ตอบความคิดเห็น

008_พค๒๕๕๔ให้อารมณ์กรรมฐานที่อีสาน

วันนี้วันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๑๙ นาฬิกา ๑๕ นาที

เดี๋ยวญาติโยมก็นั่งสมาธิไปนะ เดี๋ยวก็จะพูดธรรมะไปเรื่อย ๆ เพื่อเกื้อหนุนแก่อารมณ์ปฏิบัติ โยมก็นั่งสมาธิตามที่เคยนั่ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐหะมัสมี โลกัสสะ เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ อะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโว

สาธุ สาธุ อนุโมทามิ ( ๙ จบ )

นั่งสมาธิไปเดี๋ยวก็ได้ อารมณ์ปฏิบัตินี้ก็รวมลงในขันธ์ ๕ รวมลงในขันธ์ ๕ ก็พูดเป็นภาษาปริยัติ ขันธ์ ๕ มันก็ฟังยาก ขันธ์ ๕ คือกายกับจิตเรานี่แหละ กายกับจิตเราน่ะให้กำหนดรู้ให้มันยิ่ง ทำไมเรามาดูกายดูจิตเราล่ะ เราถามใจเราว่า ปกติเราจะเป็นทุกข์เพราะไอ้ของที่เราห่วงหรือของที่เราไม่ได้ห่วง มันก็จะตอบได้ว่าอันไหนเราห่วงมาก ทุกข์มาก อันนั้นจะทำให้เราทุกข์มาก และเราก็พิจารณาโดยรอบ อะไรที่เราจะห่วงมากที่สุด ใครจะพูดว่าชั้นไปรักคนโน้นรักมาก รักมากกว่าตัวเองซะอีก โอ้ยมันก็โม้แหละ ไม่มีใครรักคนอื่นมากกว่าตัวเองหรอก ไม่มีใครเป็นห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองหรอก ที่เราห่วงที่สุดคือกายกับจิตเรานี่แหละ ยึดมั่นถือมั่นที่สุดก็กายกับจิตนี้แหละ สิ่งไหนที่เราห่วงมาก ก็จะทำให้เราเป็นทุกข์มาก ธรรมะภาคปฏิบัติจะให้มารู้ยิ่งในกายในจิตเรา ที่ดำเนินงานปฏิบัติธรรม แล้วไม่ได้ออกไปนอกนี้เลย อยู่ที่กายที่จิตนี่แหละ ฟังครูบาอาจารย์กรรมฐานองค์ไหนก็ องค์ที่เป็นพระกรรมฐานจริง ๆ เน้นแต่เรื่องกรรมฐานจริง ๆ พูดไม่เกินเรื่องกายเรื่องจิต การงานที่จะเน้นให้ลูกศิษย์ทำ ก็กำหนดหยั่งรู้ดูกายดูจิตนี้แหละ อย่างที่เราพูดว่าสิ่งไหนที่เราห่วงมาก นั่นแหละจะทำให้เราเป็นทุกข์ได้มากที่สุด ที่เราห่วงมากที่สุดก็คือกายคือจิตนี้แหละ ถ้าเราไม่เตรียมพร้อม ไม่หยั่งรู้ ไม่เข้าใจ ก็เตรียมตัวได้เลยต้องทุกข์แสนเข็ญมากมาย

พระพุทธเจ้าท่านฉลาด ท่านอุบัติในโลกเพื่อจะช่วยให้คนพ้นทุกข์ คำสอนท่านก็จึงสอนให้ศิษย์หาสาวกทั้งหลายมาเพ่งพิจารณาที่กายที่จิตตัวเองเพื่อจะได้รู้แจ้ง และจะข้ามพ้นทุกข์ได้ก็ตรงนี้แหละ อันนี้เราก็พอเข้าใจแล้วว่าที่ต้องหยั่งรู้ให้มากก็คือกายจิตเรานี้แหละ อันนี้เรามาพิจารณาที่กายที่จิตเรานี้แหละ จิตมันก็เห็นยาก กายมันเห็นง่าย เรามาหยั่งรู้ดูก็จะเห็นว่าจิตมันก็อยู่ที่กายนี่แหละ ครูบาอาจารย์กรรมฐานท่านจึงให้ปฏิบัติลงที่กายให้มาก แม้ที่ ๆ เรายึดมั่นอุปาทานเป็นตัวเราของเรา สิ่งสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ให้ยึดก็คือที่กายนี่แหละ ตอนแรกเราเริ่มเข้าใจว่า อ๋อ ธรรมะก็ให้มาหยั่งรู้ดูที่กายที่จิตเราสิ เราวิเคราะห์เข้าไปอีกก็ยิ่งเห็นว่า บอกว่ากายว่าจิตก็ยังกว้าง ที่ทำงานจริง ๆ ก็คือที่กายนี่แหละ เรากำหนดหยั่งรู้ที่กายแหละ แล้วเรื่องจิตมันจะรู้ไปในตัว ฉะนั้นที่กายเรานี้เป็นที่เราจะเฟ้นให้มาก กรรมฐานนี้ลงที่กายนี่แหละ แล้วลงที่กายนี้เราจะลงยังไง มันก็ต้องรู้ว่าจะลงมุมไหนทิศไหน เหมือนกับว่า เหมือนเราจะหั่นมะเขือนี่ สมมติมะเขือยาว บอกว่าไปหั่นมะเขือยาวซิ เราก็ต้องถามว่าจะทำแกงอะไรจะทำกับข้าวอะไร ถ้าเขาเอามะเขือยาวไปชุบไข่ทอด ก็หั่นมะเขือยาวบาง ๆ ถ้าว่าจะผัด จะผัดใส่เต้าเจี้ยวใส่หมูใส่เต้าเจี้ยวกิน ก็ไม่ต้องหั่นบาง หั่นหนา ๆ ก็ได้ แต่ว่าถ้าจะทำมะเขือยาวเผา ก็ไม่ต้องไปหั่นเลย ใช่ไหม ที่นี้เรารู้แล้วว่าจะหยั่งรู้ดูในกาย ธรรมะเราจะหยั่งรู้ดูในกายนี้ แต่เราจะหยั่งมุมไหน เหมือนเขาจะเอามะเขือยาวมาทำกับข้าวเราก็ต้องให้มันรู้ว่าจะทำกับข้าวอะไร มันจะได้หั่นถูก

เราต้องหยั่งกายไปในทิศทางที่เห็นไตรลักษณ์ เพราะอะไร ก็อย่างที่เรารู้แล้วว่าสิ่งไหนที่เราห่วงมากเราจะเป็นทุกข์มาก เพราะฉะนั้นเรามาหยั่งรู้ก็เพื่อจะให้ห่วงน้อยลง อันนี้เป็นสูตรสำเร็จเลย เราก็รู้อยู่แล้วว่า อย่างที่ถามแต่ต้นเราก็เข้าใจ เหมือนเรามีลูกหลายคน ลูกคนไหนเราห่วงมากก็จะทุกข์เพราะคนนั้นมาก อันนี้เป็นธรรมดา สิ่งไหนเราเป็นห่วงมากเราก็จะทุกข์เพราะสิ่งนั้นมาก ฉะนั้นเรารู้แล้วว่าจะต้องกำหนดลงที่กายนี้ เราก็จะกำหนดลงที่กายนี้เพื่อให้มันห่วงน้อยลง มันถึงจะทุกข์คลายตัว อย่างน้อยทุกข์มันจะน้อยลง ต้องทำว่ามากำหนดหยั่งรู้ที่กายนี้ เพื่อให้ห่วงกายน้อยลง ภาษาธรรมะเขาเรียกว่าเพื่อมาถอนอุปาทาน ภาษาอย่างที่เราพูดว่ามากำหนดหยั่งรู้เพื่อให้ห่วงน้อยลง หรือให้หมดห่วงไป ภาษาธรรมะเขาเรียกว่ามาถอนอุปาทาน เราถึง เวลาเราทำวัตรเช้าแปล เราก็จะเข้าใจเรื่องนี้ว่าขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคืออุปาทาน นั่นแหละ ที่จะเป็นที่มากำหนดหยั่งรู้ ว่าโดยย่อขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์ รูปูปาธานักขันธ์โธ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูป ก็คือกายนี้มันมีความยึดมั่นอยู่ เราก็จะมากำหนดหยั่งรู้ เพื่อถอนความยึดมั่น เพื่อให้มันห่วงน้อยลง ทำไงเราจะห่วงน้อยลง ต้องมากำหนดรู้ความจริง ว่าเราเป็นห่วงมันมันก็เป็นของมันอย่างนั้น เราไม่ห่วงมันก็เป็นของมันอย่างนั้น คือมันไม่เชื่อฟังเรา มันเป็นไปตามเรื่องของมัน คืออาการของมัน

ที่พระพุทธเจ้าบอกกล่าวให้เราเข้าใจ คือ ๑.อนิจจัง ความไม่เที่ยง ๒.ทุกขัง ความเป็นทุกข์ ๓.อนัตตา ความไม่ให้ตัวตนบังคับบัญชามันไม่ได้ อันนี้มันเรื่องจริง เราจะหลงยึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นอย่างนี้ เราจะไม่หลงมัน มันก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีทางไปแก้ไขมันได้ มันต้องเป็นอาการไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไอ้เรื่องที่แก้ไขไม่ได้เขาเรียกว่าสามัญลักษณะ เป็นลักษณะธรรมดา ไม่ว่ายังไงก็แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราไปแก้ไขไม่ให้ใครตายเป็นไปได้เปล่า ไม่ให้มีคนตาย เกิดมาแล้วไม่ตาย เป็นไปได้ไหม เกิดมาแล้วไม่แก่ เกิดมาแล้วไม่เจ็บไม่ตาย จะไปแก้ยังไงล่ะ ไม่มีทางจะไปแก้ได้ สังขารร่างกายมันเป็นของมันอย่างนั้น แก้ไม่ได้เลย เราจะไปยึดมัน มันก็เป็นอย่างนี้ เราไม่ยึดมัน มันก็แก่เจ็บตายอย่างนี้

ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านจะให้ทำอะไร ท่านมาให้ตัดตัวยึด เพราะว่ายิ่งเรายึดมากก็ยิ่งทุกข์มาก ก็เหมือนอย่างที่เราอุปมาให้ฟังแต่แรกว่า สมมติว่าเรามีลูกหลายคน ลูกคนไหนเราห่วงมากก็ยิ่งทุกข์กับมันมาก ทีนี้เรามาวิเคราะห์แล้วว่าร่างกายมันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา แน่นอน แก้ไขไม่ได้ นี้ทำไงเราจะห่วงมันน้อยลง พระพุทธเจ้าท่านก็สอนให้มาเข้าใจความจริงมันเลย อย่าไปหนีความจริง ถ้าเราไปหนีความจริงก็ยิ่งมีปัญหา ยิ่งเราหลบเราเลี่ยง ถึงเวลาความจริงเปิดเผยยิ่งทุกข์ เพราะมันหนีไม่พ้นหรอก ทำไงดีล่ะ ต้องมากำหนดหยั่งรู้มัน แล้วก็ยอมรับความจริง เข้าใจความจริง คือยอม ยอม ยอมรับแล้วว่ามันเป็นอย่างนี้ มันเกเรอย่างนี้ แล้วก็ถอนความคิดที่จะไปเจ้ากี้เจ้าการกับมัน เพียงอาศัย แต่เรารู้ว่าจะไปยึดครองมันไม่ได้

เหมือนกับอะไร เหมือนกับผู้หญิง อ้าวสมมติว่าผู้หญิงไปได้ผัวขี้เมา กี่วัน ๆ มันก็กินเหล้าโวยวาย วุ่นวายอย่างงี้แหละ จะไปบังคับขู่เข็ญยังไงมันก็จะขี้เมาอย่างงี้ ก็เป็นทุกข์กลุ้มใจ วันดีคืนดีคิดขึ้นได้ว่า เอ้อ อยู่มาหลายปีก็เห็นแต่มันเป็นอย่างนี้ ก็ช่างมันเถอะ จะไปเอาอะไรกับมัน อยู่มาหลายปีก็ไม่เห็นจะไปดัดสันดานมันได้ วันดีคืนดีนึกขึ้นได้ก็ยอมรับมันเลย อ้าว พอยอมรับได้ก็หมดทุกข์ ไอ้ตอนจะไปเจ้ากี้เจ้าการให้เวลามันเมา เวลามันกินเหล้าก็อย่าเมาสิ เวลาเมาแล้วมึงอย่าโวยวายสิ เวลาโวยวายมึงอย่าไปหาเรื่องใครสิ โอ้ยเป็นทุกข์กลุ้มใจ ระทมหม่นไหม้ ก็คิดจะไปคุมมันน่ะ พอวันดีคืนดีคิดขึ้นมาได้ เอ้อ ก็ปี ๆ ไอ้เราจะไปเจ้ากี้เจ้าการ ก็เห็นมันก็เป็นแต่อย่างนี้ ก็ช่างมันเถอะ อย่าไปทุกข์กับมัน มันเป็นอย่างนั้นก็เรื่องของมันเอง เราจะไปกลุ้มกับมันทำไม พอคิดอย่างนี้ได้แล้วมันหมดทุกข์ คือเลิกคิดว่าจะไปเจ้ากี้เจ้าการไปจัดระเบียบมันน่ะ ยอมรับความจริงแล้ว ยอมรับความจริงว่ามันจะวุ่นวายอย่างนี้แหละ มันจะมีเรื่องมีราวอย่างนี้แหละ ยอมรับ ไอ้นี่แหละเราจะหมดทุกข์ อันนั้นแหละ ที่เราจะมากำหนดหยั่งรู้สังขารก็อย่างนั้นแหละ คือยังไงมันเกิดมาแล้วมันก็แก่แน่ เจ็บแน่ ตายแน่ พูดกับมันก็ไม่รู้เรื่องแล้ว ถ้าพูดมันรู้เรื่อง โอ้ยเขาก็พูดกันมาแต่ยุคสุโขทัย อยุธยา ยุคไหนนี่ เขาก็พูดมาแต่ยุครัชกาลที่ ๑รัชกาลที่ ๒ แล้ว ไม่ถึงรุ่นเราหรอก ถ้าพูดกับมันรู้เรื่อง เขาก็พูดกันมาแต่ยุคพระพุทธเจ้าแล้ว เฮ้ย มึงอย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตายนะ มึงอย่าวุ่นวายมึงอย่าปวด มึงอย่าปวดแข้งปวดขา หัวเข่ามึงอย่าเสื่อมนะ ร่างกายมึงอย่าเสื่อมนะ มึงอย่าปวดหลังปวดเอวนะ มึงอย่าถ่ายท้องลงท้องนะ มึงอย่าท้องผูกท้องอืดนะ มันก็พูดรู้เรื่องกับมันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว อันนี้พูดกันไม่รู้เรื่อง

ให้เราเข้าใจ เข้าใจเหมือนกับผู้หญิงคนนั้นเข้าใจผัวขี้เมามัน โอ้ย ถ้ากูคุมมันได้คุมได้ตั้งแต่ปีแรกแล้ว นี่ก็ปี ๆ ก็คุมมันไม่ได้ มันก็มีเรื่องอย่างนี้ มันก็โวยวายอย่างนี้ ทำใจ ทำใจได้น่ะหมดทุกข์ การที่เราพิจารณาร่างกายน่ะ ก็กำหนดหยั่งรู้กายนี่แหละ ให้มันเห็นความจริง สังขารนี้ไม่เที่ยงหนอ เป็นทุกข์ นั่งนานก็เป็นทุกข์ นั่งนานเป็นทุกข์พลิกซ้ายหน่อย พลิกซ้ายมานึกว่าเอ้อสบายดี อ้าวเดี๋ยวปวดอีกแล้ว เดี๋ยวปวดทางข้างนี้อีกแล้ว อ้าวเปลี่ยนไปพลิกขวาหน่อย พลิกขวาใหม่ ๆ ก็สบายดี อ้าวเดี๋ยวทุกข์อีกแล้ว วันนี้ถ่ายท้องโอ้ยถ่ายท้องโล่งเลยท้องเบาสบายดี อ้าวเดี๋ยวหิวข้าวอีกแล้ว หิวข้าวก็กินเติมมันเข้าไปอีกแล้ว มันแน่นท้องอีกแล้ว อยากถ่ายท้องอีกแล้ว ทำไงจะถ่ายท้องได้ถ้าถ่ายท้องได้ โอ้ยท้องเบาโล่งสบายดี ถ้าถ่ายไม่ได้ก็อึดอัดอยู่อย่างนั้นแหละ โอ้ยทำไงท้องผูกซะแล้ว ทำไงจะเอายาโน่นมากินเอายานี่มากินให้ถ่ายท้องได้ พอถ่ายท้องได้โอ้ยเบาสบายท้องเบาดี เดี๋ยวกินเข้าไปให้มันอึดอัดอีกแล้ว คือมันไม่จบน่ะ ปัญหามันไม่จบ เราจะไปคิดว่าเมื่อไหร่จะจบซะที โอ้ยก็ทุกข์กับมันอยู่นั่นแหละ เหมือนกับผู้หญิงคนนั้นที่จะไปคุมผัวขี้เมา ทุกข์อยู่นั่นแหละ เมื่อไหร่ยอมรับว่า กูก็รู้เช่นเห็นชาติแล้ว เห็นมันก็ขี้เมาอย่างนี้ วุ่นวายอย่างนี้ โวยวายอย่างนี้ เที่ยวไปหาเรื่องชาวบ้านอย่างนี้ วันดีคืนดีเลยทำใจได้ คือทำใจได้นี่มันไม่ใช่มันหมดปัญหา หมายถึงว่ายอมรับแล้วว่ามันมีปัญหาอย่างนี้ อย่าไปกลุ้มกับมันเลย กูเห็นแต่ไหนแต่ไรมันก็เป็นอย่างนี้ กูไปกลุ้มกับมันมันก็เป็นอย่างนี้ กูไม่กลุ้มเลยมันก็เป็นอย่างนี้แหละ แล้วไปกลุ้มกับมันทำไม นี่แหละ พอคิดได้แล้วก็อันนี้แหละหมดทุกข์ เขาเรียกว่าหมดความห่วงผูกพัน หมดอุปาทาน เรามากำหนดหยั่งรู้ในกายก็เพื่ออย่างนี้แหละ เราจะดับทุกข์ได้ ไม่ใช่ว่าเราจะไปห้ามไม่ให้มันแก่มันเจ็บมันตาย อันธรรมดาของสังขาร มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น ทรงอยู่ในท่ามกลาง แล้วก็แตกดับสลายผุพังไปในที่สุด จะไปเจ้ากี้เจ้าการให้มันเป็นอย่างอื่นมันก็ไม่ยอมเลย ตั้งแต่วันที่เราเกิดมาก็บ่ายหน้าไปสู่ความตายลูกเดียว แล้วก็ไม่รู้จะตายวันไหนด้วย

เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ประมาท ต้องเจริญสติมากำหนดหยั่งรู้ที่กายนี้แหละ สถานที่ทำงานของกรรมฐานก็คือที่กายนี้ ถ้าเราไม่รู้จักมากำหนดหยั่งรู้มัน เขาเรียกว่าอยู่อย่างโง่เขลาเบาปัญญา เมื่อความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาปรากฏก็รับไม่ได้ ทุรนทุรายตีโพยตีพายโวยวายโทษฟ้าโทษดิน ถ้าเรามาฝึกจิต ฝึกกำหนดหยั่งรู้ให้รู้แจ้ง เราก็จะได้กำไร โลกนี้เราเกิดมาเราก็อาศัยมันไป แต่ถ้าใครมีธรรมะคนนั้นก็จะไม่ทุกข์ เพราะมันรู้ทางหนีทีไล่ รู้ความจริง ถ้าเราไม่ฝึกปฏิบัติให้จิตมันรู้แจ้งธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็อยู่อย่างโง่เขลาเบาปัญญา ยึดมั่นในสิ่งที่ต้องแตกดับ หวงห่วงผูกพันในสิ่งที่ต้องพลัดพราก ไม่ทุกข์แล้วจะทำอะไรกิน มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น หาเรื่องทุกข์ทั้งนั้น คือไม่รู้ความจริง ผู้รู้ความจริง เปรียบเหมือนเราเดินเหยียบสะพานไม้ เรารู้ว่า ถ้าเรารู้ว่าไม้แผ่นนี้มันเปราะ รู้ว่าไม้แผ่นนี้มันผุ อันนี้จะได้ประโยชน์กว่า จะได้ทำให้มันถูก เรารู้ว่า ต้องเหยียบมันพอประมาณ มันผุอยู่ ถ้าไม่รู้เรื่องรู้ราวส่งเดช เหยียบส่งเดช เหยียบเต็มตีนเต็มที่ ก็เหยียบแล้วทะลุลงไปเลย มันจะทุกข์เดือดร้อนขนาดนั้น เหมือนกับคนเหยียบสะพานไม้เหยียบอย่างส่งเดชไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย คนเกิดมาในโลกที่ไม่รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าเหมือนอย่างนั้นแหละ เดินข้ามสะพานไม้ก็เดินส่งเดช ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าไอ้แผ่นนี้มันเปราะมันบาง ไอ้แผ่นนี้มันผุ เหยียบโครม ๆๆ เดี๋ยวก็ตก ตกสะพานตกน้ำตกท่า

ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีเพื่อให้เรารู้แจ้งความจริง ใครไม่รู้แจ้งความจริงอันนี้ก็มีแต่ความซวยถามหาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราอย่าประมาทวันเวลา อย่าทอดธุระ อย่าทิ้งธรรมะ ต้องฝึกฝนเอาไว้ เตรียมใจเอาไว้ จะได้ไม่ทุกข์ เกิดมามีสังขารแล้วก็ได้เท่ากัน ได้ความไม่เที่ยงเท่ากัน ได้ความเป็นทุกข์เท่ากัน ได้ความเป็นอนัตตาไม่มีตัวตนบังคับบัญชาไม่ได้เท่ากัน ถ้าเราบังคับมันได้ จะให้มันแก่หรือ ถามดูซิเราชอบหรือ ถ้าบังคับได้จะมีใครแก่ล่ะ ถ้าเราบังคับมันได้จะให้มันป่วยหรือ บังคับได้จะให้ตายหรือ เกิดมาในโลกก็ได้อย่างนี้เท่ากัน บุคคลใดไร้วาสนา ไม่มีความศรัทธาในธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ขวนขวายปฏิบัติบำเพ็ญตน อันนั้นก็คนไร้วาสนา เขาเรียกว่าสดชื่นรื่นเริงอยู่ในปากมัจจุราช ไม่รู้ว่าภัยอันตรายจะมาถึง ไม่เตรียมพร้อม ถ้าเรารู้แล้วเราเตรียมพร้อมไว้ อันนั้นแหละ จะช่วยแก้ปัญหาให้เรา สมมติว่าเราอยู่หนองคาย เรารู้ว่าเขาปล่อยน้ำมาจากจีนโน้น น้ำเริ่มมาแล้ว เดี๋ยวมันจะท่วม เรารู้อย่างนี้เราก็เตรียมเก็บข้าวของขึ้นที่สูง อย่างนี้เขาเรียกว่าจะพ้นภัย ถ้าไม่รู้เรื่องรู้ราวหรือรู้แล้วเขาบอกแล้วก็เชือนแชประมาท เอาแต่เล่นสนุกสนานไม่เตรียมพร้อม เภทภัยกำลังจะมาแล้ว ถึงเวลาจะเสียหายรุนแรง ไม่เตรียมพร้อม เชือนแชประมาท เภทภัยกำลังกล้ำกลายอยู่ ถ้าเรารู้เราเตรียมตัว อันนั้นจะเป็นประโยชน์ ไอ้พวกประมาทก็เอาแต่เล่นสนุกสนาน น้ำกำลังจะมาแล้วเขาปล่อยน้ำมาจากเขื่อนทางจีนโน่น แม่น้ำโขงก็เอ่อล้นตลิ่งจากทางโน้นแล้ว น้ำกำลังจะมาถึงแล้ว เตรียมเก็บของขึ้นที่สูง รถราก็ต้องเอาไปฝากไว้ที่น้ำมันจะไม่ท่วม ของไหนจะเสียหายเตรียมเก็บขึ้นที่สูง อันนั้นก็จะปลอดภัย

การที่พระกรรมฐานท่านมาตักเตือน ความแก่ความเจ็บความตายมันย่างกรายเข้ามาหนอ อย่าประมาทในชีวิตหนอ อันนั้นก็เหมือนเขามาตักเตือนเรื่องน้ำเขากำลังปล่อยมาจากทางจีนแล้ว แม่น้ำโขก็ล้นตลิ่งตามมาเป็นแถบ ๆ แล้ว จากทางโน้นแล้ว ให้เราเตรียมพร้อมได้แล้ว จะได้ไม่เสียหายมาก การบอกนี่ เหมือนบอกโทษให้กังวลใจ แต่ว่าผู้มีปัญญา เวลารู้ปัญหาแล้วแก้ไขถูกวิธี มันไม่ทุกข์ไม่กลุ้มใจแล้วมันสำเร็จผลงาน การมาบอกกล่าวชี้โทษเหมือนแกล้งว่าทำให้กังวลเป็นทุกข์เศร้าใจ แต่ว่าผู้มีปัญญา เมื่อเขามาชี้โทษบอกโทษ ก็จะได้จัดการให้ถูก จัดการเตรียมพร้อมกับภัยที่กำลังจะมา ดำเนินการให้เรียบร้อย จะได้ปฏิบัติตัวกับเภทภัยที่กำลังมาให้ถูกต้อง ความเสียหายก็น้อย ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงออกมาชี้โทษ ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก เหมือนกับแกล้งจะมาขู่กันให้สะดุ้งตกใจ มันไม่ใช่ขู่กัน มันเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องจริงจึงมาบอกกล่าวกันให้เตรียมพร้อมแล้วก็ทำให้ถูก ความเสียหายมันก็จะไม่มี หรือความเสียหายมันก็จะมีน้อย ไม่ใช่เอาเรื่องเลวร้ายมาขู่กันให้ตระหนกตกใจ เจอกันกี่ทีก็มาขู่กันให้ตระหนกตกใจ ธรรมะของพระพุทธเจ้าชี้โทษและบอกวิธีแก้ไขให้ด้วย ให้มาพร้อม บอกทุกข์โทษของสังขาร แล้วก็บอกวิธีพ้นทุกข์ด้วย

ให้สร้างบารมี สร้างกุศล ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา พัฒนาจิตเราให้ผ่องใสให้มีที่พึ่ง เรารู้อย่างนี้เราก็จะเตรียมตัวในฐานะผู้ไม่ประมาทแล้ว คุณธรรมความดีอันใดเราจะพยายามสร้าง สร้างทุกวัน สร้างเล็กสร้างน้อย แต่เราทำให้สม่ำเสมอ เหมือนกินข้าว ไม่ใช่ว่าจะกินข้าวที่ละกระสอบ กินข้าวไปเถอะ กินทีละจาน ๆ กินทีละถ้วย กินให้สม่ำเสมอ มันก็มีแรง ร่างกายสุขภาพก็แข็งแรง การสร้างบารมีก็อย่างนั้นแหละ เราก็ทำทุกวัน ทำเล็กทำน้อยทำทุกวัน ทำเล็กทำน้อยเท่าที่เราจะทำได้ ถ้ามีโอกาสว่างเราไม่ทิ้ง ทำทุกวัน ทำเล็กทำน้อยทำบ่อย ๆ ทำเป็นนิจทำให้เป็นนิสัย ว่างก็ทำ มีโอกาสทำอะไรได้เราก็ขวนขวายทำ เราไม่ประมาทแล้ว รู้แล้วว่าสังขารนี้ไว้ใจไม่ได้ คนบางคนร่างกายแข็งแรง ๆ อยู่ดี ๆ อ้าวเดินไม่ได้ เราเคยเห็นเยอะแยะไป ไม่มีใครเอาไม้เอามีดมาตีเลย อยู่ดี ๆ เดินไม่ได้ เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตเสียอีก เพราะฉะนั้นเราอย่าไว้ใจว่าสังขารนี้จะเป็นที่พึ่งได้ เราต้องสร้างความดี สร้างบุญบารมีเอามาเป็นที่พึ่ง เฉพาะสังขาร ๆ นี้พึ่งไม่ได้ พึ่งไม่ได้จริง มันเปลี่ยนแปลง ความเจ็บไข้ได้ป่วยมาเราก็ไม่ได้เรียกร้องขอเลย ไม่อยากให้เป็นด้วยซ้ำ ไปถามคนที่มันเป็นโรคปัจจุบันทันด่วน มันอยากเป็นที่ไหนล่ะ จู่ ๆ ก็เป็น สังขารนี้จึงไว้ใจไม่ได้ เราต้องทำที่พึ่ง พึ่งบุญกุศล พึ่งบุญบารมี พึ่งความดี ทำเล็กทำน้อยทำบ่อย ๆ มันจะเป็นของใหญ่

ให้เราคอยเตือนตนอยู่เสมอว่าเราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือยัง ถ้าเราเตือนอย่างนี้มันจะเป็นผู้ไม่ประมาท คำนี้มันก็จะเตือนเรา เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองไหม ในวันนี้แหละ เรานึกไว้ อย่าไปผัดวันประกันพรุ่ง เราทำความดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ทำมันเดี๋ยวนี้ทำในวันนี้ ทำในปัจจุบัน อย่าไปนึกฝันว่าวันนั้นเราจะทำดีใหญ่ ๆ เหมือนว่าเราหิวข้าว ข้าวเหนียวเปล่า ๆ จิ้มน้ำปลาก็ตามทีเถอะ มีคุณค่ากว่าว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีหมูหันมาให้ตัวหนึ่ง เราหิวน่ะ แสบท้องอยู่นี่ ข้าวเหนียวเปล่า ๆ จิ้มน้ำปลาดีกว่าหมูหันพรุ่งนี้อีก เราเอาเรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์ เราอย่าผัดวันประกันพรุ่ง อย่าคิดเรื่องว่าเดี๋ยวค่อยไปทำความดีพรุ่งนี้ วันนี้ทำเลย ทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ความดีที่เราทำเล็ก ๆ น้อย ๆ วันนี้ ดีกว่าไอ้ที่เราผลัดไปไอ้เรื่องความดีใหญ่ ๆ พรุ่งนี้ เหมือนกับเราหิวข้าววันนี้ มีข้าวเหนียวจิ้มน้ำปลาวันนี้ ดีกว่า โหยเดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีหูฉลามนะ มีหมูหันนะ อันไหนมันดีกว่ากัน เราหิวแสบท้องอยู่นี่น่ะ ข้าวเหนียวเปล่า ๆ จิ้มน้ำปลาวันนี้ดีกว่าอีก ปั้น ๆ จิ้มน้ำปลาพอเค็มปะแล่ม ๆ เคี้ยวได้ก็เคี้ยวกลืน มันก็อิ่มเหมือนกัน นึกถึงหมูหันพรุ่งนี้มันก็ได้แค่แสบท้อง

ให้เราคิดอยู่เสมอว่าเราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือยัง มันจะได้ไม่ประมาท ทำอะไรได้วันนี้ทำเลย ทำเล็กทำน้อย เราไม่ได้ทำอะไร เรานึกพุทธมนต์บทใดบทหนึ่งขึ้นมา เรานึกในใจ หรือเราว่าของเราคนเดียว นั่นมันก็เป็นกุศลของเราแล้ว มีค่าแล้ว ดีกว่าเราผลัดไปพรุ่งนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะทำให้ยิ่งใหญ่เลย เดี๋ยวนี้เรานึกขึ้นได้เราก็สร้างบารมีของเราเลย สร้างเล็กสร้างน้อยเราก็ทำ เราไม่ได้ทำอะไรเราเอาจิตระลึกถึงพระพุทธเจ้า จิตก็เป็นกุศลแล้ว เป็นกุศลบารมีแล้ว เรานึกถึงพระคุณท่าน อิติปิโส ภะคะวา อะระหังสัมมา ก็เป็นบุญแก่เราแล้ว อย่าไปรอคอยแต่ผัดวันประกันพรุ่ง เราต้องคิดอยู่เสมอว่าเราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ ในวันนี้ปัจจุบันนี้เราได้ทำแล้วหรือ เราเอาคำนี้ไว้ผูกใจว่า เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ

คำนี้ให้เราเอาผูกใจไว้เป็นนิจ จะเป็นประโยชน์แก่เราแล้ว เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ เป็นเครื่องกันความประมาท เป็นคำเพื่อเตือนตน เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ แต่ละครั้งที่เรานึกขึ้นมา มันจะมีกำลังใจ มีความเพียร ไม่ทอดธุระไม่เชือนแช เพราะสังขารนี้มันพึ่งไม่ได้ ถึงเวลามันแก่มันก็จะแก่ของมัน เราห้ามมันก็ไม่ฟัง ถึงเวลามันเจ็บ เราก็ไม่ได้อยากเจ็บเลย ห้ามมันพูดกับมันไม่รู้เรื่องเท่านั้นเอง ถึงเวลาเราจะตายก็ไม่ได้คิดเลยว่าอยากจะตาย แต่ความตายมันก็เตรียมไว้ให้เราแล้ว เพราะฉะนั้นสังขารนี้มันพึ่งไม่ได้ เราต้องสร้างกุศลสร้างบารมีไว้เป็นที่พึ่ง เราจึงอย่าประมาท ให้เราผูกใจไว้เสมอ คำนี้ เอาไว้เป็นคำอุทานประจำตัวเลย เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ เหมือนที่คำอุทานที่เขาว่า พระช่วย คุณพระช่วย เราเอาคำนี้เป็นคำอุทานประจำตัว สะดุ้งตระหนกตกใจเราก็นึกถึงคำนี้ เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ เจอความทุกข์เจอความผิดหวังโดนคนด่าเราก็นึกถึงคำนี้ขึ้นมา เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ ขายของขาดทุนขายของกำไรก็นึกคำนี้ เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ ท้องผูกหรือท้องเดินเราก็นึกถึงคำนี้ ท้องผูกเราก็นึกคำนี้ ท้องถ่ายมากเราก็นึกถึงคำนี้ เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ กินข้าวอร่อยหรือกินข้าวไม่ลงก็นึกถึงคำนี้ วันนี้กินข้าวไม่ลงเลย เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ วันนี้กินข้าวอร่อยจังกินไปสองจานแล้วยังรู้สึกแหมจะกินจานที่สามยังได้อีก เราก็นึกถึงคำนี้ เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ เอาไว้เป็นคำอุทานประจำตัวเรา

ผู้ใดนึกอย่างนี้อยู่เป็นนิจ ผู้นั้นแหละจะได้ที่พึ่ง แม้เกิดมาในโลกนี้ มันต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่เสียดายชาติเกิด คุ้มค่าแล้ว เพราะเราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้ว เราก็รู้ว่าสังขารพึ่งไม่ได้ เราต้องปฏิบัติธรรมะเป็นที่พึ่ง สร้างกุศลเป็นที่พึ่ง ทำความดีเป็นที่พึ่ง เรียนรู้ธรรมะเป็นที่พึ่ง รวมความเราใช้เป็นคำเตือนตน เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ ทุกสถานการณ์ให้เรานึกของเราอย่างนี้ เราผ่านไปเห็นคนเข้าวัดเข้าวาดูน่าศรัทธา นั่นแหละเขาไปทำที่พึ่งแก่ตัวเอง เราก็มาหวนนึกแล้วเราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ เราผ่านไป ไปเห็นแต่คนมันไปเข้าวิกเต้นแร้งเต้นกามัวเมาสุรายาฝิ่นยาสูบอะไร เราเห็นเขามัวเมาประมาทเราก็มาเตือนตนว่า เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ ไม่ว่าเจอเรื่องดีเรื่องร้าย เราใช้คำนี้คอยเตือนตน บุคคลผู้นี้ก็จะมีที่พึ่ง จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่เสียชาติเกิด จะเจ็บจะป่วยตอนไหนก็ไม่มีปัญหาแล้ว จิตใจได้ทำที่พึ่งเตรียมไว้แล้ว ความตายมันก็มาหาเราแน่นอนอยู่แล้วไม่ต้องสงสัย แต่เราเป็นผู้ไม่ประมาท ได้เตือนตนอยู่เสมอ และได้เตรียมที่พึ่งแก่ตัวเองทุกวัน วันละเล็กละน้อย น้ำหยดทีละหยดยังเต็มตุ่ม เราได้สั่งสมความไม่ประมาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน ถึงเวลาจะตายเมื่อไหร่เราก็ไม่ทุรนทุราย ตายไปก็ไปสบาย ภพชาติก็สูงขึ้น เข้าใกล้ทางพ้นทุกข์มากขึ้น ไม่เสียทีที่เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา คุ้มค่า

เอ้าวันนี้ปรารภธรรมะอย่างโน้นอย่างนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่อารมณ์ปฏิบัติ สรุปก็ให้ญาติโยมเอาไปจำไว้ใช้เตือนตนว่า เราได้ทำที่พึ่งแก่ตัวเองแล้วหรือ ท้ายสุดแห่งการบรรยายธรรมะ ขออ้างอิงคุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองรักษาท่านผู้ปฏิบัติธรรม ท่านผู้ใฝ่ธรรม ให้เจริญในธรรมะ ท้ายสุดก็ให้ได้บรรลุธรรม ได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงกันทุกท่านทุกคนเทอญ

เอ้าเดี๋ยวแผ่เมตตาสักหน่อย สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทิศเบื้องหน้า ในทิศเบื้องขวา ในทิศเบื้องหลัง ในทิศเบื้องซ้าย ในทิศเบื้องล่าง ในทิศเบื้องบน จงเป็นสุข ๆ เถิด จงมีส่วนแห่งกุศลผลบุญ ที่ข้าพเจ้า ได้บำเพ็ญ มาแล้วด้วยดี ในกาลทุกเมื่อเทอญ ขอให้กระแส แห่งความอ่อนน้อมถ่อมตน และกระแสเมตตาจิต ของข้าพเจ้า จงแผ่ไปตลอด หมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล จิตวิญญาณดวงใด สัมผัสกระแสนี้ ขอให้มีส่วนบุญ จากข้าพเจ้า จงทุกประการ จิตวิญญาณดวงใด ที่รู้คำอธิษฐานนี้แล้ว จงอนุโมทนา บุญกุศล ของข้าพเจ้า เอาเองเถิด ส่วนจิตวิญญาณดวงใด ที่ยังไม่รู้ ขอเทวดาทั้งหลาย จงบอกกล่าว ให้จิตวิญญาณ เหล่านั้นได้รู้ เพราะเหตุที่อนุโมทนา ในกุศล ที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญ จิตวิญญาณทั้งหลาย จงเป็นสุข พ้นทุกข์ทั้งปวง ความปรารถนาที่ดีงาม ของท่าน จงเต็มรอบ บริบูรณ์ ทุกประการ ในกาลทุกเมื่อเทอญ เทวดาเหล่าใด เทวดาองค์ใด ที่นำคำอธิษฐาน และกระแสเมตตา ของข้าพเจ้า ไปบอกกล่าว ไปปรากฏ ในที่ต่าง ๆ ขอให้มีส่วนบุญ จากข้าพเจ้า ตลอดกาลเป็นนิตย์ ในกาลทุกเมื่อเทอญ สาธุ

นงลักษณ์/สาว - ถอด
ดี้ - ทาน

AttachmentSize
008.doc61 KB

ตอบ

  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd> <img> <i> <h2> <h3> <h4>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options

CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
5 + 3 =
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.