ตอบความคิดเห็น

๐๐๒๖ สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง

๒๐-พ.ค.-๒๕๔๖

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองนั้น ขอนมัสการพระธรรม พระโลกุตตรธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ขอกราบแทบเท้าหลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ซึ่งเป็นพระอาจารย์ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน ขอเจริญสุขสามเณร และเจริญพรญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย

วันนี้ก็มีโอกาสมาปรารภธรรมในหมู่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย การปรารภธรรมในภาคปฏิบัติเป็นของไม่ยาก เพราะว่าพูดกันแต่เรื่องภายใน พูดเรื่องทางโลกก็พูดยาก เพราะยิ่งต้องพูดออกนอกไปทุกที พูดในประเทศไทยไม่พอ ต้องพูดไปต่างประเทศ ไปนอกโลก ไปดวงจันทร์ ไปดวงอังคาร พูดธรรมะภาคปฏิบัตินี่พูดง่าย เพราะว่าพูดเข้ามาภายใน ภายในกาย ภายในจิต

การปฏิบัติธรรม จะว่าง่ายหรือยากขึ้นอยู่กับความชอบความพอใจ บุคคลที่พอใจในการแส่ส่ายสอดส่ายไปมองคนอื่น มองสิ่งนอกตัว ก็ต้องบอกว่าการปฏิบัติธรรมนี้ปฏิบัติยาก เพราะว่าฝืนความเคยชินของตัวเอง เพราะว่าการปฏิบัติธรรมต้องมาดูตัวเอง เข้ามาข้างใน ดูข้างใน ดูข้างในมันเห็นความจริง อย่าหลอกตัวเอง อย่าโกหกตัวเอง คนชอบโกหกเริ่มต้นด้วยการโกหกคนอื่น พอโกหกคนอื่นมากขึ้น มากขึ้น เป็นการทำให้จิตตัวเองคด เมื่อจิตตัวเองคด แล้วก็ทำให้ตัวเองมองไม่เห็นสัจจะความจริง แม้จะเป็นของง่ายก็ตาม เหมือนถนนตามหมู่บ้าน ถนนนี่ไม่ต้องยาวมากหรอก ๒๐ เมตร ๓๐ เมตรน่ะ แต่ถ้ามันไม่ตรง มันมองไม่เห็นไปตลอดสายเพราะจะโดนบ้านบัง แต่ถ้าหากว่าถนนเส้นนี้ตรง ถึงจะยาวเป็นกิโลสองกิโลสามกิโลก็สามารถมองได้เห็น เห็นรถที่อยู่ไกล ๆ ได้ ถ้าถนนมันคด ๒๐ เมตร ๓๐ เมตรก็มองไปไม่เห็นแล้ว จิตเราก็เหมือนกัน เราจะเห็นสัจจะ สัจจะคือความจริงก็ต้องฝึกตัวเองให้เป็นคนตรง และให้เป็นคนมีสัจจะ มีความจริง พูดจริง อย่าโกหกผู้อื่น อย่าโกหกตัวเอง จะทำให้จิตเราเวลาปฏิบัติเห็นสัจจะได้ง่าย เห็นสัจจะภายในน่ะ

สัจจะที่เราจะเข้าไปเห็นความจริงคือว่าสิ่งทั้งปวงไม่เป็นไปตามใจปรารถนา คือเป็นอนัตตา ไม่เที่ยง เกิดดับ เปลี่ยนแปลง ฝืนไม่ได้ ยิ่งไปฝืนยิ่งทุกข์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นไปตามเหตุปัจจัย ทั้งรูปธรรม ทั้งนามธรรม ทั้งภายในทั้งภายนอก ทั้งหยาบทั้งละเอียด ทั้งเลวทั้งประณีต ทั้งมีในที่ไกลมีในที่ใกล้ เป็นของที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เพราะว่าฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง ห้ามไม่เชื่อ บอกไม่ได้ สั่งการไม่ได้ คือมันเป็นอนัตตา ทั้งรูปธรรม ทั้งนามธรรม ความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้

ทีนี้ที่เราเป็นทุกข์เพราะไปฝืนความจริง ไม่ยอมรับความจริง มันหลอกตัวเอง โกหกตัวเอง ไม่ยอมทำจิตให้เข้ากับความเป็นจริง ทำจิตให้ฝืนความจริง ความทุกข์ทั้งหลายอยู่ที่การฝืนความจริง สิ่งทั้งหลายย่อมแปรปรวนไป เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก เมื่อจิตเราไปฝืนความจริง เกิดแล้วไม่อยากให้ดับ พบแล้วไม่อยากให้จาก ก็เลยเป็นทุกข์ มีแล้วไม่อยากให้หมด อันนี้ฝืนความจริง ความจริงไม่ได้อยู่ห่างไกลแค่ไหน เกิดขึ้นตลอด แสดงออกมาให้เราเห็นตลอด แต่จิตที่มีอุปาทานไม่ยอมรับ จิตที่มีอุปาทานย่อมยึดมั่นถือมั่น ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมทำความเข้าใจกฎธรรมชาติ

กฎข้อแรกก็คือความไม่เที่ยง ไม่ยอมรับหรอก ฝืนความจริงก็ได้แต่ความทุกข์ตอบแทน ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น หนีอะไรยังพอหนีได้ แต่หนีความจริงหนีไม่พ้น สังขารร่างกายของเราตั้งแต่วันเกิดมาก็บ่ายหน้าไปสู่ความตาย เกิดขึ้นในเบื้องต้น แก่ลงในท่ามกลาง แตกดับสลายไปในที่สุด เหมือนสายน้ำที่ตกมาจากที่สูงมีแต่จะบ่ายหน้าลงไปที่ต่ำ ไม่มีเวลาที่ว่าจะหยุดยั้งเลย ไม่มีเวลาจะพัก ย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำตลอดเวลา ไม่มีเวลาหยุด ฉันใดก็ฉันนั้น ชีวิตเราตั้งแต่เกิดมาจากท้องแม่ ก็บ่ายหน้าไปสู่ความตายตลอดเวลา ไม่มีเวลาหยุดพัก ไม่มีเวลาพักเลย ไม่ได้หยุดนิ่ง ชีวิตผ่านไปวันก็คือว่าใกล้ตายไปวัน เราต้องนึกถึงตัวเองว่าชีวิตน่ะเป็นของน้อย ชีวิตเป็นของน้อย นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดขึ้นมาแล้วจะไม่ตายไม่มี ร่างกายสังขารประกอบขึ้นมาจากดินน้ำไฟลมผสมกัน เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน

ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน ความตายเป็นของยั่งยืน อันเราจะพึงตายเป็นแท้ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ เราทั้งหลายควรจะใส่ใจความจริงอยู่เสมอว่าชีวิตนี้มิได้ตั้งอยู่นาน ครั้นปราศจากวิญญาณ อันเขาทิ้งเสียแล้ว จักนอนทับซึ่งแผ่นดิน ประดุจดังท่อนไม้และท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้ เป็นเหยื่อแห่งหมู่หนอนแร้งกาจิกกิน กลายเป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนแร้งกาสุนัขกัดกิน ตอนเรายังมีชีวิต แมลงมาเกาะตัวหนึ่งเราก็ต้องปัด ยุงมาเกาะตัวหนึ่งเราก็ต้องปัด แต่เมื่อชีวิตดับสูญ ไม่มีความสามารถที่จะปัดแมลงวันที่เอาหนอนมาใส่เรา ความสามารถที่จะปัดแมลงวันมันไม่มี ความสามารถที่จะปัดหนอนที่มันจะรุมกินเราไม่มี ความสามารถที่จะหยิบไม้มาเขวี้ยงหมาที่มันจะมาทึ้งเรากินไม่มีแล้ว ความสามารถที่จะหยิบก้อนหินเขวี้ยงไล่แร้งกาที่จะมาจิกกินก็ไม่มีหรอก มันหมดแล้ว ทอดซากอุดจาด จะไปนอนขวางถนนหนทางตรงไหนก็ไม่รู้จักจะไปนอนที่ให้ดี ๆ แล้ว ตายอยู่ข้างถนนก็อยู่ตรงนั้นแหละ ถ้าใครไม่เอาไป ตอนเรามีชีวิตเราต้องเลือกที่นอน เลือกที่ให้มันนุ่ม ๆ ถึงจะยอมนอน เลือกที่ที่ว่าบังแดดได้บังร่มได้ถึงจะยอมนอน เลือกที่ที่ว่ากันยุงกันริ้นไรกันแมลงได้ถึงจะยอมนอน แต่พอตายนะไม่เลือกที่แล้ว ที่นอนนี่เลือก แต่ที่ตายนี่เลือกไม่ได้เลย ไม่มีใครเลือกได้ ที่นอนนี่เลือกได้ ที่สกปรกโสโครกถึงเวลาตายก็ต้องตายตรงนั้นแหละ ที่มันเกะกะรถผ่านไปผ่านมาบางทีก็ต้องตายตรงนั้น เลือกไม่ได้ ที่ตรงแดดมันร้อนมดเยอะ นึกว่าจะไปตายตรงอื่นนะ เลือกไม่ได้ เพราะว่าพญามัจจุราชเป็นผู้มีเสนาใหญ่ไม่มีผู้ใดจะไปรบพุ่งได้ พระราชาผู้มีทัพช้างทัพม้า ทัพพลเดินเท้า มีอาวุธครบมือ สามารถจะไปรบกับใครก็ได้ แต่ไปรบกับพญามัจจุราชไม่ได้ สู้ไม่ได้

ชีวิตนี่เป็นของทุพพลภาพ ความตายเป็นของมีกำลัง มีกำลังใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงว่าเมื่อความตายมาถึงไม่สามารถสู้ได้ ไม่สามารถสู้กับพญามัจจุราชได้ ร่างกายสังขารที่เรารักษาอย่างดี แต่ละวันเปื้อนอะไรนิดก็ต้องล้าง เหงื่อออกนิดก็ต้องล้าง อาบน้ำก็ต้องเอาสบู่มาฟอก เอาน้ำหอมมาพรม เรารักษามันอย่างดี รักษาด้วยความหวงแหนยึดมั่นว่ามันเป็นตัวเราของเรา ถึงเวลามันจะเจ็บจะแก่จะตาย มันไม่ถามความเห็นเราหรอก มันไม่ขออนุญาตก่อน ลูกเต้าเราไปไหน ไปไหนไม่ขออนุญาตเขาเรียกว่าลูกดื้อ เสียแรงที่เลี้ยงมา มันดื้อ พูดก็ไม่ฟัง ห้ามก็ไม่เชื่อ บอกก็ไม่ได้ ร่างกายเราก็เหมือนกัน ประคบประหงมอย่างดี อยากกินอะไรก็ไปหามาให้ อยากได้อะไรก็ไปหามา หามาเตรียมเอาไว้ อยากจะประดับประดาด้วยอะไรก็ไปหามา แต่ว่ามันดื้อ ประดุจว่าเลี้ยงลูกดื้อ พูดไม่ฟัง ห้ามไม่เชื่อ มันไม่ขออนุญาต มันจะปวดหลังปวดเอวก็ไม่ขออนุญาต จะปวดหัวเข่าก็ไม่ขออนุญาต ปวดหัวก็ไม่ขออนุญาต มันไม่เคยขออนุญาต ถึงเวลาจะตายมันก็ไม่ขออนุญาต ไม่สามารถเลือกเวลาตายได้ เราว่าร่างกายนี้เป็นของเรา เป็นของเรา นั่นเป็นความคิดเห็นของเราฝ่ายเดียว ยึดไว้เปล่า ๆ น่ะ มันไม่สนใจด้วย โดนมันหลอก มันไม่ขออนุญาตสักอย่าง เพราะโดยความจริงแล้วไม่ใช่ มันไม่ใช่ของเรา มาหลงรัก หลงยึด หลงห่วง หลงหวง หลงเป็นทุกข์

ของอะไรที่บังคับไม่ได้ก็คือมันไม่ใช่ของเรา ในเมื่อของไม่ใช่ของเราแล้วเราไปยึดว่าเป็นของเรา มันก็สวนความจริง มันฝืนความจริง จิตของคนที่มีอุปาทานมันจะฝืนความจริงอยู่ตลอด ไปหวง ไปห่วงของที่ไม่ใช่ของเราว่าเป็นของเราน่ะ มันทุกข์ที่สุด ทุกข์อย่างแรง ทุกข์อย่างไม่มีใครมาเห็นใจเลย หลงไปยึดว่าของที่ไม่ใช่ของเราว่าเป็นของเรา ทุกข์ขึ้นมาไม่มีใครเห็นใจ ร่างกายสังขารเองก็ไม่เห็นใจเรา ไม่ฟังคำต่อรอง ถ้ามันเห็นใจเรามันต้องฟังคำต่อรองได้ ต่อรองมันว่า อย่าเพิ่งแก่เลยนะ อย่าเพิ่งเจ็บเลยนะ อย่าเพิ่งตายเลยนะ มันต่อรองไม่ได้

อันนี้แหละความจริง บุคคลผู้มีอุปาทานในขันธ์ ๕ ยึดมั่นในขันธ์ ๕ ในรูปธรรมในนามธรรม ไม่พ้นทุกข์ไปได้ ท่านจึงกล่าวว่า ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ถ้าขันธ์ที่ไม่มีอุปาทานก็ขันธ์ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านไม่มีความทุกข์แล้ว คือท่านยอมรับความจริง เมื่อเรามาปฏิบัติธรรมเพื่อมาเห็นความจริงแล้วก็ยอมรับความจริง การที่เรามากำหนดหยั่งรู้เจริญสติปัฏฐาน เจริญสติเป็นไปภายในให้เห็นความจริง กำหนดหยั่งรู้นะ มันจะเห็นทั้งวันทั้งคืน เห็นความจริงว่าไม่เที่ยง มีแต่ความเกิดดับ กระทบปุ๊บดับไป กระทบปุ๊บดับไป รู้อะไรก็ดับไป รู้อะไรก็ดับไป กำหนดอะไรก็ดับไป กำหนดอะไรก็ดับไป เมื่อเราหยั่งรู้ลงด้วยสติมีแต่ความเกิดดับ ความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ เรากำหนดสติไว้ภายใน จะเห็นแต่ความเกิดดับ กำหนดหยั่งรู้ตรงไหนก็ดับไป กำหนดหยั่งรู้ตรงไหนก็ดับไป อารมณ์ทั้งหลายที่ผ่านมาผ่านไป ก็เกิดดับ เกิดดับ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อารมณ์ทั้งดีทั้งไม่ดีก็เกิดดับผ่านมาผ่านไป ไม่มีอะไรจีรัง

ความจริงมันจะบอกจากความไม่เที่ยง ความเที่ยงคือความไม่จริง ความจริงที่เราจะไปเจอในการปฏิบัติน่ะคือความไม่เที่ยง ไม่เที่ยงทั้งนั้น กำหนดตรงไหนก็เห็นแต่ความดับไป ดับไป ไม่ควรเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเราของเราตรงไหน ยิ่งสติและญาณปัญญาแก่กล้าขึ้น ยิ่งจะเห็นแต่ความเกิดดับชัดขึ้น ชัดขึ้น สิ่งทั้งปวงน่าเบื่อหน่าย น่าคลายกำหนัด น่าหลุดพ้น น่าถอนความยึดมั่น ยึดไว้ก็ทุกข์เปล่า ไม่ว่ารัก ห่วง หวงสิ่งใดนะ นำทุกข์มาให้ทั้งนั้น ไม่ว่าเราเอาจิตไปเกาะสิ่งใดก็ตาม ทั้งสิ่งภายในภายนอก ทั้งรูปธรรม ทั้งนามธรรม เป็นทุกข์ทั้งนั้น การที่เราเอาจิตไปเกาะเกี่ยวยึดมั่นกับสิ่งใด แล้วจะไม่นำทุกข์มาให้นะ ไม่มีเลยสิ่งอย่างนั้นน่ะ ถ้าบุคคลเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ย่อมนำทุกข์มาให้ทั้งนั้น แม้จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดก็ตาม การที่เราเอาจิตเข้าไปยึดในสิ่งดี ก็จะทุกข์ ไม่พ้นทุกข์ไปได้ ถ้าจะบอกว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งดี แล้วเราไปยึดนะ มันก็ทุกข์อยู่นั่นแหละ เพราะอะไร เพราะการที่เราไปยึด การที่เราเอาจิตไปยึดกับสิ่งไหนก็ตาม เป็นการที่ตั้งจิตไว้ผิด การที่ตั้งจิตไว้ผิดย่อมจะนำทุกข์เดือดร้อนมาให้ การตั้งจิตไว้ผิดจะกัดจิตตัวเองอย่างไม่มีชิ้นดีเลย คำสอนของพระพุทธเจ้าท่านจึงกล่าวว่า ละความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม และก็ทำจิตให้ขาวรอบ ทำจิตให้ขาวรอบก็คือทำดีไม่ติดดี บุคคลผู้ละชั่วประพฤติดีก็ยังไม่พ้นทุกข์ไปได้ ต้องทำจิตให้ขาวรอบ คือไม่ติดดี ไม่ติดเลว

ความดีความเลวก็เป็นสิ่งชั่วคราว เป็นสังขารขันธ์ การปรุงแต่งขึ้นมาในจิต ปรุงแต่งให้คิดเรื่องดี ปรุงแต่งให้คิดเรื่องเลว ทั้งความดีความเลวก็เกิดดับ ความดีและความเลวมันยังเกิดดับ ไม่ต้องไปพูดถึงคนดีคนเลวหรอก คนดีคนเลวจริง ๆ มันไม่มีในโลก ในช่วงชีวิตเราคนหนึ่ง บางช่วงเวลาก็อาจจะทำดีก็ เป็นคนดี บางช่วงเวลาไปทำชั่วก็เป็นคนชั่ว เป็นคนชั่วก็ทำดีได้ เป็นคนดีก็ทำชั่วได้ เพราะฉะนั้นคนดีคนชั่วมันไม่มีอยู่จริงหรอก เป็นของชั่วคราว เราไปตั้งหน้าตั้งตาเกลียดคนชั่วมันก็ไม่จริง เกลียดไปเกลียดไปเขาอาจจะทำดีก็ได้ เกลียดผิดคนอีก ตอนที่เขาทำชั่วมันก็ผ่านไปแล้ว ตอนนี้เขาอาจจะสำนึกผิดคิดทำดีอยู่ แต่เรายังเกลียดอยู่ก็ถือว่าเราเกลียดผิด เราไปรักคนดีน่ะก็อาจจะรักผิด ตอนนั้นเขาทำดีนะแต่ตอนนี้เขากำลังคิดเรื่องเลวอยู่ก็ได้ เราไปรักคนเลวเสียแล้ว

เพราะฉะนั้นไม่มีจริง ทั้งคนดีทั้งคนเลวไม่มีจริง ความดีความเลวก็ไม่จริง คนดีคนเลวก็ไม่จริง แม้จิตเราที่ไปรักไปเกลียดก็ไม่จริง ขณะนี้เรารักเดี๋ยวก็ดับไป เดี๋ยวก็คิดเรื่องอื่น ขณะนี้เราปรุงแต่งให้เกลียด เดี๋ยวก็ดับไป ก็ไปคิดเรื่องอื่น คนเราไม่คิดเรื่องเดียวไปทั้งวันทั้งคืน วันหนึ่งปรุงแต่งไม่รู้กี่เรื่อง เพลงเขาบอกว่า โอ้ว่า กังหันทุกวันมันพัดสะบัดวน อยากจะรู้จิตคนจะหมุนกี่หนต่อวัน อันนี้คือจริง ความเป็นจริงแล้วจิตเรา อารมณ์ไม่รู้กี่อารมณ์ในวันหนึ่ง

ฉะนั้นความเป็นจริงก็คือไม่มีอะไรจริง ถ้าอยากจะรู้จักความจริงก็คือว่าเมื่อไหร่รู้ว่าไม่มีอะไรจริงนั่นแหละรู้ความจริง ถ้าเราไปรู้ว่าอะไรมันจริง นั่นแหละรู้ไม่จริงแล้ว คือไม่จริง พูดไปพูดมาวกไปวนมา คำพูดน่ะมันเป็นโวหาร อย่างที่เขาพูดว่า ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน เขาพูดกัน ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน คือมันไม่แน่นอนน่ะมันถึงแน่นอน คือมันแน่นอนว่ามันไม่แน่ ฉะนั้นเราไปหวังอะไรไม่ได้ทั้งนั้น จะไปหวังอะไรกับใครไม่ได้ทั้งนั้น อย่าหวังอะไรแม้แต่หมูในอวย ไม่แน่นอนทั้งนั้น ยิ่งไปหวังอะไรกับคนอื่นยิ่งเป็นทุกข์ไม่จบ เรามาดูใจของเราเป็นตัวอย่าง มันไม่แน่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาวันละไม่รู้เท่าไหร่ เราจะไปหวังอะไรจากใจคนอื่นมันจะได้หรือ เลิกหวังเถอะ ตราบใดที่ยังหวังอะไรจากคนอื่นนะไม่พ้นทุกข์หรอก ทุกข์ไม่รู้จบ อย่าไปหวังอะไรจากคนอื่น แม้แต่กายใจเรานะมันยังไม่ให้เราหวัง มันจะเป็นอะไรก็ไม่ขออนุญาต ไม่เห็นมันขออนุญาต วันนี้ขออนุญาตปวดหลังหน่อยนะ วันนี้ขออนุญาตปวดเอวหน่อยนะ ไม่เห็นขออนุญาต แม้แต่กายเรา ใจเรา มันยังหวังไม่ได้เลย ไปหวังอะไรจากกายผู้อื่น ใจผู้อื่น หวังไม่ได้ทั้งนั้น

พระอรหันต์นี่ท่านเป็นคนสิ้นหวัง นั่นแหละพระอรหันต์ ท่านเป็นคนสิ้นหวัง สิ้นหวังหมายความว่าท่านเลิกหวัง ท่านจึงพ้นทุกข์ ท่านเป็นคนสิ้นหวังจึงพ้นทุกข์ได้ คือเลิกหวังเสียที คือท่านเห็น ญาณปัญญาของท่านเห็น เห็นความจริง เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เห็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ สติปัญญาบอกทั้งวันทั้งคืน เพราะว่าท่านไม่ส่งจิตออกนอก กำหนดจิตอยู่ในกายยาววาหนาคืบ จึงเห็นแต่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีอะไรจีรัง ไม่มีอะไรยึดถือได้ ไม่รู้จะหวังอะไร กลายเป็นคนสิ้นหวัง ยอมตัวเป็นคนสิ้นหวังเมื่อไหร่ก็หมดทุกข์ ไปหวังอะไรมาก ๆ นะ จะสิ้นแรงพลัง เพลงเขาว่า หวังอะไรก็ได้แต่สิ้นหวัง สิ้นแรงพลังความหวังสูญสลาย เมื่อสังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ไปหวังอะไรจากมัน หวังอะไรไม่ได้หรอก

เพลงเขาว่า สิ้นแม้ความรัก สิ้นเหมือนสิ้นศักดิ์ชาย คือว่าความรักมันก็เป็นราคะ กิเลสราคะ ศักดิ์ชายก็คือเป็นมานะยึดมั่นตัวตน กูมีศักดิ์ศรีอย่างนั้น โดนเขาข่มขี่ไม่ได้ รักนี้ของกู มันไม่เที่ยงทั้งนั้นแหละ ไปยึดมั่นถือมั่นก็มีแต่ความทุกข์ ญาณปัญญาย่อมเห็นความจริง สิ่งทั้งปวงไม่จีรัง ไม่ควรเอาจิตไปรักไปชัง ไม่ควรยึดมั่นเป็นตัวกูของกู ยึดมั่นว่ากูดีกว่าเขา กูเลวกว่าเขา กูเสมอเขา ยึดมั่นไว้จะเป็นไปเพื่อความเดือดร้อน ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจในมายาภาพ แม้แต่ตัวเราของเรามันก็ไม่มี ถูกอวิชชามันหลอก

อวิชชามันหลอกให้มีตัวเราของเรา มีตัวเราคนหนึ่ง มีตัวเราเป็นผู้ชายคนหนึ่ง แล้วก็ต้องหาผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นคู่ เราต้องไปรักคนอื่น คนที่เรารักเขาต้องมารักเรา โดนกิเลสมันหลอก ให้ตั้งข้อแม้ของตัวเอง ต้องไปยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเราคนหนึ่ง เราต้องได้อย่างนั้น ๆ ถึงจะเป็นสุข ถ้าไม่ได้ตามนั้นแล้ว โอ้โหทุกข์ ไปตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองเดือดร้อน ในท้ายที่สุดก็ตายหมดทุกคน ไม่ได้เอาอะไรไปเลย อย่าว่าอะไรกับสมบัตินอกกาย แม้แต่เนื้อหนังก็ยังพาไปไม่ได้ เนื้อหนังนี่ก็ยังเอาไปไม่ได้ กระดูกก็ยังต้องทิ้งเอาไว้ เอาอะไรไป อย่าพูดถึงสมบัตินอกกายดีกว่า อย่าพูดถึงคนที่เรารักเลย แม้แต่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ยังรักษาไม่ได้ เนื้อหนังนี่ยังรักษาไม่ได้ กระดูกก็ยังต้องทิ้งเอาไว้

ท้ายที่สุดแล้วสัจจะความจริงมันเปิดออกหมด สัจจะความจริงมันเปิดออกอย่างไม่เกรงใจคนโง่ที่ไปยึดมั่นถือมั่นมันนะ ไม่เกรงใจคนโง่เลย โง่ไปยึดเอาไว้นะ มันไม่เกรงใจเราเลย ไม่เห็นอกเห็นใจเราเลย ที่เราไปยึดเอาไว้ อุตส่าห์โง่ไปยึดไว้ว่าเป็นตัวกูของกู มันไม่ได้เห็นอกเห็นใจเลยว่าเราอุตส่าห์โง่ไปยึดไว้ มันไม่เกรงใจเราหรอก ไม่ขออนุญาต น่าสงสารคนที่ว่าอุตส่าห์ไปยึดเอาไว้ ท้ายที่สุดก็ผิดหวังหมด ที่ตายยังเลือกไม่ได้ จะไปเลือกที่สะอาด ๆ นอนตาย ยังเลือกไม่ได้ บางทีต้องไปตายข้างถนนกลิ้งตกไปท่อน้ำครำ บางทีโดนเขาจับหมกถังส้วมก็มี เคยมีข่าวลงหนังสือพิมพ์ คนร้ายพาผู้หญิงไปข่มขืนแล้วฆ่า ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหนดี จับยัดถังส้วมเลย คนงานไร่อ้อยมันผ่านมา เอ๊ะ! ทำไมส้วมนี้มันเหม็นกลิ่นเน่าแปลก ๆ กระเทาะถังส้วมออกมา อ้าวเขาเอาผู้หญิงมาข่มขืนแล้วก็ยัดไว้ในถังส้วม นี่เลือกที่ตายไม่ได้ ตอนมีชีวิตอยู่อย่าพูดถึงว่ามุดลงไปในถังส้วมเลย เวลาเอามือล้างก้นตัวเองนะยังต้องเอาสบู่ล้าง มันสกปรก แต่เวลาตายแล้วนะไม่มีความสามารถ เขาจับยัดไว้ในถังส้วมอยู่ในบ่ออุจจาระนะ มันไม่รู้จะทำยังไง เลือกไม่ได้ ที่นอนเลือกได้ ที่ตายเลือกไม่ได้

ควรที่จะสังเวชชีวิตคนเราน่ะ เป็นทุกข์เดือดร้อน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สูทั้งหลาย จงมาดูโลกอันตระการตาประดุจราชรถ ที่พวกคนโง่เขลาพากันหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ คนโง่เขลาพากันเพลิดเพลินในความสวยงามของโลกมนุษย์ แต่ผู้มีปัญญาจะเห็นความไม่เที่ยงปะหน้าไว้หมด เห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาปะหน้าไว้หมด มองด้วยตาก็สวยเหมือนคนทั่วไปมอง แต่ญาณปัญญาที่ฝึกมาของผู้ปฏิบัติธรรมจะรู้สึกลึกไปกว่านั้น จะรู้สึกลึกไปถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา ทำให้จิตเบื่อหน่ายคลายกำหนัด กอดรัดไม่ได้ ยึดเอาไว้ไม่ได้ ญาณปัญญาของผู้ปฏิบัติธรรมมันสั่งสมกันมา มันรู้ซึ้งจนมันซึมเข้าไปในกระดูกดำ ถ้าเราปฏิบัติ เจริญสติเห็นแต่ความเกิดดับ ความไม่เที่ยง จนมันซึมลึกเข้าไปในสันดานของเราเลย ซึมลึกเข้าไปในสันดานในส่วนลึกของจิตวิญญาณของเราเลย มันเห็นซึ้งอยู่ตลอด มันจึงเข้าใจถึงความไม่เที่ยงอยู่เสมอ มองด้วยตามันก็น่ารักเหมือนธรรมดา แต่ญาณปัญญามันบอกให้ฟังว่ามันไม่เที่ยง มันมีโทษ เป็นเหมือนลูกศรปักอก เป็นเหมือนหัวฝี เป็นเหมือนฝีที่ก้น เจ็บ เป็นเหมือนลูกศรที่ปักอก

ความสุขทางโลกก็เหมือนเลียน้ำผึ้งที่ปลายมีดโกน มันหวานเหมือนกันนะ แต่ลิ้นมันจะขาด คนทั้งหลายนะหลงเพลินว่าโลกนี้เป็นสุข ต้องร้องไห้จนใจจะขาด มันเป็นทุกข์ ลองฟังเพลง เพลงที่เขาแต่งกันมา เพลงทุกเพลง เป็นทุกข์ทุกเพลง ฟังให้ดีเถอะแต่ละเพลง เป็นทุกข์ทุกเพลง กูรักมึงแล้วมึงไม่ยอมรักกู กูรักมึงมึงรักกูแล้วแต่ว่ามึงต้องไปไกลเสีย กูรักมึงมึงรักกูแล้วแต่กลัวมึงจะเปลี่ยนใจ มีแต่อย่างนี้ คือว่าเขาบรรยายความทุกข์ คนไม่มีปัญญาก็ฟังเพลินไปนะ ทั้งที่เขาบรรยายความทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่า สูทั้งหลาย จงมาดูโลกอันตระการตาประดุจราชรถ ที่พวกคนโง่เขลาพากันหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่

เราปฏิบัติธรรมน่ะกำหนดหยั่งรู้ในกายในจิตเราน่ะมันจะยิ่งเห็นในเรื่องนี้ เห็นแต่เรื่องนี้ เห็นแต่เรื่องนี้ เห็นแต่เรื่องไม่เที่ยง เห็นจนมันซึ้ง มันซึ้งอยู่ในใจ จะพูดหรือไม่เท่านั้นแหละ บางวาระบางโอกาสมันพูดไม่ได้ ก็ต้องกลบเกลื่อนไปตามธรรมเนียมของโลก เขาว่าอย่างนั้นก็ว่าอย่างนั้นไป เขาว่าอย่างนี้ก็ว่าอย่างนี้ไป แต่ใจของผู้ปฏิบัติมันจะรู้อยู่ มันไม่ใช่อย่างนั้น ที่ว่าอย่างนั้นน่ะมันเป็นมายา เรื่องจริงไม่เป็นอย่างนั้นหรอก แต่ก็พูดกันไป พูดไม่ให้ขัดคอกัน เขาคุยมาอย่างนี้เราก็คุยไปอย่างนี้ไป ไม่งั้นขัดคอกัน แต่ใจเราข้างในมันรู้อยู่ มันไม่ใช่อย่างนั้น กลายเป็นคนปากอย่างใจอย่าง เราปฏิบัติธรรมแล้ว ต่อไปเราจะต้องกลายเป็นคนปากอย่างใจอย่าง พูดกับชาวโลกก็พูดไป พูดไปตามมารยาทของโลก เขาว่าอย่างนี้ก็ว่าไป เขาว่าอย่างนั้นก็พูดไป แต่ใจเราถ้าพูดออกมาบางทีเขารับไม่ได้เขาฟังไม่รู้เรื่อง ถ้าไม่ขึ้นธรรมาสน์ก็ไม่ต้องพูดเรื่องนี้ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องพูด เราก็รู้ตัวของเราน่ะ เราผู้ปฏิบัติธรรม บางทีเขาฟังไม่เข้าใจว่าทำไมเราคิดอย่างนี้ เขาคิดเรื่องน่าเพลินน่าสนุก เราคิดแต่ความตาย เรามองแต่ความไม่เที่ยง มองแต่ความตาย มองแต่ความทำลาย แตกดับ กระจัดกระจาย ผุพัง เน่าเหม็น เปื่อยยุ่ย หนอนขึ้น แร้งกาจิกกิน เรามองแต่อย่างนี้ เขาจะไม่เข้าใจ ทำไมเราจะบ้าหรือไง ฮึ! แต่ว่าการแสดงออกต่อโลกเราก็แสดงออกไปตามมารยาทโลก

ก็ได้ปรารภธรรมในหมู่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมก็ เห็นสมควรแก่เวลา ท้ายสุดก็อาราธนาคุณพระศรีพระรัตนตรัย คุ้มครองปกปักรักษา ท่านทั้งหลายให้อยู่ดีมีสุข อยู่เย็นเป็นสุข เจริญด้วยอายุวรรณะสุขะพละ ท้ายสุดขอให้ได้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกคนทุกท่านเทอญ

ตอบ

  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd> <img> <i> <h2> <h3> <h4>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options

CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
1 + 15 =
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.