ธรรมเทศนา เรื่อง "สาเหตุที่ต้องปฏิบัติธรรม"
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ กราบนมัสการพระเถรานุเถระ ที่มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาล เจริญพรญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา
วันนี้ก็ได้มีโอกาสมารับใช้ในการให้ธรรมะ แทนพระเดชพระคุณอันเป็นที่เคารพรักยิ่ง เนื่องจากเดี๋ยวนี้พระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ ท่านสุขภาพไม่ค่อยดี เหล่าลูกศิษย์ก็ขึ้นมารับใช้แทนพระเดชพระคุณ วันนี้เป็นโอกาสดีที่ญาติโยมทั้งหลายมาจากหลายทิศหลายทาง มีศรัทธา มีความเพียร ปรารถนา จะมาปฏิบัติ มุ่งมาสู่วัดไทรงามธรรมธราราม การปฏิบัติเราปฏิบัติเพื่ออะไร เพราะเหตุใดทำไมเราจึงต้องปฏิบัติธรรม ทำไมเราจึงต้องมาลดละ ต้องมาสละกิเลส วันนี้จะได้กล่าวพอสังเขป
ที่เราต้องมาปฏิบัติก็เพราะขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ คนเราเกิดมามีขันธ์ ๕ คือกายและใจ เบื้องต้นขันธ์ ๕ มันแสดงอาการประดุจว่าสุข มันจะเที่ยง ยั่งยืน ไม่เดือดร้อน ไม่เจ็บปวด เหมือนกับเป็นที่ควรหยั่งจิตลง ควรยึดมั่น เพราะว่ามันเป็นแหล่งที่จะสามารถเสวยสุขเวทนาได้ สุขเวทนา แปลว่าความเสวยความสุข แต่ว่าสุขเวทนาเป็นเหยื่อล่อ ให้เราจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น บุคคลผู้ไม่มีปัญญาย่อมหลงใหลในสุขเวทนา และก็ต้องจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เหมือนปลาโง่ ที่ชื่นชอบไส้เดือนจึงติดเบ็ด สุขเวทนาที่โลกใส่มาให้ เพื่อหลอกล่อสรรพสัตว์ให้จมปลักอยู่ในห้วงกาม ก็เปรียบประดุจไส้เดือนที่เกี่ยวเบ็ดไว้ พอหลงกินไส้เดือนจึงติดเบ็ด
อันนี้บุคคลที่เกิดมาในโลกจะมาเสวยสุข ในเบื้องต้นของชีวิต ร่างกายที่อาศัยเป็นเครื่องมือในการเสวยสุขเวทนา ยังดูกระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวย กระฉับกระเฉง จึงสามารถหลอกล่อผู้ไร้ปัญญาให้หลงติดกับ ไม่สามารถจะดิ้นรนหนีพ้นออกได้ แต่บุคคลผู้มีปัญญาเทียบเคียงมองเห็นรู้ซึ้งถึงความไม่เที่ยง ของร่างกายสังขาร ร่างกายสังขารที่เราจะอาศัยเป็นแดนที่จะเสพเสวยรสของโลก รสของโลกที่ธรรมชาติเอามาเป็นเหยื่อล่อก็คือรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย แล้วก็สัมผัสนุ่มนิ่ม ชื่นชอบใจ อันนี้เป็นเหยื่อล่อ เรียกว่ากามคุณ เป็นคุณของกาม
คำว่ากามคุณ หมายความว่ากามมีทั้งคุณทั้งโทษ เมื่อธรรมชาติจะหลอกล่อสรรพสัตว์ให้ติดอยู่ในกาม จะต้องเอาส่วนคุณมาล่อ เหมือนกับการโชว์ไส้เดือนเอาไว้ข้างนอก เพราะว่าถ้าเอาเบ็ดไว้ข้างนอกปลาไม่กิน เพราะอยากจะกินเหยื่อจึงตกเป็นเหยื่อ ปลาทั้งหลายเนื่องจากอยากจะกินเหยื่อไส้เดือน จึงตกเป็นเหยื่ออันโอชะของพรานเบ็ดฉันใดก็ฉันนั้น สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ไร้ปัญญา ไม่มีปัญญาจักษุ ไม่ได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมหลงติดอยู่ในคุณของกาม และก็ทุกข์เดือดร้อน เจ็บปวด แสนสาหัส จากโทษของกามในภายหลัง
โทษของกามที่เห็นง่าย ๆ ก็คือ พบเพื่อจาก พบเพื่อจากทั้งนั้น พบหนึ่งครั้ง จากหนึ่งครั้ง พบสองครั้งจากสองครั้ง พบร้อยครั้งจากร้อยครั้ง สิ่งทั้งปวงที่เราชื่นชอบไม่สามารถอยู่กับเราไปได้ตลอดร้อยปีพันปี เกิดก็เพื่อดับ พบก็เพื่อจาก มีรักก็เพื่อทุกข์ รักร้อยทุกข์ร้อย รักห้าสิบทุกข์ห้าสิบ ไม่รักไม่ทุกข์ ยึดเอาไว้ร้อยก็ทุกข์ร้อย เพราะว่าธรรมชาติเขาไม่ยอมให้เรายึด สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง กระทบขณะหนึ่งและก็จากไป เกิดดับตลอดตามทวารทั้ง ๕ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ดับตลอด แม้แต่กายสังขาร ร่างกายยาววาหนาคืบ กว้างกำมา ที่เราอาศัยเป็นเครื่องมือที่จะมารับรู้โลก มันก็ไม่เที่ยง เรามาอาศัยตาที่จะดูรูป มาอาศัยหูเพื่อจะฟังเสียง มาอาศัยจมูกเพื่อจะดมกลิ่น อาศัยลิ้นเพื่อจะลิ้มรส อาศัยกายเพื่อจะถูกต้องโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่มากระทบกาย กายมันไม่เที่ยง เราประคบประหงมเทิดทูนบูชาร่างกายอย่างดี ในที่สุดร่างกายนี้มันจะหักหลังเราอย่างไม่มีชิ้นดี ถึงเวลามันเจ็บมันก็จะเจ็บ ถึงเวลามันปวดมันก็จะปวด ถึงเวลามันจะเป็นโรคมันก็เป็นโรค ถึงเวลามันจะตายก็ไม่มีใครห้ามได้
ฉะนั้นบุคคลผู้มีปัญญาเมื่อมาเห็นความไม่เที่ยงของร่างกาย จึงรู้สึกว่าเรานั่งอยู่ในถ้ำที่มีเสือ นอนเอกเขนกอยู่ในเรือนที่กำลังถูกไฟไหม้ เมื่อนั้นบุคคลผู้มีปัญญาจึงแสวงหาทางที่จะออกจากกาย คือว่า คุณของกามได้มาดึงจิตของเราให้เข้ามายึดมั่นในร่างกายสังขารอย่างรุนแรง เพราะว่า เราคิดว่า เราเชื่อว่า เรารู้สึกว่า ร่างกายนี้จะเป็นดินแดน เป็นที่ตั้งให้เรามาเสพเสวยรสของสุขเวทนาจากกามคุณทั้ง ๕ ได้ ฉะนั้น บุคคลผู้หลงเพลิดเพลินอยู่ในกาม จะถูกดึงดูดจิตของเขาผู้นั้นให้ยึดมั่นในร่างกายอย่างแรงกล้า ฉะนั้นเมื่อทุกข์เกิดเพราะอาศัยกายเป็นปัจจัย จิตดวงที่ยึดมั่นอย่างแรงกล้า จะทุกข์เดือดร้อนแสนเข็ญอย่างแรงกล้า เป็นปริมาณเท่ากัน
ฉะนั้นบุคคลผู้มีปัญญาจึงขวนขวายแสวงหาทางออกจากกาย ก็คือ พยายามจะถอนความยึดมั่นจากกายเพราะเห็นโทษ ว่ากายนี้ไม่เที่ยง เกิดเพื่อดับ เกิดในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง ดับในที่สุด เป็นทุกข์ นั่งนานก็ปวด ยืนนานก็ปวด นอนนานก็ปวด เดินนานก็ปวด อิริยาบถทั้ง ๔ บังทุกข์เอาไว้ ผู้ไร้ปัญญาจึงไม่เห็นทุกข์ ความจริงร่างกายมันทุกข์แสนเข็ญ พร้อมที่จะตายได้โดยไม่ต้องมีปัจจัยภายนอก แค่นั่งไม่เปลี่ยนอิริยาบถ นั่งอย่างเดียว ตาย ใครไม่เชื่อลองนั่งดู นั่งอย่าเปลี่ยนท่า ตาย
สาเหตุแห่งความตายมีพร้อมมูลอยู่ในกายนี้ ไม่ต้องมีรถมาชน ไม่ต้องมีเรือมาชน ไม่ต้องมีมีดมาทิ่ม ไม่ต้องมีลูกปืนมาทะลุ สาเหตุแห่งความตายมีพร้อมมูลในกายนี้แล้ว สาเหตุแห่งความตายก็คือความเกิดนั่นเอง การเกิดก็คือการจับจองป่าช้า เกิดร้อยตายร้อย เกิดพันตายพัน เกิดหมื่นตายหมื่น
ฉะนั้นร่างกายนี้ทุกข์แสนเข็ญ ผู้มีปัญญาจักษุ มีธรรมจักษุ จะเห็นแต่ความทุกข์ในร่างกายนี้ คนโง่เขลาเบาปัญญาเข้าใจว่าสุข สูทั้งหลายจงมาดูโลกอันตระการตาประดุจราชรถที่พวกคนโง่เขลาพากันหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่
ร่างกายมันเป็นทุกข์ นอกจากเป็นทุกข์ยังเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่เชื่อ ห้ามไม่ได้ ห้ามไม่ให้เจ็บก็ไม่ได้ ห้ามไม่ให้แก่ก็ไม่ได้ ห้ามไม่ให้ตายก็ไม่ได้ เมื่อบุคคลผู้มีปัญญาได้มองเห็นโทษดังที่พรรณนามานี้ จึงมีศรัทธาคิดออกปฏิบัติ อันนี้การปฏิบัติธรรม ธรรมอะไรที่จะช่วยให้เราถอนความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ได้
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทางสายเอก เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ทางนี้คือทางสายเอก มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เพื่อจะหลุดพ้น พ้นออก พ้นไป หลุดลอย จากอุปาทาน ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ในฐานกายในกาย เราก็กำหนดที่กายนี้ เมื่อสติแยบคาย จึงเรียกว่าเห็นกายในกาย เมื่อสติยังไม่แยบคายก็ถือว่าเราเห็นกาย เรามีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ไม่ทอดธุระ เราจะเห็นกายในกาย
สติ จำเป็นต้องฝึก มีค่าอย่างยิ่งที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ ทุกข์จากกาย ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศกเศร้าพิรี้พิไร รำพัน ทุกข์กายทุกข์ใจ คับแค้นใจ พลัดพรากจากของรัก ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ปรารถนาสิ่งใดและไม่ได้สิ่งนั้นเป็นความทุกข์ การเจริญสติให้มากให้มีที่ฐานกายในกาย บุคคลจะวางอุเบกขาในการกระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖
ความยินดีก็เป็นทุกข์ ความยินร้ายก็เป็นทุกข์ ความยินดีความยินร้าย เป็นอันเดียวกัน ตรงที่ว่าเราอยากจะได้อย่างใจ ถ้าได้สมใจก็ยินดี เพลิดเพลิน ยึดมั่น กอดรัด ก็ต้องเตรียมตัวเดือดร้อน เมื่อไม่ได้ดังใจก็ทุกข์ โทมนัส เศร้าโศก กระวนกระวาย รวมความแล้วทั้งความยินดี ยินร้าย ก็คือ การจะเอาให้ได้อย่างใจ จะเอาให้ได้อย่างใจ เพราะว่าเข้าใจผิดความจริง ผิดธรรมชาติ ไม่รู้ซึ้งถึงอนัตตา ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา ญาณปัญญาที่เราจะแจ่มแจ้ง แจ่มชัด ละวางอารมณ์ได้ จะต้องเป็นญาณปัญญาที่ถึงพร้อมด้วยสติ วางอุเบกขาขณะกระทบอารมณ์
การที่พูดว่าจะวางอุเบกขา พูดมันง่าย จะทำอย่างไรจะทำได้ บุคคลนั้นจะต้องสมบูรณ์ด้วยสติ เมื่อหยั่งสติลงในฐาน ฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ อันนี้เราทั้งหลายถือว่าโชคดีเหลือเกิน ที่ได้มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการสอนภาคปฏิบัติในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เราโชคดีมาก
ให้เรามีความเพียร ฟั่นเฝือ อบรม บ่มสติ ตามฐานต่าง ๆ เริ่มต้น ฐานกายในกาย เราต้องชำนาญในฐานกายในกายก่อน เราต้องฝึกสติสัมปชัญญะในการคู้เข้าเหยียดออก จนมันสามารถปล่อยวางความยึดมั่นในกายได้บางส่วน จากนั้นเราจะแจ่มแจ้งในเรื่องเวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ในเบื้องต้นเราจะต้องฝึกฐานกายในกายให้มาก
อันนี้ถ้าจะถามว่าวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะบรรลุผลคือยังไง ก็ต้องบอกว่าในภาคปฏิบัติที่เราจะดับทุกข์ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือวิธีที่ยากที่สุด วิธีที่ยากที่สุดก็คือวิธีที่ง่ายที่สุด นี่พูดกำกวม ก็หมายความว่า บุคคลที่ต้องการแสวงหาวิธีที่ง่ายที่สุดแสดงว่าจิตท้อถอยจากความเพียรซะแล้ว ฉะนั้น เมื่อท้อถอยจากความเพียร นั่นแหละคือความยากที่สุด บุคคลที่มีความเพียรไม่ท้อถอย มีความเพียรในการเจริญสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ นั่นแหละจึงจะเจอวิธีที่ง่ายที่สุด ตอบอย่างกำปั้นทุบดินก็คือว่า วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือวิธีที่ยากที่สุด วิธีที่ยากที่สุดก็คือวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นก็คือว่า ถ้าอยากพ้นทุกข์อย่าละความเพียร ถ้าละความเพียรไม่พ้น
ตัวที่จะดับกิเลส คือ ตัวความเพียร ที่จะเอาสติเอาปัญญามาสู้ เมื่อรู้สึกว่ากิเลสเกิด กิเลสก็คือความยินดียินร้ายในขณะกระทบอารมณ์ ถ้ายินดีมาก ๆ ก็เรียกว่ากามฉันทะ ยินร้ายมากๆ ก็คือโทสะ สำหรับโมหะ ความหลง ก็คือ ตัวที่ปล่อยให้ความยินดียินร้ายเกิด คือโมหะ เพราะสติไม่สมบูรณ์ ความเพียรย่อหย่อน ขี้เกียจยกมือ ขี้เกียจเดินจงกรม อันนี้แหละโมหะ ความหลงมันนั่งอยู่บนหัวท่านผู้ปฏิบัติเหล่านั้นซะแล้ว
จะให้ได้ดีทางภาคปฏิบัติ ต้องมีความเจียมตัวให้สูง เหมือนกับเราเจียมตัวว่าพ่อแม่ไม่ทิ้งสมบัติให้เรา เราจึงขวนขวายทำมาหากิน เมื่อขวนขวายทำมาหากินก็รวย มีเงิน ไม่อดอยาก ตรงกันข้ามบางคนเย่อหยิ่งถือดีว่าพ่อแม่มีสมบัติมาก ก็งอมืองอเท้า ใช้สมบัติไปวัน ๆ ไอ้นี่ไม่ช้าอดตาย
เราเป็นนักวิปัสสนาต้องเจียมตัว ว่ากิเลสสามารถขี่หัวเราได้เสมอ เพราะกิเลสมันเข้าทางทวารทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเรารู้ดังนี้ต้องพยายามสั่งสมสติ สัมปชัญญะ มีความเพียร ไม่ทอดธุระ ถ้าจะถามว่าผู้หมดทุกข์ หรือผู้สำเร็จ ผู้บรรลุจุดสูงสุดของวิปัสสนาคือใคร คือคนประเภทไหน (ตอบว่า) สูงสุดคืนสู่สามัญ ผู้บรรลุสูงสุดของวิปัสสนาคือผู้มีความเพียร เจริญสติ เจริญสัมปชัญญะเพื่อจะวางอุเบกขาให้ได้ขณะกระทบอารมณ์ ไม่ประมาท แค่นี้เอง เหมือนกับบอกว่าเศรษฐีคือคนประเภทไหน คือคนที่ว่าทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่มีเวลาพัก เศรษฐียังทำงานอยู่ พวกทำ ๆ หยุด เป็นพวกจน ๆ ทั้งนั้น
นี่แหละสูงสุดต้องคืนสู่สามัญ และยิ่งปฏิบัตินาน ความเจียมตัว ความถ่อมตัวต้องมีมากกว่าคนใหม่ ๆ ไม่งั้นเรียกว่าใช้ไม่ได้ ผิดทาง ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเย่อหยิ่ง ถือดี เนี่ยแหละผิดทางแล้ว ปฏิบัติผิดแล้ว ปฏิบัติถูกทางมันต้องลดละ มานะ ทิฏฐิ ประนีประนอม ถ่อมตน ไม่ถือดี ไม่เย่อหยิ่ง มันจะถือดีไม่ได้ เย่อหยิ่งไม่ได้ เพราะญาณปัญญามันลึกซึ้ง ก้องอยู่ในหัวว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงแล้วจะเอาอะไรไปเป็นที่ตั้งแห่งความเย่อหยิ่ง
เจียมตัวเสมอว่าสังขาร ขันธ์ ๕ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เดือดร้อน เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจของเรา เราแพ้แล้วที่เกิดมา ขันธ์ ๕ คือเครื่องหมายแห่งความพ่ายแพ้ เราเกิดมีขันธ์ ๕ นั่นแหละเครื่องหมายแห่งความพ่ายแพ้ ทุกคนที่มาเกิดในโลกนี้โง่ทั้งนั้นแหละ คนฉลาดเขาไม่เกิดแล้ว คือว่าคำว่าโง่ก็คือ มีอวิชชา พระอรหันต์ท่านละอวิชชาได้ ท่านไม่ต้องมาเกิด อันนี้คนที่ต้องมาเกิด คนโง่ทั้งนั้น เพราะโง่มาจึงต้องมาทรงขันธ์ ๕ ที่เป็นทุกข์ เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส รูปขันธ์ ร่างกายก็ไม่เที่ยง เวทนาขันธ์ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขาก็ไม่เที่ยง สัญญาขันธ์ ความกำหนดหมายว่าไอ้นี่เป็นไอ้นั่น ไอ้นั่นเป็นไอ้นี่ สัญญาขันธ์คือตัวรู้ข้อมูลก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวเราก็รู้เดี๋ยวเราก็ไม่รู้ สังขารขันธ์ การปรุงแต่งจิตไปทางดี ทางชั่ว ก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็ปรุงแต่งเรื่องดีบ้าง เรื่องไม่ดีบ้าง คิดดีบ้าง คิดไม่ดีบ้าง วิญญาณขันธ์ การรับรู้ทางทวารทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยิ่งไม่เที่ยงไปใหญ่ รับปุ๊บก็ดับลง รับปุ๊บก็ดับลง
เมื่อญาณปัญญาซาบซึ้งถึงความไม่เที่ยง จึงเจียมตัวสุด ๆ ความเย่อหยิ่งถือดีเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย ในจิตดวงที่มีปัญญาเห็นความเกิดดับ เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ ยึดมั่นเพื่อร้อน ยึดเอาไว้ทั้งรูปธรรมนามธรรม ยึดว่าเป็นตัวกูของกู ความจริงมันเป็นมายาทั้งนั้น มายาไว้หลอกคนโง่ บุคคลที่ไม่สมบูรณ์ด้วยสติปัฏฐานจึงเพิกมายาไม่ได้ หลงว่าเป็นจริงเป็นจัง ร่างกายสังขารเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ของโลกมาประกอบกัน สมมุติว่าหญิง สมมุติว่าชาย ผู้หลงมายา หลงเป็นจริงเป็นจัง ยึดมั่นจนหัวแตก มายามันหลอก ว่าเราเป็นผู้ชายคนหนึ่ง จึงต้องการหาผู้หญิงหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นมาเป็นคู่ ผู้หญิงก็เหมือนกัน โดนมายาหลอก โดนอวิชชาหลอก ว่าเราเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เราต้องมีจริตจะก้านยังงั้น เราต้องหาผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นคู่ แล้วเราต้องมีผู้ชายคนหนึ่งมาเห็นคุณค่า และซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเรา มันไปถึงไหนถึงไหน ไม่ยอมมองผู้หญิงอื่น เกิดมาชาตินี้มันมองเราคนเดียว อันนี้โดนมายาหลอกซะแล้ว ความจริงร่างกายสังขารเอาไปเผาไฟเหลือแต่ขี้เถ้า หาผู้ชายก็ไม่เจอ หาผู้หญิงก็ไม่เจอ เพราะความโง่ถูกอวิชชาหลอก
อยู่ในโลกนี้ ต้องอยู่อย่างเล่นละคร มีหน้าที่อะไรก็ทำไป เราต้องเข้าใจถึงความไม่เที่ยงให้สูง นึกถึงความตายให้มาก ๆ ไม่ช้าตายแน่ ใกล้ตายแล้วหนอ ความตายจักมี ชีวิตนี้จักดับดิ้น เมื่อความตายมาถึง ต่อให้รักกันปานจะกลืน เขาไม่ยอมให้เราเข้าบ้านซะแล้ว ไม่ยอมให้เรานอนมุ้งเดียวกับเขาซะแล้ว เขาก็ไม่ยอมมานอนโลงเดียวกับเราเสียแล้ว โลกนี้คือละคร อย่าไปยึดมั่นเย่อหยิ่งถือดี เป็นจริงเป็นจัง สมบัติในกายนอกกาย เป็นของกองท่วมโลกทั้งนั้น แม้แต่เงินใส่ปาก สัปเหร่อก็เอาไปซื้อเหล้ากิน อย่าถือดีว่าเรามีสมบัติมาก มีเงินทองมาก อย่าถือดีว่าเราเกิดมาสวย ผู้หญิงที่สวยมากยิ่งเดือดร้อนหนัก ความสวยไม่มีค่าอะไรมาก ผู้หญิงดี ๆ ความสวยมีค่าหนเดียวเอง คือเอาไว้หาสามี นอกนั้นก็เอาไปใช้ไม่ได้เสียแล้ว โดนคนด่าอีก อ้าวนี่มีสามีแล้วยังไปกระดี้กระด้ากับคนโน้นอีก อันนี้ความที่เราเป็นคนสวยย่อมมีหนุ่มมาติดพัน หนุ่มมาติดพันมาก ๆ ก็เดือดร้อนอีก นี่แหละ อย่าเย่อหยิ่ง รูปโฉมเหมือนดอกไม้บาน ไม่นานก็อับเฉา อย่าเห็นเป็นจริงเป็นจัง อย่าเห็นเป็นของมีค่า
ให้แสวงหาธรรมะเป็นอาภรณ์ ศีลเป็นของมีค่า เป็นอาภรณ์ที่มีค่า เป็นที่พึ่งแก่เรา แม้ในคราวที่จะตาย ศีลจะเป็นที่พึ่ง ธรรมะที่เราจะฝึก ฝึกฝน เฟ้นด้วยความเพียร อันนั้นจะเป็นของมีค่า ที่จะติดตัวติดสันดาน ติดจิต ติดไปหลังจากตาย ร่างกายสังขารต่อให้สวยเป็นนางงามจักรวาลก็ตามที พอตายแล้วก็ไร้ค่า โสโครก มีแมลงวันพวกเดียวจะเห็นว่ามีค่า อ้อ แร้งอีกพวก
โลกนี้คือละคร ไม่ช้าก็จะปิดฉาก ฝาโลงปิดหน้า สมบัติทั้งหลายก็กองท่วมหัวเอาไว้ ให้คนรุ่นหลังได้แย่งชิงต่อไป ที่จะพาไปได้เนี่ยก็คือบุญและบาป ฉะนั้น คนโง่จึงแสวงหาของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้เอาไว้เยอะ ๆ ส่วนผู้มีปัญญาแสวงหาของที่ตายแล้วเอาไปได้ คือธรรมะ ศีลธรรม ภาคปฏิบัติ กรรมฐาน
การปฏิบัติกรรมฐาน เป็นที่พึ่งแก่เราจริง ๆ แม้ขณะที่จะตายจากโลกนี้ไป สติที่เราฝึกจะเป็นที่พึ่ง มาปล่อยวางทุกข์เวทนาที่แสนสาหัส เจ็บปวด เดือดร้อนในคราวจะตาย ลูกเต้า ผัวเมีย รักกันจนปานจะกลืนแบ่งความเจ็บปวดจากเราไม่ได้ สติที่เราฝึกจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง มีค่า ฉะนั้น เราต้องมาพิจารณาแล้วว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่มีค่าแก่เรา ต้องหาให้มาก ๆ ยิ่งเราได้เข้าวัดได้มาเจอธรรมตั้งแต่อายุไม่มากเนี่ย ต้องถือว่ากำไรชีวิต ให้รีบเร่ง ขวนขวาย มรรคผล ไม่ใช่ของสุดเอื้อม เป็นของในกระเป๋าของผู้มีความเพียร มรรคผล นิพพาน เป็นของในกระเป๋า ในกระเป๋าของเราเอง มือล้วงเอาออกมาได้ เป็นของในกระเป๋าของผู้มีความเพียร ที่เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔
บุคคลที่ไม่เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ มรรคผล นิพพาน เป็นเรื่องสุดเอื้อมเหลือเกิน ส่วนบุคคลที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ มรรคผล นิพพาน เป็นของง่ายดายเหลือเกิน เป็นของมรดกของพ่อ ไม่เอาก็ไม่ได้ เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ไป ไม่เอาก็ไม่ได้ ไม่เอามรรคผลนิพพานก็ไม่ได้ เขาก็จะให้ เขาจะให้อยู่แล้ว พระผู้มีพระภาคทรงรับประกันไว้เลยในสติปัฏฐานสูตร อย่างน้อย ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ถ้ามีความเพียรจริง ๆ ท่านรับรองว่าจะบรรลุ อนาคามี แต่เรื่องพระอรหันต์ท่านยังไม่รับรอง ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ บารมีของแต่ละคน แต่พระอนาคามีเป็นของในกระเป๋าของผู้ปฏิบัติในสติปัฏฐาน เพราะว่าพระอนาคามีก็คือผู้เชี่ยวชาญในการดับความยินดีและยินร้ายนั่นเอง และผู้เจริญสติปัฏฐานก็คือ ผู้ที่ว่า มาฝึกวางความยินดี ยินร้าย ด้วยสติและอุเบกขาในฐานทั้ง ๔ มีฐานทั้ง ๔ เป็นที่ตั้งแห่งสติ ฉะนั้น ท่านจึงรับรองว่ามรรคผลเป็นของที่เตรียมไว้ให้แล้ว สำหรับผู้เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ฉะนั้นให้เรามีศรัทธา
นาน ๆ เรามาวัดที ถือว่าเราได้มาชาร์จไฟ กลับบ้านก็อย่าทิ้ง เพราะว่าชีวิตนี้ไม่ยั่งยืนเลย สาเหตุแห่งความตายมีพร้อมในร่างกายสังขารเดินไปไหนเราก็เอาไปด้วย แต่ละคนพกความตายอยู่บนหัว เวลาเราเดินไปไหน เดินไปทิศเหนือก็ตาม ทิศใต้ก็ตาม ทิศตะวันออกก็ตาม ทิศตะวันตกก็ตาม แม้ต่างคนจะเดินไปต่างทิศกันแต่จุดหมายปลายทางของทุกคนคือ ป่าช้าเหมือนกันหมด ฉะนั้น อย่าลำพองในความแข็งแรงของร่างกาย เรารู้สึกว่าร่างกายยังแข็งแรงอยู่ ต้องเอาร่างกายนั้นมาปฏิบัติ มาเจริญสติ เจริญสมาธิ ปล่อยวาง วางอุปาทาน ถอนความยึดมั่นในโลกนี้ อย่าเชือนแช เพราะพญามัจจุราช ย่อมพาเอาผู้ประมาทไปยัดเยียดอยู่ในนรก ผู้ประมาทน่ะ ให้ชีวิตมาแต่ไม่รู้จักใช้ชีวิตในการสร้างความดี
วันนี้ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาตอบแทนพระคุณของพระอาจารย์ที่เป็นที่เคารพยิ่ง ที่ได้สั่งสอน อบรมศิษย์ทั้งปวงให้พ้นจากขุมนรก พ้นจากความชั่ว ด้วยสติปัฏฐานที่พระเดชพระคุณพระอาจารย์เน้นเสมอ ย้ำเสมอ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาตอบแทนพระคุณท่าน สุดท้ายแห่งการบรรยาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย บารมีอันเปี่ยมล้นของพระเดชพระคุณผู้เป็นอาจารย์ ขออัญเชิญฝ่าเท้าของพระเดชพระคุณพระอาจารย์ มาสถิตอยู่เหนือหัวของข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน ให้สนับสนุนผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านเจริญในธรรม ท้ายที่สุด ให้ถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันจะพึงถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ
พระชุมพล พลปฺโ
๑๒ เมษายน ๒๕๔๒

ความคิดเห็นล่าสุด
39 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
39 สัปดาห์ 4 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 19 ชั่วโมง ก่อน
44 สัปดาห์ 23 ชั่วโมง ก่อน
44 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
1 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 23 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 15 ชั่วโมง ก่อน
2 ปี 17 ชั่วโมง ก่อน