ตอบความคิดเห็น
๐๐๒๙ ตัณหาเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน
เขียนโดย dy เมื่อ พ, 2007-10-03 22:02๑๘-ก.ค.-๔๖
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรมซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าไปยังพระเดชพระคุณพระอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้เกี่ยวกับมหาสติปัฏฐาน ๔ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาผู้ใคร่ในธรรมปฏิบัติ
วันนี้เราก็ได้มาประชุมกันเพื่อปฏิบัติธรรม การที่เรามาปฏิบัติธรรมนั้น ทำไมเราต้องมาปฏิบัติธรรม ทำไมเราถึงขวนขวายมามีความเพียรในการปฏิบัติธรรม ก็เพราะว่าเราเห็นทุกข์ ทุกข์มันเป็นของไม่ดีก็จริงอยู่ แต่บุคคลผู้ใดหยั่งรู้ด้วย โยนิโสมนสิการ โดยแยบคายย่อมได้ประโยชน์ ให้เปรียบเหมือนกับว่าคางคกตัวหนึ่ง คางคกตัวหนึ่งนะแต่ในหัวคางคกมันมีเพชรอยู่ มองเผิน ๆ ว่าเป็นคางคกน่าเกลียด แต่ในหัวคางคกผ่าออกมาแล้วมันมีเพชร ฉันใดก็ฉันนั้น ทุกข์นี่ทำให้คนเห็นธรรม การกำหนดหยั่งรู้ทุกข์ คือรู้เรื่องความจริง คนที่ไม่มาปฏิบัติธรรมเพราะไม่เห็นทุกข์ ปกปิดตัวเอง ความจริงมีทุกข์อยู่ แต่ปกปิดตัวเองไว้ ปิดตาปิดหูไม่เห็นไม่ได้ยิน เหมือนกับกลบเศษแก้วไว้ด้วยขี้เถ้า หนีความจริง ก็เลยต้องเพลิดเพลินอยู่ในโลกไปวัน ๆ ไม่คิดปฏิบัติธรรม ไม่คิดออกบวช ไม่คิดมาให้ทาน ถือศีล บำเพ็ญภาวนา เพราะว่าหลอกตัวเองไว้ ไม่ดูความจริง
ท่านตรัสไว้ว่าทุกข์ พูดกันง่าย ๆ ว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากของรักเป็นทุกข์ การประสบสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ นี่ว่าโดยหัวข้อ ในทางพระพุทธศาสนา พระชอบเทศน์เรื่องตาย ชอบเอาเรื่องตายมาพูด จะชวนโยมทำบุญก็เอาเรื่องตายมาขู่ คือว่า เอาเรื่องตายอันเป็นเรื่องความจริงมาพูดให้ฟัง ชีวิตไม่เที่ยง ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ ควรปฏิบัติธรรม เพราะผู้ที่เกิดมาแล้วจะพ้นจากความตาย ไม่มีเลย ไม่มี พอเกิดมาร้องอุแว้ ก็จองผูกขาดเตรียมเข้าป่าช้า เตรียมเข้าโลงได้ เกิดมาก็จองป่าช้ากันได้เลยนะ คือมันหนีไม่พ้น นี่เป็นความจริง
อันนี้การที่ว่ามาพูดเรื่องความตาย การมาระลึกถึงความตาย เป็นมงคลหรืออัปมงคล ถามให้เราคิดดูว่า การที่เรามาระลึกถึงความตาย เป็นมงคลหรืออัปมงคล ยกตัวอย่างว่า เหมือนกับเราขับรถไป มันจะมีป้ายข้างทางบอกเตือนเรา ว่าข้างหน้าโค้งอันตราย โค้งร้อยศพ ข้างหน้าหินร่วง ข้างหน้าไหล่ทางชำรุด ถามว่าป้ายพวกนี้เป็นมงคลหรืออัปมงคล คนขับรถก็บอกเป็นมงคล แม้จะเอาเรื่องน่ากลัวมาขู่นะ บอกโค้งข้างหน้า โค้งอันตราย โค้งร้อยศพ ตายกันมาเยอะแล้วโค้งข้างหน้านี่ คนอ่านป้ายนะ มันทำให้ระวังตัวขึ้น ขับรถระวัง จำกัดความเร็ว ถ้าเขาบอกว่าข้างหน้าไหล่ทางชำรุดก็จะได้ชิดขวา ข้างหน้าหินร่วงก็จะได้หลบออกจากภูเขาเสียหน่อย ทีนี้ถ้ามีคนขับรถคนหนึ่ง ขับมาแล้วเกิดคิดขึ้นมาว่า ป้ายพวกนี้อ่านแล้วใจเสียหมดเลย แทนที่จะขับรถมาสบาย ๆ จิตใจกำลังปลอดโปร่ง พอมาเห็นเขียนว่าโค้งร้อยศพ โค้งอันตราย ข้างหน้าไหล่ทางชำรุด จิตใจเลยไม่ดีเลย มันลงไปเอาป้ายออก ไปพังป้ายซะ เสร็จหมดเลย คนมาทีหลังเสียหายหมด เดือดร้อน
เพราะฉะนั้นเรามาถามตัวเองว่าป้ายที่บอกว่าโค้งอันตราย โค้งร้อยศพ เป็นมงคลหรืออัปมงคล ก็ตอบกันง่าย ๆ เป็นมงคล เป็นมงคลแก่คนขับรถ คือข้างหน้ามีอะไรก็บอกให้รู้เลย จะได้เตรียมให้พร้อม จะได้เตรียมให้ถูก ในทางพระก็เหมือนกัน ข้างหน้ามีอะไรกันก็บอกให้รู้เลย ไม่ต้องไปกลบเกลื่อนปกปิด กลบเศษแก้วไว้ด้วยขี้เถ้า มองไม่เห็นแก้ว แต่อย่าไปเดินเหยียบเข้านะ ปกปิดความจริงนะปิดไม่มิด หนีไม่พ้น หนีใครยังพอหนีพ้น หนีพ่อหนีแม่หนีผัวหนีเมียหนีลูกหนีเต้ายังพอหนีพ้น หนีความจริงนะหนีไม่พ้น ยิ่งหลอกตัวเองยิ่งอ่อนแอลงทุกวัน จิตใจก็อ่อนแอ ยิ่งโกหกตัวเอง ยิ่งหนีความจริง ยิ่งหลอกตัวเอง ต่อไปจะมีปัญหาชีวิตอย่างมาก
คนที่จะเป็นโรคประสาทได้เพราะชอบโกหกตัวเองไม่เผชิญหน้าความจริง ไม่ยอมรับความจริง ไม่เผชิญหน้าความจริง ไม่มาแก้ไขที่ต้นเหตุ มัวแต่หลอกตัวเอง เวลาเจ็บปวดมาก็กินยาแก้ปวดไป ต้นเหตุมาจากไหนเป็นเพราะอะไรไม่รู้ ไม่ต้องไปให้หมอตรวจ พอปวดขึ้นมากินยาพาราเซตามอลเข้าไป กินยาแก้ปวดระงับปวดเข้าไป มันไม่ได้แก้ต้นเหตุ ทุกข์ไม่จบ ไม่ได้แก้ต้นเหตุ ท้ายที่สุดจะเดือดร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ คนเราก็เหมือนกัน เกิดมาในโลกที่เป็นทุกข์ พยายามกลบเกลื่อนตัวเองด้วยอบายมุขทั้งหลาย ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น เล่นการพนัน เพื่อกลบเกลื่อนตัวเอง หลอกตัวเองว่าในโลกนี้มันสุขแท้ สุขแท้ โอ้ยมันสุขแท้ สุขแท้จริงเน้อ กินยาแก้ปวดไปวัน ๆ โรคไม่ได้แก้เลย ต้นเหตุแห่งทุกข์ไม่ได้แก้ไขเลย ต้นเหตุอยู่ที่ไหนล่ะ อยู่ที่ใจเรา ถ้าแก้ต้องแก้ที่ใจเรา คันหัวไปเกาขาก็ไม่หาย คันหน้าไปเกาที่ก้นก็ไม่หาย ต้องแก้ที่เหตุ
ท่านบอกว่า ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ คือว่าอุปาทานน่ะเป็นเหตุให้ทุกข์ ความยึดมั่นในร่างกายสังขารว่าเป็นตัวเราของเราเป็นเหตุให้ทุกข์ อันนี่อยู่ดี ๆ เรามายึดมั่นทำไม ถามตัวเองเถอะ อยู่ดี ๆ มายึดมั่นทำไม มันไม่อยากจะมายึดหรอก มันมีเหยื่อล่อให้มา ภาษาของปริยัติเขาบอกว่าตัณหาเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน นี่เป็นภาษาปริยัติ แล้วความจริงเป็นยังไงล่ะ ความจริงก็คือความอยากนำมา รสอร่อยนำมา ความสุขน่ะนำมาให้เรารับความทุกข์ ไส้เดือนน่ะมันทำให้ปลายอมกินเบ็ด ความสุขก็เป็นเหยื่อล่อให้เราจมปลักอยู่ในทุกข์จนถอนตัวไม่ขึ้น ความสุขในโลกนี้ท่านเปรียบเหมือนกับว่าน้ำผึ้ง หยดน้ำผึ้งที่ทาไว้บนปลายใบมีดโกน น้ำผึ้งนี่มันหวานแน่นอน ไปเลียน้ำผึ้งนี่มันหวานแน่นอน แต่มันทาไว้ที่ปลายใบมีดโกน ถ้าไม่อยากจะเจ็บเพราะมีดโกน ต้องตัดใจสละรสหวานจากน้ำผึ้งซะ
ท่านบอกว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ บอกว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ ทำไมล่ะ ความรักน่าจะเป็นของดี ทำไมบอกว่าที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ คือว่าไอ้ของที่มันจะทำให้เรารักมันได้ต้องเป็นของดีอยู่แล้ว ในสายตาที่เราเห็น มันต้องเป็นของดี ไม่งั้นเราไม่รักหรอก แต่ของทุกอย่างในโลกน่ะ ในความดีมันก็มีความไม่ดี ไอ้สิ่งที่มายั่วเรา ให้เราไปเข้าหามันน่ะมันจะต้องเอาของดีมายั่ว เมื่อเห็นของดีเราจะเกิดความอยากขึ้นมา ความอยากหรือตัณหา พอความอยากเกิดก็ต้องไปขวนขวาย ขวนขวายไปผูกมัด ไปจับ ไปผูกเอาไว้ ไปยึดเอามาว่าเป็นของเรา ยึดเอาไว้ก็ต้องป้องกันไม่ให้หาย ผูกใจเอาไว้ หวงเอาไว้ ยึดเอาไว้ นอนก็ต้องฝันถึง เราผูกไว้ด้วยเชือกกี่เส้นล่ะ ตอนที่เราชอบมันน่ะ เมื่อไหร่ที่มันเปลี่ยนไปนะ เปลี่ยนไปเป็นของที่เราไม่ชอบน่ะ ไอ้เชือกที่ผูกเอาไว้กลัวว่าจะสูญเสียของรักกลัวว่าจะหายไปน่ะ เป็นอุปสรรคที่เราจะปล่อยมือจากมัน เท่าจำนวนที่ว่าเราชอบมันมา ของอันไหนที่ทำให้เรารักมาก ๆ นั่นแหละถึงจะทำให้เราทุกข์มากได้ ของไหนที่ทำให้เราสุขมาก ๆ นะนั่นแหละถึงจะทำให้เราเป็นทุกข์มาก ๆ ได้ ให้เราทบทวนใจตัวเอง กรณีที่เราเคยทุกข์มาก ๆ น่ะ ในชีวิตนี้ ลองทวนไปซิว่า ไอ้สิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์มาก ๆ เคยทำให้เราเป็นสุขมาก ๆ มาก่อน ใช่ไหม
อันนี้เป็นสัจธรรม มันมาทำให้เราสุขมาก ๆ เราก็เลยเผลอจิตไปยึดไว้ ยึดเอาไว้ ถ้าสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไปหรือเป็นอันต้องพลัดพรากจากกันไป หรือโดนใครมาแย่ง จะทุกข์มากที่สุด ของไหนที่มาถึงเราแล้วไม่ได้ทำให้เราเป็นสุข เวลาหายไปมันจะไม่ทุกข์มาก ไอ้ของที่หายไปแล้วทุกข์มาก ๆ คือของที่มันทำให้เราเป็นสุขมาก ๆ ความจริงของมันเป็นธรรมดา แต่ผิดที่ใจเรา เราไปมีอุปาทานอย่างแรงกล้า มีอุปาทานคือไปยึดไปผูกเอาไว้ ยกตัวอย่างให้ดูง่าย ๆ สมมุติมีท่อแป๊บ แป๊บน้ำสักอันหนึ่ง เวลาเอามือไปจับรู้สึกเย็นสบาย รู้สึกพอใจว่ามันเย็นดี ทีนี้ก็กลัวว่าเอามือจับเบา ๆ จะหลุด ก็บีบมันให้แน่นกลัวจะหลุด บีบแน่นแล้ว โอ๊ะยังกลัวหลุดอยู่ เอาเชือกมาผูกไว้ ผูกไปเส้นเดียวยังกลัวหลุดอีก เอาเชือกมาสองเส้นสามเส้นสี่เส้น ผูกเอาไว้กลัวมันจะหลุดไปจากเรา แล้ววันหนึ่งแป๊บท่อนั้นมันเปลี่ยนเป็นร้อน โอ้ยร้อนจนมือพองเลย ไอ้เชือกทุกเส้นที่ผูกไว้ตอนกลัวมันจะหลุดจะหายน่ะ โอ้ยทำความเดือดร้อนให้เราที่สุด
ท่านจึงบอกว่าอุปาทานเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ คือว่าเมื่อเราเจอสิ่งที่น่ารักน่าใคร่ชอบใจเป็นอิฏฐารมณ์ จิตเราจะไปผูก ผูกแน่นกว่าผูกด้วยเชือกอีก เพราะฉะนั้นนะ ความอยากน่ะนำให้เกิดอุปาทาน คือของที่มันทำให้จิตเราชอบเรารัก มันสร้างอุปาทานให้ เราจะเป็นทุกข์นะขึ้นอยู่กับไอ้ความรักความเกลียดความยินดียินร้าย อารมณ์ของจิตเรามีตรงนี้ ยินดียินร้าย ๆ นี่แหละมันเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ คนที่ตั้งจิตไว้ผิดนะคือว่าตั้งจิตไว้ที่ที่ยินดียินร้าย ชอบรัก รักของสวย รักของสะอาด รักของดี รักคนสวย รักคนดี เกลียดคนไม่สวย เกลียดคนขี้เหร่ เกลียดคนสกปรก เกลียดคนชั่ว นี่ก็เป็นความยินดียินร้ายในโลก ที่อยู่ในใจเรา ฉะนั้นพูดไปพูดมาสาเหตุแห่งความทุกข์จริง ๆ จะอยู่ที่ใจเรา การปฏิบัติธรรมท่านก็เลยให้มาปฏิบัติที่ใจเรา เจริญสติ
เรามาเจริญสติปัฏฐานนี่เพื่ออะไร เพื่อจุดประสงค์อะไร เพื่อจะฝึกฝนไปถึงจิตดวงที่มีสติและอุเบกขา สติเป็นธรรมะข้อใหญ่ เป็นตัวที่จะนำเอาธรรมะอื่น ๆ มาใช้งานในปัจจุบันน่ะ ต้องมีสติ ถ้าไม่มีสตินะธรรมะทั้งหลายจะมีชื่ออยู่ในตำราเท่านั้นเอง ไม่มาไม่เกิดขึ้นมาในทันทีทันใดที่จะใช้งานในขณะเผชิญอารมณ์ เพราะฉะนั้นเราต้องเจริญสติปัฏฐานก็เพื่อตัวนี้ เจริญสติเพื่อระงับความยินดียินร้าย ยินดียินร้ายที่จะบังเกิดเมื่ออารมณ์กระทบตามทวารทั้ง ๖ ทวารทั้ง ๖ คือทางเข้าแห่งอารมณ์ ๖ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นทางเข้าแห่งอารมณ์ที่มาทำให้จิตยินดียินร้าย เข้าทางนี้ แต่จะรวมไปแล้วพูดง่าย ๆ เพราะมันก็จิตดวงเดียวที่ไปรับรู้อารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีจิตดวงเดียว คนเราแต่ละคนมีจิตดวงเดียว ไม่ใช่มี ๖ ดวง ๗ ดวง มีจิตดวงเดียวแต่มันไปรับอารมณ์คนละทีคนละที่ ฉะนั้นเมื่อเราเจริญสติอยู่ที่ใดที่หนึ่ง จิตเราอยู่ตรงนั้น ขันธ์ ๕ เราก็อยู่ตรงนั้น
ฉะนั้นเริ่มต้นนะ เราเจริญสติที่ฐานใดฐานหนึ่งเพื่อเจอจิตน่ะ คือรู้สึกตรงไหนก็หยั่งรู้ตรงนั้น รู้สึกตรงไหนก็หยั่งรู้ตรงนั้น อันนั้นนะเป็นเบื้องต้นเลยที่จะเข้าไปหยั่งรู้เห็นขันธ์ ๕ เห็นอุปาทานในขันธ์ ๕ เห็นความยินดียินร้ายขณะกระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ แล้วก็เพิกความยินดียินร้ายได้ เริ่มต้นอย่างนี้หลวงพ่อใหญ่สอนให้เจริญสติด้วยการยกมือ เริ่มต้นน่ะ ทุกคนต้องทำเอาเอง ไม่มีใครทำให้กันได้เหมือนกับว่าไม่มีใครกินข้าวให้กันได้ ต่างคนต่างกินกันเอง แต่บอกวิธีได้ แนะวิธีได้ ขันธ์ ๕ มันเกิดดับอยู่ในภายในกายยาววาหนาคืบของเรานะ กระทบตรงไหน ขันธ์ ๕ เกิดตรงนั้น รู้สึกตรงไหนขันธ์ ๕ อยู่ตรงนั้น
เราปฏิบัติใหม่ ๆ ก็ไม่ต้องไปแยกแยะว่าอันนี้เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ต้องไปแยกหรอก มันจะฟุ้งซ่านเปล่า ๆ กำหนดไปเรื่อย ๆ กำหนดให้ทันปัจจุบัน อย่าไปตามอดีต อย่าไปห่วงอนาคต ความจริงสติมันก็ตัดอารมณ์ขณะหนึ่งอยู่แล้ว มันตัดอยู่ปัจจุบันขณะหนึ่ง ๆ จิตที่เราไปอดีต อนาคตน่ะ แสดงว่ามันหลงแล้ว ขณะนั้นไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ขณะที่จิตไปคิดเรื่องอดีตอนาคตนะขณะนั้นไม่ได้เจริญสติปัฏฐานหรอก ยกเว้นแต่ว่าเราจะเอาสติมากำหนดหยั่งรู้อารมณ์นึกคิดนั้นในปัจจุบัน มันก็เป็นส่วนละเอียดที่ว่าเราจะต้องฝึกฝนจิตมานาน ๆ แล้วน่ะ ขณะที่จิตส่งไปอดีตอนาคตนะ เราก็กำหนดหยั่งรู้มันในปัจจุบัน ที่ตรงหัวใจเต้น ที่ฐานจิตในจิตน่ะ จึงถือว่าจิตไม่ตกฐานได้ จิตไม่ตกฐานคือว่าตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ได้ ตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ที่ใดที่หนึ่งที่เรากำหนด แล้วมันแยบคายไปเอง ถ้าจิตส่งไปอดีตอนาคต ปัญญาไม่เกิด จะเกิดก็แต่โมหะความหลง เพราะอะไรล่ะ เพราะมันไม่มีตัวละตัววาง
ปัญญาทางธรรมน่ะ มันต้องประกอบด้วยตัวละ คือละอารมณ์ได้ อารมณ์ที่จะไปยึดมั่นละได้ อารมณ์ที่จะเกิดความอยาก เกิดตัณหา ความยินดียินร้ายมันละได้ ละได้ชั่วขณะเรียกว่า ตทังคปหาน ถ้ามีตัวละขึ้นมามันถึงจะเกิดญาณทัสสนะขึ้นมาได้ ไม่งั้นญาณทัสสนะไม่มีหรอก มีแต่ความจำ จำธรรมะมาได้ทั้งพระไตรปิฏกก็ได้แต่ความจำ ยังไม่มีตัวละตัววาง ยังไม่ได้ดื่มน้ำนมโคคือยังไม่ได้รับผลประโยชน์อันแท้จริงจากการเลี้ยงโคเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่าบุคคลผู้ทรงจำธรรมมากแต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมให้แยบคาย ประดุจบุคคลผู้รับจ้างไปเลี้ยงโค นับโคเพื่อผู้อื่น แต่ตัวเองไม่ได้ลิ้มรสเบญจโครสเลย เบญจโครสคือ มีนมสด นมส้ม เปรียง เนยใส เนยข้น เพราะอะไร เพราะมันไม่ได้ดับทุกข์ในใจตัวเองให้เป็นประจักษ์พยาน อ่านแต่เรื่องธรรมะสูง ๆ ทั้งนั้นเลย ในพระไตรปิฎก
คือหมายความว่าถ้าเราเรียนปริยัติอย่างเดียว มันจะตัดวิจิกิจฉาความสงสัยไปไม่ได้ ความสงสัยจะมีอยู่ตลอด เพราะอะไร เพราะไม่มีตัวเองเป็นพยาน มันดับทุกข์ที่ใจตัวเองไม่ได้ ต่อให้พ่อแม่เรามาดับทุกข์ให้เราดูมันก็สงสัยอยู่นั่นเอง เพราะมันคนละคน อาจารย์ของเราท่านดับทุกข์ได้ เราก็ยังสงสัยอยู่นั่นแหละ วิจิกิจฉาไม่ขาด คนที่จะเลิกสงสัยในพระรัตนตรัยน่ะ ตัวเองต้องกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัยนะ เราต้องกลายเป็นพระสงฆ์องค์หนึ่งคือเป็นพระโสดาบัน เหมือนกับมีไฟกองใหญ่อยู่นะ แล้วเราเอาน้ำสาดเข้าไปไฟมันดับจริง น้ำนี่ก็แสดงว่าไม่ใช่ของปลอม ถ้าไฟมันยังลุกท่วมอยู่ น้ำยังเต็มกระแป๋งอยู่ ก็ยังสงสัยอยู่วันยังค่ำว่า มันจะจริงหรือเปล่า น้ำนี่จะจัดการดับไฟได้จริงหรือเปล่า
ฉะนั้นบุคคลจะหมดวิจิกิจฉาความสงสัยมันต้องมีตัวเองเป็นพยาน เราต้องเป็นผู้ปฏิบัติแล้วก็ดับทุกข์ได้ ละสักกายทิฏฐิได้ ละสักกายทิฏฐิก็คือว่า เลิกมองอย่างที่เราอยากให้มันเป็น สักกายทิฏฐิแปลตามภาษาปฏิบัติที่เราจะไปเห็นน่ะ คือว่าคนที่มีสักกายทิฏฐิ จะมองอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น ตัวเองเห็นว่ายังไงก็จะมองไปทำนองนั้น ปิดตาอีกข้างหนึ่งไว้ไม่ดูความจริง ผู้ที่ละสักกายทิฏฐิได้ต้องมองแต่ความจริง สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นความจริง สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา นี่ความจริง พระโสดาบันมองแต่ความจริง พบแต่ความจริง จิตไปสัมผัสสัมพันธ์อะไรก็พบแต่ความไม่เที่ยง พบแต่ความเกิดดับ นี่เป็นธรรมะเบื้องต้น ญาติโยมเขาก็ทำกันได้ เพราะว่าองค์คุณของพระโสดาบันเขามีดีที่ว่ารักษาศีล ๕ มั่นคงเป็นสมุทเฉท แล้วก็มีศรัทธาต่อพระรัตนตรัยไม่หวั่นไหวแคลนคลอน นี่ญาติโยมเขาก็ทำกันได้ไม่ยาก แต่ว่าจิตเราจะถึงขนาดนั้นได้มันต้องมีการปฏิบัติ ถ้าไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ไม่ได้เจริญกรรมฐานนะ มันก็เป็นได้แค่ความเพ้อฝัน
เหมือนกับเราไม่ได้กินข้าวนะ จะไปให้มันอิ่มท้องก็เป็นไปไม่ได้ เราต้องกินข้าว พอกินข้าวกินทีละช้อน ทีละช้อนนะ พอมันอิ่มมันก็รู้เองว่าอิ่ม ไม่ต้องไปถามใครว่า ผมกินมาเท่านี้ผมอิ่มหรือยัง ไม่ต้องถาม ถ้าไปถามแสดงว่าไม่ใช่นักปฏิบัติ ไปถามว่าผมอิ่มหรือยังแสดงว่าไม่ได้กินข้าวมาเลย เราตักใส่ปากทีละคำทีละคำนะ พอถึงเวลามันยังไม่อิ่มมันก็รู้ว่ามันไม่อิ่ม มันพอถึงเวลามันอิ่มมันก็รู้ว่าอิ่มนะ ไม่ต้องไปถาม เมื่อเราเจริญสติปัฏฐาน ๔ ไปนะ ให้เราสำรวจจิตตัวเอง คุณธรรม ๔ ข้อของพระโสดาบัน คือโสตาปัตติยังคะ ให้เราสำรวจใจตัวเองทุกวัน ๑. ศรัทธา ๒. ศีล ๓. จาคะ ๔. ปัญญา ๔ ข้อนี่เป็นองค์คุณแห่งพระโสดาบัน ให้เราจำเอาไว้สำรวจดูตัวเองว่าเรายังขาดอะไร
เราปฏิบัติธรรมะน่ะ จิตมันต้องซาบซึ้งในธรรมที่เราปฏิบัติ เพราะมันเห็นเองเห็นจริงไม่ได้ฟังใครเขามา ความศรัทธาในธรรมะต้องเกิด ธรรมะที่เราปฏิบัตินี่แหละไม่ใช่ธรรมะที่ไหน ศรัทธาเพราะว่าเห็นว่ามันดับทุกข์ได้ ถ้ามันดับทุกข์ให้เราไม่ได้ไม่มีทางที่มันจะศรัทธาขึ้นมาได้หรอก แล้วเราปฏิบัติไปเถอะมันดับอารมณ์ได้ จิตที่เคยขุ่นมัวที่เป็นทุกข์ด้วยความยึดมั่นด้วยกิเลสอย่างรุนแรง มันดับได้โดยการปฏิบัติของเรานะ ศรัทธาในธรรมะที่ปฏิบัติจะต้องเกิดแก่เราอย่างเต็มที่ ธรรมะจะเป็นที่พึ่งจริง ๆ ที่จะนำเราพ้นทุกข์ไปสู่นิพพาน
เหมือนกับว่าเมื่อบุคคลมีปัญญาดวงตาเห็นธรรมนะ เห็นโลกนี้เป็นทุกข์ โลกนี้เหมือนกับมีไฟลุกท่วมอยู่ โลกมันทุกข์ ธรรมจักษุดวงตาเห็นธรรมมันเกิด จะเห็นแต่ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โลกนี้ก็ปรากฏเหมือนกับว่า หลุมถ่านเพลิงเหมือนกับไฟลุกท่วมอยู่ พระรัตนตรัยเหมือนกับเป็นราชรถที่จะมารับเรานะ ลอยมาทางอากาศจะมารับเรา ให้พ้นจากโลกที่ทุกข์เดือดร้อนด้วยไฟลุกท่วม ถ้าเป็นอย่างนี้ เราจะมีความสงสัยในพระรัตนตรัยได้ไหม เมื่อความสงสัยในพระรัตนตรัยไม่มี จะมีแต่ศรัทธา ศรัทธาที่จะทำ ทำให้ได้ ของที่เห็นรำไร ๆ น่ะ เราจะต้องทำให้ได้ ทำให้ได้จากไหน ก็โดยความเพียร ไม่ทอดธุระ ทำให้สม่ำเสมอของเรา ทำอยู่ทุกอิริยาบถ ถ้าเผลอก็เริ่มต้นใหม่ สติน่ะกำหนดทุกอิริยาบถทั้งวัน เพราะเราเห็นว่าสติปัฏฐานนะมันดับทุกข์ให้เราได้จริง ๆ จิตใจที่เคยเป็นทุกข์เดือดร้อน มันดับได้
คนเราทุกข์เดือดร้อน เพราะว่าจิตส่งออกนอกฐานทั้งนั้น จิตไม่ได้อยู่ในฐาน จิตส่งออก ก็ไปยินดียินร้าย ความยินดียินร้ายมันเป็นทุกข์ไม่จบ มันรัก ๆ ชัง ๆ เฝ้ากังวล สำคัญตนว่าสุขทุกข์แทบตาย นั่นแหละความยินดียินร้ายความรักชังเกลียดโกรธหวงห่วง ส่งจิตออกไปรักเขาไปหวงห่วงอาลัยเขา ทุกข์ทั้งนั้น เจ้าตัวเขาก็ไม่รู้ ไอ้เราก็มานั่งแบกหาบทุกข์อยู่ รักคนอื่นมากมายจะเจอแต่เพียงความหงอยเหงาว้าเหว่ รักตัวเองให้รีบเร่งประพฤติธรรม มาหาตัวเองดีกว่า หาคนอื่นมากมาย รักคนอื่นมากมาย เจอแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ เราดึงจิตกลับมาอยู่ในฐานเราดีกว่า มาหาตัวเองดีกว่า กำหนดสติในฐาน อยู่ในกายยาววาหนาคืบน่ะ ทั้งวันทั้งคืน ไม่ต้องไปคิดถึงใครทั้งนั้น
นักปฏิบัติธรรมถ้าจะปฏิบัติให้ดีนะ เราต้องคิดอยู่เสมอว่าเราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา ข้ามาคนเดียวข้าไปคนเดียว มันถึงจะเจริญสติปัฏฐานได้ดี เพราะว่าสติปัฏฐานมันเป็นทางของบุคคลผู้เดียว บุคคลผู้ไม่มีคู่รักไม่มีคู่เกลียด บุคคลผู้เดียว เมื่อบุคคลผู้นั้นยังมีกิเลสอยู่ ให้หยั่งรู้ดูกิเลสตัวเอง กิเลสคนอื่นเราไม่ต้องไปดูหรอก ดูกิเลสตัวเองดีกว่า เราหยั่งรู้ดูกิเลสของเรานะ คนอื่นเราไม่ต้องไปคิดถึง คิดถึงไปก็ไม่รักกันจริง เวลาตาย เราตายขึ้นมา เขาไม่ยอมเอาเราไว้ในบ้านเลย อยากจะขนไปทิ้ง ไม่รักกันจริง เราตัดทางใจดีกว่า คิดว่าเราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเรา เราหาที่พึ่งของเรา ธรรมะนะเป็นที่พึ่งได้ ถึงเวลาจะตายก็ตายด้วยกัน เวลาแก่เวลาเจ็บเวลาตายนะไปด้วยกันกับเรา ใครทำใครได้ เราทำของเราดีกว่า ไม่ต้องส่งจิตไปผูกพันธ์กับใคร ความศรัทธาในธรรมะก็จะเกิดมี พอมีความศรัทธาในธรรมะ ความศรัทธาในพระพุทธเจ้าและในพระสงฆ์ก็มีขึ้นมาเอง เมื่อเราต้องปลูกศรัทธาให้เกิด ศรัทธาคือความเชื่อ เชื่อว่าความดับทุกข์น่ะมี คนถ้าไม่เชื่อว่าความดับทุกข์มี ไม่เชื่อว่าคนดับทุกข์มี เขาไม่คิดปฏิบัติธรรมหรอก
มาวัดนี้ใหม่ ๆ ได้ยินหลวงพ่อท่านพูดถึง เมื่อก่อนนั้นท่านสอนอยู่วัดชายนา มีโยมคนหนึ่งชื่อโยมสิน แกปฏิบัติอยู่ ๙ ปี แกได้อารมณ์ดีมากเลย เวลาเอาปิ่นโตมาถวายพระนะ แกก็นั่งกรรมฐาน นั่งตรงแหนวเลย แกก็พูดกับหลวงพ่อว่าฉันปฏิบัติมา ๙ ปีนะ เพิ่งได้ธรรมะปีนี้ ฉันสบายแล้ว ฉันปิดขุมอบายได้แล้ว นี่ หลวงพ่อใหญ่เล่าว่าโยมสินแกทำ ๙ ปี แกปิดขุมอบายได้ เรามาวัดนี้ใหม่ ๆ ได้ยินก็ดีใจเลยว่า โอ้ยนี่ศาสนาผ่านมาตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปี มรรคผลนิพพานยังมีเรอะ หลวงพ่อท่านเอามาเล่านะ แสดงว่ามรรคผลนิพพานยังมีนะ ใครทำคนนั้นก็ได้กัน เราต้องทำบ้าง โยมสินเขาทำ ๙ ปีนะ เขาปิดขุมอบายได้ เราก็ต้องทำบ้าง เราทำกี่ปีก็ช่างมันเถอะ แต่ว่าเราเชื่อว่ามรรคผลนิพพานมี จะทำบ้าง ทำสักตลอดชาติก็ยังได้ ก็ยังดี ทำไปจนตายก็ยังดี พอเกิดความเชื่อว่ามรรคผลนิพพานยังมี คิดปฏิบัติ ถ้าไม่เชื่อว่ามรรคผลนิพพานยังมีอยู่ มันก็ไม่คิดปฏิบัติ มันท้อถอย เมื่อเราเชื่อว่าความดับทุกข์มี มรรคผลมีจริงก็ได้เกิดความเพียร ต่างคนต่างก็สร้างบารมีมาไม่เท่ากัน ใครจะถึงเมื่อไหร่ก็แล้วแต่คนไป ใครเชื่อก็ได้เปรียบ ได้เปรียบกว่าคนไม่เชื่อ เพราะทำให้เราเกิดศรัทธาว่าเราจะทุ่มเทกำลังใจ ทุ่มเทชีวิต ยอมสละได้ทุกอย่างเพื่อมาปฏิบัติธรรม ยอมสละคนรัก ของรัก ของหวง ของห่วง อะไรก็สละได้ ถ้าเพื่อปฏิบัติธรรม เพื่อมรรคผลนิพพาน สละได้ นี่คนมีศรัทธาแล้วมันก็เป็นประโยชน์ ข้อแรกนะคือศรัทธา
ข้อ ๒ คือศีล เราจะเป็นพระโสดาบันได้นะต้องรักษาศีล ๕ ให้ได้ จะได้เป็นเกราะ เพราะว่าตามพระไตรปิฎกท่านกล่าวไว้ พระโสดาบันท่านเป็นผู้รักษาศีล ๕ ได้สมุทเฉทเลย คือว่าไม่ล่วงศีล แม้ตัวตายก็ไม่ล่วงศีล คือถือศีล ๕ เป็นสมุทเฉทเลย แล้วเราต้องมาสำรวจตัวเองทุกวันว่าเรายังล่วงศีล ๕ อยู่หรือเปล่า ถ้าศีล ๕ ยังไม่บริสุทธิ์ มันก็ขวางทางมรรคผลนิพพาน คือว่าศีลอื่นที่เป็นศีลของภาวะภิกษุสามเณรที่เราทรงเพศอยู่เราก็รักษาด้วย เราต้องรักษาศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ก็ตามที แต่ว่าศีล ๕ เราต้องรักษาให้เด็ดขาดเลย รักษาให้บริสุทธิ์จริง ๆ ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด ให้เราสำรวจกำลังใจเราทุกวัน ถึงจะเป็นปัจจัยแก่มรรคผลนิพพานได้ มันก็ต้องมีกำลังใจอย่างนี้
ข้อ ๓ จาคะ จาคะแปลว่าสละ ยินดีในการสละ คนเรามันก็รู้จักยึด รู้จักหวง รู้จักห่วง รู้จักยึดมั่นถือมั่นกันมาทั้งนั้น แต่เมื่อเห็นประโยชน์ว่ามนุษย์สมบัติน่ะ เป็นของน้อย นิดหน่อยรวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก แต่นิพพานสมบัติน่ะ เป็นสุขแท้จริง เพราะฉะนั้นมันจะเกิดกำลังใจคิดสละได้ คิดสละผลประโยชน์ คิดสละสมบัติในเมืองมนุษย์เพื่อแลกนิพพานสมบัติ เปรียบเหมือนกับเอาขี้หมูขี้หมาขี้วัวขี้ควาย เอาไปแลกทองคำ คนมีปัญญาน่ะยอม เรามีขี้หมูขี้หมาขี้วัวขี้ควายอยู่กระแป๋งหนึ่งนะ เอาไปแลกทองคำ แต่คนไร้ปัญญาจะหวงเอาไว้ หวงขี้หมูขี้หมาขี้วัวขี้ควายของตัวเองไว้ไม่ยอมไปแลกทองคำ คือว่าหวงมนุษย์สมบัติ ไม่ยอมสละ เรามีผลประโยชน์อย่างนั้น เรามีทรัพย์เท่านั้น
คนเรานะพอเกิดมาไม่ได้มีอะไรมาเลย เวลาตายไปก็ไม่ได้เอาอะไรไปเลย สมบัติทั้งหลายนะคือสิ่งที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งนั้น ลองดู ลองนึกดูให้ดีว่าเรื่องนี้จริงหรือเปล่า คนเราเกิดมาเอาอะไรมา ไม่ได้เอาอะไรมาเลย เวลาตายไปเอาอะไรไป ตายไปไม่ได้เอาอะไรไปเลย ฉะนั้นนะทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ของรักของหวงทั้งหลาย ของมีค่าทั้งหลาย คือของที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งนั้น ถ้ามีญาณปัญญาเห็นแจ้งเรื่องนี้จิตมันจะเกิดจาคะอยู่ได้ เกิดจาคะได้ สิ่งของในโลกมันก็เหมือนก้อนดินก้อนหิน มันไม่หวงไม่ห่วงไม่อาลัย แม้แต่ร่างกายสังขารเราต่อไปก็ต้องทิ้ง ต่อไปเราต้องเหลือแค่โครงกระดูก เนื้อหนังยังต้องผุพังเป็นเหยื่อหนอนแร้งกา แม้แต่สมบัติในกายยังหวงไว้ไม่ได้ อย่าไปพูดถึงสมบัตินอกกาย คนเราทุกคนท้ายที่สุดเหลือแค่กองกระดูกกองเดียวเขาเผาทิ้งหมด ถ้าเขาไม่เผาก็หนอนกินหมด มดกินหมด ไม่เหลือหรอก แม้แต่เนื้อหนังที่มันเป็นสมบัติภายในเรายังรักษาไว้ไม่ได้เลย อย่าไปพูดถึงสมบัตินอกกาย ไอ้ที่เป็นของเราจริงไม่มีสักอย่าง ถ้าเรามีปัญญา จาคะมันเกิดเอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าถ้าบุคคลทั้งหลายจะมีญาณมองเห็นอานิสงส์ของการให้ทานอย่างที่พระองค์ทรงเห็นนะ ที่พระองค์ทรงมีสัพพัญญูน่ะ ท่านสามารถมองเห็นอานิสงส์ของการให้ทานอย่างตลอดสายเลย ท่านบอกว่าถ้าหากคนทั้งหลายมีญาณอย่างที่พระองค์ทรงมี เห็นอานิสงส์ของการให้ทาน ท่านบอกว่าบุคคลเหล่านั้นถ้ายังไม่ได้บริจาคทานนะ จะไม่ยอมกินเองใช้เองเลย คือที่เรายังเป็นคนตระนี่ เป็นคนหวง หวงสมบัติหวงอะไรมากมาย เพราะเราไม่มีญาณอย่างที่พระองค์ทรงมี พระพุทธเจ้าท่านทรงมีพระญาณหยั่งรู้ เพราะฉะนั้นจาคะน่ะ ให้เราสำรวจตัวเองของเราทุกวันว่าเรามีจาคะหรือยัง เรามีตัวสละไหม
ตัวที่ ๔ คือปัญญา ปัญญาจะต้องเกิดจากการที่เราเห็นความไม่เที่ยง เบื้องต้นแห่งปัญญา อย่างหยาบ ๆ ก็เห็นความตาย ร่างกายสังขารท้ายที่สุดก็ผุพังตายหมด ปัญญาขั้นละเอียดก็เห็นความไม่เที่ยงขณะหนึ่ง เวลาเรากำหนดสติที่ฐานไหน ฐานไหน ถ้าจิตเราตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์จริง ๆ นะ มันจะเห็นแต่ความเกิดดับ เกิดดับ อารมณ์ทั้งหลายผ่านมาผ่านไป ๆ เปลี่ยนแปลงตลอด เห็นแต่ความเกิดดับ เห็นแต่ความไม่เที่ยง เห็นแต่ความไม่เที่ยงมาก ๆ ท้ายสุดนะมันเห็นอนัตตาไปหมด โล่งไปหมด ไม่มีตัวเราของเราในที่ไหน อันนี้เป็นญาณปัญญา เป็นปัญญาที่เราจะต้องมี เราจะมีปัญญาเราต้องเจริญสติ ฝึกสติปัฏฐาน เพื่อว่าจิตเรานะมันจะหยั่งลงตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์มากขึ้นมากขึ้น มันจะเห็นแต่ความไม่เที่ยง ที่เราไม่เห็นความไม่เที่ยง เพราะมันตามไป ตามไปอดีตอนาคตเพ้อฝันไปกับมายาภาพ มายาภาพมันไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายหรอก เพราะมันเป็นของหลอกลวงที่เราเพ้อฝันขึ้นมา
คือว่าสักกายทิฏฐิน่ะ มันบังไม่ให้เราเห็นความไม่เที่ยง เพราะอะไร เพราะสักกายทิฏฐิมันมองอย่างที่เราอยากให้มันเป็น ปุถุชนทั้งหลายที่มีสักกายทิฏฐิ จะไม่เห็นความไม่เที่ยง เห็นก็เห็นน้อย เพราะจะมองสิ่งทั้งปวงอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น ตัวเองอยากจะให้อะไรอยู่ทน ก็คิดว่าไอ้นี่อยู่ทน ก็คิดว่าไอ้นี่อยู่ทนกับกูตลอด เราไม่อยากตายก็คิดว่ากูไม่ตาย คนโน้นตายคนนี้ตายแต่กูไม่ตาย คนอื่นเขาตายกันแต่กูไม่ตาย กูนี่เก่งกว่าเพื่อน คือมองไปตามกิเลสตัวเอง ถ้าบุคคลผู้ละสักกายทิฏฐิแล้ว มันจะเห็นแต่ความไม่เที่ยง คือว่ามันจะมองความจริง ความจริงมันก็ไม่เที่ยงทั้งนั้น เราลองเจริญสติเข้าไปดูนะ กำหนดไปตรงไหนก็เกิดดับ ๆ รับรู้แล้วก็ดับไป ๆ อารมณ์มาทางตาแล้วก็ผ่านไป เห็นคนที่เราชอบ เห็นทางตามันกระทบอารมณ์ไปปรุงที่จิต เกิดชอบที่หัวใจ เราไปกำหนดหยั่งรู้ก็เห็นแต่มายาตรงนั้นนะ ข้างนอกมันเป็นมายา เรามาปรุงแต่งมันค้างอยู่ กำหนดดูที่จิตนะเห็นอารมณ์มันค้างอยู่ กำหนดไปก็ดับไป ดับความยินดียินร้าย มันต้องที่ปัจจุบันขณะที่กระทบอารมณ์เราก็กำหนดตรงนั้นนะ ยินดีก็ยินดี พอกำหนดหยั่งรู้ก็เห็นความเป็นมายาของมัน มันเป็นมายาเพราะมันไม่เที่ยง อารมณ์ทั้งหลายมันไม่เที่ยงเลย
สมัยก่อนปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ พอไปติดขัดอะไรนะเที่ยวจะไปหาใครมาแก้อารมณ์ เป็นทุกข์อยู่น่ะหาใครมาแก้อารมณ์ให้ พอเราทำไปเรื่อย ๆ มันจะเห็นเองว่าอารมณ์ทั้งหลายมันไม่เที่ยงเลย อารมณ์ที่ดีที่สุดก็ไม่เที่ยง อารมณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็ไม่เที่ยง จิตที่สงบสบายที่สุดก็ไม่เที่ยง จิตที่ฟุ้งซ่านที่สุดก็ไม่เที่ยง ผ่านมาผ่านไป เกิดดับของมันอยู่นั่นแหละ จะหาใครมาแก้อารมณ์ เราไปตามมันเหมือนกับไปไล่ล่าคว้าเงา อยู่ตรงนี้เงามันก็อยู่ตรงนี้ ยิ่งวิ่งไปเงาก็หนีไปเรื่อย หยุดหยั่งรู้ดูตรงนั้นนะ มันก็อยู่ตรงนั้นเอง เราถูกหลอกมามากแล้วว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของคงทนถาวร ควรยึดมั่นถือมั่นมันจึงทุกข์ไม่จบ ถึงว่าอุปาทานเป็นปัจจัยแห่งทุกข์ เรามีอุปาทานก็เพราะว่าตัณหาความอยาก มีความอยากเพราะมีอวิชชา ไม่รู้ว่ามันไม่มีตัวตนของตนเลย เมื่อเราหยั่งรู้ไปนะมันจะเห็นเลยว่าอวิชชามันมาหลอกเราแท้ ๆ ไม่มีตัวเราจริง ๆ พออวิชชามันเข้ามาหลอกว่ามีตัวเรา เพราะร่างกายสังขารก็เป็นดินน้ำไฟลมหมด แตกสลายทำลายฉิบหายไปหมด เป็นกระดูก เศษกระดูกกระเดี้ยวกระจัดกระจายปลิวไปตามลมหมด ตัวตนของตนก็ไม่มี ตัวเราไม่มีจริง อารมณ์ความคิดทั้งหลายก็เกิดดับหมด เกิดความรักก็ดับ เกิดความเกลียดก็ดับ เกิดศรัทธาก็ดับ เกิดราคะก็ดับ เกิดโทสะก็ดับ เกิดนิวรณ์ก็ดับ เกิดโพชฌงค์ก็ดับ ดับหมด ไม่มีอะไรอยู่ทน เลยไม่รู้ว่ามีตัวเราของเราอยู่ตรงไหน ไม่มีเลย ถ้าเกิดจักษุญาณปัญญาวิชชาแสงสว่างนะ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ เกิดวิชชา เกิดปัญญา เกิดแสงสว่าง ย่อมเพิกโลกธาตุของตัวเราได้ เพิกอยู่ภายใน เห็นแจ้งว่าไม่มีตัวเราของเรา สิ่งทั้งปวงเป็นมายา ก็ทำไปตามสมมุติมายา แต่ว่าญาณปัญญาภายในของเรารู้ว่ามันเป็นมายา เราไม่ทุกข์กับมัน
วันนี้ก็ได้มีโอกาสมาปรารภเรื่องอารมณ์ธรรมะปฏิบัติพอสังเขป ฉะนั้นท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ก็ขออ้างอิงคุณพระรัตนตรัยได้คุ้มครองรักษาผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ให้อยู่ดีมีสุขเจริญด้วย มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ

ความคิดเห็นล่าสุด
2 ปี 14 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 15 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 19 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 51 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 51 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน
3 ปี 27 สัปดาห์ ก่อน