ตอบความคิดเห็น
0020 - โลกอุดร
เขียนโดย dy เมื่อ พฤ, 2007-08-02 18:41โลกอุดร
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ขออภิวาทแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองนั้น ขอนมัสการพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์ และสมมุติสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน ขอเจริญสุขแด่สามเณรและเจริญพรอุบาสกอุบาสิกาทุกท่าน
วันนี้วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๔๖ ก็เป็นโอกาสดีอีกครั้งหนึ่งที่ได้มาปรารภธรรมในหมู่ท่านผู้ปฏิบัติธรรม การปรารภธรรมก็ปรุงแต่งมายาขึ้นมา มาให้ฟังกัน ความจริงภาษาทั้งปวงเป็นมายาทั้งนั้น เราอาศัยมายา ใช้เทคนิคการอาศัยใช้มายา เพื่อให้ผู้ฟังซึ่งเป็นนักปฏิบัติธรรมด้วยกัน มีความอาจหาญร่าเริงสมาทาน มีความอดทนที่จะใฝ่ในการปฏิบัติ เพื่อให้รู้แจ้งสัจจะ ที่กายในกายของท่าน เวทนาในเวทนาของท่าน จิตในจิตของท่าน และธรรมในธรรมของท่าน
ภาษาที่ปรุงออกมาพูดเป็นมายาทั้งนั้น อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าอย่างนั้นถูกอย่างนี้ผิด สิ่งทั้งปวงเป็นมายา แต่ของแท้คือที่เรากำหนดหยั่งรู้นี่ เราจะต้องกำหนดหยั่งรู้ด้วยตัวเอง เห็นเอง แล้วละอารมณ์ ละความผูกพันในอารมณ์ ละความยินดียินร้ายด้วยตัวของเราเอง อันนั้นน่ะของจริง ที่เรามาเทศน์น่ะเป็นมายาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอย่ามาขัดแย้งกันเรื่องมายา
สัจจะไม่ขัดกัน สัจจะนี่ต่างคนต่างพยายามดูว่า การเทศน์ออกมาเป็นมายา แต่เราใช้เทคนิค อาศัยใช้มายาเพื่อให้คนมาแจ้งในสัจจะ ก็ถือว่าเป็นมายาฝ่ายดี แต่ก็อย่ายึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า พระองค์ทรงแสดงธรรมประดุจเรือ เพื่ออาศัยข้ามฝั่ง เพื่อให้จิตอาศัยเกาะเพื่อข้ามฝั่ง ไปสู่ความดับไม่มีเชื้อคือพระนิพพาน เมื่อถึงฝั่งก็ทิ้งเรือ ทรงตรัสสอนให้ถอนความยึดมั่นอุปาทานแม้ในธรรม ไม่ต้องกล่าวถึงอธรรม อธรรมก็ยิ่งทรงตรัสสอนให้ถอนความยึดมั่นให้ละเสียซึ่งความชั่วทั้งปวง
โอวาทปาฏิโมกข์ หมายถึงคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ทั้งปวง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ท่านสอนว่า ละชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม และทำจิตให้ขาวรอบ ทำจิตให้ขาวรอบก็คือไม่ติดดีไม่ติดชั่ว
สิ่งทั้งปวงเป็นมายาทั้งนั้น ความชั่วก็เป็นมายา ความดีก็เป็นมายา ถ้าใช้ไม่ถูกความดีก็กลายเป็นสิ่งที่มากัดเรา ไปติดดี เราไปติดดีจนเกิดความเย่อหยิ่งถือดี ต่อมาความดีนั้นเสื่อมไปก็ยังเอาความดีนั้นมาอวดอ้างบังหน้าเพื่อจะทำความชั่ว
บุคคลผู้ที่จะทำชั่วได้ใหญ่หลวงน่ะ จะต้องเอาความดีมาบังหน้าทั้งนั้น ไม่งั้นจะทำความชั่วที่ใหญ่หลวงไม่ได้ ไอ้คนไหนที่ห่มหนังเสือไปล่าเหยื่อ ล่าเหยื่อได้น้อย ถ้าห่มหนังกวางไปล่าเหยื่อมันล่าเหยื่อได้มาก
ที่ท่านบอกว่าอย่าติดดี คือว่าทำความดีเพื่อจะละอย่ายึดมั่น อย่าทำความดีเพื่อแอบอ้างเอามาบังหน้าเพื่อจะทำความชั่ว ทำความดีขึ้นมาเพื่อจะเป็นข้ออ้างเพื่อจะไปข่มขี่ผู้อื่นว่ากูดีกว่ามึง อันนี้แสดงว่าติดดี ติดดีเอาไปใช้ในทางไม่ถูก ความดีที่เราทำ ให้สักแต่ว่าอาศัยที่จะละความชั่ว เพื่อเป็นบันไดไปสู่ความรู้แจ้งหลุดพ้น
ความดีเป็นบันไดที่ทุกคนต้องทำ ทุกคนต้องก้าวขึ้นไปบนบันได แต่อย่าไปนอนบนบันได ก้าวให้สูงขึ้นจากบันไดขึ้นไปอีก ตรงนั้นคือความหลุดพ้น ความหลุดพ้นเกิดจากการแจ่มแจ้งในความเป็นมายาของทั้งความชั่วและความดี สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงทั้งนั้น จิตที่เราคิดชั่วก็ไม่เที่ยง จิตที่เราคิดดีแค่ไหนก็ไม่เที่ยง มันเกิดดับ ไอ้คำว่าเกิดดับก็คือว่าไม่เที่ยงนั้นแหละ เป็นโวหารอีกโวหารหนึ่ง เกิดดับก็คือไม่เที่ยง เหมือนกับเรียกว่าควายหรือเรียกกระบือนั่นแหละคืออันเดียวกัน เป็นมายา ภาษาเป็นมายาทั้งนั้น
อันนี้ที่เรามากำหนดปัจจุบันอารมณ์ เมื่อมาแจ่มแจ้งในปัจจุบันอารมณ์ เราจะข้ามพ้นภาษาทั้งปวงไป มีแต่ความเกิดดับของปัจจุบันอารมณ์ ถ้าภาษาปริยัติเขาเรียกว่า เพราะละวิตกวิจารเสียได้ ละวิตกวิจารก็คือปัจจุบันอารมณ์มันแจ้ง การที่เรามาเจริญสติปัฏฐาน มันจะแจ้งลงไปในฐานยิ่งขึ้น ๆ ความที่จิตจะยกขึ้นมาปรุงแต่งเป็นภาษามนุษย์ทั้งปวงน่ะ มันก็หายไป ถ้าเราแจ้งในฐาน ฉะนั้นความดีความชั่วก็ขาดไปแล้ว
ความดีความชั่วมันอยู่ที่สังขารขันธ์ ปรุงแต่งดีชั่วบุญบาป คือตัวคิด การที่เรามาเจริญสติปัฏฐานกัน เจริญปัจจุบันอารมณ์ให้มาก ๆ เพื่อเอาตัวรู้ไปแทนที่ตัวคิด เพราะว่าใจของคนเรา มันทำได้สองอย่าง คือรู้กับคิด ตัวรู้ไม่ได้ทำให้เราเป็นทุกข์หรอก ตัวคิดนี่มันทำให้เราเป็นทุกข์ ตัวคิด คิดเป็นภาษาทั้งหลายแหล่ ภาษาทั้งหลายทั้งปวง เป็นตัวใส่ผงชูรส ให้อารมณ์มันรุนแรงยิ่งขึ้น คนเราจะเกลียดกันมาก ๆ ต้องมีภาษาเป็นเครื่องปรุง ไม่งั้นก็เกลียดกันได้พอหอมปากหอมคอเท่านั้นแหละ ถ้าอยากให้เขาเกลียดเรามาก ๆ ก็ไปพูดข่มขี่เขาด้วยคำที่ว่าเขาเถียงไม่ออก เถียงไม่ทันเท่านั้นแหละ รับรองว่าเขาจะเกลียดเรามากขึ้น
ภาษาเป็นตัวเพิ่มอารมณ์ เพิ่มความรุนแรงของอารมณ์ ภาษาก็คือตัวคิด คิดปรุงแต่งขึ้นมา เวลาเรากำหนดปัจจุบันอารมณ์ตามฐาน ที่ยกมือก็ได้ ที่ก้นสัมผัสพื้นก็ได้ ตรงไหนก็ได้ที่เราชำนาญ ความปรุงแต่งหรือความคิดมันจะลดลงไป ภาษาที่หลวงพ่อใหญ่ชอบพูดเรื่อย ๆ ที่เรียกว่าตัดสัญญานั่นแหละ คือตัดความนึก ความคิด ความปรุงแต่งในอดีตบ้าง คืออดีตน่ะ ความคิดในอดีตมาก คนเราน่ะ มันรัก ๆ ชัง ๆ เฝ้ากังวล สำคัญตนว่าสุข ทุกข์แทบตาย ความสุขน่ะคือเหยื่อล่อให้เราไปจมปลักอยู่ในทุกข์จนถอนตัวไม่ขึ้น ความดีก็เหมือนกันนะ เป็นตัวล่อให้เราไปติดความเลว
ของไหนที่เราติดจนทิ้งไม่ได้ทั้งที่มันมีโทษ พิจารณาดูให้ดีเถอะ คือมันมีของดีมาล่อเราไว้อยู่ เพราะฉะนั้นนะโลกนี้มันมีสองภาค ภาคดีภาคเลว จะทิ้งภาคใดภาคหนึ่งก็ต้องตัดใจกับอีกภาคหนึ่งด้วย เราไม่ชอบเหรียญหน้าหัว ก็ต้องตัดใจกับเหรียญหน้าก้อยด้วย เราไม่อยากติดเบ็ดต้องตัดใจกับไส้เดือนซะ เราไม่อยากทุกข์เดือดร้อนกับโลก เราต้องตัดใจสละเหยื่อของโลกซะ เหยื่อของโลกก็คือ รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย โผฏฐัพพะที่น่าชอบใจ การตัดให้ตัดในใจเราด้วยปัจจุบันอารมณ์ ด้วยสติปัฏฐานนี่แหละ ตัดด้วยอย่างอื่นไม่ได้
สมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่อุบัติขึ้นมาในโลก พวกโยคีทั้งหลายเห็นโทษในกาม โยคีที่มีปัญญาขึ้นมาบ้างก็เห็นโทษในกามเหมือนกัน คิดจะตัดกาม ก็โดยใช้วิธีการทรมานตนไปเลย คือเอียงไปสุดโต่งอีกข้าง ก็ไปไม่ได้เหมือนกัน คือเปลี่ยนจากราคะมาเป็นโทสะไป ประชดชีวิตไปเลย ดับทุกข์ไม่ได้ เป็นสุดโต่งอีกข้างหนึ่ง ภาษาบาลีว่าอัตตกิลมถานุโยค
ฉะนั้น ทางสายกลางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าบัญญัติให้พุทธบุตรทั้งหลายดำเนิน ก็คือสติปัฏฐานนี่แหละ เป็นไปเพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อละอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ และกระทำนิพพานให้แจ้ง เข้าถึงความดับไม่มีเชื้อ หมดเชื้อเกิด พ้นทุกข์ทั้งปวง พ้นที่ใจเรา
การปฏิบัติธรรมที่เรามาขวนขวายปฏิบัติ ปีแล้วปีเล่า เพื่ออะไรล่ะ ก็เพื่อพัฒนาคุณภาพของจิตเราให้มีศีลยิ่งขึ้น ให้มีสมาธิแก่กล้าขึ้น ให้มีญาณปัญญาแทงตลอดกองสังขารทั้งปวง ฉลาดทันสังขาร รอบรู้ เข้าใจหมด มันจะมาปรุงแต่งให้จิตเราเป็นทุกข์ยากขึ้น เพราะปัญญาคือความรู้รอบในกองสังขาร ไม่ต้องไปรู้ที่ไหน รู้ในกายในจิตเรานี่แหละ ยิ่งหยั่งเข้ามาภายในมากยิ่งได้กำไรชีวิต
ผู้ปฏิบัติธรรมนี่ ยิ่งรู้ภายในมากขึ้นยิ่งกำไรมากขึ้น ยิ่งเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ยิ่งพ้นจากความเสื่อม ยิ่งพลาดท่ายากขึ้น ทุกครั้งที่จิตเราพลาดท่าเสียทีกิเลสน่ะ สังเกตดูให้ดีเถอะ ล้วนเพราะจิตส่งออกไปข้างนอก แส่ไป แส่ไปเพราะความประมาททั้งนั้น ที่ทำให้จิตเราเป็นทุกข์ เพราะความประมาท จึงไม่หากินอยู่ในรอยไถของพุทธบิดา คือสติปัฏฐานทั้ง ๔ อันจะเป็นแหล่งทำมาหากินที่พ้นจากพญามาร พญาเหยี่ยว ไม่สามารถจะโฉบนกมูลไถซึ่งหากินในถิ่นอันเป็นที่หากินของบิดาของตน ก็คือสติปัฏฐานทั้ง ๔
การเจริญก็โดยการ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นกายในกายเนือง ๆ อยู่ เวทนาในเวทนาเนือง ๆ อยู่ จิตในจิตเนือง ๆ อยู่ และธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ เป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ เพื่อสลัดความยึดมั่นอุปาทานในสังขาร ขันธ์ ๕ รูปธรรม นามธรรมทั้งปวง ที่เราเคยยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวกูของกู กูถูกเท่านั้น กูเยี่ยม กูเจ๋ง กูเก่ง ยึดเอาไว้เถอะ ยึดมามากแล้ว เราเกิดมาหลายภพหลายชาติกันทั้งนั้น มีกิเลสอาสวะนอนเนื่องอยู่ในสันดานกันมาแต่ละคนก็มิใช่น้อย เพราะว่าถ้าเราบริสุทธิ์ก็ไม่มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ไปนิพพานแล้ว
แต่ทีนี้ว่าเรานำจิตดวงที่มีกิเลสนี่แหละเอามาขัดเกลา ให้เป็นจิตของพระอริยะ ให้เป็นจิตที่เข้าถึงพระนิพพานได้ พระอรหันต์ทั้งหลายก็เคยเป็นคนมีกิเลสมาก่อน พระอริยเจ้าทั้งหลายก็เคยเป็นคนมีกิเลสมาก ๆ เหมือนเราเหมือนกัน
ในความอัศจรรย์ของพระธรรมมีอยู่ว่า เมื่อพระธรรมไปอยู่ที่ไหนย่อมสามารถเปลี่ยนจิตที่เคยมากด้วยกิเลสให้เบาบางลงได้ อันนี้เป็นความอัศจรรย์ของพระธรรม เพราะฉะนั้นบุคคลทั้งปวงเราจะไปดูถูกเขาไม่ได้ ว่าไอ้หน้าตาอย่างนี้ มันจะไปได้ดีอะไร ไปดูถูกเขาไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าคุณของพระธรรมนั้นมีเป็นอัศจรรย์ เมื่อไหร่พระธรรมเข้าไปสู่หัวใจของเขานะ ความอัศจรรย์ของพระธรรมจะแสดงให้ปรากฏขึ้นมา บุคคลที่เคยเป็นผู้ดุร้าย อย่างองคุลีมาลโจร ยังกลายเป็นพระอรหันต์ได้
ฉะนั้นเราจะไปดูถูกใครไม่ได้ เพราะว่าพระธรรมเป็นของอัศจรรย์ เขาเรียกว่า อะโห ธัมโม จะ พระธรรมนี้น่าอัศจรรย์จริง เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว เป็นธรรมที่ผู้บรรลุพึงเห็นได้ด้วยตนเอง เป็นธรรมที่ไม่ประกอบด้วยกาลและเวลา เป็นธรรมที่ควรเรียกให้บุคคลอื่นมาดู เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตน เป็นธรรมที่วิญญูชนจะพึงรู้ได้ด้วยตนเอง ใครดับทุกข์ได้ก็จะแจ่มแจ้งในใจของตัวเอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นเขามาเป็นพยาน ไม่ต้องรอให้ใครมามอบประกาศนียบัตร
ขณะที่เรารับพระธรรมเข้ามาแทนที่กิเลสในใจเรานะ เราก็ดับทุกข์ได้ขณะนั้น รู้แจ้งด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้ใครมายกย่องชมเชย เพราะการยกย่องทั้งหลายมันเป็นโลกธรรม สรรเสริญนินทา โดนปากชาวบ้านเขาหลอกเอา มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ สรรเสริญนินทา สุขทุกข์ เป็นโลกธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมต้องข้ามให้พ้น ถ้าไปติดตรงนี้ก็โดนชาวบ้านเขาหลอก เป็นขี้ข้าเขา แทนที่จะไปนิพพานเขาก็หลอกให้เราอยู่ทุกข์กับเขาต่อไป เขาเอาลาภยศสรรเสริญสุขมาล่อไว้
ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมเป็นไปเพื่อความสลัดคืน ในบาลีท่านกล่าวไว้ว่า ปฏินิสสัคโค สลัดคืน สลัดคืนจากที่เราเคยเอามากอดรัดเอาไว้น่ะ โดยไม่รู้ เหมือนบุคคลผู้ไปหาปลา ไปสุ่มปลา ล้วงเข้าไปในสุ่ม หยิบปลาไหลขึ้นมา เข้าใจว่าเป็นปลาไหล เอามา จับเอามา หยิบเอามา พอมองเห็นอ้าว เป็นงูเห่า เมื่อมองเห็นความจริงน่ะ มันไม่กอดรัดเอาไว้หรอก มันคิดจะสลัดคืนไป มาจากไหนไปที่นั่น
จิตของเราก็เหมือนกัน มาแบกหาบหอบหิ้วธาตุดินของโลก ธาตุน้ำของโลก ธาตุไฟของโลก ธาตุลมของโลก แบกแล้วก็มายึดเอาไว้ว่านี่เป็นตัวฉัน ชื่อนายคนนั้น นาย ก นาย ข ซึ่งมีตำแหน่งนั้น มีฐานะนั้น มีสมบัติเท่านั้น อันนั้นเป็นของฉัน อันนั้นเป็นของพ่อฉันของแม่ฉัน เหมือนกันเราไปจับงูเห่ามา นึกว่าเป็นปลาไหล ไปผูกพันยึดมั่นกับสังขารอันเป็นทุกข์แสนเข็ญ
สิ่งใดในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรม นามธรรม ที่จิตจะเข้าไปยึดมั่นแล้วไม่นำทุกข์มาให้ ไม่มี ไม่มีเลย ยึดไปถึงไหนทุกข์ไปถึงนั่น อุปาทานเป็นปัจจัยแห่งภพ คือต้องมีที่มีทางจะเดือดร้อนต่อไป เมื่อมีอุปาทานก็ต้องมีช่องทางจะเดือดร้อนแน่
อารมณ์ของเรานี่ ไม่ว่ายึดอะไรไว้ มันจะทุกข์ เพราะไอ้นั่นแหละ แต่จะเห็นหรือไม่เห็น จะรู้ตัวเองหรือไม่รู้ บางทีทุกข์อยู่ก็ยังไม่เข้าใจ เพราะโมหะมันบังไว้ เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ แมลงเม่ามันรู้แต่ว่าสวย มันไม่รู้ว่าร้อน จิตของคนผู้มีกิเลสก็เหมือนกัน รู้แต่ว่ามันน่าจะได้ ไม่รู้ว่ามันทุกข์ เมื่อไหร่มีญาณปัญญาขึ้นมา มันก็รู้ว่ามันสวย แต่รู้ว่ามันร้อนด้วย มันสวยก็รู้อยู่ แต่รู้ว่ามันร้อน พอรู้ว่ามันร้อน ก็เข้าใจแล้วว่าไม่ควรจะบินเข้าไป
บุคคลทั้งหลายน่ะ ที่เวียนว่ายตายเกิด นับภพนับชาติไม่ถ้วน ก็เพราะรู้ว่าสวยแต่ไม่รู้ว่าทุกข์ เหมือนแมลงเม่าทั้งหลาย ไม่เต็มน่ะบินเข้ามาเถอะ กองไฟไม่เคยเต็ม บินเข้ามา บินเข้ามาเท่าไหร่ก็ไหม้เท่านั้น
เพราะฉะนั้นนะโลกจึงไม่เคยเต็ม ไม่เต็มไปด้วยบุคคลผู้มากไปด้วยโมหะ แล้วก็มาทุกข์เดือดร้อนกันในโลก ไม่เคยเต็ม ถ้ารอให้มันเต็มแล้วเราไม่ต้องไปทุกข์น่ะ มันไม่มี ถ้ารอว่าคนมากมายมาทุกข์เดือดร้อน แล้วทุกข์มันจะเต็ม แล้วเราไม่ต้องทุกข์น่ะ มันไม่มี ถ้าเราโง่เมื่อไหร่ก็ร้อนเมื่อนั้น ความโง่ก็คืออวิชชา ไม่รู้แจ้งอริยสัจคือความจริงอันประเสริฐ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพยายามจะประกาศเปิดเผยให้สัตว์ผู้เป็นทุกข์ทั้งหลายได้รู้
บุคคลทั้งหลายสมัยพุทธกาล เมื่อได้ฟังอริยสัจที่พระองค์ทรงแสดง จะซาบซื้งมาก เพราะว่าชีวิตตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย คนในสมัยพุทธกาลเขาจะอุทานว่า "แจ่มแจ้งนักพระเจ้าข้า ไพเราะนักพระเจ้าข้า พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยอเนกปริยาย ประดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง เหมือนตามประทีปเอาไว้ในที่มืด เพื่อให้บุคคลที่มีจักษุได้แลเห็นรูป ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์ พร้อมด้วยพระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะไปจนตลอดชีวิต" หรือไม่ก็ ข้าพระองค์ขอบวชในสำนักของพระองค์
เขาจะซาบซื้งแล้วก็เขาลุยเลย คนเรานี่พอซาบซื้งแล้วก็ลุยเลย คือคำว่าลุยนี่หมายความว่าออกเลย ออกอย่างขั้นต้นก็คือออกจากที่เคยนับถืออะไรมามากมาย ต่อไปนี้จะถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ให้เต็มหัวใจไปเลย หรือไม่ก็ออกจากเรือนเลย ขอบวชในสำนักของพระองค์ เพื่อจะทำที่สุดแห่งกองทุกข์
เหมือนท่านพระรัฐปาละ พอได้ยินพระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงธรรมุเทศ ๔ ข้อ มันแทงเข้าไปในหัวใจของท่าน ทำให้ท่านตัดสินใจออกบวช คิดแต่จะออกบวชแล้ว ทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ ภรรยาที่งดงามหลายนางก็ผูกไว้ไม่ได้แล้ว เมื่อจิตซาบซื้งเห็นแจ้งในอริยสัจที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ก็ฉุดจิตดวงนั้นไว้ในทางโลกไม่อยู่แล้ว
ความมืด แม้มันจะมืดมาสักร้อยปีพันปี หรือมืดมาสักหมื่นปีแสนปีก็ตาม ลองเอาเทียนเข้าไปจุดน่ะ จุดเดี๋ยวนั้นมันก็สว่างเดี๋ยวนั้น เมื่อญาณปัญญาเห็นแจ้งความจริง จิตที่เคยหลงมานานนักก็สว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นเราดูถูกใครไม่ได้ว่า ไอ้คนนี้มันโง่มาตั้งร้อยปีแล้ว คนนี้มันโง่มาตั้งพันปีแล้ว คนนี้โง่มาตั้งอสงไขยกัปแล้ว ดูถูกไม่ได้เลย สถานที่มืดมาร้อยปีพันปี จุดไฟมาเมื่อไหร่ก็สว่างเมื่อนั้น
เพราะฉะนั้นเราอย่าดูถูกตัวเอง อย่าดูถูกตัวเองเพื่อจะเป็นข้ออ้างที่จะไม่ทำความเพียร ว่าเราเป็นคนโง่คงไม่ได้บรรลุธรรมแน่นอน อย่าดูถูกตัวเองเพื่อเป็นข้ออ้างในการล้มเลิก อย่าดูถูกตัวเองเพื่อเป็นข้ออ้างจะสึก คนเราโง่มาสักร้อยปีพันปี เกิดปัญญามันก็สว่างเดี๋ยวนั้น มันจะมืดมาสักกี่ร้อยปีล่ะ อวิชชาโมหะมันครอบอยู่ กี่อสงไขยกัป พอปัญญาเห็นแจ้งในอริยสัจธรรมขึ้นมาเมื่อไหร่มันก็สว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา
ธรรมะนี่ท่านบอกว่าเป็นคุณากร ที่ว่าธรรมะคือคุณากร คุณากรแยกออกมาว่า คุณ บวก อากร อากรแปลว่าบ่อเกิด ที่เกิด บ่อเกิดแห่งคุณทั้งหลาย ธรรมะนี่คือคุณากร ส่วนชอบสาธร ส่วนชอบสาธรหมายความว่าทางที่ชอบ ดุจดวงประทีปชัชวาล แห่งองค์พระศาสดาจารย์ ส่องสัตว์สันดาน สว่างกระจ่างใจมล สว่างนะ ประทีปธรรมนี่ ส่องไปถึงขันธสันดานอันใดที่เคยชั่วมาก่อน เคยเลวมาก่อน ก็สว่างกระจ่างแจ้งได้ คือสว่างกระจ่างใจมล ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยล และเก้ากับทั้งนฤพาน ธรรมนี้ประกอบด้วย มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ รวมเป็นเก้า นวโลกุตตรธรรมเก้า สมญาโลกอุดรพิสดาร อันลึกโอฬาร โลกอุดรคือพ้นโลก
คำว่าหลวงปู่โลกอุดรคือ หลวงปู่ทั้งหลายที่ท่านพ้นโลกน่ะ หลวงปู่โลกอุดรนี้ท่านไม่ตายหรอก ไม่ตายท่านอมตะ อมตะที่ไหนล่ะ ก็อมตะที่ใจใคร ใจใคร อาจจะเป็นที่นั่งอยู่แถวนี้ก็ได้ เมื่อไหร่พ้นโลกขึ้นมาก็กลายเป็นหลวงปู่โลกอุดรขึ้นมา เพราะธรรมะนี่เป็นอกาลิโก ถึงบอกว่าหลวงปู่โลกอุดรท่านไม่ตายหรอก จนถ้วนห้าพันพระพรรษาของพระศาสนา ตราบใดที่ยังมีผู้ประพฤติในอริยมรรคมีองค์ ๘ ตราบนั้นพระอริยบุคคลไม่ว่างจากโลก หลวงปู่โลกอุดรท่านก็เลยไม่ตาย
ท่านก็มาอยู่นี่แหละ มาอยู่ในพระ ก พระ ข ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติตรง รู้แจ้งในธรรมทั้งสอง คือธรรมอันเป็นสมมุติ และธรรมอันเป็นปรมัตถ์ ปล่อยวางจากความยินดียินร้ายในโลก ถึงว่าสมญาโลกอุดรพิสดาร อันลึกโอฬาร มันลึกเราหยั่งรู้เข้าไปในขันธสันดานเราแล้วมันยิ่งลึก ที่มันจะลึกได้ เพราะว่าเราหยั่งไปละไป หยั่งไปละไป ถ้าหยั่งแล้วไม่ละมันก็ไม่ลึก เพราะอะไร เพราะมันไม่เกิดปีติในการที่เราดับทุกข์ขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง
รู้แล้วมันต้องละ เห็นโทษแล้วต้องละ เห็นโทษแล้วก็สลัดออก สลัดคืน มันลึก ลึกตรงที่ว่าจิตของเราแต่เดิมนี่มันทุกข์ ไม่เคยจะมีเลยที่ว่าไม่ทุกข์ ไม่เคยมีความสุข หวนนึกถึงชีวิตเราตอนเป็นฆราวาสน่ะ โดนเขาหลอกว่าไปทำอย่างนั้นแล้วจะสุข ไปทำอย่างนี้แล้วจะสุข พอไปทำจริง ๆ ก็เปล่า ไม่เคยเจอ
ผู้พูดนี่ นึกถึงชีวิตตอนเป็นฆราวาส เขาบอกว่าทำอะไรแล้วเป็นสุขก็ไปลองทำหมด ที่ชาวโลกเขาบอกกันน่ะ ทำหมด แล้วไม่เห็นสุขที่แท้จริง ไม่เคยเจอความสุขที่แท้จริง จนกระทั่งเข้ามาบวชแล้วก็มาเจริญสติปัฏฐานอย่างที่หลวงพ่อสอนน่ะ ถึงเจอความสุขที่แท้จริง เมื่อก่อนนั้นไม่เคยเจอ เป็นฆราวาส เขาบอกว่า ต้องไปเที่ยวกลางคืนตั้งแต่เย็นจรดเช้านะแล้วจะสุข ไปลองแล้วก็ไม่เห็นมีความสุข เขาแนะให้ต้องไปทำอย่างนั้นอย่างนี้อีกหลายอย่างแล้วจะมีความสุข ไปทำจริงก็ไม่เห็นมีความสุข
พระธรรมนี่ ผู้ใดมาประพฤติตามพระธรรมนะผู้นั้นจะเจอความสุขที่แท้จริง สุขอันไม่จอมปลอม เพราะฉะนั้นถึงว่ายิ่งปฏิบัติไปมันยิ่งลึก ยิ่งซึ้ง คือเมื่อเรายิ่งดับทุกข์ได้ กิเลสหนา ๆ ที่เคยมากไปด้วยกิเลสหยาบน่ะมันเบาบางลง ที่เคยปรุงแต่งมาก ก็เบาบางลง ทุกข์น้อยลง นั่นแหละมันยิ่งลึก มันยิ่งซึ้ง มันซึ้งตอนดับทุกข์ได้ ถ้าดับทุกข์ไม่ได้มันไม่ซึ้งหรอก เดี๋ยวก็เบื่อ ไปใส่กางเกงดีกว่า มาอยู่อดข้าวเย็นทำไม มาอยู่ลำบากทำไม ถ้าออกไปแล้ว นึกจะไปเที่ยวไหนก็ไปได้ เที่ยงคืนตีหนึ่งนึกจะไปเที่ยวกลางคืนที่ไหนก็ไปได้ มาบวชอยู่ทำไมให้ลำบาก ถ้ามันดับทุกข์ไม่ได้ละก็ มันก็ฟุ้งซ่านอยากจะออกไป
ถ้าเราดับทุกข์ได้แล้วนี่ ผ้ากาสาวพัสตร์จะมีค่าแก่เรายิ่งนัก จีวรไม่ร้อน อย่างพระที่บวชสามวัน เจ็ดวัน จีวรร้อนน่ะ เพราะว่าไม่ได้มาเจริญสติปัฏฐาน ถ้ามาดับทุกข์ที่ใจตัวเองได้แล้วจะรู้สึกว่าผ้ากาสาวพัสตร์นี่มันเป็นชุดของเรา คือว่ามันเย็น
ความสุขในพระธรรมน่ะมันเย็น ความสุขทางโลก ก็เหมือนได้เกาขี้กลาก มันไม่มีความสุขจริง ๆ หรอก เหมือนไปเลียน้ำผึ้งที่ปลายมีดโกนน่ะ มันก็หวานเหมือนกัน นั่นแหละความสุขชาวโลก เหมือนกับไปเลียน้ำผึ้งที่ปลายมีดโกน มันหวานน่ะหวาน แต่ลิ้นมันจะขาด มันเป็นความสุขที่มีภัย ความสุขทางธรรมนี่ ยิ่งดับความปรุงแต่งมันก็ยิ่งเย็น ยิ่งถอนความยึดมั่นมันก็ยิ่งสบาย ยิ่งรู้แจ้งในมายามันก็ไม่หนัก
ก้อนหินในโลกนี่มีมาก แต่มันจะหนักหัวก็เฉพาะไอ้ก้อนที่เอามาไว้บนหัวเรา ฉันใดก็ฉันนั้น อุปาทานมันทำให้เรื่องราวทั้งหลายในโลกมันหนักสำหรับเรา ท่านถึงบอกว่า อันลึกโอฬาร พิสุทธิ์พิเศษสุกใส อีกธรรมต้นทางครรไล นามขนานขานไข ปฏิบัติปริยัติเป็นสอง คือมรรคผลนิพพานจะเกิดได้ต่อเมื่อเรามาปฏิบัติแล้วก็เรียนรู้แนวทางปริยัติ ปฏิบัติไปตามปริยัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงเอาไว้ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรก็ดี มหาสติปัฏฐานสูตรก็ดี อันนี้เป็นปริยัติเป็นแนวทาง เป็นแผนที่ให้เราเดิน ถ้าเราไม่เดินแผนที่ก็ไม่มีประโยชน์แก่เรา แผนที่ไม่สามารถจะเป็นเชียงใหม่เชียงรายให้เราได้ ถ้าเราไม่เดินทาง
ฉะนั้นเมื่อบุคคลมีทั้งปริยัติ มีทั้งปฏิบัติ นี้ก็เป็นทางแล้ว ที่จะไปสู่ปฏิเวธคือความดับทุกข์ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ คือทางดำเนินดุจคลอง ให้ล่วงลุปอง ยังโลกอุดรโดยตรง จะไปเป็นหลวงปู่โลกอุดรนี่ก็ ด้วยการเจริญสติปัฏฐานทั้งสี่ ข้าขอโอนอ่อนอุตมงค์ นบธรรมจำนง ด้วยจิตและกายวาจา
บุคคลเห็นคุณค่าของพระธรรม เมื่อเราเห็นคุณค่าของพระธรรมก็จะโอนอ่อนอุตมงค์ นบธรรมจำนง คือมีความเคารพ ขอให้มีความเคารพในพระธรรม ด้วยจิตและกายวาจา ใจความก็คือว่า เราต้องถือว่าพระธรรมเป็นใหญ่กว่าเรา อย่าไปเชื่อว่าความคิดเรามันถูก ถ้าคิดขึ้นมาแล้วเราเข้าใจว่าถูก แต่ถ้ามันแย้งกับพระธรรมน่ะแสดงว่าความคิดเรามันผิด บุคคลผู้มีทิฏฐิจัด คิดอะไรก็กูถูก กูถูก กูถูก ทิฏฐิ ทิฏฐิมากเลย กูถูกทั้งนั้น เมื่อไหร่เราเคารพพระธรรมน่ะ จนถือว่าพระธรรมนี่ถูกเหนือเราน่ะ พระธรรมน่ะใหญ่กว่าเรา พระธรรมน่ะถูก แล้วจะละสักกายทิฏฐิได้ จะบรรลุเป็นพระโสดาบันได้ อันจะเป็นต้นทางไปสู่มรรคผลเบื้องสูงได้
จะเป็นพระโสดาบันได้ก็ต้องรู้สึกว่าพระธรรมถูกต้องกว่าเรา พระธรรมใหญ่กว่าเรา ถึงจะละสักกายทิฏฐิได้ คือมองสิ่งทั้งปวงอย่างที่มันเป็นจริง ไม่มองอย่างที่เราอยากให้มันเป็น สักกายทิฏฐิที่พระโสดาบันละ คือมองสิ่งทั้งปวงอย่างที่เราอยากให้เป็น กูว่าอย่างนี้ กูว่าอย่างนี้ก็มองอย่างนี้ ไม่มองความจริง ไม่มองตามพระธรรม เถียงกับพระธรรมก็เดือดร้อน ไปเถียงกับความจริง เถียงเข้าไปซิ
พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก เถียงเข้าไปซิ เถียงความจริงก็เท่านั้น ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธัมมจักรฯนี่ ท่านตรัสไว้ว่าไม่มีสมณะพราหมณ์ใด ๆ เลยในโลก ที่จะปฏิวัติท่าน ดันธรรมจักรนี่กลับคืน คือหมายความว่าเถียงที่ท่านพูดน่ะ เถียงไม่ได้ เถียงก็ทุกข์เอง เถียงไปซิ คนในสมัยพุทธกาลน่ะมากด้วยทิฏฐิ คนทั้งหลายมากด้วยทิฏฐิ มากด้วยทิฏฐิยังไง ไอ้ตัวเราคิดว่ายังไงก็ปักไว้เลย ความคิดกูถูก อันนี้ไม่สนใจจะหาเหตุผลอีกต่อไปแล้ว ไม่สนใจจะหาความจริงอีกต่อไปแล้ว คิดแต่ว่ากูถูก
เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถเปิดปัญญาเพื่อจะให้ไปรู้ธรรมะที่ลึกซึ้งขึ้นได้เลย เพราะโดนสักกายทิฏฐิอันเป็นสังโยชน์ตัวแรกปิดไว้ ปิดตายเลย เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่ามรรคผลทั้งหลายนี่มันยากตรงโสดาบันเท่านั้นแหละ ถ้าละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้น่ะ ขั้นต่อไปก็ไม่ยากแล้ว อย่างน้อยภายในเจ็ดชาติก็ได้แน่ ช้าที่สุดคือเจ็ดชาติ
แต่ว่าบุคคลผู้มีทิฏฐินี่เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้กี่อสงไขยกัป ก็ยังดับทุกข์ไม่ได้ เขาเรียกว่าวัฏฏขาณุ เป็นหลักตอของวัฏฏะ เป็นหัวตอของวัฏฏะ เวียนว่ายตายเกิดไป เพราะยึดว่ากูเจ๋ง กูคิดถูก กูถูกกว่าพระธรรม ฉะนั้น ทิฏฐิทั้งหลายน่ะ จึงเป็นสิ่งปิดกั้นพระนิพพาน คือยึดถือความเห็นของตัวเป็นใหญ่ ไม่เอาความจริงเป็นใหญ่
ความจริงคือสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง ตัวเราไม่มี ตัวเราของเราไม่มี มันเป็นธรรมชาติ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของโลก ไม่มีใครบังคับบัญชาให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้ นี่คือความจริง
แต่คนมีทิฏฐิมันไม่ดูความจริง มันดูว่ากูไม่ตาย กูมีของกู กูไม่หมด ความจริงน่ะคนเราเกิดมาก็ไม่มีอะไรมาเลย เวลาตายไปก็ไม่ได้เอาอะไรไปเลย สมบัติทั้งหลายคือสิ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไปทั้งนั้น ทั้งคำชม คำด่า นินทา สรรเสริญ ก็ไม่รู้ถูกใคร คำชมมาว่าชื่อนาย ก ดี นาย ข ดี ชื่อนาย ก นาย ข ก็เป็นนามสมมติ ก็สมมุติกันมาส่งเดช เขาชมมาเขาด่ามาก็ไม่รู้ไปถูกใคร ไปถูกสมมุติ
เมื่อก่อนนี้พอเด็กออกมาก็เอาไปให้หลวงพ่อตั้งชื่อ ไอ้เด็กนะมันก็ไม่ได้ตั้งชื่อตัวเอง ตั้งว่านาย ก นาย กอศักดิ์ พอเขาด่านาย กอศักดิ์ น่ะก็ไม่รู้ถูกใคร สงสัยเล่น ๆ ว่า อาจจะไปถูกหลวงพ่อที่ตั้งชื่อบ้างหรือเปล่า ไม่รู้ว่าถูกใคร สมมุติขึ้นมา ชมมาก็ไม่ถูก มันอยู่ในขอบเขตสมมุติทั้งนั้น
คนเราที่สังขารปรุงแต่งติดอยู่ในภาษาโลก ต้องไปยินดียินร้ายกับภาษา ที่เขาชมบ้าง เขาด่าบ้าง เรียกว่าบ้าไม่จบ ต้องยินดียินร้าย ตื่นเต้น เศร้าสร้อย ลิงโลด เหงาหงอย สมหวัง ผิดหวังไป ถูกเขาหลอกทั้งนั้น เป็นมายาทั้งนั้น ยึดมากก็ทุกข์มาก แบกไว้มากก็ทุกข์มาก ท้ายที่สุดก็ตายกันหมด ไม่เหลืออะไรเลย ต่อให้คนใหญ่ที่สุดก็ตายเกลี้ยง เจงกิสข่านมันรบชนะไปทั่ว กินไปถึงยุโรป จากมองโกล รบชนะจีน ตีไปถึงยันยุโรป มันก็ตาย ตายหมด
ไม่มีใครใหญ่จริง ไม่มีใครรวยจริง ดิน น้ำ ไฟ ลม ธาตุของโลก สมบัติทั้งปวงมันก็เป็นของโลก ถูกหลอก ถูกหลอกว่าเรามีนั่น เรามีนี่ ความจริงแม้แต่กายนี้ก็เป็นสมบัติของโลก ขอบเขตที่จะกินพื้นที่สักนิดว่าตัวเราไม่มีเลย ไม่มีเลย
สมัยก่อนตอนเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ไปงานวันเกิดอายุ ๙๕ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ที่วัดกลางชูศรีเจริญสุข อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ขากลับออกมาจากงานแล้ว นั่งรถกลับมาถึงอำเภอวิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง มีเด็กเอาหนังสือพิมพ์ขึ้นมาขาย หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ พาดหัวข่าวว่า เศรษฐีพันล้าน ชิน โสภณพนิช หนีความตายไม่พ้น นี่ยังจำได้เลยตั้งหลายปีแล้ว ชิน โสภณพนิช นี่เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ รวยมาก ไทยรัฐพาดหัวข่าวอย่างนี้ ยังจำได้
คือว่าท้ายสุดไม่มีอะไรเป็นของเราจริง มีจริงก็พระธรรมน่ะ ที่เราฝึกฝนปฏิบัติ การที่เราทั้งหลายได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมะน่ะ จะได้จริง ๆ ดับทุกข์ได้ ส่วนทรัพย์สมบัติทั้งหลายก็กองท่วมโลกต่อไป
วันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่ได้มาปรารภธรรมเพื่อให้พุทธบริษัททั้งหลายเกิดความอาจหาญ ร่าเริง สมาทาน ในธรรมีกถา เกิดศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อินทรีย์และพละทั้งหลายแกล้วกล้า เพื่อจะได้ต่อสู้กับกิเลสทั้งหลายทั้งปวง เพื่อให้ถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกคนทุกท่านเทอญ

ความคิดเห็นล่าสุด
44 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
44 สัปดาห์ 4 วัน ก่อน
49 สัปดาห์ 23 ชั่วโมง ก่อน
49 สัปดาห์ 1 วัน ก่อน
49 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
49 สัปดาห์ 2 วัน ก่อน
1 ปี 28 สัปดาห์ ก่อน
1 ปี 28 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 5 สัปดาห์ ก่อน
2 ปี 5 สัปดาห์ ก่อน