนี้ เหตุปัจจัยมันหลากหลายที่ว่า ทำไมกรรมฐานกองนี้เราถึงทำง่าย เหตุปัจจัยมันหลากหลาย อาจจะเป็นว่าอดีตชาติเราเคยทำอย่างนี้มาเยอะ หรือในอดีตชาติเราเคยเจอพระเถระที่ท่านทำกรรมฐานอย่างนี้ และก็ได้ฟังท่านปรารถบ่อย ๆ เพราะตามปกติพระเถระหรือพระอริยะองค์ไหน ที่ท่านบรรลุธรรมด้วยกรรมฐานกองไหน ท่านจะชอบพูดกรรมฐานกองนั้นบ่อย ๆ หรือว่าบางทีพระอริยะองค์นั้นท่านไม่ได้พูดเลย แต่พระอริยะองค์นั้นท่านทำกรรมฐานกองนั้นประจำ เราไปทำบุญใส่บาตรท่านประจำ มันก็เป็นอานิสงส์เหมือนกัน ที่ทำให้เราเกิดในภพชาติต่อไป เวลาเราทำกรรมฐานกองนั้นมันชัดง่าย โยมก็ทำกรรมฐานอะไรก็ทำไป เดียวจะเทศน์อารมณ์ไปเรื่อย ๆ เราเทศน์ในขอบเขตของผู้ปฎิบัติ ผู้ปฏิบัติเนี่ย มันต้องมีเจตนาที่จะเอาจริง คือเอาจริงในภูมิ ในภาคปฎิบัติ คือเจตนาเพื่อความก้าวหน้าทางจิต ผู้ปฏิบัติเนี่ยอย่างน้อย เราจะเอาจริงเนี่ย มันก็ต้องมีองค์ประกอบ อย่างว่าเราเห็นภัยในวัฎสงสาร เหมือนกับคำว่า ภิกษุ ภิกษุเนี่ยแปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฎสงสาร แต่ที่นี้ว่า เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม บางทีไม่ต้องมาทรงเพศภิกษุ การที่เราจะเกิดความใฝ่ใจในการปฎิบัติธรรม ไปบังคับให้มาปฏิบัติมันก็ไม่ได้ มันใจไม่รักเดี๋ยวมันก็เบื่อ เดี๋ยวมันก็ท้อ เดี๋ยวมันก็หนี เดี๋ยวมันก็หลบ ถ้าเรามีความเห็นโทษเห็นภัยในวัฏสงสาร เห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด เห็นทุกข์น่ะ เห็นทุกข์ที่ไม่จบ ไม่สิ้น เห็นความไร้สาระของการเกิด
การเกิดมีสาระอะไรล่ะ เรามาเอาอะไรล่ะ เรามาเอาอะไร เรามาหาอะไร และท้ายสุดได้อะไร เราเหนื่อยยากลำบากแสนเข็ญ สมมุติว่าเราทำการค้าทำมาหากิน ลงทุนสักอย่างหนึ่ง สมมุติทุกข์ยากลำบากสักปีหนึ่ง พอจบปีมาดูงบกำไรขาดทุน ปรากฎว่าโอ้โหไม่ได้กำไรเลย สูญเปล่า มันจะรู้สึกว่าการงานมันเป็นโมฆะ การเกิดมาชาติหนึ่ง เรามาแก่งแย่งชิงดี ท้ายสุดได้อะไรล่ะ จะเห็นความโมฆะว่า เราทำอะไรแล้วมันได้อะไร แล้วเราแสวงหาใคร แสวงหาใครแล้วเจอใคร ยกตัวอย่าง เราแสวงหาผู้อื่นมันก็ไม่เจอตัวเอง ขณะที่เราตั้งเจตนาแสวงหาผู้อื่นจะว้าเหว่ เพราะว่า ไปตั้งเงื่อนไขในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ สมมุติว่าเราไปหวังอะไรจากสิ่งที่เป็นอนัตตา สิ่งที่ไม่ใช่ของเรา สังขารทั้งหลายโดยรวมว่ามันเป็นอนัตตา คำว่า อนัตตาคือไม่ใช่ตัวตน ฝืนความปารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่ได้ ห้ามไม่เชื่อ ถ้าเราหวังอะไรจากสิ่งนี้ เราคิดดูว่ามันจะเป็นอย่างไร เป็นเงื่อนไขเพื่ออะไร การเวียนว่ายตายเกิด มันก็คือกระบวนการของการที่คิดจะมาครอบครอง คิดจะมาครอบครองจัดการเจ้ากี้เจ้าการสิ่งที่เป็นอนัตตา บัณฑิต ท่านถึงเห็นโทษ ถ้าญาณปัญญาลึกซึ้งมันยิ่งเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด มันก็จะเกิดความเพียร ความหมั่น ความขยัน การงานที่เราทำทั้งชีวิต สมมุติการงานทางโลก เราแสวงหาอะไร และท้ายที่สุดได้อะไร ถึงเวลาตายก็ไม่ได้เอาอะไรไปสักอย่าง เราคิดจะไปผูกพันกับอะไร หรือไปผูกพันกับอะไร ท้ายสุดก็ต้องพัดพรากจากกัน เราคิดจะไปครอบครองอะไร และท้ายสุดก็ต้องทิ้งไป เอาไปไม่ได้ เราคิดจะอยู่ไหน เราคิดจะอยู่ไหน ท้ายสุดเขาไม่ให้อยู่ บ้านที่เราหาเงินสร้างไว้เอง เขายังไม่ให้อยู่ ยิ่งวิเคราะห์เจาะลึกด้วยปัญญาญาณยิ่งเห็นว่า การงานของผู้ที่เวียนว่ายตายเกิด มันเป็นโมฆะ มันเป็นโมฆะทุกชาติ ๆ ไป ยิ่งมาหลงผิด หลงผิดคิดว่าเราจะได้อะไรจากวัตถุทั้งหลาย และก็ทำจิตตัวเองให้เสื่อมคุณภาพ ด้วยการทำจิตให้มันคับแคบ ทำจิตให้โลภโมโทสัน ไม่รู้จักพอ ทำจิตให้กระด้าง ไม่เมตตาอารีใคร เพราะเจตนาจะแก่งแย่งชิงดีมา พูดแล้วจิตก็เสื่อมเสียลงไปเรื่อย แต่ท้ายสุดก็ไม่ได้อะไร ทำร้ายตัวเองโดยที่ไม่ได้ประโยชน์ จิตก็เสื่อม และเวลาจะไปเกิดในภพชาติต่อไป มันก็ไปตามคุณภาพของจิต เพราะร่างกายสังขารวัตถุธาตุน่ะทิ้งหมด เราพิจารณาไปแล้ว คำว่าเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด อันนี้เป็นคำแปลของคำว่าภิกษุ ภิกษุ แปลว่าผู้เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด เห็นภัยในวัฎสงสาร คำว่า ภิกษุเนี่ย ไม่ได้หมายแค่คนมานุ่งเหลืองห่มเหลือง คือหมายว่าผู้ใฝ่บำเพ็ญแล้ว ผู้ใฝ่บำเพ็ญ
เราคิดว่าเราจะเป็นผู้ปฎิบัติธรรม เราจะได้ผลลัพธ์ที่ดีจากการเป็นผู้ปฏิบัติธรรมมันต้องมีอะไร ต้องเป็นคนจริง ทำจริง ทำเพื่อผลงาน เราจะมีกำลังใจที่จะทำเพื่อผลงานในภาคปฏิบัติธรรม ก็เพราะมันมาเห็นโทษเห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าไม่งั้นกำลังใจก็ไม่มี เพราะว่าอยู่ในวงการผู้ปฎิบัติธรรมมาหลายปี จะเห็นว่าผู้ไหนไม่เห็นทุกข์ เห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด จะไม่ปฏิบัติธรรมจริง ๆ ถึงเวลาท้ายสุดก็จะเสื่อมไป เลิกไป เบื่อไป คือไม่ทนต่ออุปสรรค คนถ้ามีจุดมุ่งหมายแล้วมันจะทน ทนต่ออุปสรรค เราพิจารณาว่า โอ๊ยเบื่อจริง ๆต้องมาทน ทนทุกข์ในภาคปฏิบัติ เบื่อจริง ๆ เลย แต่ถ้าเราคิดไป อยู่ที่ไหนก็ต้องทนทั้งนั้นแหละ ผู้ที่รีบทนนะ จะสบายก่อนเพื่อน จะวิเคราะห์ให้ฟังไอ้คำนี้ ผู้ที่อดทนอดกลั้นก่อน ข่มกลั้นก่อนเนี่ย มันไม่ต้องไปทนเรื่องใหญ่ ยกตัวอย่าง ถ้าหากว่าเราอยู่ในสำนักเรียน เขาก็ด่าว่าเอา ด่าว่าเพื่อให้เราเป็นคนดี ถ้าเราอดทนคำด่าว่าของครูบาอาจารย์ได้เนี่ย เราก็จะขวานขวยมาแก้ไขขัดเกลาตน มันก็จะกลายเป็นคนรับการขัดเกลา ผู้ใดรับการขัดเกลา เขาจะเปิดโอกาสให้อยู่ อยู่ในที่ที่ไม่ต้องถูกควบคุมบังคับ อันนี้เป็นธรรมดาเลย คืออดทนได้ต่อการขัดเกลา อดทนได้ต่อการถูกกระหนาบ อดทนได้ต่อการฝึก และถ้าหากว่าไม่อดทนต่อการฝึก ก็จะปล่อยตัวส่งเดช เวลาเราปล่อยตัวส่งเดช สังคมมันจะจัดให้เราไปอยู่ในที่ที่โดนบังคับ มันก็ไปต้องทนอยู่ดี ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม สมมุติว่า คนคนหนึ่งไปโดนเขาด่าโดนเขาหยามน้ำหน้า โอ้โหเสียหน้า ไอ้คนที่มันไม่อดทนอดกลั้น มันก็หยิบปืนไปยิงไอ้คนที่ด่าให้ตาย เพราะมันไม่อดทนข่มกลั้น ท้ายสุดมันต้องไปติดคุก พอไปติดคุกแล้ว โหไปเจอนักเลงในคุกอัดเอา ตอนนั้นต้องทนแล้ว โดนนักเลงในคุกเข่น โดนเจ้าพ่อในคุก ไอ้นักโทษที่เป็นหัวโจกอยู่ในคุกโดนข่มขี่ ตอนนั้นกลับทนได้
เพราะฉะนั้นเนี่ย เราเอาไว้เป็นเครื่องสอนใจเรา เวลาเราเบื่อหน่ายที่จะอดทนอดกลั้น ในความทุกข์จากการปฎิบัติเนี่ย ให้เราคิดว่าอยู่ที่ไหนมันก็ต้องอดทนทั้งนั้น เนี่ยคำเนี่ย คำนี้อาตมาผู้พูดเนี่ย ได้มาตั้งแต่เริ่มฝึกตัวเองใหม่ ๆ มันได้ความคิดนี้ขึ้นมาว่า คนเราเนี่ยนะ อยู่ที่ไหนก็ต้องอดทนทั้งนั้นแหละ เรามาอดทนในเพศปฎิบัติดีกว่า ความทุกข์ความยากในภาคปฏิบัติ เราจะทน ความทุกข์ยังไงล่ะ บางทีความทุกข์ มันไม่ออกมาเห็นเป็นรูปธรรม ไอ้ความทุกข์นี้มันต้องฝืนกิเลสตัวเอง ไอ้เราเดิมทีก็เป็นคนกิเลสหนามาก่อนทั้งนั้นแหละ เราต้องฝืนกิเลสตัวเองเนี่ยมันก็เป็นทุกข์ กิเลสมันก็จะผลักดันเราไปอย่างหนึ่ง เราก็ต้องฝืน ต้องทน ต้องสวนกระแสกิเสลในใจเรา โอ๊ยมันก็ทุกข์น่ะ มันทุกข์ ทุกข์บางทีมันน้ำตาไหลอยู่คนเดียว คือที่เราต้องมาทนฝืนกระแสกิเลสตัวเอง กิเลสมันก็จะเปลี่ยนหน้ามาหลอกเราอยู่นั่นแหละ เปลี่ยนหน้ามากระซิบกระซาบ ให้เราน้อยใจ ทำไมมึงต้องมาอดทนข่มกลั้น คนอื่นไม่เห็นต้องมาลำบากอย่างมึงเลย น่ะ กิเลสมันก็มากระซิบกระซาบใส่หูเราแล้ว ใส่หูก็คือ มันมาปรุงในจิตเราเนี่ยแหละ มึงทำไม ทำไมมึงต้องมาอดทนข่มกลั้นอยู่คนเดียว คนรุ่นมึงไม่เห็นเขามาทำกันเลย เราก็ต้องฝืนใจเข้มแข็ง ต้องตั้งอารมณ์ไม่ให้หวั่นไหว กิเลสมันเปลี่ยนหน้ามากระซิบเราแหละ เราก็ต้องอดทนข่มกลั้น ยอมอดทนข่มกลั้นได้หมด เพราะอะไรล่ะ พอเราเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด เราทำงานทำการทำมาหากิน ท้ายสุดไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แล้วเราจะเบื่อไหม สมมุติว่า ไปทำงานทุกข์ยากลำบากทั้งปี ท้ายสุดไม่ได้กำไรสักบาทหนึ่งเลย จะเบื่อไหม แล้วอยากจะเลิกไหม ถ้าความคิดของคนทั่วไปเนี่ย ทำการทำงานทั้งปีเลย ไม่ได้กำไรเลย อดทนลำบากตรากตรำทำงานทำการ อ้าวสมมุติต้องตื่นแต่ตี ๔ กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนเนี่ย รุ่งเช้าตี ๔ ก็ต้องตื่นแล้ว กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืน ทำทั้งปี ปรากฏว่าไม่ได้กำไรเลย เราจะเบื่อหน่ายในงานนั้นไหม อยากจะพ้นไปไหม เรามาพิจารณาชีวิตของเรา ที่เวียนว่ายตายเกิดมันก็ยังงี้เหมือนกันน่ะ ทุกข์ยากลำบากลำเค็ญ ท้ายสุดไม่เหลืออะไรเลย
คนเราเกิดมาเนี่ย การงานทั้งหลายเพื่อมาแบบ คือชีวิตของคนเรามันพร้อมตายทุกเมื่อ การงานทั้งหลายก็มาต่อสู้เพื่อไม่ให้ตาย ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ ต้องหาบ้านอยู่ ต้องมีที่หลบแดดหลบฝน ไม่งั้นตายละ ต้องมีเงินเอาไว้หาหมอ แต่ท้ายสุดก็ตาย การงานของเรามันทำเพื่อหนีไอ้สิ่งที่หนีไม่พ้น เนี่ยมันน่าสังเวชไหมล่ะ แล้วเราเหนื่อยเพื่ออะไรล่ะ เรามาวิเคราะห์ วิเคราะห์ในชีวิตฆราวาสแต่ละอย่างจะเห็นว่า โอ๊ย มันจะเห็นว่าเราวิเคราะห์ด้วยปัญญา เราจะรู้สึกทอดอาลัย โอ้ยกูเวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนนี่โง่แท้ ๆ เอาสมมุติว่า เราน่ะตายแน่ แต่ทำไว้ให้ลูก ลูกมันได้อยู่ต่อไป ลูกมันก็ตายอีกแหละ ดีไม่ดี บางคนลูกตายก่อนพ่อแม่ก็มี แล้วเราทำเพื่ออะไร ทำเพื่อชาติ เราวิเคราะห์ไปแล้ว มันก็เป็นที่รวมของกลุ่มคน รวมกำลังกันมา ท้ายสุดทุกคนก็ตาย คือแต่ละคนน่ะตาย เมื่อเรามาวิเคราะห์อย่างนี้ มันเห็นความไม่เที่ยงไง แม้เมือง ๆ หนึ่ง ตั้งใจทำให้เป็นที่ถาวร ท้ายสุดมันก็พังหมด ร่างกายสังขารคนไม่ต้องนับเลย ร่างกายมันบอบบางพร้อมจะแตก พร้อมทำลายอยู่แล้ว เมือง ๆ หนึ่งก็ยังทำลายหมด ตายกันหมด เรามาวิเคราะห์ด้วยปัญญาแล้วจะเห็นว่า โอ้ยการงานในโลกนี้มันเป็นโมฆะ เราวียนว่ายตายเกิดมา กี่ชาติกี่ชาติ ทำแล้วก็ทิ้งหมด สมมุติว่า ยกตัวอย่าง เรานึกเป็นตัวอย่างขึ้นมา นึกเป็นละครตัวอย่างขึ้นมา เราเปรียบเทียบมา สมมุติว่าเราเคยเกิดเป็นใหญ่เป็นโต เป็นพระราชา สร้างปราสาทราชวังไว้ที่หนึ่ง พอตายไป ตายไปเกิดอีกชาติหนึ่ง สมมุติว่าเราจำชาติได้ขึ้นมา เรานึกจะเข้าไปเที่ยวในที่ที่เราสร้างไว้เอง พอเดินมาถึงทหารยามมันยังไม่ให้เราเข้าเลย นี่เราอุปมาเป็นฉากละครขึ้นมา มันจะเห็น สิ่งทั้งหลายมันไม่ได้เป็นของเราจริง เรามาหวง มายึดนี่ก็ หวงเปล่า ยึดเปล่า เห็นว่าการงานในการเวียนว่ายตายเกิดมันเป็นโมฆะ
ผู้มีญาญปัญญาจึงเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด ก็คิดจะทำจริง คิดจะปฏิบัติธรรมแล้ว เริ่มมีเจตนาว่าเราจะเป็นผู้ปฎิบัติธรรมแล้ว เป็นผู้ใฝ่ธรรม เราคิดว่าเราจะเป็นผู้ใฝ่ธรรม เราก็ต้องทำให้จริงแล้ว ให้มันได้ผลงาน เรานึกถึงจิตของเราที่จะเจริญขึ้นเป็นสำคัญ อย่าไปมองแค่การให้คะแนนของคน คน ๆ นั้นเขาชมว่าเราคุณธรรมสูงแล้ว คนนั้นเขายกย่องว่าเราปฏิบัติกิเลสน้อยแล้ว อันนั้นมันก็แค่คำชม อันนั้นมันไม่เป็นสาระ คำชมคำด่าเนี่ย ผู้ที่เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิดจะไปเห็นเป็นสาระไม่ได้ เราต้องมาดูที่จิตเราเนี่ย ให้จริงเลย ตั้งเจตนาเพื่อความก้าวหน้าทางจิต ให้เป็นสำคัญเลย เรายอมสละได้ทุกอย่าง เพื่อความก้าวหน้าทางจิต ไอ้ที่ว่าสละได้ทุกอย่างเนี่ย ไอ้ที่สละยากที่สุดก็คือกิเลสตัณหาในใจเราเนี่ย ไอ้ตัวที่ฝืนกิเลสเราเนี่ย มันทำยากจริง ๆ ที่ว่าทำยากเพราะอะไรล่ะ ก็เพราะว่า นี่เป็นอาจารย์มาก็ไม่น้อย เวลาสอนลูกศิษย์ก็เห็นแล้ว มันทำไม่ได้ ไอ้ที่ตัวที่สละไม่ได้ก็คือ ไอ้ฝืนกิเลสตัวเอง คือเวลาสอนให้ลูกศิษย์ปฏิบัติ เราก็ไม่ได้ยุให้มันไปทิ้งเงินล้านร้อยล้าน หรือว่าไปเผาบ้านตัวเองทิ้ง โอโห กูสละหมดแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้น ไอ้เรื่องนั้นก็ไม่ต้องไปทิ้ง มันเป็นเครื่องอาศัยในโลกมนุษย์ ไอ้เราสอนที่มันทำไม่ได้ก็คือ ไอ้ที่มันฝืนกิเลสตัวเอง ง่าย ๆ มันทำไม่ได้ มันง่าย ง่ายในสายตาคนอื่น แต่เจ้าตัวเองที่ฝืนกิเลส มันทำยาก มันทำไม่ได้ มันไม่ยอม มันไม่ยอมอดทน ไม่ยอมอดกลั้น ไม่ยอมสละ ไม่ยอมเอาจริง เพราะว่ากิเลสมันเป็นนายใหญ่เรามานานแล้ว เวลาเราจะต่อต้านมันนะ โอ๊ยมันก็เปลี่ยนหน้ามากระซิบกระซาบ ทำเป็นเห็นอกเห็นใจเราแหละ เหมือนอย่างที่ เหมือนอย่างที่เล่าให้ฟัง อย่างอาตมาผู้พูดที่ว่า เวลาช่วงเราปฎิบัติ เราพยายามฝืนกิเลสตัวเอง ไอ้กิเลสมันก็มากระซิบ เหมือนกับมันมาเป็นพวกเรา เหมือนกับมาเห็นอกเห็นใจเรา มึงจะทำทำไม ทำไมมึงต้องมาฝืนขนาดนี้ คนรุ่นเดียวกับมึงเขาไม่เห็นต้องมาฝืนกันเลย เขาก็ไปหลงระเริงให้เต็มที่ ทำไมมึงต้องมาฝืนกิเลส ทำไมมึงต้องมาขวานขวายขัดเกลา ทำไมมึงต้องมาขวานขวายสละละวาง คนอื่นเขาไม่เห็นจะต้องทำเลย กิเลสมันมาปลอบเรา ถ้าเราไม่ยืนยันในหลักการก็แพ้มันแล้ว
อดทนต่อกิเลสตัวเองเนี่ย โห มันยากที่สุดเลย ที่ว่ายากเนี่ย ไม่ได้พูดเองเออเอง เพราะจากที่สอนลูกศิษย์เห็นมา เพราะว่าลูกศิษย์ ลูกศิษย์ก็ถือว่ากิเลสเป็นเจ้านายใหญ่กว่าอาจารย์ธรรมะ อาจารย์ธรรมะก็ต้องแพ้ไป เพราะว่าลูกศิษย์ถือว่ากิเลสตัวเองเป็นใหญ่กว่าอาจารย์ทางธรรมะ การฝืนกิเลสของตัวเรา มันยาก เพราะฉะนั้นเราต้องมีกำลังใจสูง กำลังใจสูงเนี่ยจากการเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด เรานึกถึงความตายมันก็เห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด เราจะสบายไปถึงไหน สบายไปถึงตายไง สมบัติทั้งหลายมันก็จบลงด้วยความวิบัติ เราไปเอาอะไรจากโลก ท้ายสุดก็โดนกระซากแย่งคืนไปทั้งนั้น เพราะว่าบัญชีรายรับรายจ่ายของทุกคนมันเป็นศูนย์น่ะ เท่าทุน คือเวลาเราเกิดมาไม่ได้เอาอะไรมาเลย เวลาตายไปก็ไม่ได้เอาอะไรไปเลย มันเป็นเท่าทุน เพราะฉะนั้นเราไปได้อะไรมา ท้ายสุดก็ต้องเสียหมดแหละ เราคิดจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เราต้องทำให้จริง เราจะเป็นผู้ทำได้จริงเนี่ย เนี่ยไอ้ตัวเนี้ย การเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิดเนี่ย เราต้องมีอยู่ในใจ ไม่งั้นมันไม่จริงหรอก ถ้าเราจะเห็นโทษการเวียนว่ายตายเกิดได้ ก็เพราะปัญญาเรา มาวิเคราะห์เจาะลึกแล้วเห็น เราไม่รู้ ถ้าเราไม่รู้จะเจาะปัญญาตรงไหน นึกถึงความตายขึ้นมาก่อน พอเรานึกถึงความตายมันก็เห็นโทษ โอ๊ยท้ายสุดก็ตายหมดเลย
ที่ว่าเราฝืนกิเลสตัวเองยาก เอาแค่เรื่องง่าย ๆ ที่เราจะตั้งต้นเป็นผู้ปฎิบัติธรรม เอ้าเงื่อนไขเริ่มต้น เราจะเป็นผู้ปฎิบัติธรรมเนี่ยนะ ให้มี ๒ ข้อ คืออย่ามองข้อดีตัวเอง และก็อย่ามองข้อเสียผู้อื่น ๒ ข้อที่พูดให้ฟังน่ะเหมือนง่าย แต่ทำกันไม่ได้เลยะ ทำไม่ได้เลย เห็นมาเยอะเลย จากลูกศิษย์ที่ว่า อ๋อมันทำไม่ได้ แค่ ๒ ข้อเท่านั้น พูดให้ฟังเหมือนง่ายมากเลย เราวิเคราะห์มาจากการที่เห็นผู้ปฎิบัติธรรมมามาก ว่าถ้าฝืน ๒ ข้อแล้ว จะไม่เจริญในทางธรรมะเลย ก็เลยเอามาสอนลูกศิษย์ว่า อย่ามองข้อดีตัวเอง อย่ามองข้อเสียผู้อื่น และหนักไปกว่านั้น จับผิดอาจารย์อีก มันก็ไม่มีที่จะช่วยเหลือเราละ เพราะว่ากิเลสมันผลักดัน คนเราถ้าคิดจะฝึกตน ถ้าตั้งใจจะฝึกตน จะคิดไปหาครูบาอาจารย์เพื่อฟังคำตำหนิ เพราะอะไร เพราะอยากจะแก้ข้อบกพร่องตัวเอง คนไม่คิดฝึกตนก็คิดจะไปหาครูบาอาจารย์เพื่อฟังคำชม ถ้าอาจารย์ไม่ชมก็เบื่อแล้ว อาจารย์ที่ดีเนี่ย มีหน้าที่ต้องสร้างความกดดันให้ลูกศิษย์ด้วยนะ สร้างเพรสเซอร์ สร้างความกดดัน บางทีอาจารย์ต้องแกล้งด่าลูกศิษย์ เพื่ออะไร เพื่อเป็นสถานการณ์ให้ลูกศิษย์ฝึกจิต เพราะอะไร เพราะถ้าหากว่าแรงกดดันที่อาจารย์สร้างให้ ลูกศิษย์ยังผ่านไม่ได้ โอ้ยไม่ต้องไปคิดเลยว่าแรงกดดันจากใครแล้วจะผ่านได้อีก เงื่อนไขข้อนี้สำคัญมากเลย คือถ้าเรามองแต่ข้อดีตัวเองเนี่ย จะไม่อยากจะมองข้อเสีย เวลาเจอ เวลาเจอครูบาอาจารย์กระหนาบ
ถ้าครูบาอาจารย์กระหนาบ ก็มี ๒ เงื่อนไข แบ่งเป็น ๒ เงื่อนไข ๑.เราผิดจริง แต่ถ้าหากว่าเราเป็นคนยอมกิเลสตัวเอง จะมองแต่ข้อดีตัวเอง ไม่ยอมมองข้อเสีย แม้อาจารย์ชี้ข้อบกพร่องที่เราผิดจริง มันก็ไม่ยอมฟังอยู่ดี กรณีที่ ๒ เราไม่ได้ผิด แต่ครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ดีก็มีหน้าที่ต้องสร้างเพรสเซอร์ สร้างความกดดันให้ลูกศิษย์ด้วย บางทีลูกศิษย์ไม่ผิด บางทีครูบาอาจารย์ต้องแกล้งด่า แกล้งด่าเพื่อกระทบอารมณ์ เพื่อให้ลูกศิษย์ได้ฝึก ลดมานะละทิฏฐิ ละตัว ละตน จากแรงกดดันเนี้ย ถ้าหากลูกศิษย์เป็นคนคุ้นเคยแก่การมองข้อดีตัวเอง ไม่เคยมองข้อเสีย ก็จะเป็นเรื่อง โอ้ยกูไม่ผิดมาว่ากูได้ไงเนี่ย ไอ้เรื่องความไม่ยุติธรรมในโลกนั้นมีมาก มีมากเยอะแยะเลย ที่เราไม่ผิดแล้วเขามาด่า และถ้าแรงกดดันอย่างเนี้ย จากที่อาจารย์ใส่ให้ลูกศิษย์ยังรับไม่ได้ ยังไม่ฝึกอดทนเพื่อขัดเกลา ลดมานะ ละทิฏฐิ ถอนอัตตา ถอนอัตตาที่จะไปรับคำด่า อย่าไปมีอัตตาที่จะมารับคำด่าเด้ เขาด่ามา เราเอาอัตตาไปรับทำไม เหมือนเขาเอาปืน เขายิงปืนมา เราก็เอาเป้าชูไปรับ ทำเป้าอย่างใหญ่ด้วยว่ากูเก่งกูเจ๋ง ต้องทำเป้าใหญ่ ๆ มันจะได้ยิงถูกง่าย ในโลกเนี้ยมันมีเรื่องอยุติธรรมเยอะ มีมากมายที่เราไม่ผิดเขาก็ยังมาด่า เขาก็ยังมาด่าเรา เราก็ต้องฝึก ลดมานะ ละทิฏฐิ ไม่ให้จิตของเราไปข้อง ไม่ให้จิตของเราไปเป็นทุกข์กับเรื่องอย่างนี้ เพราะนั้นครูบาอาจารย์ที่ดี เขามีหน้าที่ต้องอัดลูกศิษย์ เพื่อเตรียมจิต บางทีลูกศิษย์ไม่ผิด ครูบาอาจารย์ที่ดีก็ต้องอัดให้บ้าง แกล้งด่าบ้าง เพื่อให้ลูกศิษย์ฝึก ลดมานะ ละทิฏฐิ และก็ เรื่องนี้มันเรื่องจริง ถ้าแรงกดดันที่ครูบาอาจารย์ให้ ลูกศิษย์ยังรับไม่ได้ ยังไม่ทน อดทนมาขัดเกลาตัวเองนะ ไอ้แรงกดดันจากคนอื่นไม่มีทางที่จะทำได้ เพราะอะไร เพราะครูบาอาจารย์นี่เขาอยู่ในฐานะผู้ที่ว่าลูกศิษย์จะเกรงอกเกรงใจนะ เขายังไม่ยอมเลย ไม่มีทางที่จะไปยอมคนอื่นเลย
เนี่ยมันมีปัญหาจากอะไร รวมลงแล้วจากตรงนี้ คือมองข้อดีตัวเองและก็ไปมองข้อเสียของคนอื่น ไอ้ ๒ ข้อเนี่ย ย้ำแล้วยำอีกมันทำไม่ได้จริง ๆ นะ เพราะว่ามันไม่ได้จริง ๆ น่ะ เพราะสอนลูกศิษย์มาเยอะ โอ้ทำไม่ได้จริง ๆ เพราะไม่ยอมฝืนกิเลสตัวเอง เห็นกิเลสเป็นายใหญ่กว่าครูบาอาจารย์ และก็รวมลงไปถึงอะไร ก็เพราะว่าไม่มีความเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง ถ้ามีความเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด ซึ้งถึงใจแล้ว โอ้ย มันจะยอมทุกอย่างเลย เพราะว่าอะไร เพราะเห็นทุกข์โทษเวรภัยที่ต้องไปอดทนอดกลั้นในการเวียนว่ายตายเกิดมันรุนแรงกว่า กูมาอดทนอดกลั้นในการฝืนกิเลสตัวเองยังนิดหน่อยจิบจ้อยนักยอมแล้ว ยอมตรงนี้ดีกว่า ยอมแล้ว กิเลสเรามันจะฝืนจะสวนกันยังไง เราก็จะอดทน กัดฟันสู้ ถ้าตั้งต้นตรงนี้ได้ ได้หมดแหละ และก็จะเป็นลูกศิษย์ที่ว่านอนสอนง่ายเลย แม้แต่ครูบาอาจารย์แกล้งด่า เราไม่ผิดเลย เราก็ยังรับ ก็ยังจะรับมาเพื่อฝึกขัดเกลา ก็จะตั้งอยู่ในความอ่อนน้อมถ่อมตน เอ บางทีท่านอาจจะเห็นอะไร ท่านถึงพูดแบบนี้ เพราะท่านเป็นครูบาอาจารย์เราได้ท่านก็ต้องมองลึกซึ้งกว่าเรา ท่านด่ามาอย่างนี้ ต้องมีเหตุผลอะไร เราอาจจะสาวไปไม่ถึง เนี่ยก็จะรับมาขัดเกลา เพราะเห็นคุณค่าในการฝึกตนไง เพราะเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด วันนี้พูดเรื่องเราต้องเป็นนักปฎิบัติที่จริง แล้วเราจะเป็นนักปฎิบัติที่จริงได้ เพราะการเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิดนั่นแหละ เมื่อวานนี้พูดเรื่องความไม่ประมาท ก็แยกแยะเรื่องความไม่ประมาทให้ฟัง อัดเสียงไว้แล้ว ใครยังไม่ได้มาเมื่อวานนี้เดี๋ยวเอาไว้ไปฟังได้
วันนี้ก็วิเคราะห์ให้ฟังเรื่อง ทำไมเราถึงเป็นนักปฏิบัติธรรมไม่จริง ยอมไม่ได้ ๆ เพราะอะไร เพราะเราเห็นกิเลสเป็นเจ้านายใหญ่กว่าอย่างอื่น ถึงยอมไม่ได้ ยอมเบื้องต้นไม่ได้ ไปยอมเบื้องปลายที่มันแรงกว่าอีก เหมือนกับยกตัวอย่าง ไอ้คนที่มันโดนด่า แล้วไม่ยอมอดทนอดกลั้น ไปยิงเขาตายไป มันไปติดคุกนะ โห ไปเจอหัวโจกอยู่ในคุก มันเข่นมันแรงกว่านั้นอีก ตอนนั้นยอม ยอม ๆ ยอมหมดเลย คือคนเราท้ายสุดก็ต้องอดทนอดกลั้นอยู่ดี อย่าไปนึกว่า อย่าไปดีใจ ว่าเราหนีการขัดเกลา อย่าไปดีใจว่าเราหนีเรื่องจำทนได้แล้ว โอ๊ยอย่าไปดีใจเลย เราอยู่ต้องไหนก็ต้องอดทนอดกลั้นทั้งนั้นแหละ เรามาอดทนอดกลั้นในเรื่องต้นน้ำเลยดีกว่า คือ อดทนอดกลั้นในการที่เราจะฝืนกิเลสตัวเอง คนเราเนี่ยธรรมดาเนี่ยมันก็ต้องมีมานะทิฏฐิทั้งนั้นแหละ กูเก่ง กูเจ๋ง กูไม่ยอม มีกันทั้งนั้นแหละ แม้แรงบันดาลใจที่เราเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด มันทำให้กูยอมดีกว่า ลดมานะละทิฏฐิดีกว่า เวลาไปหาครูบาอาจารย์ หาเพื่อให้ท่านเพ่งโทษชี้โทษให้เรา เราจะได้ฝึกฝนขัดเกลาแก้ไข แก้ไขความชั่วซะตอนนี้ ดีกว่าไปโดนยมบาล มันตะคอกตรงปากทางลงขุมนรก มันตะคอกเราแล้วมันก็เตรียมจะถีบเราลงขุมแล้ว ครูบาอาจรย์เนี่ยเขาด่าก่อนที่เราจะไปโดนยมบาลตะคอกตรงปากนรก แต่ถ้าลูกศิษย์ที่ไม่มีปัญญาญาณในการเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด เสียหมดเลย เสียเพราะฝืน ๒ ข้อนี้เอง ไอ้เราก็เห็นว่าเรื่องง่าย ๆ มันทำไม่ได้จริง ๆ นะ
เนี่ยอย่าว่าพูดด้วยอคติ เราก็ดูจากลูกศิษย์เนี่ยแหละ มันทำไม่ได้เว้ย แค่เรื่องง่าย ๆ ที่พูดเนี่ย เงื่อนไขเบื้องต้น ที่เราจะเป็นผู้ปฎิบติธรรมเนี่ยนะ อย่ามองข้อดีตัวเอง และอย่าไปมองข้อเสียคนอื่น แต่ถ้าอย่างอาจารย์มองได้ เพราะรู้จักความพอดีแล้วที่จะมองข้อเสียคนอื่น ควรชี้โทษแค่ไหนควรอะไรแค่ไหน เพราะศัพท์คำว่าอาจารย์เนี่ย คำว่า อาจารย์ รากศัพท์เนี่ย เคยฟังหลวงพ่อองค์หนึ่งท่านแปลให้ฟัง คำว่า อาจารย์ รากศัพท์เนี่ย รากศัพท์เขาแปลว่าผู้ชี้โทษ คือเราไปกราบกรานท่านองค์นั้นเป็นครูบาอาจารย์ เพื่อจะได้ชี้โทษให้เราแก้ไขเสียก่อน ก่อนที่เราจะไปตกนรก แล้วครูบาอาจารย์ที่ท่านฝึกตัวเองมามากแล้ว ท่านไม่เป็นขี้ข้าอยากจะมานั่งจับผิดคนหรอก ฝึกตัวเองมานาน โอ๊ยไอ้เรื่องค่อยจับผิดคนน่ะ เป็นเรื่องน่ารำคาญที่สุด ผู้ที่ฝึกตนมาแล้วเขาจะรู้ความพอเหมาะพอควรที่ว่า จะชี้โทษลูกศิษย์ บางทียังไม่ถึงกาลไม่ถึงเวลาหรือเห็นมันดื้อมากก็วางอุเบกขาไปเลย จะรู้กาลอันควรที่จะชี้โทษลูกศิษย์
เรื่องเนี้ย เรื่องง่าย ๆ จริงนะ แต่ว่าทำไม่ได้ แล้วมันมีผลยังไง เอ้าอย่างยกตัวอย่างว่า ถ้าดูข้อดีตัวเองมาก ๆ โอ๊ยมันจะเกิดความขัดแย้งทางใจว่า ฉันน่ะมีคุณธรรมสูงเกินกว่าจะอยู่ในกลุ่มที่เขาไม่เห็นคุณค่าของฉันยังงี้ เวลาฉันอยู่ในกลุ่มเนี่ย โอ้ยไม่ได้เป็นจุดเด่นเลย ฉันก็มองไปดูตัวเอง โอ้ยเห็นว่าฉันน่ะคุณธรรมสูงเกินกว่าที่จะอยู่ในกลุ่มลูกศิษย์ธรรมดา ที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ชั้นพิเศษ พอคิดยังงี้มันก็จะเกิดความขัดแย้งแล้ว อันนี้มันก็เกิดมาจากการมองข้อดีตัวเอง และก็สาวไป มันก็เกิดมาจากการไม่เห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิดซึ้งแล้ว โอ๊ยยอมหมดเลย เพราะเคยฝึกตัวเองมาแล้ว ไปอยู่ไหนยอม อยากจะฝึกตัวเอง แล้วเวลาไปอยู่กับอาจารย์ไหน ก็ไม่เคยไปตั้งเงื่อนไขอาจารย์เลยว่า อาจารย์ต้องเป็นอย่างนี้เพื่อฉัน อาจารย์ต้องเป็นอย่างนี้เพื่อฉัน ไม่เคยเลย เพราะเราคิดจะไปฝึกตน ไปเกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์ไหน ก็เพื่อจะไปรับโอวาท รับวิชาการจากท่าน ไม่เคยไปนั่งกะเกณฑ์ท่านเลยว่า อาจารย์ต้องเป็นอย่างนี้นา ถ้าไม่เป็นอย่างนี้กูไม่ยอมแล้ว ฮึ! ไอ้นั่นมันไม่คิดจะฝึกตนแล้ว ถ้าคนคิดจะฝึกตน ยอมอยู่แล้ว
ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้แกล้งพูดขึ้นมา นี่จากที่ตัวเองทำมาอย่างนี้ เวลาไปอยู่ไหน จะไม่มีเงื่อนไขกับอาจารย์ ไม่ตั้งเงื่อนไขกับอาจารย์เลย เพราะว่าเรารู้สึกว่า เราอยากจะฝึกตน อยากจะมารับประโยชน์ เอาประโยชน์ เรามาอย่างลูกศิษย์ ถ้าคิดจะฝึกตนเนี่ย เราเห็นว่าครูบาอาจารย์องค์ไหนมีความสามารถจะสอนเราได้ โอ้ก็จะรับประโยชน์เลย รับประโยชน์ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน เราไปให้ครูบาอาจารย์โขกสับ ดีกว่าไปให้กิเลสมันสับเรา เหมือนกับสับลูกมะกอก ลูกฝรั่ง มันสับเอา ๆ
ไอ้เรื่องคุณธรรมทั้งหลายมีเหตุ พระพุทธเจ้าเวลาวางอริยมรรคมีองค์ ๘ จึงวางสัมมาทิฏฐิไว้เบื้องต้น คือความเห็นชอบ ความเห็นชอบก็อย่างนี้แหละ มีญาณปัญญา อย่างที่ว่า คุณธรรมทั้งหลาย แตกมาได้เยอะแยะเลย จากการที่เราเห็นการเวียนว่ายตายเกิด ทำให้ยอม ยอมอดทนที่จะฝืนกิเลสตัวเอง ถ้าเราเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิดน่ะ เวลาไปเจออาจารย์ไหน ก็คิดจะไปฟังคำด่าจากท่าน ไม่อยากไปฟังคำชม เพราะเราอยากจะฝึกตน ถ้าท่านชี้โทษอะไรหรือแนะเทคนิคอะไร ที่จะแก้สันดานเราได้ โอ้โห อยากจะรู้ อยากจะฟัง เราจะไปให้ท่านตั้งเงื่อนไขกับเรา ไม่ใช่เราไปตั้งเงื่อนไขกับท่าน เพราะเราอยากจะฝึกตน ไอ้ความคิดฝึกตน คิดฝึกตนมันรุนแรง มันรุนแรง แบบว่ายอมทุกอย่าง มันจึงเป็นนักปฎิบัติที่จริง แล้วคำชมคำด่าไม่สำคัญแล้ว ใครจะชมก็ เอาชมก็ชมไป เราไม่ได้มุ่งให้ใครชมเลย ไอ้คำชมทั้งหลายไม่ใช่จุดมุ่งหมายของเรา ใครจะด่าก็ เออ คำด่าทั้งหลายเราก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเสี้ยนหนาม
คำด่าของครูบาอาจารย์ทั้งหลายให้เราถือว่าเป็นคำด่าก่อนที่เราจะไปถึงด่านนรก เขาด่าไม่ให้เราเข้าประตูนรก ถ้าเราคิดยังงี้ก็สบาย เราจะใฝ่ใจ เราฝึกตน เวียนว่ายตายเกิด ลำบากทุกข์ยากแสนเข็ญเมื่อไรจะสิ้นสุด ทุกแสนเข็ญทรมานไม่จบสิ้นเลย ถ้าเรายอมเอาจริงสักชาติหนึ่ง อย่างน้อยชาตินี้ก็ต้องเห็นดำเห็นแดงกันละ โอกาสถึงพร้อม วาระโอกาสถึงพร้อม เป็นยุดที่ศาสนาเจริญ เป็นยุดที่มีบัณฑิตมีครูบาอาจารย์มากหลายมาประกาศธรรม เป็นยุคที่ยังมีพระกรรมฐาน ออกมาสอนช่องทางกรรมฐาน ก็แล้วแต่เราจะชอบ ชอบแนวไหน ชอบกรรมฐานชนิดไหน ชอบอันไหนเราทำให้มาก ชอบอย่างไหนก็ทำให้มาก กองไหนที่ทำแล้วมันซึ้ง ให้ทำกองนั้นมาก ๆ แล้วอย่าประมาท อย่างที่เมื่อวานวิเคราะห์เรื่องประมาทให้ฟังน่ะ ถ้าเราคิดอย่างไหนที่เป็นไปด้วยความประมาท ต้องถือว่าความคิดนั้นใช้ไม่ได้ ยกตัวอย่างว่า ถ้าเราคิดว่าเราเก่งแล้ว นั่นแหละประมาท ถ้าเราคิดว่าเรายังบกพร่องอยู่ นี่แหละไม่ประมาท เออ คิดอย่างนี้ดีกว่า คิดว่า ถ้าเราคิดว่า โอ้ยความดีนั้นฉันทำได้แล้ว แล้วคิดว่าจะได้ตลอดไป อันนั้นประมาท เราต้องถือว่าความดีที่ทำได้เมื่อวาน วันนี้อาจเสื่อมไปแล้ว เราต้องขวานขวาย พัฒนาดูแลรักษาคุณธรรมข้อนั้น และถ้าเราคิดว่า โอ๊ยความชั่วนั้นฉันละได้แล้ว และก็จะละได้ตลอดไป คิดอย่างนั้นประมาท เราต้องคิดว่าไอ้ความชั่วนั้นน่ะ เมื่อวานละได้ วันนี้มันอาจจะกลับมา เราก็ต้องระวังให้ดี
เราต้องไม่ประมาท เมื่อวานวิเคราะห์ความไม่ประมาทไว้ละเอียด ความไม่ประมาทนี่ก็สำคัญ มาประกอบกัน วันนี้ปรารถเรื่องเราจะเป็นผู้ปฏิบัติจริง จากการเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด โทษการเวียนว่ายตายเกิด เราไม่รู้จะนึกยังไง เรานึกถึงความตายเนี่ย มันก็จะเห็นโทษแล้ว เราก็เติมเชื้ออยู่เสมอ เนี่ย เออ ไม่ช้าก็จะตายแล้ว เราได้ทำที่พึ่งแก่ตนหรือยัง ความตายจะมาวันไหนก็ไม่รู้ เราเตรียมจิตไว้ดีหรือยัง เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้ว เป็นโอกาสที่เราจะปฏิบัติแล้ว ถ้าเราตาย ไม่รู้ว่าชาติหน้าจะไปได้ปฏิบัติหรือเปล่า เรายังมีลมหายใจอยู่ ต้องทำให้เยอะ ทำอะไรได้ทำ มีโอกาสให้ทานก็ทำไป มีโอกาสรักษาศีล เจริญภาวนา มีโอกาสพัฒนาจิตในแง่มุมไหน เราก็จะทำ วันเวลาที่ผ่านไปแต่ละวันเนี่ย ถ้าเราไม่ได้สร้างคุณความดี ไม่ได้ละความชั่ว ก็ถือว่าประมาทแล้ว การละความชั่ว ทำความดี มันก็เป็นผล เราต้องมีเหตุปัจจัยอะไรเราถึงจะมีจิต คิดฝักใฝ่ในการละชั่วประพฤติดีเสมอ ให้เราใช้คำขอขมาทุกวัน คำขอขมาที่เขียนเอาไว้ให้ มันจะผูกใจเรา คุณธรรมความดีทั้งหลาย เรามีโอกาสทำโน่น ทำนี่ ทำแง่นั้น ทำแง่นี้ เราก็ทำไป ถึงเวลามันจะมารวมตัวกันตกผลึก แล้วมันจะเป็นที่พึ่งแก่เราได้
เราคิดจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เราก็ต้องทำให้จริง ถือผลงานเป็นสำคัญ เราอย่าเพียงแค่สร้างภาพให้เขารับรู้ ว่าคนนั้นเขารู้แล้วเขาชมเรามาแล้ว อันนั้นมันก็ยังห่างไกล มันไม่เป็นแก่นสารจะเป็นที่พึ่งได้ เรื่องที่เราทำมาหากิน ประกอบอาชีพเพื่อดูแลชีวิตในชาตินี้ก็ทำไป แต่ส่วนหนึ่งของใจเรา เราก็ต้องขวานขวายหาเหตุแห่งความเจริญทางจิตของเราอยู่เสมอ ไม่งั้นชีวิตเราเป็นโมฆะเลย เพราะว่าถ้าเฉพาะการงานอาชีพท้ายสุดก็ต้องทิ้งหมด การงานอาชีพเราก็ทำไป แต่แต่ละวันเราก็ต้องผูกจิตที่ว่า เราต้องได้โอกาสในการพัฒนาจิต ได้ทำอะไรได้ทำสิ่งใดเป็นเครื่องกันเสื่อม ถ้าเราไม่ประมาทให้เรานึกถึงเครื่องกันเสื่อมอยู่เสมอ ถือว่าเราไม่ประมาท เราอย่าคิดเลยว่าเราดีแล้ว ตัดไปเลย ไอ้ความที่ว่าเราดีแล้วเก่งแล้ว ใช้คำประกาศโทษตนที่เขียนไว้ให้น่ะ มันก็จะได้ไม่คิดว่าเราดีแล้วเราเก่งแล้ว ข้อดีของตัวเราไม่ต้องมองเลย
ข้อดีที่เราทำขึ้นมามันก็มีอยู่แล้ว แต่ผู้ขวานขวายใฝ่พัฒนาจะไม่มามองข้อดีตัวเอง เพราะอะไร เพราะมันจะทำให้เหนื่อย มันจะทำให้เราขี้เกียจแล้ว อ้าวกูดีแล้ว ดีตั้งเยอะแล้ว แค่นี้ก็พอวะ มันจะขี้เกียจแล้ว ถ้านึกถึงความดีมาก ๆ ก็หัวดื้ออีก โอ้ยกูก็ดีขนาดนี้แล้ว มันจะหัวดื้อแล้ว ข้อเสียคนอื่นก็ไม่ต้องไปดู ถ้าเราไปดูข้อเสียคนอื่น มันก็จะเป็นข้ออ้าง ไม่ให้เรามาแก้ไขตัวเอง เพราะถือว่ามันเป็นเพราะคนอื่นเลว ไม่ใช่กูผิด มันก็เลยเป็นข้ออ้าง อย่างน้อยก็เป็นข้ออ้างให้เราโกรธเกลียดมันได้ มีเหตุผลสมบูรณ์ที่จะไปโกรธ ไปเกลียด ไปอาฆาดพยาบาดเขา เพราะไอ้นั้นมันชั่ว ฉะนั้นถ้าเราคิดเป็นผู้ปฏิบัติธรรมจริง ๆ ละก็ ๒ ข้อนี้ เราพยายามเลี่ยง เพื่อกลไกในการปฏิบัติของเรา มันจะได้เดินหน้า อย่ามองข้อดีตัวเอง แล้วก็อย่าไปมองข้อเสียของคนอื่น และกลไกการปฏิบัติมันก็จะก้าวหน้าไปเรื่อย ไอ้เราทำดีอะไรขึ้นมามันก็เป็นผลแล้ว เราไม่ต้องมานั่งมองมันก็ดีของมันอยู่แล้ว เราไปมองข้อดีของตัวเองมาก ๆ มันก็ กลไกลในการพัฒนาตัวเองมันก็จะเชื่องช้าลง เราไปมองข้อเสียคนอื่น โอ้ยไม่จบเลย โลกนี้ไม่อดอยากคนเลวหรอก เราต้องไปหัวเสียกับไอ้ความไม่เปอร์เฟ็คต์ของโลก ต้องไปหัวเสียกับความเลวความชั่วคนอื่น โอ้ยมันไม่จบเลย เรามาหาความชั่วตัวเองในใจเราดีกว่า หากิเลสตัวเองจะได้แก้ไข จะได้พัฒนา จะได้ฆ่ากิเลสในใจเรานี่แหละ ถ้าไม่ฆ่ากิเลส กิเลสก็จะกลับมาฆ่าเรา ประคบประหงมกิเลสเอาไว้มันก็จะซิบหายใหญ่หลวง
เราผูกใจนึกถึงคำนี้ว่า เราเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิดไหม ถ้าไอ้ความเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิดเราน้อย ไอ้กลไกลอย่างอื่นมันก็คอยอ่อนแรงผ่อนแรงไปด้วย เราจะเสริมหนุนความเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิดยังไง นึกถึงความตายเลย ความตายเนี่ย มันจะบอกอะไรเราล่ะ อย่างน้อย ความตายจะบอกแล้วว่า เราตั้งใจหาอะไรท้ายสุดก็ไม่ได้อะไรเลย มันก็จะเห็น โอ้ แหมมันน่าสังเวชจริง ความตายมันก็จะบอกว่า เรามีอะไรท้ายสุดก็ต้องทิ้งหมด ความตายมันบอก ไอ้ความตายมันบอกอะไรอีกล่ะ ถ้ามึงชั่วเลวมึงไปนรกนะเว้ย น่ะมันบอกอีกแล้ว ความตายมันบอกอะไรอีกละ ถ้ามึงไม่ได้สร้างบุญกุศลไว้ มึงไม่มีสุขติเป็นที่พึ่งนะเว้ย ความตายบอกอะไรอีกล่ะ มันบอกว่าไอ้การละชั่วประพฤติดีมันเป็นสมบัติแท้จริงนะเว้ย ความตายมันบอกอะไรอีกล่ะ บ้านที่มึงสร้างไว้เองเขาก็ไม่ให้อยู่นะเว้ย มันบอกอีกแล้ว ความตายมันบอกอะไรอีกล่ะ ถ้ามึงตายแล้วญาติพี่น้องเขาไม่นับญาติแล้วนะ เขากินเลี้ยงอยู่ดี ๆ เราโผ่ลไปเป็น ไปเป็นซากศพเขาก็ไม่ชวนนั่งโต๊ะแล้ว เขาไม่ให้เรานั่งโต๊ะด้วยแล้ว เนี่ยความตายจะบอกความจริงเรามากมาย มันก็จะเกิดความเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด
ความตายที่มันน่ากลัวเนี่ย เราจะหลบภัยที่ไหน เราจะหลบภัยที่ไหน เหมือนกับว่าถ้าเขายิงปืนมา เราก็ต้องมีหลุมหลบภัย มีบังเกอร์ ถึงจะปลอดภัย เวลาเราเห็นว่า โลกนี้มีทุกข์มีโทษเนี่ย เราจะหลบภัยที่ไหน เราจะมาหลบภัยเพลิดเพลินที่กายนี้ กายนี้ไม่ใช่หลุมหลบภัยนะ มันเป็นเป้า ให้เข้าใจคำนี้ให้ขัดเจน ให้จำเอาไว้ โลกนี้มันเป็นทุกข์ ตามปกติ ตามหลักจิตวิทยา คนพอเผชิญทุกข์ มันก็จะหาที่หลบภัย พอเรานึกถึงว่ามันเป็นทุกข์ มันมีทุกข์ มันจะมีกลไกของจิต ทันทีเลยว่า เราจะไปหลบที่ไหนจึงจะปลอดภัย ในเมื่อมันทุกข์น่ะ จะแสวงหาที่หลบภัยแล้ว เรามาหลบภัยในกายนี้น่ะ เข้าใจว่าจะปลอดภัย สบายแล้ว แต่ว่าร่างกายเนี้ย มันไม่ใช่หลุมหลบภัยนะ มันเป็นเป้ากระสุนนะ เหมือนกับว่าคนมันมีปัญหาทุกข์ยากลำบาก สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีความลำบากจากภัยสงคราม ในตอนยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็เลยไปหลบภัยที่เมืองฮิโรชิมา เสร็จเลย อันนั้นมันเป็นเป้า เป้านิวเคลียร์ เขาจะทิ้งนิวเคลียร์ลง
ร่างกายเราเนี่ยจำไว้ให้ดีเลย มันไม่ใช่ที่หลบภัย มันเป็นเป้ากระสุน เพราะทุกข์ทั้งหลายมันจะลงสู่ที่ไหน ความทุกข์ทั้งหลายเนี่ย ที่เราจะถือว่า โอ๊ยเป็นทุกข์น่ะ เพราะว่า ไอ้สิ่งไม่ดีทั้งหลายมันจะลงที่ไหนเราถึงจะรู้สึกว่าเป็นทุกข์ ถ้าไม่ลงสู่ที่กายมันก็จะไม่ทุกข์หรอก กายนี้เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ เป็นที่รับทุกข์ ที่รับกระสุน เพราะฉะนั้นแต่ละวันที่จิตเราอาศัยกาย มันไม่ได้ปลอดภัยหรอก มีเสี้ยนหนาม มีศัตรู มีการงานหน้าที่ภาระ เราต้องแบกภาระ ที่ว่าจะต้อง จะต้องรักษาตัวเพื่อหนีความตาย แต่ละวันเรามีภาระที่จะต้องรักษาชีวิตให้ไกลจากความตาย หนีจากความตาย เรากินข้าวก็เพื่อไม่ให้มันตาย ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เพื่อไม่ให้มันตาย เรานั่งนาน ๆ ปวดแข้งปวดขาเราก็ต้องพลิกท่านั่ง เพื่อกันไม่ให้มันตาย แต่ท้ายสุดมันก็ตาย เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ที่หลบภัย มันเป็นเป้า เป้ากระสุนน่ะ คำว่าที่หลบภัยกับเป้ากระสุนมันกินความหมายต่างกันแค่ไหน เรานึกถึงความตาย เราพิจารณาว่าร่างกายเป็นเป้ากระสุนไม่ใช่ที่หลบภัย อันนี้ก็ทำให้เราเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิดขึ้นมา แล้วมันจะยอมทนทุกอย่าง ที่จะฝึกฝนปฎิบัติจิต เพื่อพัฒนาจิต และก็ร่างกายเนี่ย มันก็เป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรค เราไปไหนก็มีแต่พวกเตรียมจะรุมทึ้งทั้งนั้นแหละ ไปไหนไปไหน อย่างน้อยก็ยุงเหลือบริ้นไร มันก็เตรียมจะรุมทึ้งเราทั้งนั้น
โลกนี้เป็นสุขจริงหรือเปล่าล่ะ ที่ไหนมีสมบัติที่นั้นก็มีเภทภัย ที่ไหนมีค่าที่นั้นอันตราย มีค่ามากอันตรายมาก เรานอนกางกลด กางเตนท์นอน อย่างนี้ได้ไหม และถ้ามีคนใจดีมาเห็นเราปฎิบัติธรรมศรัทธา เอาทองคำหนักเส้นละ ๓๐ บาท มาให้คนละเส้นใส่คอ โอ๊ยนอนไม่ได้เลย นอนไม่ได้เลย แย่เนาะ นอนเตนท์ไม่ได้แล้ว อันตรายแล้ว โลกนี้มันมีทุกข์มีโทษตลอด ตรงที่เจริญนั้นมีความเสื่อม ตรงที่ได้ก็มีเสีย ตรงเกิดก็มีตาย เจริญก็มีเสื่อม สรุป รวมเราใช้เป็นคำภาวนาได้เลยว่า "โลกนี้เป็นทุกข์นิพพานเป็นสุข" เราเห็นด้วยญาณปัญญา โอ้มันก็ทุกข์จริง มีแต่ทุกข์ ที่ใดมีค่าที่นั้นก็อันตราย ที่ไหนมีสมบัติที่นั้นก็มีศัตรู เวลาเราพิจารณาทุกข์ในการเวียนว่ายตายเกิด แต่ละครั้ง ให้จิตเราหนักแน่นมั่นคงปักมั่นว่า เราจะขวานขวายที่จะพัฒนาจิต ปฎิบัติธรรมเพื่อดำเนินไปสู่เส้นทางพระนิพพาน รวมลงในคำนี้ก็ได้ "โลกนี้เป็นทุกข์นิพพานเป็นสุข" เราเห็นว่าทุกครั้งที่เราเห็นความทุกข์ในโลก เราก็ให้มันเกิดความเห็นคุณ เกิดความปีติ เออเราเริ่มขวานขวายจะสร้างบารมีไปสู่พระนิพพานนะ ถึงทำได้น้อยเราก็พยายามทำของเราอยู่ ถึงทุกช์ยากลำบากเราก็พยายามอดทนอดกลั้นของเราอยู่ ถึงมีมารมาขวาง เราก็พยายามต่อสู้อยู่ มารอะไรก็ไม่ใหญ่เท่ามารกิเลสในใจเราหรอก มารข้างนอกน่ะเรื่องเล็ก กิเลสในใจเรานะมารใหญ่ ถึงจะมีมารมาขวาง เราก็พยายามต่อสู้กับมันอยู่ เวลาเราเจอทุกข์ในโลก ให้เราน้อมลงมาในคำภาวนานี้ว่า "โลกนี้เป็นทุกข์นิพพานเป็นสุข" เราก็ให้เกิดเจตนาเพื่อที่เราจะสร้างบารมีให้เป็นเหตุปัจจัยแก่พระนิพพาน ถึงเมื่อไรก็แล้วแต่เหตุปัจจัย แต่เราจะสร้างไม่เลิกแล้ว ไม่ท้อแท้ท้อถอยแล้ว ทำได้น้อยก็ยังดี ถ้าทำได้มากก็ยิ่งดีเข้าไป เราจะทำไม่เลิกแล้ว วันนี้ปรารภเรื่องว่า เราจะเป็นนักปฎิบัติให้จริง เราต้องมีการเห็นโทษในการเวียนว่ายตายเกิด ท้ายที่สุดให้สรุปที่พูดปรารภมา ให้สรุปมารวมลงในคำภาวนาที่ว่า "โลกนี้เป็นทุกข์นิพพานเป็นสุข"
ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองรักษาท่านผู้ปฏิบัติธรรม ให้เจริญในธรรมปฎิบัติ เจริญในคุณธรรมทั้งหลาย ท้ายที่สุดให้ได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ
ทิพย์ - ถอดเสียงดี้ - ตรวจทาน ๑

ความคิดเห็นล่าสุด
2 ปี 29 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 29 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 33 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 33 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 34 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 34 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 13 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 13 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 42 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 42 สัปดาห์ ก่อน