ตอบความคิดเห็น

002_พค๒๕๕๔ให้อารมณ์กรรมฐานที่อีสาน

002_พค๒๕๕๔ให้อารมณ์กรรมฐานที่อีสาน

วันนี้วันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๔ เวลา ๑๔.๑๕ น.

ก่อนจะทำกรรมฐานอุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวรก่อนจะได้ไม่มาขวาง ว่าตามนะ

ขอบารมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บุญกุศล ที่ข้าพเจ้า ได้บำเพ็ญ จงรวมตัว อุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ที่ขัดขวาง ความเจริญ ทางจิต ของข้าพเจ้า

ขอบารมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บุญกุศล ที่ข้าพเจ้า ได้บำเพ็ญ จงรวมตัว อุทิศให้แก่ เจ้ากรรมนายเวร ที่ขัดขวาง ความเจริญ ทางธรรมะ ของข้าพเจ้า

ขอบารมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บุญกุศล ที่ข้าพเจ้า ได้บำเพ็ญ จงรวมตัว อุทิศให้แก่ พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ เทวาอารักษ์ ที่เกื้อหนุน บารมี ทางธรรมะ ของข้าพเจ้า

เอามือลง ๆ สมมุติว่าเราไปเจอพระพุทธเจ้า เราเอาจิตก้มลงกราบท่าน ร่างกายไม่ต้องก้ม มือไม่ต้องพนม เดี๋ยวจะขอกรรมฐานจากท่าน ว่าตามนะ

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอมอบอัตภาพ ร่างกายนี้ แก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อปฏิบัติ วิปัสนากรรมฐาน ถึงแม้พระองค์ ปรินิพพาน ไปนานแล้ว ก็จริงอยู่ เสมือนประหนึ่งว่า ได้ปฎิบัติ วิปัสนากรรมฐาน อยู่ในสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งพระนิพพาน ในกาลบัดนี้ด้วยเทอญ

ข้าแต่พระอาจาร ย์ผู้เจริญ เวลาเรากล่าวว่าข้าแต่พระอาจารย์ให้นึกถึงอาจารย์ทางธรรมะของเราองค์ไหนทุกองค์รวมกันหมด ถือว่ารวมหมด ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอมอบอัตภาพ ร่างกายนี้ เพื่อปฏิบัติ ตามโอวาท ของพระอาจารย์ เพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งพระนิพพาน ในกาลบัดนี้ด้วยเทอญ

เดี๋ยวเบื้องต้นให้เรากำหนดลมหายใจเข้า - ออก หายใจเข้าก็รู้ว่าเข้าหายใจออกก็รู้ว่าออก หายใจเข้าภาวนาว่า "พุท" หายใจออกภวานาว่า "โธ" ระลึกพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพด้วยความกตัญญูเป็นเบื้องต้น ก่อนที่เราจะทำกรรมฐานต่อไปเดี๋ยวเราระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยความกตัญญูก่อน เดี๋ยวจะอาราธนาบารมีให้ ให้เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยความกตัญญู กำหนดลมหายใจเข้า - ออก ไปด้วย มีความกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า ระลึกถึงท่านด้วยความซาบซึ้ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

อัคโคหะมัสมิ โลกัสสะ เชฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ เสฏโฐหะมัสมิ โลกัสสะ อะยะมันติมา เม ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโว

สาธุ สาธุ อนุโมทามิ (๙ จบ)

ธัมมัง ปัสสติ โส มัง ปัสสติ ธัมมัง ปัสสติ โส มัง ปัสสติ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม

จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ โลกะวิทู ฯ

อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ

ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ

สาธุ สาธุ อนุโมทามิ (๙ จบ)

เย ธัมมา เหตุปปะภะวา เตสัง เหตุง ตะถาคะโต เตสัญจะ โย นิโรโธจะ เอวัง วาที มะหาสะมะโณฯ

สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

ปะณิธานะโต ปัฏฐายะ ตะถาคะตัสสะ ทะสะ ปาระมิโย ทะสะ อุปะปาระมิโย ทะสะ ปะระมัตถะปาระมิโย ปัญจะ มหา ปะริจจาเค ติสโส จะริยา ปัจฉิมัพภะเว คัพภาวักกันติง ชาติง อะภินิกขะมะนัง ปะธานะจะริยัง โพธิปัลลังเก มาระวิชะยัง สัพพัญญุตะญาณัปปะฏิเวธัง นะวะ โลกุตตะระธัมเมติ สัพเพปิเม พุทธะคุเณ อาวัชชิตวา เวสาลิยา ตีสุ ปาการันตะเรสุ ติยามะรัตติง ปะริตตัง กะโรนโต อายัสมา อานันทัตเถโร วิยะ การุญญะจิตตัง อุปัฏฐะเปตวา ฯ

โกฏิสะตะสะหัสเสสุ จักกะวาเฬสุ เทวะตา ยัสสาณัมปะฏิคคัณหันติ ยัญจะ เวสาลิยัมปุเร โรคามะนุสสะทุพภิกขะ สัมภูตันติวิธัมภะยัง ขิปปะมันตะระธาเปสิ ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ

เรากำหนดระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยความกตัญญู ความกตัญญูแปลว่าอะไร ความกตัญญูมันแปลว่าการรู้เหตุแห่งความเจริญของตัวเอง แล้วบำรุงเหตุแห่งความเจริญนั้น อันนี้มันเป็นความคิดของคนฉลาด แล้วในทางตรงกันข้าม เมื่อเราตั้งความกตัญญูขึ้นมาในใจ มันก็จะทำให้เราฉลาด ทำให้มีปัญญา แล้วเมื่อเราตั้งความกตัญญูต่อพระพุทธเจ้าขึ้นมา ที่เรากำหนดถึงพระพุทธเจ้าด้วยความกตัญญู แต่ให้เราเข้าใจว่าเมื่อความกตัญญูตั้งขึ้นมาในใจเราแล้ว ให้เรามีความกตัญญูอย่างนี้เอาไปใช้ต่อทุกคนเลย แต่ตอนนี้เราไม่ต้องไปนึกถึงคนอื่น ให้นึกถึงแต่พระพุทธเจ้าด้วยความกตัญญู แต่ก็ให้เข้าใจด้วยว่าการที่เราตั้งความกตัญญูต่อพระพุทธเจ้าขึ้นมานี่ ความกตัญญูนี้เราก็จะใช้ต่อทุกคน เหมือนกับว่าเราพรมน้ำหอมเราตั้งใจจะไปให้คนรักเรามันได้กลิ่น แต่ถึงเวลาเราไปเดินผ่านใครมันก็ได้กลิ่นกันหมดแหละ ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อเราตั้งความกตัญญูต่อพระพุทธเจ้าขึ้นมา อันนี้ก็เป็นการที่เราตั้งความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณของเราทั้งหลายด้วย พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ แต่เราไม่ต้องไปนึกถึงคนอื่น ตอนนี้ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าอย่างเดียว หายใจเข้าภาวนาว่า "พุท" หายใจออกภาวนาว่า "โธ" ระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยความกตัญญู แต่ให้เราเข้าใจว่าความกตัญญูที่เราตั้งขึ้นมาในใจ มันก็กว้างไปหมด มันก็เอาความกตัญญูนี้ไปใช้ทั่วได้ทั่วหมดเลย ขณะนี้เราก็มีความกตัญญูต่อ พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณเราด้วย แล้วก็คนในโลกนี้มันก็ล้วนแต่เกี่ยวพันกันเกี่ยวเนื่องกันเกื้อหนุนเกื้อกูลกัน แล้วความกตัญญูเราก็มีต่อทุกคนในโลก ผู้ที่เกี่ยวข้องเราน่ะ เราก็จะเป็นผู้ที่ไม่เย่อหยิ่งถือดี เราเป็นผู้ยำเกรงในผู้อื่น เพราะถือว่าชาวโลกนี้อยู่ด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน จิตเราที่ตั้งความกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า มันก็คือกตัญญูต่อทุกสิ่งเลย

และยิ่งญาณปัญญาเรายิ่งใหญ่เราก็ยิ่งจะเห็นว่าแม้แต่ผู้มาเป็นอุปสรรคมาเป็นสิ่งขัดขวางมาเป็นศัตรูเรา มันก็มีพระคุณต่อเรา ผู้ที่มาเป็นอุปสรรคมาทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ผู้ที่มาเบียดเบียนเรามันก็ถือว่าให้เราได้ฝึกความอดทน ผู้มาเอาเปรียบก็ถือว่าเราได้ฝึกความเสียสละ ได้ฝึกตัวเสียสละ ฉะนั้น ให้เรานึกด้วยความกตัญญูต่อโลกธาตุ ความกตัญญูที่เราตั้งขึ้นมาต่อพระพุทธเจ้านี่แหละ มันจะเป็นความกตัญญูต่อโลกธาตุที่เราตั้งกันมา ทำให้ญาณปัญญาเรายิ่งใหญ่ พอเรามีญาณปัญญายิ่งใหญ่แล้วเดี๋ยวเราจะมากำหนดพิจารณาสังขาร

เริ่มต้นเดี๋ยวเราจะมาพิจารณาร่างกายเป็นดิน เดี๋ยวเราแยกแยะแต่ละอาการทีละอย่าง ต่อไปเรากำหนดว่าเส้นผม หายใจเข้าภาวนาว่าเส้นผม หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพเส้นผมให้ชัด นึกให้เห็นภาพเลย หายใจเข้าภาวนาว่าเส้นผม หายใจออกว่าเป็นดิน จะเป็นผมสีดำก็ได้สีขาวก็ได้ เส้นเดียวก็ได้หลายเส้นก็ได้ แต่ไม่ต้องเห็นอย่างอื่นเห็นแค่ผมอย่างเดียว เราดูเส้นผมให้มันชัด นึกถึงภาพเส้นผมให้มันชัด หายใจเข้าภาวนาว่าเส้นผม หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพเส้นผมให้มันชัด เส้นผมนี้ก็ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลไม่มีตัวตนไม่มีเราเขา พอเราเพ่งดูแล้ว ตรงเส้นผมนี่มันก็ไม่มีใครไม่มีคน เราเห็นเฉพาะเส้นผม ไม่รู้จักกันแล้ว นึกถึงภาพเส้นผมให้มันชัด พอนึกถึงภาพเส้นผมชัดแล้วก็ดูว่ามันเป็นดิน ให้เห็นว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน เส้นผมมันเป็นดิน เรานึกถึงภาพดินก้อนเล็กก็ได้ก้อนใหญ่ก็ได้ เรานึกถึงภาพเส้นผมให้มันชัดก่อน พอเห็นเส้นผมชัดเราก็นึกถึงภาพดินเส้นผมมันก็เป็นดิน

ต่อไปเรากำหนดถึงเส้นขน หายใจเข้าภาวนาว่าเส้นขน หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพเส้นขนขนตรงไหนก็ได้ขนคิ้วก็ได้ขนหน้าแข้งก็ได้ขนที่แขนก็ได้ เพราะตรงขนนี่มันก็ไม่มีคน เราอย่าเห็นอย่างอื่น เห็นเฉพาะขน ดูขนเป็นเส้นเดียวก็ได้หลายเส้นก็ได้ นึกถึงภาพให้ชัด หายใจเข้าภาวนาว่าเส้นขน หายใจออกว่าเป็นดิน เส้นขนนี่ถ้าเราดูเฉพาะเส้นขนนี่มันก็ไม่เป็นคนแล้ว ไม่เป็นตัวเราไม่เป็นตัวเขาไม่เป็นตัวใคร ไม่รู้จักกัน เราดูภาพเส้นขนให้ชัด ขนเส้นเดียวก็ได้ ขนหน้าแข้งก็ได้ ขนคิ้วก็ได้ แล้วก็นึกถึงว่ามันกลายเป็นดิน เห็นภาพดิน เส้นขนนี่มันก็มาจากดินแล้วมันก็กลายเป็นดิน ท้ายที่สุดก็คืนไปสู่ดิน

ต่อไปนึกถึงเล็บ หายใจเข้าภาวนาว่าเล็บ หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพเล็บให้ชัด นึกถึงเล็บที่เราตัดก็ได้ เป็นชิ้น ๆ ให้เห็นภาพเล็บอย่างเดียวไม่ต้องเห็นนิ้ว นึกถึงภาพเล็บที่เราตัดเป็นชิ้น ๆ ดูเฉพาะเล็บแล้วก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชาย ไม่มีตัวเราไม่มีตัวเขา นึกถึงภาพเล็บให้มันชัด นึกถึงเล็บที่เราตัด เวลาตัดเล็บแล้วมันออกมาเป็นเสี้ยว ๆ เป็นชิ้น ๆ ไม่ต้องไปสนใจว่ามันเป็นเล็บนิ้วไหน นึกว่ามันเป็นเล็บเป็นเศษเล็บ ดูภาพเล็บแล้วก็ดูว่ามันกลายเป็นดิน นึกถึงภาพดิน เล็บนี่มันก็เป็นดินนั่นแหละ มันก็มาจากดิน ท้ายที่สุดมันก็คืนไปสู่ดิน

ต่อไปเรานึกถึงฟัน หายใจเข้าภาวนาว่าฟัน หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพฟันให้ชัด ฟันซี่ไหนก็ได้ เรานึกถึงฟันซี่เดียวก็ได้ แต่ไม่ต้องเห็นอย่างอื่น ริมฝีปากก็ไม่ต้องเห็น ดูเฉพาะฟัน เหงือกก็ไม่ต้องเห็น เรานึกเฉพาะฟัน ดูให้มันชัด มุมใดมุมหนึ่งก็ได้ฟันน่ะ นึกถึงฟันซี่หน้าที่เราเห็นบ่อย ๆ ก็ได้เวลาเราแปรงฟันเราก็เห็น ฟันกรามก็ได้ ให้เห็นเฉพาะฟันพอ ดูภาพฟันแล้วก็ ฟันนี้ก็ไม่มีตัวไม่มีตนไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชาย มองภาพฟันชัดแล้วก็ดูให้มันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน ถ้าเราไม่ลงใจว่าฟันมันเป็นดินเราก็ดูว่าเป็นหิน เป็นหินก็เป็นดินนั่นแหละ มันก็เป็นดินนั่นแหละ ฟันมันก็เป็นดิน มันก็มาจากดิน ท้ายสุดมันก็คืนไปสู่ดิน มันก็พุพังไปสู่ดิน

ต่อไปหายใจเข้าภาวนาว่าหนัง หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพหนัง หนังที่มันร่อนออกมา เป็นชิ้น ๆ นึกถึงภาพขี้ไคลก็ได้ หนังนี่ก็ขี้ไคลแหละ เพราะหนังที่เราเห็นกันก็คือหนังที่จะลอกเป็นขี้ไคล เราเห็นเฉพาะชั้นที่มันเป็นขี้ไคล เรานึกถึงภาพหนังนี่เรานึกถึงขี้ไคลก็ได้ ขี้ไคลกับหนังเนี่ยมันลอกมันร่อนม้วน "เสื่ออะไรเอ่ยเวลาม้วนแล้วเป็นขี้ไคลทุกที" ก็หนังเรานี่แหละเป็นขี้ไคล หนังนี่ ดูเฉพาะหนังนี่มันก็ไม่มีตัวไม่มีตนไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชาย คนเราก็มาติดกันอยู่ที่ชั้นขี้ไคลนี่เอง รักกันนี่ก็รักกันตรงขี้ไคล เพราะไอ้ที่ลึก ๆ ไปมันมองไม่เห็นกันหรอก เห็นเฉพาะผิวหนัง ผิวหนังไอ้ที่มันจะเป็นขี้ไคลนี่แหละ เรานึกถึงภาพหนังให้มันชัด หายใจเข้าภาวนาว่าหนัง หายใจออกภาวนาว่าเป็นดิน พอเห็นภาพหนังชัดแล้วเราก็ดูว่ามันกลายเป็นดิน เรานึกถึงภาพดิน นึกถึงภาพดิน ดินก้อนเล็กก็ได้ก้อนใหญ่ก็ได้ เราก็นึกว่าหนังเนี่ยมันก็ดินนั่นแหละ ดิน

ต่อไปนึกถึงเนื้อ หายใจเข้าภาวนาว่าเนื้อ หายใจออกว่าเป็นดิน เรานึกถึงเนื้อมันเป็นชิ้น ๆ นึกถึงเนื้อหมูก็ได้เนื้อหมูเป็นชิ้น ๆ ที่เราเคยหั่นทำกับข้าว แต่เวลาเรานึกภาพอย่าไปคิดว่าเป็นเนื้อหมู ให้เรานึกว่าเนี่ยเนื้อเรา เรานึกดูเป็นชิ้น ๆ ก็ได้ดูให้มันชัด นึกถึงภาพ หายใจเข้าภาวนาว่าเนื้อ หายใจออกภาวนาว่าเป็นดิน นึกถึงภาพเนื้อให้มันชัดก่อน เนื้อนี้ก็ไม่มีตัวไม่มีตนไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชาย ไม่มีตัวเราไม่มีตัวเขา พอเป็นเนื้อนี่ก็ไม่อยากได้กันแล้ว สมมุติว่ามีญาติพี่น้องตายถ้าญาติสนิทเราก็ถาม จะเอาเนื้อเขากลับบ้านไปไหม ก็จะเฉือนให้ ก็ไม่อยากได้ เพราะว่าเนื้อนี่ก็ไม่ได้อยากได้กันไปแล้ว เรามาแยกแยะดูแล้วมันไม่ใช่ของน่าอยากได้กันหรอก เป็นของปฏิกูลโสโครก ถ้ายิ่งของมนุษย์แล้วยิ่งเห็นเป็นของอัปรีย์จัญไร จะเอาเข้าบ้านก็ โห ไม่เอา ๆ มันเป็นของอัปรีย์จัญไรขึ้นมา ญาติพี่น้องเขาตายเนี่ย อ้าวเห็นเคยชอบพอกัน เขาก็มาถามเราว่าเห็นคุณเคยชอบพอกับญาติฉัน ตั้งแต่ตอนยังดีกันอยู่ตอนยังไม่ตาย เดี๋ยวจะเฉือนเนื้อญาติให้คุณเอาไปใส่ไว้ในช่องฟรีซ เปิดช่องฟรีซเวลาได้เห็นเนื้อแช่แข็งก็เหมือนกับได้เห็นหน้าเพื่อนเก่า เราก็ไม่เอา ๆๆ เป็นที่รังเกียจ เป็นของอัปรีย์จัญไรในความรู้สึกของคน นึกถึงภาพเนื้อให้ชัด เห็นภาพเนื้อเราก็นึกถึว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน เนื้อมันก็มาจากดินท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นดิน

ต่อไปนึกถึงเอ็นบ้าง หายใจเข้าภาวนาว่าเอ็น หายใจออกว่าเป็นดิน เอ็นเราก็นึกถึงเอ็นหมูเอ็นวัว เราเคยกินเนื้อเปื่อยเนื้อต้มก็นึกออก เอ็นมันขาว ๆ ใส ๆ เอ็นวัว มันเหนียว ๆ ต้องมาต้มให้เปื่อยมันถึงจะมากินได้ ถ้าเนื้อเปื่อยเขาก็ต้องใส่เครื่องอะไรสักหน่อย เอ็นน่ะมันเหนียวต้องต้มให้เปื่อย เอ็นเราก็อย่างนั้นแหละ อยู่ในร่างกาย สำหรับยึดกล้ามเนื้อเกี่ยวพันกันยึดกระดูกเกี่ยวพันกัน นึกถึงภาพเอ็น นึกถึงที่เราเคยกินเนื้อเปื่อยเนื้อต้ม เนื้อเปื่อยต้ม แต่ว่าเราอย่าไปคิดว่าเป็นเอ็นหมูเอ็นวัว ให้นึกว่าเนี่ยเอ็นเรานี่แหละเป็นอย่างนี้ นึกถึงภาพให้มันชัด หายใจเข้าภาวนาว่าเอ็น หายใจออกภาวนาว่าเป็นดิน เอ็นนี่มันก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชายแล้ว ไม่ใช่ของน่ารักน่าอยากได้แล้ว คือเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวประสาน จากชิ้นเนื้อชิ้นนี้ไปเกี่ยวประสานกับชิ้นเนื้อชิ้นนั้น นึกถึงภาพเอ็นให้มันชัด นึกถึงภาพเอ็นชัดแล้วก็นึกว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน มันก็เป็นดินหมดแหละ กี่อย่างในร่างกายเนี่ย ความจริงในร่างกายเราทั้งร่างมันก็มาจากดินแหละ อันนี้เราแยกแยะแต่ละอาการให้มันเห็นชัดว่าอะไร ๆ มันก็เป็นดิน

ต่อไปนึกถึงกระดูกบ้าง หายใจเข้าภาวนาว่ากระดูก หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงกระดูก กระดูกท่อนไหนก็ได้ เราไม่เห็นทั้งโครงก็ไม่เป็นไรเรานึกถึงกระดูกท่อนไหนท่อนใดท่อนหนึ่งก็ได้ นึกให้ชัด นึกภาพให้มันชัดเลย เวลาเห็นเป็นกระดูกตรงกระดูกก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชาย เรานึกถึงกระดูกอะไรเราก็ถึงกระดูกหมูนั่นแหละ กระดูกคนกระดูกหมูมันก็เหมือนกันแหละ แต่เวลาเรานึกถึงภาพ อย่าไปคิดว่ามันเป็นกระดูกหมู ให้นึกว่าเนี่ยกระดูกเรานี่แหละเราก็นึกภาพถึงกระดูกหมูที่เราเคยเห็น กระดูกคนกระดูกหมูมันก็เหมือนกันแหละ คล้าย ๆ กันแหละ นึกถึงภาพกระดูกให้มันชัด ท่อนไหนก็ได้เราดูท่อนไหนก็ได้ นึกให้มันชัด ว่ามันกระดูกเท่านี้เอง กระดูกมันก็ไม่เป็นอะไร ไม่เป็นใคร ไม่เป็นคนไม่เป็นสัตว์ไม่เป็นหญิงไม่เป็นชาย ไม่ใช่ของน่าอยากได้ซะแล้ว เรามาแยกแต่ละอาการ เราดูกระดูกชัดแล้วเราก็ดูว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน

ต่อไปเยื่อในกระดูก เยื่อในกระดูก ภายในกระดูกมันก็มีเนื้อเยื่อ เป็นเนื้อในกระดูก ในกระดูกน่ะ สมมุติว่ากระดูกมันหักมันแตก เราเคยเห็นกระดูกไก่กระดูกหมูเวลาเราทุบให้มันแตก ข้างในมันก็มีเนื้อเยื่อ เรานึกถึงเนื้อเยื่อในกระดูก หายใจเข้าภาวนาว่าเยื่อในกระดูก หายใจออกว่าเป็นดิน เราแยกในกระดูก เยื่อในกระดูกมันก็ไม่เป็นคนไม่เป็นสัตว์ไม่เป็นหญิงไม่เป็นชาย เยื่อในกระดูกก็เหมือนเราผ่าแตงกวา เรามองแตงกวาข้างนอกมันก็ราบเรียบ แต่ข้างในมันก็ประกอบจากเนื้อในแตงกวา เยื่อในกระดูกก็เหมือนกัน เวลาเขาสับกระดูกให้หมากิน กระดูกไก่กระดูกอะไร เวลาเรานึกถึงภาพมันไม่จำเป็นต้องเป็นภาพจริงหรอก เรานึกว่านี่ใช่อย่างนี้ ก็ใช้ได้ เรามาเพ่งเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เราไม่ได้เพ่งเพื่อจะไปสอบวิชาแพทย์ มันไม่เหมือนของจริงก็ไม่เป็นไรหรอก มันไม่สอบตกหรอก เพราะที่เรามาเพ่งเนี่ยเราเพ่งเพื่อถอนอัตตา ถอนอุปาทาน เราไม่ได้ไปสอบวิชาแพทย์ เราเพ่งภาพของเราว่าเนี่ยกูว่าใช่ เนี่ย ภาพนี้ของกูเนี่ย เราเพ่งเพื่อเป็นกรรมฐาน เพื่อถอนอุปาทาน เพื่อละวาง เพื่อถอนความเบื่อหน่าย มันไม่ใช่ภาพเหมือนจริงก็ไม่เป็นไรเพราะเราไม่ได้ไปสอบวิชาแพทย์ เรานึกถึงภาพเยื่อในกระดูก แล้วก็นึกว่ามันเป็นดิน เรานึกถึงภาพดิน สิ่งนี้มันก็ดินนั่นแหละ

ต่อไปนึกถึงไต หายใจเข้าภาวนาว่าไต หายใจออกว่าเป็นดิน ไตนี่มันอยู่กลางหลังเรา เป็นสำหรับกรองเลือดออกเป็นปัสสาวะ ลักษณะเหมือนถั่วสองเม็ดมีขั้วเดียวกัน เราก็เคยเห็นไตหมู ก็นั่นแหละ นึกถึงภาพไตหมู เซี่ยงจี๊น่ะ เรานึกให้ชัดนึกถึงภาพไต เรานึกถึงเวลาเราไปกินเครื่องในหมู ไอ้ที่เราเห็นเซี้ยงจี้มันหั่น ๆ เซี่ยงจี๊เวลาเขาทำ เขาจะต้องแล่แล้วเขาทาเกลือ ไม่งั้นมันจะมีกลิ่นปัสสาวะหมู ไม่งั้นมันจะเหม็นหืน เขาจะแล่หั่นบาง ๆๆๆ ผ่าเป็นบั้ง ๆ แล้วเขาเอาเกลือทา เรานึกถึงไอ้เซี่ยงจี๊ที่เขาหั่นแล้วก็ได้ ได้หมดแหละ เราก็นึกว่าเหมือนว่าไตเราเนี่ยเราเอาจับมาหั่น เรานึกถึงภาพเราคิดว่านี่เป็นไตเราแล้วกัน เพ่งภาพนั้นให้ชัด หายใจเข้าภาวนาว่าไต หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพไตให้ชัดก่อน นึกถึงภาพไตทั้งอันที่เราเคยเห็นตามเขียงหมูก็ได้ หรือเรานึกถึงไอ้ที่เขาขายที่เขาหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วที่เป็นเซี่ยงจี๊ที่เขาจะใส่เป็นต้มยำต้มเลือดหมู เรานึกถึงภาพเป็นชิ้น ๆ ก็ได้ เรานึกว่าเนี่ยมันไตเรา นึกถึงเป็นชิ้น ๆ ก็ได้ ว่าเนี่ยไต แต่เราหั่นมาชิ้นเล็ก ๆ นึกภาพให้ชัด ไตนี่มันก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชายแล้ว มันก็ไม่เป็นของน่าอยากได้แล้ว นึกถึงภาพไตให้ชัด หายใจเข้าภาวนาว่าไต หายใจออกว่าเป็นดิน พอนึกภาพไตชัดแล้วเราก็นึกถึงภาพดิน นึกว่ามันกลายเป็นดิน เรานึกถึงภาพดิน ไตเรามันก็ดินนี่เองแหละ มันมาจากดิน ท้ายที่สุดมันก็คืนไปสู่ดิน

ต่อไปหัวใจ หายใจเข้าภาวนาว่าหัวใจ หายใจออกว่าเป็นดิน หัวใจเนี่ยเรานึกถึงหัวใจหมูที่เราเคยเห็นตามเขียงหมู หัวใจมันก็ขนาดกำปั้น เหมือนดอกบัวคว่ำ มีเส้นเลือดใหญ่เข้ามาประมาณสี่เส้น เส้นเลือดเล็ก ๆ อีกมันคงมีอีกสำหรับหล่อเลี้ยงหัวใจเอง เส้นเลือดใหญ่ ๆ ที่เข้ามันมีประมาณสี่เส้น หัวใจเรานึกถึงภาพหัวใจให้ชัด เราไม่ต้องไปนึกละเอียดเหมือนวิชาแพทย์ เราเห็นยังไงเราก็นึกว่าเนี่ยหัวใจกูเป็นอย่างนี้แหละ มันไม่ถูกตามความจริงก็ไม่เป็นไร หัวใจเราขนาดกำปั้นมือเรา มันมีอยู่ในกายเรานี่แหละ นึกถึงภาพหัวใจให้มันชัด ที่หัวใจเราดูแล้วมันก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชาย มันเป็นองค์ประกอบในกายเรานี่แหละ แต่เวลาเราเห็นภาพหัวใจก็ไม่ได้รู้สึกถึงความยึดมั่นถือมั่นอะไรเลย มันก็มีแต่เออมันก็อย่างนั้นแหละ ไม่รู้สึกอยากจะไปรักไปชังกับมัน นึกถึงภาพหัวใจให้ชัด พอนึกถึงภาพหัวใจชัดแล้วเราก็ดูว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน

ต่อไปนึกถึงตับ หายใจเข้าภาวนาว่าตับ หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพตับ เราก็อาศัยนึกถึงตับหมูที่เราเคยผ่านเขียงหมูนั่นแหละ ตับหมูสีมันก็จะคล้ำ ๆ หน่อย เรานึกถึงตับเป็นชิ้น ๆ ที่เราเอามาลวกในก๋วยเตี๋ยวก็ได้ แต่เราอย่าไปคิดว่านี่มันตับหมูเรานึกว่าเนี่ยตับเรา หั่นมาเป็นชิ้น ๆ แล้วมาลวกน้ำร้อน นี่ตับกูก็เป็นอย่างนี้เอง ถ้ามาหั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วมาลวกน้ำร้อนมันก็อย่างนี้แหละ นึกให้ชัด เรานึกถึงภาพตับมันก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชายแล้ว เนี่ยเรามาแยกแยะร่างกายของเราแต่ละอาการ ๆ มันก็ไม่เห็นมีอะไรน่ายึดมั่นถือมั่น ไม่มีอะไรน่าดึงดูดเราให้มาทนทุกข์ยากลำบาก ที่ไม่ยอมไปนิพพานเนี่ย ก็ไม่เห็นมีเลย ก็ดูไปแต่ละอาการมีอันไหนที่มันน่าเสียดาย ที่ว่ากูอย่าไปนิพพานเลยเสียดายไอ้ตรงนี้ไว้ ก็ไม่เห็นมี นึกถึงภาพตับให้มันชัด พอนึกถึงภาพตับชัดแล้วก็นึกว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน ตับเรามันก็มาจากดินนั่นแหละ ท้ายสุดมันก็คืนไปสู่ดิน

ต่อไปนึกถึงพังผืด หายใจเข้าภาวนาว่าพังผืด หายใจออกว่าเป็นดิน พังผืดก็เป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อเกี่ยวเป็นองค์ประกอบของอวัยวะในร่างกายบางอย่าง ภาษาอังกฤษบางทีเขาอาจจะเรียกว่า "ทิชชู่" ก็ได้ เป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อที่บางทีมันก็ใช้ประโยชน์ในการว่าเก็บกักน้ำ ช่วยรักษาน้ำ ช่วยรักษาสารเคมีให้ในร่างกายเรา เป็นพังผืด บางทีก็เป็นเหมือนถุงพลาสติกที่ใช้งานในร่างกายเราบางอย่าง เพื่อรักษาน้ำรักษาอะไรให้มันอยู่เขตนี้ ให้มันอยู่เขตนั้น เรานึกถึงภาพชิ้นเนื้อพังผืดเราก็นึกส่งเดชไปเถอะ มันถูกต้องตามความเป็นจริงไม่จริงก็ช่างมันเถอะ เราไม่ได้เรียนวิชาแพทย์ เรานึกเพื่อเป็นกรรมฐานเพื่อเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เรานึกว่ามันเป็นแผ่นเนื้อแล้วกัน แผ่นเนื้อ เราไปตามเขียงหมูเขียงวัวมันก็เห็นบ้างแหละ ให้เรานึกภาพ นึกส่งเดชไปแหละมันใช่ไม่ใช่ก็ช่างมันเถอะ เราไม่ได้เรียนวิชาแพทย์ เราไม่ได้ดูเพื่อจะไปสอบแพทย์ นึกถึงภาพพังผืดเป็นแผ่นเนื้อ ยิ่งเนื้อเยื่อเรานึกให้ภาพให้มันชัด มันจะเป็นตามจริงไม่จริงไม่สำคัญหรอก เราว่าเนี่ยพังผืดกูเป็นอย่างนี้แหละ เพราะเราไม่ได้จะไปสอบแพทย์ เรามากำหนดเพื่อเป็นกรรมฐานเท่านั้นเอง เพื่อถอนความยึดมั่น หายใจเข้าภาวนาว่าพังผืด หายใจออกภาวนาว่าเป็นดิน นึกถึงภาพพังผืด นึกถึงภาพพังผืดให้มันชัด ในพังผืดนี้มันก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชาย พอนึกถึงภาพพังผืดชัดแล้วเราก็นึกว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน

ต่อไปนึกถึงม้าม ม้ามนี่มันจะยาว ๆ เหมือนลิ้นวัว ถ้าเราไปกินเครื่องใน ไอ้ต้มเครื่องใน ถ้าตับเนี่ยตับมันจะเคี้ยวง่ายหน่อย ไอ้ม้ามมันจะแหยะ ๆ ม้ามมันจะยาว ๆ เหมือนลิ้นวัว เรานึกถึงม้ามหมู มันก็ดูภายนอกผิวมันเนื้อมันก็คล้าย ๆ ตับนั่นแหละ แต่มันลักษณะยาว ๆ ตับมันจะเป็นใหญ่ ๆ เป็นก้อน ๆ ม้ามนี่มันจะยาว ๆ เหมือนลิ้นวัว แต่สีภายนอกมันก็คล้าย ๆ ตับแหละ แต่เวลาเราไปกินไอ้เครื่องในเนี่ย ตับเนี่ยมันจะเคี้ยวง่ายกว่า ไอ้ม้ามเนี่ยมันจะแหยะ ๆ ไอ้พวกร้านขายเครื่องในต้ม ตับมันขายดีกว่า ม้ามเนี่ยคนเค้าไม่ค่อยชอบกิน แต่มันก็ขายได้ เรานึกถึงม้าม หายใจเข้าภาวนาว่าม้าม หายใจออกว่าเป็นดิน เรานึกถึงภาพม้ามให้มันชัด เราดูว่ามันชัดของเราแล้วกัน มันจะเป็นม้ามถูกต้องตามหลักวิชาแพทย์อะไรช่างมันเถอะ ไม่เป็นไรเพราะเราไม่ได้จะไปสอบแพทย์ เวลาเราเพ่งภาพ เห็นมันเป็นภาพยังไงเราก็ดูมันเป็นอย่างงั้น เนี่ยของกูเป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีใครเค้าว่าเราหรอก เพราะว่าเราเพ่งเพื่อเป็นสมาธิ เพื่อจะได้ถอนอุปาทาน มันจะเหมือนของจริงหรือไม่เหมือนก็ไม่เป็นไรหรอก เราไม่เห็นทั้งอันเรานึกถึงชิ้นเล็ก ๆ ก็ได้ เรานึกถึงที่มันต้มแล้วที่เราเคยไปกินในร้านต้มเครื่องในก็ได้ แต่เวลาเรานึกเราอย่าไปนึกว่าไอ้เนี่ยมันเครื่องในหมู เรานึกว่าเนี่ยม้ามของเรานี่แหละ แต่มันหั่นแล้วเอาไปแช่น้ำร้อนแล้ว เรานึกถึงภาพให้มันชัด พอเห็นภาพม้ามชัดแล้วเราก็นึกว่ามันกลายเป็นดิน เห็นเป็นภาพดิน ม้ามนี่มันก็มาจากดินแหละ ท้ายที่สุดมันก็คืนไปสู่ดิน

ต่อไปนึกถึงปอด หายใจเข้าภาวนาว่าปอด หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพปอด ปอดนี้มันก็อยู่ในทรวงออกเรา เราไปตามเขียงหมูบางทีเค้าก็แขวนห่อยต่องแต่งเอาไว้ เรานึกถึงอันไม่ได้เรานึกถึงไอ้ปอดเป็นชิ้น ๆ ที่เราเคยไปกินต้มเครื่องใน แต่เวลาเรานึกถึงภาพเนี่ยเราอย่าไปคิดว่ามันเป็นปอดหมู เรานึกเนี่ย เนี่ยปอดของเรานี่แหละ หั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วมาลวกน้ำร้อนมันก็เป็นอย่างนี้เอง เหมือนกันแหละ นึกถึงภาพปอดให้มันชัด นึกถึงภาพปอดชัดแล้วเราก็นึกว่าเนี่ยมันกลายเป็นดิน มันก็มาจากดินท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นดิน นึกถึงภาพดิน

ต่อไปไส้ใหญ่ นึกถึงภาพไส้ใหญ่ หายใจเข้าภาวนาว่าไส้ใหญ่ หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพไส้ใหญ่ ไส้ใหญ่มันก็ตือฮวนน่ะ ความจริงไส้ใหญ่ไส้น้อยนี่เราก็เจออยู่บ่อย ๆ เค้าล้างมาแล้วเค้าก็เอามาทำไส้กรอก เรานึกถึงภาพไส้ใหญ่ เรานึกถึงส่วนไหนก็ได้ ว่าเนี่ยลำไส้ใหญ่เป็นอย่างนี้แหละ นึกให้มันชัด เราไม่ต้องเห็นหมดเราเห็นเรานึกได้ส่วนไหนมุมไหนสักมุมนึงเราก็เพ่งให้มันชัดเลย นึกถึงภาพไส้ใหญ่ พอเราเพ่งภาพไส้ใหญ่ชัดเราก็นึกว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน ไส้ใหญ่มันก็เป็นดิน

ต่อไปไส้น้อย ไส้น้อยก็คือไส้ที่มันเล็ก ๆ ไส้น้อยมันก็อยู่ก่อนไส้ใหญ่ เค้าเอาไปทำไส้กรอก มันอยู่ในท้องเราก็ขดไปขดมา นึกถึงภาพไส้น้อยนึกให้ชัด เรานึกถึงมุมไหนของมันก็ได้ เวลาเรามองเห็นภาพไส้น้อยก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชาย ไม่มีตัวเราไม่มีตัวเขา พอเห็นภาพไส้น้อยชัดแล้วเราก็นึกว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน

ต่อไปนึกถึงอาหารใหม่ หายใจเข้าภาวนาว่าอาหารใหม่ หายใจออกว่าเป็นดิน อาหารใหม่ก็คืออาหารที่เราเพิ่งกินเข้าไปยังอยู่ยังย่อยอยู่ในกระเพาะ ยังไม่เน่าไม่บูด ถ้ามันไม่เข้าไปอย่างดี ๆ แล้วมันอ้วกออกมาหละก็มันก็คืออ้วกแหละ อาหารใหม่เนี่ยมันก็ของที่เราตอนกินน่ะเลือกแล้วเลือกอีกทั้งนั้นแหละ แต่พอถ้าเราอ้วกออกมานี่ โอ้โหจะมองก็ยังไม่อยากมอง เห็นว่าเป็นของน่าเกลียดของสกปรก ของสกปรกโสโครก ทั้งที่มันมาจากไอ้ของที่เราเลือกแล้วเลือกอีกที่จะใส่ปาก บางทีต้องสรรไปสรรหาจากจังหวัดนู้น ไอ้อย่างนี้นี่ที่ภาคเหนือจะอร่อย ไอ้อย่างนี้ที่ภาคใต้จะอร่อย เราสรรหามาจากทุกภาคเลือกแล้วเลือกอีก แต่พอถ้าว่าเราอ้วกออกมาแล้วเนี่ยเราไม่ดูว่าเป็นของดีแล้ว ไอ้อาหารใหม่นี่เป็นของที่เราเลือกแล้วเลือกอีกทั้งนั้นเลยนะ แล้วก็สรรหาของวิเศษ โอ๊ยมาจากไกล ๆ ด้วย ข้ามจังหวัด ไอ้อย่างนี้ต้องไปซื้อจากจังหวัดนั้น ไอ้อย่างนั้นต้องไปซื้อจังหวัดนี้ แต่ว่าพอมารวมกันแล้วมันเป็นของปฏิกูลหมดเลย ของโสโครก คือเราก็เหมือนกับว่าเราไปสรรหาอัญเชิญเพื่อมาให้มันมาเป็นของโสโครกในร่างกายเรา สรรหาอัญเชิญมาจากทั่วทิศ เพื่อให้มาเป็นของโสโครกในร่างกายเรา อาหารใหม่เนี่ยมันก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชาย ไม่ใช่ของน่ารักใคร่แล้ว ไม่ใช่ของน่าเชิดชูแล้ว มันไม่มีอ้วกเชลล์ชวนชิมหรอก อ้วกแม่ช้อยนางรำ ก็ไม่เคยเห็นเลย อ้าว อ้วกของคุณคนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นของที่การันตีโดยแม่ช้อยนางรำ เพราะก่อนจะยัดเข้าปากนี่เป็นของการันตีแล้ว แกก็ได้อ้วกออกมานี่ ก็ได้ถ่ายรูปออกมา นี่เป็นของการันตีแล้วหมดเลย เป็นอ้วกเชลล์ชวนชิม เป็นอ้วกแม่ช้อยนางรำ เป็นอ้วกห้าดาว อาหารใหม่นี่มันก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ไม่มีหญิงไม่มีชาย แล้วก็ไม่มีของที่จะดึงดูดให้ใครไปเพลิดเพลินยินดีแล้ว มันจะเพลิดเพลินยินดีตอนก่อนใส่ปากเท่านั้นเอง พอใส่ปากเข้ามาเนี่ยไม่มีใครเพลิดเพลินยินดีแล้ว อันนี้เป็นอ้วกเชลล์ชวนชิม อันนี้ก็ไม่มีเลย ไม่มีใครมาจัดเรตติ้งแล้ว เนี่ยเราดูว่ายังมีสิ่งไหนที่ว่าเราน่ามาเสียดายที่ว่าอยากเกิดต่อเนี่ย เนี่ยโดนมันหลอกทั้งนั้นแหละ เรานึกถึงภาพอาหารใหม่ให้มันชัด นึกถึงภาพอ้วกหมาก็ได้ หมามันอ้วกออกมาเนี่ย เค้าเรียกรากสุนัข เหมือนกันแหละ อาหารใหม่ในท้องเราที่เข้าไป มันอันเดียวกับรากสุนัข เหมือนกัน เรานึกถึงภาพอาหารใหม่ชัดแล้วเราก็นึกว่ามันเป็นดิน

ต่อไปอาหารเก่า อาหารเก่าก็อุจจาระนั่นแหละ อุจจาระนี่ก็ยิ่งแล้วเลย ไม่มีใครมาจัดเรตติ้งเลย นี่เป็นอุจจาระเชลล์ชวนชิม ยิ่งไม่มีเลย เป็นของบูดของเน่าซะแล้ว อันนี้เป็นของคัดสรรมานะ ของที่เราจะใส่ปากเนี่ยเป็นของเลือกแล้วเลือกอีกทั้งนั้นเลย เรานึกถึงภาพอาหารเก่า อุจจาระเนี่ย คืออันนี้น่ะมันเป็นองค์ประกอบในร่างกายเรา อาการสามสิบสองเนี่ย อุจจาระเนี่ยมันเป็นธาตุดิน พอเราเห็นเป็นอุจจาระเนี่ย มันไม่มีสิ่งที่จะดึงดูดกันแล้ว ไม่เป็นของน่ายินดีชอบใจเพลิดเพลินยินดีปรีดาแล้ว ถึงเวลาของใครของมันน่ะ ต้องแอบไปถ่ายกันในที่มิดชิดแล้ว ไม่ใช่ของน่าชื่นชมยินดีมาอวดโอ่ คือของสกปรกโสโครกซะแล้ว พอนึกถึงภาพอุจจาระแล้วก็นึกว่ามันเป็นดิน มันก็เป็นดินนั่นแหละ มันมาจากดิน ไม่ได้เอามาจากไหน

ต่อไปนึกถึงมันสมอง หายใจเข้าภาวนาว่ามันสมอง หายใจออกว่าเป็นดิน นึกถึงภาพมันสมอง มันสมองเรานึกถึงภาพไม่ยากเคยเห็นอยู่เรื่อย เห็นภาพเราก็นึกว่าเนี่ยมันสมองเรา นึกถึงภาพให้มันชัดเลย พอนึกถึงภาพมันสมองชัดแล้วเราก็นึกว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน มันสมองเนี่ยที่มันดูหยัก ๆ เนี่ย ดูมันน่าเกลียดน่าทุเรศมันอยู่ในหัวเรานี่แหละ ในกระโหลกนางสาวไทยมันก็มีไอ้ของหยัก ๆ อย่างนี้ พอนึกถึงภาพมันสมองแล้วก็นึกว่ามันเป็นดิน นึกถึงภาพดิน ให้เราแยกแยะแต่ละอาการแล้วเราเห็นชัดแล้วร่างกายเราเป็นดิน

ต่อไปเรานึกถึงรวมเลย หายใจเข้าภาวนาว่าร่างกาย หายใจออกว่าเป็นดิน เรานึกถึงภาพจอมปลวกก็ด้หายใจเข้าภาวนาว่าร่างกาย หายใจออกว่าจอมปลวกก็ได้ นึกถึงภาพจอมปลวกแล้วเราก็ดูให้มันเห็นชัดว่าเนี่ยร่างกายเราก็คือจอมปลวก เป็นดิน เหมือนกับจอมปลวกอันนึง เป็นดิน แต่ร่างกายในร่างกายมันก็เป็นดิน ที่เราแยกแยะเพื่อ เราแยกแยะเป็นดินก่อน ความจริงร่างกายเรามันก็มีธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมประกอบอีก แต่เราแยกเฉพาะธาตุดินมากำหนด นึกถึงภาพจอมปลวก ว่าเนี่ยคือร่างกายเรา ไอ้จอมปลวกอันนี้กับร่างกายเราก็อันเดียวกัน เป็นอย่างเดียวกัน เป็นชนิดเดียวกัน เป็นดินเหมือนกัน แต่ละอาการเราแยกแยะวิเคราะห์มาแล้วมันก็เป็นดินทั้งนั้น ร่างกายเนี่ยเป็นดิน หายใจเข้าภาวนาว่าร่างกาย หายใจออกว่าจอมปลวก พอนึกถึงภาพจอมปลวกเลย เนี่ยร่างกายเราเนี่ย ดิน ๆ ไม่มีตัวตน ดิน ๆ ไม่มีตัวตน เนี่ยมันเป็นดิน ดิน ๆ ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตนไม่มีคนสัตว์หญิงชาย ไม่มีตัวเราไม่มีตัวเขา เป็นดิน ดิน ๆ ไม่มีตัวตน เราถามไอ้ร่างกายเนี่ยที่มันเป็นดิน เป็นจอมปลวก มันมีใครล่ะ ดิน ๆ ไม่มีตัวตน มีใครล่ะ ไม่มีใครเลย ถามไปแล้วไม่มีใครเลย หาใครล่ะ ก็ไม่เจอใครเลย เป็นดิน จะว่ามีใครก็ไม่มีไม่เห็นมีใคร ไปเจอใครไหม ก็ไม่เจอใครเลย เป็นดินทั้งนั้น ดิน ๆ ไม่มีตัวตน มีใครล่ะก็ไม่มีใครเลย หาใครล่ะก็ไม่เจอใครเลย ตั้งแต่หัวจรดเท้าเนี่ย ไอ้ที่อาณาเขตที่เรายึดว่าเป็นตัวเราของเราเนี่ย มันก็เป็นดินของโลก มีค่าเท่ากับเป็นจอมปลวกอันนึง จอมปลวกนี่ท้ายสุดก็ต้องทิ้งในโลก ถึงเวลาเราตายก็ไม่ได้เอาอะไรไปเลย

เอ้า เดี๋ยวเรากำหนดความตายบ้าง หายใจเข้าภาวนาว่าตาย หายใจออกว่าตาย เวลาเรากำหนดความตายเนี่ยมันเป็นความไม่ประมาทแล้ว การกำหนดความตายก็คือการกำหนดความไม่เที่ยง อนิจจัง พอถึงเวลาเราตายแล้วดินก้อนนี้ก็จะเปิดเผยแล้ว ต้องคืนหมดเลย แล้วมันก็จะเน่าผุพังสลายกลายเป็นดิน เรามานึกความตายเนี่ยเพื่ออะไร ความตายนี่จะบอกความจริง บอกความจริงหลายอย่าง เดี๋ยวเรามากำหนดดูเพื่อให้เราจะเห็นความเป็นไตรลักษณ์จากความตาย ความตายนี่ก็ถือว่าเป็นไม่เที่ยง เนี่ยที่เราภาวนาว่าตาย ๆ เนี่ยก็คือความไม่เที่ยงนั่นแหละ ความไม่เที่ยงภาษาพระเค้าเรียกอนิจจัง เราดูว่าความตายก็คือว่าไม่เที่ยงแล้ว มันเป็นเรื่องไม่เที่ยงอย่างสุดขีด คือมันจะกระเทือนใจของคนทั้งหลายมาก ไอ้ความไม่เที่ยงก็คือว่า มันเป็นไปอย่างหวังแล้ว ไม่เป็นไปตามครรลอง ไม่เป็นไปตามเส้นทาง มันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ความตายนี่คือความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เดิมทีเคยทำอะไรได้ก็เลิกทำแล้ว ไม่ทำแล้ว ทำไม่ได้แล้ว เดิมทีเคยรักเคยหวงห่วงอะไรก็เลิกเลย เลิก หมดเรื่องเลย เดิมทีเคยเกกมะเหรกเกเรตีหัวหมาด่าแม่เจ๊กก็เลิกเลย หมดเกลี้ยง สิ้นเลย ความตายนี่มันประกาศถึงความไม่เที่ยงแล้ว นี่เรามากำหนดความตายเพื่อให้มันเผยแต่ละมุม ตอนนี้เราจะกำหนดเพื่อให้มันเผยความเป็นไตรลักษณ์ ปัญญาญาณทางวิปัสสนาเนี่ยเค้าจะเห็นไตรลักษณ์ คือความเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ความเป็นทุกขัง ทุกข์ ความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เราภาวนาว่าตาย ๆ เนี่ยมันจะประกาศให้เราฟังเอง ความตายนี่เป็นความไม่เที่ยง เราไม่รู้จะพิจารณาความไม่เที่ยงยังไงนึกถึงว่ามันตาย เออมันตาย ตายก็ไม่เที่ยงนั่นแหละ นี่เราไม่รู้ว่า โอ้ย พระเขาบอกให้พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง เอ๊ะกูจะพิจารณายังไงดีวะ เราไม่รู้จะพิจารณายังไงเราใช้กำปั้นทุบดิน กำปั้นทุบดินเนี่ยมันทุบไม่พลาด มันใหญ่ เรานึกถึงความตายใช้ได้หมดน่ะ ความตายก็คือความไม่เที่ยงนั่นแหละ ถ้าเที่ยงมันจะตายเหรอ เรากำหนดความตายก็คือ มันไม่เที่ยงแล้ว อ๋อ มันไม่เที่ยง

เรากำหนดความตายมันจะประกาศตลอดว่ามันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยง ความตายก็คือไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงเนี่ยมันเป็นของชัดแจ้งชัดเจนในสังขารนี้ ความตายเป็นทุกข์ เราพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความตายมันเป็นทุกข์ เพราะมันกว่าจะตายได้ โอ๊ยมันบีบเค้นบีบคั้น บีบเสียดแทงบีบคั้น ทำร้ายทำลาย จากภายนอกบ้างจากภายในบ้าง ภายนอกไม่ได้ทำอะไรเลย ภายในมันทำลายตัวเอง ท้ายที่สุดมันตายเกลี้ยงกันทุกคนแหละ อายุมากขึ้นร่างกายนี่มันเริ่มทำลายตัวเองของมัน มันมีปุ่มระเบิดตัวเองอยู่ ความตายมันประกาศความทุกข์ มันทุกข์แค่ไหนมันทุกข์จนตาย ทุกข์แค่ไหน มันเจ็บแค่ไหนมันเจ็บจนตาย คำว่าตายมันประกาศ ประกาศความไม่เที่ยง ประกาศความเป็นทุกข์ แล้วก็ประกาศความไม่มีตัวตน ความเป็นอนัตตา มันประกาศความเป็นอนัตตา ถ้ามันเป็นตัวเราบังคับได้อยากให้มันตายเหรอ มันบังคับไม่ได้ฝืนไม่ได้ ฝืนความปรารถนาว่าไม่ฟังบอกไม่ได้ห้ามไม่เชื่อ ถึงตาย

เรากำหนดอย่างนี้แล้วเดี๋ยวเรามากำหนดฝึกสละละวางร่างกาย หายใจเข้าภาวนาว่าสละ หายใจออกว่าละวาง หายใจเข้าภาวนาว่าสละ หายใจออกว่าละวาง เรากำหนดไปในร่างกายเนี่ยไม่ว่ารู้สึกไปถึงตรงไหนก็ไม่ใช่ตัวเราไปถึงตรงนั้น เป็นดิน ไม่ว่ารู้สึกไปถึงตรงไหนก็ไม่ใช่ตัวเราไปถึงตรงนั้น

ใหม่ - ถอดเสียง
ดี้ - ตรวจทาน

AttachmentSize
002.odt37.83 KB

ตอบ

  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd> <img> <i> <h2> <h3> <h4>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options

CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
2 + 9 =
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.