ตอบความคิดเห็น

๐๐๓๙ - ดับทุกข์ด้วยจิตเป็นกลาง

กัณฑ์ที่ ๐๐๓๙ ดับทุกข์ด้วยจิตเป็นกลาง

๒๕-มี.ค.-๒๕๔๗

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้านมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ ผู้เป็นพระอาจารย์สั่งสอนการปฏิบัติธรรมแก่ข้าพเจ้า ขอนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา

วันนี้ก็วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๗ ก็ได้มีโอกาสมาปรารภธรรมะ การปฏิบัติธรรมนี่ก็เพื่อดับทุกข์ เรามีทุกข์ มาปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์ ความทุกข์ที่จะดับก็คือทุกข์ใจ ทุกข์กายมันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย นี่เรามาดับทุกข์ใจด้วยการปฏิบัติธรรม จิตที่จะดับทุกข์ได้ก็ต้องเป็นจิตวางเฉย อุเบกขา กลาง ๆ ไม่ไปซ้าย ไม่ไปขวา ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ต้องเป็นจิตกลาง ๆ ดีใจก็ผิด เสียใจก็ผิด ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย นี่จึงจะดับทุกข์ได้ จิตเราที่จะดับทุกข์ได้ มันต้องไม่ยินดีไม่ยินร้าย ไม่ยินดีไม่ยินร้ายก็จะต้องมีสติและอุเบกขา สติก็เกิดจากความเพียร มีความเพียร มีสัมปชัญญะ คือกำหนดความรู้สึกน่ะ มีความเพียรมีการกำหนดความรู้สึกในกาย ในความเคลื่อนไหวของกาย การกระทบ เพื่อให้เกิดสติ อุเบกขาก็ได้จากปัญญา วางเฉย จะวางเฉยได้มันต้องมีปัญญา ปัญญานี่ก็ต้องเกิดจากภาคปฏิบัติ ปัญญาในภาคปฏิบัติ นำไปสู่ตัวอุเบกขาที่ต้องการ ละความยินดียินร้ายในโลกเสียได้ ปัญญามันต้องเกิดเองจากการที่เราปฏิบัติ

มันจะเกิดสติปัญญาให้เรารู้สึกว่า มันไร้สาระที่จะไปถือครอง ถือความครอบครองในสิ่งที่เราไปสัมผัสสัมพันธ์ด้วย สติที่เราไปกำหนดจะช่วยให้จิตเราสว่างผ่องใสพอที่จะเกิดปัญญาแจ้งว่า อารมณ์ที่รับรู้ทั้งหลายนี่ ถ้าเราไปเกิดมีอาการถือครองมัน ถ้าไม่ยินดีก็ยินร้าย ความยินดียินร้ายก็คือตัณหา การถือครองก็คืออุปาทาน ถ้าเราถือว่ามันเป็นตัวเราของเรา มันก็ต้องยินดียินร้ายอยู่วันยังค่ำ ตัณหามันเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน ในปฏิจจสมุปบาทท่านกล่าวไว้ว่า ตัณหาเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน แปลว่า ความยินดียินร้ายนี่เป็นปัจจัยแก่การไปถือครอง แต่ในทำนองเดียวกัน อุปาทานก็เป็นปัจจัยแก่ตัณหาเหมือนกัน ภาษาธรรมท่านเรียกว่า อัญญมัญญปัจจโย คือเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เมื่อจิตเราไปถือครองด้วยความไม่รู้ด้วยความหลงในขันธ์ ๕ น่ะ จึงเป็นที่ตั้งแห่งการกระทบอารมณ์ของโลก ส่วนโลกก็อยู่ในขันธ์น่ะ อยู่ที่ตรงการกระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖

ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ โลกมันอยู่ตรงนี้ ทำไมโลกมันอยู่ตรงนี้ล่ะ คือถึงมันจะมีระเบิดตูมตาม แต่ถ้าเราไม่รู้ก็เหมือนไม่มี ถ้ามันมาโดนเราน่ะ แค่ยุงกัดมันก็มีเรื่องแล้ว มดกัดก็มีเรื่องแล้ว ไม่ต้องมาถึงระเบิดอะไรหรอก แค่ยุงกัดมดกัดนี่ก็เป็นเรื่องแล้ว ร้อน ๆ ขึ้นมา เกิดพัดลมเสียก็เป็นเรื่องแล้ว คือไม่ต้องถึงกับว่าโดนเผากันหรอก ทีนี้ถ้ามันจะเผาสักแค่ไหน ถ้าตัวเราไม่ไปอยู่ตรงนั้น มันก็ไม่มีเรื่อง มันไม่ร้อน ท่านถึงบอกว่า โลกมันอยู่ที่กายยาววาหนาคืบนี่เอง ฉะนั้นในทางภาคปฏิบัติ ท่านจึงกำหนดขอบเขตของโลกมาที่กายยาววาหนาคืบนี่ สถานที่ทำงานของนักปฏิบัติก็นี่ในนี้ ในกายยาววาหนาคืบนี่เอง

เราจะหยั่งรู้ รู้แจ้งในธรรมทั้งปวง ก็นี่ ที่กายยาววาหนาคืบนี่ กำหนดลงมาภายในนี่ ปักเข้ามาข้างในนี่ ภายในนี่ เราปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ นี่ เราควรมาฝึกสติให้เกิดให้มี เหมือนเราที่กำหนดความรู้สึกด้วยการยกมือ ยกมือเพื่อดึงจิตของเรามา เพื่อจะคุมจิต จิตโดยส่วนตัวของมันแล้วจิตมันคุมยาก มันละเอียด ทีนี้เราก็มาคุมที่กาย เพราะจิตมันเนื่องกับกาย แทนที่เราจะไปคุมตรงจิตน่ะมันคุมยาก ไม่รู้จะคุมยังไง เราเลยมาคุมที่กายน่ะ เรายกมือกำหนดผัสสะที่นิ้วกระทบกันน่ะ ความรู้สึกขณะหนึ่งนี่ จิตมันถูกดึงแล้ว คุมที่กายมันคุมได้ คุมที่กายแล้วจิตมันจะมาเอง เดี๋ยวจะคุมจิตได้ เหมือนคนตกปลาน่ะ การตกปลาเราต้องคุมสายเบ็ดให้ได้ดังต้องการ สายเบ็ดมันเป็นตัวดึงปลาขึ้นมา แต่คุมสายเบ็ดมันคุมยาก สายเบ็ดมันอ่อน ก็เอาสายเบ็ดมาผูกกับไม้ เขาเรียกคันเบ็ด แล้วเราคุมที่คันเบ็ด ถ้าเราคุมที่คันเบ็ดได้แล้วก็จะสามารถคุมสายเบ็ดได้ แล้วก็จะได้ประโยชน์ตามที่เราต้องการ

เหมือนกันน่ะ เราจะฝึกสติเพื่อคุมจิตเราน่ะ ฝึกสมาธิฝึกสติ ดึงจิตกลับมาสู่ที่ทำงานเสียหน่อย ถ้าจิตมันส่งออกไปทั่วโลกนี่ไม่ใช่ที่ทำงานแล้ว เพราะโลกในทางธรรมะท่านกินความแค่กายยาววาหนาคืบของเรานี่ จะเป็นที่รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งปวงในกายยาววาหนาคืบนี่ จะดับทุกข์ จะแจ้งในธรรม ตรัสรู้ตลอดโลกธาตุก็นี่แหละ ในกายยาววาหนาคืบนี่แหละ

เพราะฉะนั้นเริ่มต้น เรามานั่งยกมือนี่คือดึงจิตกลับมาสู่ที่ทำงานของมัน เมื่อดึงมันมาสู่ที่ทำงานได้นั่นแหละ มันจะเกิดการงานขึ้นมาได้ แล้วมันจะได้ผลงานก็ได้ตรงนี้แหละ จะแจ้งยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ มองโลกนี้ให้มันเป็นมายา อย่าไปดีใจเสียใจกับโลกนี้ให้มันมาก คนนั้นมาโกงเรา คนนี้มาหลอกเรา มันเป็นมายาภาพ มองโลกนี้ให้มันเป็นละครเถอะ มันไม่มีอะไรจริงหรอก เวลาเกิดมาเอาอะไรมา เวลาเกิดมาไม่ได้เอาอะไรมาเลย เวลาตายไปจะเอาอะไรไป มันไม่ได้เอาอะไรไปเลย เพราะฉะนั้นเบื้องต้นนี่มันไม่มีอะไรเลย เบื้องปลายก็ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นของทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต ก็คือของที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งนั้น ไม่มีของเราจริงทั้งนั้น มัวเอาจิตไปห่วงไปหวงก็โง่เปล่า ไปห่วงเอาของที่ไม่ใช่ของเรา ไปห่วงของที่ครอบครองไม่ได้ เขาต้องเอาไปอยู่ดี อย่าพูดถึงอย่างอื่นเลย แม้ร่างกายสังขารนี่ก็เผาทิ้งหมด มันไม่ได้เอาอะไรไป

อันความหวงความห่วงความหลงความหึงนี่น่ะ หวงเปล่าทั้งนั้น ห่วงเปล่า หลงเปล่า หึงเปล่า ต่างคนต่างมาต่างคนต่างไป เกิดมาคนหนึ่งก็ตายไปคนหนึ่ง ลูกหลานมันก็มีบุญกรรมของมัน ถ้ามันเป็นคนไร้วาสนาจะไปแค่นให้มันได้ดีก็ไม่ได้ ถ้ามันมีวาสนาเดี๋ยวมันเอาดีของมันเองนั่นแหละ ไม่ต้องไปห่วงมันหรอก มาทำตัวของเราดีกว่า

สติปัฏฐานสูตรนี่ท่านเน้นธรรมะหลักใหญ่ข้อใหญ่ตั้งแต่ต้นสูตรเลยว่า “เป็นทางเดินของบุคคลผู้เดียว” คือคนที่ปฏิบัติธรรมก็ตาม ไม่ปฏิบัติธรรมก็ตาม มันก็มาคนเดียวไปคนเดียวอยู่แล้ว อันนี้เป็นความจริงสำหรับทุกคน ไม่ใช่ว่าเฉพาะคนไหนมาปฏิบัติสติปัฏฐานแล้วมันมาคนเดียวไปคนเดียว ไม่ใช่หรอก คนทุกคน สัตว์ทุกตัว มันเกิดตัวเดียวมันก็ตายตัวเดียว ต่างคนต่างมาต่างคนต่างไป มาเจอกันในโลกนี่ก็เหมือนกับมารอรถเมล์ป้ายเดียวกันเท่านั้นแหละ ช่วงเวลาไม่นาน ต่างคนก็ต่างจะไปกันแล้ว

เวลารักกันก็อยากจะดึงเขามาให้ได้ แหม อยากจะขยำเราสองคน ร่างกายสองร่างกาย อยากขยำให้เป็นเนื้อเดียวกัน เวลาเกลียดกันขึ้นมาก็อยากจะถีบหัวส่ง ทำยังไงจะฆ่ามันได้ จะฟ้องหย่ามันยังไง จะฆ่ามันยังไง นี่แหละความยินดียินร้ายมันผิดทั้งนั้น ความรักก็ผิด ความเกลียดก็ผิด สัจจะมันคืออะไรล่ะ ก็คือว่าถึงเวลามันมามันก็มา ถึงเวลามันจะไปมันก็ไป นี่แหละสัจจะ ทีนี้ถ้าเราไปรักมันก็ผิดสัจจะ มันไปขวางสัจจะ ไปเกลียดมันก็ขวางสัจจะอีก ไอ้ที่ไม่ขวางสัจจะก็คือจิตกลาง ๆ นี่แหละอยู่กับสติและอุเบกขา

อย่าไปแบกโลกเอาไว้ วางเสียบ้าง ก้อนหินในโลกนี่มีมาก แต่มันจะหนักหัวเฉพาะไอ้ก้อนที่เอามาวางไว้บนหัวเราเท่านั้นแหละ ก้อนหินในโลกน่ะมีเยอะแยะ แต่มันหนักหัวเราหรือเปล่า ลองไปเอามาเทินบนหัวเราซิ นั่นแหละมันหนัก เรื่องราวในโลกก็เหมือนกัน เรื่องราวในโลกน่ะมีมาก มีไม่จบหรอก แต่มันจะหนักหัวเฉพาะไอ้เรื่องที่เอามาแบกบนหัวเรา เวลาเราจะวางอุปาทานต่อโลกไม่ต้องไปนึกวางนึกว่าง มาเจริญสติซิ มันจะวางอุปาทานของมันเอง จิตเรามันทำได้ทีละอย่างเท่านั้นแหละ มันมากำหนดรู้ภายในมันก็วางภายนอก ขณะที่มันไปเกาะภายนอกน่ะมันวางข้างในไปแล้ว เขาเรียกว่าจิตตกฐาน

หลวงพ่อใหญ่บอกว่า เมื่อจิตตกฐาน ญาณก็ตก กิเลสก็เกิด ก่อนนั้นหลวงพ่อท่านพูดอย่างนี้ ท่านจะพูดภาษิตด้วย “มูฬฺโห อตฺถํ น ชานาติ มูฬฺโห ธมฺมํ น ปสฺสติ อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โมโห สหเต นรํ” แปลว่า ผู้หลงย่อมไม่รู้อรรถ ผู้หลงย่อมไม่เห็นธรรม ความหลงย่อมครอบงำคนใดเมื่อใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น คือว่าจิตตกฐานแล้วมันไม่เห็นหรอก

ธรรมชาติของจิตเรามันทำได้ทีละอย่าง เวลาเราเอาจิตมากำหนดภายในนี่ มันก็วางข้างนอกไปเอง ไม่ต้องไปคิดวางหรอก ที่มาพูดมาโม้ให้ฟังว่า เอ้อ ตายแล้วมันเอาไปไม่ได้นี่ พูดให้ฟังเพลิน ๆ เท่านั้นแหละ เวลาผู้ปฏิบัติจะแจ้งมันต้องมาแจ้งด้วยตัวเอง มาเจริญสติดึงจิตเข้ามาภายในซะ พอสติมันดึงจิตเข้ามาภายในแล้ว มันวางของมันเอง มันจะสบายกับความไม่เกาะเกี่ยว

ความเกาะเกี่ยวน่ะมันเป็นทุกข์ เราจะไม่ก้าวหน้า การปฏิบัติธรรมมันก็ไม่ก้าวหน้า อุปมาให้ฟังว่า สมมุติว่าเรามีเรือลำหนึ่ง เราจะแล่นจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น โอ้โห เราแข็งแรงมาก จ้ำพายได้อย่างแข็งแรงมาก แต่ว่าที่เรือเรานี่มันมีโซ่สิบเส้นผูกไว้กับตลิ่ง มีโซ่ผูกกับเรือแล้วไปผูกกับตลิ่งสิบเส้น จ้ำพายตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่ได้ไปเลยสักคืบ นั่นแหละ

จิตที่เกาะเกี่ยวน่ะ เพราะมันเห็นผิด จิตมันเห็นผิด สมมุติว่าเราเป็นผู้หญิงก็ต้องคิดว่า เรานี่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อเติบโตมาจะต้องมีผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นคู่ ผู้ชายคนนั้นก็ต้องรักเราจริง เห็นเราเหมือนกับเจ้าหญิงนั่นแหละ เราก็หน้าตาไม่สวยเหมือนกับดาราหนังหรอก แต่ไอ้นี่ตามันต้องถั่วหน่อย ๆ มันต้องมองเราเป็นดาราหนังให้ได้ มันต้องมองว่าเราสวยกว่าคนอื่น นั่นแหละปรุงแต่งไป อยากจะให้ตัวเองมีคุณค่า

ในทางโลกกับทางธรรมะเหมือนกันเลย สิ่งที่บุคคลจะมาติด ติดแล้วไปไหนไม่รอดก็ตรงที่ว่า อยากจะให้ตัวเองมีคุณค่า อยากจะให้ตัวเองมีความสำคัญ ดูทางโลกเป็นยังไง เข้ามาบวชแล้วถ้าติดตรงนี้ก็ไปไม่รอดเหมือนกัน อยากจะให้ตัวเองมีความสำคัญ เราไปที่ไหนเขาต้องเห็นว่าเราพิเศษกว่าคนอื่น นั่นแหละไปติดกับดักตัวเอง เอาโซ่ล่ามกับตลิ่งเอาไว้ ละไม่ได้

สรรเสริญกับนินทาน่ะมันเป็นมายา คำด่ากับคำชมน่ะเราต้องฟังให้มันเหมือนกัน เวลาคนเขายกมือไหว้กับเขาไล่ตะเพิดน่ะ ต้องทำความรู้สึกให้เหมือนกันให้ได้ เวลาเขายกย่องเรากับเขาดูถูกเหยียดหยามเรานี่ ต้องทำความรู้สึกให้มันเหมือนกัน มันเป็นมายา เมื่อเรามองเห็นเป็นมายาได้ เราก็ละจิตของเราออกจากข้างนอกได้ ไม่ไปยินดียินร้าย จิตเราก็อยู่แต่ภายในแล้วมันก็แจ้ง แจ้งในปัจจุบันอารมณ์ แจ้งขณะหนึ่งแล้วก็ปล่อยไป

ถ้ามันแจ้งขึ้นมาแล้วจะบังคับให้มันอยู่อย่างนั้นมันก็ผิดอีกแหละ เพราะสิ่งทั้งปวงมันต้องผ่านไป เราปฏิบัติวันนี้แจ้งมาก ๆ น่ะ มันต้องผ่านไป อย่าไปยึดความแจ้งตัวนั้นอีก เพราะมันจะไม่เป็นปัจจุบัน เรากำหนดที่ปัจจุบันน่ะ ปัจจุบันมันแจ้งก็กำหนดความแจ้ง ปัจจุบันมันไม่แจ้งมันง่วงนอนก็กำหนดมันง่วงนอน กำหนดที่ปัจจุบันนั่นแหละ

แจ้งในปัจจุบันมันจึงจะแจ้ง แจ้งเรื่องอดีตมันไม่แจ้งแล้ว มันมัวแล้ว มันโดนหลอกแล้ว ตกฐานแล้ว อดีตวันนั้นเราเป็นอย่างนั้น เราอารมณ์ดีอย่างนั้น โอ้โห แจ้งโลกธาตุอย่างนั้น มันผ่านไปแล้ว ตกฐานแล้ว ถ้าเอาจิตไปเกาะอยู่กับอดีตน่ะมันตกฐาน ตกฐานแล้ว ญาณมันไม่เกิด

จิตเราน่ะ ให้ตั้งอยู่ปัจจุบัน แล้วไม่เกาะเกี่ยวกับอารมณ์ที่มากระทบด้วย สักแต่ว่าอาศัยระลึก ไม่ยินดีไม่ยินร้าย สักแต่ว่าอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไรในโลกด้วย แต่อยู่อย่างมีสติ สติที่ถึงพร้อมด้วยญาณปัญญามันไม่เกาะเกี่ยว มันมีสติและอุเบกขา เห็นมายาของทุกสิ่ง ถ้าเราปล่อยจิตให้เพลินไปเดี๋ยวก็ห่อเหี่ยว ตื่นเต้นก็เพื่อเศร้าสร้อย ลิงโลดก็เพื่อเหงาหงอย สมหวังก็เพื่อผิดหวัง ยินดีก็เพื่อยินร้าย เฟื่องฟูก็เพื่อตกดิ่ง โด่งดังก็เพื่ออับแสง อิสระเสรีก็เพื่อถูกผูกมัด มีก็เพื่อหมด เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก

มันเป็นมายา นึกว่าเป็นจริง แล้วคิดว่าจะไปพึ่งมันได้ คิดอย่างนี้ก็ซวยแล้ว นั่นแหละจิตที่เราคิดว่ามันเป็นจริงแล้วจะไปพึ่งมันน่ะ จะไปอาศัยมันสร้างสุข มีความภูมิใจ มีความหลงใหลได้ปลื้ม นั่นแหละซวยแล้ว เพราะสิ่งทั้งปวงทั้งรูปธรรมนามธรรมมันเป็นของที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไป มีเพื่อหมด มาเพื่อไป พบเพื่อจาก ยึดไว้ก็ทุกข์ ปล่อยวางได้จึงเบาสบาย

ปล่อยก็ต้องปล่อยตามฐานในปัจจุบันขณะนั้น อดีตดีแค่ไหนเอามาไว้ไม่ได้ ยกตัวอย่างว่าเรากินอาหาร อาหารมื้อนี้นี่ดีมาก ดีที่สุดเลย เลือกมาอย่างดี กินเข้าไปแล้วลองไม่ถ่ายออกมาสิ ตาย ไอ้ของดีน่ะพอผ่านกาลเวลามันก็กลายเป็นของเสียแล้ว สิ่งทั้งหลายน่ะ โอ้โห เราเจอของดีมามาก แต่มันผ่านไปแล้ว มันดับไปแล้ว เคยเยี่ยมเคยเจ๋งเคยอะไร มันก็ดับไปแล้ว มันดับในขณะนั้นแหละ

ของที่ยังไม่แตกมันกำลังแตก ของที่ยังไม่ดับมันกำลังดับ นี่แหละ เวลาเรามีดวงตาเห็นธรรมแล้วมันเห็นอย่างนี้แหละ มันเห็นว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา จิตมันไม่คิดอิงอาศัยอะไร สักแต่ว่าอาศัยระลึก มันไม่คิดอิงอาศัยอะไร ความยินดียินร้ายมันเลยหมด มันเบา มันสักแต่ว่าอาศัยระลึก ในปัจจุบันขณะนั้นแหละ

อารมณ์ที่ผ่านมาไม่ต้องไปทุกข์กับมัน มันพลาดท่าเสียทียังไง มันก็ดับไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง อย่าเพิ่งไปกลัวมัน มากำหนดที่ปัจจุบันนี่แหละ รู้แจ้งโลกธาตุมันต้องรู้แจ้งในปัจจุบัน ในกายยาววาหนาคืบของเรานี่แหละ รู้แจ้งโลกธาตุเลย รู้แจ้งเพราะจิตเราไม่ไปเกาะมัน จิตไม่ไปเกาะสิ่งภายนอก พอจิตเราไม่ไปเกาะสิ่งภายนอก มันก็แจ้งภายในน่ะสิ แจ้งภายในมันก็เห็นความเกิดดับ มันไม่เกาะเกี่ยวอารมณ์ เมื่อไม่เกาะเกี่ยวอารมณ์ จิตมันก็สบาย นี่แหละ สติกับอุเบกขามันเดินตัวของมันไป แล้วมันก็จะเป็นกระบวนการนำไปสู่ความดับทุกข์เอง

มันจะเรียกว่าเป็นธรรมะธัมโมขั้นไหนก็ช่างเถอะ เรามาดูความทุกข์ของเราเป็นสำคัญ ว่าเราดับทุกข์ได้หรือยัง เอาความทุกข์น่ะเป็นตัววัด ว่าเราดับทุกข์ของเราได้ไหม เอากิเลสเป็นครู ไม่ต้องเอาใครเป็นครูหรอก เอากิเลสเรานี่แหละเป็นครู หากิเลสตัวเองให้เจอเถอะ ไอ้กิเลสคนอื่นไม่ต้องไปหาเลย เขาจะกิเลสหนาอะไรก็เป็นเรื่องของเขา ดูกิเลสเราดีกว่า นี่แหละมาหาครูเจอแล้ว เอากิเลสตัวเองเป็นครู กำหนดหยั่งรู้มันน่ะ ผู้ที่จะสอนให้เราละกิเลสที่ดีที่สุดก็คือกิเลสเราเองนั่นแหละ กำหนดหยั่งรู้มันไปเถอะ เดี๋ยวมันจะบอกวิธีละตัวมันเอง เพราะอะไรล่ะ เพราะมันจะแสดงโทษให้เราเห็น

ที่เราไม่เห็นโทษเพราะว่าเราไม่ได้กำหนดหยั่งรู้มัน พอมันชอบอะไร เราก็ไปเพลินไอ้ของที่มันชอบ เราไม่ได้ดูไอ้ตัวชอบนี่ มันเกลียดอะไรเราก็ไปเพลินกับไอ้ของที่มันเกลียด จะไปทำลายมัน ของที่มันเกลียดน่ะ ไม่สนใจที่จะมาดูตัวเกลียดในใจเรา นั่นแหละจิตตกฐาน จิตตกฐานนี่ญาณก็ตก กิเลสก็เกิด

ถ้าจิตมันตกฐานก็ซวยแหละ นักปฏิบัติสติปัฏฐานนี่ ขณะที่กิเลสมันเกิดนั่นแหละจิตตกฐาน และขณะที่มันดึงให้เราตกฐาน เราก็ไปเพลินกับกิเลส

เรามีความรักก็ได้มีความเกลียดก็ได้ แต่อย่าไปดูไอ้ของที่เรารักกับไอ้ของที่เราเกลียด ให้มาดูความรักกับความเกลียดของเรา ดูทำไมล่ะ ดูตรงความรักกับความเกลียด ดูความยินดียินร้าย เดี๋ยวมันจะแจ้งขึ้นมา เดี๋ยวมันจะบอกวิธีละตัวมันเอง เพราะมันเป็นโทษ ถ้าเราไม่ดูตรงนี้แล้วมันไม่เห็นโทษ มันให้เรารักอะไรเราก็ไปเพลินกับไอ้ของที่มันรักนั่นแหละ เอ้อแหม ผิวขาวจริงน้องเอ๊ย ผมสวยเชียว มันไปเพลินกับของที่มันรัก เรามากำหนดดูความรักในใจเรานี่ อันนั้นเขาเรียกว่าจิตอยู่ในฐาน

กิเลสทั้งหลายก็รวมอยู่ในความยินดียินร้ายนั่นแหละ เรามาเจริญสติปัฏฐานนี่ จิตเราจะละเอียดกว่าคนทั่วไป มันจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ขณะหนึ่ง ๆ ไอ้ความยินดียินร้ายที่เกิดขณะหนึ่งขณะกระทบอารมณ์น่ะ เมื่อเราเจริญสติแล้วมันเห็นน่ะ มันเห็น มันแจ้ง แจ้งเอง ไม่ต้องไปฟังจากใคร ไม่ต้องไปฟังจากใครมา เราแจ้งของเราเองจากการปฏิบัติ มันแจ้งของมันน่ะ มันเห็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ เพราะว่าจิตมันปักเข้ามาภายใน มันไม่ไปเกาะข้างนอก

อาการภายนอกของเราก็แสดงไปตามมารยาทสังคม แต่สำหรับจิตเราให้มีสติอยู่แต่ข้างในตลอด หน้าที่ข้างนอกมันเป็นยังไงเราก็ทำไปตามหน้าที่ที่จำเป็นและสมควรต้องทำ แต่จิตของเราปักอยู่ข้างใน ปักยังไงล่ะ ปักลงที่ความรู้สึกน่ะ มันจะไปปักยังไง จะปักเหมือนเอาไม้ทิ่มเข้าไปมันก็ไม่ได้หรอก ถ้าเรากำหนดความรู้สึกนี่แหละ กำหนดไปจนมันชำนาญ ฝึกกำหนดจนมันเป็นอาชีพเลยน่ะ เรียกว่าไม่ว่ามันรู้สึกตรงไหน สติมันตั้งฐานอยู่ที่นั้นด้วยความใฝ่ใจไม่ทอดธุระ ไม่ทอดทิ้งความเพียร ทำไมเราจะไม่ทิ้งล่ะ เพราะว่านี่เป็นหนทางเดียวที่มันจะดับทุกข์ให้เรา เราสละชีวิตสักชาติหนึ่

มาทำหน้าที่สำคัญ ชาติหนึ่งมันนิดเดียว คนเรามันเกิดแก่เจ็บตายมาไม่รู้กี่อสงไขยชาติ อสงไขยกัป อสงไขยกัลป์ เราอุทิศชีวิตสักชาติหนึ่

เพื่อจะเจริญสติปัฏฐานแล้ว อย่างอื่นจะไม่เอามาเห็นเป็นคุณค่า จะไม่เห็นเป็นคุณค่าว่ายิ่งใหญ่ เวลาเราอยู่ในอิริยาบถไหนอยู่ยังไง จิตมันก็กำหนดของมันไป กำหนดจนมันชิน จนมันชำนาญ การเยื้องการย่างนี่จิตมันอยู่ภายในกายตลอด ไม่คิดถึงใคร เวลาจิตเรากำหนดความรู้สึกภายในน่ะมันจะไม่คิดถึงใครเลย ไม่คิดถึงใคร เวลาคุยกับใครก็เหมือนคุยน่ะ พอหันหลังก็ตัดความปรุงแต่งที่จะเป็นเยื่อใยไปเกี่ยวข้องผูกพันทั้งหมด ถ้ายังไปคิดถึงคนน่ะ แสดงว่าตกฐานแล้ว จิตเราตกฐานแล้ว เวลาคุยน่ะถ้ามีความจำเป็นก็คุยได้หมด แต่ถ้าหากจิตเราตั้งฐานอย่างนี้ไม่ได้แล้ว เวลาคุยกับใครจะมีปัญหา คือว่าอารมณ์มันจะค้าง ถ้าเรากำหนดดูความรู้สึกภายในน่ะ ถึงเวลาเจอใครก็คุยไปตามมารยาท เราไม่ต้องแสดงท่าทีให้ผิดปกติหรอก มันจะเป็นเป้า เดี๋ยวเขาจะมาลองดีเอา ให้ทำตัวเหมือนธรรมดา แต่จิตเรานี่ไม่มีใครดึงไปได้หรอก เราดึงจิตของเรามาสู่ฐานของสติปัฏฐาน ๔ น่ะ ใครจะมาห้ามจิตเราได้ล่ะ นอกจากตัวเรามันจะห้ามเอง กิเลสเรามันจะห้าม ถ้าเรามีศรัทธาในธรรมปฏิบัติแล้ว ไม่มีใครห้ามเราได้หรอก นอกจากตัวเราเอง

ทุกอิริยาบถน่ะ เรากำหนดสติเข้าไปสิ ยืนเดินนั่งนอนกินดื่มพูดจา เข้าห้องน้ำอุจจาระปัสสาวะก็กำหนดมันสิ กำหนดมัน ไม่ต้องไปคิดถึงใครทั้งนั้น ถ้าเราไปคิดถึงคนแล้วมันกำหนดไม่ได้ เราไม่ต้องไปคิดถึงใครหรอก เดี๋ยวมันมาเองแหละ เรากำหนดภายในน่ะ เราต้องตัดให้หมดสิ ทางใจนี่ตัดให้หมด ทางข้างนอกมันก็มีไปตามเหตุปัจจัยของสังคม แต่ทางใจเราก็ตัดความเกาะเกี่ยวให้หมด เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว

คนเรานี่จะไปนรกไปสวรรค์ไปนิพพานก็ไปคนเดียว ไม่มีใครทำแทนใครได้ ไปคิดถึงเขาก็ปวดหัวเปล่า มากำหนดภายในดีกว่า เจริญสติปัฏฐานให้เห็นแจ้งภายในดีกว่า นี่แหละมันอบอุ่น อบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย เที่ยวไปคิดถึงคนโน้นคนนี้ก็ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน ไปหลงรักเขาก็ได้แต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ ไปรักเขามากมายแค่ไหน เที่ยวไปรักไปห่วงไปหวงเขาก็ ได้แต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ ไอ้นั่นมันก็ไม่ได้อย่างใจเราเลย กูอุตส่าห์รักมึงแค่ไหน มันไม่ได้รู้เรื่องเลย ลูกเต้าก็เหมือนกันน่ะ เราไปรักมันแค่ไหนมันก็ไม่รู้หรอก เราก็ต้องไปนั่งหงอยเหงา เราห่วงมันแทบตาย มันไปเต้นรำสนุกกันทั้งคืน เราห่วงแทบตาย มันกลับมาหน้าระรื่น กินข้าวเสร็จมันนอน ตกเย็นมันไปอีกแล้ว มันไม่รู้หรอกว่าเราห่วง การที่จิตเราไปเกาะไปติดยึดกับภายนอกนั้น ก็เป็นไปเพื่อความกลุ้มใจเปล่า

เราก็ทำหน้าที่ไปตามหน้าที่ที่มี แต่จิตของเราน่ะเราไม่ต้องไปรักใครห่วงใคร เรามาทำสติปัฏฐานดีกว่า กำหนดภายในดีกว่า ไม่ต้องคิดถึงใครทั้งนั้น อย่างนี้สบาย เพราะมันเห็นแจ้ง ยิ่งเราดึงจิตเข้ามาภายใน มันก็เห็นแจ้งขึ้นไปเรื่อย ๆ ผ่านไปแต่ละปีมันยิ่งแจ้งของมันไปเรื่อย ๆ มันยิ่งแจ้งแล้วมันก็ยิ่งดับทุกข์ได้ของมันเอง ไม่ต้องให้ใครมาเป็นพยาน ไม่ต้องให้ใครมารับรองทั้งนั้น เราทำของเรานี่ ความทุกข์ที่น้อยลงไปมันรับรองตัวมันเอง ไม่ต้องให้ใครชม ถ้าปฏิบัติแล้วเป็นขี้ข้าปากชาวบ้านนี่ก็ไม่สมฐานะเป็นนักปฏิบัติแล้ว ปฏิบัติแล้วต้องรอคนมาชม

ถ้าจิตเราเลวน่ะ เขามาชมมันก็เท่านั้นแหละ เราก็ยังเลวอยู่ดี ถ้าเราดีขึ้นมาเขาด่าก็เท่านั้นแหละ จิตเรามันก็ยังดีอยู่ เขาด่าแค่ไหนล่ะ ด่าว่ามึงจะต้องไปตกนรก มึงน่ะไม่มีความเจริญ ถ้าเราปฏิบัติทั้งวันทั้งคืนแล้วเรากำหนดสติของเราตลอด มันก็เจริญทุกปีนั่นแหละ

ใครจะด่าว่าสาปแช่งเราน่ะ มันก็เป็นมายาภาพของการปรุงแต่งจากจิตของเขาเท่านั้น ไม่ใช่ว่าสิ่งนั้นจะมาให้คุณให้โทษแก่ชีวิตเราได้ เหมือนกับว่าเราไปที่บึงสักบึงนึง เกณฑ์คนไปทั้งอำเภอเลย แล้วก็เอาหินก้อนนึงเอาไปลอยน้ำ แล้วก็ให้คนทั้งอำเภอที่ยืนอยู่รอบบึงน่ะ พูดพร้อมกันนะ บอกว่า โอ้โห ไอ้ก้อนหินก้อนนี้มันลอยฟ่องเลยเว้ย ไอ้ก้อนหินก้อนนี้มันลอยฟ่องลอยตุ๊บป่องเลยเว้ย หินมันก็จมอยู่ดี ถ้าเราเอานุ่นสักถุงนึง เอาไปลอยอีก แล้วก็ให้คนทั้งอำเภอมันพูดพร้อมกันว่า โอ้โห ไอ้นุ่นถุงนี้มันจมดิ่งเลยเว้ย ไอ้นุ่นถุงนี้มันจมดิ่งลงไปถึงก้นบึงเลยเว้ย มันพูดพร้อมกันจนหูแตกปากฉีก นุ่นมันก็ลอยอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ

ถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้วยังต้องมาดีใจเสียใจกับคำพูดมนุษย์อีกก็แสดงว่ายังไปไม่ไกล นั่งเป็นทุกข์เวลาเขานินทาเขาด่าว่า ยังไม่ไปถึงไหนเลย แสดงว่าจิตเราส่งออกนอกฐาน ถ้าเราดีใจเวลาเขาชมก็ต้องเสียใจแน่เวลาเขาด่า ขณะที่เขาชมนี่เราต้องดูให้เห็นว่ามันเป็นมายา เสียงผ่านหูแล้วก็ดับไป ไอ้ความปรุงแต่งในใจของเราน่ะมันไม่ดับ เสียงกระทบหูแล้วมันดับ กระทบแล้วมันดับปุ๊ปเลย นี่แหละพูดปุ๊ปดับปุ๊ป ไอ้ที่ไม่ดับคืออะไรล่ะ คือไอ้ความปรุงแต่งในใจเราน่ะ ไปยินดียินร้ายในใจ โอ้โห มันชมกูว่ายังงี้ เกิดมาไม่เคยมีใครชมกูอย่างนี้เลย นี่แหละปรุงแต่งไป คิดไปทั้งวันทั้งคืน นั่นแหละจิตมันตกฐานแล้ว

ถ้าเราจะเป็นทุกข์เพราะคำพูดคน เป็นสุขเพราะคำพูดคนได้น่ะ เพราะจิตตกฐานจากการปฏิบัติทั้งนั้น ไม่งั้นไม่สามารถจะไปเป็นทุกข์เป็นสุขเพราะคำพูดมนุษย์ได้ เราตกฐาน จิตมันตกฐาน จิตตกฐาน ญาณก็ไม่เกิด กิเลสก็เกิด ญาณไม่แจ้ง

เวลามีปัญหาอย่าไปโทษคนอื่น ต้องมาโทษตัวเอง โทษว่าเพราะเรานี่จิตมันตกฐานแท้ ๆ มันถึงเป็นทุกข์เพราะอย่างนั้นอย่างนี้ มัวแต่ไปโทษคนอื่นก็ไม่ได้เรื่องหรอก มาโทษตัวเองดีกว่า เราเป็นทุกข์เพราะจิตเรามันตกฐาน สติเรามันยังไม่สมบูรณ์ ต้องฝึกอีก อย่าไปโทษว่าเขามาด่า เขามาด่านี่เสียงเขากระทบหูปุ๊ปแล้วก็ดับไปทันทีเลย แต่เราเก็บเอามาปรุงแต่งอีกน่ะ นั่นแหละ มันต้องโทษตัวเอง ที่เราตั้งจิตผิดทำให้ตัวเองเดือดร้อน

เหมือนกับว่าหมามันมาขี้หน้าบ้าน หมามันขี้ได้แค่หน้าบ้าน แต่เราเก็บไอ้ขี้หมากองนั้นมาใส่ห้องนอนเราแล้วก็นอนดม ดมมันทั้งวันทั้งคืน คือคนเรามันด่า มันด่าได้แค่หู ส่งคำพูดไม่ดีอะไรก็ตามทีเถอะมันมาได้แค่หู แต่ที่จะดึงเข้ามาปรุงหมกมุ่นอยู่ในใจเราน่ะ มีเราคนเดียวเท่านั้นที่จะเอามาได้ คือมีเราคนเดียวที่จะเอาขี้หมาเข้ามาในห้องนอนของเราได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปโทษคนอื่นเลย มาโทษตัวเอง เป็นทุกข์เพราะตัวเอง

เวลาเราเป็นทุกข์เพราะอะไร เอาอารมณ์นั้นออกเสีย แล้วก็ตั้งอารมณ์ใหม่ อารมณ์ที่มันไม่เป็นทุกข์สิ เหมือนกับการเดินแล้วไปเหยียบหนามน่ะ คนฉลาดมันก็มาดึงหนามออกแล้วทิ้งไป คนโง่ทำยังไงล่ะ ดึงหนามออกมาแล้วก็ทิ่มกลับไปอีก ดึงออกมาแล้วก็ทิ่มกลับไปอีก นี่ มันทิ่มไม่เลิก อารมณ์ไหนทำให้เราเป็นทุกข์ก็ดับมันเสียสิ มาตั้งอารมณ์ใหม่ ตั้งอารมณ์ที่ไม่เป็นทุกข์

นี่แหละ ที่เรายกมือนี่ กำหนดขณะหนึ่ง ๆ มันไม่ทุกข์ มันไม่ทุกข์ไม่สุข มันสักว่า กำหนดขณะหนึ่ง ๆ โลกมันก็อยู่ตรงนั้นแหละ โลกทั้งโลกมันอยู่ตรงที่อารมณ์กระทบขณะหนึ่ง ๆ นั่นแหละ โลกเกิดขึ้นตั้งอยู่แตกดับไปก็ตรงนั้นเลย เมื่อเกิดญาณปัญญาดวงตาเห็นธรรมขึ้นมา ย่อมเห็นโลกโดยความเป็นของแตกดับ พระพุทธเจ้าท่านสอนพระโมฆราชน่ะ ว่าให้ดูโลกโดยความเป็นของแตกดับ ถอนอัตตานุทิฏฐิคือความยึดถือว่าเป็นตัวเราของเราในขณะนั้นน่ะ ในอารมณ์ที่มากระทบน่ะ ถอนความยึดมั่นถือมั่นโดยความเป็นตัวเราของเราออกมา อย่าไปยึดว่านี่กูนี่ตัวกูล่ะ นี่กูยินดีกูยินร้ายอยู่นี่ ความจริงมันไม่มีหรอก มันเป็นอุปาทานที่อารมณ์มันสร้างขึ้นมา ความจริงมันไม่มี ถ้าเป็นตัวเราของเรามันต้องห้ามไม่ให้แก่ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตายได้ มันห้ามไม่ได้ อุปาทานมันมาหลอกเฉย ๆ เท่านั้น

เพราะฉะนั้นจิตที่จะดับทุกข์ได้มันต้องเป็นจิตกลาง ๆ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย จะทำจิตให้เป็นกลาง ๆ ได้ ต้องเจริญสติปัฏฐาน ถ้าไม่ฝึกจิตน่ะทำไม่ได้หรอก ท่องจำมาแต่ตำรานี่ยังทำไม่ได้ เรียนจนจบพระไตรปิฎกก็ยังทำไม่ได้ ต้องฝึกฝนอบรม เจริญสติปัฏฐานนี่จึงทำได้

หลวงพ่อใหญ่ท่านไม่สอนธรรมะมากเลย ท่านสอนแต่สติปัฏฐานสูตรแล้วท่านเน้นให้เราปฏิบัติ คนไหนปฏิบัติตามท่านน่ะดับทุกข์ได้ ยิ่งปฏิบัติน่ะ ปฏิบัติไม่เลิก ปฏิบัติหลายปีเข้า ๆ นี่ มันแจ้ง มันแจ้งหมดโลกธาตุเลย หมดโลกธาตุตรงไหน คือในกายเรานี่มันแจ้ง หมายถึงว่า ตามภาษาธรรมะนี่โลกธาตุมันอยู่ในกายยาววาหนาคืบนี่แหละ เราก็กำหนดมันเข้าไปสิ กำหนดภายในกายนี่แล้วมันจะแจ้งหมด ไม่ต้องไปแจ้งอันอื่น ถ้าเราเที่ยวไปสอดส่องโน่นไปสอดส่องนี่ไปทั่ว นั่นมันไม่แจ้งหรอก เพราะงานมันเยอะ พอจิตเราเข้ามาสู่ภายในแล้วมันแจ้ง เพราะมันมีน้อย สถานที่แค่กายยาววาหนาคืบนี่ กำหนดเข้าไปสิ มันแจ้งหมดแหละ

มันแจ้งตรงไหนล่ะ มันแจ้งเข้าไปตรงที่การงานทางใจ เพื่อจะดับความยินดียินร้าย เพื่อจะดับทุกข์ ไม่ว่าเรารู้เราเก่งเราฉลาดเรื่องอะไร ถ้าดับทุกข์ไม่ได้ก็ไร้ค่าสูญเปล่า ต่อให้คนเขามายกย่องชมเชยกราบเราเป็นแถวน่ะ ยืนเรียงแถวกราบ ถ้าเรายังเป็นทุกข์ใจอยู่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกภายนอกน่ะ ไม่มีประโยชน์อะไร มีประโยชน์ตรงที่เราดับทุกข์ใจได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ช่วยให้ดับทุกข์ได้

มีอะไรมากมายก็ไม่มีความสุขหรอก ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาน่ะ ตอนอายุยังน้อยไม่มีสมบัติพัสถานอะไรก็แหมอุตส่าห์บากบั่นทำมาหากินเก็บเล็กผสมน้อย พออายุมากขึ้น ชักมีสมบัติพัสถาน ก็ใกล้จะตายเสียแล้ว พอเริ่มรวยก็ใกล้จะตายเสียแล้ว คนรุ่นเดียวกันก็เข้าเมรุเข้าเตาเผากัน ทยอยเข้าไป เราก็ไม่รู้ว่าคิวของเราจะอยู่วันไหน จิตต้องมาหวาดสะดุ้งต่ออีก มีเงินมีทองมีบ้านใหญ่โตมีที่มีทางแล้วก็ยังไม่หมดทุกข์ ต้องมาสะดุ้งอีกว่า คิวกูจะวันไหนวะ วันนี้ก็ยาย ก.บ้านเหนือ ตา ข.บ้านใต้ นาย ค.บ้านตะวันออก นาง ง.บ้านตะวันตก อ้าวทยอยเข้าคิวเข้าเตาเข้าเมรุไป ตัวเราจะเข้าเมรุวันไหนนะเนี่ย ความกังวลมันไม่จบ ความคาดหวังความใฝ่ฝันทางโลกมันไม่จบ คือมันไม่ถึงที่สุด มันดับทุกข์ให้ไม่ได้ คือว่า ต่อให้ได้เต็มที่อย่างที่เราฝันไว้ มันก็ไม่หมดทุกข์ คือมันยังไม่หมดทุกข์ ให้ได้เต็มที่ด้วย ได้ทุกอย่างด้วย จนหมดโลกธาตุน่ะ อ้าว ใกล้จะตายเสียแล้ว เวลาปากมันพะงาบ ๆ นอนในเตียงเวลาจะตาย อะไร ๆ ก็ไม่มีประโยชน์อีก

เราออกมาสร้างบุญบารมีดีกว่า มาประพฤติธรรมใฝ่ธรรมดีกว่า ไอ้ที่หลงหวงห่วงกอดรัดเอาไว้น่ะ มันจะเป็นสุขจริงหรือ ถามตัวเองทุกวันซิ ถามตัวเองน่ะ มองในบ้านเรา มองทั้งบ้านแล้วถามว่า ไอ้ของอันไหนกูตายแล้วมันจะตามกูไปวะ ถามทุกวันซิ มองให้รอบบ้านเลย ขุดลงไปในดินอีกก็ได้ ขุดลงไปมองเลย ไอ้อันไหนที่กูตายแล้วมันจะไปกับกูวะ ถามซิ ถามทุกวันเลย ไม่มีหรอก มีแต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่แหละ ทาน ศีล ภาวนา วิปัสสนากรรมฐาน ถ้าบุญบารมีเราถึงฝั่ง พอที่จะหลุดพ้นชาตินี้ ก็จะได้หมดสิ้นทุกข์สิ้นภพชาติกันไปเลย ไม่ต้องมาเป็นขี้ข้าเฝ้าโลก เป็นขี้ข้าเขา ต้องมาอุ้มท้อง ต้องมาออกลูก ต้องมาเลี้ยงลูก เป็นขี้ข้าเขา เป็นขี้ข้าต้องมาอุ้มท้อง เป็นขี้ข้าต้องมาเลี้ยงลูก พอมันโตแล้วมันก็ต่างคนต่างไป

เรามาหาธรรมะดีกว่า นี่น่ะของจริง เวลาตายก็ตายกับเราเลย นอกจากธรรมะแล้วไม่มีใครมันตายกับเราหรอก ทรัพย์สมบัติทั้งหลายก็ไม่ได้เอาไปเลย ของไหนนำไปทำบุญได้เท่าไหร่ก็นั่นแหละเป็นของเรา ไอ้ของที่เก็บเอาไว้น่ะยังไม่เป็นของเรา ของที่ให้ไปน่ะจะเป็นของเราจริง เวลาบ้านไฟไหม้น่ะ ของอันไหนเก็บเอาไว้ในบ้านน่ะ จะไม่ใช่ของเรา ของอันไหนสามารถขนออกนอกบ้านไปได้น่ะ จึงจะเป็นของเราจริง

ฉันใดก็ฉันนั้น ขณะที่ร่างกายสังขารเรากำลังโดนไฟคือความแก่ความเจ็บความตายเผาอยู่น่ะ ไอ้ของไหนที่เก็บเอาไว้ก็คือไม่ใช่ของเราหรอก ไอ้ของไหนที่ให้ออกไปขนเอาไปทำบุญนั่นน่ะจึงเป็นของเรา ไอ้ของที่เก็บเอาไว้ไม่ใช่ของเราหรอก ของที่ให้ออกไปน่ะแหละของเรา เก็บเอาไว้หมดไม่ให้อะไรออกไปเลย ก็จะสูญเสียหมดไม่ได้อะไรไปเลย

ไม่มีอะไรเป็นของเราจริงหรอก แสวงหาธรรมะดีกว่า มาประพฤติธรรมดีกว่า คือมันจะทำให้จิตเราเห็นแจ้ง ว่าไม่มีอะไรจริง ๆ มันเป็นมายา ไม่มีอะไรจริงสักอย่าง พอจิตเราตั้งปัจจุบันอารมณ์แข็งขึ้นมา ๆ น่ะ มันแจ้งอยู่ตรงนี้แหละ คือมันเห็นว่าไม่มีอะไรจริง ไม่มีอะไรจริง มันเกิดดับ ร่างกายทั้งร่างนี้ก็เข้าเตาเผาเข้าเมรุ รอไปเข้าเมรุอย่างเดียว ไม่มีอะไรหรอก ไม่เป็นของเราหรอก นามธรรมที่กระทบตามทวารทั้งหลายมันก็เกิดดับ พอกำหนดลงไปนี่มันเกิดดับ ที่เราไม่เห็นความดับเพราะอะไรล่ะ จิตมันปรุงตามไป ตามไปอดีต เหมือนเราไปนั่งข้างถนนเนี่ย ถ้าเราหันหน้าไปตรง ๆ น่ะ มองรถไม่เป็นคันหรอก มันผ่านมาวู๊บแล้วก็ผ่านไป ๆ ที่เรามองเห็นเป็นคันเพราะอะไร แหงนหน้ามองตามไป คือหมายความว่าจิตเราเนี่ย ส่งไปในอดีต อารมณ์ที่มากระทบแล้วจิตก็ส่งตามไป มันถึงเป็นบุคคลตัวตนเราเขาขึ้นมา ถ้าจิตเรามั่นคงอยู่ในปัจจุบันอารมณ์จะไม่เห็นความเป็นตัวตนบุคคลเราเขา มีแต่ความเกิดดับ มีแต่ความเกิดดับตามทวารทั้ง ๖

ฉะนั้น สติปัฏฐานนี่นำจิตของเราไปเอง ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็แจ้งอยู่ภายในกายยาววาหนาคืบของเรานี่ ที่มันแจ้งคือว่ารู้แล้วมันดับทุกข์ได้ นั่นแหละมันแจ้ง ธรรมะนี่เราศึกษาแต่พระปริยัติธรรมอย่างเดียว ศึกษาแล้วมันดับทุกข์ไม่ได้น่ะ มันจึงเรียกว่ายังไม่แจ้ง มาศึกษาแล้วมันก็สงสัย สงสัยไปสงสัยมาแล้วก็กูสึกดีกว่า เพราะไม่เคยลองเลย ท่องชื่อได้หมด ไม่เคยเจอตัวจริงเลย ธรรมะข้อไหน ๆ จำชื่อได้หมด ไม่เคยเจอตัวจริงเลยมันก็สงสัย สติปัฏฐานคืออะไร สัมมัปปธานคืออะไร อิทธิบาทคืออะไร พละ ๕ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘ ไม่เคยเจอตัวจริงเลย ท่องได้แต่ชื่อ มีแต่ความสงสัยเต็มหัว

เวลาเราปฏิบัติ ปักจิตเข้ามาหยั่งรู้ข้างในน่ะ เจอตัวนึงแล้วก็เห็นแจ้งไปตัวนึง นั่นน่ะมันแจ้ง เพราะมันเห็นของจริง จะรู้ชื่อหรือไม่รู้ชื่อก็ไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่าดับทุกข์ได้ ดับอารมณ์ได้ ดับความปรุงแต่งได้ ทุกข์มันก็น้อยลงไป แต่ละปีทุกข์มันน้อยลงไปก็ดีแล้ว สักวันทุกข์มันก็หมดไปเอง

เราเกิดมาก็เป็นคนกิเลสหนาปัญญาทรามมาทั้งนั้น ไม่งั้นไม่เกิดมาเป็นมนุษย์หรอก เรายังมีกิเลสน่ะมันถึงมาเกิดเป็นมนุษย์ ฉะนั้นโอกาสที่เราได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาน่ะ เป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้ชำระกิเลสของเรา ถ้าไม่ได้พบพระพุทธศาสนาน่ะ ไม่มีทางที่เราจะได้แก้ไขกิเลสความชั่วในใจเราให้หมดไป เพราะว่าสติปัฏฐานนี่ท่านบอกว่า แสดงกันอย่างโจ่งแจ้งก็ช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าอุบัติเท่านั้น ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้อุบัตินี่ จะไม่มีใครมาแสดงสติปัฏฐานหรอก

เพราะฉะนั้นก็เป็นโอกาสดี ที่เราได้มาปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมก็เพื่อหาจิตดวงที่ไม่ยินดียินร้าย ปฏิบัติเพื่อละ ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อยึด เคยเห็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่เสื่อมไป ลูกศิษย์วัดเดียวกันน่ะ รุ่นพี่รุ่นน้องที่เสื่อมไปจากเพศพรหมจรรย์น่ะ วิเคราะห์ดูแล้ว ที่เสื่อมไปเพราะปฏิบัติเพื่อเอาทั้งนั้น ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อละเพื่อสละ ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อละนี่เจริญขึ้นตลอด ทั้งคุณธรรมบุญวาสนาบารมีเจริญขึ้นตลอด ถ้าปฏิบัติเพื่อละนี่เจริญขึ้นตลอด ไม่เสื่อม ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อเอานี่เสื่อมไปหมด ปฏิบัติเพื่อเอา ปฏิบัติเพื่อยึด ปฏิบัติเพื่อไว้เป็นข้ออ้างที่จะไปข่มขี่คนอื่นว่ากูดีกว่ามึง ถ้าตั้งจิตอย่างนี้จะเสื่อมหมด คือปฏิบัติเพื่อจะเป็นข้ออ้างเอาไว้ไปข่มขี่คนอื่น เสื่อมไปหมด ไม่เจริญ ที่มองเห็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่ผ่านมานี่ มีแต่ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อละเพื่อสละ ที่มีความเจริญขึ้นตลอด เพราะมันเข้าไปสู่ทางธรรม เมื่อเข้าไปสู่ทางธรรมแล้วนี่ พระธรรมท่านเลี้ยงเอง ท่านว่า ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่อดอยาก ไปไหนมีแต่ความอุดมสมบูรณ์ เพราะธรรมะเลี้ยงทั้งนั้น ที่ว่า ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้ตกไปที่ชั่ว ไม่ให้ไปสู่ความเสื่อม ไม่ให้ไปสู่ความเดือดร้อน

โอกาสที่ได้มาแสดงธรรม วันนี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายธรรมนี้ ก็ขออาราธนาคุณพระศรีพระรัตนตรัย จงคุ้มครองรักษาท่านผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมให้เจริญรุ่งเรืองด้วยกุศลธรรมด้วยกุศลจิต เจริญด้วยโลกุตตรธรรมด้วยโลกุตตรจิต รู้แจ้งธรรมเห็นธรรม ท้ายที่สุดก็ขอให้ได้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญฯ

ตอบ

  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd> <img> <i> <h2> <h3> <h4>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options

CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
3 + 5 =
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.