0016 - จิตเป็นผู้นำไป

จิตเป็นผู้นำไป

๘-พ.ย.-๒๕๔๕

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขออภิวาทแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมพระสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณผู้เป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แก่ข้าพเจ้า ขอกราบนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกรูป เจริญสุขสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทุกท่าน

วันนี้ได้มีโอกาสดีที่ได้มาปรารภธรรม วันนี้วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ก็เหมือนกับทุกวันที่สำนักเรามีการปฏิบัติธรรม เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง อานิสงส์แห่งการปฏิบัติธรรมก็คือ สิ่งใดที่ยังไม่รู้ก็จะได้รู้ สิ่งใดยังไม่แจ้งก็จะได้แจ้ง สิ่งใดยังไม่ลดจะได้ลด สิ่งใดยังไม่ละจะได้ละ

จุดประสงค์สูงสุดของการปฏิบัติธรรมก็คือ การรู้ละ เมื่อรู้แจ้ง รู้แจ้งแล้วก็นำไปสู่ความรู้ละ ถ้ารู้แล้วยึดก็ผิดหลักการปฏิบัติธรรม การรู้ต้องเป็นปัจจัยไปเพื่อการละวางอุปาทานในขันธ์ห้า เพราะว่าอุปาทานในขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์ อุปาทานในรูปขันธ์ อุปาทานในเวทนาขันธ์ อุปาทานในสัญญาขันธ์ อุปาทานในสังขารขันธ์ และอุปาทานในวิญญาณขันธ์ การปฏิบัติวิปัสสนาก็เพื่อรู้แจ้งเห็นจริง รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่มีอยู่ ไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่ม มีอะไรก็หยั่งรู้ดูมัน สิ่งใดเกิดขึ้น เราก็หยั่งรู้ดูความเกิดขึ้นของสิ่งนั้น สิ่งใดดับไป เราก็หยั่งรู้ดูความดับไปของสิ่งนั้น สักแต่ว่าตามดูด้วยสติในปัจจุบันอารมณ์ ฉะนั้นคือว่า การที่เราจะมาเจริญวิปัสสนา จะต้องมาเจริญสติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง ในสิ่งที่เกิดในสิ่งที่ดับ จะเป็นปัจจัยแก่ธรรมจักษุคือดวงตาเห็นธรรม

"สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนแต่ดับไปเป็นธรรมดา" เพราะว่าความเกิดก็คือความดับ ความดับก็คือความเกิด ถ้าไม่มีความเกิดก็ไม่มีความดับ ความเกิดและความดับก็คือของอันเดียวกัน เหมือนกับเหรียญหน้าหัวและหน้าก้อยที่มาด้วยกัน การเล่นปั่นแปะพอเราเอามือประกบเหรียญลงกับพื้นน่ะ เปิดขึ้นมาเห็นแต่หน้าหัว หน้าก้อยก็มีอยู่ มันมาด้วย แต่มันอยู่ข้างล่าง พลิกเมื่อไรก็เห็น

ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อมีความเกิด ความดับก็มาด้วย มาพร้อมกัน แต่มันอยู่ข้างล่าง พลิกมาเมื่อไรก็จะเห็น พลิกก็คือว่ามีปัญญา ผู้มีปัญญาจะเห็น เห็นด้วยญาณปัญญา นำไปสู่ดวงตาเห็นธรรม ดวงตาเห็นธรรมต้องรู้แจ้งทั้งอาการเกิดอาการดับ เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ เกิดร้อยตายร้อย เกิดพันตายพัน เกิดหมื่นตายหมื่น เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก พบครั้งหนึ่งก็จากกันครั้งหนึ่ง พบสิบครั้งก็จากกันสิบครั้ง พบร้อยครั้งก็จากกันร้อยครั้ง

อาการที่อายตนะกระทบกัน เหมือนตาพบรูป พบกันครั้งหนึ่งก็จากกันครั้งหนึ่ง มีแต่ความเกิดดับ ทุกอายตนะที่กระทบกัน มีแต่การพบเพื่อจาก มีแต่การเกิดเพื่อดับ ไม่ตั้งมั่น ไม่คงอยู่ ไม่มีอะไรถาวร เปลี่ยนแปรอยู่ทุกขณะจิต ไม่มีอะไรอยู่ยั้งยืนยงแม้ขณะจิตเดียว กระทบปุ๊บดับไป กระทบปุ๊บก็ดับไป

ญาณปัญญาที่เห็นแจ้งน่ะ มันจะแจ่มแจ้งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีที่ตั้งแห่งความเป็นตัวกูของกูเลย มีแต่ความเกิดดับ เกิดเพื่อดับ มีแต่ความฉิบหายทำลาย ไม่คงทนถาวร ญาณปัญญาจะบอกให้เรารู้ว่า สิ่งที่ยังไม่แตกกำลังแตก สิ่งที่ยังไม่ดับกำลังดับ สิ่งที่ยังไม่ตายกำลังตาย ก่อนตายก็คือมีชีวิต คนที่ก่อนจะตายคือมีชีวิต เพราะฉะนั้นมีชีวิตก็คือก่อนตายใกล้ตาย คนที่มีชีวิตทุกคนกำลังจะตาย เพราะว่าก่อนตายมันคือการมีชีวิต เพราะฉะนั้นการมีชีวิตก็คือใกล้ตาย คือก่อนตาย ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ยึดไว้ก็ทุกข์ ยึดมากก็ทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อยหน่อย ไม่ยึดไม่ทุกข์

สังขารร่างกายก็เป็นรังของโรค ร่างกายสังขารนี่ประกอบขึ้นมาจากอาหาร อาหารที่เรากินเข้าไป มันเป็นของที่จะบูดเน่าไปตามกาลเวลา ไม่ข้ามวัน ไม่ทันข้ามวัน...บูด หรือข้ามวันไม่บูด สองวันก็บูด ร่างกายของเรานี้ประกอบขึ้นมาจากของที่บูดเน่า ตุ๊กตาที่สร้างมาจากทองคำ มันย่อมแสดงคุณสมบัติของทองคำ คือเปล่งปลั่งสวยงามน่าดู ตุ๊กตาที่ทำมาจากอุจจาระมันก็ย่อมแสดงคุณสมบัติของอุจจาระเช่นเดียวกัน ฉะนั้นร่างกายเรา มันจึงแสดงคุณสมบัติของของบูดเน่าอย่างเต็มที่

ดูง่ายๆก็คือ ไม่ว่าอะไรที่หลั่งออกมาจากร่างกายเราจะเป็นของโสโครกทั้งนั้น ในร่างกายเราก็มีแต่โรค โรคร้อยแปดพันเก้า มันแสดงออกมาจากร่างกายนี่ เพราะว่าร่างกายนี้เป็นตุ๊กตาที่ทำมาจากอุจจาระ บุคคลผู้ไม่มีปัญญาย่อมมองเห็นประดุจเป็นตุ๊กตาที่ทำขึ้นมาจากทองคำ อยากได้ อยากเอามาเทิดทูน ของเราก็เน่าพอแล้ว อยากได้ของเน่ามาเพิ่ม หลงใหลใฝ่ฝันในของบูดเน่า

นี่คือความเป็นจริงของร่างกาย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเป็นรังของโรค เพราะว่าวัสดุอุปกรณ์ที่มาประกอบขึ้นเป็นร่างกายเป็นของบูดเน่า มันเป็นของดีขึ้นมาไม่ได้เลย เพราะว่าถ้าเราเอาไม้มาก่อสร้างเป็นกุฏิ มันก็ต้องเป็นกุฏิไม้ ถ้าเอาปูนมาก่อสร้างเป็นกุฏิ มันก็ต้องเป็นกุฏิปูน ทีนี้ร่างกายของคนเราน่ะ ไม่ได้เอาทองคำมาสร้างแน่นอนเลย ไม่ได้เอาทองคำมาสร้างเป็นร่างกายนี้ เอาไม้มาสร้างกุฏิ มันก็ต้องกลายเป็นกุฏิไม้ เอาปูนมาสร้างกุฏิก็ต้องกลายเป็นกุฏิปูน

ฉะนั้นร่างกายจึงเป็นรังของโรค กำลังบูดกำลังเน่า จำเป็นอย่างยิ่งต้องชำระล้างขัดสีฉวีวรรณทุกวัน ไม่งั้นมีเรื่อง มันงั้นมันเน่า ไม่อาบน้ำสักเดือนหนึ่งตัวมันก็จะเน่า ไม่แปรงฟันเดือนหนึ่งปากมันก็จะเน่า ไม่ถ่ายสัก ๗ วัน ก็เสร็จเลย ตาย ถ้าไม่ถ่ายออกมา ถ่ายออกมาก็มีแต่ของโสโครก ฉะนั้นญาณปัญญาเราเมื่อแจ่มแจ้งในกายนี้ อุปาทานความยึดมั่นที่สวนทางกับพระไตรลักษณ์มันก็จะน้อยลง ความยึดว่าเที่ยง ความยึดว่าเป็นสุข ความยึดว่าเป็นตัวเราของเรามันก็น้อยลง ต้องน้อยลงไป น้อยลงไป น้อยลงไป จนมันหมดอุปาทาน มันก็หมดทุกข์ ถ้ามันยังมีอุปาทานความยึดมั่นว่าอะไรเป็นตัวเราของเราสักนิดเดียว ก็ยังมีทุกข์อยู่นั่นแหละ ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม

เมื่อเรารู้สึกจางคลายอุปาทานต่อรูปธรรม คือกายนี้ จะเห็นว่า นามธรรมมันปรากฏชัดขึ้นมา แม้ในนามธรรมนั้นก็ไม่เที่ยง เกิดดับ ไม่ใช่ตัวเราของเรา มันจะขึ้นมาในญาณของเราขณะปฏิบัติว่า ไม่ว่าจะรู้สึกไปตรงไหน ก็ไม่ใช่ตัวเราของเราไปถึงเราตรงนั้นน่ะ กำหนดสติอยู่ในกายนะ มันจะมีความรู้สึก รู้สึกไปตรงไหนก็ไม่ใช่เราไปถึงตรงนั้น ไม่ใช่ของเราเลย

เมื่อญาณปัญญาเข้าถึงพระไตรลักษณ์ ธรรมะมันก็ผุดขึ้นมา ให้แจ่มแจ้งด้วยญาณปัญญา ว่าสังขารร่างกาย ขันธ์ห้านี้ เป็นของควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ควรละวาง ควรถอนความยึดมั่นถือมั่น ไปสู่สังขารุเปกขาญาณคือวางอุเบกขาในสังขาร มันแจ้งขึ้นมาจากสติและปัญญามันนำมาสู่สังขารุเปกขาญาณ เมื่อเห็นความจริง พอเห็นความจริงแล้วความหลงมันก็ไป ที่มันหลงก็เพราะมันไม่เห็นความจริง ไม่แยกแยะ ไม่มีโยนิโสมนสิการ ที่มันไม่มีโยนิโสมนสิการเพราะมันไม่มีสติสัมปชัญญะ ผู้ที่ไม่เจริญสติปัฏฐานเป็นผู้หลง ไม่แจ้ง ไม่แจ่มแจ้ง ย่อมกำหนัดในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ย่อมขัดเคืองในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ย่อมลุ่มหลงในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความลุ่มหลง ย่อมมัวเมาในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่มีปัญญาอันเป็นปัจจัยเพื่อความหลุดพ้น จิตไม่มีตัวละ

หลวงพ่อใหญ่จะบอกว่า "การปฏิบัติธรรมน่ะ เมื่อญาณปัญญาเราสูงขึ้น อยู่กับอารมณ์แต่ไม่ข้องกับอารมณ์" ท่านเปรียบเทียบไว้ว่า คนหลายคนมานั่งกินขนมเข่งด้วยกัน คนหนึ่งเอาน้ำมันหมูทามือก่อนมากินขนมเข่ง กินเสร็จแล้วขนมเข่งไม่ติดมือ ธรรมะก็คือตัวไม่ติดข้องอารมณ์ เราจะหนีอารมณ์ไปก็หนีไม่พ้น หนีไปที่ไหนก็หนีไม่พ้น หนีเข้าไปในป่าก็เอาความปรุงแต่งไปด้วย หนีเข้าไปในถ้ำสัญญาเก่าความจำในอดีตก็เอาไปด้วย ไปไหนก็ไม่พ้นจากตัวเอง ไปไหนก็ไม่พ้นจากความปรุงแต่งของตัวเอง หนีไม่พ้น มาเจริญสติกำหนดหยั่งรู้มันดีกว่า ไม่ต้องหนี ไม่ต้องสู้ สักแต่ว่ากำหนดหยั่งรู้ดูด้วยสติ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเมื่อเกิดมามันดับหมดเลย ไม่มีอะไรเที่ยง อารมณ์ทั้งปวงไม่ว่าดีไม่ว่าเลว...ดับหมด เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไปทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้นปัญหาทั้งหลายจึงไม่เป็นปัญหาแก่บุคคลผู้นั้น เพราะปัญหาทั้งหลายมันเป็นความเกิดดับ ปัญหาทั้งหลายมันไม่เป็นที่หนักใจ เพราะญาณปัญญารู้ว่ามันเป็นความเกิดดับ เหมือนพยับแดดไม่มีจริง เป็นความเกิดดับ เป็นภาพมายา ของที่เห็นอยู่นั่นแลมันเป็นมายาเพราะว่ามันเกิดดับ ที่ได้ยินอยู่นั้นมันเป็นมายาเพราะมันเกิดดับ ที่ได้รับรู้มันก็เป็นมายาเพราะมันเกิดดับ

สิ่งทั้งหลายที่มาขัดขวางขัดข้องใจของเรา สิ่งทั้งปวงมันก็เกิดดับ มันเป็นอุปสรรคแก่ผู้ไม่หยั่งรู้ ไม่รู้แจ้ง คือไม่ตั้งอยู่ที่ปัจจุบันอารมณ์ ถ้าเราเจริญปัจจุบันอารมณ์จะเห็นแต่ความเกิดดับ เราจะกำหนดสติเวลายกมือก็ตาม เดินจงกรมก็ตาม อารมณ์ที่ติดค้างติดข้องมา มันจะหลุดไปในขณะที่เรากำหนดสติในปัจจุบันอารมณ์ ไม่ต้องไปนั่งนึกนั่งคิดนั่งเพ่งให้มันหลุด เราเจริญสติน่ะมันจะหลุด มันจะหลุด ปัญหาทั้งหลายไม่เป็นปัญหา อุปสรรคทั้งหลายไม่เป็นอุปสรรค เพราะมันเกิดดับ

เมื่อมีญาณปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ความทุกข์มันก็น้อยลง เมื่อความทุกข์น้อยลงจากการปฏิบัติ ศรัทธาต่อพระรัตนตรัยก็หยั่งรากมั่นคง เข้มแข็ง แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวคลอนแคลน เพราะมันเห็นความดับทุกข์จากการปฏิบัติของเรา การปฏิบัติของเราก็ไม่ได้รู้มาด้วยตัวเอง เราได้ฟังมาจากท่านผู้ดำเนินไปก่อนล่วงหน้าเรา

ท่านผู้ประเสริฐทั้งหลายที่ได้สั่งสอนต่อกันมา องค์ต้นก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็พระอริยสาวกทั้งหลาย ได้ทรงศาสนาสืบต่อกันมา จนกระทั่งถึงครูบาอาจารย์ของเรา ที่ขวนขวาย เกื้อหนุนเรา อุตส่าห์สร้างวัดไว้ให้เราเป็นที่ปฏิบัติ อันนี้แหละความสำนึกในพระคุณของพระรัตนตรัย ของครูบาอาจารย์ด้วย จึงมีเต็มเปี่ยม แต่เราต้องดับทุกข์ได้จากการปฏิบัติ ถ้าเราดับทุกข์จากการปฏิบัติไม่ได้เลย ความสำนึกในบุญคุณพระรัตนตรัยมันก็ไม่เกิด จะมีแต่ความสงสัย จะดีอย่างนั้นหรือ จะดีอย่างนั้นหรือ สงสัย ที่สงสัยเพราะไม่มีธรรมะที่เกิดในจิตตัวเองเป็นพยาน

เราจะหมดสงสัยในพระรัตนตรัยนั้น เราต้องปฏิบัติจนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของท่าน คือทำตามท่าน เอาอย่างท่าน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของท่านไปเลย เป็นส่วนหนึ่งในองค์กรของพระรัตนตรัย เป็นผู้ปฏิบัติตามธรรมะ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว จิตเราเป็นที่รองรับ เป็นที่บรรจุพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้ว เรามาเฟ้นธรรมโดยแยบคาย จนเห็นแจ่มแจ้ง เมื่อความทุกข์ในใจเราที่เคยมีมากมันลดน้อยลง อันนี้ แสดงว่าเราได้ผลจากการปฏิบัติแล้ว

การที่จะดูว่าเราได้ผลจากการปฏิบัติหรือไม่น่ะ อย่าไปดูว่าคนนั้นชมเชย คนนั้นมากราบ คนโน้นมายกย่อง ว่าเป็นหลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ ไม่มีประโยชน์เลย การยกย่องสรรเสริญของบุคคลทั้งหลาย ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะดูต้องดูที่ใจเรา ว่าทุกข์เราน้อยลงหรือเปล่า จิตเราดีขึ้น สมาธิมั่นคงขึ้น สติมั่นคงเป็นอัตโนมัติขึ้นหรือเปล่า เมื่อเราปฏิบัติ และได้ผลจากการปฏิบัติ สติมันจะกลายเป็นสติอัตโนมัติทุกอิริยาบถ คำยกย่องชมเชยสรรเสริญของคนทั้งโลกไม่มีค่าเท่ากับการดับทุกข์ในใจเรา เพราะว่าธรรมะที่เราอุตส่าห์ขวนขวาย ออกมาหาที่ปฏิบัติ ยอมสละผลประโยชน์มากบ้างน้อยบ้าง ออกมาขัดเกลาตัวเอง สละออกจากเรือน มันต้องเพื่อความดับทุกข์ หลวงพ่อใหญ่ชอบพูดว่า "คนที่จะฆ่าช้าง มันต้องหวังประโยชน์เพื่อที่จะเอางา ไม่ใช่ว่าฆ่าเพื่อที่จะเอาขน หรือฆ่าช้างเพื่อที่จะตัดเอาใบหูไป ไม่ใช่ คนจะฆ่าช้างมันต้องเอางา"

เราที่อุตส่าห์สละความสุขทางเพศฆราวาสออกมาบำเพ็ญธรรม ต้องเพื่อประโยชน์แห่งความดับทุกข์ เพื่อความดับไม่มีเชื้อ เพื่ออนุปาทานิพพาน อย่าเพียงเพื่อหาลาภสักการะ คำสรรเสริญเยินยอของหมู่ชน และก็ความเคารพบูชาในตระกูลทั้งหลาย อย่างนั้นเราก็ไม่ได้งาช้าง เพราะว่าจุดมุ่งหมายสูงสุดของพรหมจรรย์ ก็คือความดับไม่มีเชื้อ คืออนุปาทานิพพาน

อย่างที่พระปุณณมันตานีบุตรกับพระสารีบุตรท่านธรรมสากัจฉากัน พระสารีบุตรท่านถามพระปุณณมันตานีบุตรว่า "ท่านออกบวชเข้าสู่พรหมจรรย์ เพื่อผลประโยชน์อะไร" ตามภาษาปริยัติ ท่านก็ถามว่า เพื่อสีลวิสุทธิหรือ? เพื่อจิตตวิสุทธิหรือ? เพื่อทิฏฐิวิสุทธิหรือ? เพื่อกังขาวิตรณวิสุทธิหรือ? เพื่อมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ? เพื่อปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ? พระปุณณมันตานีบุตรบอกว่า "ไม่ใช่ ไม่ใช่สักอย่าง ไม่ใช่เพื่อศีลบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพื่อจิตบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพื่อทิฏฐิบริสุทธิ์ ฯลฯ" ท่านบอกว่า ท่านออกบวชสู่พรหมจรรย์ในศาสนาของพระสมณโคดม เพื่อประโยชน์แห่งอนุปาทานิพพาน เพื่อความดับไม่มีเชื้อ ไม่ต้องเกิดอีก ไม่ต้องแก่อีก ไม่ต้องเจ็บอีก ไม่ต้องตายอีก เพราะว่าเกิดทุกชาติก็เป็นทุกข์ร่ำไป เกิดทีไรก็เป็นทุกข์ทุกที

ท่านอุปมาว่า "ความทุกข์ของคนทั้งหลายแต่ละคนที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ น้ำตาของแต่ละคนที่หลั่งออกมาเพราะความทุกข์นี่ ถ้าเก็บรวมกันไว้น่ะ จะมากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่" มันทุกข์ ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันทุกข์กายทุกข์ใจเป็นทุกข์ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากของรัก ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันเป็นอย่างไร ก็คือเพลงทั้งหลายนั่นเอง ลองฟังดู เพลงที่เขาร้องๆกัน เพลงที่แต่งๆกันมาน่ะ เป็นอาการโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันทั้งนั้น กูรักมึงแต่มึงไม่รักกู มึงเคยรักกูแต่เดี๋ยวนี้มึงเปลี่ยนไปเสียแล้ว ตอนนี้มึงรักกูอยู่แต่กูกลัวว่าต่อไปมึงจะไม่รักกู มีแค่นี้แหละ ฟังเพลงฟังเป็นธรรมะ มันจะมาแสดงให้เราเห็นว่า มันโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันให้ฟัง ว่ามีแต่ทุกข์

หลวงพ่อใหญ่ท่านชอบท่องกลอนให้ฟังว่า "ทางโลกีย์มันกว้างกว่าทางหลวง ถ้าหลงลวงไปนักไกลมรรคผล มันรักรักชังชังเฝ้ากังวล สำคัญตนว่าสุขทุกข์แทบตาย"

ฟังจากเพลงทั้งหลาย เพลงที่เปิดในวิทยุน่ะ มันทุกข์ทั้งนั้น เป็นความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพัน การจะไม่มีความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพัน มันก็ต้องนี่ มันต้องทำอย่างภัทเทกรัตตสูตรว่า "ไม่ควรคำนึงถึงอดีตที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย ไม่ควรคาดหวังกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง" สิ่งที่เป็นอดีตก็ผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึงไม่รู้จะเป็นยังไง ผู้ใดมีสติแจ่มแจ้งในปัจจุบันอารมณ์ ขณะหนึ่ง ๆ อันนี้แหละ จะตัดความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันได้ คืออย่าไปคำนึงถึงอดีตอนาคต เจริญสติอยู่ในปัจจุบันขณะ ขณะหนึ่ง ก็จะเห็นแต่ความเกิดดับ อารมณ์ทั้งหลายไม่ว่าใหญ่ปานใด คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่มากมาย ก็จะกลายเป็นความเกิดดับ

อันว่าการเจริญสตินี่ ทั้งที่ยังไม่พัฒนาไปถึงไหนเลย มันก็ดับทุกข์ให้เราตั้งเยอะแล้ว เป็นทุกข์มาแต่ไหน มานั่งยกมือนี่ตัดไปเยอะ อยู่ไหนก็ทำได้ ญาติโยมที่บวชเนกขัมมะสึกกลับไปบ้านก็เอาไปทำได้ การเจริญสติปัฏฐานนี่ ไม่ต้องใส่เสื้อขาวกางเกงขาวก็ทำได้ ทำได้ตลอด ถ้าเรามาเจริญสติอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ ตัดอดีตอนาคต ความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพันมันก็ดับ ทีนี้ก็ฟังเพลงก็ไม่หลงไปตามมัน ฟังก็ได้ แต่ฟังแล้วรู้สึกว่า บุคคลผู้ที่จมอยู่ในอารมณ์อย่างนั้น มันมีแต่ทุกข์ คืออารมณ์ห่วงอดีตกังวลอนาคตน่ะ มันมีแต่ความทุกข์

การเจริญปัจจุบันอารมณ์ มันไม่ทำให้เป็นชีวิตที่จืดชืด บางคนก็กลัวว่าชีวิตจะจืดชืด ตัดอดีตอนาคต ไม่คำนึงอดีตอนาคตแล้วชีวิตจะจืดชืด เราทำจริง ๆ ไม่จืดชืดหรอก มันเอิบอิ่ม เวลาเรากำหนดสติตั้งอยู่ปัจจุบันในกายของเราน่ะ มันอิ่ม เพราะมันเจอตัวเอง คนเราเที่ยวไปรักคนโน้นรักคนนี้ เอาจิตไปฝากไว้ที่เขา ไม่เจอตัวเอง เจอแต่คนอื่น ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางพวกฝูงชน รอคอยหิวโหย อยากให้เขามาเอาใจ อยากให้เขามาเห็นคุณค่าของเรา เป็นจิตที่หิวทั้งนั้น จิตถ้ามันหิวแล้วไม่มีความสุข คนเราถ้าจิตยังหิวก็ไม่มีความสุข ร่างกายหิวก็ไม่มีความสุข จิตหิวยิ่งไม่มีความสุขยิ่งกว่า เมื่อเราเอาจิตมากำหนดปัจจุบันอารมณ์ในกายของเรา ฐานใดฐานหนึ่ง มันอิ่มเอิบ มันอบอุ่น อบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย พวกที่เที่ยวไปรักคนโน้นรักคนนี้ มันก็ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน อยู่กับคนมากมายใจก็เป็นทุกข์

ถ้าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย เที่ยวเอาใจไปไว้กับคนอื่น จะสะอื้นจนวันตาย ว้าเหว่หงอยเหงา ต้องมานั่งรอนอนคอยให้เขามาเอาใจ ต้องมานั่งรอนอนคอยให้เขามาเห็นคุณค่า ไม่มีความสุขด้วยตัวเอง ก็เหมือนกับเราเป็นขี้ข้ามัน รอให้มันมาเอาใจ เรารอให้คนไหนมาเอาใจเรา เราก็เป็นขี้ข้าคนนั้นน่ะ ชีวิตที่เป็นขี้ข้ามันก็ไม่มีอิสระ ไม่มีความสุข เครียดมาก ๆ เลยต้องฆ่ากัน เหมือนอย่างที่ข่าวเขาลงว่าฆ่ากันด้วยรักสามเส้า ความรักกับความโกรธนี่มันอันเดียวกัน ราคะกับโทสะเป็นสิ่งเดียวกัน คือว่าจะเอาให้ได้ดั่งใจ ชอบอะไรจะเอาให้ได้ดั่งใจ จะเอามาให้ได้ พอเบื่ออะไรจะถีบส่งไปให้ได้ จะเอาให้ได้ดั่งใจให้ได้ ชอบอะไรต้องไปเอามาให้ได้ เกลียดอะไรต้องถีบมันส่งไปให้ได้ นี่รวมแล้วก็คือว่า "ไอ้ความจะเอาให้ได้ดั่งใจนี่ มันเกิดราคะ มันเกิดโทสะ มันเกิดความรัก มันเกิดความโกรธ มันเกิดความเครียด เพราะในความเป็นจริงแล้ว กฎธรรมดาของโลกคือ มันไม่มีอะไรได้ดั่งใจ"

สังขารร่างกายมันก็แก่ลงทุกวัน เดินหน้าไปสู่ความตาย ไม่เคยหยุด ไม่เคยยั้ง ไม่เคยรอ โยมแถมแกบอกว่า "ว่าจะไม่แก่นะ อดแก่ไม่ได้" คารมโยมแถมแกพูดเข้าท่า "ว่าจะไม่แก่นะ อดแก่ไม่ได้" ฟังแล้วก็ได้ปัญญาดี คือคนทุกคนไม่มีใครอยากแก่หรอก แต่มันต้องแก่ เข่าก็ต้องเสื่อม ข้อก็ต้องเสื่อม ลุกก็โอยนั่งก็โอย ลุกก็ลุกยาก เข่ามันเสื่อมข้อมันเสื่อม

สังขารร่างกายนี่ ตั้งแต่วันที่เกิดมามันก็เริ่มเสื่อม มีอายุก็คือมีความเสื่อม เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ มีรักอะไรทุกข์ทั้งนั้น สังเกตดูเถอะ ของอันไหนที่เราเป็นทุกข์กับมันมากๆเลยน่ะ ลองสาวไปให้ดีเถอะ จะเห็นว่าเราเคยรักมันมาก ๆ มาก่อน รักมากก็ทุกข์มาก ความรักมันไม่มาคนเดียวหรอก ความรักมันไม่ไปไหนมาไหนคนเดียวหรอก พอมีความรักก็มีความหวงความห่วงความหลงความหึงตามมาด้วย พอเริ่มต้นมีความรักมันก็ตามมาเลย ใครเคยมีความรักก็รู้ดี ตอนแรกคิดว่าแหม บรรเจิดเพริศแพร้ว ความรักน่ะ พอมีความรักแล้วน่ะ อ้าว! ต้องหวง ต้องห่วง ต้องหลง ต้องหึง โอ๊ะ! วุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้น ความรักนี้ยังไม่เท่าไหร่ ความหวงนี่ ฆ่าได้ ฆ่ากันได้ เราไม่เอาไม่เป็นไรไม่อยากให้คนอื่นได้ไป เพราะมายึดว่าเป็นของกู กูไม่ได้ครอบครองไม่เป็นไร แต่ไม่อยากให้คนอื่นได้ไป

จิตของคนเรานี้ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งไหน แล้วจะไม่มีทุกข์เดือดร้อนเพราะสิ่งนั้นน่ะ ไม่มีหรอก ไม่มีทางเป็นไปได้ ไปยึดอะไรเอาไว้น่ะ แล้วจะไม่ทุกข์ เดือดร้อน ไม่มี ไม่มีเลย ยึดอะไรเอาไว้แม้นิดเดียวก็จะต้องทุกข์ ถ้าไม่รู้จักปล่อยไม่รู้จักวาง ทุกข์เดือดร้อนที่สุด

ธรรมะให้ตัวหยุดตัวพอแก่ใจเรา เหมือนมีเบรกอยู่ในรถ รถไม่มีเบรกจะชนก็หยุดไม่เป็น หยุดไม่ได้ ไม่มีเบรกจะเหยียบให้รถหยุด คนที่ไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักแพ้ บุคคลนั้นเดือดร้อนที่สุด มันต้องไปฆ่าเขา เหมือนรักสามเส้า ไม่ยอมมันต้องไปฆ่ากัน เพราะมันไม่รู้จักหยุด มันไม่รู้จักปลง ว่าเออ เอาแค่นี้แหละ ช่างมันเถอะ

คำว่า "ช่างมันเถอะ" บางครั้งนะ ช่วยให้เราไม่ต้องไปติดคุกติดตะราง ยอมได้ ปลงได้ปลงตก ไม่รู้จักปลงก็เดือดร้อน เดือดร้อนไม่รู้จักเลิก ถ้าปล่อยกิเลสให้พอกพูนในใจเราไว้น่ะ สักวันมันจะทำให้เราฉิบหายเข้าสักวัน เหมือนอย่างข่าวที่มันฆ่ากัน หมอฆ่าหมอเพราะรักสามเส้า มันปล่อยให้กิเลสอยู่ในใจของมัน จะเอาอะไรต้องเอาให้ได้ ไม่ได้ไม่ยอม ต้องได้ทุกวิธีการ มันปล่อยให้กิเลสตัวนี้อยู่ในใจมัน ไม่กำจัด วันดีคืนดีก็เลยชักนำไปเสื่อม ต้องไปฆ่าคนรักที่ไม่เป็นไปอย่างใจ แล้วอนาคตก็ดับวูบ ทุกคนก็เหมือนกัน ถ้ายังสงวนรักษากิเลสเอาไว้ในใจเรา ไม่ควบคุม ไม่กำจัด ไม่ริดรอน จะต้องเข้าไปสู่ความฉิบหายเข้าสักวัน เพราะอะไรล่ะ เพราะในเมื่อสาเหตุแห่งความฉิบหายมันมีอยู่ในใจเราแล้ว ไม่ต้องห่วงเลย มันฉิบหายแน่

เหมือนยกตัวอย่างว่า "ถ้าขี้หมามันมาอยู่ในห้องนอนเรา มันเหม็นแน่ ไม่ต้องห่วงหรอก มันเหม็นแน่" คนเราไม่ฆ่ากิเลส สุดท้ายกิเลสมันจะมาทำร้ายเรา ท่านจึงบอกว่า "การตั้งจิตไว้ผิดน่ะ เป็นโทษแก่บุคคลผู้นั้นยิ่งกว่าศัตรูที่ร้ายกาจใด ๆ จะมาทำร้าย และการตั้งจิตไว้ถูกน่ะ จะเป็นประโยชน์แก่บุคคลนั้นเองยิ่งกว่ามิตรใดๆ จะมาช่วยเหลือเกื้อกูล" ท่านจึงกล่าวพุทธภาษิตว่า "จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้"

เพราะฉะนั้น ไม่เสียเวลาเปล่าเลย ที่เรามาประพฤติธรรม ไม่เสียผลประโยชน์เลย ไม่เสียเวลาฟรีเลย ไม่เปลืองเวลาเลย ที่ลางานมาห้าวันเจ็ดวันสิบวัน ไม่น่าเสียดายเวลาเลย ในเมื่อเรามาฝึกจิต เพราะว่ามีคุณค่ายิ่ง เพราะว่ามาทำให้ตัวเองเจริญรุ่งเรือง ไม่เสียเวลาเลย พวกที่ทำให้ตัวเองฉิบหายวอดวายนั่นน่ะเสียดายเวลา เอาเวลาไปใช้ในอบายมุขน่ะ เสียเวลา ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านการทำงาน เสียเวลา เพราะว่าอบายมุขมันเป็นทางเสื่อม เป็นทางฉิบหาย วอดวาย ท่านว่าก็ถูกต้องของท่าน ว่า จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้จริง ๆ อย่าสงสัย อย่าวิจิกิจฉา ในแนวทางการปฏิบัติที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนท่านแนะนำ ท่านอุตส่าห์ลำบาก สร้างสำนักจนรุ่งเรือง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เดี่ยวนี้สุขภาพร่างกายสังขารของท่านก็ไม่ไหวแล้ว แต่ว่าเราปฏิบัติตามที่ท่านสั่งสอนเอาไว้ ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณครูบาอาจารย์ที่ดีที่สุดแล้ว

วันนี้ได้มีโอกาสมาบรรยายธรรมะเล็ก ๆ น้อย ๆ พอสังเขปแก่เรานักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ก็เป็นเวลาอันสมควร ขอสมมุติยุติลง ณ เวลานี้ ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายก็ขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยจงปกป้องคุ้มครองรักษาให้เราเหล่าผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลาย จงรู้ธรรม เห็นธรรม แจ้งธรรม ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานเข้าสู่มรรคผล นิพพานทุกท่านทุกคนเทอญ สาธุ