ทดสอบ
หนังสือเล่มแรกของหลวงพ่อชุมพล พลปฺโ
จุดประสงค์ของการบันทึกธรรมเหล่านี้ ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาต้องการให้ผู้อ่านคิดว่าเป็นบันทึกธรรมของปรมาจารย์ผู้ รู้แจ้ง เพราะว่าข้าพเจ้าหาได้เป็นปรมาจารย์ผู้รู้แจ้งไม่
ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนสามัญธรรมดาที่มีกิเลสหนาปัญญาทราม เพียงแต่เกิดมีความสนใจ ศรัทธา ชอบศึกษา ค้นคว้า ปฏิบัติ วิเคราะห์ และบันทึก ในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
ฉะนั้นความผิดพลาดในข้อเขียนทั้งหลายย่อมจะมีอยู่เป็นธรรมดา ข้าพเจ้าจึงไม่อยากจะให้ถือข้อเขียนของข้าพเจ้าเป็นตำราอ้างอิงที่มีแก่น สารสาระ ขอให้ถือว่าเป็นหนังสืออ่านคลายอารมณ์แก้กลุ้มเล่นๆ เท่านั้น
บางข้อบางตอนจงใจเขียนให้สั้นๆ ห้วนๆ เพื่อให้ผู้อ่านฉงนแล้วนำไปขบคิด บางข้อบางตอนอาจเป็นการรำพึงเฉพาะตน แต่เผลอเขียนออกมาให้คนอื่นอ่าน
ฉะนั้น ท่านผู้อ่านไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจทุกข้อทุกตอนในหนังสือเล่มนี้ ตอนใดไม่เข้าใจก็ขอให้อ่านผ่านไปอย่าซีเรียสจริงจังกับมัน
และเนื่องจากผู้เขียนมิใช่ปรมาจารย์ผู้รู้แจ้งเห็นจริง เมื่อมีผู้รู้แจ้งเห็นจริงมาได้อ่านข้อเขียนของข้าพเจ้าเข้า ก็คงได้หัวเราะขบขันในความโง่เขลาของผู้เขียนอย่างมากมายเป็นแน่แท้
ซึ่งข้อผิดพลาดทั้งหลายที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าผู้เขียนขอน้อมรับผิดอย่างเต็มที่
ส่วนความดี ขอน้อมบูชาสักการะพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณของพระธรรม คุณของพระอริยสงฆ์ พร้อมทั้งครูบาอาจารย์ ปรมาจารย์ผู้รู้แจ้งเห็นจริง อีกทั้งผู้มีพระคุณบุญคุณต่อข้าพเจ้าทุกท่านด้วย
ธรรมะที่ข้าพเจ้าบันทึกทั้งหมดไม่สงวนลิขสิทธิ์
สุดท้ายก็ขอขอบคุณผู้ลงทุนลงแรงทุกท่านที่ช่วยให้หนังสือเล่มนี้ปรากฏ สู่บรรณโลกได้ ขอให้ผู้มีส่วนในการพิมพ์หนังสือเล่มนี้จงเจริญรุ่งเรืองในทุกสิ่งที่ ปรารถนา เทอญ
ก่อนเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่าผู้เขียนเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ที่มีศรัทธาอยากศึกษาและปฏิบัติธรรมเท่านั้นเอง ไม่ใช่ผู้รู้แจ้งเห็นจริงแต่ประการใดเลย
ถ้ารู้อย่างนี้แล้วยังอยากจะอ่านอยู่ละก้อ เชิญเปิดเข้าไปอ่านได้
ขอให้เจริญธรรม
จาก พระชุมพล พลปฺโ
๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒
จากสมการนี้ เราจะเห็นได้ว่า ถ้าหากความต้องการมาก แต่สิ่งตอบสนองความต้องการน้อย จะเกิดปัญหามาก
ถ้าหากความต้องการน้อย แต่สิ่งตอบสนองความต้องการมาก จะเกิดปัญหาน้อย
ถ้าหากไม่มีความต้องการหรือความต้องการเป็นศูนย์ ไม่ว่าสิ่งตอบสนองความต้องการจะมีมากหรือน้อย ปัญหาก็ไม่มี
ฉะนั้น วิธีการแก้ปัญหาของมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือการแสวงหาความสุข ถ้าดูจากสมการนี้ เราจะเห็นได้ว่า วิธีการแก้ปัญหาของมนุษย์จะแบ่งออกไปได้ ๒ วิธีคือ
๑. การเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้ได้มากที่สุด
๒. การลดความต้องการลงมาให้เหลือน้อยที่สุด เรามาดูกันว่า แต่ละวิธีนั้นสามารถแก้ปัญหามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงไร
(๑) วิธีการแก้ปัญหาของมนุษย์ด้วยการเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้มากที่สุด นั้น มันช่างน่าเศร้าสำหรับวิธีการแก้ปัญหาอย่างนี้เหลือเกินที่จะขอบอกว่า ความต้องการของมนุษย์ปุถุชนนั้น มีลักษณะที่ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งเสพยิ่งอยาก ยิ่งตอบสนองความต้องการให้มาก ความต้องการจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เข้าทำนอง พอมี ๑๐ อยากได้ ๑๐๐ พอมี ๑๐๐ อยากได้ ๑,๐๐๐ พอมี ๑,๐๐๐ อยากได้ ๑๐,๐๐๐ ไม่รู้จักจบสิ้น
จริงอยู่ที่ว่า ในขณะที่สนองความต้องการหรือสนองความอยาก หรือในทางภาษาธรรมะเรียกว่าตัณหานั้น ความต้องการดูเหมือนจะหมดไป แต่สักระยะหนึ่งไม่นาน ความต้องการจะมีอีก และมีมากกว่าเดิมด้วย เปรียบเสมือนผู้ที่ก่อกองไฟ แล้วต้องการจะดับกองไฟนั้น ด้วยการเอาไม้ท่อนใส่ลงไปในกองไฟ จริงอยู่ขณะที่ใส่ไม้ลงไปในกองไฟใหม่ๆ ดูเหมือนกองไฟจะดับลง แต่ในไม่ช้าไม่นาน กองไฟจะกลับลุกขึ้นมาอีก และทีนี้จะโชติช่วงลุกโพลงกว่าเดิมด้วย ผู้นั้นดูเห็นดังนั้นแล้วก็ขนไม้ใส่ลงไปในกองไฟอีก ไฟกองนั้นเหมือนจะมอดลงอีกที แล้วก็กลับลุกโพลงขึ้นอีก คนโง่เขลาที่ปรารถนาจะดับกองไฟด้วยวิธีการโยนท่อนไม้ลงไปฉันใด บุคคลผู้คิดจะดับความต้องการด้วยการตอบสนองความอยาก ก็โง่เขลาอย่างนั้นเช่นเดียวกัน เพราะเขามิสามารถที่จะแก้ปัญหาของตัวเอง หรือของมนุษย์หน้าไหนได้ด้วยวิธีการเช่นนั้นเลย
ความคิดที่ว่า มนุษย์จะสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการแสวงหาสิ่งตอบสนองความต้องการให้ได้มาก ที่สุดนี้ ได้นำมาซึ่งปัญหานานับประการ ทั้งปัญหาระดับปัจเจกชน ปัญหาระดับสังคม ปัญหาระดับประเทศและปัญหาระดับโลก
สำหรับปัญหาระดับปัจเจกชนก็คือ ความคิดนี้ทำให้คนเห็นแก่ตัว คิดจะกอบโกยเข้าตัวท่าเดียว เพราะจำเป็นต้องแสวงหาสิ่งต่างๆ ที่ดีๆ มาตอบสนองความต้องการของตน ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า เกิดความรู้สึกมือใครยาวสาวได้สาวเอา ขอให้กูสบายเท่านั้น ใครจะฉิบหายช่างมัน คนทุกคนต่างแก่งแย่งแข่งดีกัน ไม่มีใครช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ฯลฯ
สำหรับปัญหาระดับสังคมก็คือ ความคิดนี้ทำให้เกิดปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง การแสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้อง มากกว่าเพื่อประเทศชาติ ใครมีโอกาสมากหน่อย สมบัติก็ไปกองพะเนินที่คนนั้น ผู้ไร้โอกาสก็ไม่มีจะกิน เกิดปัญหาการกระจายรายได้ไม่ทั่วถึง เกิดปัญหาการอพยพเข้าเมืองหลวง ชุมชนแออัด ปัญหาจราจร ปัญหาโจรผู้ร้าย ปัญหายาเสพติด ฯลฯ
สำหรับปัญหาระดับประเทศก็คือ ประเทศต่างๆ ก็จะแก่งแย่งกอบโกยทรัพยากรเข้าประเทศของตน ประเทศใหญ่ๆ ก็ข่มเหงประเทศเล็ก ประเทศเล็กก็พยายามตอบโต้
เกิดปัญหาสงคราม ปัญหาการก่อการร้าย ลอบวางระเบิดในที่ต่างๆ จนผู้บริสุทธิ์ต้องตาย เกิดลัทธิจักรวรรดินิยม ล่าอาณานิคมด้วยวิธีทั้งทางการทหารและวิธีทางการเศรษฐกิจ ฯลฯ
ปัญหาระดับโลกก็คือมนุษย์ได้ขนเอาทรัพยากรที่โลกได้สะสมไว้เป็นเวลานับ ล้านๆปี เอามาใช้อย่างฟุ่มเฟือย ต้นไม้หมดป่า สัตว์สูญพันธุ์ ฝนแล้ง น้ำเสีย เกิดภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษอย่างหนัก ชั้นคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ชั้นของโอโซนในบรรยากาศบางลง เกิดภาวะเรือนกระจก (กรีนเฮาส์ เอฟเฟกท์) อากาศร้อนขึ้น น้ำจะท่วมโลก อากาศเป็นพิษ ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ มนุษย์จะอยู่อาศัยในโลกนี้อีกไม่ได้แล้ว
เพราะเหตุใดเล่าที่โลกยิ่งพัฒนาไปมากเท่าไร ปัญหาก็ยิ่งมากขึ้นทุกที ก็เพราะว่าโลกนี้ทั้งโลกได้พัฒนาไปภายใต้อุดมการณ์ที่ว่า ปัญหาของมนุษย์จะแก้ได้ด้วยวิธีการเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้ได้มาก ที่สุด วิชาการสมัยใหม่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ ฯลฯ ล้วนแต่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้แนวความคิดที่ว่า ปัญหาของมนุษย์จะแก้ได้ด้วยวิธีการเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้ได้มาก ที่สุด ซึ่งมันเป็นวิธีที่ผิดถนัด ฉะนั้น วัฒนาการของสังคมมนุษย์ในแนวทางของวิชาการสมัยใหม่ จึงมีปัญหาอย่างมากมายมหาศาลประมาณมิได้
วิชาการสมัยใหม่ ได้นำพาโลกไปในเส้นทางแห่งความหายนะ ไปสู่เส้นทางแห่งความพินาศฉิบหาย ไปสู่เส้นทางที่จะไปตกเหวตาย ฉะนั้นนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการทั้งหลายไม่ว่าฉลาดเพียงใดก็นับว่าฉลาด ในเรื่องโง่ๆ ปัญญาชนทั้งหลายที่ได้รับการอบรมขึ้นมาให้เก่งกล้าในวิชาการสมัยใหม่ ก็ได้ชื่อว่าได้รับการอบรมมาให้ฉลาดในเรื่องโง่ๆ ได้รับการอบรมมาให้ฉลาดในเรื่องที่ไม่สามารถจะแก้ปัญหาแม้แก่ตัวเองได้ แล้วจะไปช่วยแก้ปัญหาแก่สังคมได้อย่างไร เหมือนกับได้ถูกฝึกสอน ให้เชี่ยวชาญฉลาดในการที่จะรีดนมจากวัวตัวผู้ ซึ่งมันไม่สามารถจะให้นมได้ ตัวคนรีดเองยังต้องหิว จะไปช่วยให้ใครหายหิวได้อย่างไร ในเมื่อล้วนแล้วแต่พากันหิวว่าทำอย่างไรฉันจึงจะได้เงินทองกองแก้ว ทำอย่างไรฉันจึงจะได้รถยนต์คันหรู ทำอย่างไรฉันจึงจะได้บ้านหลังใหญ่พร้อมที่ดิน ทำอย่างไรฉันจึงจะร่ำรวยล้นฟ้า ทำอย่างไรฉันจึงจะได้ไอ้นั่น ทำอย่างไรฉันจึงจะได้ไอ้นี่ การศึกษาสมัยใหม่ได้ผลิตเสือหิวให้ออกมาเดินเพ่นพ่านอยู่ในสังคมทั่วทุกตา รางเมตร แล้วอย่างนี้ ปัญหาสังคมจะหมดลงได้อย่างไร
ฉะนั้น จึงขอสรุปว่า วิธีการแก้ปัญหาของมนุษย์ด้วยวิธีการเพิ่มสิ่งตอบสนองความต้องการให้มากที่ สุดนั้นไม่สามารถแก้ได้ นำมาใช้ไม่ได้ผล เพราะยิ่งแก้ปัญหา ปัญหายิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ
(๒) ส่วนวิธีการแก้ปัญหาชีวิตมนุษย์ด้วยวิธีการที่ ๒ ก็คือ พยายามลดความต้องการลงมา
ถ้าลดความต้องการได้น้อย ปัญหาก็ลดลงได้น้อย ความสุขก็บังเกิดน้อย ถ้าลดความต้องการได้มาก ปัญหาก็ลดลงได้มาก ความสุขก็บังเกิดมาก ถ้าลดความต้องการจนเหลือศูนย์ ปัญหาก็เป็นศูนย์ ความสุขก็บังเกิดอย่างไพบูลย์ นั่นก็คือชีวิตของพระอรหันต์ ผู้สิ้นตัณหา ผู้สิ้นความอยาก ไม่ต้องการกอบโกยสิ่งใดเข้ามาสู่ตน เพียงสักแต่ว่า อาศัยบริโภคปัจจัย ๔ เลี้ยงชีวิตเพื่อใช้ชีวิตทำประโยชน์แก่โลกไปวันๆ แต่เมื่อใดที่ไม่สามารถจะขวนขวายแสวงหาปัจจัย ๔ มาโดยบริสุทธิ์ได้ ท่านก็พร้อมจะปล่อยชีวิตนี้ให้ตายไป อย่างไม่ติดข้องสิ่งใด
เมื่อนำวิธีการแก้ปัญหาชีวิตมนุษย์วิธีนี้มาใช้ ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นจะหมดไป ทั้งปัญหาส่วนบุคคล ปัญหาระดับสังคม และปัญหาระดับชาติ
ความจริงถ้าไม่มีปัญหาส่วนบุคคลเสียแล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็จะหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว เพราะคนเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด ถ้าหากทุกคนพยายามลดความต้องการลงมา ทรัพยากรบางส่วนที่เหลือ ก็จะได้นำไปเจือจานแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ผู้อดอยากขาดแคลนจะหมดไป เพราะทุกคนจะรู้จักพอตามฐานะอันสมควรแก่ตน
จริงอยู่ทรัพยากรนั้นก็ยังต้องทำการผลิตอยู่ แต่เราต้องจับประเด็นให้ถูกว่าปัญหาของมนุษย์นั้น เกิดจากความต้องการที่ไม่รู้จักอิ่มนี่เอง เพราะฉะนั้นจะไปแก้ปัญหาที่อื่นย่อมไม่สามารถแก้ได้ จะต้องมาควบคุมความต้องการของมนุษย์ให้อยู่ในขอบเขต พยายามลดลงมาให้อยู่ในขอบเขตอันดี ฉะนั้นการแก้ปัญหามนุษย์โดยวิธีการที่ ๒ นี้ จึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากเหลือเกิน
ความจริงวิธีนี้ไม่ใช่วิธีใหม่ เป็นวิธีการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้นั่นเอง สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้นเรียกว่าอริยสัจ ๔ ซึ่งถ้าหากผู้อ่านต้องการรายละเอียดความรู้เกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ ๔ มากๆ ขอให้ไปศึกษาจากหนังสือพุทธธรรม ซึ่งเขียนโดย พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน ต.บางระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ๗๓๑๑๐ ส่วนในบทความนี้จะขออธิบายอริยสัจ ๔ พอเป็นสังเขป
อริยสัจ ๔ นั้นก็คือ
๒) สมุทัย แปลว่า สาเหตุของทุกข์ ซึ่งก็คือตัณหาความอยาก ความต้องการที่มีสภาพไม่รู้จักพอ ยิ่งถมยิ่งลึก ยิ่งกินยิ่งหิว ยิ่งตอบสนองความต้องการ ความต้องการยิ่งเพิ่มมากขึ้น
๓) นิโรธ แปลว่าการดับทุกข์ การดับทุกข์ต้องไปดับที่ต้นเหตุของทุกข์ นั่นคือมาลด มาละ ตัณหา ความอยาก ความต้องการ
๔) มรรค แปลว่าวิธีการปฏิบัติเพื่อจะดับตัณหา นั่นก็คือ การปฏิบัติตามมรรคทั้ง ๘ องค์ ย่อลงมาเหลือได้ ๓ คือ ทาน ศีล และภาวนา
ท่านที่นำเอาทาน ศีล ภาวนา ไปปฏิบัติความทุกข์จะลดลงเรื่อยๆ แต่ต้องนำออกมาปฏิบัติจริงๆ นะ ไม่ใช่เพียงแค่ศึกษาวิธีการท่องจำได้ เหมือนกับคนเป็นโรค เพียงแต่ท่องชื่อตัวยา เมื่อไหร่โรคจะหาย จะต้องไปหาตัวยาชื่อนั้น ชื่อนั้น เอามาใส่หม้อ เอาไปต้มตามกรรมวิธีของยานั้นแล้วเอามากิน โรคจึงจะหายฉันใด ความทุกข์ก็ฉันนั้น จะดับได้ ต้องนำเอาทาน ศีล ภาวนา มาปฏิบัติอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย วันที่อ่านบทความนี้เลย แล้วทำต่อไปทุกวันจนเป็นกิจวัตร เพราะชีวิตใดที่ไม่มีทาน ศีล ภาวนา ชีวิตนั้นจะเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพียงแต่ว่ามันไม่แสดงให้เห็นทันทีทันใด ฉะนั้นคนไม่มีปัญญาจึงไม่เห็นคุณค่าของทาน ศีล ภาวนา เหมือนกับคนโง่ที่ไม่เห็นโทษของบุหรี่และยาเสพติดทั้งหลาย เพราะมันไม่ได้แสดงโทษในทันทีทันใดนั่นเอง แต่เมื่อใดที่เป็นโรคมะเร็งหรือโรคถุงลมโป่งพองแล้วละก็จึงจะรู้ซึ้งถึงโทษ ของบุหรี่ แต่ก็สายเสียแล้ว แก้ไม่ทันเสียแล้ว ช่างน่าสงสารคนโง่ทั้งหลายเสียเหลือเกิน
ฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายจงรีบนำเอาทาน ศีล ภาวนา มาปฏิบัติเสียก่อนที่ทุกข์ของท่านจะสุกงอมกลายเป็นโรคประสาท โรคจิต บ้า วิปลาส ฆ่าตัวตาย ฯลฯ จงรีบปฏิบัติตามธรรมะ ธรรมะเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งของท่านได้ในเวลาที่ท่านจะตาย
ผู้ใดที่ไม่แสวงธรรมะมาเป็นที่พึ่ง เวลาป่วยเวลาตายจะเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส แล้วก็ขอถามท่านผู้มีปัญญาว่า ท่านคิดหรือว่าท่านจะพ้นจากความตาย และก็อย่าคิดเลยว่าท่านจะตายเมื่ออายุได้ ๑๐๐ ปี เพราะความตายไม่แน่นอน ท่านอาจจะตายในวันนี้ก็ได้ อาจจะไม่มีโอกาสแก่ก็ได้ เพราะสาเหตุที่จะทำให้มนุษย์ตายโหงในสมัยนี้มีมากเหลือเกิน ขอบอกว่าความตายเหมือนเพชฌฆาตที่เงื้อดาบติดตามท่านไปทุกย่างก้าวตั้งแต่ เกิด พร้อมที่จะฟันลงทุกขณะ ความตายอยู่ที่ปลายจมูกของท่านนี่เอง และก็อย่านึกดีใจอุ่นใจว่าเรามีสมบัติเงินทองมาก มีญาติพี่น้องมาก อย่านึกฝันไปเลยว่าสิ่งนั้นจะเป็นที่พึ่งแก่ท่านได้
เศรษฐีบางคนมีเงินหลายพันล้าน แต่ต้องป่วยเป็นโรคมะเร็งลำคอ ไม่สามารถกินอะไรได้ ต้องอดอยากยิ่งกว่าขอทานข้างถนน ทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่ท่านมีนั้น จะส่งท่านสุดแค่โรงพยาบาล ส่วนญาติพี่น้องจะไปส่งท่านแค่เมรุ หรือฌาปนสถาน สิ่งที่จะติดตามท่านไปนั้นคือพลังแห่งบุญและบาปเท่านั้น ฉะนั้นจงเตือนตนอยู่ตลอดเวลาว่า สิ่งใดที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ก็ให้นึกถึงให้น้อยๆ ลงหน่อยเถิด
สิ่งใดที่ตายแล้วเอาไปได้ ก็ขอให้นึกถึงให้มากๆ ขึ้นหน่อยเถิด สมบัติ ลาภ ยศ เกียรติทั้งหลาย ที่ปรากฏอยู่บนโลกนี้เป็นเหมือนของเล่นอันไร้สาระให้เด็กเล่นขายของเท่านั้น มันเป็นเพียงเงามายาภาพที่สมมุติมาหลอกคนโง่เท่านั้น ขอบอกว่าเบ็ดที่เกี่ยวไส้เดือนไว้นั้น ตกได้แต่ปลาโง่เท่านั้น ฉะนั้น ขอเชิญชวนท่านผู้โง่เขลางี่เง่าทั้งหลายจงพยายามแสวงหาสมบัติ ลาภ ยศ เกียรติ ของโลกมาแบกมาหาบให้มากๆ เถิด ส่วนท่านผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดทั้งหลาย จงพยายามแสวงหาบุญกุศล แสวงหาธรรมะ แสวงหาปัญญาในทางพระพุทธศาสนา อันจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงมาให้ได้ ให้มากที่สุดเถิด
ต่อไปจะได้แนะนำเรื่องทาน ศีล ภาวนา ให้ท่านทั้งหลายนำไปปฏิบัติพอเป็นแนวทาง
๒. ศีล คือการที่เราจะรู้จักจำกัดขอบเขตของการตอบสนองความต้องการของตน โดยที่จะไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น และไม่เบียดเบียนสติสัมปชัญญะของตัวเอง ทุกคนควรพยายามรักษาศีล ๕ ให้ได้ หรือถ้ายิ่งสามารถรักษาศีล ๘ ได้จะยิ่งดี
ศีลทั้ง ๕ ข้อ คือความปกติของมนุษย์มีดังนี้
๒.๒ ไม่ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก ทรัพย์สินผู้อื่น
๒.๓ ไม่ล่วงละเมิดสตรี ไม่ว่าจะเป็นภรรยา ลูกสาว หรือคนในปกครอง โดยที่ผู้ปกครองไม่อนุญาต หรือหวงห้ามเอาไว้ ตลอดจนของรักของผู้อื่น เราไม่ควรจาบจ้วงล่วงเกิน
๒.๔ ไม่โกหก หลอก ลวง ผู้อื่น
๒.๕ ไม่ดื่มสุรา เมรัย เครื่องดองของมึนเมา คือมัชชะ มี กระท่อม กัญชา ฝิ่น เฮโรอีน ทินเนอร์ ฯลฯ
๓. ภาวนา คือการฝึกจิตให้มีคุณภาพดีขึ้นจนสามารถดับความต้องการ หรือตัณหา ลงได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถดับได้เด็ดขาด ภาวนานั้นจะแยกได้เป็น ๒ ส่วน คือ
วิธีปฏิบัติในอานาปานสติให้นั่งในที่ที่สมควร จะนั่งขัดสมาธิ หรือใหม่ๆ จะนั่งที่โซฟาห้อยขาก็ได้ แล้วหลับตา แต่ถ้าหลับตาแล้วง่วงให้ลืมตา จากนั้นตั้งสติไว้ที่ปลายจมูก ให้ทำความรู้ตัวรู้สึกขณะหายใจเข้าและหายใจออก พยายามอย่าไปคิดเรื่องอื่น ให้คิดแต่ลมหายใจอย่างเดียว ใหม่ๆ ให้นั่งสัก ๕ นาที ต่อไปให้เพิ่มเวลาจนนั่งได้วันละ ๓๐ นาทีทุกวัน ยิ่งถ้านั่งได้วันละชั่วโมงจะเป็นประโยชน์มาก
๓.๒ การเจริญปัญญา หรือเรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน หรือการพินิจพิจารณาให้เห็นความจริงของชีวิตว่า กายและใจนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา เพราะมิใช่ตัวเราของเรา จะขอแนะนำวิธีที่ง่ายที่สุด จะได้นำไปปฏิบัติทุกวันคือ ขอให้ท่องก่อนนอนทุกวัน พร้อมทั้งตั้งจิต ตั้งสติ ตั้งปัญญา พินิจพิจารณาให้เห็นแจ้งว่า
๒) เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
๓) เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
๔) เราจะต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจทั้งสิ้น
๕) เรามีกรรมเป็นของๆ ตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
วิธีนี้เป็นการเจริญปัญญาในเบื้องต้น สำหรับท่านที่มีศรัทธาที่จะปฏิบัติให้ละเอียดยิ่งขึ้น ขอให้ไปแสวงหาความรู้ต่อไป
สำหรับพุทธศาสนิกชนแล้ว ควรจะแสวงหาทาน ศีล ภาวนา เข้ามาใส่ตัว อย่าให้ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะแต่ละอย่างมีคุณค่าในการดับความทุกข์ให้แก่ตัวเองทั้งนั้น
เป็นเวลานานแล้ว ที่สังคมพยายามกีดกันพระพุทธศาสนาที่เคยให้ความสงบร่มเย็นแก่สังคมไทยมานับ พันปี โดยเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นส่วนเกิน จึงก่อให้เกิดปัญหาแก่สังคมอย่างมากมายมหาศาล จนปัจจุบันนี้ ไม่มีใครสามารถที่จะมาแก้ไขได้เลย เว้นไว้แต่ว่าสังคมจะดึงพระพุทธศาสนากลับเข้ามาให้ความร่มเย็นแก่สังคมไทย อีกครั้ง โดยเปลี่ยนความคิดที่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นส่วนเกินของสังคม เป็นว่า พระพุทธศาสนานี่เองที่สังคมยังขาดอยู่
ฉะนั้น ถ้าหากท่านผู้ใดปรารถนาจะให้เกิดความสงบร่มเย็นเกิดสันติแก่สังคมละก้อ ขอให้นำเอาทาน ศีล ภาวนา เข้ามาสู่จิตใจตนเองและคนรอบข้าง พยายามช่วยกันเผยแพร่พระพุทธศาสนา และสนับสนุนกิจกรรมในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาทุกกรณี ทั้งด้วยกำลังกาย กำลังความคิด และกำลังทรัพย์ ตามความสามารถของตนที่จะทำได้ เมื่อใดที่ร่มธรรมได้เริ่มแผ่ขยายกว้างขึ้น กว้างขึ้น สังคมจะค่อยๆ สงบร่มเย็นมากขึ้นมากขึ้น สันติสุขจะแพร่หลายไปทุกหย่อมหญ้า รอยยิ้มจะปรากฏอยู่บนใบหน้าคนทุกชนชั้น การเบียดเบียนกันจะสาบสูญสิ้นไป เมื่อใดที่แผ่นดินเต็มไปด้วยธรรมะ ทองคำจะปรากฏอย่างเนืองนอง สมชื่อแผ่นดินทอง แผ่นดินธรรม ดังนี้แล
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ตติยัมปิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ตติยัมปิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ตติยัมปิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
ข้าพเจ้า ขอถึงซึ่งพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่งอันสูงสุด ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ สาธุ
ปัจจุบันนี้ บุคคลทุกเพศ ทุกชั้น ทุกวรรณะ ได้หันมาสนใจการประพฤติปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนไม่น้อย ผู้เขียนจึงเกิดมีกุศลจิต คิดจะบรรยายวิธีการปฏิบัติธรรม เพื่อการบรรลุธรรม พ้นจากเขตของความเป็นปุถุชน เข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองในภาคปฏิบัติ ด้วยกำลังอันน้อยนิดเท่าที่มีอยู่
บุคคลผู้ที่จะพัฒนาจิตของตนให้เข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน จำเป็นจะต้องพัฒนาคุณธรรม ๕ ประการ ให้บังเกิดขึ้นมาในจิตของตนให้ได้คือ