ธรรมภาษิต ตอน "มืด..เงียบ..และอิสระ"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๑๖ มิ.ย. ๒๕๔๒
  • ศาสนาไม่ใช่ของคนมีบารมีสูงเสมอไป แต่เป็นของคนทุกประเภท ฉะนั้น บางครั้งก็ต้องใช้กิเลสมาล่อให้คนสร้างความดีในทางศาสนา
    บางทีเราไม่สามารถทำให้คนหมดจดบริสุทธิ์ทีเดียวได้ แต่ถ้าทำให้เค้าชั่วน้อยลงได้ ก็นับว่าใช้ได้แล้ว
    หรือสามารถเปลี่ยนให้เค้ามาทำชั่วน้อย แทนที่จะไปทำชั่วมากได้ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
  • ปัญหาทั้งปวงอยู่ที่ใจไม่วาง ไม่ใช่อยู่ที่เพศ ไม่ใช่อยู่ที่ฐานะ ตำแหน่ง หรือ อาชีพ
    ปัญหาทั้งมวลมี ปัจจุบันอารมณ์ เป็นตัวแก้
  • สัตว์ทั้งปวงทั้งตัวเรา ทั้งตัวผู้อื่นย่อมเป็นไปตามกรรม, วางอุเบกขาต่อตนเอง ต่อผู้อื่นได้ ก็พ้นทุกข์
  • อย่ารอเวลา จงดับทุกข์ที่นี่เดี๋ยวนี้ ดับไฟที่นี่เดี๋ยวนี้ อาจใช้น้ำแค่ถังเดียว มัวนั่งรอรถดับเพลิงอาจทำให้ไฟลุกลามจนดับไม่ได้
  • อยากรู้ จึงสงสัย สงสัยเพราะอยากรู้
    ไม่อยากรู้ ไม่สงสัย หมดสงสัยเพราะไม่อยากรู้
  • อารมณ์ ย่อมสงบบ้าง วุ่นวายบ้าง ดีบ้าง ชั่วบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง การปฏิบัติธรรมไม่ได้ปฏิบัติเพื่อแสวงหาอารมณ์ แต่แสวงหาความไม่ติดในอารมณ์ทั้งปวง
  • มรณสติ (การระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์) ช่วยยกระดับจิตปุถุชนให้เป็นพระโสดาบัน ช่วยยกระดับจิตพระโสดาบันให้เป็นพระสกิทาคามี ช่วยยกระดับจิตพระสกิทาคามีให้เป็นพระอนาคามี ตราบใดที่ยังไม่เป็นพระอนาคามี ก็ยังต้องเจริญมรณสติอย่างหนักหน่วงไปตลอด
  • การประเมินผลตัวเอง เป็นวุฒิภาวะของจิต
  • การเจริญสติให้มากจะช่วยให้จิตอยู่กับปัจจุบันอารมณ์สามารถแก้ปัญหาทั้งปวง โดยไม่ต้องอาศัยเหตุผล
  • การปฏิบัติธรรมเพื่อกลับคืนสู่ตัวเอง ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน สติปัฏฐานทั้ง ๔ คือกลวิธีที่จะนำจิตกลับคืนสู่ตัวเอง
  • สิ่งที่พูดออกมาได้ เขียนออกมาได้ ไม่ใช่ธรรมะของแท้ ธรรมะของแท้ ต้องบรรลุแล้วเห็นเอง ต้องปฏิบัติจนสามารถละวางได้เองคือธรรมะของแท้ เพราะว่าธรรมะแท้คือตัวละ ไม่ใช่ตัวรู้ ตัวพูด หรือตัวเขียน
  • คลื่นลูกใหม่ทยอยไล่คลื่นลูกเก่าฉันใด คนรุ่นใหม่ก็ทยอยไล่คนรุ่นเก่าฉันนั้น ด้วยกำลังกายของเรานั้นเสื่อมถอยลงไปทุกวัน ฉะนั้นเราไม่มีทางจะชนะคนรุ่นใหม่ ได้ด้วยกำลังกายเลยเราจะสามารถชนะคนรุ่นใหม่ได้ก็ด้วย กำลังคุณธรรม กำลังปัญญา และกำลังบารมีที่สร้างสมอบรมมาเท่านั้น
  • ทฤษฎีเศรษฐกิจที่ว่า ในช่วงเวลาเศรษฐกิจขาขึ้น ต้องเอาประโยชน์ให้มากที่สุด ส่วนช่วงเวลาเศรษฐกิจขาลง ให้เจ็บตัวน้อยที่สุด เป็น SOFT LANDING
    ในชีวิตคนนั้นเวลาดวงขึ้นต้องตักตวงเอาผลประโยชน์ทางการสร้างบุญบารมีให้มากที่สุด ส่วนเวลาดวงตกต้องเจ็บตัวเจ็บใจน้อยที่สุด โดยถือเป็นโอกาสดีในการพิจารณาไตรลักษณ์ไปในตัว
  • จงเอาปัจจุบันอารมณ์เป็นใหญ่ อย่าตกไปสู่อารมณ์แห่งอดีต อนาคต กำหนดสติในการเคลื่อนไหวของกายให้แยบคาย จะช่วยนำจิตออกมาจากโลกแห่งมายาของอดีต อนาคตได้
  • กาลเวลา คือ อาวุธทรงประสิทธิภาพที่มีอานุภาพการใช้งาน และอานุภาพการทำลายที่หลากหลาย และรุนแรงที่สุด
    บุคคลผู้มีจิตใจเยือกเย็น มีความอดทนหนักแน่นสูงเท่านั้นที่จะได้อาวุธชนิดนี้ไว้ในครอบครองและใช้งานมันได้ผล
  • คนเรามันศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่ศักดิ์สิทธิ์ที่คำพูด
  • อุปสรรคคือสิ่งที่จะช่วยให้เราแข็งแกร่งและมีค่าขึ้น ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
  • จงระวังว่ากิเลสมันจะเอาตัวรู้มาหลอกล่อเรา เราก็เลยหลงไปตามตัวรู้ จนลืมตัวละ อันเป็นแก่นของพระศาสนาที่จะพาเราไปสู่ความพ้นทุกข์ทั้งปวง
  • ปัญญาอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้เราตัดกิเลสเป็นสมุท-เฉทประหารได้ ต้องอาศัยบารมีทั้ง ๑๐ ประกอบกันทุกตัว คือทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ฉะนั้นเราควรสำรวจตนอยู่เสมอว่า ยังขาดบารมีข้อไหนบ้าง แล้วพยายามเติมให้เต็ม ฝึกให้บังเกิดครบทั้ง ๑๐ ให้ได้อยู่เสมอ