ธรรมเทศนา เรื่อง "ธรรมในธรรม"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๑๗ ก.พ. ๒๕๔๒

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอนอบน้อมพระธรรม พระอริยสงฆ์ และพระเดชพระคุณผู้เป็นอาจารย์ ขอนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาล เจริญพรสามเณรและญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่มีโอกาสได้มาปรารภธรรม

ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา สัพเพธัมมาอนัตตา สัพเพธัมมานาลัง อภินิเวสายะ ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรเป็น อนาลโย ไม่มีความอาลัยในธรรมทั้งปวง ธรรมทั้งปวงหมายถึง รูปธรรมและนามธรรม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลางและก็ดับไปในที่สุด บุคคลผู้จะเป็นอนาลโยต่อธรรมทั้งปวงคือไม่มีความอาลัย ไม่มีความอาลัยหมายถึงสามารถอยู่กับธรรมทั้งปวงอย่างไม่ถูกกัด ที่ไม่ถูกกัดเพราะว่ารู้ธรรมชาติของมัน เข้าใจมันถูก ปฏิบัติต่อมันได้ถูกตามธรรมชาติของธรรมนั้น รู้ธรรมชาติว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา การที่เราจะรู้จะต้องมีสติหยั่งรู้ การรู้ใดที่ไม่ประกอบด้วยสติ ไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง เป็นความรู้ที่แทรกด้วยโมหะ เพราะว่าความไร้สติเป็นตัวโมหะ มันมีโมหะแทรกอยู่ รู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญการเจริญสติ ให้ภิกษุผู้บวชในธรรมวินัยนี้ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงเห็นธรรมในธรรมอยู่ เห็นธรรมในธรรมเพื่อจะล่วงรู้ความเป็นจริงของธรรม

คำว่าฐานธรรมในธรรมมันตั้งอยู่ที่ไหน ฐานที่ตั้งแห่งสติของฐานธรรมในธรรมอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา และฐานจิตในจิต ฐานธรรมในธรรมจะแทรกอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต เมื่อพระโยคาวจร ผู้ประพฤติในมหาสติปัฏฐาน เจริญฟั่นเฝืออบรมจนมีสติแก่กล้าปัญญาแก่กล้า อุปาทานที่ยึดมั่นอย่างรุนแรงที่กายในกาย เวทนาในเวทนา และจิตในจิตจะเบาบางลง ย่อมจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงคือธรรมะ มีสภาพเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ธรรมะตัวนี้ที่เราจะต้องเฟ้น ก็คือ ธรรมะใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นที่กายยาววาหนาคืบ กว้างศอกกำมา พร้อมด้วยสัญญาและใจ

ธรรมหมวดแรกที่เราจะหยั่งรู้ ก็คือกิเลส กิเลสก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในจิต และทำให้จิตเศร้าหมอง นี่คือกิเลส พระโยคาวจรผู้ปฏิบัติจะต้องเจริญสติให้มีความรู้ว่ากิเลสเกิดขึ้นเมื่อไร แล้วเราจะจัดการกับกิเลสอย่างไร เบื้องต้นกิเลสที่ปรากฏแก่สติย่อมจะเป็นปัญหา กิเลสที่เกิดขึ้นย่อมจะเป็นปัญหาแก่พระโยคาวจร ย่อมจะเกิดโทมนัส เกิดความทุกข์เมื่อกิเลสเกิด อยากให้จิตตัวเองปราศจากกิเลส แต่กิเลสก็ไม่อยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของเรา เมื่อมีเหตุปัจจัยให้เกิด กิเลสก็เกิด เมื่อเหตุปัจจัยนั้นดับ กิเลสก็ดับ กิเลสก็คือสิ่งเกิดดับ รวมลงในความที่ยินดียินร้ายขณะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ เมื่อเกิดความยินดียินร้ายขึ้นนั่นก็คือกิเลส ความยินดีก็คือราคะ ความยินร้ายก็คือโทสะ ความไม่ล่วงรู้เท่าทันความจริงจนปล่อยให้ราคะและโทสะเกิด นั่นคือโมหะ ความหลง ความไม่แจ่มแจ้ง ไม่สามารถควบคุมอาการแสดงออกในจิตของเรา ต่อสิ่งเร้าที่มากระทบตามทวารทั้ง ๖

ความจริงสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง ตาก็ไม่เที่ยง รูปที่มากระทบตาก็ไม่เที่ยง วิญญาณที่มารับทางตาก็ไม่เที่ยง ความยินดียินร้ายที่เกิดขณะรูปกระทบตาก็ไม่เที่ยงเช่นเดียวกัน เมื่อบุคคลเจริญสติตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันและทราบซึ้งแจ่มแจ้งถึงความไม่เที่ยง สิ่งทั้งปวงก็จะสักแต่ว่าเกิด สักแต่ว่าดับ สักแต่ว่ายินดี สักแต่ว่ายินร้าย

อันนี้คือบรรลุผลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าต้องการ นั่นคือ เมื่อเรามีสติเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีปัญญาแจ่มแจ้งเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมเกิดญาณ ที่จะละ ญาณที่จะละ คือมีสติเห็นว่าธรรมมีอยู่ก็สักแต่ว่า ธรรมที่เกิดขึ้นก็สักแต่ว่าเกิดขึ้น ธรรมที่ดับไปก็สักแต่ว่าดับไป หรือสติว่าธรรมมีอยู่เข้าไปตั้งเฉพาะหน้าแก่เธอนั้น สักแต่เพียงว่าอาศัยรู้ อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย สติและปัญญาจะให้เราเข้าถึงในสิ่งที่เราต้องการในภาคปฏิบัติก็คือ ความดับทุกข์

ความทุกข์มันมีกิเลสเป็นต้นเหตุ กิเลสก็คือความยินดียินร้าย เราจึงจำเป็นจะต้องฟั่นเฝืออบรมสติของเราให้มีความมั่นคง เมื่อสติมั่นคง ปัญญาย่อมเกิดได้ ปัญญาที่เกิดจะต้องเป็นปัญญาในปัจจุบันขณะ จึงจะละอารมณ์ได้ ปัญญาในปัจจุบันขณะหมายความว่าต้องถึงพร้อมด้วยสติ สติต้องคม ต้องมีฐานรองรับ สติจะคมได้ต้องมีฐานที่ตั้งแห่งสติ คือฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติฐานใดก็ตามที่เรามีความชำนาญที่ช่วยให้สติเรามั่นคงแข็งแรง เข้มแข็ง คม ฐานนั้นเป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องฝึกฝนอยู่เรื่อย อย่างที่พระเดชพระคุณท่านสอนให้ยกมือหรือเดินจงกรม เป็นการลับสติให้คม

สติจำเป็นในที่ทั้งปวง ที่จะละอารมณ์อยู่ในโลกอย่างอนาลโย ไม่อาลัย ไม่ติดข้อง อยู่อย่างไม่ติดข้องก็คือการไม่ยินดียินร้ายต่อโลก สักว่า ทุกอาการที่มากระทบ สักว่ากระทบ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์

อย่าปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปในทางที่ว่าจะมีตัวเราของเรา มีการยึดครองของอัสมิมานะ ขณะที่กระทบอารมณ์ถ้าเรามีตัวยินดียินร้ายขึ้นมา ความหิวก็เกิด จิตหิว เมื่อจิตหิวขึ้นมาก็จะเกิดอุปาทานยึดมั่น ว่าสิ่งนี้เราชอบ สิ่งนี้เราไม่ชอบ เราจะต้องขวนขวายแสวงหาสิ่งที่เราชอบด้วยวิธีการใด หรือเราจะต้องขวนขวายหนีสิ่งที่เราไม่ชอบด้วยวิธีการใด อุปาทานย่อมเกิด

ฉะนั้นพึงเจริญสติให้มั่นคง ให้เต็มรอบ เพื่อความไม่ประมาท บุคคลผู้ประมาทก็คือผู้ที่ตายแล้ว ตายจากโลกุตตรธรรม ธรรมที่พ้นโลก ความพ้นโลกไม่ใช่พ้นที่ไหน พ้นที่อายตนะ ขณะกระทบอารมณ์ เราจะส่งจิตไปที่ไหนก็ไม่ได้ เราจะต้องกำหนดสติเราไว้ในกายยาววาหนาคืบของเรา เพื่อจะให้สติเราคม พร้อมที่จะรับอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ ถ้าปล่อยสติไปที่อื่น ปล่อยไปไหนก็ตาม คิดว่าจะออกนอกโลกด้วยการส่งจิตไป ผิดแล้ว เราจะพ้นโลกต้องพ้นที่กายยาววาหนาคืบของเรานี่ สติกำหนดที่กายยาววาหนาคืบของเราให้ดี

อุปาทานขันธ์เป็นเหตุแห่งความทุกข์ ความยึดมั่น จิตที่มายึดมั่นในกาย ในรูปขันธ์ ในกายว่าเป็นเราเป็นของเรา เป็นความเดือดร้อน เป็นความทุกข์เข็ญ จิตที่มายึดมั่นในเวทนา ความสุข ทุกข์ อุเบกขา ว่าเป็นเราเป็นของเรา ขณะเสวยความสุขก็ตาม ความทุกข์ก็ตาม ความไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม ถ้าเรามีความยึดมั่นถือมั่นว่าเราเป็นผู้เสวย มันไม่หยุดอยู่แค่เวทนา หลังจากเวทนาก็จะเป็นตัณหา ตัณหา ๓ ก็คือ อยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป ขณะเราเสวยสุขเวทนา เราอยากได้สุขเวทนานั้นก็ตาม สิ่งที่ทำให้เกิดสุขเวทนาก็ตาม ตัวเราที่รู้สึกมีตัวเราเป็นผู้เสวยสุขเวทนานั้นก็ตาม เราจะมีความคิดว่าอยากให้สิ่งเหล่านี้อยู่ยงคงทนเป็นหมื่นปี แสนปี ความคิดอันนี้เป็นความคิดที่ผิดธรรมชาติ เพราะว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง

ความคิดที่สวนทางกับคำว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นความเจ็บปวด เดือดร้อนแสนสาหัสของผู้คิดนั่นเอง เป็นความคิดผิด หวังผิด เมื่อหวังผิดก็ผิดหวัง ขณะที่เสวยทุกขเวทนา เรามีอุปาทานในทุกขเวทนา เราไม่สามารถมีสติหยั่งรู้ในทุกขเวทนา ว่าในทุกขเวทนานี้สักแต่ว่าเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่มีตัวเราไม่มีของเรา ไม่มีตัวเราเป็นผู้เสวยทุกข์

ถ้าสติเราไม่ทันก็จะเกิดวิภวตัณหาอยากให้ไป พออยากให้ไป ความรุ่มร้อนกระวนกระวายของจิตก็เกิดขึ้น เพราะไม่เข้าใจสภาพความจริงว่าทุกขเวทนาก็ตาม สิ่งที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาก็ตาม ตัวของบุคคลผู้เสวยทุกขเวทนาก็ตาม ไม่เที่ยง เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปขณะที่กระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปตลอด อันนี้สติไม่ทันไม่สามารถหยั่งรู้ ไม่สามารถแยกอุปาทานออกมาจากเวทนาได้ ฉะนั้นจึงเกิดทุกข์ ทุกข์ซ้ำสองเข้าไปอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบบุคคลผู้มีอุปาทานในทุกขเวทนาว่า คือบุคคลที่ถูกศรยิงดอกแรก และก็ถูกศรดอกที่สองยิงซ้ำเข้าไปอีก เพราะไม่เข้าใจความจริงว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่ารูปธรรมนามธรรม เป็นสิ่งที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งสิ้น ไม่ว่ารูปธรรมนามธรรม อารมณ์ขณะหนึ่ง เวทนาขณะหนึ่ง ตัวเสวยขณะที่เรารู้ถึงความสุขความทุกข์ อันนี้จะต้องมีสติหยั่งรู้ให้ดี เมื่อมีสติหยั่งรู้ในเวทนา เห็นแจ้งซึ่งความทุกข์ เห็นโทษในตัวเสวย เห็นโทษที่จะเข้าไปกอดรัด จะเกิดความเบื่อหน่ายที่จะเสวยสุขเวทนา เกิดปัญญาเห็นทุกข์เห็นโทษ จะเกิดความเบื่อหน่ายที่จะไปเสวยสุขเวทนา เกิดความเบื่อหน่ายระดับหนึ่งก็จะสามารถปล่อยวางได้ขณะหนึ่ง เกิดอุเบกขาไม่ยินดีที่จะเข้าไปเสวย

ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อสติละเอียดขึ้นจะเห็นอุเบกขาเวทนา อุเบกขาเวทนาก็คือ เวทนาขณะที่เราปล่อยวางได้ อันนี้เราก็จะต้องระวังให้ดี แม้แต่อุเบกขาเวทนาก็สามารถขุดหลุมล่อเราได้ ต้องระวังให้ดี ถ้าเราไม่มีสติต่อเนื่องตั้งอยู่ในฐาน สติก็จะตกฐาน ตกฐานอย่างไร ตกฐานเข้าไปจับอุเบกขาเวทนาเป็นตัวกูของกูขึ้นมาอีก รู้สึกดีใจภูมิใจ ว่าโอ้โฮ ! น่าดีใจเหลือเกินน่าภูมิใจเหลือเกิน เราสามารถปฏิบัติธรรมจนปล่อยละวางเวทนาได้ ละวางสุขละวางทุกข์ได้ เมื่อเราเอาจิตเข้าไปยึดมั่นในอุเบกขาเวทนา มันจะเกิดความดีใจ ภูมิใจ เย่อหยิ่ง ถือดี ปีติ รู้สึกยกตนข่มผู้อื่น คนอื่นไม่ได้ดีเหมือนอย่างเรา นี่คือหลุมพราง หลุมพรางเหล่านี้ก็คือการแสดงปริมาณความโง่เขลาของผู้ปฏิบัติธรรมที่ยังเหลืออยู่ เราต้องหยั่งรู้ให้ดี เพราะว่าเมื่อเราเกิดความยึดมั่น ยินดี เพลิดเพลิน ภูมิใจ เย่อหยิ่ง ถือดี ยกตนข่มผู้อื่น ว่าเราปล่อยวางได้ ขณะนั้นปล่อยวางไม่ได้เสียแล้ว แต่ว่าถ้าสติเราไม่ทัน เราไม่มีปัจจุบันอารมณ์เป็นที่ตั้ง เราก็จะเอาอารมณ์อดีตมาเป็นที่ตั้ง อารมณ์อดีตคืออารมณ์ที่เราปล่อยวางได้ซึ่งเป็นอดีตไปแล้ว มันไม่มีอยู่แล้ว อดีตก็ดับไปแล้ว ขณะนี้จิตปล่อยวางไม่ได้เสียแล้ว

อันนี้ถ้าบุคคลผู้นั้นมีความอ่อนน้อมถ่อมตัวอยู่บ้าง ก็จะเห็นโทษของตัวเองได้เร็ว จะรู้สึกว่าขณะนั้นจิตเราเริ่มฟุ้งซ่านขึ้นมาแล้ว จิตเราไม่มีตัวอุเบกขาซะแล้ว จิตเราไม่สงบซะแล้ว ต้องกลับมาคร่ำเคร่งฝึกฝนปฏิบัติ เพื่อคืนเอาตัวอุเบกขานั้นกลับมา แต่ถ้าหากบุคคลผู้ปฏิบัติไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตัวอยู่ในจิตบ้างเลย จิตจะคุ้นเคยที่จะฮึกเหิมลำพองยกตนข่มผู้อื่นด้วยสิ่งที่มันดับไปแล้ว อันนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดของผู้ปฏิบัติธรรม เพราะขณะนั้นบุคคลผู้นั้นปล่อยวางไม่ได้เสียแล้ว เพราะความที่สติไม่คม ไม่สามารถหยั่งรู้ในปัจจุบันอารมณ์ ไม่สามารถหยั่งทราบสภาวะจิตตัวเองในปัจจุบันขณะ ว่าตอนนี้จิตเราฟุ้งซ่าน จิตเราปล่อยวางไม่ได้ จิตเราประกอบด้วยความลำพองอย่างแรง บุคคลพวกนั้นจะเดือดร้อนมาก เมื่อความจริงไม่ยอมเป็นไปตามความปรุงแต่งความหลงผิดของตัวเอง ความจริงขณะนั้นก็คือจิตฟุ้งซ่านอยู่ เพราะฉะนั้น ฐานที่ตั้งแห่งสติจึงสำคัญมาก

อย่าให้ลืมท่าครู การยกมือก็ตาม การเดินจงกรมก็ตาม ช่วยให้สติเราคม สติเราคมคือสามารถรับรู้รับทราบหยั่งรู้ปัจจุบันอารมณ์ได้ ขณะที่สติหยั่งรู้ในปัจจุบันอารมณ์ โมหะจะแทรกไม่ได้ เพราะเป็นปัญญา ที่ใดมีปัญญาที่นั่นมีความหลงไม่ได้

คำว่าปัญญา ปัญญาที่จะละกิเลสได้ ปัญญาที่จะพอกพูนถึงขนาดมาตัดกิเลสได้ จะต้องเป็นปัญญาในปัจจุบันขณะ ที่ได้เห็น ได้รับรู้ ในขณะที่สติตั้งมั่น อันนี้จะเป็นตัวปัญญาที่แท้จริงของผู้ปฏิบัติ ปัญญาอย่างอื่นที่จำได้ คิดได้ ฟังมาได้ อันนั้น เอามาอาศัยเพื่อมีประโยชน์ในการตัดกิเลสไม่ได้ ปัญญาที่จะนำมาตัดกิเลสได้ เราต้องพอกพูนมาจากภาวนามยปัญญาขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง ขณะหนึ่งที่หยั่งรู้ตามฐานต่าง ๆ

อย่าลืมฐานครู ฐานกายในกาย ที่กายในกายมันมีจิตอยู่ด้วยขณะนั้นขันธ์ ๕ ก็ครบบริบูรณ์หมด คำว่าฐานธรรมในธรรมเราไม่ต้องไปหาฐานธรรมในธรรมที่ไหน มันอยู่ที่ฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิต อันนี้เมื่อสติเราคมมากขึ้น ปัญญาเราแก่กล้ามากขึ้น อุปาทานจะน้อยลง ความยึดมั่นถือมั่นมันน้อยลง ความยินดียินร้ายต่าง ๆ น้อยลง มันจะช่วยกันเป็นกระบวนการ เมื่อความยึดมั่นถือมั่นมันน้อยลง ความยินดียินร้ายก็น้อยลง เมื่อความยินดียินร้ายน้อยลง ความยึดมั่นถือมันก็น้อยลง มันขัดเกลาซึ่งกันและกัน

การละตัณหาและการละอุปาทานขัดเกลาซึ่งกันและกัน ช่วยหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อเราปฏิบัติสติปัฏฐานชำนาญขึ้น อุปาทานจะน้อยลง ปัญญาจะแจ่มแจ้งมากขึ้น ความลุกโพลง ความสว่างของญาณปัญญาจะมีสูง ความยึดมั่นถือมั่นในกาย ที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตจะลดลง ญาณปัญญาจะเห็นว่าสิ่งทั้งปวงสักแต่ว่าธรรมะ ธรรมะเหล่านี้เกิดตามทวารทั้ง ๖ ขณะตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์

ขณะกระทบตามทวารใดทวารหนึ่ง ขันธ์ ๕ อยู่ตรงนั้น รูปขันธ์คือที่ตั้งที่ทรงของนามธรรม เวทนาขันธ์ก็คือตัวเสวยอารมณ์ในทวารนั้น ๆ ขณะนั้น ขณะหนึ่งของสติที่เราไปหยั่งรู้ตามทวารนั้น ๆ สัญญาขันธ์ก็คือการกำหนดหมาย การกำหนดหมายอารมณ์ นี่เป็นอย่างนั้น นั่นเป็นอย่างนี้ นี่เป็นพระ นั่นเป็นชี นี่เป็นสีเขียว นั่นเป็นสีแดง ตัวกำหนดหมายเป็นสัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ก็คือความปรุงแต่ง ความคิดได้ ความแทรกอารมณ์เข้าไปได้ในขณะกระทบอารมณ์ นี่คือสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ก็คือตัวรับรู้ ตัวรับรู้ เสียอย่างเดียวที่ตัวรับรู้มีอุปาทาน มันจึงไม่ใช่วิญญาณที่บริสุทธิ์ ไม่สักแต่ว่ารับรู้ รับรู้แล้วก็วางลงไป วิญญาณประกอบด้วยอุปาทานรับรู้ มันเกิดความหมายมั่นยึดมั่น ปรุงแต่ง เพื่อความยินดียินร้าย กำหนดหมายสิ่งนี้เป็นอย่างนั้น สิ่งนั้นเป็นอย่างนี้ เสวยอารมณ์สิ่งที่ชอบก็เข้าไปเสวยยินดีพอใจเกิดความกระหายเป็นสุขเวทนา สิ่งที่ไม่ชอบ รังเกียจ ไม่พอใจ ดิ้นรน ขวนขวายจะหนีด้วยทุกขเวทนา

อุเบกขาเวทนา ของผู้มีอุปาทาน เป็นอุเบกขาที่โดนแทรกไปด้วยอัตตา อุปาทานทั้งปวง ยึดมั่น ถือมั่น เย่อหยิ่งถือดี ยกตนข่มท่าน ถึงเรียกว่าขันธ์ ๕ ที่มีอุปาทาน เป็นปัจจัยแห่งทุกข์

ธรรมในธรรมปรากฏตามทวารทั้ง ๖ เมื่อญาณปัญญาแยกออกไปเนี่ย แยกเป็นขันธ์ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เมื่อญาณปัญญาสติเราคมขึ้นไปอีก มันจะรู้ว่าอันนี้คือขันธ์ อันนี้คืออุปาทานที่ไปยึดมั่นขันธ์ ขันธ์ต้องทรงไว้ เป็นสิ่งมีอยู่ แต่อุปาทานต้องทำลาย อุปาทานคือสังโยชน์ คือตัวเชื่อม ตัวเชื่อมระหว่างอารมณ์ ไม่รับรู้เฉย ๆ สักแต่ว่ารู้ เมื่อญาณปัญญาแยบคายยิ่งขึ้น การแยบคายต้องแยบคายเอง ไม่มีใครมาทำให้แยบคายให้ ต้องแยบคายจากการฟั่นเฝือ อบรมบ่มสติ จนสติมันคม มันเห็นปัจจุบันขณะ ชัดเจน มันจะเห็นอาการของกิเลสตัวเอง เห็นอะไรก็ไม่มีค่าเท่ากับเห็นกิเลสตัวเอง นั่นคือเราจะเห็น เราจะรู้ ว่าสิ่งนี้คือขันธ์ สิ่งนี้คืออุปาทาน

ธรรมะที่เกิดกับจิต ขันธ์ ๕ ปรากฏทางทวารทั้ง ๖ ก็จริงอยู่ แต่ธรรมะที่มีอิทธิพลอยู่มาก ๆ ก็คือสังขารขันธ์ ตัวปรุงแต่งให้ดี ให้ชั่ว ให้บุญให้บาป สังขารขันธ์ พระผู้มีพระภาคแยกออกให้เห็นเป็นนิวรณ์พวกหนึ่ง เป็นโพชฌงค์พวกหนึ่ง

นิวรณ์คือฝ่ายที่จะขวางกั้น ไม่ให้ผู้ปฏิบัติเจริญรุ่งเรืองในธรรม ฝ่ายโพชฌงค์เป็นฝ่ายที่เสริมเกื้อหนุน ช่วยเหลือให้ผู้ปฏิบัติเจริญในธรรม อันนี้เราจะต้องมาหยั่งรู้อีก ต้องสามารถควบคุมได้ ต้องรู้ขณะมันเกิด ขณะมันดับ ขณะนิวรณ์เกิดมันก็ทำร้ายจิตเราพอสมควร แต่ถ้าเราไปยึดมัน มันจะทำร้ายเรามากยิ่งขึ้นเพราะธรรมชาติของนิวรณ์เป็นสิ่งที่เกิดดับ ตั้งอยู่ขณะหนึ่งและก็ดับไป บุคคลผู้หยั่งรู้เห็นว่านิวรณ์เกิดในจิตตน เริ่มต้นจะรู้สึกว่าเป็นปัญหา เป็นปัญหามากเลยเครียด รู้สึกเป็นทุกข์ที่นิวรณ์เกิด นี่ความจริงนิวรณ์มันเกิดดับ

ปัญหาที่เราว่าเป็นปัญหา ถ้าเราหยั่งรู้ด้วยสติด้วยปัญญาจะรู้สึกว่าปัญหาไม่ใหญ่ซะแล้ว เพราะว่าปัญหาเหล่านี้คือความเกิดดับ มันมีและไม่มี มันผ่านมาและผ่านไป ฉะนั้นเราก็ตั้งสติและปัญญาญาณหยั่งรู้และมีอุเบกขา ไม่ติด ไม่เป็นทุกข์กับมันขณะนิวรณ์เกิด อันนี้คือ ธรรมในธรรมหมวดหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคต้องการให้ผู้ปฏิบัติแยบคาย แจ่มแจ้ง อยู่กับมันแต่ไม่เดือดร้อนกับมัน

กิเลสทั้งปวงคือความเกิดดับ เพราะฉะนั้นเมื่อเรามารู้เรื่องนี้ กิเลสทั้งหลายก็ไม่น่ากลัวเสียแล้ว แต่เราต้องสร้างสติของเราให้คม ไปหยั่งรู้มันในปัจจุบันขณะ ขณะที่มันเกิด อันนั้นแหละจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ

ธรรมอีกหมวดหนึ่ง ที่พระผู้มีพระภาคทรงแยกมาให้ก็คือโพชฌงค์ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา โพชฌงค์ทั้ง ๗ องค์ เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติสมควรสร้างให้เกิดในจิต เพราะเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ เป็นองค์ธรรมที่เกื้อกูลการรู้แจ้งเห็นจริง เป็นองค์ธรรมที่เป็นคุณเกื้อหนุนแห่งการบรรลุอริยมรรค อริยผล

ของทั้งหลายไม่ว่าดีปานใด ถ้าเราใช้ไม่ถูก จับไม่ถูกที่ เป็นโทษอีกเหมือนกัน สติก็เป็นที่ปรารถนาในที่ทั้งปวง ขณะเราสร้างโพชฌงค์ องค์แห่งตรัสรู้ขึ้น ต้องมีสติหยั่งรู้เข้าใจธรรมชาติ ของโพชฌงค์ว่ามันไม่เที่ยง ธรรมฝ่ายกุศลทั้งหลายที่เกิดในจิตของเรา มันไม่เที่ยง อย่าไปฮึกเหิม อย่าไปลำพอง อย่าไปเย่อหยิ่ง อย่าไปถือดี อย่าไปปลาบปลื้มเพราะอาศัยมัน

บุคคลผู้ไม่ฝึกสติหยั่งรู้ในปัจจุบันอารมณ์ จะหลงเพลิดเพลิน เพลิดเพลินด้วยความปลื้ม ด้วยความยึดมั่น ถือดี ว่าเราเยี่ยมแล้ว เพราะไม่เห็นความเกิดดับ สิ่งทั้งปวงเป็นความเกิดดับ ไม่มีอะไรให้น่าเย่อหยิ่งให้น่าถือดี ให้น่าเอาเป็นข้ออ้างที่จะยกตัวเองว่าตัวเยี่ยมกว่าใคร เพราะว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง มันเกิดดับ เราหยั่งสติให้มั่นคง เราจะเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุข (ตอบว่า)เป็นทุกข์ เมื่อสิ่งไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือบุคคลผู้มีปัญญาจะเข้าไปยึดว่าเป็นตัวเรา ว่าเป็นของเรา ว่าเป็นตัวตนของเรา (ตอบว่า)ไม่ควร ยกเว้นแต่เรายังไม่มีปัญญา

สัพเพ ธัมมา อนัตตา สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวเรา เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย บังคับบัญชากันไม่ได้ ฝืนปรารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่ได้ บอกไม่เชื่อ เมื่อสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา แต่จิตมีอุปาทานไปยึด ไปแบก ไปหาบสิ่งเหล่านั้นด้วยความยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละคือความพินาศฉิบหายใหญ่หลวงของทุกจิตวิญญาณ ทุกจิตวิญญาณที่มีอุปาทานไปยึดในสิ่งที่เป็นอนัตตา ว่าเป็นของเรานั่นแหละคือความพินาศฉิบหายใหญ่หลวง ของทุกจิตวิญญาณที่ยึดมั่น

หนักนักต้องวางเสีย ร้อนนักต้องวางเสีย ทุกข์นักต้องวางเสีย เมื่อมีญาณปัญญาเห็นโทษต้องคิดสละ ต้องเอาจาคะเข้ามาใส่จิต ตัวดับทุกข์ ทุกขนิโรธ เป็นนิพพาน ตัวนิพพานก็คือ จาโค ตัวสละ ตัวละ ปฏินิสสัคโค สลัดคืน สลัดคืนธรรมชาติไป อย่าเอามาแบก มาหาบ ว่าเป็นตัวกูของกู มุตติ หลุดพ้น หลุดพ้นจากตัณหาความทะยานอยากในสิ่งที่เป็นโทษเป็นภัย อนาลโย ไม่อาลัย ไม่อาลัยต่อสังขารทั้งปวง เห็นว่าสังขารทั้งปวงควรละ ควรวาง เพราะว่ามันเป็นอนัตตา บังคับบัญชากันไม่ได้ ว่ากล่าวไม่ฟัง ฝืนความปรารถนา ว่าไม่เชื่อ ทั้งรูปธรรมนามธรรมเป็นเช่นเดียวกัน

รูปธรรม กายยาววาหนาคืบ ประกอบด้วย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ดี สเลด หนอง เลือด เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ เยี่ยว ประกอบด้วยเอ็นใหญ่ ๙๐๐ เอ็นน้อย ๙๐๐๐ มันมาทำเข็ญใจ ให้ร้อน ให้เย็น เมื่อยขบทั้งตัว ขนคิ้วก็ขาว นัยน์ตาก็มัว เส้นผมบนหัว ดำแล้วกลับหงอก หน้าตาเว้าวอก ดูน่าบัดสี จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร จะเข้าที่นอน พึงสอนภาวนา พระอนิจจัง พระอนัตตา เราท่านเกิดมา รังแต่จะตาย ผู้ดีเข็ญใจ ก็ตายเหมือนกัน เงินทองทั้งนั้น มิติดตัวไป ตายไปเป็นผี ลูกเมียผัวรัก เขาชักหน้าหนี เขาเหม็นซากผี เปื่อยเน่าพุพอง หมู่ญาติพี่น้อง เขาหามเอาไป เขาวางลงไว้ เขานั่งร้องไห้ แล้วกลับคืนมา

เมื่อตอนหนุ่มตอนสาวอะไรก็ดีไปหมด แต่ความไม่เที่ยงก็เกิดขึ้น เห็นกันเอง ความเป็นจริงปรากฏบอกกล่าวให้รู้ว่ามันไม่ใช่ของเรา ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ควรเจริญสติปัฏฐาน เพื่อจะเป็นเครื่องมือในการละ ในการวาง นอกเสียจากสติปัฏฐาน ไม่มีเครื่องมืออะไรแล้วที่จะมาช่วยให้เราละวางขันธ์ ๕ รูปธรรมนามธรรมที่ทุกข์เดือดร้อนแสนเข็ญอย่างสาหัสสากรรจ์

ในสายตาผู้มีธรรมจักษุ จะเห็นขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็นภัย เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ยาก เป็นความลำบาก เป็นความเดือดร้อน เป็นความเจ็บปวด เป็นความที่ไม่มีที่ต้านทาน เป็นความที่ไม่มีที่พึ่ง เป็นความอิงอาศัยไม่ได้ ยึดไม่ได้ ยึดไว้ก็ร้อน ยึดไว้ก็ทุกข์เข็ญ

เมื่อญาณปัญญาเห็นโทษมันก็ยึดไม่ได้นาน แต่สติที่เราฝึก มีค่าอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่จะนำญาณปัญญาที่จะชำแรกกิเลสมาให้แก่เรา ขันธสันดานของเราแรกเริ่มเดิมทีเป็นผู้มีกิเลสหนา เป็นผู้ปัญญาทราม แต่เมื่อเราฟั่นเฝืออบรมเจริญสติปัฏฐาน อันเป็นเอกายนมรรค ทางสายเอก เป็นไปเพื่อบุคคลผู้เดียว ไปสู่ที่แห่งเดียวคือพระนิพพาน จิตวิญญาณที่เคยมากด้วยกิเลส ก็จะเบาบางลงไป เพระญาณปัญญาแก่กล้าขึ้นเรื่อย ๆ

ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง เป็นความโชคดีอย่างยิ่งของพวกเราทั้งหลาย ได้มาอยู่ในสำนักที่ชักจูงชักชวนกันให้ฟั่นเฝืออบรมบ่มอินทรีย์ในสติปัฏฐาน เป็นคุณค่ามาก สรุปว่าสติปัฏฐานจะมีประโยชน์อย่างยิ่งแก่จิตวิญญาณ ขันธสันดานของเรา มีค่ามาก เพราะฉะนั้นควรอย่างยิ่งที่เราจะมีความพากเพียร แม้จะลำบากยากเข็ญปานใด ไม่ควรทอดธุระอันเป็นการพัฒนาจิตตัวเอง และเพื่อเป็นการบูชาพระคุณครูบาอาจารย์

โอกาสนี้ก็ ได้มีโอกาสมา ให้คติธรรมเล็ก ๆ น้อย แก่ท่านผู้ปฏิบัติ ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดแห่งการเทศนา ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองให้ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ทุกท่านทุกคนเทอญ

 

พระชุมพล พลปฺโ
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒