ตอบความคิดเห็น

๐๐๒๕ - งานสัมมนา ๒๕๔๖

๑๑-พ.ค.-๒๕๔๖

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขอกราบแทบเท้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระโลกุตตรธรรม ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ขอกราบแทบเท้าไปยังพระเดชพระคุณพระอาจารย์ใหญ่ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในการเจริญพระกรรมฐาน ขอกราบพระเถรานุเถระและขอโอกาสพระเถรานุเถระทั้งหลายเพื่อแสดงธรรมเพื่อโปรดพุทธบริษัท ขอเจริญสุขสามเณรทั้งหลาย เจริญพรญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาผู้ใคร่ในธรรมปฏิบัติ

วันนี้ก็เป็นโอกาสดี ได้มาปรารภธรรมในหมู่ญาติโยมอุบาสกอุบาสิกา ผู้สนใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม การที่เราสนใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม ชื่อว่าเรารักตัวเอง รักคนอื่นมากมายก็เจอแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ รักตัวเองให้รีบเร่งประพฤติธรรม ถ้าเอาใจไปฝากไว้กับคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย อย่าหวังอะไรจากคนอื่นให้มาก อย่าหวังอะไรแม้แต่หมูในอวย

การปฏิบัติธรรม คือเป็นการที่ว่า เราได้ทำที่พึ่งให้แก่ตัวเอง สิ่งทั้งหลายที่เรามีเราเป็น บางทีบางครั้งก็เป็นที่พึ่งให้แก่จิตใจไม่ได้จริง สิ่งที่ตาเห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ใจต้องการ ที่มีอะไรมากมายก็สู้ความรู้จักพอไม่ได้ รถที่วิ่งน่ะ วิ่งไปเท่าไหร่ก็ไม่ถึง พอจอดจึงถึง มีอะไรมากมาย แต่หาความสุขไม่ได้ ต้องรู้จักพอจึงจะมีความสุข การพอไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณของวัตถุที่ครอบครอง มันขึ้นอยู่กับใจเรา ต้องรู้จักพอที่ใจเรา บุคคลทั้งหลายวิ่งไล่ล่าคว้าเงา จะรอให้เงามันหยุดไม่ได้ ถ้าเท้าเราหยุดเมื่อไหร่เงามันจะหยุด เราจะหาความสุขไม่เจอถ้าไปหาความสุขนอกตัว หวังอะไรจากผู้อื่น หวังจากคนรัก หวังจากลูกเต้า หวังอยากจะให้เขาเป็นเช่นนั้นเพื่อเรา เป็นเช่นนี้เพื่อเรา ถือว่าเป็นความหวังผิด เพราะหวังผิดจึงทำให้ผิดหวัง

การไปหวังอะไรจากคนอื่น มันไม่มีใครที่จะได้อย่างใจเราหรอก แม้แต่ใจเราเองยังไม่ได้อย่างใจเราเลย ลองดูนะ ลองตั้งใจเรานะ เราจะไม่คิดไปที่ไหน จะตั้งสติอยู่แต่ในองค์กรรมฐาน แพล็บ ๆ เดี๋ยวไปแล้ว ไปอดีตไปอนาคต ไปคิดถึงบ้าน คิดถึงบุตร ภรรยาสามี ฉะนั้นไม่มีอะไรได้อย่างใจเรา มาทำจิตดีกว่า มาฝึกกรรมฐานดีกว่า ที่ว่าเรามาคิดรักตัวเองก็ขอให้เร่งประพฤติธรรม รักคนอื่นมากมายจะเจอแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ จะไปหาใครก็ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอตัวเอง หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอตัวเอง เจอแต่คนอื่น ต้องว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน เจอแต่คนอื่น ไม่เคยเจอตัวเอง

ถ้าเราเอาจิตเข้ามาตั้งในองค์กรรมฐานน่ะเจอตัวเอง มาเจอตัวเองแล้วมันอบอุ่นอยู่ท่ามกลางความโดดเดี่ยวเดียวดาย เรากำหนดกรรมฐานขณะหนึ่ง ไม่ต้องไปรอให้ใครมาเติมให้เต็ม ไม่ต้องไปรอให้ใครมารักและไม่ต้องไปรักใคร กำหนดขณะหนึ่งของเรา อยู่กับตัวเอง ประพฤติธรรมของเรา เจริญสติปัฏฐานของเรา สติมาตั้งในกาย พวกที่ไปหาคนอื่นก็ไปเจอแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ ไม่มีใครได้อย่างใจเราหรอก ดึงจิตกลับมาดีกว่า กรรมฐานน่ะเป็นของเราจริง กำหนดขณะหนึ่งก็เป็นของเราขณะหนึ่ง ใครทำใครได้ จิตใจของใครก็สงวนรักษาของตัวเอง ไม่มีใครช่วยใครได้ ไม่ใช่ว่านาย ก.ทำแล้วนาย ข.จะได้ ใครทำใครได้

สติปัฏฐานนั้นเป็นเอกายนมรรค เป็นทางของบุคคลผู้เดียว ไม่ต้องไปห่วงใคร ไม่ต้องไปผูกพันกับใคร ไม่ต้องไปรักใคร และไม่ต้องไปรอให้ใครมารัก เวลาเรานั่งสมาธิให้นึกว่า เราไม่เป็นอะไรกับใครและใครไม่เป็นอะไรกับเรา สติดึงจิตเข้ามาสู่ภายในกายยาววาหนาคืบนี่ ยังไม่ต้องส่งออก ไม่ต้องส่งออกไปถึงใครทั้งนั้น ที่ส่งออกไปรักเขามากมาย คิดหรือว่าจะเป็นสุขน่ะ ต้องไปรอคอยให้คนอื่นมาเติมให้เต็ม เราเจริญกรรมฐานของเราขณะหนึ่งน่ะ ใจมันจึงจะเต็มอิ่มขณะหนึ่ง เจอตัวเอง คนในโลกหวังจะให้คนอื่นมาเติมให้เต็ม ท้ายที่สุดก็ผิดหวัง แต่ละคนเหมือนกับมีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว จะไปรอว่าคนอื่นเขาจะเอาอีกครึ่งแก้วนะมาเติมให้เรา เห็นเขายิ้ม ๆ เข้ามา นึกว่าเขาจะเอาน้ำในแก้วเขามาใส่แก้วเรา ไม่ใช่หรอก เขาจะเอาน้ำในแก้วเราไปใส่แก้วเขาต่างหาก

ความสุขน่ะมันต้องอยู่ที่ตัวเราอิ่มในตัวเรา เราพอแค่นี้ จิตของเราเข้าสู่ความหยุดในหยุดดีกว่า เข้าสู่ฐาน สติปัฏฐานน่ะ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติขณะหนึ่ง ๆ น่ะเป็นของเรา ไม่ต้องรอให้ใครมาให้ ใครทำใครได้ ถ้าเราส่งจิตออกก็ถือว่าจิตตกฐาน อย่าไปคิดถึงคนโน้นคนนี้ จิตตกฐาน เมื่อจิตตกฐานญาณก็ตกกิเลสก็เกิด คำนี้หลวงพ่อใหญ่จะใช้อยู่บ่อย อย่าให้จิตตกฐาน จิตตกฐานก็พลาดท่าเสียทีแก่มาร พญามารย่อมนำพาจิตของบุคคลผู้ประมาทไป โดยมีเหยื่อล่อคือ รูปสวยเข้ามาทางตา เสียงไพเราะเข้ามาทางหู กลิ่นหอมเข้ามาทางจมูก รสอร่อยเข้ามาทางลิ้น โผฏฐัพพะสัมผัสทางกายที่นุ่มนวลอบอุ่นเข้ามาทางกาย นี่เป็นเหยื่อแห่งมาร

สติปัฏฐานเป็นทางเดินของพระพุทธองค์ ให้เราพ้นจากมาร พ้นจากทุกข์ พ้นจากความยินดียินร้าย จิตคนเราที่ไปยินดียินร้ายน่ะไม่มีความสุขหรอก ยินดีเพลิดเพลินเจริญใจอย่าไปนึกว่ามีความสุข เพราะอะไร จิตคนเราตื่นเต้นก็เพื่อเศร้าสร้อย ลิงโลดก็เพื่อเหงาหงอย สมหวังก็เพื่อผิดหวัง ยินดีก็เพื่อยินร้าย เฟื่องฟูก็เพื่อตกดิ่ง โด่งดังก็เพื่ออับแสง คนเราเวลากินอาหาร อยากจะกินรสเปรี้ยว รสเผ็ด รสเค็ม รสหวาน รสมัน สุดท้ายตบด้วยน้ำจืด ๆ แก้วเดียว รสที่ลิ้นต้องการจริง ๆ คือรสจืด สิ่งที่จิตต้องการจริง ๆ คือความเรียบง่าย ไม่ต้องการยินดีไม่ต้องการยินร้าย ไปหลงเพลินกับสิ่งที่มายั่ว นึกว่าจะมีความสุขมาให้ ท้ายที่สุดก็ผิดหวัง อกหัก

เมื่อจิตส่งออกทุกครั้งอกหักทุกครั้ง จิตส่งออกนอกฐานทุกครั้งน่ะ อกหักทุกครั้ง ถือว่าเป็นผู้ประมาท ผู้ประมาทคือผู้ที่ตายแล้ว คือผู้ทุกข์น่ะแหละ ส่งจิตออกเพราะความประมาท ไม่เห็นโทษในอารมณ์ปรุงแต่ง ปรุงแต่งให้ยินดี ปรุงแต่งให้ยินร้าย ไม่เห็นโทษเพลิดเพลินในอารมณ์ ซึ่งอารมณ์ทั้งปวงไม่เที่ยงทั้งนั้น อารมณ์ทั้งหยาบละเอียดไม่เที่ยงทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ทั้งหลายที่เที่ยงน่ะไม่มีในโลก อารมณ์ทั้งปวงไม่ว่าหยาบละเอียดไม่เที่ยงทั้งนั้น ไม่ว่ารูปธรรมนามธรรม ไปหวังอะไรก็ผิดหวัง เพราะไปหวังจากของไม่เที่ยง ไปหวังจากของไม่เที่ยงก็คือหวังผิด เพราะหวังจากของที่หวังไม่ได้ หวังผิดก็ผิดหวัง ใครทำให้ล่ะ เราทำตัวเอง ส่งจิตออก จิตตกฐานญาณก็ตก ความรู้แจ้งไม่มี

ความรู้แจ้งมันต้องรู้แจ้งในฐานขณะปัจจุบันขณะ เรายกมือน่ะ รู้แจ้งขณะหนึ่ง ๆ แจ้งขณะเดียวพอ แต่เราแจ้งทุกขณะ แจ้งทีละขณะก็พอแล้ว แจ้งในปัจจุบัน ไม่ส่งจิตไปอดีต ไม่ส่งจิตไปอนาคต แจ่มแจ้งในความไม่เกาะเกี่ยวเพราะจิตตั้งอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ ไม่หวังอะไรจากใคร เราไม่เป็นอะไรกับใคร ใครไม่เป็นอะไรกับเราทั้งนั้น เราเกิดมานึกว่ารักกันจริง พอตายก็ไม่มีใครยอมนอนโลงเดียวกับเรา ไม่รักกันจริง มาหลอกกัน เมื่อละครปิดฉาก ฝาโลงปิดหน้าก็หมดนะ หมดสมมุติ ไม่มีใครรักใคร มีแต่แมลงวันแมลงหวี่เท่านั้นน่ะถึงจะรัก หมาตายตัวหนึ่งเขายังยอมเอาฝังหน้าบ้าน ถ้าเราตายนะคนรักเราไม่ยอมเอาฝังหน้าบ้านหรอก มันเกลียด มันว่าเป็นอัปรีย์จัญไรที่สุด ขนออกไปทิ้งวัดแล้วยังต้องนิมนต์พระมาสวดมาปัดรังควานที่บ้านอีก นั่นน่ะไม่มีใครรักกันจริง

ในความจริงแล้วน่ะ ถ้าเราไปหวังอะไรจากคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย เอาจิตเข้ามาสู่กายเราดีกว่า มาเจริญกรรมฐานดีกว่า รักตัวเองดีกว่า รักตัวเองให้รีบเร่งประพฤติธรรม ธรรมะถึงจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง ไปรักคนอื่นมากมายจะเจอแค่เพียงความหงอยเหงาว้าเหว่ รักลูก รักเต้า รักสามีภรรยา เที่ยวไปรักเขาน่ะเจอแต่ความหงอยเหงาว้าเหว่ เจอแต่คนอื่น ไม่เจอตัวเองเลย จิตใจไม่มีความอิ่มไม่มีความเย็น แต่ถ้าเราเจริญกรรมฐานขณะหนึ่ง มันก็อิ่มขณะหนึ่ง กำหนดที่ฐาน ฐานไหนก็ฐานหนึ่งเถอะ อันนั้นที่จะเป็นของเราจริง กำหนดขณะหนึ่งก็เป็นของเราขณะหนึ่ง ไม่ต้องเป็นขี้ข้าใคร ไม่ต้องเป็นขี้ข้าทางใจของใคร

คนเรามองเห็นร่างกายอิสระเดินไปเดินมาได้ แต่จิตใจเป็นขี้ข้าเขา เป็นขี้ข้ายังไงล่ะ เป็นขี้ข้าต้องรอคอยให้คนนั้นมารักเรา เราถึงจะเป็นสุขได้ ถ้าเขาไม่มารักเราไม่เป็นสุขเลย นั่นแหละไปตั้งกฎเกณฑ์ให้เราเป็นขี้ข้ามันน่ะ ไปตั้งกฎเกณฑ์เองไม่มีใครบังคับให้เลย ไปตั้งกฎเกณฑ์ว่าเราต้องไปรักคนหนึ่ง และคนนั้นต้องมารักตอบ เราถึงอยู่เป็นสุขได้ นั่นแหละไปตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองเดือดร้อน คนในโลกนี่กายเป็นอิสระแต่ใจยังโดนจองจำ จองจำไว้ด้วยของรัก ไปไหนไม่ได้ เห็นทุกข์เห็นโทษก็ไปไม่ได้ ไปไม่รอด เหมือนปลากินเบ็ดนะ เจ็บเงี่ยงที่ปากนะ เจ็บเหงือก เพราะเงี่ยงเบ็ดมันตำ แต่จะคายเบ็ดก็ไม่ได้เสียดายไส้เดือน คนในโลกก็เบื่อ ๆ อยาก ๆ ไป เบื่อแต่ทิ้งไม่ลง เพราะว่าติดเหยื่อเขา เขาเอาเหยื่อมาให้กิน เห็นทุกข์เห็นโทษแต่ทิ้งไม่ลง เพราะเสียดาย จิตใจไม่เข้มแข็ง ก็ต้องเป็นขี้ข้าทางใจของเขาไป

ถ้าอยากจะทิ้งเบ็ดก็ต้องตัดใจทิ้งไส้เดือนให้ได้ด้วยยังเสียดายไส้เดือนก็ต้องอมเบ็ดเอาไว้ คนเราถ้าเบื่อไปเลยมันก็สบาย ถ้าอยากไปเลยมันก็ไม่ทุรนทุรายมากหรอก ไอ้เบื่อ ๆ อยาก ๆ นี่แหละเป็นทุกข์ที่สุด ไม่รู้จะหันหัวรถไปทางไหน คนเราก็คิดจะปฏิบัติธรรมแต่ว่าเสียดายความสุขทางโลก เห็นโทษในการกินเบ็ดแต่ก็เสียดายไส้เดือน นั่นน่ะเดือดร้อนที่สุด ทำอะไรก็จงตัดใจให้ขาด ให้เด็ดขาดไปทางหนึ่ง เอาสัจจบารมีอธิษฐานบารมีมาตั้งในใจเรานะ ทำอะไรทำให้จริง ทิ้งก็ทิ้งให้จริง ทิ้งตัดขาดจากใจไป

คนเราในโลกนี้ร่างกายอิสระแต่ใจถูกจองจำ ถูกจองจำไว้ด้วยของรักทั้งหลาย เหมือนเรือลำหนึ่งน่ะคิดจะพายไปฝั่งโน้นนะ เห็นท่าทางคนพายดูท่าทางทะมัดทะแมงกล้ามเป็นมัด ๆ จ้ำพาย จ้ำแล้วจ้ำอีก ถ้าดูแค่ตรงเรือน่ะไปถึงฝั่งโน้นแน่เลย อย่าไปดูท้ายเรือ ท้ายเรือน่ะมีโซ่ผูกเรือไว้กับตลิ่งอยู่ร้อยเส้น จ้ำพายตั้งแต่เช้าจรดเย็นไม่ได้ไปเลย คือคนเรานะอยากจะไปนิพพานแต่ตัดใจไม่ได้ ยังเอาจิตผูกไว้กับของรัก เป็นห่วง หวงอยู่ พายตั้งแต่เช้าจรดเย็นแต่ว่าผูกโซ่เรือไว้กับตลิ่ง โซ่ที่ล่ามร่างกายแก้ง่าย เพราะว่าทุกคนอยากจะแก้ แต่โซ่ที่ล่ามจิตใจนะแก้ยาก เพราะว่าทุกคนอยากจะเอามาผูกเพิ่ม คือว่ามีของรักอย่างหนึ่งแล้ว อยากมีสอง อยากมีสาม ติดใจไส้เดือนจึงไม่เห็นโทษของเบ็ด

ชีวิตนี้ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน ตั้งแต่เกิดมาก็บ่ายหน้าไปสู่ความตาย เพราะว่าความเกิดกับความตายเป็นอันเดียวกัน ชีวิตก็แปลว่าใกล้ตาย ก่อนตายก็คือมีชีวิต ฉะนั้นคนที่มีชีวิตก็คือคนใกล้ตาย ชีวิตนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทรัพย์สินสมบัติที่มองเห็นด้วยตาเป็นของเอาไปไม่ได้เลย มีแต่บุญและบาป บุญบารมีที่เราสร้างเป็นของเอาติดตัวตามตนไปได้ จะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของเรา การที่เรามาสร้างบารมี มาปฏิบัติธรรม จะเป็นที่พึ่งที่เราจะเอาไปได้ เป็นสิ่งที่จะพัฒนาจิตของเราให้สูงขึ้นจนไปถึงความพ้นทุกข์คือพระนิพพาน

คนเราน่ะ ทุกวันควรมานั่งคำนวณบัญชีด้วย แต่ละวันให้มานั่งคำนวณบัญชีของเรา คำนวณบัญชีคืออะไร ว่าสิ่งที่เรามีอยู่ในตอนนี้มันตายแล้วเอาไปได้หรือเปล่า ให้นึกถึงทุกวันเรื่องนี้ เตือนตัวเองว่าสิ่งไหนตายแล้วเอาไปไม่ได้นะ เราต้องนึกถึงให้น้อย ๆ ลงหน่อย สิ่งไหนตายแล้วเอาไปได้น่ะต้องหาให้มาก ทำให้เกิดมี แล้วมันจะเป็นที่พึ่ง

เหมือนกับเรานะขับรถไปที่พม่า ไปถึงย่างกุ้ง เจดีย์ชเวดากอง ซื้อของขนของมาใส่รถเต็มเลย เราก็ต้องสำรวจของในรถเรานะ อันไหนที่ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ไปถึงกรุงเทพฯได้ อันไหนที่ด่านเจดีย์สามองค์ของพม่าน่ะเขาไม่ยอมให้ผ่าน เราดูแล้วว่าของประเภทหนึ่งนะผ่านด่านเจดีย์สามองค์ได้ ของอีกประเภทหนึ่งผ่านด่านไม่ได้ ของที่ผ่านด่านไม่ได้นะเราก็ยังไม่ต้องทิ้งหรอก เราก็อาศัยกินอาศัยใช้ไปจนกว่าจะถึงด่าน จากย่างกุ้งไปจนถึงด่านเจดีย์สามองค์น่ะ ก็อาศัยกินอาศัยใช้ไปได้ แต่ของที่ประโยชน์แก่เราจริง ๆ ที่ไปขายกรุงเทพฯได้ ก็คือของที่ผ่านด่านได้ ของที่ในรถเราน่ะอันไหนที่ผ่านด่านไปถึงกรุงเทพฯได้ เราจะขายได้ แต่ถ้าดูในรถเรานะมีแต่ของที่ผ่านด่านไม่ได้เลยน่ะซวยแล้ว เราซวยแล้ว พอผ่านไปเมืองไทยแล้วจนแน่

ฉะนั้นวันหนึ่งนะให้เรานั่งดูในบ้านเรา ว่าของอะไรที่ตายแล้วเอาไปได้บ้าง ทรัพย์สมบัติก็ส่งไปถึงแค่โรงพยาบาล ลูกหลานมันก็ไปส่งเราแค่เชิงตะกอน ไม่เกินไปกว่านั้นหรอก รักห่วงหวงกันมากเท่าไหร่ก็ได้แค่น้ำตา ถ้าเรารักของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้นะก็ให้ฝึกร้องไห้ไว้เยอะ ๆ เพราะได้ใช้แน่ ฝึกร้องไห้ไว้มาก ๆ ฉะนั้นถ้าเราฉลาดนะ ให้เรามาประพฤติธรรมดีกว่า จะเป็นที่พึ่ง บุญกุศลเป็นสิ่งที่โจรเอาไปไม่ได้ เป็นที่พึ่งที่แท้จริง กรรมฐานที่เราเพียรบำเพ็ญแต่ละเวลาแต่ละนาทีแต่ละขณะจิต เป็นของเราหมดเลย ทำให้สติปัญญาญาณของเราแจ่มแจ้ง เกิดปัญญาญาณ เกิดปฏิสัมภิทาญาณแจ่มแจ้งในกองสังขาร เพื่อคลายกำหนัด คลายขัดเคือง คลายความลุ่มหลง คลายความมัวเมาในกองสังขารทั้งหลาย เป็นผู้ถอนตนออกจากความยึดมั่นในสังขารทั้งหลาย เข้าถึงความดับทุกข์ได้

เพราะฉะนั้นจึงเป็นอานิสงส์ยิ่งใหญ่ที่เราได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมในช่วงโอกาสวันวิสาขบูชา ได้โอกาสสละภาระน้อยใหญ่ที่บ้าน ได้โอกาสมาประพฤติปฏิบัติธรรม ๕ วันก็ตาม ๗ วันก็ตาม ถือว่าเป็นของมีค่าเป็นของจริง เป็นเพื่อความดับทุกข์ได้ เราปฏิบัติขณะหนึ่งก็ดับทุกข์ให้เราได้ขณะหนึ่ง ธรรมะเป็นอกาลิโก ไม่ต้องรอกาลเวลา กำหนดขณะหนึ่งก็ดับทุกข์ให้เราขณะหนึ่ง เป็นตทังคปหาน เป็นตทังควิมุตติหลุดพ้นขณะหนึ่ง ๆ คือพ้นจากกิเลส พ้นจากความไม่ต้องไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ไม่ต้องไปยินดียินร้ายขณะหนึ่ง เป็นเครื่องอยู่ของผู้ฉลาด ผู้ฉลาดอยู่อย่างไร อยู่อย่างไม่เกาะเกี่ยวอารมณ์ สักแต่ว่าอาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดข้องอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไรในโลกด้วย อันนี้เป็นเครื่องอยู่ การมาปฏิบัติธรรมนั้น เหมือนกับเป็นการมาชุบตัวเราให้เป็นทองคำ คือต่อไปเราจะเปลี่ยนจากคนที่ไม่มีสติมาเจริญสติ เปลี่ยนจากคนที่ปล่อยจิตไปส่งเดช ปล่อยไปรักเขา ปล่อยไปเกลียดเขา ส่งจิตออกนอก ส่งไปหาคนอื่น ก็เปลี่ยนมาเป็นว่า เรากลับมาสู่ตัวเอง จิตอยู่ภายในกาย ไม่ต้องไปรักใครไม่ต้องไปเกลียดใคร อย่าไปหวังอะไรจากใคร ไปหวังอะไรจากคนอื่นจะสะอื้นจนวันตาย เราไม่หวังอะไรจากใคร สบาย ไม่รอใครให้มาเติมให้เต็ม เรากำหนดขณะหนึ่งเราก็สบายขณะหนึ่ง ไม่ต้องรอเวลาเลยว่าชาติหน้าค่อยสบาย กรรมฐานนี่สบายขณะนี้เลย กำหนดขณะหนึ่งก็สบายขณะหนึ่ง ทำเถอะ ทำดูจะรู้ดี

หลวงพ่อชอบว่า สติปัฏฐาน ๔ ดีที่หนึ่ง อย่าพึงว่าน้อย ดีกว่าร้อยภาษิตปริศนา เหมือนเกลือดีมีนิดหน่อยด้อยราคา ยังมีค่ากว่าน้ำเค็มเต็มทะเล หลวงพ่อท่านมีเมตตาต่อศิษยานุศิษย์มาก ท่านจัดงานประชุมสัมมนาธรรม อยากให้พระอยากให้โยมมาได้ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ เพราะว่าท่านทำของท่านแล้วท่านดับทุกข์ได้ ท่านทำของท่านแล้วท่านดับทุกข์ได้จริง ๆ ด้วยความเมตตากรุณาของท่านก็อยากจะสอนให้คนอื่นดับทุกข์ได้ตามท่าน ใครทำตามคนนั้นดับทุกข์ได้เอง ไม่เกี่ยวว่าเชื้อชาติไหน ญวน ไทย เจ๊ก แขก ไม่เกี่ยว แต่จิตวิญญาณใดเจริญสติปัฏฐานแล้วดับทุกข์ได้ขณะนั้น

เรารู้ขณะหนึ่งน่ะดับทุกข์ได้ขณะหนึ่ง เพราะอะไร เพราะตัวรู้น่ะไม่ทุกข์ ตัวคิดน่ะมันทุกข์ เมื่อเรารู้ขณะหนึ่งมันดับทุกข์ขณะหนึ่ง คิดขณะหนึ่งก็กลุ้มขณะหนึ่ง ไม่จบหรอก คิดแล้วคิดอีก คิดไม่จบ ด้วยความรักผูกพัน คิดแล้วคิดอีก หลวงพ่อชอบพูดกลอนบทหนึ่งว่า ทางโลกีย์นี่มันกว้างกว่าทางหลวง ถ้าหลงลวงไปนักไกลมรรคผล มันรัก ๆ ชัง ๆ เฝ้ากังวล สำคัญตนว่าสุขทุกข์แทบตาย ชาวโลกทั้งหลายไปรักคนโน้นรักคนนี้ คิดว่าจะเป็นสุข สุดท้ายมารู้ตัวเองอีกที โอ้ยทุกข์แทบตาย เป็นทุกข์เดือดร้อน เพราะอะไร เพราะต้องไปนั่งรอคอยให้เขามาดีตอบเรา เป็นทุกข์ ไปทำสัญญาให้ตัวเองเป็นขี้ข้าคนอื่น เป็นขี้ข้าทางใจ ต้องรอคอยให้เขามาดีด้วย เขายิ้มด้วยก็ดีใจ เขาหน้าบึ้งก็กูทำไงดีหนอเพราะว่าเป็นขี้ข้าเขา ลักษณะของขี้ข้าต้องรอคอยให้คนอื่นมาเติมให้เต็ม

กรรมฐานเป็นความหลุดพ้นที่สุด พอทำปุ๊ป ไม่ต้องไปรักใคร ไม่ต้องรอให้ใครมารักเรา แล้วเราก็ไม่ไปรักใคร จิตของเราอยู่ขณะหนึ่ง ๆ เห็นแต่ความเกิดดับ ตั้งจิตอยู่ในปัจจุบันอารมณ์ เจริญสติปัฏฐานปีแล้วปีเล่ายิ่งทำให้จิตเราเป็นสุข เข้าหาตัวเองน่ะมันเป็นสุข ไม่ต้องไปหาใคร ไปหาคนอื่นก็เจอแต่คนอื่น ไม่เคยเจอตัวเองเลย ว้าเหว่หงอยเหงาอยู่ท่ามกลางฝูงชน อยู่กับคนมากมายแต่ว่าว้าเหว่หงอยเหงา เพราะว่ามันไม่ได้สมใจอยาก มีสิบก็อยากได้ร้อย มีร้อยอยากได้พัน มีพันอยากได้หมื่น ไม่จบหรอก กิเลสตัณหาคนไม่จบ ได้คนขาวแล้วอยากได้คนดำ ได้คนดำแล้วอยากได้ฝรั่งอีก ไม่จบหรอก กิเลสตัณหามีสิบอยากได้ร้อย มีร้อยอยากได้พัน มีพันอยากได้หมื่น ไปคอยตอบสนองตัณหา มันไม่จบจริง ๆ

คนทุกคนก็มีกิเลสเหมือนกัน แต่พอเราตอบสนองกิเลสน่ะ คนที่มีปัญญานี่มันเห็นโทษ มันก็มีกิเลสเหมือนกัน แต่พอเราตอบสนองกิเลสน่ะมันเห็นโทษ มันเห็นโทษว่าจิตเราน่ะมันไม่รู้จักพอ กามทั้งหลายเป็นของยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งเสพยิ่งอยาก ไม่รู้จักพอ คนเราก็มีกิเลสกันทุกคนแหละ แต่ว่าคนที่มีญาณปัญญามันเห็นโทษ เพราะโดยความจริงแล้วกิเลสมันเป็นโทษอยู่ในตัว ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งเสพยิ่งอยาก เป็นความจริง ไม่ต้องรอคอยให้ใครมาบอกว่ากิเลสตัณหามันเป็นโทษ บุคคลผู้ตอบสนองกิเลสตัณหาของตัวเองจะรู้ของตัวเอง เพียงแต่ว่าเสียดายไส้เดือนก็เลยต้องยอมกินเบ็ดเอาไว้ กำลังใจไม่พอ บารมียังน้อย จาคะก็น้อย เนกขัมมบารมีก็ยังน้อย ก็ต้องกลับไปกินไส้เดือนต่อ ยอมติดเบ็ด เพราะเสียดายไส้เดือน ยอมไปเลียน้ำผึ้งที่ปลายมีดโกน เพราะว่าไม่มีทางอื่น ไปไม่รอด เพราะว่ากำลังใจไม่มี ไม่เด็ดขาด ไม่เด็ดเดี่ยว

คนเราในโลกนี้ คนที่มีวาสนากับคนไม่มีวาสนาเป็นยังไง คนที่มีวาสนาก็คือคนที่รู้ว่าอะไรชั่วแล้วละได้ รู้ว่าอะไรดีแล้วพยายามทำ คนนี้คนมีวาสนา คนไร้วาสนาก็คือ รู้อะไรชั่วแล้วเลิกไม่ได้ รู้อะไรดีแล้วไม่พยายามทำ คนไร้วาสนา เวลาจะทำดีก็อายเพื่อน กลัวเขาจะเห็น เดี๋ยวเขาจะล้อเอา เวลาทำชั่วแหมภูมิใจอยากจะอวด ไอ้คนนี้คนไร้วาสนา วาสนาจะต้องตกต่ำ ตกอับ หาความเจริญไม่ได้ คนเราน่ะมันเลือกให้ตัวเองจะเจริญหรือจะเสื่อม เลือกเองทั้งนั้นเลยอย่าไปโทษคนอื่น เลือกเอาเอง เลือกทางเดินของเราเอง อยากเจริญก็ทำความดีให้มาก ๆ อยากเจริญแต่ไม่ทำความดีก็ไม่ได้ คนไร้วาสนาจะสร้างเหตุแห่งความเจริญก็ทำไม่ได้ อายเขา กลัวเขาจะล้อ ว่าแหมคนนี้มันทำดี คนไร้วาสนามันอาย กลัวเขาจะล้อว่าเราเป็นคนดี คือไม่มีวาสนาจะเจริญ ถ้าทำชั่วอวดเขาน่ะภูมิใจ

คนเรามันเลือกทางเดินชีวิตเอง อย่าไปโทษว่าคนอื่นทำให้ ถ้าทรัพย์สินเราเสียหายเพราะคนอื่นมาโกงน่ะเรื่องเล็ก เรื่องเล็กมาก ถ้าทรัพย์สินเราเสียหายเพราะว่าเราหมดเครดิตหมดความน่าเชื่อถือ เราไปแสดงให้คนอื่นเขาเห็นว่าเราไว้ใจไม่ได้ นั่นน่ะเรื่องใหญ่ ความไม่ดีที่คนอื่นมาทำให้เราน่ะเรื่องเล็ก เรื่องเล็กมาก จิ๊บจ๊อยมาก แต่ความไม่ดีที่เราทำขึ้นมาเองน่ะเรื่องใหญ่ ให้รีบแก้ไขเสียโดยเร็ว เราน่ะมาเจริญกรรมฐานก็คือมาแก้ไขความไม่ดี ความไม่ดีทั้งหลายก็ตั้งต้นที่ใจเรา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่มีใจเป็นหัวหน้าแล้วล้วนแต่ใจ ใจน่ะจะเป็นผู้นำไป นำไปเจริญ หรือนำไปเสื่อม

เพราะฉะนั้นจงอย่าประมาท อย่าประมาทว่าความดีเล็กน้อยแล้วไม่ทำ คนประมาทน่ะเห็นว่าความดีนิดเดียวไม่ทำ ความชั่วเล็กน้อยน่ะไม่ละ ไม่ยอมฆ่ากิเลสเดี๋ยวกิเลสจะมาฆ่าเรา สงวนรักษากิเลสไว้นะ เป็นไปเพื่อความเดือดร้อนภายหน้า ฉะนั้นการที่เราได้มาเจริญกรรมฐานเป็นที่พึ่งที่แท้จริง จริง ๆ นะ ผู้ปฏิบัติสัมผัสผลย่อมซาบซึ้งในความสุขที่ได้จากการเจริญกรรมฐาน จะเป็นที่พึ่งแก่ตัวเอง เราเป็นสุขได้ด้วยตัวเอง เวลาเราเป็นสุขของเราได้เราก็ช่วยคนอื่นได้ ถ้าตัวเราเองยังมีความสุขของเราไม่ได้ละก็ช่วยใครไม่ได้ ก็ต้องแก้ปัญหาของเราให้ได้ก่อน ปัญหาของคนอื่นก็เหมือนกัน เพราะใจดวงเดียวกัน กิเลสชนิดเดียวกัน ปอกมะพร้าวให้ได้ลูกเดียวนะลูกอื่นก็เหมือนกัน ดึงกาบมะพร้าวออกอย่างเดียวกัน กระเทาะกะลาอย่างเดียวกัน

ฉะนั้นให้ทำงานชิ้นแรกให้ได้ก่อน ทำงานชิ้นแรกคืออะไร สอนตัวเอง แก้ไขตัวเอง ทำงานชิ้นแรกได้แล้ว ชิ้นต่อไปทำง่าย สอนคนอื่นสอนง่าย สอนตัวเองก่อนดีกว่า จับผิดตัวเองดีกว่า อย่าไปจับผิดคนอื่น กิเลสเราก็เยอะแล้ว จะไปเอากิเลสคนอื่นมาอีก เที่ยวไปนั่งดูไอ้คนโน้นชั่วอย่างนี้ คนนี้ชั่วอย่างนั้น เลวอย่างนั้น ดูไปก็เท่านั้น มาดูตัวเราดีกว่า ว่าเรายังมีอะไรไม่ดีให้แก้ไขเสีย กวาดบ้านเราดีกว่า ไปดูบ้านคนอื่นสกปรกก็ไปกวาดเขาไม่ได้ เห็นบ้านเขาสกปรกน่ะเขาก็ปิดรั้วของเขา เราไปปีนเข้าไปบ้านเขายังไง เราไปดูว่าเขาคนโน้นไม่ดีคนนี้ไม่ดี ไปสอนเขาเดี๋ยวเขาบอกว่า แล้วตัวเองดีหรือยัง ฉะนั้นสอนตัวเองให้ได้ก่อน คือว่าเราสอนตัวเองแล้วมันจะมีเดช มีเดชที่จะไปสอนคนอื่น

ฉะนั้นเราเข้าวัดมาปฏิบัติใหม่ ๆ ๕ วัน ๗ วัน น่ะ อย่าไปดูว่าอะไรไม่ดี อย่าไปดูมัน เก็บแต่ของดี ๆ ดีกว่า อย่าไปเก็บของไม่ดี อย่าไปเก็บว่าอันโน้นไม่ดี อันนั้นไม่ดี อย่าไปดูเลย เรามาดูใจเราดีกว่า ไม่งั้นเสียเวลา เสียเวลามาวัด มาดูใจว่าเรามีข้อบกพร่องตรงไหนแก้ไขเสีย แก้ไขได้เท่าไหร่ก็เป็นที่พึ่งแก่เราเท่านั้น คนอื่นไม่ดีเป็นเรื่องของเขา อย่าไปดู ก็เป็นหน้าที่ของเขาจัดการเอง ถ้าเราไม่ไปเก็บกิเลสคนอื่น งานก็น้อยลง สอนตัวเองดีกว่า สอนตัวเองเจริญกรรมฐานของเรา คนอื่นเป็นยังไงช่างเขา เราทำของเรา ไม่อย่างนั้นจะเสียเวลามาวัดเปล่า ๆ เราทำของเรา ทำเท่าไหร่เราก็ได้ของเรา คนอื่นเป็นไงช่างเขา ขอให้เก็บของดี ๆ ของไม่ดีอย่าไปเก็บ ของไม่ดีคือว่า คนนั้นไม่ดีเลย คนนั้นทำไม่ดี คนนี้ทำไม่ดี เราอย่าไปเก็บ ไม่งั้นไม่มีประโยชน์ มาวัด เรามาน้อยนะ ๕ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน ให้เราเก็บแต่ของดี ๆ หลวงพ่อองค์ไหนพูดดี อาจารย์องค์ไหนพูดดี เก็บให้หมด เก็บไป เก็บกลับบ้าน นั่นน่ะคนฉลาด คนฉลาดก็เก็บของดีไป

ชีวิตเรานะมีตัวเราเป็นผู้นำทาง เราไม่ต้องไปตีโพยตีพายว่าใครไม่เห็นคุณค่า ให้เราพัฒนาตัวเองทุกวันนะ แล้วมันจะได้ดีเอง ของมีค่าแม้อยู่ไกลเขาก็จะอัญเชิญมา ของไร้ค่าแม้อยู่ใกล้เขาก็จะถีบหัวออกไป เหมือนกับว่าโรคภัยไข้เจ็บแม้อยู่ในกายก็เป็นโทษไม่มีใครต้องการ แต่ยาอยู่ในป่าเขาจะไปหามา ทองคำที่เขามาทำมงกุฎนะเคยอยู่ใต้ดินลึก เพชรที่เขามาทำหัวแหวนเคยอยู่ในภูเขา ถังขยะหน้าบ้านนะเขาจะขนไปทิ้ง มูลสุนัขหน้าบ้านเขาจะขนไปทิ้ง อยากมีคุณค่าให้พัฒนาตัวเอง เพราะของมีค่าแม้อยู่ไกลเขาก็อัญเชิญมา ฉะนั้นเราอย่าเสียเวลาไปตีโพยตีพายโทษฟ้าโทษดิน โทษคนโน้นทำให้คนนี้ทำให้ อย่าไปเสียเวลาเลย มาพัฒนาตัวเองดีกว่า คนมีวาสนาก็คือคนที่ว่ารู้ว่าอะไรชั่วแล้วแก้ไขได้ รู้ว่าอะไรดีแล้วทำได้ นั่นน่ะคนมีวาสนา คนมีวาสนาคือคนพัฒนาตัวเอง คนเที่ยวไปตีโพยตีพายโทษฟ้าโทษดินน่ะคนไร้วาสนา แล้วก็ไม่มาแก้ข้อบกพร่องในตัวเอง โทษว่าคนโน้นอิจฉา คนนี้อิจฉา ไม่มีประโยชน์เลย เรามาพัฒนาตัวเองของเราทุกวันดีกว่า

พัฒนาตัวเองไม่มีอะไรดีเท่ากับกรรมฐาน มหาสติปัฏฐานสูตรน่ะ ผู้เจริญสติน่ะดีขึ้นทุกวัน เป็นอริยทรัพย์ภายใน แก่บุคคลผู้เจริญผู้ฝึกฝนผู้เฟ้นธรรม บุคคลใดผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ดีขึ้นทุกวัน ดีขึ้นทุกปี มีค่าขึ้นทุกปี ครูบาอาจารย์ทั้งหลายตอนท่านเริ่มฝึกฝนปฏิบัติใหม่ ๆ ท่านก็ไม่ได้คิดว่าท่านจะเป็นครูบาอาจารย์ใคร ท่านเจริญกรรมฐานฝึกจิตเพื่อแก้ไขกิเลสตัวเอง เพื่อดับทุกข์ให้ตัวเอง เมื่อท่านดับทุกข์ของท่านได้แล้ว ก็จะมีคนมาขอเรียนจากท่านเองโดยอัตโนมัติ มาสมัครเป็นศิษย์ จนกลายเป็นวัดใหญ่โต เป็นสำนักใหญ่โต เหมือนสำนักนี่ เริ่มต้นจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อใหญ่ท่านปฏิบัติแล้วท่านดับทุกข์ได้จริง ของจริงเท่านั้นแหละถึงจะมีค่า ถ้าของปลอมโฆษณาไปก็ไม่นาน อวดอ้างสรรพคุณแค่ไหนถ้าของปลอมก็อยู่ไม่นาน ถ้าของจริงนะยืนยง หลวงพ่อท่านยืนยงคงมั่นด้วยสติปัฏฐานของท่าน จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ร่างกายท่านสุขภาพไม่อำนวย แต่ท่านก็พึ่งตัวเองของท่านได้ เพราะว่ากรรมฐานเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของท่าน

การที่เราฝึกฝนจิตน่ะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง เจ็บก็เจ็บด้วย ตายก็ตายด้วย ไปไหนไปด้วย งานแรกของเรานะให้ฝึกตัวเองดีกว่า จะดับทุกข์ของเราได้ ดับทุกข์ของเราได้นะ คนอยู่ใกล้ชิดเราเขาก็ร่มเย็นเป็นสุข ลูกหลานเราน่ะ เราร่มเย็นเป็นสุขให้ลูกหลานเห็นได้น่ะ มันก็มีเดชที่ว่าจะสามารถสอนให้ลูกหลานเชื่อ ไม่งั้นละลูกหลานมันก็จะย้อนเอาว่าย่ายายก็ยังสงบไม่ได้ ยังเยือกเย็นไม่ได้ ยังเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองไม่ได้ ยังดับกิเลสของตัวเองไม่ได้ สอนมันไม่เชื่อ

ฉะนั้นเราทำงานแรกของเราก่อน เริ่มต้นผู้ที่จะปฏิบัติธรรมเลยนะ อย่าไปดูความผิดคนอื่น ข้อแรกเลย อย่าไปดูความชั่วคนอื่น ดูความชั่วของเราดีกว่าจะได้แก้ไข เราดูความชั่วของเราแล้วเราจะได้แก้ไขจะดีขึ้นไหม ทุกวันทุกเวลา ทุกปีทุกเดือน มัวแต่ไปมองความชั่วคนอื่นไม่ได้ทำงาน ไม่เจริญ คนที่ชอบเพ่งโทษคนอื่น ไม่เจริญ แต่ละปีแต่ละเดือน ไม่เจริญ เพราะว่าไม่ได้ทำงาน เรามาดูตัวเองดีกว่า ดูกิเลสของเราเองดีกว่า อย่าไปดูกิเลสคนอื่น ว่ายายคนนั้นเป็นอย่างนั้น ยายคนนี้เป็นอย่างนี้ ไม่ต้องไปดู ดูตัวเราดีกว่า แล้วเจริญขึ้นตลอด มาเพ่งโทษคนอื่น เคยเห็นมามาก บุคคลผู้นิยมในการเพ่งโทษคนอื่น แต่ละปีที่ผ่านไป หลายปีผ่านไป สิบปีผ่านไป ไม่ได้ที่พึ่งแก่ตัวเองเลย ไม่ได้ที่พึ่งที่จะเป็นที่พึ่งที่จะดับทุกข์ให้ตัวเอง ไม่ได้เลย ได้แค่นินทาเก่งขึ้น ว่าเขาเก่งขึ้น ได้เท่านั้นเอง คารมปากจัดขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นที่พึ่งแก่เราจริง ๆ

เรามาเพ่งโทษตัวเองดีกว่า มาดูตัวเองดีกว่า ไม่ว่าเราจะไปอยู่บ้านหรืออยู่วัด มาดูตัวเองดีกว่า แก้ไขตัวเอง เพ่งโทษตัวเอง จะได้แก้ไข คนดีต้องแก้ไข คนดีชอบแก้ไข คนไม่ดีชอบแก้ตัว เราแก้ไขได้จะเป็นที่พึ่งแก่เราจริง ๆ แต่ละปีผ่านไปจะเป็นที่พึ่งแก่เรา กรรมฐานจะทำให้จิตเราอิ่ม แล้วการให้ความสำคัญกับภายนอกมันก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ ความที่เป็นทุกข์เพราะคนอื่นจะดีกับเราหรือไม่ดีกับเรามันจะลดลงไปเรื่อย ๆ การให้คะแนนแก่คำพูดของคนสรรเสริญนินทาก็ลดลงจากใจเรา ไม่เป็นทุกข์ที่คนจะมองเราไม่ดี หรือคนจะมองเราดี เวลาใครชมเราก็ไม่เหลิง เพราะว่าคนเราไม่ได้ดีเพราะคำชม จะได้ดีเพราะเราจะแก้ไขตัวเองหรือไม่ เขาด่าก็ไม่ทำให้เราชั่วลง เราจะชั่วได้เพราะเราทำเอง คำพูดของมนุษย์น่ะเป็นมายาภาพ ไม่มีใครได้ดีหรือเสื่อมลงจากปากคนอื่นนะ เราทำของเราเองทั้งนั้น

วันนี้ก็เป็นโอกาสดี ที่ได้มาบรรยายธรรมะปกิณกะแก่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ก็หวังว่าญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายจะได้ธรรมะเพื่อเป็นน้ำอมฤตดับทุกข์ดับโศกดับโรคดับภัยทั้งปวง ท้ายสุดก็ขอให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายเจริญด้วยมรรค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ สาธุ

ตอบ

  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd> <img> <i> <h2> <h3> <h4>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options

CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
1 + 2 =
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.