ตอบความคิดเห็น

0017 - ทุกข์ที่เกิดขึ้น

ทุกข์ที่เกิดขึ้น

๒๓-พ.ย.-๒๕๔๕

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

ขออภิวาทแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม อันเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระศาสนา ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณพระอาจารย์ผู้มีพระคุณประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในด้านสติปัฏฐานสี่ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาล และปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญสุขสวัสดีสามเณรและอุบาสกอุบาสิกา

วันนี้วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ก็เป็นโอกาสดี ที่ได้มีโอกาสมาปรารภธรรม ในหมู่เราผู้เป็นนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย การที่เรามาปฏิบัติธรรม ก็เนื่องจากว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ธรรมภาษิตบทหนึ่งท่านกล่าวไว้ว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ว่าโดยย่ออุปาทานในขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์ อุปาทานก็คือความยึดมั่นถือมั่น ยึดมากทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อย ไม่ยึดไม่ทุกข์

ยิ่งยึดมากก็มาสร้างให้เกิดความหวงห่วงตน ยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเราคนหนึ่ง แล้วต้องได้ดีอย่างนั้น ต้องได้ดีอย่างนี้ ต้องประเสริฐอย่างนั้น ต้องวิเศษอย่างนี้ และก็วาดภาพปรุงแต่งไปอดีตบ้างอนาคตบ้าง เมื่อวาดภาพไปถึงอดีตที่เคยได้ดีมีสุข ก็เสียดายอยู่ อยากจะมีอีก พอปรุงแต่งไปถึงอดีตที่เป็นทุกข์เดือดร้อน ก็สะดุ้งหวั่นไหว น้อยอกน้อยใจ เมื่อวาดภาพไปอนาคต คิดว่าจะได้ดีมีสุข ก็ฮึกเหิม ลำพอง เย่อหยิ่ง ถือดี ทั้งที่สิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น มาปรุงแต่งว่าอนาคตจะทุกข์ เดือดร้อน ลำเค็ญ ลำบาก ยากจน ก็ต้องสะดุ้งหวั่นไหว ทั้งที่สิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น

ไอ้ความยึดมั่นถือมั่น หวงห่วงตัวเอง ยึดว่ามีตัวเราคนหนึ่ง ก็หวงห่วงตนเองขึ้นมา ทำให้จิตต้องแส่ส่ายไปในอดีตอนาคต ให้เสพอารมณ์เสวยอารมณ์ ยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง ในอดีตในอนาคต การที่จิตแส่ส่ายไปอดีตอนาคต ไม่เป็นผลดีแก่บุคคลผู้นั้นเลย เพราะว่าเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หลงผิด ไม่เห็นแจ้ง ว่าอดีตก็ดับไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ช่วงเวลาที่จะเป็นที่ตั้งแห่งญาณปัญญา จะเป็นปัจจัยแห่งการดับทุกข์ จะเป็นปัจจัยแห่งความเจริญงอกงามของอริยมรรคมีองค์แปด ต้องเป็นในปัจจุบันอารมณ์ ปัจจุบันขณะ

เรามาฝึกสติปัฏฐานนี่ เพื่อให้ได้ปัจจุบันขณะ จิตหยั่งลงในปัจจุบัน ดับความปรุงแต่งและห้ามจิตที่แส่ส่ายไปในอดีตอนาคต เพื่อจะได้เจอของจริง ถ้าแก้ปัญหาได้ก็จะเป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง ถูกจุด เกาถูกที่คัน ฉะนั้นอารมณ์วิปัสสนาก็ตั้งขึ้นที่ปัจจุบัน เริ่มต้นที่ปัจจุบัน ไปอดีตอนาคตก็กลายเป็นวิปัสนึก มันไม่เจอโจร ไม่เจอปัญหา คิดจะไปยิงโจร เราจะไปยิงโจร เราก็ต้องยิงขณะที่โจรมันยังอยู่ ถ้าโจรมันไปแล้วกับโจรที่ยังไม่ได้มา ยิงไปก็เสียลูกปืนเปล่า

ฉะนั้นการมาเฟ้นธรรม พึงมาเฟ้นธรรมให้แยบคายในปัจจุบัน เพื่อยิงปืน สับไกปืน ขณะที่โจรอยู่เฉพาะหน้า ไม่เปลืองลูกปืนเปล่า ญาณปัญญาที่เข้าไปเจาะลึกในสิ่งที่เกิดขึ้นดับไปในขณะหนึ่งเฉพาะหน้า มันจะเจอกิเลสของจริง เจอปัญหาจริง ถ้ามีโอกาสจะได้แก้ไปเลย มันได้เหนี่ยวไกปืนขณะที่โจรมันมา อดีตยิ่งใหญ่เพียงไหน ทุรนทุราย กระวนกระวาย เดือดร้อนเพียงไหนก็ดับไปแล้ว อนาคตคาดหวังว่า จะมีปัญหาอย่างโน้น อย่างนี้ ก็ยังมาไม่ถึง แก้ปัญหาไม่ได้

ฉะนั้นการมาเจริญสติปัฏฐานนี่ มาเกาถูกที่คันนะ ในปัจจุบันขณะ เรากำหนดสติที่ฐานใดฐานหนึ่ง อย่างการยกมือก็ได้ ขยับนิ้วกระทบกัน ความรู้สึกเกิดดับขณะหนึ่ง ความแจ่มแจ้งในปัจจุบันขณะ ขณะหนึ่ง มันเป็นการเปิดโลกธาตุเลย คำว่าเปิดโลกธาตุคือมันจะแก้ปัญหาได้ แก้ปัญหาก็คือว่า เราจะจับโจรนะเนี่ย เราต้องเจาะจงสติปัญญาของเรามาในปัจจุบัน มารอโจร พอผ่านมาก็ยิงมันเลย ได้แจ่มแจ้งเป็นเรื่อง ๆ ไป เปิดโลกธาตุเลย คือมันเจอศัตรูแท้จริง เมื่อก่อนแต่ไหนแต่ไรมา จิตเราน่ะ ถูกปล่อยไป อดีตบ้างอนาคตบ้าง จึงแก้ปัญหาไม่ได้แม้แต่ปัญหาของตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงจะไปแก้ปัญหาให้คนอื่น

เราจะไปเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่น เราก็ต้องเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองก่อน บุคคลที่จะเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่นก็คือบุคคลผู้ดับทุกข์ได้ ในโลกนี้บุคคลทั้งหลายมีทุกข์กันทั้งนั้น ทุกข์เดือดร้อน ไม่เดือดร้อนกายก็เดือดร้อนใจ ไม่เป็นโรคทางกายก็เป็นโรคทางใจ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้จะไม่ถูกโรคทางกายเบียดเบียน ในช่วงเวลาหนึ่งวันบ้าง เจ็ดวันบ้าง หนึ่งเดือนบ้าง หนึ่งปีบ้าง สิบปีบ้าง แม้ร้อยปีก็ยังพอมีอยู่ แต่บุคคลผู้ไม่ถูกโรคทางใจเบียดเบียน แม้ขณะจิตเดียว ถ้ายกเว้นพระขีณาสพแล้วไม่มีเลย

บุคคลทั้งหลาย เป็นทุกข์ทางใจ ทุกข์ทางใจนี้มีมาก แม้จะอยู่ในห้องแอร์ที่ไม่มีอันตราย ไม่มีเสือมากัด ไม่มีลูกปืนมายิง แต่บุคคลที่นั่งอยู่ในห้องแอร์ ยังเป็นทุกข์เดือดร้อนมากมาย เพราะอะไร เพราะจิตไม่ได้ฝึก จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้อย่างยิ่ง บุคคลที่ฝึกจิตดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งอันบุคคลทั้งหลายทั้งปวงได้โดยยาก บุคคลผู้ไม่ได้ฝึกจิต ย่อมมีศัตรูอยู่ข้างที่นอนนั่นเอง ย่อมเดือดร้อน

แม้โจรหัวโจกต่อโจรหัวโจก จะทำร้ายทำลายกันให้ฉิบหายปานใด ยังไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับจิตของบุคคลที่ไม่ได้ฝึก เพราะเหตุไรเล่า เหตุที่จิตเขาไม่ได้ฝึก ย่อมนำพาเขาผู้นั้นเอง ไปสู่ความฉิบหาย วอดวาย ทุกข์เดือดร้อนนานับประการย่อมถึงแก่เขาผู้นั้นผู้ไม่ฝึกจิต ส่วนบุคคลใดที่ฝึกจิต ย่อมได้ที่พึ่งอันบุคคลทั้งหลายได้โดยยาก จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ เพราะว่าจิตย่อมเป็นใหญ่ จิตย่อมนำไป ดังภาษิตท่านว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีใจเป็นใหญ่มีใจเป็นหัวหน้า แล้วล้วนที่ใจ คือร่างกายมันเป็นบ่าว จิตใจนี่มันเป็นนาย นายน่ะเป็นผู้นำ นำไป จะนำไปทุกข์เดือดร้อนหรือได้ดีมีสุขก็ล้วนแล้วแต่นาย ร่างกายมันเป็นขี้ข้าของจิต จิตเป็นผู้สั่งการ

ฉะนั้น บุคคลผู้ฝึกจิต ย่อมชื่อว่าบุคคลผู้นั้นได้ทรัพย์อันประเสริฐ เป็นอริยทรัพย์ ทรัพย์ภายใน อันไม่เป็นสาธารณะแก่โจรทั้งหลาย ทรัพย์ภายนอกย่อมเสียหายฉิบหายไปได้ มีโจรภัยบ้าง อัคคีภัยบ้าง วาตภัยบ้าง อุทกภัยบ้าง ราชภัยบ้าง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทรัพย์ภายในคือจิตที่บุคคลฝึกไว้ดีแล้วย่อมเป็นที่พึ่งแก่เขาจริง ๆ ไม่มีบุคคลผู้ใด โจรใหญ่ที่ไหน มหาโจรเยี่ยงไร จะมาขโมยไปได้เลย

ฉะนั้นบุคคลทั้งหลาย เมื่อมาเห็นคุณแห่งการฝึกจิตแล้ว ขอให้มีความเพียร จงก้าวออกไป ยินดีอย่างยิ่งในการประพฤติธรรม เจริญกรรมฐาน เข้าหาตัวเอง หยั่งรู้ดูตัวเอง ที่กายยาววาหนาคืบกว้างกำมาพร้อมด้วยสัญญาและใจครอง เป็นสิ่งที่เศร้าหมองเพราะว่าอุปกิเลสมาเป็นเจ้าหัวใจ ฉะนั้นน่ะจึงทุกข์ เดือดร้อน บุคคลทั้งหลายในโลกผู้ประมาท ย่อมทุกข์เดือดร้อน เพราะไม่แก้ไขใจตัวเอง

ใจของเราถ้ามีสาเหตุแห่งความเดือดร้อนเตรียมอยู่ละก็ ไม่พ้นทุกข์ไปได้ สาเหตุแห่งความเดือดร้อนก็คือกิเลสทั้งหลาย อาการปรากฏออกมาคือยินดียินร้ายต่ออารมณ์กระทบ กิเลสทั้งหลายทำให้จิตเรามีคุณภาพต่ำ จะต้องยินดียินร้ายต่ออารมณ์ที่มากระทบ ทางตาเห็นรูปเกิดจักขุวิญญาณ หูได้ยินเสียงเกิดโสตวิญญาณ จมูกได้กลิ่นเกิดฆานวิญญาณ ลิ้นลิ้มรสเกิดชิวหาวิญญาณ กายถูกต้องโผฏฐัพพะเกิดกายวิญญาณ จิตรับธรรมารมณ์เกิดมโนวิญญาณ

ช่องทางที่บุคคลทั้งหลายยินดียินร้ายต่อโลกมี ๖ ช่องนี้ เรามาเฝ้าคุมด้วยสติและสัมปชัญญะที่เราฝึก ของแท้มันเกิดที่ตัวเราเอง ฝึกแล้วมันเห็นแจ้ง เห็นจริง ของจริง จะพูดหรือไม่พูด จะใช้ภาษาอะไรอธิบายมาก็ได้ ภาษาอีสาน ภาษาเหนือก็ได้ หรือไม่อธิบายออกมาก็ได้ แต่เราต้องปฏิบัติให้เกิดแจ้งขึ้นมาในใจเรา ให้รู้แจ้งความจริง

อันว่าสิ่งทั้งปวงเกิดแล้วย่อมดับไป มีแล้วย่อมหมดไป ไม่มีสิ่งใดควรยึดมั่นถือมั่น อารมณ์ทั้งปวงที่กระทบตามทวารทั้งหก กระทบแล้วดับไป กระทบแล้วดับไป เมื่อสติและญาณปัญญาเข้าไปหยั่งรู้ดู ก็เห็นแต่ความเกิดดับ ไม่มีอะไรเที่ยง ไม่มีอะไรเหลืออยู่พอที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น มีแต่ความน่าเบื่อหน่ายคลายกำหนัด อันเป็นปัจจัยแก่ความหลุดพ้นต่อไป เมื่อบารมีเราเต็มรอบ หรือแม้แต่ว่าบารมีเรายังไม่เต็มรอบก็ทำต่อไป เพราะว่าไม่ทำที่นี่แล้วก็ไม่รู้จะไปทำที่ไหน เพราะนี่เราเข้าไปหาเหตุแล้ว ธรรมทั้งปวงเกิดแต่เหตุ ฉะนั้นจะดับก็ต้องดับที่เหตุ

เหตุจะอยู่ที่นี้แหละ ที่อารมณ์กับใจนี่ มีแค่นี้เอง ทีนี้ความไม่แยบคาย ไม่มีโยนิโสมนสิการ จึงเกิดความยินดียินร้ายในอารมณ์ เพราะว่าอะไรล่ะ เพราะว่าไม่มีความเพียร ไม่มีสัมปชัญญะ ไม่มีสติ ที่จะมีกำลังแรงกล้า พอที่จะถอนความยินดียินร้ายออกจากโลกเสียได้ จิตก็จึงเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ไปกลืนเป็นอันเดียวกับอารมณ์ ทั้งที่คนละอันกัน จิตก็อย่างหนึ่งอารมณ์ก็อย่างหนึ่ง

ถ้าเรากำหนดไปที่ฐานจิตใจจิต กำหนดหยั่งรู้ดูไป ฐานจิตในจิตที่หัวใจเต้น กำหนดดูไปจะเห็นความรู้สึกของการกระทบอารมณ์ ไม่ว่าอารมณ์ชนิดไหนชนิดใด ทั้งหยาบ ละเอียด เลว ประณีต กระทบแล้วก็ดับไป กระทบแล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรตั้งอยู่ยั้งยืนยงเลย มีแต่กระทบแล้วก็ดับไป ที่บุคคลทั้งหลายถูกหลอกว่ามันยั่งยืนเที่ยงแท้ เพราะว่าไม่ได้หยั่งรู้ ไม่ได้อยู่ในรอยไถของพุทธบิดา ไม่ได้อยู่ในทำเลอันเป็นที่หากินของพระพุทธบิดา คือในสติปัฏฐานทั้งสี่น่ะ ฉะนั้นญาณปัญญาจึงไม่แยบคาย จึงเห็นว่าอารมณ์ทั้งหลายเป็นของเที่ยง ควรยึดมั่น ควรกอดรัด ควรยินดี ควรหวงแหน เป็นตัวเรา เป็นของเรา เป็นตัวเขา เป็นของเขา

ความจริงสิ่งทั้งปวง เมื่อกำหนดหยั่งรู้ด้วยความแยบคายของสติ มันมีแต่ความเกิดดับ สิ่งที่เกิดข้างนอกก็ดับข้างนอก สิ่งที่เกิดข้างในก็ดับข้างใน สิ่งที่เกิดในอดีตก็ดับไปแล้วในอดีต สิ่งที่เกิดในปัจจุบันก็ดับลงในปัจจุบัน สิ่งที่จะเกิดในอนาคตก็จะดับไปในอนาคตนั่นเอง สิ่งทั้งปวงไม่มีอะไร มีแต่มายาภาพ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า สูทั้งหลายจงมาดูโลกอันตระการตาประดุจราชรถ ที่บุคคลผู้โง่เขลา พากันหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ บุคคลผู้รู้โดยแยบคาย ย่อมสลัดออกสลัดคืน มีแต่จะแกะแล้ว เคยยึดมามากมายเท่าใดก็ตาม พยายามจะแกะแล้ว คนเรามันก็เคยมีกิเลสมา ถ้าไม่มีกิเลสก็ไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ไปนิพพานกันหมดแล้ว

เรามาเกิดเป็นมนุษย์เพราะเรามีกิเลสมา แต่เคยมีมาแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะว่าครั้งนั้น เราไม่ได้พบพระศาสนา เราไม่ได้พบครูบาอาจารย์ผู้มีปัญญาแยบคาย มาแยกแยะ แจกแจงความจริง บอกทาง ให้ปฏิบัติเห็นกิเลสตัวเอง เพราะฉะนั้นเราจึงเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ น้ำตาที่หลั่งไหลเพราะความทุกข์เดือดร้อนทั้งหลาย รวมกันแล้วมากกว่าน้ำในท้องมหาสมุทรทั้งสี่ เพราะว่าไม่ได้พบพระศาสนา ไม่ได้พบทางสายเอก ไม่ได้มาเจริญในสติปัฏฐานสี่ อันเป็นทางสายเอก อันจะนำบุคคลทั้งหลายออกสู่พระนิพพาน เพื่อให้แจ้งญายธรรม ธรรมที่ควรรู้ควรเห็น

ชีวิตนี้ไม่ใช่ของยั่งยืน ความตายเป็นของยั่งยืน ชีวิตนี้ไม่เที่ยง ความตายต่างหากที่เป็นของเที่ยง ควรที่เราจะสังเวช ชีวิตนี้มิได้ตั้งอยู่นาน บุคคลทั้งหลายที่ตายไปแล้ว ก็เป็นพยานให้เราเห็น ชีวิตนี้ไม่ยั่งยืน เมื่อบุคคลเกิดมาคิดจะมาครองโลก คิดจะมีไอ้นั่นมีไอ้นี่ เมื่อมีแล้วก็หวงกลัวจะหาย กลัวคนอื่นจะมาแย่ง เห็นใครมาด้อม ๆ มอง ๆ ก็ระแวง เพราะว่าอะไร เพราะนึกว่าสมบัติของโลกเป็นสมบัติของเรา จริง ๆ มันเป็นของโลกทั้งนั้น ไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่าง โดนหลอกมาตั้งแต่วันเกิด จนวันตายเขาจะเฉลย

เหมือนวัวที่เขาขุน หมูที่เขาขุน กว่าจะรู้สำนึกรู้สึกตัวน่ะ เขาจูงเข้าซองไปจะฆ่าเสียแล้ว หลงนอนใจหลงตายใจ เสพสุข เช้ามาก็มีกิน เย็นมาก็มีกิน หมูก็ตามวัวก็ตามน่ะ ที่เขาเลี้ยงอยู่ในคอก คิดว่าสบายนอนใจ พอถึงเวลาเขาจูงเข้าซองน่ะ ค่อยรู้สำนึก แต่ถึงเวลานั้นก็สายเสียแล้ว ถึงเวลาใกล้ตายขึ้นมา จิตดวงที่ยึดมาตลอดชีวิต ไม่เคยรู้จักผ่อนคลายละวางเลย จะมาบอกให้ท่องพระอรหัง ท่องพุทโธ มันก็ทำไม่ได้ จิตจะน้อมไปทางกุศลมันก็ไม่ได้ เพราะไม่เคยฝึกมาเลย มัวเมาแต่ในสิ่งของที่ไม่เที่ยง

ควรสังเวช เหมือนลิเกหลงโรง หลงฉาก คิดว่าเรามีสมบัติเป็นจ้าว เป็นนาย เป็นกษัตริย์ ตอนเช้าไม่ยอมไปดำนาทำนาแล้ว ติดว่าเราเป็นกษัตริย์ ความจริงเป็นของไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนในบทบาทชีวิตน่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีเราเป็น มีแต่ความเกิดดับทั้งนั้น ไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง เวลาเราเกิดมาไม่มีอะไรมาเลย เวลาตายไปก็ไม่ได้เอาอะไรไปเลย สมบัติทั้งหลายคือสิ่งผ่านมาเพื่อที่จะผ่านไปทั้งนั้น ไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีอะไรเป็นของเราจริงสักอย่าง ถูกมันหลอก

จะมีที่เป็นของเราจริงก็ธรรมะที่เราเฟ้นนี่แหละ ใครทำมากก็ได้มาก จะได้เป็นของตัวเองแน่นอน ยิ่งรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมที่ีพระผู้มีภาคเจ้าทรงตรัสไว้ ยิ่งมีแต่คุณ มีแต่ความเจริญ เป็นไปเพื่อความดับร้อน ดับทุกข์ทั้งปวง เป็นไปเพื่อความดับไม่มีเชื้อ ยึดอะไรไว้มากมายก็ไม่ได้เอาอะไรไปสักอย่าง คนอื่นหลอกยังพอทำเนา เรายังหลอกตัวเองอีก จึงไม่ยอมมองความจริง ไม่ยอมรับรู้ ไม่ยอมที่จะยอมรับว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ไอ้ร่างกายสังขารเนี่ยอุตส่าห์ประคบประหงมมาตั้งแต่เด็ก ก็อาศัยมันไม่ได้ ถึงเวลามันจะเกมันก็เก ถึงเวลามันเป็นโรคมันก็เป็นโรค ถึงเวลามันแก่มันเจ็บมันตายมันไม่เคยขออนุญาตเรา

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเอาไว้ว่า ชีวิตนี้เป็นของไม่ยั่งยืน ความตายเป็นของยั่งยืน ตั้งแต่เกิดมาเราก็บ่ายหน้าไปสู่ความตายเลย ไม่เคยหยุดไม่เคยยั้งเลย เหมือนน้ำที่ไหลลงจากที่สูง ไม่หยุดแม้ขณะเดียว เราไม่รู้วันตายวันไหนแต่ว่าใกล้เข้าไปทุกวัน บุคคลทั้งหลาย ที่ประมาทในวันเวลา ย่อมไม่ทำความเพียรไม่ประพฤติธรรม บุคคลผู้นั้นเมื่อมีชีวิตอยู่ก็เหมือนผู้ตายแล้ว เพราะเป็นผู้ประมาท

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลผู้ประมาทแล้วก็เหมือนผู้ตายแล้ว ก่อนท่านจะนิพพานท่านตรัสเป็นปัจฉิมวาจาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ท่านสรุปมาเทศน์ให้ฟังง่าย ๆ สั้น ๆ แต่กินความลึก คิดได้เยอะแยะเลย กินความลึก แผ่ขยายเป็นธรรมะมากมายได้ เมื่อสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาท กินความลึกมาก

คืออย่าแชเชือนอย่านอนใจ เรารู้วันเกิดแต่ไม่รู้วันตาย วันเกิดเรารู้วันไหน วันตายเราไม่รู้ว่าวันไหน รู้อย่างเดียวตายแน่ ต้องคืนเขาหมด ยิ่งหวงแหนยึดมั่นถือมั่นว่าฉันมีโน่นมีนี่โดนหลอกทั้งนั้น ถูกธรรมชาติมันหลอกบ้าง ตัวเองหลอกตัวเองบ้าง คิดว่าเรามีลูกมีเต้ามีหลาน ต้องรักคนโน้นต้องห่วงคนนี้

เราลองเอาดินมาปั้นเป็นตุ๊กตาสองตัว แล้วเราลองถามดูซิว่าตุ๊กตาสองตัวนั้นเป็นอะไรกัน มันไม่ได้เป็นอะไรกัน คนเราก็เหมือนกันอยู่ในโลกนี้ ร่างกายก็ทำมาจากดินน้ำไฟลม ร่างกายของลูกหลานก็ทำมาจากดินน้ำไฟลมเป็นธาตุของโลก ไม่ได้เป็นอะไรกัน เป็นโดยสมมุติ โดยปรมัตถ์แล้วไม่ได้เป็นอะไรกัน เป็นแต่ความเกิดดับความไม่เที่ยงเป็นธาตุของโลก มีกรรมมาอาศัย เพราะมีกรรมเนื่องกันจึงมาอาศัยในบ้านเดียวกัน ชั่วขณะเวลาช่วงหนึ่ง เมื่อถึงเวลาก็ต่างคนต่างไป ไม่มีใครอยู่ด้วยกันเกินร้อยปีพันปี ท้ายที่สุดก็แตกสลายทำลายกลายเป็นธาตุดินน้ำไฟลมของโลก ไม่เหลือ

การที่เรามานั่งเที่ยวหวงเที่ยวห่วง เพราะว่าโดนมายาภาพมันหลอกบังตา ถูกอวิชชาโมหะมาบังตาหลอกเอาไว้ ต้องไปนั่งยึดมั่นถือมั่นว่า นั่นลูกกู นั่นผัวกู นั่นเมียกู นั่นคนที่กูรัก นั่นคนที่กูเกลียด ความจริงเป็นมายาภาพหมดเลย โดยความจริงของปรมัตถ์นี่มันเป็นอย่างนี้

ที่มีโน่นมีนี่มากมายเพราะชาวโลกเขาหลอกกัน หลอกว่ารักกัน รักกันก็วันนี้รักกัน พรุ่งนี้ก็ด่ากันเสียแล้ว ไม่แน่นอน บุคคลที่เคยกล่าวคำพูดว่าฉันรักเธอที่สุดในโลกมันยังฆ่ากันได้ ยังเอาปืนยิงหัวกันได้ อารมณ์ในใจก็ไม่เที่ยง มีแต่ความเกิดดับ ความรู้สึกรักชังก็เกิด ๆ ดับ ๆ ไอ้ใจเราเองก็เหมือนกันเดี๋ยวรักบ้างเดี๋ยวชังบ้าง เกิด ๆ ดับ ๆ ไม่มีอะไรจริง อยู่ในโลกถ้าโดนธรรมชาติหลอก เราก็เลยไม่สามารถโงหัวขึ้นมาพบสัจธรรมได้เลย แม้สัจธรรมนั้นจะอยู่ใกล้ตัวนี่เอง ไม่สามารถจะโงหัวขึ้นมาได้เลย ถูกหลอก เราก็หลอกตัวเองด้วยซ้ำไป เราไม่ยอมดูความจริง ไม่ยอมดูความไม่เที่ยง กลัว กลัว กลัวความจริง มันไม่พ้นหรอก หนีความจริงไม่พ้นหรอก หนีผัวหนีเมียหนีพ่อหนีแม่หนีลูกหนีเต้ายังหนีพ้น หนีความจริงไม่พ้น ไปไหนก็เอาไปด้วย

ยิ่งหนีความจริงก็ยิ่งอ่อนแอลงทุกวัน จิตใจมันอ่อนแอเปราะบาง จิตที่ไม่ยอมรับความจริงมันเปราะบาง ยิ่งอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้แก้ไขปัญหา คนที่ไม่ยอมรับความจริงมันไม่ได้แก้ปัญหาเลย ก่อนที่เราจะแก้ปัญหาได้นี่มันต้องยอมรับความจริงก่อน มันถึงจะรู้ปัญหา เมื่อรู้ปัญหาแล้วจึงจะแก้ไขปัญหาได้

ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสอริยสัจเริ่มต้นด้วยทุกข์ ท่านไม่ได้เริ่มด้วยความสุข เพราะอะไร เพราะความสุขไม่มีอยู่จริง ในทางธรรมะเขาเรียกว่าวิปริณามทุกข์ ความสุขที่ชาวโลกว่าสุข ๆ ทางธรรมเขาเรียกว่าวิปริณามทุกข์ วิปริณามทุกข์คือเป็นทุกข์เพราะเหตุว่ามันเปลี่ยนแปรไปได้ มันไม่คงที่ ความสุขทั้งหลายไม่คงที่เลย จึงเป็นทุกข์ในสายตาบัณฑิต เขาเรียกว่าวิปริณามทุกข์ สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์หมดในสายตาบัณฑิต ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ

ฉะนั้นอุปาทานเป็นตัวรับทุกข์มา บุคคลใดมีอุปาทานมากก็รับไปเต็ม ๆ รับเนื้อ ๆ เลย รับทุกข์ไม่ได้รับสุข เพราะสุขมันไม่มี โดนหลอก โดนกิเลสมันหลอก กิเลสมันหลอกให้กระเดือกไส้เดือน พอกระเดือกไส้เดือนลงไปก็โดนเบ็ดเกี่ยว เพราะความสุขนั้นเองเป็นเหยื่อล่อให้บุคคลทั้งหลายจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น จนฉิบหายวอดวายเพราะความสุข ติดสุข ติดไส้เดือน จึงต้องกลายเป็นแกงส้ม ดุจดังปลาทั้งหลายที่ติดเบ็ดเพราะไส้เดือนน่ะ

เออ แม่อีหนูเอ้ย เตรียมตำน้ำพริกไว้หนาเดี๋ยวพี่ไปปักเบ็ดสักหน่อยเดี๋ยวก็ได้มาแกงส้ม ปลาทั้งหลายฉิบหายวอดวายเพราะอะไร เพราะหลงกินเหยื่อ เขาเอาเหยื่อมาให้ไม่ใช่ด้วยความหวังดี โลกนี้เป็นทุกข์เดือดร้อน เอาสุขไว้เป็นเหยื่อล่อให้เราติดกับมัน

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า อย่างกามารมณ์การสมรสการสืบพันธุ์ การสมรสการสืบพันธุ์นี่มันเป็นทุกข์ มันต้องสร้างบ้านเรือน ต้องทำมาหากิน ต้องตั้งครรภ์ ต้องรักษาครรภ์ ต้องออกลูก ต้องเลี้ยงดูบุตร ต้องระวังป้องกันบุตร ต้องหัดทำมาหากินมาเพื่อให้ได้ปัจจัยมาเลี้ยงดูบุตร มันลำบาก ลำบากมาก มันทุกข์ กว่าลูกเต้าจะโตมาสักคน ทุกข์ทั้งนั้น งานหนักหนาสาหัส ต้องคอยระวังไม่ให้ลูกไปติดยาบ้ายาอียาเมา ต้องคอยกลุ้มกลัวว่าลูกจะไปเสียคน การสมรสการสืบพันธุ์นี่มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น อ้าวแล้วทำไมบุคคลยอมทำล่ะ เพราะว่ามันมีกามารมณ์เป็นเหยื่อล่อ ล่อมาให้ทำ มีไส้เดือนล่อเอาไว้

โลกนี้มันมีเหยื่อล่อ บุคคลทั้งหลายจึงติดเบ็ด ไม่ยอมพ้นโลก ไม่ยอมแสวงหาโมกขธรรม เพราะโดนเหยื่อล่อไว้ ความสุขนั่นเองที่เป็นเหยื่อล่อให้เราจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ถูกหลอกให้ทุกข์แสนเข็ญลำเค็ญ เพราะว่าเขาเอาไส้เดือนมาล่อไว้ เลยต้องกลายเป็นแกงส้มเย็นนี้ โดนโขลกเข้ากับน้ำพริกแกงส้ม บุคคลที่มาเสพเสวยโลกก็เป็นเช่นเดียวกัน มารับทุกข์ไปเต็ม ๆ มายึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงในโลกนี่ มารับทุกข์ไปเต็ม ๆ

ยึดมากก็ทุกข์มาก ยึดน้อยก็ทุกข์น้อยหน่อย ไม่ยึดไม่ทุกข์ จะไม่ยึดก็ต้องหมดกิเลสเป็นพระขีณาสพ หมดโรคทางใจ ดั่งคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ สัตว์ทั้งหลาย ยกเว้นพระขีณาสพแล้วจะไม่มีโรคทางใจ ไม่มีเลย มีโรคทางใจ มีกิเลสตัณหาอุปาทานอวิชชาโมหะ มีอภิชฌาและโทมนัส มีความกำหนัดขัดเคืองลุ่มหลงมัวเมาในอารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดขัดเคืองและลุ่มหลงมัวเมานั้น ๆ ท่านจึงเรียกว่าสังสารวัฏ

เวียนแล้วเวียนอีก เวียนแล้วเวียนอีก ไม่จบ ถ้าไม่เลิกไม่จบ เหมือนกับมดแดงไต่ขอบกระด้ง เดินเมื่อไหร่มันจะจบทาง เรียกว่ามดแดงไต่ขอบกระด้ง เกิดแล้วเกิดอีกตายแล้วตายอีก ไม่หยุดไม่สิ้นเพราะอะไร เพราะเรายังหลงไส้เดือนอยู่ ยังหลงเหยื่อ เหยื่อของโลก เขาให้เอาไว้ แล้วก็ทุกข์เดือดร้อน เหมือนกับเลียน้ำผึ้งที่ปลายมีดโกน เจ็บมากกว่าหวาน ชีวิตมันทุกข์มากกว่าสุข แม้สุขบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่านยังกล่าวว่าเป็นทุกข์อีก วิปริณามทุกข์

ในเวลาเรียนนักธรรมเอกต้องมาแยกแยะตัวนี้ว่า ทุกข์มีกี่อย่าง ทุกขเวทนาท่านเรียกว่าทุกขทุกข์ คือทุกข์จริง ๆ สุขเวทนาเขาเรียกว่าวิปริณามทุกข์คือทุกข์โดยความที่มันเปลี่ยนแปลงได้มันไม่เที่ยง อุเบกขาเวทนาท่านเรียกว่าสังขารทุกข์ ทุกข์โดยความเป็นสังขาร มีสิ่งประกอบปรุงแต่งอยู่

ในสายตาของบัณฑิตน่ะเป็นทุกข์ทั้งนั้น สังขารทั้งหลายทั้งปวง เพราะมันเกิดดับ สิ่งใดที่ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนน่ะ จะไปยึดแล้วไม่เป็นทุกข์น่ะไม่มีในโลก ไม่มี รู้สึกว่าภาษิตนี้จะอยู่ในนักธรรมตรีที่ว่า ในสังขารที่ไม่ยั่งยืนไม่เที่ยงแท้และที่จะไปยึดแล้วไม่เป็นทุกข์ น่ะไม่มีในโลก

เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาทราบความจริง จากการปฏิบัติธรรม เมื่อสติแยบคายปัญญาย่อมแยบคาย เมื่อปัญญาแยบคายถึงพร้อมด้วยสติ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งความวิมุตติหลุดพ้น พ้นจากทุกข์ เมื่อปัญญามาเห็นแจ้งแทงเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจแล้ว มันกอดรัดไม่ลง เพราะมันซึ้ง มันซึ้งเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจ มันซึ้งจากการที่เราเจริญสติปัฏฐาน

ถ้าเราไม่เจริญสติปัฏฐานมัวแต่ไปนั่งท่องนั่งจำมันไม่ซึ้งไปก้นบึ้งหัวใจ คือยิงโจรไม่โดนโจร เพราะมันยิงโจรเมื่อโจรไปแล้วบ้าง ยิงโจรเมื่อโจรยังไม่มาบ้าง เราไปท่องจำชื่อโจรเหมือนท่องจำชื่อกิเลสทั้งหลายนั้น คิดจะฆ่าจะฟันกิเลสจากการอ่านตำรามานี่ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน คิดจะฆ่ากิเลสเมื่อกิเลสยังไม่เกิดบ้าง คิดจะฆ่ากิเลสเมื่อกิเลสเกิดไปแล้วบ้าง มันฆ่าไม่ได้ มันต้องฆ่าในปัจจุบันขณะนั้นเลย เห็นมันเข้าไป แจ้งมันเข้าไปด้วยสติของเรา สติที่เราฝึก ในสติปัฏฐานทั้ง ๔ นี่ ที่ครูบาอาจารย์เราสอนตั้งแต่เราเริ่มเข้ามาในวัดนี่ ฝึกมันเข้าไปซิ กำหนดหยั่งรู้มันเข้าไปซิ นี่เราจะไปฆ่ากิเลสขณะที่กิเลสเกิด ยิงโจรขณะที่โจรมันมา

ถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรมไม่เจอหรอก เจอแต่ชื่อในหนังสือ ยิ่งเราปฏิบัติเราก็ยิ่งแจ้ง เพราะมันรู้ละ ยิ่งรู้ยิ่งละ เมื่อละมันก็ดับทุกข์ได้ มีตัวเองเป็นพยาน มีใจตัวเองเป็นพยานที่ว่าธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติแล้วดับทุกข์ได้ ฉะนั้นความสงสัยในพระรัตนตรัยจึงไม่มีแก่จิตดวงนั้น เพราะมีความดับทุกข์ได้ในใจตัวเองเป็นพยาน ย่อมซาบซึ้งในพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณว่า เออหนอเราทำแค่เล็ก ๆ น้อยก็ยังดับทุกข์ได้เป็นอัศจรรย์ใจปานนี้ ถ้าครูบาอาจารย์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์เอก ท่านมีบารมีมากมาย ท่านจะวิมุตติหลุดพ้น พ้นทุกข์พ้นโศกไปแค่ไหน

เมื่อมีตัวเองเป็นพยานแล้ว ความสงสัยในพระรัตนตรัยไม่เกิด ไม่มี มีไม่ได้ มีตัวเองเป็นพยาน มีใจเราที่ปฏิบัติจนดับทุกข์ได้เป็นพยานขึ้นมาในหัวอกเราน่ะ ก่อนนั้นเราเคยทุกข์มากเดี๋ยวนี้ทุกข์น้อยลง ถึงเรายังไม่ถึงขั้นวิมุตติหลุดพ้นเป็นพระขีณาสพก็ตามที แต่ธรรมที่เราปฏิบัติขึ้นมาบางส่วนเนี่ย มันย่อมยืนยันความจริงแท้ของสวากขาตธรรม ด้วยคำว่า ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิ บุคคลอันเป็นวิญญูชน ย่อมรู้ได้ด้วยตนเองแจ้งด้วยตนเอง ในความเป็นจริงของพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว มันแจ้งที่ใจเราที่วิมุตติหลุดพ้น ไม่มีใครเป็นพยานยืนยันให้เราได้นอกจากตัวเองทำเอง แจ้งเอง ต่างคนต่างทำต่างคนต่างแจ้ง

วันนี้ก็ได้ปรารภธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นเครื่องบำรุงศรัทธา แก่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย สิ่งใดล่วงเกินโดยมิได้ตั้งใจก็ขอขมาด้วย ท้ายที่สุดแห่งการบรรยายนี้ก็ขออ้างอิงคุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองท่านทั้งหลายให้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญฯ

ตอบ

  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd> <img> <i> <h2> <h3> <h4>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options

CAPTCHA
This question is for testing whether you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.
4 + 5 =
Solve this simple math problem and enter the result. E.g. for 1+3, enter 4.