ตอบความคิดเห็น

๐๐๒๓ - อุทธัมภาคิยสังโยชน์

๒๑-กพ-๔๖

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขออภิวาทแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา กราบแทบเท้าไปยังพระเดชพระคุณผู้เป็นอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสวัสดีสามเณรและญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาผู้ใคร่ในธรรม ผู้สนใจการประพฤติปฏิบัติธรรม

ที่เราสนใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมเพราะว่า เห็นภัยในสังสารวัฏ คำว่าภิกษุ แปลว่าผู้เห็นภัย เห็นโทษในสังสารวัฏ โทษแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย โศกเศร้าพิรี้พิไรรำพัน ทุกข์กายทุกข์ใจ คับแค้นใจ พลัดพรากจากของรัก ประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ความปรารถนาจะได้สิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น ว่าโดยย่อ ความมีอุปาทานในขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นภัย เป็นโทษของสังสารวัฏ การที่เราเข้ามาประพฤติในพรหมจรรย์นี้เพราะว่าเพื่อจะพ้นจากโทษทั้งปวงเหล่านั้น เพราะว่าพระธรรมวินัยมีวิมุตติเป็นรส มีความหลุดพ้นเป็นรส พ้นจากทุกข์ ธรรมวินัยที่พระตถาคตเจ้าได้ประกาศไว้ดีแล้ว ย่อมทำให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

พระองค์ทรงประกาศพรหมจรรย์ที่งามในเบื้องต้น คือศีล งามในท่ามกลางคือสมาธิ งามในเบื้องปลายเป็นปริโยสานคือ ปัญญา ที่ได้แจ่มแจ้งในสรรพสิ่งทั้งปวง แทงตลอดซึ่งขันธ์ ๕ เห็นความจริง เห็นความเป็นสิ่งไม่มีสาระในขันธ์ ๕ เห็นแจ้งว่าสิ่งนี้ ไม่ควรยึดมั่น ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ขันธ์ ๕ ก็คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ความมีอุปาทานคือยึดมั่นในขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นไปตามเหตุปัจจัย

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า เย ธัมมา เหตุปัพภะวา เตสังเหตุง ตะถาคะโต เตสัญจะ โย นิโรโธจะ เอวัง วาที มะหาสะมะโณ ว่าธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้า ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้นและความดับแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้

นั่นคือสิ่งทั้งปวงเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการของใคร นั่นคือว่าไม่ขึ้นอยู่กับตัณหา จิตของคนทั่วไปจะมีความอยาก อยากจะให้ไอ้นี่เป็นอย่างนั้น ไอ้นั่นเป็นอย่างนี้ แต่ว่าสิ่งทั้งปวง สังขารทั้งปวง ทั้งรูปธรรม นามธรรม ไม่ได้เป็นไปตามความอยาก แต่ว่ามันเป็นไปตามเหตุปัจจัย เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น ดับลงเพราะเหตุปัจจัยนั้นดับลง เพราะฉะนั้นบุคคลผู้มีตัณหา ในรูปธรรม นามธรรม จึงเป็นทุกข์เดือดร้อน เพราะว่ามันผิดความจริง มันไม่ได้อย่างใจ

ตัณหาท่านแบ่งเป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา กามตัณหานี่อยากให้มา ภวตัณหาอยากให้อยู่คือว่าของที่มาแล้วชอบใจอยากให้อยู่นาน ๆ วิภวตัณหาอยากให้ไป ของอะไรที่ไม่ชอบใจที่มาแล้วอยากให้ไปไกล ๆ รีบ ๆ ไป ที่ท่านบอกว่าตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะว่าตัณหามันค้านกับความจริง คือสิ่งทั้งปวงไม่ได้เป็นไปตามตัณหา สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามเหตุปัจจัย

ฉะนั้นตราบใดก็ตามที่บุคคลยังมีตัณหาก็จะค้านกับความจริง ค้านกับธรรมชาติ ก็ทุกข์อยู่ตราบนั้น เพราะว่าสิ่งทั้งปวงไม่ได้เป็นไปตามตัณหา ไม่ได้เป็นไปตามความอยากของเรา มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย

ที่บุคคลมีตัณหาขึ้นมาเพราะอะไรล่ะ เพราะไม่แจ่มแจ้งในไตรลักษณ์ ไม่เข้าใจในความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงคือสิ่งทั้งปวงเป็นของชั่วคราว ทั้งรูปธรรม นามธรรม ที่ผ่านมาก็เป็นของชั่วคราว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เกิดแล้วก็ดับ มีแล้วก็หมด ตั้งขึ้นแล้วก็เปลี่ยนแปลงไป สังขารทั้งปวงทั้งรูปธรรม ทั้งนามธรรม เป็นของไม่เที่ยง

นอกจากนั้นยังเป็นทุกข์ ทุกข์สำหรับผู้ที่ไปเกาะเกี่ยว เดือดร้อน เจ็บปวด เหมือนกับไส้เดือนเกี่ยวเบ็ดเอาไว้ สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ทนได้ยาก เจ็บปวด เดือดร้อนเป็นนิจ มีปัญหาให้แก้เสมอ อยู่กับการแก้ไข ไม่หมดงาน ไม่หมดกิจ ต้องบริหาร ต้องรักษา ไม่สามารถหยุด เป็นทุกข์ นอกจากนั้นเป็นอนัตตา อนัตตาหมายถึงว่า ไม่ใช่ตัวเราของเรา เพราะว่าฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่เชื่อ ห้ามไม่ได้ ควบคุมไม่อยู่ บังคับไม่ได้ ไม่เป็นไปตามใจหวัง เนื่องจากมันเป็นไปตามเหตุปัจจัย

ฉะนั้นที่บุคคลมีปัญหาเพราะไม่เข้าใจไตรลักษณ์ ที่ว่าสังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อไม่เข้าใจไตรลักษณ์ จึงมีความยึดมั่นด้วยอุปาทาน ว่าสิ่งนี้เป็นเรา สิ่งนี้เป็นของเรา มีตัวเราในสิ่งนี้ มีของเราในสิ่งนี้ เมื่อมีอุปาทาน อุปาทานย่อมเป็นปัจจัยแก่ตัณหา ตัณหาก็ย่อมเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน ต่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เขาเรียกว่า อัญญะมัญญะปัจจะโย นั่นคือว่าความยึดว่าเป็นตัวเราของเราก็เลยเกิดตัณหา เกิดตัณหาก็ยึดมั่นมาเป็นตัวเราของเรา ยึดมั่นมาเป็นตัวเราในขันธ์ ๕

ขันธ์ ๕ อันต้นก็คือรูปขันธ์ รูปขันธ์ตามภาษาปริยัติเขาเรียกว่า มหาภูตรูป อุปาทายรูป เรียกง่าย ๆ ก็คือ กายยาววาหนาคืบ อันเป็นที่ตั้งแห่งนามธรรม มองด้วยตาเนื้อเหมือนเป็นบุคคล เหมือนเป็นสัตว์ เป็นหญิงเป็นชาย เป็นเราเป็นเขา เป็นสวยเป็นขี้เหร่ เป็นภายในเป็นภายนอก เป็นหยาบเป็นละเอียด เป็นเลวเป็นประณีต อยู่ในที่ไกลอยู่ในที่ใกล้ รวมเรียกในพระวิภังค์ว่า อะยัง วุจจะติ รูปักขันโธ รวมเรียกว่า กองแห่งรูป รูปขันธ์ มองด้วยตาเนื้อแล้ว ปรากฏคล้ายประหนึ่งว่า เป็นตัวเราของเรา เป็นคนสัตว์หญิงชาย แต่เมื่อมองด้วยตาญาณแล้วก็แจ้งว่าเป็นธาตุ สักแต่ว่าเป็นธาตุ กำหนดหยั่งรู้ไปถึงไหนก็มีแต่เกิดดับเปลี่ยนแปลง หยั่งรู้ไปถึงไหนก็ไม่ใช่ตัวเราไปถึงตรงนั้น เป็นธาตุ เป็นธาตุที่ยืมเขามาใช้

ร่างกายนี้ประกอบขึ้นมาจากอาหาร อาหารซึ่งเป็นของปกติธรรมดาที่จะต้องเน่าบูดไป เมื่อผ่านกาลเวลาหนึ่งมื้อสองมื้อ หนึ่งวันสองวัน อาหารทั้งหลายย่อมต้องบูดเน่าไป ร่างกายประกอบขึ้นมาด้วยของบูดเน่าของโลก ของบูดเน่าโดยแท้

ตุ๊กตาที่ปั้นมาจากทองคำย่อมแสดงคุณสมบัติของทองคำ ตุ๊กตาที่ปั้นมาจากอุจจาระย่อมแสดงคุณสมบัติของอุจจาระ ฉันใดก็ฉันนั้น ก็ร่างกายนี่มันปั้นมาจากของบูดเน่า เพราะฉะนั้นจึงหาดีไม่ได้ สิ่งที่ไหลเข้าไหลออก ย่อมเป็นของปฏิกูลโสโครก สิ่งที่ไหลออกมาจากร่างกาย ตามทวารทั้ง ๙ ย่อมเป็นของปฏิกูล โสโครก ย่อมเป็นของมีกลิ่นเหม็นต้องชะล้างขัดสีทุกวี่วัน เพราะว่าตุ๊กตาที่ปั้นมาจากอุจจาระ ย่อมแสดงคุณสมบัติของอุจจาระอย่างเต็มที่ จะไปเอาดีไม่ได้ เพราะไม่ได้ปั้นมาจากทองคำ

ร่างกายนี้ท่านจึงว่า เป็นรังของโรค มีโรคร้อยแปดพันเก้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นที่สาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรค เป็นแหล่งหมักหมมแห่งของบูดเน่านานับประการ ต้องบริหารขัดสีฉวีวรรณอยู่เนืองนิด เว้นไม่ได้ เว้นสักหน่อยก็ส่งกลิ่นแล้ว เหมือนกับส้วมต้องล้างอยู่เรื่อย ๆ ไม่ล้างไม่ได้ ไม่ล้างแล้วส่งกลิ่น

กลิ่นนี่ต่างคนก็ต่างรังเกียจ แม้แต่คนที่รักกันปานจะกลืนก็เกลียด กลิ่นนี่เกลียด กลิ่นที่ส่งออกมาจากกายมนุษย์ คนที่รักกันปานจะกลืนก็รังเกียจเพราะว่า ตุ๊กตาที่ปั้นมาจากอุจจาระก็ย่อมแสดงคุณสมบัติของอุจจาระอย่างเต็มที่ หลอกกันได้ก็ชั่วครั้งชั่วคราว หลอกกันไปตลอดชีวิตไม่ได้ โกหกกันได้ไม่นาน โกหกใครได้แต่โกหกตัวเองไม่ได้

ตั้งแต่เช้ามา บุคคลทั้งหลายก็ต้องอยู่ด้วยการชะล้างของโสโครก ของเน่าของเหม็นก็ไหลออกมาเรื่อยไม่มีหยุด อาหารที่กินเข้าไป เราเลือกแล้วเลือกอีกว่าสะอาด แต่เวลาถ่ายออกมาก็มีกลิ่นที่น่ารังเกียจ เราต้องรีบราดทิ้งไป ให้ไปเร็ว ๆ เป็นของที่น่ารังเกียจ แม้แต่กายนี้ก็สร้างขึ้นมาจากของบูดเน่าทั้งนั้น เพราะฉะนั้นตั้งแต่หัวจรดเท้าจะหาดีไม่ได้ เมื่อมองด้วยตาปัญญาแล้วเป็นสิ่งที่ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ควรละวางความยึดมั่น ไม่ควรเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา เพราะมันไม่มีสาระอะไร

บุคคลผู้มีปัญญา ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา ก็สักแต่ว่ามาอาศัยกายอันโสโครกเพื่อสร้างบารมี อันจะเป็นปัจจัยแก่พระนิพพาน อันจะสิ้นจากการเป็นทาสในสังสารวัฏซึ่งเป็นที่ทุกข์เดือดร้อนลำเค็ญ เหมือนบุคคลผู้เห็นอยู่ว่าฝั่งนี้มีภัยจากสัตว์ร้าย มีเสือเป็นต้น ขวนขวายจะข้ามฟากจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น แต่ว่าไม่มีเรือ ไม่มีพาหนะ ไปเห็นซากศพสุนัขตายลอยมา ก็กระโดดขึ้นไปเกาะ อาศัยเกาะ เอาเท้ากระทุ่มน้ำ เกาะซากสุนัขที่ขึ้นอืดอาศัยเป็นที่พึ่ง เพื่อข้ามฝั่ง ข้ามฝั่งไปสู่พระนิพพาน ย่อมอึดอัด ระอา เบื่อหน่าย รังเกียจต่อซากสุนัขที่ขึ้นอืด ที่จำเป็นต้องอาศัยเกาะยิ่งนัก เห็นแต่โทษไม่มีความผูกพันอาลัย สักแต่ว่าอาศัย อาศัยเพื่อข้ามฝั่งเพื่อพ้นจากภัย

บุคคลผู้มีปัญญาก็ฉันนั้นเช่นเดียวกัน ย่อมมีความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในร่างกายสังขาร ไม่มีอุปาทานมาหยั่งลงให้ยึดมั่นว่ากายนี้เป็นของเรา ไม่หลงผิดยึดมั่นว่า กายเราเป็นชาย เป็นหญิง เป็นสวย เป็นขี้เหร่ กูดีกว่ามึง กูเยี่ยมกว่ามึง มึงสู้กูไม่ได้ อันนี้เป็นอุปาทาน ผู้มีญาณปัญญาย่อมสละ ไม่มีฐานที่ตั้งแห่งความยึดเป็นตัวกูของกู เมื่อญาณปัญญาเข้าไปแยกแยะ ก็ไม่มีสาระแก่นสาร อุปาทานความยึดมั่นในขันธ์มันก็สลายตัวไป เพราะปัญญามันคมกล้าขึ้นมา

อุปาทานมันจะเชื่อมต่อกับอวิชชา เมื่อญาณปัญญาจากการปฏิบัติของเราไปโจมตีอุปาทาน มันก็จะไปเข้าใจเรื่องอวิชชา ความโง่ ว่าอุปาทานขันธ์ ๕ กับ สังโยชน์เบื้องบน ๕ มันเป็นอันเดียวกัน บุคคลที่จะละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ต้องเข้าใจแจ่มแจ้งในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เข้าใจในภาคปฏิบัติ ในกายตน ในจิตตน ถึงสภาพที่เข้าไปต่อสู้กับกิเลสของตน ที่หลงยึดมั่นถือมั่นมานาน

อุปาทานในรูปขันธ์ก็คือรูปราคะ อุปาทานในเวทนาขันธ์ก็คืออรูปราคะ อุปาทานในสัญญาขันธ์ก็คือมานะ อุปาทานในสังขารขันธ์คืออุทธัจจะ อุปาทานในวิญญาณขันธ์คืออวิชชา ถ้าเราจะพ้นทุกข์ได้นะต้องเข้าใจตัวนี้อย่างแจ่มแจ้ง ต้องเข้าใจถึงกันเลย ต้องเข้าใจความไม่มีสาระของรูปขันธ์ แล้วก็ เวทนาขันธ์

เวทนาขันธ์ก็คือสุข ทุกข์ อุเบกขา สุข ทุกข์ อุเบกขา อันเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา คือความเสพเสวยในนามธรรม เรียกว่าอรูปราคะ ความยินดีในนามธรรม การเสพเสวยของนามธรรม สุขใจ ทุกข์ใจ เฉย ๆ เมื่อสุขย่อมเป็นที่ตั้งแห่งภวตัณหา มีทุกข์ก็เป็นที่ตั้งแห่งวิภวตัณหา เมื่อเฉย ๆ อย่างไร้สติก็เป็นที่ตั้งแห่งกามตัณหา

อุปาทานในสัญญาขันธ์ ก็คือมานะ ความยึดมั่น ถือมั่น เป็นจริงเป็นจังในสมมุติ ว่ามีตัวกูคนหนึ่ง ใครมาข่มขี่ไม่ได้ ใครมาทาบรัศมีไม่ได้ ยึดมั่นเอาไว้ สัญญาเป็นตัวกำหนดหมาย ยึดมั่นเข้าไปด้วยไม่เห็นแจ้งในความเป็นมายา ความจริงศักดิ์ฐานันดรทั้งปวงเป็นมายา ย่อมเป็นคนสูงกว่าบ้าง เป็นคนต่ำกว่าบ้าง เป็นคนเสมอกันบ้าง เป็นมายาโดยสมมุติของโลก บุคคลผู้มีญาณปัญญาย่อมปฏิบัติให้ถูกกับสมมุติ แต่รู้แจ้งในความเป็นมายา ไม่ยึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง ทำไปตามสมมุติ แต่รู้ว่ามันเป็นมายา

การกำหนดหมาย ถ้าโดยไม่มีอุปาทานก็เป็นสัญญาขันธ์ธรรมดา กำหนดหมายเป็นสูงกว่าบ้าง เป็นต่ำกว่าบ้าง เป็นเสมอกันบ้าง แต่ถ้ามีอุปาทานเข้ามามันก็ยึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง กลายเป็นมานะสังโยชน์ เป็นมานะ คือยึดมั่นในขีดในขั้น ว่าเราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา มันเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ มานะนี่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ บุคคลจะละโทสะไม่ได้ถ้าหากว่ามานะแรง รากเหง้าของปฏิฆะสังโยชน์ก็คือ มานะสังโยชน์ ความยึดมั่น ถือว่ากูเยี่ยมกว่า มึงมาทำอย่างนี้ไม่ได้ มึงต้องให้เกียรติกู ยึดเอาไว้ พอยึดเอาไว้ มันจึงมีการกระทบกระทั่งทางใจต่อสิ่งที่มาขัดกับอาการที่ยึด

สิ่งทั้งปวงเป็นมายา สักแต่ว่าอาศัยใช้ อาศัยใช้ในช่วงเวลาหนึ่ง พอถึงเวลาก็แตกดับฉิบหายทำลาย เหลือแต่กระดูกผุ ๆ มันเป็นสมมุติทั้งหมดแหละ เอากระดูกนายพลมาวางคู่กับกระดูกนายสิบก็ไม่ต้องตะเบ๊ะแล้ว เอากระดูกผู้หญิงมาวางคู่กับกระดูกผู้ชายก็ไม่จีบกัน หมดสมมุติ หมดมายา มายาภาพที่หลอกเอาไว้โดนเปิดออกแล้ว

สิ่งที่ทำให้เรารักชัง เกลียดโกรธ มาตั้งแต่เด็ก ๆ จนวัยรุ่น จนวัยหนุ่ม เมื่อกำหนดมองเห็นความตายมายามันก็กำลังจะเปิดออก ต่อไปร่างกายสังขารนี้ก็เหลือแต่กระดูก ทรัพย์สมบัติทั้งปวงก็หวงแหนเอาไว้ไม่ได้ อย่าว่าแต่ทรัพย์ภายนอก แม้แต่เนื้อ แม้แต่หนังที่กายของเรายังครอบครองไว้ไม่ได้ เหลือแต่กระดูก เนื้อหนังนี้ยังครอบครองไว้ไม่ได้ ต้องเผาทิ้ง ถ้าไม่เผาทิ้งก็จะอุจาดน่าเกลียดยิ่งกว่านี้ ไม่มีที่ไว้ ไม่มีใครยินดีเอาไปไว้ เป็นของโสโครก เป็นของที่แร้งกาจ้องจะมาจิกกิน หมู่หนอนทั้งหลาย หรือสุนัขทั้งหลาย ต้องการมายื้อแย่ง เพราะมายามันโดนเพิกแล้ว จึงไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลอีกต่อไป

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสรรเสริญมรณสติ สำหรับพระโสดาบันนั้นยังนึกถึงความตายน้อย วันละเจ็ดครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านถามพระอานนท์ว่า อานนท์ เธอระลึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระอานนท์กราบทูลว่า วันละเจ็ดครั้งพระเจ้าข้า ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ยังน้อยนักอานนท์เอ๋ย เราตถาคตระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก

คือว่าการระลึกถึงความตาย มันได้ตัด ได้ละ ได้เพิกมายา ได้เพิกสมมุติ ได้เห็นความจริง สิ่งที่เคยผูกไว้กับใจมันก็หลุดไป ทำให้บรรลุมรรคผลง่าย เป็นโสดาสกิทาคาอนาคาอรหันต์ง่าย เพราะว่าเห็นความจริง เพิกสมมุติ

สิ่งทั้งปวง เมื่อปรากฏกับจิตผู้มีมรณสติอย่างมากแล้ว ไม่เป็นที่ตั้งแห่งตัณหา พระขีณาสพทั้งหลาย ท่านระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก พระโสดาบันยังระลึกได้น้อย แค่เจ็ดหน วันละเจ็ดครั้ง แต่การระลึกถึงวันละเจ็ดครั้งก็ยังช่วยให้ท่านละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

เพราะฉะนั้นเมื่อเพิกสมมุติ มายาก็ไม่มี โดยปรมัตถ์แล้วไม่มีอะไรสูงไม่มีอะไรต่ำ ไม่มีอะไรเสมอ มันเป็นมายา ทำไปตามมารยาทสังคม โดยไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ถ้ามีอุปาทานในสัญญาก็ต้องยึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง ผูกเอาไว้ ยึดเอาไว้ หวงแหนว่า เรามีศักดิ์ศรี จะมาดูถูกเราไม่ได้ มาข่มขี่เราไม่ได้ เรามีศักดิ์ศรี ความจริงเป็นสมมุติของโลก เป็นมายาภาพ ท้ายที่สุดก็แตกดับทำลาย ไม่เหลือใคร ไม่มีผู้สูงไม่มีผู้ต่ำ เหลือแต่กระดูก กระดูกกองหนึ่ง กระดูกสองกอง

สำหรับสังขารขันธ์คือตัวปรุงแต่ง ปรุงแต่งจิตให้คิดเรื่องดีบ้าง คิดเรื่องไม่ดีบ้าง คิดเรื่องกลาง ๆ บ้าง เป็นอัพยากฤต คือสังขารขันธ์เป็นธรรมชาติของจิตอย่างหนึ่ง ปรุงแต่ง ปรุงไป แต่ถ้าไม่มีอุปาทานก็ไม่เป็นอุทธัจจะ คือสักแต่ว่าปรุง แต่ถ้ามีอุปาทานก็ลายเป็นฟุ้ง อุปาทานก็คือยึดมั่นว่าเราปรุง ความคิดนี้เป็นของเรา ความคิดดีเป็นของเราก็ดีใจ ดีใจภูมิใจ ว่าเรานี่ดีจริง ถ้าคิดเรื่องไม่ดีก็โอ้ยกลุ้มใจ เราไม่น่าคิด ไม่น่าคิดอย่างนั้นเลย ปฏิบัติมาตั้งนานยังไปคิดเรื่องต่ำกว่าเข็มขัดอยู่ได้ ไม่น่าคิดเลย

นี่ความจริงสังขารมันเกิดดับ ความปรุงแต่งทั้งปวงนี่เกิดดับ ถ้าเรายินดีก็เวลาคิดดีก็จะต้องเป็นทุกข์เวลาคิดไม่ดี ความคิดเป็นสังขาร เกิดดับเร็วมาก เรากำหนดที่มโนสัมผัสที่หัวใจเต้น แล้วก็ที่หัวคิ้ว กำหนดดู เห็นความเกิดดับ คิดเรื่องนั้นมาดับไป คิดเรื่องนี้มาดับไป อดีตอนาคตปรุงแต่งก็ดับไป ไม่มีอะไรอยู่จีรัง ตัวเราของเราไม่มีเลย ไม่มีตัวเราในความคิด มีแต่ความเกิดดับ คิดเรื่องโน้นก็ดับไป คิดเรื่องนั้นก็ดับไป

เราอย่าตามเข้าไปในความคิด เราตั้งสติอยู่ที่ฐาน เห็นทั้งความคิดดีความคิดไม่ดี เกิดดับหมด คิดเรื่องนั่นก็ดับไป คิดเรื่องนี้ก็ดับไป เราอย่าเข้าไปในความคิด ถ้าเราเข้าไปในความคิดก็เหมือนกับว่าเราไปร่วมแสดงกับมันด้วย เหมือนลิเกละคร เรานั่งดูเฉย ๆ เผลอ ๆ ไปรำด้วยข้างบน เราดูความคิดของเรา สักแต่ว่าดูมัน กำหนดจิตไว้ที่ฐาน กำหนดที่หัวใจเต้น ถึงหัวคิ้ว สักแต่ว่าดู อย่าเข้าไปในความคิด จะเห็นความคิดเกิดดับ

ความคิดดีหรือความคิดไม่ดีก็เกิดดับทั้งนั้น ไม่มีที่ควรยึดมั่น ไม่มีที่ควรถือมั่น ไม่มีที่ควรยินดี ไม่มีที่ควรยินร้าย มีแต่ความเกิดดับ ผ่านมาผ่านไป มาจากไหนก็ไม่รู้แล้วก็ไปถึงไหนก็ไม่รู้ ไม่ต้องตามมัน เรากำหนดสติอยู่ที่เดิม ในปัจจุบันอารมณ์ตามฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ เห็นแต่ความเกิดดับ เกิดดับ เขาเรียกว่า ถ้าภาษาของตำราพิชัยสงคราม เขาเรียกว่า ใช้การไม่เปลี่ยนแปลง รับร้อยเปลี่ยนแปลง

คืออารมณ์ปรุงแต่งของคนเรา มันมากมาย มันนับร้อยนับพันเรื่อง ถ้าเราตามมันไปตลอด แก้ไม่จบ เหมือนกับว่าการสู้รบในสนามรบข้าศึกมีกลยุทธ์มาก ปลอมมาเป็นโจรบ้าง ปลอมเป็นชาวบ้านมาหาฟืนมาดักฆ่าบ้าง ตีกลางวันบ้าง ตีกลางคืนบ้าง โยนไฟมาบ้าง ทดน้ำมาท่วมบ้าง ข้าศึกน่ะมีกลยุทธ์มาก แม่ทัพฝ่ายเราควรจะใช้การตั้งรับที่ว่า ตั้งอยู่ในค่ายเลย ไม่ออกไป เขาเรียกว่า ใช้การไม่เปลี่ยนแปลง รับร้อยเปลี่ยนแปลง ฉันใดก็ฉันนั้น เราไปตามแก้สังขารน่ะแก้ไม่จบ ความคิดนั้น ตามมันไปไม่จบ ต่อให้ใช้ปัญญาเฉลียวฉลาดยังไงก็ตามไปแก้ไม่จบ

สังเกตดูผู้ปฏิบัติที่จะใช้ปัญญาไปแก้ทุกเรื่องนะท้ายที่สุดเบลอแก้ไม่ได้ คือเมื่อสติอ่อนแล้วปัญญามันไม่คม แก้ได้เรื่องสองเรื่องมันก็แก้ไม่ได้อีกแล้ว การแก้ปัญหาไม่ต้องใช้ปัญญาเข้าไปขบทุกเรื่อง สติกำหนดหยั่งรู้ดู ดูเฉย ๆ ก็แก้ได้ ว่าใช้ความไม่เปลี่ยนแปลงรับร้อยเปลี่ยนแปลง กำหนดสติไว้ที่ฐานแห่งสติอย่าให้ตกฐาน กำหนดไว้ที่หัวใจเต้นต่อไปถึงหัวคิ้ว กำหนดแค่นั้นนั่นแหละ อย่าไปยึดมั่นถือมั่น อย่าไปเดือดร้อนกับมัน เห็นแต่ความเกิดดับ เห็นแต่ผ่านมาผ่านไป แก้ได้หมด ไม่ว่าฟุ้งแค่ไหนอารมณ์ร้ายแรงแค่ไหน แก้อารมณ์ได้หมดถ้าใช้วิธีนี้

เมื่อตอนปฏิบัติใหม่ ๆ เวลามีปัญหาทางจิต โอ้ยมันเป็นทุกข์ ต้องไปหาใครมาแก้อารมณ์ หาวิธีมาแก้อารมณ์ เป็นทุกข์มาก เป็นทุกข์อยู่หลายปี ต้องหาอะไรมาแก้อารมณ์ ตอนหลังมาเห็นว่าไม่ต้องหาอะไรมาแก้อารมณ์ เพราะอารมณ์ทั้งปวงมันเป็นความเกิดดับ ไม่เที่ยง ปัญหาทั้งปวงไม่ใช่ปัญหา เพราะเป็นความเกิดดับ ไม่เป็นปัญหา เพียงแต่เราอย่าโดนมันหลอกตามไป เราตั้งมั่นอยู่ที่ฐาน ตั้งสติและอุเบกขาอยู่ที่ฐาน อย่าตามไปยินดียินร้ายกับมัน เดี๋ยวโดนมันหลอกให้ขึ้นไปแสดงร่วมกับมันด้วย ดูมันเล่นลิเก เดี๋ยวมันก็เลิก สติอย่าตกฐาน ถ้าสติตกฐานแล้วก็เสร็จ โดนมันหลอก โดนมันหลอกไปตีหัว

อารมณ์ทั้งปวงไม่ว่าดีแค่ไหน ไม่ว่าเลวแค่ไหน มันเกิดดับทั้งนั้น เราก็กำหนดรู้ไป ไม่ต้องไปหาใครมาแก้อารมณ์ ขอให้ตั้งอยู่ในฐานแห่งสติให้มั่นคง เหมือนกับตำราพิชัยสงครามบอกว่า ใช้การไม่เปลี่ยนแปลงรับร้อยเปลี่ยนแปลง ปรากฏว่าชนะได้ สติกับอุเบกขามันแก้อารมณ์ได้ทุกเงื่อนเลย กำหนดหยั่งรู้ดูมันอย่าไปยินดียินร้าย ตั้งไว้ตามฐาน เห็นแต่เกิดดับ เห็นผ่านมาผ่านไป ผ่านมาผ่านไป คิดเรื่องนั้น แล้วคิดเรื่องนี้ คิดเรื่องนี้แล้วคิดเรื่องนั้น ช่างมัน

เรากำหนดอยู่ที่ฐาน กำหนดไม่ไหวก็ยกมือ กำหนดที่จิตไม่ไหวก็ยกมือ หรือไม่ก็นั่งให้มันปวด เห็นความปวด โอ้ย เห็นว่าเรื่องปรุงแต่งนี่จิ๊บจ๊อยเลย นั่งขัดสมาธิเพชรนาน ๆ มันปวด โอ้โฮ โอ้ยไอ้เรื่องที่ปรุงแต่งจิ๊บจ๊อยเลย อารมณ์ที่ว่ายิ่งใหญ่จิ๊บจ๊อยเลย มันปวด เมื่อเห็นความปวดนี่ สังขารขันธ์ ๕ น่ะมันเป็นทุกข์ เดือดร้อน ความปรุงแต่งฟุ้งซ่านของเราที่ว่าเป็นทุกข์น่ะ โอ้ยจิ๊บจ๊อย นี่แหละ ขาจะหักอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว นั่งไม่ยอมเปลี่ยน นั่งยอง ๆ ก็ได้ สักชั่วโมงสองชั่วโมง โอ้ยปวด มันจะตายอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว ไอ้การปรุงแต่งของจิตนี่จิ๊บจ๊อยเลย ปรุงแต่ง ฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์น่ะ จิ๊บจ๊อย

คือมันมีปัจจุบันอารมณ์มาแทนที่ ปัจจุบันอารมณ์แก้โรคทางจิตได้ทุกโรคเลย เราไปตามความปรุงแต่ง โดนมันหลอกไปตีหัว อยู่กับบ้านน่ะมันทำอะไรไม่ได้ อยู่ในฐานแห่งสติ หลวงพ่อใหญ่ชอบพูดเสมอ ถ้าสติตกฐาน ญาณก็ตก กิเลสก็เกิด คำนี้ซึ้งจริง ๆ เราปฏิบัติน่ะถ้าสติตกฐาน ตัดอารมณ์มันไม่ขาด หลวงพ่อใหญ่บอกว่าเราจะตัดเชือกน่ะถ้าเอาไปวางกับพื้นทรายนะเอามีดสับไปไม่ขาด มันต้องมีฐาน เอาไม้มารอง สับไปเดี๋ยวเชือกมันก็ขาด ถ้าสติเราตกฐานน่ะตัดอารมณ์ไม่ขาด ทุกข์เดือดร้อน ที่ว่าอารมณ์เดือดร้อนวุ่นวาย ต้องเที่ยวไปหาใครมาแก้อารมณ์ เพราะไอ้นี่แหละ

ความจริงน่ะ เพราะสติเรามันตกฐาน คือมันตามความคิดไป ถูกความคิดหลอกออกจากฐาน ฐานอะไร ฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ อย่าให้จิตตกฐาน จิตตกฐานก็มันตามความคิดไป ไปฟุ้งเฟ้อยินดียินร้าย ต่อไปกูจะเจริญรุ่งเรือง ต่อไปใคร ๆ ก็จะมาเคารพ ต่อไปลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง นั่นแหละปรุงแต่งไปทั่วโลกดินแดน ตกฐานไม่รู้ฐานไหนเลย โดนกิเลสหลอกไป โอ้ยกูไปเทศน์ธรรมะ ผ่านมาโอ้ยพูดธรรมะนี่แจ๋วจริง ๆ โยมเขาซึ้งจนน้ำตาไหล โอ้ยกูนี่พูดดีจริง ๆ โอ้ยกูนี่คุณธรรมสูงขนาดพูดจนโยมซึ้งน้ำตาไหล น้ำหมากไหลเลย มันผ่านไปแล้วยังเอามาคิดอยู่นั่นแหละ ตกฐานแล้ว มันแล้วไปแล้ว มันผ่านไปแล้ว ความยินดียินร้าย นั่นแหละตกฐานทั้งนั้น

ต่อไปเป็นวิญญาณขันธ์ วิญญาณขันธ์ก็คือตัวรับรู้ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การรับรู้นี่เมื่อมันมีตัวมากระทบมันก็รู้ขึ้นมา เกิดวิญญาณ ตากระทบรูปก็เกิดวิญญาณขึ้นมา ตากระทบรูปเกิดวิญญาณทางตา หูกระทบเสียง เกิดวิญญาณทางหู จมูกกระทบกลิ่น เกิดวิญญาณทางจมูก ลิ้นกระทบรสก็เกิดวิญญาณทางลิ้น กายกระทบโผฏฐัพพะก็เกิดวิญญาณทางกาย ใจกระทบธรรมารมณ์ก็เกิดวิญญาณทางใจ

วิญญาณก็คือตัวรู้ เกิดไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมีอายตนะภายนอกกับภายในกระทบกัน ก็เกิดวิญญาณรู้ อันนี้ไปยึดว่าเรารู้นี่แหละคือตัวอวิชชา อุปาทานในวิญญาณขันธ์ว่าเรา มีตัวเราคนหนึ่งที่รู้ รับรู้ รับสัมผัส

ความจริงวิญญาณมันเป็นมายามาก ว่าสิ่งทั้งปวงในโลกนะมันก็มีของมันอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะรับรู้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะรับรู้หรือไม่ก็ตามมันก็มีอยู่แล้ว มันก็มีของมันอยู่อย่างนั้น เหมือนเสาต้นที่ข้างหน้านี่ เราจะมาเห็นหรือไม่มาเห็นมันก็มีอยู่ของมันอยู่แล้ว บางทีมันมีของบางอย่างที่มันมีอยู่ ตั้งแต่เราเกิดจนเราตายแต่เราไม่เคยได้ไปเห็นมันเลย มันก็ไม่กระเทือนไม่เห็นมันเดือดร้อน ว่าโอ้ยพระองค์นั้นไม่ได้เห็นกูเลย กูลำบากแล้ว ไม่เห็นเป็นทุกข์เพราะเราไม่เห็นมันเลย

การรับรู้ของเราน่ะมันเป็นมายา ไม่มีอยู่จริง รับรู้แล้วก็ดับไป ไม่ตั้งอยู่จริง แล้วก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหนา ไม่มีอะไรเป็นแก่นเลย รู้แล้วก็ดับไป รู้แล้วก็ดับไป ฉะนั้นไม่มีตัวเราในตัวรู้นี้เลย มันรู้แล้วก็ผ่านไป รู้แล้วก็ดับไป ความเป็นตัวกูของกู ในการรู้ตามอายตนะนั้นไม่มี ไม่มีตัวกูเลย ไม่มีตัวเราเลย

ถ้าเราพิจารณาอย่างนี้ถือว่าเหยียบหางอวิชชาเลย มันจะกระเทือนรังอวิชชา จะกระเทือนเข้าไปถอนอุปาทาน ความยึดมั่นที่ว่ามันมีตัวตน การรับรู้ตามทวารทั้งหกยึดว่ามีตัวเรา ความจริงไม่มีหรอก มีแต่เหตุปัจจัย เป็นไปตามเหตุปัจจัย ตากระทบรูปเกิดจักขุวิญญาณ หูกระทบเสียงก็เกิดโสตวิญญาณ ถ้าตาไม่มากระทบรูปก็ไม่มีเกิดจักขุวิญญาณ เพราะว่าวิญญาณนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีตัวเราเลย รู้แล้วก็ดับไป รู้แล้วก็ดับไป หาตัวเราของเราไม่มีเลย

ความคิดว่ามันไม่มีตัวเราเลย มันแทงย้อนเข้าไปในหัวใจเลย เพราะว่าหัวใจเรานะมันซึมซาบอยู่กับอวิชชามาไม่รู้กี่กัปกี่กัลป์ เวียนว่ายตายเกิดมาก็เพราะอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบภพชาติ ถ้ามากำหนดหยั่งรู้ ว่ามันไม่มีตัวกูของกูในวิญญาณขันธ์นี่ โอ้ยมันแทงแปล๊บเข้าไปในหัวใจ แทงแปล๊บเลย

เพราะว่าหัวใจเรานะมันชุ่มเยิ้มอยู่กับอวิชชามาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ถ้าไม่ได้เจอพระพุทธศาสนาไม่ได้เจอคำสั่งสอน ไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ ไม่มีทางที่จะไปเหยียบหางอวิชชามันได้เลย ไม่มีทางที่จะเข้ามาเห็นตัวนี้ได้เลย ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงท้อพระทัยที่จะออกสอนสัตว์โลก ว่าสิ่งเหล่านี้มันลึกมองเห็นยาก แล้วมันชุ่มเยิ้มซึมซาบ จนสัตว์ทั้งหลายนึกว่าเป็นตัวของเรา เหมือนดินที่มาพอกหางหมูเสียนาน จนหมูมันนึกว่าดินเป็นหางเราด้วย

ถ้าเราไม่เจริญสติปัฏฐาน ๔ จะไม่มาเห็นตัวนี้เลย ไม่มาเห็นจิตในความจริงที่ว่า จิตที่มีอวิชชาเป็นอย่างหนึ่ง จิตที่ไม่มีอวิชชาเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้เห็นเลย จิตใจเราจะชุ่มอยู่แต่กับขบวนการที่ว่าอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น ตัณหาเป็นเครื่องประกอบ มีแต่กิเลส ตัณหาบ้าคลั่ง ไปตามรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไม่ว่างเว้น ไม่เคยมาดูตัวเองเลย มีแต่ไปดูคนอื่น จับผิดคนอื่น ไม่เคยมาแก้ตัวเอง ดีแต่โทษคนอื่น สติปัฏฐานก็คือมาแก้ตัวเอง แก้ไขตัวเอง เลิกดูคนอื่นเลว มาดูความเลวในหัวใจเราบ้าง จะได้แก้ไข กวาดบ้านตัวเองบ้าง

คนทุกคนก็เคยโง่มาก่อนทั้งนั้นแหละ นั่นคือล้วนมีอวิชชา อันนี้คือว่าพระพุทธศาสนาจะเปิดปัญญาให้เราเห็นแจ้ง จะได้รู้ว่า เออ อุปาทานในขันธ์๕เป็นสิ่งควรละนะ ควรพากเพียรเจริญสติปัฏฐานเพื่อทำลายมัน ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้มาสั่งสอน ครูบาอาจารย์เราไม่ได้สืบทอดการปฏิบัติศาสนามาคือการมุ่งเน้นสติปัฏฐาน ๔ น่ะ แล้วเราไม่บังเอิญมาเคารพท่านเป็นครูบาอาจารย์ ไม่บังเอิญมาปฏิบัติตามท่าน ไม่มีทางหรอก ไม่มีที่จะมาเห็นกิเลสสังโยชน์ของตัวเอง มีแต่ที่ว่าจะโดนกิเลสพาไปเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้กี่ภพกี่ชาติไม่จบไม่สิ้น

วันนี้ก็ได้มีโอกาสมาปรารภธรรมในหมู่ท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงเป็นพลวปัจจัย เกื้อหนุนท่านพุทธบริษัททั้งหลายให้เจริญในกุศลจิต กุศลธรรม เจริญในสติปัฏฐาน ให้ได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านเทอญ

ตอบ

  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd> <img> <i> <h2> <h3> <h4>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options

CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
1 + 1 =
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.