ตอบความคิดเห็น

0042 - สุขทุกข์อยู่ภายใน

0042-สุขทุกข์อยู่ภายใน
๒๘-เมย-๔๗

นะโม (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระศาสนา ขอกราบนมัสการพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในด้านมหาสติปัฏฐาน ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญพรญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา

วันนี้วันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๗ วันนี้เราก็มาปรารภธรรมะกัน ทำไมต้องปรารภธรรมะ ชีวิตนี้มันเป็นทุกข์ ท่านกล่าวว่า "ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ" จะดับทุกข์ต้องดับด้วยธรรมะ แต่ต้นเหตุแห่งความทุกข์มันอยู่ที่ใจเรา ที่กิเลส ๑,๕๐๐ ตัณหา ๑๐๘ เรามาปฏิบัติธรรมเพื่อกำจัดกิเลส การปฏิบัติธรรมก็คือดูภายใน ดูเข้าข้างใน เจริญสติอันเป็นไปภายใน ทั้งสุขทั้งทุกข์เป็นความรู้สึกอยู่ภายใน เรามาเจริญสติในภายในแล้วมันจะเห็นแจ้ง เห็นแจ้งว่าสิ่งทั้งปวงที่มาทำให้เราเป็นสุขหรือเป็นทุกข์น่ะ มันกระทบแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ความรู้สึกเสวยสุขเสวยทุกข์นี่เกิดในภายในหมด ไม่ได้เกิดภายนอก สิ่งภายนอกเป็นสิ่งมากระตุ้นมาเร้าเท่านั้น แต่ความรู้สึกสุขทุกข์นี่เกิดภายในหมด อย่างว่าผู้ชายไปสัมผัสผู้หญิง ความรู้สึกสุขของผู้ชายมันไม่ได้อยู่ตรงที่ผู้หญิง มันอยู่ในมือผู้ชาย มันอยู่ในตัวในกายผู้ชาย อยู่ในความรู้สึกของผู้ชายคนนั้น อยู่ข้างในทั้งนั้น

เรามาเจริญสติปัฏฐานแล้วมันจะเห็นแจ้งตัวนี้ ถ้าไม่เจริญสติปัฏฐานมันไม่เห็น ชาวโลกก็นึกว่าเราเป็นสุขเพราะคนอื่นมาทำให้ นึกว่าความสุขเราอยู่ที่คนอื่น ถ้าเรามาดูภายใน ดูที่ใจเรานี่ ความสุขทุกประเภทเหมือนกัน สุขจากเห็นรูปสวย สุขจากได้ยินเสียงไพเราะ สุขจากได้กลิ่นหอม สุขจากลิ้นได้รับรสอร่อย สุขจากกายถูกต้องโผฏฐัพพะที่น่าพอใจ มันจะลงมาเหมือนกันหมด ถ้ามาดูภายในแล้วเหมือนกันหมด ถ้าเราเห็นแจ้งตัวนี้ขึ้นมาแล้วมันจะรู้สึกว่า ความสุขทั้งปวงมันเท่ากัน แล้วมันอยู่ที่ภายใน ไม่ได้อยู่ภายนอก การที่เราจะไปรู้สึกรักคนอื่น มันจะหมดไป การรู้สึกว่าเราจะไปเกลียดคนอื่นมันจะหมดไป

เวลาเราไม่ชอบขี้หน้าใคร อย่าไปดูไอ้ตรงคนที่เราไม่ชอบขี้หน้า ให้มาดูความเกลียดภายในใจ เราไปดูตรงนั้นมันตกฐานแล้ว เราไปเห็นสิ่งไม่เรียบร้อยภายในวัด อย่าไปดูไอ้ตรงที่ความไม่เรียบร้อย ให้มาดูใจเรา ความรู้สึกที่ขัดเคืองภายใน เราจะเห็นว่ามันเกิดดับ ความปรุงแต่งอารมณ์ทางจิตทั้งหมดเกิดดับหมด แต่เราต้องดูถูกที่นะ ไปดูผิดที่ไม่ดับ

เราจะรอให้โลกนี้มันเรียบร้อยก่อนแล้วเราค่อยเป็นสุขน่ะ ไม่มีทางเลย ไปรอให้โลกนี้มันเรียบร้อยตามระเบียบแล้วเราค่อยเป็นสุข นั่นคือเราไปตั้งใจให้เราเป็นทุกข์ไปตลอดชีวิต มาจัดระเบียบที่ใจเราดีกว่า ใจเราตรงไหน ตรงที่ว่ามันเข้าใจความจริง ว่าอารมณ์ทั้งหลาย อารมณ์พอใจ อารมณ์ไม่พอใจ มันเกิดดับอยู่ภายในนี่ ดูที่ใจ

เราเจริญสตินี่มาดูที่ใจ เจอคนที่เรารักอย่าไปดูคนที่เรารัก ให้มาดูความรู้สึกรักที่ภายในใจ เจอคนที่เราเกลียดอย่าไปดูคนที่เราเกลียด ให้มาดูความรู้สึกเกลียดที่ภายในใจเรานี่ แล้วมันจะเห็นแจ้ง ไม่งั้นไม่เห็น ไม่งั้นเราไม่เห็นเลย จิตตกฐาน เราฝึกมาปฏิบัติมานานเท่าไหร่น่ะจัดการตัวเองไม่ได้เลย เหมือนกับว่าเรามีมือที่แข็งแรงมากเลย แต่มันคันหัวเราไปเกาขาน่ะ จะดับทุกข์ได้เหรอ เราฝึกปฏิบัติมานานเจริญสติมานาน แต่เวลามีปัญหามันต้องดูให้ถูกที่ด้วย ไปดูผิดที่ก็แก้ปัญหาไม่ได้ ปฏิบัติมา ๒๐-๓๐ ปีก็แก้ปัญหาไม่ได้ ไปดูผิดที่ คือต้องดูภายใน

ศรีปราชฌ์เขาบอกว่า "เราก็ศิษย์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง" ศิษย์มีอาจารย์อย่าให้มันตกฐาน ไปเจอเรื่องขัดใจก็ฟุ้งซ่านแล้ว จะไปจัดข้างนอกมันไม่จบ ให้จัดข้างใน เวลามีปัญหาให้มาแก้ปัญหาที่ใจเราก่อน แล้วค่อยไปแก้ตรงอื่น มันจบ ถ้าไปแก้ตรงอื่นก่อนแล้วมันไม่จบ ไม่จบ จะไปจัดระเบียบคนอื่นก่อนแล้วค่อยมาจัดระเบียบเราคนสุดท้ายแล้วมันไม่จบ มาดูตัวเองดีกว่า มันจบ

ปัญหาทั้งหลายมันเกิดจากความปรุงแต่ง มันยังมีปัญหา มันยังปรุงแต่ง มันยังไม่ดับ ไม่ดับเพราะมันไม่ได้มาดูน่ะ ไม่ได้มาดูตรงตัวปรุงแต่ง มาดูตรงปัจจุบันน่ะ ปัจจุบันมันมีแต่ความเกิดดับ เรื่องที่เป็นอดีตมันไม่ดับหรอก จิตเราส่งไปอดีตมันไม่ดับ มันไม่เห็นแจ้ง เราไปนึกถึงอนาคตก็เที่ยวไปกลัวความทุกข์ที่ยังไม่มีในอนาคต สมมุติเราเจอทุกข์สักหน่อยนึงน่ะ ก็ต้องมานั่งปรุงแต่งว่า "โอ้ย แค่นี้เรายังทุกข์อย่างนี้เลย แล้วเราจะบวชไปอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี มันไม่ทุกข์มากกว่านี้นักเหรอ" นั่นแหละ เรียกว่าเป็นขี้ข้าแบกหาบของที่ยังไม่มี ของมันยังไม่เกิดขึ้นเราเป็นขี้ข้าไปแบกหาบแล้ว เหมือนกับเขาเอาบิลค่าไฟฟ้าปีหน้ามาเก็บเราปีนี้ เรายังไม่ทันใช้เลยต้องเป็นขี้ข้าไปจ่ายให้เขาอีก เราไปเป็นทุกข์กับอนาคต ท้ายที่สุดไม่ได้แก้ปัญหาทุกข์ในปัจจุบัน ทุกข์ในปัจจุบันมันมีนิดเดียว

หลวงพ่อใหญ่ท่านสอนให้เจริญสติปัฏฐานน่ะ ถ้าจิตมันเข้าฐานแล้วทุกข์มันดับง่าย เพราะจิตมันเข้าไปในปัจจุบัน ทุกข์ที่ปัจจุบันขณะจิตเดียว ขณะจิตหนึ่ง ๆ มันจะมีอะไร มันไม่มีอะไร เพียงแต่เราต้องเจริญสติ เจริญสัมปชัญญะ สัมปะชาโน ความรู้สึกทางกายนี่มันจะนำจิตมาตั้งอยู่ในปัจจุบัน เพราะความรู้สึกในกายนี่มันเป็นอดีตไม่ได้ เป็นอนาคตก็ไม่ได้ นี่น่ะ มันเป็นแต่ปัจจุบัน มันจะหยั่งลงในฐาน ฐานนี้คือฐานที่จะดับทุกข์ได้ จะตัดอารมณ์ได้ จะดับทุกข์ได้จะตัดอารมณ์ได้มันต้องในปัจจุบัน ตัดได้ที่ฐาน หลวงพ่อใหญ่ท่านอุปมาว่าเหมือนเราจะตัดเชือกน่ะ เราไปตัดกับพื้นทรายน่ะ เอามีดตัดฉับ ๆ ๆ ตัดไม่ขาด มันไม่ได้ตัดที่ฐาน เอาไม้มารอง ตัดพั๊บขาด ๆ

หน้าที่ของเราคือเจริญสติ ให้เห็นแจ้งในปัจจุบัน แล้วมันจะแก้ปัญหาได้หมด ส่วนการที่เราทุกข์มามากมายนั้นน่ะ เพราะจิตมันส่งออกไปแบกหาบคนอื่นทั้งนั้น "ถ้าเอาใจไปไว้กับคนอื่นจะสะอื้นไปจนวันตาย ถ้าเอาใจไว้กับกายความตายจะไม่มี" มันดับเกิดแก่เจ็บตายได้ มันดับได้ตรงไหนล่ะ มันถอนอุปาทานน่ะ เมื่อเราเพ่งไปในปัจจุบัน ในความรู้สึกที่จิตเรานี่น่ะ เราจะเห็นธาตุรู้ที่มารับอารมณ์ มันมารู้ขณะหนึ่ง ๆ ธาตุรู้น่ะ ไม่เป็นใครเลย เราเพ่งเข้าไปข้างในมันจะแจ้งขึ้นมาเลย มันจะเห็นคำว่าอนัตตาน่ะ ก็คือว่าธาตุรู้น่ะมันไม่เป็นใคร มันไม่ใช่ผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย มันรู้ขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป ๆ วิญญาณธาตุน่ะ ธาตุรู้น่ะ ถ้ามันปรุงแต่งขึ้นมามันก็เป็นตัวเราเป็นของเรา มีเรารู้คนหนึ่ง เราเป็นผู้ชายคนหนึ่ง เป็นผู้ชายก็ยุ่งแล้ว เป็นผู้ชายก็ต้องหาผู้หญิงมาเป็นคู่แล้ว ยุ่งขึ้นมาแล้ว เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องหาผู้น้อยมาพินอบพิเทาแล้ว เราพูดอะไรก็ต้องเชื่อแล้ว พูดไป พูดซ้ายหันมันต้องหันไปทางซ้ายท่าเดียว บอกว่าขวาหันมันต้องหันไปทางขวาท่าเดียว นี่เราไปยึดว่าเราเป็นผู้ใหญ่ เราพูดอะไรมันต้องเชื่อ

จริง ๆ มันไม่มีอะไร เป็นสมมุติ มายา มาดูภายในมันจะเห็น เห็นแต่ความเกิดดับ คือธาตุรู้มันมารับอารมณ์แล้วมันก็เกิดดับ ไม่มีตัวตน กายนี้ก็เปื่อยเน่าผุพัง เผาทิ้งหมด กายนี้คือธาตุของโลกเรามาอาศัยกระทำกิจ นี่เรามานั่งพูดนั่งฟังนี่น่ะ กายผู้พูดก็ไม่ใช่ของผู้พูด กายผู้ฟังก็ไม่ใช่ของผู้ฟัง ยืมธาตุของโลกเขามาอาศัยใช้ทำกิจ ถึงเวลาตายก็เผาทิ้งหมดไม่ได้เอาไปไหนเลย เป็นของที่นี่ ของจากโรงครัวนี่ ของบูดของเน่าของเหม็น อาหารทั้งหลายมันของบูดของเน่า เรามาอาศัยอาหารมาประกอบเป็นร่างกายเพื่ออาศัยทำกิจ คนไม่มีปัญญามีแต่อวิชชามีแต่โมหะครอบ ไม่เห็นแจ้ง ไม่รู้ว่าเรามาอาศัยเพื่อทำกิจ เราไม่ได้อยู่เป็นร้อยปีพันปีหมื่นปีแสนปี โลกนี้ไม่ได้เป็นที่อยู่ เรามีกรรมเป็นกำเนิด กรรมส่งมา เรามาอาศัยธาตุ ๔ ของโลกกระทำกิจ ไม่มีอะไรเป็นของเราทั้งนั้น ถึงเวลาตายไม่ได้เอาอะไรไปเลยในธาตุ ๔ นี่ ทิ้งหมด ไม่ได้เอาอะไรไปเลย ทีนี้คนไม่มีปัญญาคิดว่าเป็นของเรา เป็นของกู ต้องแย่งกัน ต้องฆ่ากัน ต้องชิงกัน มาทำอย่างนี้กูเสียศักดิ์ศรีต้องไปยิงมัน มันมาเป็นชู้กับเมียกูกูไม่ยอมต้องไปฆ่ามัน ความจริงถึงเวลาตายก็เผาทิ้งหมด ผู้หญิงต่อให้สวยแค่ไหนพอตายแล้วก็ไม่มีใครเขาเอาไปเก็บหรอก เขาไม่อยากได้ เอารูปถ่ายไปดูก็พอ ถ้าเอาตัวจริงนี่ไม่เอาเลย มันเหม็น เผาทิ้งเก็บไว้แต่กระดูกก็ยังพอได้ ไม่มีใครอยากได้

ร่างกายสังขารนี่ ถ้ามีปัญญาน่ะ คือจิตที่เรามาตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ มันตีแตกแหลกลาญหมดเลย อวิชชาโมหะมันครอบไม่อยู่ มันเห็นอยู่มันไม่มีอะไรจริง ร่างกายสังขารธาตุ ๔ นี่มาอาศัยเท่านั้น ไม่มีกูใหญ่กว่าใคร ไม่มีทั้งนั้น ตายเน่าเหม็นเหมือนกันหมด ต้องเผาทิ้ง ไม่งั้นเหม็น เป็นที่รังเกียจ ที่เขารักกันปานจะกลืนพอตายแล้วไม่เอาไว้แล้ว ไปขอมาเสียสินสอดไปแสนนึง ถึงเวลาตายเขาไม่เก็บไว้แล้ว ไม่เสียดายค่าสินสอด พอปัญญาเราแยกแยะไปน่ะ ร่างกายทั้งกายน่ะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ เยี่ยว นี่น่ะ เป็นมายามาอาศัย ทีนี้เราเห็นว่ารูปธรรมทั้งหลายเป็นมายาหมดน่ะ อันนี้ก็เป็นการสร้างบารมีแล้ว เราสร้างบารมีดีกว่า บารมีทั้ง ๑๐ ทัศ ใครได้มากเท่าไหรก็เอาไป เป็นปัจจัยแก่การบรรลุธรรม จะติดวัตถุน้อยลง

เรานึกของเราอยู่ว่าของอันไหนตายแล้วเอาไปได้บ้าง พอตื่นเช้ามาแล้วมานั่งมองรอบ ๆ บ้านดูว่าอะไรตายแล้วเอาไปได้บ้าง ญาติโยมที่อยู่บ้านน่ะ ตื่นมาตอนเช้าลองนั่งมองดูว่าของไหนตายแล้วเอาไปได้ มันเอาไปไม่ได้ เรามาอาศัยของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้น่ะมาอาศัยสร้างของที่ตายแล้วเอาไปได้ มาอาศัยสร้างบารมี บารมีที่เกิดทางจิตเราน่ะ คือจิตเรามีคุณภาพดีขึ้นมันจะเป็นที่พึ่งได้ เรามาฝึกปฏิบัติธรรมเพื่อจะเอาของที่ตายแล้วเอาไปได้ คือจิตที่เราจะพัฒนาคุณภาพของจิตเรา มันจะพัฒนาของที่ตายแล้วเอาไปได้

เราให้ทานไปนิดนึงน่ะเราจะได้ปัญญาเห็นแจ้งว่าไอ้ของนี้ไม่ใช่ของเรา สละไป ปัญญามันเกิด รักษาศีลก็เห็นว่าเราทำอะไรตามอารมณ์มันจะเดือดร้อน รู้จักลดละงดเว้น สงบกายสงบวาจาให้ได้ก็เป็นดี เรามาเจริญกรรมฐานจะได้ปัญญาเห็นเจาะลึกไปเลย ร่างกายสังขารเป็นของเน่าเหม็นหมด มากำหนดที่จิตก็เห็นธาตุรู้ตามทวารทั้ง ๖ น่ะมันมีแต่ความรู้สึก ไม่มีตัวตนของตน ไม่มีตัวเราของเรา มีแต่ความรู้สึก เรากำหนดดูไปจะเห็นว่ามีแต่ความรู้สึก ไม่มีตัวเราไม่มีของเรา สุขทุกข์ทั้งหลายนี่เกิดภายในทั้งนั้น ไม่มีภายนอก ข้างนอกมากระตุ้นแค่ไหนมันเกิดที่ภายใน เราเจริญสติปัฏฐานแล้วจะต้องเห็นเลย มันเกิดที่ภายใน ไอ้เราว่าเรามีความสุขเพราะคนโน้นมาทำให้คนนี้มาทำให้นี่ ไม่ใช่ว่าเขามาทำให้เลย ความสุขนี่มันเกิดภายใน ไอ้เราก็เหมือนกับหมาแทะกระดูกน่ะ อร่อยกับน้ำลายตัวเอง แต่เข้าใจว่าอร่อยเพราะกระดูก หญิงชายมาสัมผัสกัน ความรู้สึกที่ทำให้ผู้ชายเป็นสุขก็เกิดภายในกายของผู้ชายทั้งนั้น ไม่ใช่เกิดภายในกายของผู้หญิง ไม่มี ไม่มีที่เราจะไปรู้สึกภายในกายคนอื่นได้ ไม่มีหรอก รู้สึกภายในหมด เวทนามันเกิดภายในหมด เราจะเกิดปัญญาเห็นแจ้ง เราเห็นภายในเราจะเห็นว่าสุขทุกข์มันเกิดภายในทั้งนั้น แล้วเราจะมีปัญญาสว่างโพลงลุกขึ้นมาว่า ที่เราไปคิดว่าคนอื่นมาทำให้เรามีความสุข "เราอยากจะได้คนอื่นเพื่อมาทำให้เรามีความสุข ไอ้คนนั้นถ้ามาได้เป็นคู่กูก็จะดี" อันนี้คือจะแทะกระดูก กินน้ำลายตัวเองอร่อยนึกว่ามันได้จากกระดูก อย่างหมาแทะกระดูกมันได้รสชาดจากน้ำลายตัวเอง มันไม่ได้ได้รสชาดจากกระดูกหรอก

ปุถุชนทั้งหลายก็เหมือนกัน เข้าใจว่าคนอื่นจะมาทำให้เรามีความสุข คนอื่นจะมาทำให้เรามีความทุกข์ ความจริงสุขทุกข์อยู่ภายในหมด เรามากำหนดเข้าไปสิ กำหนดเข้าไปเห็นแต่ภายใน ถ้าเราเห็นภายในแล้วจะไม่ไปรักใครไม่เกลียดใคร แต่ปุถุชนบอกว่า ความทุกข์เพราะไอ้นั่นมาทำให้กู ต้องไปด่ามัน ต้องไปตีหัวมัน ไอ้นั่นมันไม่เห็นภายในเพราะเขาไม่ได้มาเจริญสติปัฏฐานอย่างที่เราทำ อันนี้เป็นของเห็นง่ายมาก เพราะว่ามันเป็นของที่มีอยู่ ความรู้สึกมันก็มีอยู่ภายในกายของเราอยู่แล้ว ใครล่ะจะไม่มีความรู้สึก ถ้าไม่มีความรู้สึกก็ต้องไปเผาเท่านั้นแหละ เรากำหนดที่ความรู้สึกตามฐาน ยกมือก็กำหนดไป ความรู้สึกที่นิ้วกระทบกันขณะหนึ่งจะดึงจิตของเรามาตั้งที่ปัจจุบัน ตัดตัวปรุงแต่งอดีตอนาคตไปแล้ว ขณะนั้นก็ได้ในขณะนั้น ถ้าจิตเพลินเผลอไปคิดเรื่องอื่นอ้าวก็แล้วไป ดึงกลับมาได้ใหม่มันก็ได้เป็นของเรา สมมุติเรายกมือน่ะ จิตมันคิดไปถึงไหน ถ้าเรายกมือไม่เลิก ความรู้สึกที่นิ้วกระทบกันมันก็ดึงกลับมาเอง ดึงจิตเข้ามาสู่ภายใน ต่อไปมันเข้าถึงจิต เข้าไปดูที่ใจเต้น จะเห็นความรู้สึก สุข ทุกข์ อุเบกขานี่เกิดที่ตรงนี้เท่านั้น ไม่ได้ไปเกิดที่คนอื่นเลย แล้วการที่เราจะจัดระเบียบโลกน่ะ ก็คือมาจัดภายใน เราจะให้โลกสงบก็ให้ใจเราสงบ จะให้โลกเป็นระเบียบก็ให้ใจเราเป็นระเบียบ ถ้าคิดจะไปจัดข้างนอกมันไม่จบ อยู่วัดนี้ก็จะหาเรื่องแต่คนในวัดนี้ ไปวัดอื่นจะไปหาเรื่องกับคนวัดอื่นอีก เห็นใครก็ขวางหูขวางตาไปหมด เพราะมันคิดแต่จะไปจัดข้างนอก ถ้าเราคิดแต่จะไปจัดข้างนอกก็เสียแรงที่เราเป็นศิษย์มีครูแล้ว เสียแรงที่มากราบครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในสติปัฏฐานสูตรมาเป็นครูบาอาจารย์เรา เขาเรียกว่าเสียทีแล้ว

ถ้าเราดูเข้าไปภายในแล้ว เรื่องทุกอย่างจะแก้ได้ เวลามีปัญหาอะไรขึ้นมา ก่อนจะไปแก้ที่อื่นมาแก้ที่ใจเราก่อน แก้ที่ใจเราให้ได้ก่อนแล้วข้างนอกแก้ได้หมด แก้ข้างนอกแก้ได้ถ้าใจเราแก้ได้ ท่านจึงบอกว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า ล้วนแล้วแต่ใจ" เรามาเจริญกรรมฐานและฝึกจิตน่ะ จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง "จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้" เราลดละอะไรไปมันก็เป็นสุขขึ้นมาเรื่องนึง คือลดละภายใน ลดละความปรุงแต่ง เมื่อก่อนนั้นถ้ามีเรื่องอย่างนี้เกิดเราต้องกลุ้มมันแน่ ๆ เพราะอะไร เพราะเราไม่ละความปรุงแต่งในเรื่องนั้น ให้เรายอมมาละของเราสิ

ไอ้การที่เราจะแก้ตัวเองได้ เราต้องอย่าไปคิดว่าเราเยี่ยมแล้ว เราสุดยอดแล้ว ถ้าเราคิดว่าเราสุดยอดแล้วมันแก้ไม่ได้ เหมือนกับว่าถ้าเราคิดว่าเราอยู่บนยอดเขาแล้วมันไม่มีทางขึ้นแล้ว มันมีแต่ทางลง เราปฏิบัติมาบางทีเราแก้อารมณ์ไม่ได้ เวลาอารมณ์บางอย่างแก้ไม่ได้เลย ให้หวนเข้ามาพิจารณาตัวเองว่าที่แก้ไม่ได้เป็นเพราะเราคิดว่าเราเจ๋ง เราเยี่ยม เราดีแล้วหรือเปล่า นั่นแหละเราทำร้ายตัวเอง เหมือนกับเราไปตั้งตัวเองไว้ที่บนยอดเขา พอเราตั้งตัวเองไว้บนยอดเขาแล้วมันไม่มีทางขึ้น มีแต่ทางลง ถึงว่าเราจะมาคิดว่าเราปฏิบัติมานานแล้วมันก็ต้องอยู่บนยอดเขาบ้างซี่ เอ้าได้ ๆ จะให้อยู่บนยอดเขา แต่ว่าเราต้องทำให้ยอดเขาลูกที่หนึ่งให้กลายเป็นตีนเขาลูกที่สองให้ได้ ไม่งั้นจะซวย เมื่อไหร่เราไปคิดตั้งตัวไว้บนยอดเขาเมื่อไหร่ก็ซวย จะมีแต่ทางลง มีแต่ทางเสื่อม ถ้าเมื่อไหรเราคิดว่าเราเก่งแล้ว เราเจ๋งแล้ว เป็นอาจารย์เขาแล้วน่ะ เดือดร้อนเลย เพราะอะไร เพราะเวลามีปัญหาทางจิตเกิดแล้วมันจะแก้ยากกว่าไอ้พวกที่รู้สึกตัวว่าไอ้เราเป็นลูกศิษย์อยู่ มันจะแก้ยาก

เราอย่าไปรู้สึกว่าเราเป็นผู้เก่าแก่แล้ว เพราะอะไร เพราะว่าเรายังบวชไม่ถึงร้อยปี ยังไม่เก่า เออถ้าบวชถึงร้อยปีก็ค่อยเริ่มเป็นพระเก่า อันนี้คือเทคนิค คือเวลาแก้อารมณ์แก้ได้ง่าย เทคนิคคือถ้าเราไปตั้งตัวบนยอดเขามันจะลำบากที่จะขึ้นต่อไป ถึงว่าเราขึ้นไปบนยอดเขาลูกที่หนึ่งแล้ว ต้องทำยังไงให้ยอดเขาลูกที่หนึ่งเป็นตีนเขาลูกที่สองให้ได้ ถ้าทำความรู้สึกอย่างนี้เราจะพัฒนาขึ้นไปฉิวเลย อารมณ์ทางจิต สภาวธรรมจะขึ้นต่อไปอีก

เวลาปฏิบัติอย่าดูว่าเราดีเรื่องอะไร ต้องดูว่าเรายังเลวเรื่องอะไร แล้วมันจะได้เปรียบ เหมือนกับเราซักผ้า ถ้าเราดูว่าตรงไหนมันสะอาดเดี๋ยวมันเลิกซักเอง เวลาจะซักผ้าให้ดีต้องดูรอยเปื้อน อันนี้คือเทคนิค ไม่ใช่ว่าจะมีประณามกัน มากดขี่กัน กดความดีกัน ไม่ใช่ คือเทคนิคการวางจิต ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาน่ะ เราอยู่บ้านอย่าคิดว่าเราเป็นปู่เป็นย่าแล้ว มันจะแก้อารมณ์ยาก เวลาอารมณ์มันติดตรงไหนมันจะแก้ยาก แล้วจะคิดว่าฉันดีแล้ว มันก็แก้ยากอีก เวลาติดอารมณ์แล้วมันจะแก้ยาก แล้วอย่าไปดูเรื่องดีของตัวเอง ไปดูเรื่องเลว...

--จบหน้าA

ตอบ

  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd> <img> <i> <h2> <h3> <h4>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options

CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
9 + 6 =
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.