พุดตานกถา (รวมเล่ม) - OLD

พุดตานกถา

คำนำ

หนังสือเล่มนี้ตั้งใจพิมพ์ขึ้นมา เพื่อแจกเป็นธรรมทาน หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ได้รับหนังสือเล่มนี้ไม่มากก็น้อย

พุดตานกถา เป็นการเขียนธรรมะสุภาษิต ๑๐๘ หัวข้อ แต่ละหัวข้อไม่ต่อเนื่องกัน ฉะนั้น ใครจะอ่านจากท้ายมาหน้า หรือจากหน้าไปท้าย ก็จะได้ความหมายเช่นเดียวกัน

ส่วนคาถาอุปปาตะสันตินั้น เป็นคาถาเก่าแก่ของล้านนา เป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์และเนื้อหาไพเราะมาก จึงเห็นว่าควรจะพิมพ์แจกเพื่อเผยแพร่แก่พุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งหลาย ซึ่งจะเป็นมงคลแก่ผู้ที่จะเอาไปอ่าน หรือเอาไปสวดเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับบุญกุศลคุณความดีในการพิมพ์คาถาอุปปาตะสันติเผยแพร่นี้ ต้องขอถวายความดีนี้แด่พระคุณท่าน และยกความดีนี้แก่ท่านทั้งหลาย ซึ่งได้เมตตาตรวจแก้บาลีและคำแปล ดังต่อไปนี้

ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ ธัมมานันทะมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต วัดท่ามะโอ จ.ลำปาง

ท่านเจ้าคุณพระธรรมคุณาภรณ์ (เช้า ิตปญฺโ ปธ.๙) วัดโพธาราม จ.นครสวรรค์

ท่านเจ้าคุณพระศรีกิตติโสภณ วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส

พระครูสุนทรวิลาศ และพระมหาสุชาติ กิตฺติวํโส วัดชนะสงคราม

พระครูธรรมธร สุมนต์ นนฺทิโก วัดจากแดง

อาจารย์ประณีต ก้องสมุทร

อาจารย์รุ่งอรุณ จันทร์สงคราม

อาจารย์จำรูญ ธรรมดา

และคุณไพบูลย์-คุณวิไล สีสรรพ์

ส่วนบทสวดมนต์มงคลเก้านั้น เป็นบทสวดที่พระอาจารย์จำเนียร สีลเสฏฺ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของข้าพเจ้า ใช้สวดเป็นประจำในเวลาสวดพุทธาภิเษกวัตถุมงคล สวดเพื่อเป็นมงคลแก่ญาติโยมในโอกาสต่างๆ หรือสวดเพื่อขับไล่เสนียดจัญไร เห็นว่าเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงได้นำมาพิมพ์เอาไว้ด้วย

ข้าพเจ้าต้องขออนุโมทนาในกุศลต่อท่านทั้งหลาย ที่มีส่วนช่วยให้หนังสือเล่มนี้สำเร็จขึ้นมา ทั้งท่านผู้บริจาคทรัพย์ และท่านที่ขวนขวายในการจัดพิมพ์ทุกท่าน

ส่วนข้อผิดพลาดบกพร่องที่มีอยู่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้น ต้องขออภัยต่อท่านผู้รู้มา ณ ที่นี้ด้วย

ความดีและบุญกุศลจากการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าขอแผ่อุทิศให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีส่วนในกุศลนี้โดยทั่วกัน ขอให้พระพุทธศาสนาจงเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนมั่นคงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่สรรพสัตว์ทั้งปวงไปตลอดสิ้นกาลนานด้วยเทอญ

ขออนุโมทนา

พระชุมพล พลปญฺโ
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๖

พุดตานกถา

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

ขอนมัสการพระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว

ขอนอบน้อมพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้สืบพระพุทธศาสนา

ขอพระรัตนตรัยจงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระพุทธเจ้า

ข้าพระพุทธเจ้าจะทำการรจนาร้อยแก้ว เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ประชุมชน อันมีนามว่า 'พุดตานกถา'

ด้วยพุทธบารมี ธรรมบารมี สังฆบารมี

ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าพึงมีปัญญาอันไม่ติดขัดด้วยเทอญ

พุดตานกถา ๑ - ๙

ราตรีนี้สั้นนัก
ชีวิตคนมิใช่ยั่งยืนยาวไกล
จงอย่าประมาทในชีวิต
ชีวิตของเราไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ความตายเป็นของแน่นอน
ควรละความชั่ว ควรสร้างความดี ควรสร้างบุญ
เพราะว่าสัตว์ที่เกิดมาแล้ว จะล่วงพ้นอำนาจพระยามัจจุราชไม่มี
บุคคลผู้มีปัญญาเมื่อเห็นแจ้งในความไม่เที่ยงของชีวิต
ย่อมขวนขวายศึกษาธรรม และประพฤติธรรม
พระธรรมจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง

อย่ากลัว ที่จะทำตัวให้ต่างจากคนชั่ว
อย่าเกรง ที่จะพัฒนาตนให้ดีขึ้น
อยากเจริญ ต้องกล้าแปลกแยกจากความชั่ว
อยากพัฒนา ต้องขวนขวายเข้าหาความดีงาม
ผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ ต้องแสวงหากัลยาณมิตร
กัลยาณมิตร คือผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่าเราสำหรับเป็นตัวอย่าง
พร้อมทั้งสามารถให้โอวาท ชี้นำ ทำให้ดู บอกข้อบกพร่องได้
อยากได้ดีต้องขวนขวายเข้าหามิตรดี เพื่อนดี
ถ้าหาคนดีคบไม่ได้ไซร้
พึงอยู่ผู้เดียว และไม่พึงกระทำความชั่ว

ทุกเช้า ให้เป็นเช้าที่จะริเริ่มสร้างความดี
ทุกค่ำให้ประเมินตนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง
เอาความผิดพลาดเป็นครู เพื่อแก้ไขในวันรุ่งขึ้น
อย่ามีชีวิตที่ถอยหลังหรืออยู่กับที่
ทุกวันต้องเป็นวันเพื่อขวนขวายละชั่ว ทำดี
ชีวิตนี้ต้องดีขึ้น อย่าเลวลง
น้ำหยดทีละหยดยังเต็มตุ่ม
บารมีที่ขวนขวายสร้างทีละนิด จะเต็มได้
อย่าดูถูกตัวเอง แล้วไม่สร้างความดี
อย่าสบประมาทตัวเอง แล้วไม่ละความชั่ว
อย่าจมปลักอยู่กับอดีต แล้วไม่พัฒนาตน
ทางเดินร้อยลี้ เริ่มจากก้าวก้าวเดียว

คนเลี้ยงม้าให้พระราชา ยังเป็นคุณหลวงได้
หมอนวดพระราชา ยังเป็นคุณพระได้
ผู้ที่ช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ แก่ผู้ยิ่งใหญ่
ย่อมสามารถมีศักดิ์ฐานันดรอันสูงได้
ในโลกนี้ ไม่มีใครใหญ่เกินองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ที่ช่วยเหลืองานเล็กๆ น้อยๆ แก่พระองค์ผู้จอมไตรภพ
เช่นปัดกวาดเช็ดถูพระพุทธรูป หิ้งพระ
กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์
แม้แต่ล้างส้วม ทำความสะอาดในวัดวาอาราม
ย่อมสามารถมีศักดิ์ฐานันดรอันยิ่งใหญ่ทางธรรมได้
งานเล็กน้อยที่สร้างอุทิศแก่ผู้ยิ่งใหญ่นั้น
ผลมิได้ออกมาเล็กน้อยด้วยเลย
ฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด
จึงขวนขวายในการบูชาพระรัตนตรัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

บุคคลอาจเดินทางไปในทิศต่างกัน
แต่จุดหมายปลายทางเดียวกันคือป่าช้า
เมื่อเกิดมาก็เอาความตายมาด้วย
ความเกิดก็คือความตาย ความตายก็คือความเกิด
ชีวิตก็คือความใกล้ตาย
ก่อนตายก็คือมีชีวิต
คนโง่คิดว่ามีอยู่ แท้ที่จริงดับสลาย
เกิดมาชั่วขณะ ก็แตกดับเปลี่ยนแปลง
ความเที่ยงแท้คือของหลอก
ความแตกดับคือของจริง
อย่าหลอกตัวเองอยู่ในความฝัน
อย่ากลบเศษแก้วไว้ด้วยขี้เถ้า
ความตายคือของที่อยู่ในพกในห่อ ไปไหนก็เอาไปด้วย
ควรสร้างกุศล ควรประพฤติธรรม ควรประกอบบุญบารมี
อย่าปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยไปเปล่า
เพราะผู้ประมาท ย่อมไปยัดเยียดอยู่ในนรก ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด

รักตัวเองจริง ต้องฝึกฝนตน
การกระทำของตัวเองนั่นแล คือเครื่องบ่งชี้
หาใช่คำสรรเสริญนินทาไม่
คำพูดคน ไม่อาจทำให้ หินลอยน้ำ นุ่นจมน้ำ
จงเคารพตนเองด้วยการสร้างความดี
การสร้างความชั่วคือการทำร้ายตน
ความดีช่วยให้เราเจริญในขณะที่เรากระทำ
ไม่ต้องรอจนกระทั่งขณะที่คนยอมรับ
คำเชื้อเชิญกินข้าว ยังไม่สามารถช่วยให้อิ่มท้องได้
สรรเสริญ นินทา เป็นของกลวง
สิ่งที่เรากระทำนั่นแหละ ของจริง

จิตของเราท่านเปรียบว่าซนเหมือนลิง
การฝึกสมาธิก็คือการฝึกลิง
หรืออีกประการท่านเปรียบว่าฝึกโคดื้อ
การฝึกสมาธิ ต้องอดทน
พึงมีศีลและกุศลธรรมทั้งปวงเป็นบาทฐาน
สติเป็นตัวดำเนินการงาน ความเพียรพยายามคือกำลัง
กำหนดจิตอยู่ที่องค์กรรมฐาน อย่าทอดธุระ
ถึงแม้จะมีอารมณ์ภายนอกมารบกวนก็อย่าท้อแท้
ทางเดินร้อยลี้เริ่มจากก้าวก้าวเดียว
ก่อนอรุณรุ่ง ใยมิใช่มืดสนิท
ท่านผู้ชำนาญในสมาธิ ก็เคยเป็นอย่างเรามาก่อน
แต่เพราะการฝึกฝนไม่ล้มเลิกจึงสำเร็จผลได้
ความสุขจากสมาธิ เป็นความสุขอันประเสริฐ
คุ้มค่ากับการอดทนลงทุนลงแรงฝึกฝน
วันนี้คุณทำสมาธิหรือยัง

รักร้อยย่อมทุกข์ร้อย
รักห้าสิบย่อมทุกข์ห้าสิบ
รักหนึ่งย่อมทุกข์หนึ่ง
ไม่รักย่อมไม่ทุกข์
ความโศกย่อมเกิดจากความรัก
ความกลัวย่อมเกิดจากความรัก
ผู้ที่ปราศจากความรักย่อมปราศจากความโศกและความกลัว
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
จิตดวงที่มีความรักย่อมคัดค้านความไม่เที่ยง
สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
จิตดวงที่มีความรักย่อมคัดค้านความเป็นทุกข์
สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา
จิตดวงที่มีความรักย่อมคัดค้านความเป็นอนัตตา
จิตดวงที่มีความรัก ย่อมกลัวการปรากฏขึ้นของความจริง
จิตดวงที่มีความรัก เมื่อความจริงปรากฏขึ้น ย่อมมีโศก
จิตดวงที่ไม่ยอมรับความจริง ย่อมมีความกลัว ย่อมมีความโศก
รักร้อยย่อมทุกข์ร้อย
รักห้าสิบย่อมทุกข์ห้าสิบ
รักหนึ่งย่อมทุกข์หนึ่ง
ไม่รักย่อมไม่ทุกข์

ที่บอกว่าเห็นโทษกิเลสแล้ว แต่ยังละไม่ได้
นั่นคือบอกว่า ยังไม่เห็นโทษกิเลสนั่นเอง
ที่เห็นโทษแล้วต้องละได้
ที่ยังละไม่ได้คือไม่เห็นโทษ
ความรู้นั้นอย่างหนึ่ง
แต่รู้หลังจากละนั้นคือรู้แจ้งเห็นจริง
รู้ก่อนละคือปัญญา รู้หลังละคือวิมุตติญาณทัสสนะ
เมื่อรู้แล้วฝึกละด้วย นั่นคือผู้ปฏิบัติ
ถ้ารู้แล้วไม่ละ ไม่มีคุณค่าของการรู้
ผู้เรียนธรรม จะแตกฉานในธรรมไม่ได้
ถ้าไม่มีผลงานในภาคปฏิบัติ
อยากรู้ธรรมะ อย่าเพียงแค่รู้ท่อง
อยากรู้ให้จริง ต้องรู้ละ

พุดตานกถา ๑๐ - ๑๘

๑๐

ตัณหาสร้างความหิวโหยกระหายให้เกิดขึ้นแก่จิต
อุปาทานสร้างความยึดมั่นถือมั่นให้เกิดขึ้นแก่จิต
ยิ่งยึดมั่นถือมั่นมาก ก็ยิ่งเป็นการสร้างกรงกับดักให้จิต
ฝูงชนในโลกมากมาย กายเป็นอิสระ แต่ใจถูกจองจำ
ยึดมั่นในตัวตนของตน ยึดมั่นในของรัก ยึดมั่นในของเกลียด
ท่านผู้มีอิสระเสรีทางจิต จะต้องไม่กำหนดหมายดังนี้ว่า
สิ่งใดเป็นของเรา สิ่งใดเป็นของเขา
สิ่งใดเป็นของรัก สิ่งใดเป็นของเกลียด
สิ่งใดเป็นของดี สิ่งใดเป็นของเลว
จิตย่อมเป็นอิสระจากความชอบ และความชัง
จิตที่มีอิสระย่อมว่างเบาสบาย
ย่อมปราศจากความรัก ชัง เกลียด โกรธ หวง ห่วง อาลัย
ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแล ดับอุปาทานได้

๑๑

ความว่างมีเพื่อสละ มิใช่มีเพื่อครอบครอง
เพราะการครอบครอง จึงไม่ว่าง
เพราะการสละ จึงว่าง
การปฏิบัติธรรม ปฏิบัติเพื่อแสวงหาความว่าง
แต่เมื่อเจอความว่างจากการปฏิบัติ
ต้องสละความว่างแม้นั้นอีก อย่าครอบครองเป็นของเรา
การครอบครองคือการสงวนรักษากลัวหาย กลัวเสื่อม
เมื่อคิดครอบครอง ย่อมทำลายความว่างจิตว่างเสียสิ้น
เมื่อสละความว่าง ความว่างจึงแสดงอานุภาพของมันอย่างเต็มที่
นั่นคือ ความว่างจะช่วยทำลายกิเลส อาสวะ อนุสัย ที่หมักดองนอนเนื่องอยู่ในสันดานมาหลายกัปกัลป์
เมื่อเจอความว่าง จงสละ อย่าครอบครอง

๑๒

สังขารเป็นของไม่เที่ยงอยู่แล้ว
แต่การไม่หยั่งรู้ความเป็นไปแห่งสังขาร จึงถูกปิดบัง
การเจริญสติเป็นเครื่องเปิดเผยความจริงของสังขาร
ฉะนั้น จงอย่าท้อถอยในการเจริญสติปัฏฐาน
สติปัฏฐานนั่นแหละ นำบุคคลไปสู่อมตะ
เป็นสาเหตุแห่งการพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
สติที่เป็นไปในกาย จะเปิดเผยความจริง
ความไม่เที่ยงของสังขารจะปรากฏแก่ญาณปัญญา
อุปาทานที่ยึดมานานจะคลายออก
กิเลสทั้งหลายทั้งปวงจะถูกชำระ
ทางมีอยู่ ขอเชิญท่านทั้งหลายพากันเดินสู่ความดับทุกข์

๑๓

คนเรานั้นเกิดคนเดียว ตายคนเดียว
ไม่ได้เอาสมบัติมา ไม่ได้เอาสมบัติไป
รักกันเพียงใด ก็ต้องพลัดพราก
หวงไว้เพียงใด ก็ต้องจำจาก
ข้ามาคนเดียว ข้าไปคนเดียว
ไม่มีใครเป็นอะไรของใคร
ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป
ยิ่งยึดยิ่งทุกข์ ปล่อยวางได้จึงเบาสบาย
ดินน้ำไฟลมนั้นไม่รู้จักกัน
อุปาทานเท่านั้นที่สร้างมายามาผูกพัน
เมื่อความโง่เข้าครอบงำจะผูก
เมื่อปัญญาแจ่มแจ้งจะสลัดคืน
เมื่อมาจากดิน ท้ายที่สุดก็สลายกลายเป็นดิน
ยึดเอาไว้ก็ได้แต่ทุกข์ตอบแทน
อยากโง่ก็ยึดต่อไป คิดได้ก็วางเสีย

๑๔

ร่างกายมนุษย์มองด้วยตาแล้วแตกต่าง
แต่เมื่อมองด้วยปัญญาญาณแล้วเป็นเช่นเดียวกัน
นั่นคือดิน น้ำ ไฟ ลม
ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย
เมื่อตัวละครไม่มีแล้ว เรื่องราวละครจะมีได้อย่างไร
เมื่อเห็นแจ้งในความเป็นธาตุของกายมนุษย์
เรื่องราวในโลกที่ปรากฏแก่ปัญญาก็เป็นโมฆะ
ไม่ควรเป็นที่ตั้งแห่งความรัก ชัง เกลียด โกรธ หวง ห่วง
ที่ยึดมั่นถือมั่นเพราะหลงผิด
ที่เฝ้าคอยยินดี ยินร้าย เพราะไม่รู้ความจริง
ความตายจะบอกความจริง ความพลัดพรากคือของแน่นอน
ยึดมั่นเพียงใดก็แตกดับ
หวงห่วงเพียงใดก็สิ้นสูญ
เกิดมากับความไม่มี ตายไปกับความไร้

๑๕

อาหารเป็นของที่จะต้องบูดเน่าเมื่อผ่านกาลเวลา
ร่างกายนี้ประกอบขึ้นมาจากอาหาร
นั่นคือร่างกายประกอบขึ้นมาจากของที่บูดเน่า
ตุ๊กตาที่สร้างจากทองคำ ย่อมแสดงคุณสมบัติของทองคำ
ตุ๊กตาที่สร้างจากอุจจาระ ย่อมแสดงคุณสมบัติของอุจจาระ
ร่างกายย่อมแสดงออกซึ่งคุณสมบัติแห่งของบูดเน่า
ย่อมเป็นรังของโรค เป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรค
ร่างกายประกอบมาจากสิ่งที่มาจากหลายถิ่นหลายที่
ท้ายที่สุดร่างกายจึงแตกสลายพลัดพรากกระจัดกระจาย
ชีวิตเริ่มต้นจากความไม่มี และตายไปกับความไร้
เมื่อเกิดมาก็ล้วนรู้แน่ว่าจะต้องตาย
สิ่งที่พบพานในชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นมายาทั้งสิ้น
ผู้หลงใหลในมายาย่อมถูกคร่ากุมจองจำไว้ด้วยมายา
ผู้ใฝ่ในสัจจะพึงละความยินดีในมายาเสีย

๑๖

ปริยัติธรรมเปรียบเหมือนแผนที่
การปฏิบัติธรรมคือการเดินทาง
จุดหมายในแผนที่คือสถานที่น่ารื่นรมย์
จุดหมายในการปฏิบัติธรรมคือพระนิพพาน
สมบัติในโลกนี้เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ลาภ ยศ สรรเสริญ เหมือนดอกไม้บาน ไม่นานก็เหี่ยวเฉา
รูปลักษณ์ย่อมเก่าแก่ชราคร่ำคร่าไปตามกาล
ญาติสนิทมิตรสหายล้วนพลัดพรากจากกันในที่สุด
เมื่อยามเกิดคิดจะมาครอบครองโลก
ยามใกล้ตาย แขน ๒ ขา ๒ ยังบังคับบัญชาไม่ได้
บัณฑิตสละสมบัติในโลกเพื่อแลกอริยทรัพย์
สละความยึดมั่นเพื่อแลกอิสระเสรีทางจิต
เมื่อมองด้วยตาปัญญาแล้ว สมบัติในโลกไม่มีอันใดควรอาลัย
โลกนี้เป็นทุกข์ นิพพานเป็นสุข
แผนที่มีอยู่แล้ว ให้เร่งเดินทาง

๑๗

โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ต้องลงทุน
ต้องสละอย่างหนึ่ง เพื่อจะได้อีกอย่างหนึ่ง
สละสิ่งของ เพื่อให้ได้น้ำใจ
สละผลประโยชน์ เพื่อแลกความน่าเชื่อถือ
สละหยาดเหงื่อ เพื่อให้ได้ผลงาน
คิดเอาทุกอย่าง จะเจอทางตัน
ยอมสละบางอย่าง จะเจอทางรอด
ถอยออกมาก่อน อาจเจอทางเดินหน้า
ยอมแพ้เสียก่อน อาจเจอทางชนะ
สละความเห็นแก่ตัว เพื่อให้ได้ใจบริสุทธิ์
สละขันธ์ ๕ เพื่อให้ได้นิพพาน
หอบพะรุงพะรัง ขึ้นไม่ถึงยอดเขา
บรรทุกมาก เรือจะจม
คนฉลาด รู้จักสละในกาละเทศะอันสมควร
จะประสบผลสำเร็จในทุกวิถี

๑๘

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า พระองค์แสดงธรรมประดุจเรือ
เมื่อบุคคลอาศัยเรือมาถึงฝั่ง ก็ทิ้งเรือขึ้นฝั่ง
ไม่ต้องแบกหาบหามเรือตามไปบนฝั่งด้วย
เพราะว่าพระองค์แสดงธรรมเพื่อเกื้อหนุนการละวาง
มิได้แสดงธรรมเพื่อเกื้อหนุนความยึดมั่น
เพราะการยึดมั่นทั้งปวงมีโทษทั้งสิ้น
แม้แต่กระทั่งการยึดมั่นในธรรม
จงอาศัยธรรมเพื่อเป็นเครื่องข้ามฝั่ง
ทรงตรัสสอนให้รู้จักละวางอุปาทาน แม้กระทั่งธรรมะ ไม่ต้องพูดถึงอธรรมแล้ว
การละชั่วทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม การยังจิตให้ขาวรอบ
นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มา

พุดตานกถา ๑๙ - ๒๗

๑๙

ธรรมะที่แท้จริงเป็นของไร้ภาษา
เพราะว่าภาษาทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่เป็นมายา
การเทศนาธรรมคือการอาศัยใช้มายาเพื่อชักจูงให้คนเข้าถึงสัจธรรม
การแจ่มแจ้งในสัจจะ ต้องเกิดพุทธิภาวะขึ้นในใจของผู้ฟังเอง
ฉะนั้น การจะรู้แจ้งสัจธรรม ผู้ฟังต้องเอาใจมาฟัง มิใช่หู
ผู้ฟังต้องรู้เอง แจ้งเอง เห็นเอง ละเอง ที่ใจของตน
ภาษาเป็นแค่เพียงสื่อให้ผู้ฟังปลงปัญญาที่ใจตนเอง
ฉะนั้น การสร้างบารมีทั้งปวงจึงจำเป็นอย่างยิ่ง
นั่นคือ บารมีเป็นสิ่งเกื้อหนุนเตรียมใจรอการบรรลุธรรม
จิตใจที่ไร้บารมี เมื่อฟังธรรม ย่อมไม่บังเกิดผล
ฉะนั้น จงขวนขวายสร้างบารมีทุกอย่างทุกเมื่อ อย่าทอดธุระ
เพื่อเป็นการเตรียมใจเพื่อควรแก่การรู้แจ้งสัจธรรม
ผู้มีบารมีจึงบรรลุธรรม ไร้บารมีไม่บรรลุ

๒๐

เมื่อคิดทำดี
อย่าเพียงทำดีกับคนที่ตัวเองชอบ
จงทำดีกับคนที่ตัวเองเจอ
คนที่เราชอบและคนที่เราชัง ย่อมมีอยู่ในโลก
แต่พึงปฏิบัติต่อคนทั้งสองประเภทให้เสมอกัน
อย่ากลายเป็นคนลำเอียงเพราะคนที่เราชอบ
อย่ากลายเป็นคนใจดำเพราะคนที่เราชัง
พระพุทธองค์ตรัสสอนให้ทำจิตหนักแน่นอย่างแผ่นดิน
ย่อมรองรับของเหม็น ของหอม คนชั่ว คนดี อย่างเสมอกัน
ผู้ปฏิบัติธรรมชั้นต้น ย่อมรักคนดี เกลียดคนชั่ว
ผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูง ไม่รักคนดี ไม่เกลียดคนชั่ว
ย่อมวางจิตในคนทั้งปวงด้วยเมตตาเสมอกัน
มหาบุรุษทั้งหลาย ย่อมมีจิตใจหนักแน่นมั่นคงกว้างขวางยิ่งใหญ่ ประดุจดังแผ่นดิน

๒๑

มิใช่มีค่าที่เวลา
แต่มีค่าตรงที่นำเวลามาทำการงานที่มีประโยชน์
มิใช่มีค่าที่สมบัติ
แต่มีค่าที่นำสมบัติมาสร้างประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลชน
ขึ้นที่สูงอย่างมั่นคงต้องเอามวลชนเป็นฐาน
ก่อนจะได้อะไรให้ได้หัวใจของมวลชนก่อน
หลังจากนั้นการได้ทุกสิ่งทุกอย่างจะถาวรมั่นคง
ผู้เป็นใหญ่ควรเป็นใหญ่โดยธรรม
เมตตาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจประชุมชนทุกหมู่เหล่า
จงใหญ่ขึ้นมาด้วยเมตตาใหญ่ โอบอ้อมอารีใหญ่
ความชั่วช้าเลวทรามเป็นของชั่วคราว
ความดีเป็นของคงทนถาวร

๒๒

คนเราไม่ได้มีค่าตรงเกิดที่ไหน
แต่มีค่าตรงที่เกิดมาทำอะไรก่อนตาย
ทำเพื่อผู้อื่นจะมีค่า
ทำเพื่อตนเองจะด้อยค่า
ซื่อสัตย์สุจริตจะมีค่า
ทรยศคดโกงจะไร้ค่า
ชีวิตคือการทดสอบ
โลกนี้คือห้องสอบ
จากเกิดจนตายคือเวลาที่ให้
ขึ้นสู่ที่สูงได้ด้วยการก้าวขึ้น
ลงสู่ที่ต่ำได้ด้วยการก้าวลง
อยากรู้ว่าอดีตทำอะไรไว้ ก็จงดูว่าปัจจุบันเป็นอย่างไร
อยากรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็จงดูว่าปัจจุบันทำอะไรไว้
เข็มทิศที่ใช้นำทางชีวิตอยู่ในมือคุณนั่นเอง

๒๓

รู้แล้วผยองคือรู้จำ
รู้แล้วเรียบง่ายคือรู้แจ้ง
รู้ชั้นต่ำคือรู้เพื่อต้องการโดดเด่น
รู้ชั้นสูงคือรู้เพื่อต้องการกลมกลืน
คนโง่อยากดูเป็นจุดเด่น
คนฉลาดอยากดูเป็นธรรมดา
คนโง่ต้องการเป็นเป้า
คนฉลาดต้องการเป็นพื้นเพ
รู้แล้วยิ่งใหญ่คือยิ่งรู้ยิ่งโง่
รู้แล้วถ่อมตนคือยิ่งรู้ยิ่งแจ้ง
คนโง่และคนฉลาด เมื่อผ่านการเรียนรู้เรื่องเดียวกัน แต่จะแสดงอาการปรากฏต่างกัน

๒๔

คนดีแสดงตัวเพื่อประโยชน์แก่มวลชน
คนชั่วแสดงตัวเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง
คนชั่วคิดว่าการสร้างบุญกุศลคือการสูญเสีย
คนดีคิดว่าการเสียสละคือการได้รับ
ในรถยนต์คันหนึ่งถูกควบคุมด้วยคนขับ
โลกทั้งโลกมีหัวใจคนเป็นผู้ขับเคลื่อน
ก่อนที่เราจะได้อะไรจากใคร ให้ได้หัวใจเขามาก่อน
หลังจากนั้นเขาจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเต็มใจ
คนดีมองเห็นทั้งองค์ประกอบทางวัตถุและจิตใจ
คนชั่วมองเห็นแต่วัตถุอย่างเดียว
คนดีคือผู้ชาญฉลาด
คนชั่วคือผู้โง่เขลาเบาปัญญา

๒๕

อย่าเป็นครู เพราะอยากควบคุมศิษย์
อย่าเป็นผู้นำ เพราะอยากควบคุมบริวาร
การให้ด้วยใจบริสุทธิ์ นำมาซึ่งสรรพสิ่ง
การเกื้อกูลเป็นจุดกำเนิดของโลก
เป็นผู้รับเป็นง่าย และมีอยู่ทุกแห่งหน
เป็นผู้ให้เป็นยาก แต่เป็นที่ต้องการในทุกแห่งหน
โลกสมดุลได้เพราะมีทั้งผู้รับและผู้ให้
ถ้ามีเพียงผู้รับ แต่ขาดผู้ให้ จะเกิดกลียุค
จงฝึกฝนนิสัยการให้จนเคยชินเสียแต่วันนี้
แล้วคุณจะเป็นที่ต้องการที่ปรารถนาในทุกแห่งหน

๒๖

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
มิใช่เป็นไปตามความกังวลของเรา
ผู้ฉลาดสร้างเหตุให้ดี
คนโง่คอยกังวลแต่ผล
ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
อดีตและอนาคตจะดีไปเอง
ประสิทธิภาพของคนเรา เต็มร้อยอยู่ที่ปัจจุบัน
ประสิทธิภาพเป็นศูนย์อยู่ที่อดีตอนาคต
วางแผนไว้มากมาย ไม่สู้ปฏิบัติการ
จำอดีตไว้มากมาย ลืมเสียบ้างกลับมีคุณ

๒๗

อาจารย์ที่ดีสั่งสอนศิษย์เพื่อโลก
ไม่สอนเพื่อประโยชน์แก่อาจารย์เอง
การสอนให้คนดี ทำให้โลกมีคนดี
โลกนี้จะดำรงอยู่ได้ด้วยความดี ไม่ใช่ความชั่วร้าย
คุณธรรมเป็นของที่ไม่เห็นด้วยตาเปล่า
แต่เป็นของจำเป็นยิ่งในโลก
พระพุทธศาสนาให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่มวลชนมาทุกยุค
ธรรมะเป็นประดุจสุริยันจันทรา
ยิ่งปกปิดก็ยิ่งเศร้าหมอง ยิ่งเปิดเผยก็ยิ่งสว่างกระจ่างแจ้ง
การเกื้อหนุนให้พระพุทธศาสนามั่นคง
ก็คือการแผ่ความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่มวลชนนั่นเอง

พุดตานกถา ๒๘ - ๓๖

๒๘

วิ่งเต้นได้กำลังกาย
หยุดนิ่งได้กำลังจิต
หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เมื่อเลิกหาจึงเจอ
เมื่อเจอแล้วก็ไม่รู้หาทำไม ไม่รู้เจอทำไม
วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่ถึง เมื่อจอดจึงถึง
ถ้าจอดไม่เป็น ที่วิ่งมาก็ไร้ค่า
จงวิ่งให้เป็น จงหยุดให้เป็น
จงหาให้เป็น จงพอให้เป็น
ถ้าพอไม่เป็น ที่หามาก็ไร้ค่า
อย่าคิดว่าการตอบสนองความอยาก นำมาซึ่งสุข
คนวิ่งไม่รู้จักหยุดนั้นเหนื่อยแสนเหนื่อย
คนหาไม่รู้จักพอนั้นทุกข์แสนทุกข์
กลับมาหาตัวเองให้เจอดีกว่า
สิ่งที่ตัวเองต้องการนั้นคืออะไรแน่
จงดับความอยาก แล้วพอให้เป็น

๒๙

ไม่มีศัตรูใดร้ายเท่ากับจิตที่ตั้งไว้ผิด
ไม่มีมิตรใดดีเท่ากับจิตที่ตั้งไว้ถูก
สิ่งทั้งปวงในโลกที่เราพบนั้น
ถูกลิขิตด้วยจิตของเราเมื่อกาลก่อน
จงให้รางวัลตัวเองด้วยการสร้างกุศล
อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการสร้างบาปกรรม
อย่าหลงระเริงในการทำชั่ว
มิฉะนั้นจะต้องร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด
ไม่ใช่พรหมลิขิต
แต่เราลิขิตตัวเองจากกรรมที่สร้าง
ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว
ปลูกถั่วย่อมได้ถั่ว ปลูกงาย่อมได้งา
มีแต่คนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นที่คิดว่า
ปลูกถั่วจะได้งา ปลูกงาจะได้ถั่ว
คนฉลาดหลีกเลี่ยงบาป เหมือนหลีกหนีสัตว์ร้าย
เราลิขิตชีวิตของเราเองได้

๓๐

ถามทำไม ถ้าถามแล้วไม่คิดเอาไปทำ
รู้ทำไม ถ้าเพียงรู้แล้วนิ่งเฉย
เสียงเพลงเพื่อชีวิตบ่นเพ้อเรื่องความทุกข์
บ่นบ่นไปแล้วก็เท่านั้น บ่นแล้วกลุ้มกว่าเดิม
บอกปัญหาต้องบอกทางแก้ให้ด้วย
พระพุทธองค์ทรงบอกเรื่องทุกข์และทางแก้
ทางแก้ทุกข์คือมรรคมีองค์แปด
ย่อลงมาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา
การชี้ปัญหาของพระองค์เป็นไปเพื่อสุขอันไพบูลย์
เพราะทรงตรัสบอกทางแก้ไว้ด้วย
ฝูงชนผู้ต้องการความเจริญอย่าเพียงรู้แล้วนิ่งเฉย
ทางมีอยู่ แต่ไม่มีผู้เดิน
ผู้รู้มีมาก แต่ผู้ทำตามไม่มี
รู้แต่ไม่ทำตาม ก็คือ รู้แล้วโง่เท่าเดิม

๓๑

คิดถึงแต่ประโยชน์ตน จะทำให้จิตโหยหิว
เมื่อจิตโหยหิว จะหาความสุขไม่ได้
สุขกายเกิดจากมี สุขใจเกิดจากพอ
คนมีความสุขกาย อาจไม่มีความสุขใจ
คนมีความสุขใจ อาจไม่มีความสุขกาย
อย่าขวนขวายหาแต่ความสุขทางกายเท่านั้น
จงเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เมตตา อภัย
จงช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น อย่าเห็นแก่ตัว
เสียของไปบ้าง แต่ได้หัวใจกลับคืนมา
ช่างคุ้มค่าเหลือเกิน
ผู้ที่มีข้าวของเงินทองมาก แต่ไร้หัวใจนั้น
เป็นผีตายซาก มิใช่คน

๓๒

เรียนเพื่อฝึกฝน คือเรียนเพื่อตนเอง
เรียนเพื่ออวดโอ่ คือเรียนเพื่อผีสาง
จงเคารพตนเอง ด้วยการสร้างคุณสมบัติ
อย่าหลอกหลอนตนเอง ด้วยการสร้างภาพ
ภาพจะถูกทำลายเมื่อเผชิญต่ออุปสรรค
คุณสมบัติจะเปิดเผยตัวเองเมื่อเผชิญต่ออุปสรรค
สร้างภาพสร้างเพื่อคนอื่น
คุณสมบัติสร้างเพื่อตนเอง
ถูกคนอื่นหลอกยังพอทำเนา
อย่ากลัวว่าจะรู้ว่ากำลังถูกคนอื่นหลอกจนต้องมาหลอกตนเองเพิ่มเข้าไปอีก

๓๓

เพราะมีชื่อเสียง จึงมีเสียชื่อเสียเสียง
เพราะมีหน้าตา จึงมีเสียหน้าเสียตา
เพราะมีเป้า จึงถูกยิง
ไม่มีเป้า ไม่ถูกยิง
เหตุร้ายในโลกบังเกิดได้ เพราะเราตั้งเป้าเอาไว้ให้โลก
พร้อมทั้งยึดมั่นถือมั่นในการสงวนรักษาเป้านั้นอย่างหวงแหน
พระอรหันต์เป็นผู้ไม่ตั้งเป้าขึ้นมา
เพราะว่าสลัดคืนจากการยึดมั่นอุปาทานในขันธ์ ๕
จึงเป็นผู้ไม่กระทบกระทั่งกับเหตุการณ์ทั้งปวงในโลก
ปืนมากมายไม่อาจทำอันตราย ถ้าไร้เป้า
ยิ่งยึดมาก เป้ายิ่งใหญ่
ยึดน้อย เป้าเล็ก
ไม่ยึดมั่น คือไร้เป้า
เวลาเป็นทุกข์ขึ้นมา อย่าโทษโลก
ต้องโทษตัวเอง ที่ตั้งเป้าเอาไว้ให้ปืนระดมยิง

๓๔

อยากเป็นผู้นำที่ดี
เคยเป็นผู้ตามที่ดีหรือเปล่า
อยากจะเป็นผู้รับ
เคยเป็นผู้ให้บ้างหรือไม่
อยากจะให้คนยอมรับ
เคยยอมรับคนอื่นบ้างหรือเปล่า
อยากให้สังคมสมบูรณ์แบบเพื่อเรา
เคยทำตัวให้สมบูรณ์แบบเพื่อสังคมหรือไม่
การให้ช่วยให้ใจเบิกบาน การเกื้อกูลช่วยให้ใจอิ่มเอิบ
ฝึกตัวเองให้เป็นผู้ให้ทาน ดีกว่าฝึกตัวเองให้เป็นขอทาน
พระอาทิตย์ไม่เคยมืด โลกมืดเป็นบางครั้ง
ผู้ให้ไม่ขาดแคลน ผู้ขอจะขาดแคลน

๓๕

เมตตาเป็นของอ่อนโยน แต่สร้างให้คนเข้มแข็ง
ความอ่อนน้อมถ่อมตัว ช่วยให้ขึ้นสู่ที่สูง
ระเบียบวินัย ช่วยให้เปิดกว้างและอิสระ
การสละ เป็นเครื่องเกื้อหนุนความมั่งมี
ที่จุดต่ำสุดจะมีทางขึ้น ที่จุดสูงสุดจะมีทางลง
ที่สุดแห่งราตรีคืออรุณ
ที่สุดแห่งสมุทรคือผืนทราย
มีความเจริญเสมอ สำหรับผู้ไม่เห็นแก่ตัว
มีความเสื่อมเสมอ สำหรับผู้คดโกง
กุศลกรรมสร้างให้รุ่งเรือง อกุศลเป็นตัวทำลายล้าง
อย่ามองแค่ผลประโยชน์เบื้องหน้า มองให้ลึกลงไป

๓๖

ยอดเขาไม่มีสำหรับขึ้นเท่านั้น แต่มีสำหรับตกด้วย
ยิ่งสูงมาก ยิ่งตกเจ็บ
ยิ่งมีค่า ยิ่งอันตราย
โอกาสแห่งความก้าวหน้า คือโอกาสแห่งการทำลายล้าง
โอกาสแห่งความเจริญ คือโอกาสแห่งความเสื่อม
พุทธะย่อมแจ่มแจ้งในมายาทั้งปวง
ไม่ตื่นเต้น ไม่เศร้าสร้อย
ไม่ลิงโลด ไม่เหงาหงอย
ไม่สมหวัง ไม่ผิดหวัง
ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ไม่เฟื่องฟู ไม่ตกดิ่ง
ไม่โด่งดัง ไม่อับแสง
ไม่อิสระ ไม่จองจำ
ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

พุดตานกถา ๓๗ - ๔๕

๓๗

กิน เพื่อเคี้ยว เพื่อย่อย
เรียนรู้ เพื่อปฏิบัติ เพื่อรู้แจ้ง
กาลเวลาของผู้มั่นคงในจุดยืน นำมาซึ่งประสบการณ์
ประสบการณ์บอกกันได้ แต่ให้กันไม่ได้
ความรู้ให้กันได้ ความชำนาญให้กันไม่ได้
ความหนักแน่น แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ หยาดเลือด หยาดน้ำตา
ความมุทะลุ จับจด แลกมาจากรอยยิ้ม จากการหลงระเริง
มักง่ายได้ยาก ลำบากได้ดี
อย่าตกใจคลื่นก่อนออกเรือ อย่าตกใจเสือก่อนเข้าป่า
ผู้กล้าสะดุ้งเพื่ออดทน คนขลาดสะดุ้งเพื่อล้มเลิก
ฝ่าเท้าไม่มีขน แต่หลังเท้ามี

๓๘

อย่าหวังอะไรแม้แต่หมูในอวย
หมูในอวยยังกลายเป็นของหมาได้
จงเริ่มเป็นผู้ใหญ่ด้วยการเรียนรู้ความไม่แน่นอน
จงเริ่มมีวุฒิภาวะโดยการเรียนรู้ความไม่เที่ยง
ภาษาใจแห่งการสลัดคืนกองสังขาร คือการยอมรับความจริง
หนีความจริงเท่าไหร่ก็ไม่พ้น
จงกลับคืนสู่โลกแห่งความจริงแล้ว แก้ไขที่เหตุ
ไม่มีสาย ที่จะเริ่มต้นแก้ไข
พร้อมรับวันใหม่กับการยอมรับความจริงหรือยัง

๓๙

ถามทำไมถ้าไม่คิดแก้ปัญหา
ถามทำไมถ้าไม่คิดเอาคำตอบไปปฏิบัติ
ในโลกนี้มีคนช่างคิด ช่างสงสัย ช่างถามอยู่มาก
แต่ผู้ที่ใฝ่ปฏิบัติ คิดแก้ปัญหามีน้อย
ปัญหาของมนุษย์คือความเกิดแก่เจ็บตายและทุกข์ทั้งหลาย
ต้นเหตุของปัญหาคือกิเลสทั้งปวง
การจะแก้ปัญหา อย่าเพียง นั่งนึก นั่งคิด นั่งสงสัย
จะต้องเอาทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ไปปฏิบัติ
อยากดับไฟ ต้องเอาน้ำไปดับ
อย่าเพียงนั่งนึก นั่งคิด นั่งกลัว นั่งสะดุ้ง
พระพุทธศาสนาบอกทั้งปัญหาและวิธีแก้ไว้พร้อมมูล
เพียงแต่จะทำตามหรือไม่เท่านั้นเอง

๔๐

จุดมุ่งหมายสูงสุดของวีรบุรุษ มิใช่เพื่อครอบครองโลก
แต่เพื่อเกื้อกูล ยังประโยชน์ และเสียสละเพื่อมวลชน
การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยให้จิตใจอิ่มเอิบเบิกบาน
การช่วยเหลือเกื้อกูลมวลชนทำให้เกิดปีติและสุข
ได้อะไรก็ไม่เท่าได้สละ
หวงเอาไว้มิสู้ให้ออกไป
มหาบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่รู้จักคำว่าของรัก ของหวง
ท่านย่อมเสียสละได้ทุกอย่าง
เมื่อความเห็นแก่ตัว ไม่มีในผู้ใด
ความหวงแหน ย่อมไม่มีในผู้นั้น
ชีวิตทั้งชีวิต เพื่อการยังประโยชน์สุขแก่มวลชน
มิใช่เพื่อครอบครองผลประโยชน์ชื่อเสียง
เมื่อกิจการใหญ่สำเร็จลุล่วง
วีรบุรุษก็ถอนตัวเร้นกาย

๔๑

คนโง่เขลาเอาอุปสรรคมาขวางทาง
คนฉลาดเอาอุปสรรคไว้กระโดดข้าม
คนโง่เขลาเอาปัญหามาสร้างความท้อแท้
คนฉลาดเอาปัญหามาเป็นครู
ของหนักช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
ของเน่าเสียกลายเป็นปุ๋ยต้นไม้
อุปสรรคสร้างความอดทน
ปัญหาจะสอนวิธีแก้
นักพายเรือที่ดี เรียนรู้มาจากคลื่นใหญ่
นักไต่เขาที่เก่ง เรียนรู้มาจากหน้าผาชัน
เกิดเป็นมนุษย์ ต้องพัฒนาตน
อุปสรรคจะให้ความเก่งกล้าสามารถ
ปัญหาจะให้ความฉลาดเฉลียว
เรื่องยุ่งยากจะมาให้บทเรียน
สิ่งกีดขวางจะให้ประสบการณ์ที่ล้ำค่า

๔๒

จงสนใจวิธีการ ให้มากกว่าสิ่งของ
จงสนใจคุณภาพ ให้มากกว่าปริมาณ
อย่าเพียงดูว่าได้สิ่งของมามากเท่าไร
ให้ดูว่าได้มาด้วยวิธีการอย่างไร
จงแสวงหาด้วยวิธีการที่สุจริต และบริสุทธิ์
แม้จะได้สิ่งของมาน้อยก็ตาม
ยอมเสียของดีกว่าเสียนิสัย
เพราะว่าการเสียนิสัย นำไปสู่การเสียคน
พึงยอมเสียสละของ เพื่อแลกเอาคนไว้
ความสุจริต จะอุ้มชูบุคคลผู้นั้นมิให้ตกอับ
ส่วนความทุจริต จะทำร้ายทำลายคน
ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

๔๓

ที่ต้องทำตัวให้ดูโดดเด่นนั้น
เป็นเงื่อนไขของกิเลสหรือของธรรมะ
ธรรมะพอใจยินดีในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่
กิเลสพอใจยินดีในสิ่งที่คนอื่นมีอยู่
ธรรมะสนใจในการสร้างเหตุ
กิเลสสนใจในการเสวยผล
ธรรมะมุ่งมั่นในการสลัดคืน
กิเลสมุ่งมั่นในการเกาะยึด
ธรรมะกำหนดหยั่งรู้ความจริง
กิเลสเพลิดเพลินเหม่อลอยอยู่กับมายาภาพ
ชีวิตคนเราจะเจริญได้ดี หรือเสื่อมตกอับ
ขึ้นอยู่กับว่า ปล่อยให้ธรรมะหรือกิเลสยึดครองเป็นเจ้าหัวใจ

๔๔

มนุษย์ทั้งหลาย เกิดมาคล้ายคลึงกัน
ผิวพรรณสามารถทำให้ผิดแผกแตกต่างกันได้ถึง ๑๐ ขีด
ชาติตระกูลสามารถทำให้ต่างกันได้ถึง ๑๐๐ ขีด
ความรู้ความสามารถทำให้ต่างกันได้ถึง ๑,๐๐๐ ขีด
แต่คุณธรรมความดีความชั่วสามารถทำให้ต่างกันจนมิอาจประมาณ
คนเราเมื่อมองปราดเจอครั้งแรก อยากเจอคนสวยคนงาม
เมื่อคุยด้วย อยากคุยกับคนฉลาดทรงภูมิความรู้
แต่เมื่อคบค้าระยะยาว ต้องการคนซื่อสัตย์จริงใจมีคุณธรรม
รูปโฉม วงศ์ตระกูล ความสามารถของคน คือมายาภาพ
ความดีงามในใจคน คือแก่นแท้
เธอทั้งหลายต้องการพัฒนาให้ตนมีแค่มายาภาพฉาบฉวย
หรือต้องการพัฒนาตนให้มีแก่นด้วย

๔๕

มิใช่ต้องรอบรู้จนจบกระบวนการ จึงค่อยกระทำได้
เริ่มต้นไป เรียนรู้ไป ผิดพลาดไป แก้ไขไป
นั่นคือเงื่อนไขในความสำเร็จของชีวิต
จึงเป็นเหตุผลแสดงให้เห็นว่า
ทำไมผู้รู้มากจึงทำงานไม่สำเร็จ
ส่วนผู้รู้น้อย แต่หนักแน่น อดทน ต่อสู้อุปสรรค ทำงานสำเร็จ
ชีวิตมิใช่ตำรา
แต่ตำราล้วนแล้วมาจากชีวิต
ตำราเล่มเล็ก ทำด้วยกระดาษ
ตำราเล่มใหญ่ ทำด้วยเลือดเนื้อ
ไม่ควรดูถูกนักวิชาการ
ไม่ควรละเลยนักปฏิบัติการ

พุดตานกถา ๔๖ - ๕๔

๔๖

อย่าจำกัดการเติบโตของปัญญาไว้ด้วยทิฏฐิ
อย่าปิดบังปัญญาด้วยความคิดเห็นเข้าข้างตนเอง
อย่าบิดเบือนปัญญาด้วยการลำเอียงใดๆ
ปุถุชนมองสิ่งทั้งปวงในขอบเขตที่ตัวเองอยากให้เป็น
นั่นคือคำจำกัดความของสักกายทิฏฐิ
พระอริยะมองสิ่งทั้งปวงตามที่มันเป็นจริง
นั่นคือจิตที่พ้นจากสักกายทิฏฐิ
สังขารทั้งปวงมีเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา
มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และอนัตตา เป็นลักษณะ
พระอริยะเห็นแจ้งสิ่งเหล่านี้อยู่ทั้งวันทั้งคืน
ผู้ที่ต้องการละสักกายทิฏฐิ
จงมองความไม่เที่ยงของชีวิต ระลึกถึงความตายให้มาก
เมื่อใดจิตหมดศรัทธาในสังขาร แต่เกิดศรัทธาในพระรัตนตรัย
ความรู้สึกเช่นนี้เกิดอย่างยิ่งยวด
ย่อมนำพาจิตของผู้นั้นออกจากโคตรปุถุชนได้

๔๗

มายาภาพนั้นมากด้วยเงื่อนไข และซับซ้อน
สัจจะแสดงอาการปรากฏอย่างซื่อตรง
เรียนรู้มายาด้วยการเรียนรู้ แล้วจดจำ
เรียนรู้สัจจะด้วยการรับรู้ แล้วลืมเลือน
มายามีสำหรับแบกหาบและเก็บสะสม
สัจจะมีสำหรับปล่อยวางและคืนคลาย
ผู้สำเร็จในมายาคือ มีมากที่สุด
ผู้สำเร็จในสัจจะคือ เหลือน้อยที่สุด
รู้เรื่องราวมากมายมหาศาลเพียงใด
รู้แล้วดับทุกข์ได้ นั่นคือดีที่สุด

๔๘

ฝูงสัตว์ต้องต้อน
หมู่คนต้องนำ
การนำที่ดีที่สุดคือการนำด้วยความดี
ผู้ตาม ตามมาด้วยความเคารพและศรัทธา
ไม่มีเชือกเส้นใดจูงกันได้ดีเท่าสายใยใจ
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกื้อกูล ยังประโยชน์ซึ่งกันและกัน คือเครื่องผูกใจคนอย่างวิเศษ
ความชั่วอายุสั้น ความดีอายุยืนยาว
อธรรมคือของชั่วคราว
ธรรมะนิรันดร
ความซื่อสัตย์จริงใจ ไม่ทำร้ายคน

๔๙

เพราะมีการเสียสละ โลกจึงอยู่รอด
เพราะมีเมตตาอารี โลกจึงร่มเย็น
ร่มไม้เย็นแค่ผิวกาย
ความจริงใจ เย็นไปก้นบึ้งของดวงจิต
ถ้าหากได้ผลประโยชน์มาจากการคดโกง ทรยศ
ยอมอยู่ขาดแคลนอดอยากยังดีกว่า
อย่าคิดว่าจะมีความสุขอยู่ได้คนเดียว
ถ้าไร้คนจริงใจอยู่รอบข้างจะนอนสะดุ้ง
คนเราไม่ผ่อนคลายเวลาอยู่กับเงินทอง
แต่ผ่อนคลายเมื่ออยู่กับคนที่ไว้ใจได้
หักหลังทรยศผู้อื่นคือการฆ่าตัวเอง
เมตตาจริงใจต่อผู้อื่น จะสร้างความสุขให้อย่างไพบูลย์

๕๐

หยาดเหงื่อสร้างรอยยิ้ม
ความพากเพียรสร้างความภูมิใจ
ไม่ย่อท้อจะบังเกิดผลงาน
หลายเหน็ดเหนื่อยสร้างความสำเร็จ
งานหนักจะเกื้อหนุนพลังชีวิต
อดทนต่อความยากแสนเข็ญจึงเป็นคนเหนือคน
ชีวิตคือการต่อสู้
อย่าย่อท้อต่ออุปสรรค
ปฏิบัติธรรมต้องมีมาร
เมื่อผ่านด่านจะพบความสำเร็จ
จงสร้างความหนักแน่นให้สูง
อย่าตีโพยตีพายเมื่อเจอปัญหา
พระอริยะทั้งหลาย ผ่านมารได้ด้วยขันติ เมตตา อุเบกขา

๕๑

อย่าตัดสินคนตามความเห็นของเราเท่านั้น
เมื่อนั่งอยู่กับที่ ไม่เห็นทุกมุม
ของไร้ค่าบนที่ราบ อาจมีค่าบนเขา
ของมีประโยชน์บนบก อาจมีอันตรายในน้ำ
เมื่อจิตมีเมตตา จะรู้จักคิดแทนผู้อื่น
การมองโลกกว้าง ทำให้ญาณปัญญายิ่งใหญ่
มหาบุรุษทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญามาก
จึงมองโลกด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยกรุณา
ผู้ใจสูงย่อมละเว้นจากความเบียดเบียน
การเบียดเบียนไม่สามารถก่อเกิดสันติภาพ
สันติภาพมาจากอโหสิและอภัย
อย่าฆ่าเพื่อระงับการฆ่า
การเบียดเบียนเพื่อระงับเบียดเบียนไม่มีในโลก

๕๒

บัวที่จมอยู่ในโคลน จะเน่า
บัวที่ชูช่อ ขึ้นไปอยู่บนหิ้ง
ความพากเพียรไม่ไร้ผล
พัฒนาตนจะนำไปสู่ความไพบูลย์
เรือที่คัดท้ายดีจึงควรนั่ง
เรือที่ปล่อยไปตามกระแสน้ำ ไม่มีค่าของเรือ
ชีวิตต้องฝึกฝน จิตต้องขัดเกลา
ปล่อยไปตามกระแสกิเลส จะเดือดร้อน
ไม่ยอมฆ่ากิเลส กิเลสจะกลับมาฆ่าเรา
จงแสวงหาสิ่งประเสริฐให้แก่ตนเอง
ด้วยความพากเพียรของบุรุษ
โลกนี้เป็นทุกข์ นิพพานเป็นสุข
อย่าท้อแท้ท้อถอย นิพพานจะอยู่ในเอื้อมมือ
ชูช่อขึ้นมาซี่ อย่าจมอยู่ในโคลน

๕๓

ความเหนื่อยยาก เพื่อเพิ่มความเหนื่อยยากไม่ดี
ความเหนื่อยยาก เพื่อดับความเหนื่อยยากจึงจะดี
ตัณหาความอยากนั้นเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์
ความอยากปฏิบัติธรรม อยากสร้างกุศล อยากสร้างบารมี อยากหลุดพ้น ก็เป็นความอยากเหมือนกัน
แต่เป็นความอยากที่จะนำไปสู่ความสิ้นความอยากในภายหน้า
เป็นความอยากที่จะนำไปสู่ความสิ้นทุกข์
ทุกคนมีพลังอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเอาพลังไปใช้ทำอะไร
จงนำพลังของคุณออกไปสร้างความดี สร้างกุศล สร้างบารมี
พลังของคุณจะเป็นไป เพื่อความสุขอันไพบูลย์ต่อไปในกาลข้างหน้า
คุณจะไปสู่ความเจริญหรือเสื่อมนั้น เลือกเองด้วยการกระทำ
เราลิขิตชีวิตของเราเอง ด้วยการกระทำของเรา
คุณนั่นเองที่จะทำร้ายตัวเอง หรือเกื้อกูลตัวเอง

๕๔

คล้อยตามตนเองจักสะดุด
โอนอ่อนมวลชนจักดำรง
ลำธารที่ผ่านหลายหมู่บ้าน
ไม่มีใครปล่อยให้ตื้นเขิน
ลำธารที่ผ่านบ้านเราบ้านเดียว
ตื้นเขินไม่มีใครสนใจ
จงสร้างความมั่นคงแก่ตนเอง ด้วยการทำประโยชน์แก่มวลชน
ถ้าคุณนำจุดเด่นของคุณ
แผ่กว้างออกมาเป็นประโยชน์แก่สังคม
คุณจะไม่เจอทางตัน
ตอนนี้ ลำธารของคุณไหลผ่านกี่บ้าน ?

พุดตานกถา ๕๕ - ๖๓

๕๕

หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เมื่อพอจึงเจอ
วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่ถึง เมื่อหยุดจึงถึง
เพราะเลิก จึงทำให้การกระทำมีประโยชน์
เพราะมีเบรค จึงช่วยให้คันเร่งได้ใช้งาน
ความไม่มีก่อเกิดความมี
ความไร้สร้างความมั่งคั่ง
สิ่งที่ตาคุณเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่ใจต้องการ

๕๖

เปลี่ยนโลกไม่ง่ายดั่งใจนึก
เปลี่ยนตนเองเป็นไปได้มากกว่า
แก้ไขคนอื่นแก้ไขไม่ได้
ขัดเกลาตนเองเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า
คนโง่เขลาต้องการแต่จะกวาดบ้านคนอื่น
คนฉลาดต้องการกวาดบ้านตัวเอง
เวลาเจอปัญหา อย่าคิดว่าโลกให้แก่เราน้อยเกินไป
ให้คิดว่าเราหวังจากโลกมากเกินไป
ผิดคนอื่นเห็นได้เท่าภูเขา
ผิดของเราไม่เห็นแม้เส้นขน
ตดคนอื่นเหม็นเบื่อเราเหลือทน
ตดของตนดมได้ไม่เป็นไร

๕๗

อุปสรรคและศัตรูคือยากำลัง
ความสะดวกง่ายดายทำลายผู้กล้า
เมื่อตอบสนองความกระหายหิว จะกัดกร่อนปณิธาน
หวานหลงระเริง ขมได้ปัญญา
การงานให้มือด้าน ของหนักได้กล้ามเนื้อ
ปล่อยเรือไปตามน้ำนั้นง่ายดาย
แต่จะเสียสมรรถนะในการพัฒนาตน
อย่าดีใจกับความสบาย อย่าท้อใจกับความลำบาก
ความเจริญรุ่งเรือง กับความไม่ประมาท เดินคู่กันเสมอ

๕๘

ใช้สัมมาทิฏฐิเพื่อก่อสร้างอุดมการณ์
ใช้อุดมการณ์สร้างจุดมุ่งหมาย
จากจุดมุ่งหมายสาวหาเหตุอันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์นั้น
สร้างเหตุให้ดีที่สุด คือการทำหน้าที่
เส้นทางชีวิตอันรุ่งเรือง ถูกเราลิขิตด้วยตนเอง
ใช้หยาดเหงื่อ และความอดทน สร้างชะตาชีวิต
อย่ารอคอยให้พรหมมาลิขิต
มนุษย์คือผู้ที่มีศักยภาพในการพัฒนาตน
หนทางมีอยู่
จะเดินหรือไม่เท่านั้นเอง

๕๙

อย่าดูถูกตนเองเพื่อเป็นข้ออ้างในการขี้เกียจ
อย่าดูหมิ่นตนเองเพื่อเป็นข้ออ้างในการไม่พยายาม
อย่าสบประมาทตนเองเพื่อเป็นข้ออ้างในการล้มเลิก
ทางเดินร้อยลี้ เริ่มจากก้าวก้าวเดียว
ก่อนอรุณรุ่ง ใยมิใช่มืดสนิท
ผีเสื้อแสนสวย เคยเป็นหนอนที่ดูทุเรศมาก่อน
ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย
หมดกำลังใจได้ แต่อย่าเลิกทำงาน
น้ำตาไหลได้ แต่จงลุกขึ้นสู้ต่อ
คนล้มเหลวที่ไม่ล้มเลิก จะกลายเป็นผู้สำเร็จ
คนล้มเหลวที่งอมืองอเท้า จะเสียใจไปตลอดชีวิต
หนทางยินดีต้อนรับคนหกล้ม
ความผิดพลาดเป็นครู มิใช่ตราบาป
หยาดเหงื่อ หยาดเลือด หยาดน้ำตาของผู้ไม่ท้อแท้ จะกลายเป็นคุณ

๖๐

ความยึดมั่นในจิต สามารถสร้างมายาภาพให้ตาเห็นได้
ความกระหายอยาก นำพาคนไปสู่สิ่งที่ต้องการ
ตัณหาเป็นผู้สร้างภพชาติ
จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นผู้นำไป
โลกทั้งปวงเป็นเงาสะท้อนออกมาจากจิตสรรพสัตว์
ความอยากนำสัตว์ให้ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ
ความแจ่มแจ้งในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นำมาซึ่งปัญญา
ปัญญาย่อมเพิกความมืดและมายาภาพทั้งปวง
เมื่อจิตสว่างกระจ่างแจ้งด้วยปัญญา ตัณหาก็ดับ
เมื่อแจ่มแจ้งในสัจจะ มายาภาพก็ถูกทลายไป
เมื่อหมดความยึดมั่นถือมั่น สังขารทั้งปวงก็หมดราคา
สังขารทั้งปวง ปรากฏแก่ปัญญาคือความเกิดดับ
เมื่อสลัดคืนสิ่งทั้งปวงออกจากใจ
ทุกข์ทั้งปวงไม่ว่าใหญ่เพียงใดก็ดับสิ้นลง

๖๑

กล้าหาญ ต้องพร้อมปกป้องภัยเพื่อมวลชน
อ่อนโยน ต้องไม่ทำเพื่อหาโอกาสลอบกัด
ผู้เสียสละประโยชน์ตนเพื่อการดำรงอยู่ของมวลชน คือวีรบุรุษ
ผู้เอาความแข็งแรงกว่าไปแย่งชิงผลประโยชน์ คือซาตาน
รอยยิ้มอาจฆ่าคนได้มากกว่าอาวุธมีคม
อย่าเอาความดีมาบังหน้า เพื่อแอบอ้างในการทำชั่ว
ผู้คลุมหนังเสือไปล่าเหยื่อ ล่าเหยื่อได้น้อย
ผู้คลุมหนังกวางออกล่าเหยื่อ ล่าเหยื่อได้มาก
อย่าคิดว่าการเอาเปรียบเบียดเบียนผู้อื่นคือความสุข
อย่าคิดว่าการเสียสละเพื่อผู้อื่นคือความโง่เขลา
ทำดีทำชั่วถึงคนไม่เห็น แต่ผีสางเทวดาเห็น
หลอกใครก็ได้ แต่ไม่สามารถหลอกใจตัวเอง
จงเกื้อกูลมวลชนเถิด จะนำมาซึ่งสุขอันไพบูลย์
อย่าคิดว่าเงินทองจะนำมาซึ่งความสุข
บุญกุศลต่างหากที่จะนำมาซึ่งความร่มเย็นแห่งใจ
ผู้คิดเบียดเบียนผู้อื่นคือคนโง่เขลาทั้งสิ้น
คนโง่ที่สุดคือโง่โดยนึกว่าตัวเองฉลาดมาก

๖๒

เรื่องราวเหตุการณ์ในโลก ไม่เที่ยงแท้
แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมได้ตลอด
สิ่งที่ไม่คาดหวังไว้ ก็สามารถผ่านมาได้
สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ก็เป็นไปได้
อนาคตหมายความว่า ไม่เที่ยงไม่แน่
การยึดมั่นจริงจังต่ออนาคต คือการปิดกั้นตัวเองไว้ที่แคบ
บัณฑิตสร้างเหตุให้ดี ทำหน้าที่ให้เต็มความสามารถ
โดยไม่คาดหวังอะไรต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน
นั่นคือเงื่อนไขของผู้มีปัญญา
ปัญญาต้องเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยจิตที่ไม่ยึดมั่น
อย่าตั้งเงื่อนไขความคิดเห็นของตนเองไว้ล่วงหน้า
การเปลี่ยนแปลงนั่นแหละ จะเป็นโอกาสในการเรียนรู้

๖๓

ผู้หนีปัญหา มิใช่จะหมดปัญหา
เพราะว่าการหนีปัญหานั้น นำจิตดวงที่อ่อนแอไปด้วย
ฉะนั้น ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นไปที่ใด
สิ่งทั้งปวงจึงเป็นปัญหาแก่เขา
เนื่องเพราะว่าจิตของเขาผู้นั้นอ่อนแอ
การเผชิญหน้าเข้าแก้ปัญหาด้วยความหนักแน่นอดทนนั้น
จะทำให้เขาผู้นั้นหมดปัญหา
เพราะว่าเหตุการณ์เหล่านั้น ย่อมสร้างให้กำลังจิตเข้มแข็ง
ฉะนั้น ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นอยู่ที่ใด
สิ่งทั้งปวงจึงปรากฏเป็นไร้ปัญหาแก่เขา
เนื่องเพราะว่าจิตของเขาผู้นั้นเข้มแข็ง
ไม่ว่าจะหลบหนีไปป่าไหน ก็เอาความปรุงแต่งไปด้วย
ไม่ว่าจะหลบหนีไปถ้ำไหน ก็เอาความจดจำในเรื่องเก่าไปด้วย
ไม่ว่าจะหลบหนีไปยอดเขาไหน ก็เอากิเลสในใจไปด้วย
เจริญสติเพื่อมาต่อสู้กับกิเลสในทุกขณะจิตดีกว่า
นั่นแหละคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
มิต้องหลบหนีปัญหาไปที่ใดใด
ที่หนีไปนั้น คิดว่าจะพ้นหรือ ?

พุดตานกถา ๖๔ - ๗๒

๖๔

ศิษย์ร้อยคนที่ไม่เชื่อฟังก็ไร้ค่า
ศิษย์คนเดียวที่เชื่อฟังมีประโยชน์กว่า
ธรรมะร้อยข้อที่ไม่เอาไปปฏิบัติก็ไร้ค่า
ธรรมะข้อเดียวที่เอาไปปฏิบัติมีค่ากว่า
อาหารถึงมีมาก ที่ตักใส่ปากจึงมีประโยชน์แก่ร่างกาย
น้ำถึงมีมาก ที่ดื่มลงท้องจึงดับกระหายได้
จงอย่าเพียงเรียนธรรมเพื่อเป็นนกแก้วนกขุนทอง
ธรรมะจะมีประโยชน์เมื่อนำมาปฏิบัติ มิใช่เพียงท่อง
ผู้ศึกษาธรรมมิได้ปฏิบัติ คือผู้ค้าขายขาดทุน
เปรียบเหมือนมีโอกาสเกิดเป็นลูกมหาเศรษฐี แต่ไม่ได้มรดก
ช่างเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดายที่สุด
อย่าเป็นทัพพีที่แช่อยู่ในแกง
อย่าเป็นกบเฒ่าที่เฝ้ากอบัว

๖๕

เชือกที่ผูกกาย เห็นอยู่ และแก้ง่าย
เพราะทุกคนต้องการที่จะแก้ออก
เชือกที่ผูกล่ามใจ มองไม่เห็น และแก้ยาก
เพราะทุกคนต้องการที่จะเอามาผูกเพิ่ม
ของรักผูกพันทั้งปวงในโลก คือเชือกล่ามใจ
เรือลำหนึ่ง ถ้ามีเชือกร้อยเส้นผูกไว้กับตลิ่ง
โอกาสที่จะพายไปฝั่งโน้น ยากเหลือเกิน
เชือกร้อยเส้นยังน้อย คนทั้งหลายมีเชือกล่ามใจเกินร้อย
นิพพานคือฝั่งโน้น สังสารวัฏคือฝั่งนี้
ของรักผูกพันทั้งปวง ล่ามใจคุณไว้
ไม่สามารถออกไปพ้นจากความเกิด ความแก่ ความตายไปได้
เชือกที่ผูกเรือของคุณมีกี่เส้น ?
ในแต่ละวันคุณผูกเพิ่มหรือแก้ออก ?

๖๖

คนที่ติเรานั้น อาจเป็นมิตร
คนที่ป้อยอเรานั้น อาจเป็นศัตรู
การขัดสีของตะไบ ทำให้พระพุทธรูปสวยงาม
คำจริงใจระคายหู
คำปลิ้นปล้อนฟังไพเราะ
คนที่หวังดีแก่เราที่สุด อาจพูดไม่ไพเราะ
อย่าทำลายตนเองด้วยการเอาใจหู
หนีอย่างอื่นยังพอพ้นบ้าง
หนีความจริง หนีไม่พ้น
จะดีได้ด้วยการฝืนใจตัวเอง
ทำอะไรตามสันดานเดิม จะสร้างปัญหาในภายหน้า
อยากเป็นคนดี ต้องแก้ไข ไม่ใช่แก้ตัว

๖๗

ของจะมีประโยชน์หรือไม่ ขึ้นกับที่อยู่
บางที่ต้องการ 'ปิดกั้น' บางที่ต้องการ 'เชื่อมต่อ'
บางที่ต้องการ 'กำแพง' บางที่ต้องการ 'บันได'
ฉลาดแค่ไหนก็ตาม ต้องรู้จักแกล้งโง่
เก่งแค่ไหนก็ตาม ต้องรู้จักนิ่ง
มีดที่คมที่สุด ต้องการปลอกที่ทื่อที่สุด
จงใช้ถูกที่ อย่าใช้ทุกที่
ใช้ทุกที่จะถูกกำจัดไปในเวลาอันสั้น
มีดไม่มีปลอก จะถูกนำไปเก็บ
อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง
บางที่ ไม่ต้องการคนเก่งแม้แต่น้อย

๖๘

ชีวิตที่เสพสุข นำมาซึ่งความขลาดเขลา
ชีวิตที่ถูกคุ้มครอง นำมาซึ่งความหวาดระแวง
ผู้ก่อสร้างโลก จะกลายเป็นผู้เข้มแข็ง
ผู้เสพเสวยโลก จะกลายเป็นผู้อ่อนแอ
การงานที่ยากเข็ญ สร้างกล้ามเนื้อและกำลังใจ
การหลีกลี้หนีปัญหา ลดสมรรถภาพและตัดทอนกำลังใจ
ขึ้นที่สูงเหน็ดเหนื่อย
ลงที่ต่ำเบาสบาย
การงานสร้างคน
ทิ้งงานเสียคน
เพชรพลอย ต้องเจียระไนจึงสวยงาม
คน ต้องฝึกฝนตัวเองจึงได้ดี

๖๙

เมื่อมีมาก ไม่รู้อะไรคือของจำเป็น
เพื่อนมาก ไม่รู้ใครคือมิตรแท้
ดาวเต็มฟ้า ไม่รู้ดวงใดคือดาวเหนือ
ปรุงแต่งมากมาย ไม่รู้อะไรคือจิต
แสวงหามากมาย ไม่เจอตัวเอง
ในความไร้ จะเจอความจริง
ในความสละ จะเจอทางรอด
เมื่อใจหยุดนิ่ง จะเกิดพลัง
ความพอดี หาไม่ได้จากวัตถุข้าวของ
เมื่อรู้จักมักน้อย ความพอดีจะบังเกิดที่ใจตน
เมื่อมีชีวิต อยากสมาคมรวมกัน
เมื่อยามตาย ต่างคนต่างอยู่
อยู่กับตัวเอง ปัญญาจะผุด
แสวงหาผู้อื่น ปัญญาจะด้อย
รักคนอื่นมากมาย จะเจอเพียงความหงอยเหงาว้าเหว่
รักตนเองให้รีบเร่งประพฤติธรรม

๗๐

เมื่อแสวงหาความสะอาด
ก็จะพบว่าสิ่งแปดเปื้อนอยู่รอบตัว
เมื่อแสวงหาความบริสุทธิ์
ก็จะพบว่า มลทินอยู่รอบใจ
ความหลุดพ้นย่อมปราศจากความสะอาดและความแปดเปื้อน
ความหลุดพ้นย่อมปราศจากความบริสุทธิ์และมลทิน
เมื่อมีสะอาด ก็มีแปดเปื้อน
เมื่อมีบริสุทธิ์ ก็มีมลทิน
เมื่อไร้ตัวเราของเรา จึงพ้นจากสะอาดและแปดเปื้อน
เมื่อไร้ความยึดมั่น จึงพ้นจากบริสุทธิ์ และมลทิน
ทั้งดีและชั่วคือสิ่งที่ผ่านมาและผ่านไป
ไม่มีสิ่งใดใดที่เป็นนิรันดร์
สะอาดและบริสุทธิ์ก็ยังมีทุกข์
แปดเปื้อนและมลทินก็ยิ่งทุกข์
ความหลุดพ้นย่อมปราศจากทุกข์

๗๑

คนฉลาดบางคน
ฉลาดมากจนแสดงตนเหมือนโง่เขลา
คนดีบางคน
ทำแต่ปิดทองหลังพระ จนชาวโลกนึกว่าเลว
คนฉลาดบางคน ปรากฏแก่สายตาเหมือนคนโง่
คนดีบางคน ปรากฏแก่สายตาเหมือนคนเลว
มองด้วยตาลึกได้หนึ่งเมตร สัมผัสด้วยใจลึกได้ร้อยวา
ของบางอย่างอย่าเพียงแค่เชื่อสายตา ต้องใช้ใจสัมผัส
รีบด่วนสรุปกับทุกเรื่องคือเด็กๆ
ผู้ผ่านโลกวางจิตไว้กลางๆ ไม่ตัดสินไปข้างใดข้างหนึ่ง
ความเชื่อไปสุดโต่งข้างเดียว จะนำความผิดพลาดมาให้
อย่าลงความเห็นว่าอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
ของที่พิสูจน์แล้ว ยังเปลี่ยนแปลงได้
นับประสาอะไรกับของที่เพิ่งประสบพบเห็น

๗๒

ที่แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะต้องการให้สิ่งทั้งปวงสมบูรณ์แบบหรือเปล่า
ลดละอาจเจอทางออก
ความขาดตกบกพร่องอาจช่วยไม่ให้เจอทางตัน
ความสมบูรณ์แบบมีอยู่ในฝัน
โลกแห่งความเป็นจริงเป็นโลกบกพร่อง
ฝันได้ แต่อย่าไปอยู่ในโลกแห่งความฝัน
กลัวความจริงได้ แต่อย่าหนีความจริง
ปลงให้ได้ คือคาถาวิเศษ
ผู้ที่ยอมรับความจริง จะไม่เสื่อมตกอับ

พุดตานกถา ๗๓ - ๘๑

๗๓

ปิดตาข้างนอก แล้วเปิดตาข้างใน
สติเป็นตัวนำความสว่างกระจ่างแจ้งมาสู่ผู้ปฏิบัติ
กำหนดหยั่งรู้ แล้วจะแจ้ง
เจริญปัจจุบันอารมณ์ แล้วจะดับทุกข์ได้
รู้ร้อยเรื่อง แต่ดับทุกข์ไม่ได้
รู้เรื่องเดียวในปัจจุบัน ดับทุกข์ได้
ที่จิตต้องการจริงๆ คือ ความเรียบง่าย
ตบแต่งจนวิจิตรนั้น น่าดูเหมือนกัน แต่ไม่น่าอยู่ด้วย
กินอาหารรสชาติมากมายสารพัด
ตบท้ายด้วยน้ำเปล่าแก้วเดียว
ลิ้นต้องการรสจืด ใจต้องการความเรียบง่าย
แสวงหามากมาย เมื่อไหร่จะพอ

๗๔

ดอกไม้ไม่ต้องใส่แจกันทอง ก็ส่งกลิ่นหอม
ข้าวไม่ต้องใส่จานทอง ก็กินอิ่ม
ความเรียบง่าย ไม่ทำลายคุณสมบัติคน
เมื่อติดดินก็อิ่มเอิบเปล่งปลั่งได้
ความสนุกต้องการสิ่งพิสดาร แต่ความสุขต้องการสิ่งเรียบง่าย
ความตื่นเต้นต้องการเรื่องประหลาด แต่ความรู้ตื่นต้องการเรื่องธรรมดา
ยิ่งแสวงหาสิ่งของมาประดิษฐ์ประดอย
ยิ่งห่างไกลจากตัวเอง
ยิ่งถูกสรรเสริญเยินยออยู่ท่ามกลางฝูงชน
ยิ่งหาตัวเองไม่เจอ
แสวงหาไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ
ไม่สู้กลับมาหาตัวเอง

๗๕

จานที่เต็มด้วยข้าวบูด ไม่มีใครเอาข้าวสวยมาใส่
ถังที่เต็มไปด้วยขี้หมู ไม่มีใครเทน้ำสะอาดลง
ความไม่เกาะเกี่ยวและความสลัดคืน ย่อมนำมาซึ่งจิตที่ว่างเบา
จิตที่ว่างเบาย่อมเป็นจิตสะอาด
จิตที่ว่างเบาและสะอาด สามารถรับอารมณ์อันเป็นทิพย์
จิตที่สามารถรับอารมณ์อันเป็นทิพย์ ย่อมรู้แจ้งด้วยปัญญาญาณ
ปัญญาญาณย่อมนำมาซึ่งความไม่เกาะเกี่ยวและความสลัดคืน
สังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง
จิตที่ไม่แจ่มแจ้งความไม่เที่ยง ย่อมเกาะเกี่ยวอารมณ์
การเกาะเกี่ยวอารมณ์นำมาซึ่งความยินดียินร้าย
และย่อมนำมาซึ่งความหมักหมมแห่งอารมณ์
ซึ่งตรงกันข้ามกับความไม่เกาะเกี่ยวและสลัดคืน
ความหวงแหน นำมาซึ่งความมืดตื้อ
ความสลัดคืน นำมาซึ่งความรู้แจ้งเห็นจริง
จานว่างเปล่า พร้อมจะรับข้าวสวย
ถังสะอาด พร้อมจะรับน้ำบริสุทธิ์

๗๖

ยาดี ตอนแข็งแรงก็ไร้ค่า
อาหารดี ตอนอิ่มก็ไร้ประโยชน์
มีคนรวย เพราะมีคนจนเป็นฐาน
มีคนดี เพราะเอาคนชั่วมาเปรียบ
โจรร้าย ช่วยให้ตำรวจมีค่า
โรคร้าย ช่วยให้หมอมีอาชีพ
ของเน่า กลายเป็นปุ๋ยให้ผลไม้
เพราะก้าวพลาด จึงเกิดราวบันได
อย่าเย่อหยิ่งถือดีในตัวเอง
อย่าดูหมิ่นเหยียดหยามคนอื่น
ไม่มีใครมีคุณค่าได้ด้วยตัวของตัวเอง
ล้วนแล้วแต่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
คนที่เย่อหยิ่งถือดี ดูหมิ่นคนอื่น คือคนโง่เขลาเบาปัญญา

๗๗

คนรอบรู้มีความสามารถที่จะพูดมาก
แต่ผู้ที่พูดมาก ไม่แน่จะเป็นผู้รอบรู้
เมื่อคิดว่าตัวเองเก่ง จะพูด
เมื่อคิดว่าตัวเองด้อย จะฟัง
ผู้อยู่ยอดเขา กำลังลง
ผู้อยู่ตีนเขา กำลังขึ้น
คนโง่ แช่งตัวเองให้เสื่อม โดยการหลงว่าตัวเองอยู่สูงสุดยอด
คนฉลาด ให้พรตัวเองให้เจริญ โดยการคิดว่าตัวเองยังอยู่ตีนเขา
ผู้รอบรู้มาก หาโอกาสที่จะร่ำเรียนเพิ่มเติม
ผู้รู้น้อย หาโอกาสในการอวดโม้สรรพคุณ
คนโง่ วางตัวเองอยู่ในทางลง
คนฉลาด วางตัวเองอยู่ในทางขึ้น
สามารถขึ้นได้ลงได้อย่างไม่ยึดมั่น คือผู้หลุดพ้น

๗๘

ที่ได้เสรีภาพ อาจเป็นเสรีภาพในการถูกจองจำ
ที่ถูกควบคุมบังคับ อาจเพื่อไปสู่อิสรภาพ
วิธีการที่อิสระ อาจนำไปสู่จุดหมายปลายทางที่ถูกบังคับ
วิธีการที่ถูกบังคับ อาจนำไปสู่จุดหมายปลายทางที่อิสระ
เรื่องทุกประการ ต้องมองตลอดสายจึงเข้าใจแจ่มแจ้ง
ถ้ามองแค่สภาวการณ์เฉพาะหน้าจะพลาดท่าเสียที
คนหนุ่มมองวิธีการ
ผู้เชี่ยวชาญมองจุดมุ่งหมาย
ไม่มีอะไรได้ฟรีโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยน
มักง่ายได้ยาก ลำบากได้ดี
อดกลั้น จะบรรลุเสรีภาพ
ทำอะไรตามอารมณ์ จะถูกจองจำ
มีศีล จะเบาสบายเป็นสุขเจริญรุ่งเรืองไม่จบสิ้น
ทุศีล จะทุกข์ยากเข็ญจนกว่าจะรู้สำนึก
ถ้าไม่ฟังคำเตือนจะต้องร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด

๗๙

เมื่อคิดครอบครอง
ความปลอดโปร่งเบาสบายก็หายไป
เมื่อคิดยึดมั่น
ความอิสระเสรีทางจิตก็หายไป
เมื่อคิดหวงแหน
ความใจกว้างใจใหญ่ก็หายไป
เมื่อคิดกักเก็บ
ความพลิกแพลงตามสถานการณ์ก็หายไป
เมื่อได้อย่าง ก็เสียไปอย่าง
เมื่อได้สิ่งที่สูงค่า หรือได้บุคคลที่หมายปอง
ก็สูญเสียเสรีภาพของหัวใจ
บัณฑิตยินยอมสละของรักของหวง
เพื่อแลกเอาอิสระเสรีของดวงใจ

๘๐

ในความไร้ จะมีความฝัน
ในความมั่งมี จะห่วงกังวล
เมื่อสละ จะเจอความปลอดโปร่งว่างเบา
การได้ของรักของหวง เพิ่มความโหยหิวกระหาย
เมื่อสละเสียซึ่งของรักของหวง จะปลอดโปร่งโล่งไปทั่วกายและจิต
เมื่อเกิดมาเกิดมากับความไร้
เมื่อตายไปตายไปกับความไร้
ฉะนั้น ความไร้จึงเป็นความจริง
ส่วนความมั่งมี ความพรั่งพร้อม คือ มายาภาพ
กินเข้ามาไม่ถ่ายออก จะอึดอัดกาย
ได้เข้ามาไม่สละออก จะอึดอัดใจ
ฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต
จึงสมาทานการให้ทาน ด้วยความเคารพไว้เหนือเศียรเกล้า
คนสามัญเกิดมาเพื่อสะสม
คนชั้นสูงเกิดมาเพื่อสละ

๘๑

ในตอนกลางวันก็มีแสงดาว
แต่ถูกแสงอาทิตย์กลบไป
การงานมีคุณค่าอยู่ที่กำลังใจที่ทุ่มเทให้การงาน
มิใช่ยิ่งใหญ่อยู่ที่ชาวโลกรับรู้
อย่าอับอายที่การงานของคุณมิได้ถูกนำมากล่าวขวัญ
แต่จงอับอายถ้าหากมิได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์
ช่อฟ้าสร้างประโยชน์ในฐานะช่อฟ้า
เสาเข็มสร้างประโยชน์ในฐานะเสาเข็ม
แม้จะอยู่ต่างที่กัน แต่ก็มีประโยชน์แก่โบสถ์ทั้งนั้น
จงภูมิใจในการทำหน้าที่เกื้อกูลสังคม
อย่าภูมิใจเพียงชื่อเสียงลาภยศสรรเสริญสุข
ถ้าโลกนี้หาผู้ที่เต็มใจสร้างความดีอย่างปิดทองหลังพระมิได้แล้วไซร้
กลียุคจะมาในทันทีทันใด

พุดตานกถา ๘๒ - ๙๐

๘๓

บุรุษผู้หนึ่งขวนขวายไปเรียนวิชาล่ามังกร
เมื่อเรียนจบไม่มีมังกรจะให้ล่า
เรียนวิธีจับปลาในลำธารหน้าบ้านยังมีค่ากว่าวิชาล่ามังกร
ฝูงชนทั้งหลายพยายามเรียนรู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องตนเอง
เรียนรู้วิธีควบคุมจรวด แต่ไม่รู้วิธีควบคุมใจตนเอง
เรียนรู้วิถีโคจรของดวงดาว แต่ไม่รู้วิถีเปลี่ยนแปรของอารมณ์ตัวเอง
เป็นผู้รอบรู้วิชาการชั้นสูงทุกชนิด แต่หาความสุขใจไม่ได้
เป็นผู้ฉลาดเฉลียวในสรรพวิชาการ แต่โง่แสนโง่ในเรื่องตัวเอง
สุนัขตัวหนึ่งเรียนรู้วิชาบิน
งูตัวหนึ่งเรียนรู้วิชาเดิน
ยิ่งรู้ไปก็ยิ่งไกลตัวเอง ไกลธรรมชาติของตัวเองมากขึ้น
คนไร้ค่าที่รอบรู้สารพัด มีมากมายในโลก
ดับทุกข์ไม่ได้คือไร้ค่า
หาความสุขใจไม่ได้ คือโง่เขลา

๘๔

การให้นั้นมีหลายอย่าง
ให้สิ่งของ ให้การช่วยเหลือ ให้การชี้แนะ ให้โอกาส ให้การยอมรับ ให้การต้อนรับ ให้ความเป็นใหญ่ ให้อำนาจ ให้อิสระ ให้อภัย และ ให้ธรรมะ
การให้ธรรมะประเสริฐสุด เพราะเป็นการให้ความจริง ให้แสงสว่าง ให้อมตะ ให้ความไม่ฉิบหายวอดวาย ให้ความพ้นจากทุกข์ยากลำบากเข็ญทั้งปวง
บุคคลทั้งหลายมีมีดอยู่ แต่กำลังเฉือนเนื้อตัวเอง
บุคคลทั้งหลายมีการกระทำอยู่ แต่กำลังกระทำให้ตัวเองเดือดร้อน
การให้ธรรมะคือสอนวิธีใช้มีด ไม่ให้มาเฉือนเนื้อตัวเอง และสอนวิธีกระทำที่ไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน
ฉะนั้นการให้ธรรมะจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์อันไพบูลย์แก่ผู้รับ
เป็นบุญกุศลและอานิสงส์บารมีที่ยิ่งใหญ่ของผู้ให้
ท่านทั้งหลายจงขวนขวายในการให้และรับธรรมะเถิด

๘๕

พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญสังฆทาน
เพราะว่าเป็นการให้ที่ไม่เจาะจงบุคคล
ไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง
เป็นการให้เพื่อสละ ไม่ใช่ให้เพื่อครอบครอง
การให้เพื่ออ้างบุญคุณ ชื่อว่าครอบครองผู้รับทาน
การให้แล้วตามไปดู ตามไปหวง สิ่งที่ให้ไปแล้ว ชื่อว่าครอบครองสิ่งของ
การให้เพื่อได้หน้า ชื่อว่าครอบครองตนเอง
จงให้ทานเพื่อสละ อย่าให้ทานเพื่อครอบครอง
การให้ทานเพื่อให้ได้ 'หัวใจดวงที่คิดสละ'
คือการให้ที่สูงสุด
เป็นการให้ที่พระอริยเจ้าทั้งปวงสรรเสริญ
เพราะเป็นการให้เพื่อปูทางไปสู่นิพพาน
เนื่องจากความวิมุตติหลุดพ้น คือ การสละ การละ การวาง การหยุด และการพอ

๘๖

บุคคลผู้ทำบุญคนเดียวนั้น ได้บุญอยู่
แต่ขาดพวกพ้องบริวาร ย่อมเดียวดาย ไร้ญาติ ขาดมิตร
ทำบุญอย่าทำคนเดียว จงชักชวนคนทำให้มากมาก
บุคคลผู้นั้นย่อมได้พวกพ้องบริวาร
ย่อมมีญาติ มีมิตร มีผู้รู้ใจ มีผู้ช่วยเหลือเกื้อกูล
เวลาเห็นใครทำบุญ จงอย่าไปขัดขวาง
ถ้าไม่ได้ช่วยเหลือ ก็ควรเฉยเสีย
อย่าพูดให้เขาเสียกำลังใจ
ยิ่งถ้าได้มีส่วนช่วยเขายิ่งดี
ถ้าไม่ได้ช่วย ให้อนุโมทนาด้วยใจ
อย่าดูหมิ่นในบุญเล็กน้อย
อย่าดูหมิ่นในบาปเล็กน้อย
ของมากมาจากน้อย ร้อยมาจากสิบ

๘๗

การให้ทุกอย่างคือการได้ทุกอย่าง
การหวงแหนทุกอย่างคือการสูญเสียทุกอย่าง
ของที่เก็บเอาไว้ยังไม่เป็นของเรา
ของที่ให้ออกไปจึงเป็นของเราแท้จริง
คนชั้นต่ำดีใจที่ได้เอาเปรียบ
คนชั้นสูงเบิกบานเมื่อได้เสียเปรียบ
ความรักแท้ไม่บังเกิดจากการยึดครอง
ความเห็นแก่ตัวไม่สร้างความยั่งยืนให้มิตรภาพ
จิตที่โหยหิวกระหายจะทำลายความผูกพันทางใจของมนุษย์
คนชอบเอาเปรียบ ไม่สามารถนั่งบนหัวใจคน
ผู้ที่ยอมแพ้เพื่อให้คนอื่นสบายใจ เสียเปรียบเพื่อให้คนอื่นเป็นสุข ผู้นั้นนั่นคือมหาบุรุษ
มหาบุรุษ แม้มิได้นั่งบนกองเงินกองทอง
แต่มหาบุรุษย่อมนั่งอยู่ในหัวใจคน

๘๘

กุศลกรรมทั้งหลายทั้งปวงคือรากเง่าแห่งปัญญา
ปัญญาทางธรรมสร้างมาจากความดีงามแห่งจิต
ทาน ศีล สมาธิ เมตตา อภัย วิริยะ ขันติ สัจจะ จริงใจ ล้วนเป็นรากเง่าแก่ปัญญา
จงให้ปุ๋ยแก่ปัญญาด้วยการสร้างความดีทุกชนิด
เมื่อถึงเวลาอันสมควร
ปัญญาจะลุกโพลง สว่าง กระจ่างแจ้งไปตลอดโลกธาตุ
อย่าทำลายปัญญาโดยการนำความฉลาดไปเบียดเบียนผู้อื่น
เพราะโดยกฎของธรรมชาติแล้วนั้น
ของชั่วช้าเลวทรามจะถูกทำลายล้าง
ของดีงามจะถูกสงวนรักษาให้คงทน
ฉะนั้น จงอย่าทำลายปัญญาของตนด้วยความฉลาดแกมโกง

๘๙

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า เจตนาคือตัวกรรม
และทรงตรัสอีกว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ฉะนั้น จึงหมายความว่า เจตนานั่นเองเป็นผู้ลิขิตชีวิตสัตว์โลก
เจตนาแบ่งเป็นกุศลเจตนา และ อกุศลเจตนา
ความประมาทย่อมนำมาซึ่งอกุศลเจตนา
ความไม่ประมาทย่อมนำมาซึ่งกุศลเจตนา
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ธรรมะทั้งปวงรวมลงในความไม่ประมาท
เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิตและวันเวลา
จงพากันขวนขวายละความชั่ว ประพฤติความดี สร้างบุญบารมี
อย่าปล่อยให้วันเวลาล่วงเลยไปเปล่าอย่างประมาท
เพราะว่าผู้ที่ประมาทแล้วทั้งหลายนั้น
ย่อมพากันไปยัดเยียดอยู่ในนรกเศร้าโศกอยู่
วันนี้คุณละชั่ว ประพฤติดีหรือยัง ?

๙๐

คนดีขั้นที่ ๑ คือ ละชั่ว
คนดีขั้นที่ ๒ คือ ละชั่ว ประพฤติดี
คนดีขั้นที่ ๓ คือ ละชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้ขาวรอบ
การทำจิตให้ขาวรอบ คือการรู้แจ้งในสังขาร
สังขารทั้งปวงย่อมไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน
ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น
ควรถอนความยึดมั่นถือมั่น จากสังขารทั้งปวง
ควรละความยินดียินร้าย รักชังเกลียดโกรธ ต่ออารมณ์ทั้งหลาย
ยึดไว้ทุกเข็ญ ปล่อยวางเบาสบาย
โลกนี้มิใช่มีเพื่อยึดครอง
แต่โลกนี้มีเพื่อสลัดคืน

พุดตานกถา ๙๑ - ๙๙

๙๑

ความสงบนั้นมี ๓ ขั้น
คือ กายวิเวก จิตวิเวก และอุปธิวิเวก
กายวิเวกคือสงัดกาย เพราะการหลีกเร้น
จิตวิเวกคือสงัดจิต เพราะการบำเพ็ญสมาธิ
อุปธิวิเวกคือสงัดจากกิเลส เพราะเจริญวิปัสสนา
ผู้ที่ปลีกวิเวก อย่าเพียงแค่คิดสงัดกาย
วิเวกจริงต้องมีจิตวิเวก และอุปธิวิเวกด้วย
มิฉะนั้น เวลาเข้าป่า จะเอาความปรุงแต่งไปด้วย
เวลาเข้าถ้ำ ก็จะเอาความจำในอดีตไปด้วย
กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตกนั้น
จะรบกวนผู้ไม่มีจิตวิเวก และอุปธิวิเวก
จงขวนขวายในการเจริญสมาธิและวิปัสสนา
อันจะนำมาซึ่งความสุขสงบอันไพบูลย์

๙๒

เมื่อมีความรัก
ดวงจิตคนไม่หยุดอยู่เพียงแค่ความรัก
ยังมีความหวง ความห่วง ความหลง ความหึง ตามมา
ความรักไม่เคยเดินทางมาเดียวดาย
ยังนำลูกน้องที่วุ่นวายมาเป็นพรวน
ความสุขคือเหยื่อล่อให้คนจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ไส้เดือนทำให้ปลายอมกินเบ็ด
ความรักให้ความสุขเล็กน้อย เพื่อล่อเหยื่อเอาไว้
ปุถุชนต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานมากมายหลายหลาก
เพราะเสียดายความสุขอันมีปริมาณน้อย มิอาจตัดใจ
คนโง่เขลาบางคนติดใจความสุขเวลาได้เกาขี้กลาก
จนไม่ยอมขวนขวายที่จะรักษาให้ขี้กลากหาย
ยินยอมที่จะเดือดร้อนเพราะการเป็นขี้กลากไปตลอดชีวิต

๙๓

กามทั้งหลายเป็นของเดือดร้อน
เพราะว่า ยิ่งกินยิ่งหิว
ยิ่งเสพ ยิ่งอยาก
ยิ่งถม ยิ่งลึก
บุคคลไม่สามารถดับความอยากในกามด้วยการตอบสนอง
ผู้ที่ยิ่งสมหวังในกาม ความอยากยิ่งเพิ่มพูน
ชีวิตไม่มีทางเจอจุดสมดุล ถ้าเฝ้าแต่ตอบสนองความอยาก
การตอบสนองความอยาก ทำให้จิตวิญญาณตกต่ำลง
การลดละ สละ ทำให้ชีวิตพบความสมดุล
ความหยุด ความพอ สามารถดับไฟในใจคนได้
การมีมาก มิใช่นำมาซึ่งความสุข
การลดละกาม พาจิตไปสู่ความสงบเย็นที่ชาวโลกนึกไม่ถึง
กระหายอยากคือความทุกข์
รู้จักหยุดคือความสุข

๙๔

ไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
อาจให้ประโยชน์แก่หมู่นกกาจำนวนมากเป็นเวลานาน
การทรงอยู่ของพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน
เป็นไปเพื่อความสุขอันไพบูลย์แก่มวลชนจำนวนมาก
นานเท่านานตราบที่พระศาสนาจะตั้งมั่นคงทนถาวรอยู่
การก่อตั้งพระพุทธศาสนาเป็นการงานที่ยาก
ผู้ก่อตั้งจะต้องมีบารมีมาก ในฐานะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่การช่วยให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ต่อไปนั้นไม่ยาก
ผู้มีบารมีน้อยอย่างเราก็สามารถทำได้
พระพุทธศาสนาเป็นองค์กรใหญ่ ต้องอาศัยเหตุปัจจัยมากมายในการดำรงอยู่
ถ้าพุทธศาสนิกชนทอดธุระไม่ช่วยกันคนละไม้ละมือ
ศาสนาจะไม่สามารถสืบต่อได้
จงภูมิใจถ้าได้มีส่วนขับเคลื่อนพระศาสนา แม้จะเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ
แม้ให้ข้าวเพียงทัพพี น้ำเพียงแก้ว บำรุงพระศาสนาก็ควรภูมิใจ
ทรายกองใหญ่โต ก็มาจากทรายเม็ดเล็กเล็ก มิใช่หรือ

๙๕

ธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์
นั่นมีเพื่อรู้แจ้งตนเอง
รู้เรื่องราวมากมาย ไม่รู้เรื่องตนเองก็ไร้ค่า
บุคคลทั้งหลายขวนขวายควบคุมเรื่องราวในโลก
แต่ไม่เคยเรียนรู้เพื่อจะควบคุมจิตตนเอง
รถที่นั่งกันไป ถ้าไม่มีคนควบคุม นั่นคือหายนะ
ชีวิตคน ถ้าไม่รู้จักควบคุมจิต นั่นคือความพินาศ
ศีลและธรรมนั่นแล คือเครื่องควบคุมจิต
ปวงชนให้คุณค่าในสิ่งทั้งหลาย แต่ไม่ให้คุณค่าต่อศีลธรรม
นั่นคือกำลังนำพากันเข้าสู่กลียุค
มีแต่วัตถุข้าวของอย่างเดียวโดยไม่มีธรรมะไม่ได้
เพราะว่าฝูงชนที่ไร้ธรรม จะนำเอาวัตถุมาทำร้ายทำลายกันเอง
ที่ใดมีธรรมะ ที่นั่นจะร่มเย็นเป็นสุข
ที่ใดไร้ธรรมะ ที่นั่นกำลังเข้าสู่กลียุค

๙๖

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเพื่อการรู้แจ้งความเป็นจริง
สัจจะแห่งธรรมอยู่ที่กายและใจของศาสนิกทุกคน
พระศาสดาเพียงเป็นผู้เปิดเผยและแสดงความจริง
โดยมิต้องบังคับให้ใครเชื่อ
ผู้ที่ฝืนความจริง จะเป็นภัยอยู่ในตัวเอง
โดยไม่ต้องรอให้ใครมาลงโทษเพิ่ม
สัจธรรมคือความจริงที่มีอยู่จริงอยู่ตลอดเวลา ทุกกาลสมัย
ใครคิดบิดเบือนสัจธรรม จะเดือดร้อนเอง
ใครคิดปกปิดสัจธรรม จะเศร้าหมองเอง
คำจริงแท้ย่อมเป็นอมตะที่คงอยู่คู่จักรวาล
ไม่มีใครลบล้างได้
ฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้กล่าวประกาศความจริง จึงเป็นเอกอุดมบุรุษอันสูงส่งในทุกกาลสมัย

๙๗

จงอดทนในการปฏิบัติธรรมอย่าย่อท้อ
เหนื่อยหน่ายก็อย่าท้อถอย
หดหู่ก็อย่าล้มเลิก
เด็กน้อยเบื่อไปโรงเรียน โดยไม่รู้ว่าการศึกษาให้ชีวิตที่ดี
เราเองก็อาจนึกไม่ถึงว่า
การปฏิบัติธรรมจะให้ผลประโยชน์มากมายมหาศาลในอนาคต
จงคบกัลยาณมิตรที่ประเสริฐเอาไว้
จะเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่งยวด
อย่าดูหมิ่นความดีเล็กน้อยแล้วละเลย
อย่าดูหมิ่นความชั่วเล็กน้อยแล้วกระทำ
จงตั้งตนเอาไว้ให้ชอบ
วันเวลาที่ผ่านคือความเจริญรุ่งเรือง
ถ้าหามิตรที่ชักจูงสู่ความเจริญคบไม่ได้
อยู่คนเดียวโดดเดี่ยวยังดีเสียกว่า

๙๘

ถึงเรียนมาจากคัมภีร์
ก็ต้องปฏิบัติให้เกิดขึ้นในใจตนเอง
ถึงฟังมาจากครูบาอาจารย์
ก็ต้องฝึกฝนเรียนรู้ให้เข้าถึง
ผู้อื่นสามารถให้วิธีการ แต่ไม่สามารถให้ประสบการณ์
ผู้อื่นสามารถให้ความรู้ แต่ไม่สามารถให้ความชำนาญ
ผู้อื่นสามารถให้ความจำ แต่ไม่สามารถให้ความแตกฉาน
ในคัมภีร์มีเพียงชื่อ
ส่วนตัวจริงของจริงต้องเจอที่หัวใจคน
เมื่อผู้ปฏิบัติที่แท้จริงแสดงธรรมออกมา
แม้จะกล่าวด้วยภาษาที่เหน่อแสนเหน่อ
แต่ก็ยังเป็นที่น่าฟังกว่าผู้ที่ท่องจำมาพูด
นักเทศน์ชั้นต้นคือนักท่องจำ
นักเทศน์ชั้นสูงคือนักปฏิบัติ

๙๙

เอามือจับหมึกจะเปื้อนสีดำ
เอามือจับชาดจะเปื้อนสีแดง
เมื่อทำบาป ใจเราจะสัมผัสความชั่ว
เมื่อทำบุญ ใจเราจะสัมผัสความดี
เมื่อบาปยังไม่ให้ผล
คนทำบาปย่อมรู้สึกเพลิดเพลิน
ต่อเมื่อใดที่บาปให้ผล
แม้รู้สำนึก แต่ก็สายเกินกาล
ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก
จงดัดจิตตัวเองให้ไปสู่ทางดีเสียแต่เนิ่นเนิ่น
ทำความชั่วเป็นครั้งคราวแก้ง่าย
อย่าปล่อยจนกลายเป็นว่าทำชั่วเป็นนิสัย
อย่าหมดกำลังใจที่จะเลิกละความชั่ว
อย่าท้อใจที่จะสร้างความดี

พุดตานกถา ๑๐๐ - ๑๐๘

๑๐๐

ความภาคภูมิใจของบัณฑิตคือการได้ให้
เพราะเมตตาจิตที่ยิ่งใหญ่ จึงปรารถนาเกื้อกูล
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสร้างบารมีมามากมาย
เพื่อต้องการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์
การคบหาบัณฑิตนั้นชุ่มเย็น
การสมาคมกับคนพาลนั้นเดือดร้อน
การบูชาผู้ทรงธรรมนำไปสู่ความเจริญไพบูลย์
แค่มีจิตที่เคารพบูชาในพระรัตนตรัย
ก็เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความดับทุกข์แล้ว
ยิ่งถ้าปฏิบัติตามโอวาทของท่าน
จะเสริมส่งไปสู่ความเจริญถาวรไม่มีเสื่อม
ทำจริงได้ของจริง ทำเล่นได้ของเล่น
เริ่มประพฤติธรรมในวันนี้ อย่ามัวผลัดวันอยู่เลย

๑๐๑

อยู่กับสัตว์ร้ายที่ไม่ได้ฝึกนั้นอันตราย
อยู่กับจิตที่ไม่ได้ฝึกนั้นอันตรายยิ่งกว่า
ไม่ฆ่ากิเลส กิเลสจะมาฆ่าเรา
ประคบประหงมกิเลสไว้ จะฉิบหายอย่างใหญ่หลวง
การฝึกฝนจิตตัวเองคือหลักประกันแห่งความเจริญ
การสร้างคุณธรรมให้เกิดในจิต คือการไม่พลาดท่า
สิ่งสกปรกในห้องนอน จำเป็นต้องกวาด
สิ่งสกปรกในใจเรา ยิ่งเก็บไว้ไม่ได้
อย่ากลัวอะไรให้มากกว่า ความชั่วในใจตัวเอง
จงขัดเกลาจิต จงแก้นิสัยเสียให้ได้
อย่าเชือนแชปล่อยเวลาผ่านพ้น
ผู้ประมาทคือผู้ตายแล้ว แต่ยังหายใจ

๑๐๒

ที่เรียกร้องหามิตรภาพนั้น
เคยให้ความจริงใจแก่ใครบ้างหรือเปล่า
จิตที่ร้องขอ เป็นจิตโหยหิว
จิตที่เผื่อแผ่นั้น เอิบอิ่มเบ่งบาน
ต้องการสิ่งใด จงให้สิ่งนั้นไปก่อน
ให้ทุกอย่าง ย่อมได้ทุกอย่าง
ผู้คิดแคบ ขวนขวายในการเรียกร้อง
ผู้มองการณ์ไกล ขวนขวายในการเผื่อแผ่
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าบุคคลทั้งหลายจะพึงรู้ถึงอานิสงส์ของทานดังที่พระองค์ทรงรู้แล้วไซร้
ถ้ายังไม่ได้ให้ทานก่อน จะไม่ยอมกินเองใช้เองเลย
นั่นแสดงว่า พระพุทธองค์ทรงแจ่มแจ้งด้วยพระญาณว่า อานิสงส์ของการให้นั้น มีค่ามากมายมหาศาลเหลือเกิน

๑๐๓

คนที่สำเร็จเมื่อครั้งที่ ๑๐ นั้นพลาดมา ๙ ครั้ง
ถ้าล้มเลิกตอนครั้งที่ ๘ ก็น่าเสียดาย
คนที่ประสบผลสำเร็จนั้น ล้วนแล้วแต่พลาดท่ามาหลายหน
ขอเพียงไม่ล้มเลิก สักวันจะเจอโอกาสทอง
ขอเพียงไม่ท้อแท้ สักวันจะเจอทางก้าวหน้า
ของเพียงไม่ท้อถอย สักวันจะเจอทางไป
การปฏิบัติธรรม มิใช่ปุบปับจะบรรลุ
ต้องขวนขวายสร้างบารมีไปทีละเล็กทีละน้อย
ล้มบ้างลุกบ้าง นั่นเป็นธรรมดา
พลาดท่าให้มารก็หลายครั้ง เสียทีกิเลสก็หลายหน
เสียโลหิตก็หลายครั้ง น้ำตาไหลก็หลายหน
ขอเพียงยังยืนยันในความศรัทธาต่อพระรัตนตรัยไม่เสื่อมคลาย
สมาทานการปฏิบัติธรรมอย่าล้มเลิก
สักวันย่อมจะสามารถเข้าถึงฐานันดรทางธรรม
อันเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ที่แท้จริงได้

๑๐๔

ถ้าต้องการเรียนวิชาการจากใคร
พึงอ่อนน้อมต่อท่าน ถ่อมตัวต่อท่าน
เมื่อเราเอาถังเพื่อจะไปรับน้ำจากแทงค์
พึงลดถังนั้นให้ต่ำกว่าแทงค์จึงจะได้น้ำ
ถึงแม้แทงค์จะมีน้ำเต็มก็ดี
ถึงแม้ก๊อกจะเปิดอยู่ก็ดี
แต่ถ้าหากบุคคลผู้รับน้ำ นำถังวางอยู่สูงกว่าแทงค์
บุคคลผู้นั้นย่อมไม่ได้น้ำ
บุคคลผู้ต้องการเรียนธรรมจากใคร
พึงเคารพท่าน พึงบูชาท่าน พึงเทิดทูนท่าน
การส่งผ่านส่งต่อของธรรม จึงไม่มีอุปสรรคกีดขวาง
ความแข็งกร้าว กระด้างกระเดื่อง ถือดี ในใจศิษย์นั้น
ทำร้ายทำลายความเจริญก้าวหน้าของศิษย์เอง
มิได้ทำร้ายทำลายครูบาอาจารย์

๑๐๕

ที่โล่งว่างไม่ถูกทำลายโดยพายุ
จิตที่ว่างไม่ถูกทำร้ายโดยอารมณ์
การว่างที่แท้ ต้องว่างอย่างมีสติ
ว่างที่พร้อมจะปลดปล่อย
มิใช่ว่างที่รอการสะสม
จิตที่แจ้งในไตรลักษณ์ มีอาการหน่ายคลาย
จิตที่ถูกครอบด้วยโมหะ มีอาการติดยึด
ถ้ารักตัวเอง ก็จะรักผู้อื่นด้วย
ถ้าไม่มีตัวเองก็จะไม่มีผู้อื่น
เมื่อญาณปัญญาเต็มรอบ
จะปล่อยให้สังขารธรรมทั้งปวง เป็นไปตามกระแสแห่งเหตุปัจจัย
โดยไม่ปล่อยใจออกไปผูกพันยึดมั่น

๑๐๖

หนีมวลชนหนีไม่ได้ทั้งชีวิต
หลีกเร้นไปไหนก็ไม่ไร้ซึ่งตัวเอง
สัจธรรมต้องให้มวลชนสอน
กิเลสของเราและกิเลสคนอื่น คือแบบฝึกหัดทางธรรม
ฆ่าเสือ ต้องเจอเสือ
ฆ่ากิเลส ต้องเจอกิเลส
การบรรลุธรรม ไม่ใช่บรรลุที่ต้นไม้ใบหญ้า
แต่บรรลุที่ใจ ซึ่งเดิมทีเต็มไปด้วยกิเลส
คนดี เคยชั่วมาก่อน
พระอรหันต์ก็มาจากปุถุชน
แสวงหาความหลุดพ้น ต้องแสวงหาที่ใจตนเอง
อย่าย่อท้อต่อการสู้กิเลสในทุกที่
จะหนีไปไหนก็เอาใจที่มีกิเลสไปด้วย

๑๐๗

ความหวาดกลัวไม่สามารถขจัดให้หายด้วยการหนีความจริง
ยิ่งหนีความจริง ก็ยิ่งหวาดสะดุ้ง
ถูกหนามตำ ต้องหาที่ถูกตำแล้วบ่งออก
ไม่สามารถหายเจ็บด้วยการแกล้งทำเป็นลืม
แก้ปัญหาต้องสาวไปให้ถึงสาเหตุ
คันหัวอย่าไปเกาที่ขา
อริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
คือการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อแก้ปัญหาที่เหตุ
อย่ามัวแต่กินยาแก้ปวดด้วยการระเริงอบายมุข
จงรู้สมุฏฐานของโรค แล้วจะรู้วิธีเยียวยา
ธรรมทั้งปวงเกิดแต่เหตุ
พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้นและการดับแห่งธรรมนั้น
พระมหาสมณเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้

๑๐๘

นิพพานัง ปะระมัง สุขัง
นิพพานเป็นสุขอย่างยวดยิ่ง
เนื่องเพราะสังขารเป็นทุกข์อย่างมากมายมหาศาล
นิพพานจึงเป็นสุข เพราะว่าพ้นจากสังขารทั้งปวง
ผู้ที่ไม่เห็นความจริง จึงไม่ต้องการนิพพาน
ความจริงคือสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
อริยมรรคมีองค์แปดเป็นสาเหตุให้ถึงนิพพาน
ย่อลงมาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา
ท่านทั้งหลายจงขวนขวายในการเจริญมรรค
อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว
บุคคลผู้ไม่ประมาท ขวนขวายสม่ำเสมอในธรรม
เขาผู้นั้นย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

จบ "พุดตานกถา"

เขียนเมื่อ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๕ ถึง ๒๕ กันยายน ๒๕๔๕
เขียนที่ใต้ร่มเงาพระอนันตชิน

ธรรมะที่ข้าพเจ้าบันทึก ไม่สงวนลิขสิทธิ์

พุดตานกถา เขียนเพื่อถวายเป็นเกียรติแก่
พุดตานมหาเจดีย์ ซึ่งบรรจุไว้ด้วยพระบรมสารีริกธาตุ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นองค์เอกอุดม

ด้วยความเคารพบูชาศรัทธาในพุทธคุณซึ่งประกอบไปด้วย พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ต่อสรรพสัตว์

ขออาราธนาพุทธบารมีของพระองค์สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของข้าพระองค์ไปตลอดกาลนิรันดร

อุปปาตะสันติ

บทสวดสงบเหตุร้าย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ.

ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระผู้มีพระภาค
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

คันถารัมภะ

(คำเริ่มต้นคัมภีร์)

(ก)สุทุททะโส อะยัง ธัมโมโลกัตถัง ชินะเทสิโต
มะหาสันติกะโร โลเกสัพพะสัมปัตติทายะโก.

ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ เพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก เป็นธรรมที่เห็นได้ยากยิ่ง สำหรับธรรมที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นธรรมที่สามารถกระทำความสงบอันประเสริฐ และสามารถประทานซึ่งสมบัติทั้งปวง

(ข)สัพพุปปาตูปะสะมะโณภูตะยักขะนิวาระโณ
อะกาละมัจจุสะมะโณโสกะโรคะวินาสะโน.

เป็นเครื่องสงบเหตุร้ายทั้งปวง เป็นเครื่องป้องกันอมนุษย์และยักษ์ เป็นเครื่องระงับความตายก่อนกำหนดเวลา เป็นเครื่องขจัดความเศร้าโศกและโรค

(ค)ปะระจักกะปะมัททะโนรัญโญ วิชะยะวัฑฒะโน
สัพพานิฏฐะหะโร สันโตธัมมัง วักขามิ ภูตะโต.

เป็นเครื่องย่ำยีกำลังของข้าศึก เป็นเครื่องจำเริญชัยชนะแด่พระราชา เป็นเครื่องนำสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาทั้งปวงออกไป เป็นธรรมอันประเสริฐ ข้าพเจ้า (พระสีละวังสะมหาเถระ) จักแสดงคุณธรรมเช่นนั้น ตามสภาพที่เป็นจริง

(ฆ)วัตถุตตะยัสสะ โย ยัตถะสังวัณเณติ คุณุตตะเม
ตัสสะ ตัตถะ สุขาโรคฺยะ-โสตถิโย โหนติ สัพพะทา.

ณ ที่ใด มีผู้กล่าววาจาสรรเสริญพระคุณอันประเสริฐของพระรัตนตรัย ด้วยจิตที่เลื่อมใส ณ ที่นั้น ความสุข ความสบาย และความสวัสดี ย่อมมีแก่ผู้นั้นตลอดกาลทุกเมื่อ

(ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์)

(พระพุทธเจ้าในอดีต ๒๘ พระองค์)

(ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์)

๑.ตัณหังกะโร มะหาวีโรสัพพะโลกานุกัมปะโก
วันตะสังสาระคะมะโนสัพพะกามะทะโท สะทา.

พระตัณหังกร สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้ามาก ผู้อนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งปวง ผู้คลายตัณหาอันเป็นเหตุท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏได้แล้ว ผู้ประทานสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวงให้ ในกาลทุกเมื่อ

๒.สัพพาภิภู สัพพะวิทูสัพพะเทวะคะรุตตะโม
สัพพาสะวะปะริกขีโณสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

ผู้ทรงครอบงำธรรมทั้งปวง ทรงรู้แจ้งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นครูผู้ยอดเยี่ยมของมนุษย์และเทวดาทั้งปวง ทรงสิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

๓.วะระลักขะณะสัมปันโนเมธังกะโร มะหามุนิ
ชุตินธะโร มะหาสิรีสุวัณณะคิริสันนิโภ.

พระจอมมุนีพระนามว่า เมธังกร ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยพระลักษณะอันเลิศ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระรัศมี ผู้ทรงมีพระสิริยิ่งใหญ่ รุ่งเรืองดุจสุวรรณคีรี

๔.ทิพพะรูโป มะหากาโยมะหานาโถ มะหัพพะโล
มะหาการุณิโก สัตถามะหาสันติง กะโรตุ โน.

ผู้ทรงมีพระรูปเพียงดังท้าวมหาพรหม มีพระวรกายอันประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ทรงเป็นที่พึ่งอันประเสริฐมีพระกำลังมาก ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงเป็นพระศาสดา โปรดประทานความสงบอันยิ่งใหญ่ แก่พวกข้าพระองค์เถิด

๕.มะหาโมหะตะมัง หันตฺวาโย นาโถ สะระณังกะโร
เทวาเทวะมะนุสสานังโลกานัญจะ หิตังกะโร.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สรณังกร ทรงเป็นที่พึ่ง ทรงกำจัดความมืดมนคืออวิชชาได้แล้ว ทรงกระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก กล่าวคือเหล่าทวยเทพ อสูร และมนุษย์ทั้งหลาย

๖.พฺยามัปปะภาภิรุจิโตนิโคฺรธะปะริมัณฑะโล
นิโคฺรธะปักกะพิมโพฏโฐสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า สรณังกร พระองค์นั้น ผู้ทรงรุ่งเรืองด้วยพระรัศมีแผ่ออกไปหนึ่งวาโดยรอบ ผู้ทรงมีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจต้นนิโครธ (ความสูงของกายเท่ากับความยาวของวา) ผู้ทรงมีพระโอฏฐ์แดงเรื่อดุจผลตำลึงสุก ที่ต้นนิโครธ (นิสสยะฉบับพม่า แปลว่า ดุจผลนิโครธสุก) โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

๗.อะสีติระตะนุพเพโธทีปังกะโร มะหามุนิ
ปะภา นิทธาวะเต ตัสสะฐาเน ทฺวาทะสะ โยชะเน.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร มีพระวรกายสูงแปดสิบศอก ทรงเป็นพระมหามุนี พระรัศมีของพระองค์แผ่ออกไปในที่สิบสองโยชน์

๘.วัสสัสสะตะสะหัสสานิฐัตฺวา โลเก วินายะโก
โลกาโลกะกะโร สัตถาสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ในโลกหนึ่งแสนปี ทรงนำเวไนยสัตว์สู่พระนิพพาน ทรงเป็นพระศาสดาผู้ประทานแสงสว่างแก่โลก โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

(ในสารกัป ๑ พระองค์)

(ในสารกัป ๑ พระองค์)

๙.อัฏฐาสีติหัตถุพเพโธโกณฑัญโญ นามะ นายะโก
สัพพะธัมเมหิ อะสะโมสัพพะปาระมิตาคะโม.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โกณฑัญญะ มีพระวรกายสูงแปดสิบแปดศอก ทรงเป็นผู้นำ ทรงเป็นผู้ไม่มีบุคคลเสมอด้วยธรรมทั้งปวง ทรงถึงความเป็นผู้มีบารมีทั้งปวง

๑๐.วัสสัสสะตะสะหัสสานิอายุ ตัสสะ มะเหสิโน
โมเจตุ โส สัพพะภะยาสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

ทรงเป็นพระผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีพระชนมายุหนึ่งแสนปี ขอพระองค์โปรดเปลื้องพวกข้าพระองค์ ให้พ้นจากภัยทั้งปวง โปรดประทานความสวัสดีแก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

(ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์)

(ในสารมัณฑกัป ๔ พระองค์)

๑๑.อัฏฐาสีติระตะนานิอัจจุคคะโต ชุตินธะโร
มังคะโล นามะ สัมพุทโธนะวุติสะหัสสายุโก.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า มังคละ ทรงมีพระวรกายสูงแปดสิบแปดศอก ทรงไว้ซึ่งพระรัศมี ทรงมีพระชนมายุเก้าหมื่นปี

๑๒.ฉัพพัณณะรังสิโย ทะสะ-สะหัสสะโลกะธาตุโย
ผะรันตา ตัสสะ ฉาเทนติเอสะ โสตถิง กะโรตุ โน.

พระฉัพพรรณรังสีของพระองค์ แผ่ปกคลุมโลกธาตุหนึ่งหมื่น ขอพระองค์โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์เถิด

๑๓.นะวุติระตะนุพเพโธสุมะโน นามะ นายะโก
กัญจะนาจะละสังกาโสนะวุติสะหัสสายุโก.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุมนะ ทรงมีพระวรกายสูงเก้าสิบศอก ทรงเป็นผู้นำ ทรงเป็นผู้เปรียบประดุจสุวรรณคีรี ทรงมีพระชนมายุเก้าหมื่นปี

๑๔.อุเปโต พุทธะคุเณหิสัพพะสัตตะหิเตสะโก
กะโรตุ โน มะหาสันติงอาโรคฺยัญจะ สุขัง สะทา.

ทรงประกอบด้วยพระพุทธคุณทั้งหลาย ทรงแสวงหาความเกื้อกูลแก่เหล่าสัตว์โลกทั้งปวง โปรดประทานความสงบร่มเย็น ความไม่มีโรค และความสุข แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๕.อะสีติระตะนุพเพโธ สัฏฐีสะหัสสะอายุโก
เรวะโต นามะ สัมพุทโธสัพพะโลกุตตะโร มุนิ.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า เรวตะ ทรงมีพระวรกายสูงแปดสิบศอก ทรงมีพระชนมายุหกหมื่นปี ทรงประเสริฐกว่าสัตว์โลกทั้งปวง ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง

๑๖.ตัสสะ สะรีเร นิพพัตตาปะภามาลา อะนุตตะรา
ผะรันตา โยชะเน นิจจัง สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

แสงแห่งพระรัศมีอันไม่มีที่เปรียบ อันเกิดแต่พระวรกายของพระองค์ แผ่ไปตลอดแนวหนึ่งโยชน์เป็นนิจ โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๗.โสภิโต นามะ สัมพุทโธนะวุติสะหัสสายุโก
สังสาระสาคะเร สัตเตพะหู โมเจติ ทุกขะโต.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โสภิตะ ทรงมีพระชนมายุเก้าหมื่นปี ทรงเปลื้องสัตว์โลกเป็นจำนวนมาก จากทุกข์ในห้วงมหาสมุทร คือ สังสารวัฏ

๑๘.อัฏฐะปัญญาสะระตะนังอัจจุคคะโต มะหามุนิ
โอภาเสติ ทิสา สัพพาสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระองค์ ทรงมีพระวรกายสูงห้าสิบแปดศอก ทรงเป็นพระมหามุนีผู้ประเสริฐ ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด.

(ในวรกัป ๓ พระองค์)

(ในวรกัป ๓ พระองค์)

๑๙.อะโนมะทัสสี สัมพุทโธเตชัสสี ทุระติกกะโม
อัฏฐะปัณณาสะระตะโน โอภาเสนโต สะเทวะเก.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี ผู้อันศัตรูไม่สามารถกล้ำกรายได้ ทรงมีพระวรกายสูงห้าสิบแปดศอก ทรงกระทำมนุษย์โลกพร้อมทั้งเทวโลกให้สว่างไสวอยู่

๒๐.นิพพานะปาปะโก โลเกวัสสัสสะตะสะหัสสายุ
กะโรตุ โน มะหาสันติงสุขิตา จะ มะยัง สะทา.

พระองค์ทรงยังสัตว์โลกให้ถึงพระนิพพาน ทรงมีพระชนมายุหนึ่งแสนปี โปรดประทานความสงบร่มเย็น แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด อนึ่งขอให้พวกข้าพระองค์ จงเป็นผู้มีความสุข ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๒๑.ปะทุโม นามะ สัมพุทโธโลกะเชฏโฐ นะราสะโภ
อัฏฐะปัญญาสะระตะโน อาทิจโจวะ วิโรจะติ.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมะ ทรงเป็นผู้ประเสริฐกว่าเหล่าสัตว์โลกทั้งปวง ทรงมีพระวรกายสูงห้าสิบแปดศอก ทรงรุ่งโรจน์ประดุจพระอาทิตย์

๒๒.วัสสัสสะตะสะหัสสานิ อายุ ตัสสะ มะเหสิโน
โสปิ พุทโธ การุณิโกสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงมีพระชนมายุหนึ่งแสนปี แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระมหากรุณา ขอทรงโปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๓.อัฏฐาสีติระตะนุพเพโธ นาระโท สัพพะกามะโท
นิรันตะรัง ทิวารัตติง โยชะนัง ผะระเต ปะภา.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า นารทะ ทรงมีพระวรกายสูงแปดสิบแปดศอก ทรงประทานสิ่งที่น่าชอบใจทั้งปวง พระรัศมีของพระองค์แผ่ไปสู่ที่หนึ่งโยชน์ ตลอดวันและคืนเป็นนิจ

๒๔.นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก วินายะโก
โมเจติ ทุกขะโต สัตเต โสปิ โสตถิง กะโรตุ โน.

พระองค์ทรงแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก ให้หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ ทรงมีพระชนมายุเก้าหมื่นปี โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์เถิด

(ในสารกัป ๑ พระองค์)

(ในสารกัป ๑ พระองค์)

๒๕.อัฏฐะปัณณาสะระตะโนปะทุมุตตะโร มะหามุนิ
ตัสสะ ปากะติกา รังสี ผะรันติ ทฺวาทะสะ โยชะเน.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงมีพระวรกายสูงห้าสิบแปดศอก พระรัศมีอันมีอยู่โดยธรรมชาติของพระองค์ แผ่ไปถึงสิบสองโยชน์

๒๖.วัสสัสสะตะสะหัสสานิฐัตฺวา โลเกมะตันทะโท
โมเจติ พันธะนา สัตเต โสปิ ปาเลตุ โน สะทา.

พระองค์ทรงประทานอมฤตธรรม คือ พระนิพพาน ทรงดำรงพระชนม์อยู่ในโลกตลอดหนึ่งแสนปี ทรงเปลื้องหมู่สัตว์โลก ให้พ้นจากกิเลสเครื่องผูกมัด ขอพระองค์โปรดคุ้มครองพวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

(ในมัณฑกัป ๒ พระองค์)

(ในมัณฑกัป ๒ พระองค์)

๒๗.อัฏฐาสีติระตะนานิ อัจจุคคะโต มะหามุนิ
สุเมโธ นามะ สัมพุทโธ นะวุติสะหัสสายุโก.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ ทรงมีพระวรกายสูงแปดสิบแปดศอก ทรงเป็นพระมหามุนีผู้ประเสริฐ ทรงมีพระชนมายุเก้าหมื่นปี

๒๘.ตัสสะ ปากะติกา รังสีผะรันติ โยชะนัง สะทา
ปาเลตุ โน สะทา พุทโธภะเยหิ วิวิเธหิ จะ.

พระรัศมีอันมีอยู่โดยปกติของพระองค์ แผ่ไปตลอดหนึ่งโยชน์ในกาลทุกเมื่อ ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ นั้น โปรดคุ้มครองพวกข้าพระองค์ ให้พ้นจากภัยต่าง ๆ

๒๙.ปัญญาสะระตะนุพเพโธ สุชาโต นามะ นายะโก
เหมะวัณโณ มะหาวีโร มะหาตะมะวิโนทะโน.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุชาตะ ทรงมีพระวรกายสูงห้าสิบศอก ทรงเป็นผู้นำ ทรงมีพระฉวีประดุจทอง ทรงเป็นผู้แกล้วกล้ายิ่ง ทรงบรรเทาความมืด คือ โมหะ

๓๐.นะวุติวัสสะสะหัสสานิอายุ ตัสสะ มะเหสิโน
โสปิ พุทโธ การุณิโกสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุชาตะ แม้นั้น ผู้ทรงมีพระชนมายุเก้าหมื่นปี ทรงมีพระมหากรุณา โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

(ในวรกัป ๓ พระองค์)

(ในวรกัป ๓ พระองค์)

๓๑.อะสีติระตะนุพเพโธ ปิยะทัสสี มะหามุนิ
นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลกัคคะนายะโก.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี ทรงมีพระวรกายสูงแปดสิบศอก ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลกสู่พระนิพพาน ทรงดำรงพระชนม์อยู่ตลอดเก้าหมื่นปี

๓๒.โสปิ สัพพะคุณูเปโตสัพพะโลกะสุขัปปะโท
สัพพะโทสัง วินาเสนโตสัพพัง โสตถิง กะโรตุ โน.

ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี แม้นั้น ผู้ทรงประกอบด้วยคุณทั้งปวง ทรงให้ความสุขแก่โลกทั้งปวง ทรงกำจัดโทษทั้งปวง โปรดประทานความสวัสดีทั้งปวง แก่พวกข้าพระองค์เถิด

๓๓.อะสีติระตะนุพเพโธอัตถะทัสสี นะราสะโภ
วัสสัสสะตะสะหัสสานิ โลเก อัฏฐาสิ นายะโก.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า อัตถทัสสี ทรงมีพระวรกายสูงแปดสิบศอก ทรงเป็นนระผู้ประเสริฐ ทรงเป็นผู้นำ ทรงดำรงพระชนม์อยู่ในโลกตลอดหนึ่งแสนปี

๓๔.ตัสสะ ปากะติกา รังสีผะรันติ โยชะนัง สะทา
นิรันตะรัง ทิวารัตติงนาโถ โสตถิง กะโรตุ โน.

พระรัศมีอันมีอยู่โดยปกติของพระองค์ แผ่ไปได้หนึ่งโยชน์ตลอดกลางวันและกลางคืน ในกาลทุกเมื่อเป็นนิจ พระองค์ผู้เป็นที่พึ่ง โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์เถิด

๓๕.ธัมมะทัสสี จะ สัมพุทโธอะสีติหัตถะมุคคะโต
อะติโรจะติ เตเชนะสะเทวาสุระมานุเส.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ธัมมทัสสี ทรงมีพระวรกายสูงแปดสิบศอก ทรงรุ่งโรจน์ด้วยพระเดชานุภาพยิ่งกว่าโลก ซึ่งประกอบด้วยเหล่าทวยเทพ อสูร และมนุษย์ทั้งหลาย

๓๖.วัสสัสสะตะสะหัสสานิฐัตฺวา โลเก มะหายะโส
สัพพะสัตเต ปะโมเจติ ภะยา รักขะตุ โน สะทา.

พระองค์ผู้ทรงมีชื่อเสียงและบริวารอันยิ่งใหญ่ ดำรงพระชนม์อยู่ในโลกตลอดหนึ่งแสนปี ทรงเปลื้องสัตว์ทั้งปวงจากภัย โปรดคุ้มครองพวกข้าพระองค์ให้พ้นจากภัย ในกาลทั้งปวงเถิด

(ในสารกัป ๑ พระองค์)

(ในสารกัป ๑ พระองค์)

๓๗.สิทธัตโถ นามะ สัมพุทโธสัฏฐิระตะนะมุคคะโต
ติภะเว โสตถิชะนะโกสะตัสสะหัสสะ อายุโก.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ทรงมีพระวรกายสูงหกสิบศอก ทรงยังความสวัสดีให้เกิดขึ้นในภพทั้งสาม ทรงมีพระชนมายุหนึ่งแสนปี

๓๘.สังสาระสาคะรา โลเกสันตาเรตฺวา สะเทวะเก
นิพพาเปสิ จะ โส สัตถาสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

ขอพระศาสดาพระนามว่า สิทธัตถะ นั้น ผู้ทรงยังหมู่มนุษย์พร้อมทั้งเหล่าทวยเทพ ให้ข้ามพ้นจากห้วงมหาสมุทร คือสังสารวัฏ และให้ถึงพระนิพพาน โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

(ในมัณฑกัป ๒ พระองค์)

(ในมัณฑกัป ๒ พระองค์)

๓๙.สัฏฐิระตะนะมุพเพโธติสโส โลกัคคะนายะโก
อะนูปะโม อะสะทิโสอะตุโล อุตตะโม ชิโน.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ติสสะ ทรงมีพระวรกายสูงหกสิบศอก ทรงเป็นบุคคลผู้นำชั้นเลิศของโลก ไม่มีบุคคลเทียบเท่า ไม่มีบุคคลเสมอเหมือน ไม่มีบุคคลเปรียบปาน ทรงเป็นผู้สูงสุด ทรงเป็นผู้ชนะมารทั้งปวง

๔๐.วัสสัสสะตะสะหัสสานิอายุ ตัสสะ มะเหสิโน
อาโรคฺยัญจะ มะหาสุขังโหตุ โน ตัสสะ เตชะสา.

ด้วยพระเดชานุภาพของพระพุทธเจ้า พระนามว่า ติสสะ พระองค์นั้น ผู้ทรงมีพระชนมายุหนึ่งแสนปี ขอความไม่มีโรค และความสุขอันประเสริฐ จงมีแก่พวกข้าพระองค์เถิด

๔๑.อัฎฐะปัณณาสะระตะโนผุสโส โลกัคคะนายะโก
ชะนัมพุชัง วิโพเธนโตนิพพาเปนโต สะเทวะเก.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ผุสสะ ทรงมีพระวรกายสูงห้าสิบแปดศอก ทรงเป็นบุคคลผู้นำชั้นเลิศของโลก ทรงยังดอกบัวคือหมู่ชนให้เบิกบาน ทรงยังหมู่มนุษย์ พร้อมทั้งเหล่าทวยเทพ ให้ถึงพระนิพพาน

๔๒.นะวุติวัสสะสะหัสสานิ ฐัตฺวา โลเก มะหายะโส
อุทธะรันโต พะหู สัตเตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระองค์ทรงมีชื่อเสียงและบริวารอันยิ่งใหญ่ ทรงดำรงพระชนม์อยู่ในโลกตลอดเก้าหมื่นปี ผู้ทรงนำสัตว์โลกจำนวนมากออกจากสังสารวัฏ โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

(ในสารกัป ๑ พระองค์)

(ในสารกัป ๑ พระองค์)

๔๓.อะสีติระตะนุพเพโธวิปัสสี โลกะนายะโก
ปะภา นิทธาวะเต ตัสสะสะมันตา สัตตะ โยชะเน.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ทรงมีพระวรกายสูงแปดสิบศอก ทรงเป็นผู้นำของสัตว์โลก พระรัศมีของพระองค์แผ่ไปตลอดเจ็ดโยชน์โดยรอบ

๔๔.โสปิ เทวะมะนุสสานังพันธะนา ปะริโมจะยิ
อะสีติสะหัสสายุโกนาโถ โสตถิง กะโรตุ โน.

ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี แม้นั้น ผู้ทรงมีพระชนมายุแปดหมื่นปี ทรงเป็นที่พึ่ง ทรงเปลื้องเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จากเครื่องผูกคือกิเลส โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์เถิด

(ในมัณฑกัป ๒ พระองค์)

(ในมัณฑกัป ๒ พระองค์)

๔๕.สัตตะตีหัตถะมุพเพโธ สิขี นาเมสะ นายะโก
ปะภา นิทธาวะเต ตัสสะสะมันตา โยชะนัตตะเย.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงมีพระวรกายสูงเจ็ดสิบศอก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นพระนามว่า สิขี ทรงเป็นผู้นำ พระรัศมีของพระองค์แผ่ไปตลอดสามโยชน์โดยรอบ

๔๖.โสปิ อะตุลฺโย สัมพุทโธสัตตะตีสะหัสสายุโก
กะโรตุ โน มะหาสันติงสุขิตา จะ มะยัง สะทา.

ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี แม้นั้น ผู้ทรงไม่มีผู้เปรียบ ทรงมีพระชนมายุเจ็ดหมื่นปี โปรดประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพระองค์ อนึ่ง ขอพวกข้าพระองค์ จงเป็นผู้ถึงความสุข ในกาลทุกเมื่อเถิด

๔๗.เวสสะภู นามะ สัมพุทโธเหมะรูปะสะมูปะโม
สัฏฐีระตะนะมุพเพโธสัฏฐี จะ สะหัสสายุโก.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า เวสสภู ผู้มีพระฉวีประดุจทอง ทรงมีพระวรกายสูงหกสิบศอก ทรงมีพระชนมายุหกหมื่นปี

๔๘.พฺรัหฺมะเทวะมะนุสเสหินาคาสุระทิเชหิ วา
ปูชิโตปิ สะทา นาโถสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่า เวสสภู แม้นั้น ผู้อันหมู่พรหม เทวดา มนุษย์ นาค อสูร และครุฑพากันบูชาแล้ว ทรงเป็นที่พึ่ง โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

ในภัททกัปนี้ ๕ พระองค์

ในภัททกัปนี้ ๕ พระองค์

(ผ่านไปแล้ว ๓ พระองค์)

๔๙.ตาฬีสะระตะนุพเพโธกะกุสันโธ มะหามุนิ
ตัสสะ กายา นิจฉะรันติปะภา ทฺวาทะสะ โยชะเน.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ ทรงมีพระวรกายสูงสี่สิบศอก ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐ พระรัศมีจากพระวรกายของพระองค์ แผ่ซ่านไปสิบสองโยชน์

๕๐.จัตตาฬีสะสะหัสสานิตัสสะ อายุ อะนุตตะโร
กะโรตุ โส สะทา นาโถอายุง สุขัง พะลัญจะ โน.

ขอพระพุทธเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ แม้นั้น ผู้ทรงมีพระชนมายุสี่หมื่นปี ทรงเป็นผู้ไม่มีใครเปรียบ ทรงเป็นที่พึ่ง โปรดประทานอายุ ความสุข และกำลังแก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

๕๑.โกนาคะมะนะ สัมพุทโธติงสะหัตถะสะมุคคะโต
ติงสะวัสสะสะหัสสานิอายุ ตัสสะ มะเหสิโน.

พระ โกนาคมมะ สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระวรกายสูงสามสิบศอก ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงมีพระชนมายุสามหมื่นปี

๕๒.ธัมมามะเตนะ ตัปเปตาเทวะสังฆัง สุราละเย
มะหีตะเล จะ ชะนะตังสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

ทรงยังหมู่ทวยเทพบนสวรรค์ และหมู่มนุษย์บนพื้นโลก ให้อิ่มเอิบด้วยอมตธรรม คือพระนิพพาน โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

๕๓.กัสสะโป นามะ สัมพุทโธธัมมะราชา ปะภังกะโร
วีสะตีหัตถะมุพเพโธวีสัสสะหัสสะอายุโก.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ผู้ทรงเป็นพระธรรมราชา ทรงมีพระรัศมี ทรงมีพระวรกายสูงยี่สิบศอก ทรงมีพระชนมายุสองหมื่นปี

๕๔.อะนูปะโมสะมะสะโมเทวะสัตถา อะนุตตะโร
กะโรตุ โน มะหาสันติงอาโรคฺยัญจะ ชะยัง สะทา.

พระองค์ไม่มีผู้เปรียบปานเสมอเหมือน ทรงเป็นศาสดาของเหล่าทวยเทพ ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยม โปรดประทานความสงบอันประเสริฐ ความไม่มีโรค และชัยชนะ แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

(พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน ๑ พระองค์)

(พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน ๑ พระองค์)

๕๕.อัฏฐาระสะหัตถุพเพโธโคตะโม สักกะยะวัฑฒะโน
สัพพัญญู สัพพะติละโกสัพพะโลกะสุขัปปะโท.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ ทรงมีพระวรกายสูงสิบแปดศอก ทรงเป็นผู้เชิดชูศากยวงศ์ ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้โดดเด่นกว่าชนทั้งปวง ทรงประทานความสุขให้แก่สัตว์โลก (ในคัมภีร์พุทธวงศ์แสดงไว้ว่า ทรงมีพระวรกายสูง ๑๖ ศอก)

๕๖.สัมพุทโธ สัพพะธัมมานัง ภะเคหิ ภาคฺยะวา ยุโต
วิชชาจะระณะสัมปันโนโสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.

ขอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ ผู้ตรัสรู้ธรรมทั้งปวง ทรงประกอบด้วยบุญ ทรงมีพระบารมีอันสูงสุด ทรงเพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ โปรดประทานความสวัสดี และความไม่มีโรค แก่พวกข้าพระองค์เถิด

๕๗.อัพภาตีตา จะ สัมพุทธาอะเนกะสะตะโกฏิโย
สัพพะโลกะมะภิญญายะสัพพะสัตตานุกัมปิโน.

อนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย หลายร้อยโกฏิซึ่งเสด็จล่วงลับไปแล้ว ทรงประจักษ์โลกทั้งปวงด้วยพระญาณแล้ว จึงทรงอนุเคราะห์เหล่าสรรพสัตว์

๕๘.สัพพะเวระภะยาตีตาสัพพะโลกะสุขัปปะทา
สัพพะโทสัง วินาเสนตาสัพพะโสตถิง กะโรนตุ โน.

ทรงล่วงพ้นเวรและภัยทั้งปวง ทรงประทานความสุขแก่สรรพสัตว์ ทรงกำจัดโทษทั้งปวง ขอทรงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์เถิด

(พระพุทธเจ้าในอนาคต ๑ พระองค์)

(พระพุทธเจ้าในอนาคต ๑ พระองค์)

๕๙.อะนาคะเต จะ สัมพุทโธเมตเตยโย เทวะปูชิโต
มะหิทธิโก มะหาเทโวมะหาสันติง กะโรตุ โน.

ก็ในอนาคต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า เมตเตยยะ ทรงเป็นผู้ที่หมู่ทวยเทพบูชาแล้ว ทรงมีฤทธิ์มาก ทรงเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาทั้งปวง โปรดประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพระองค์เถิด

(พระปัจเจกพุทธเจ้า)

(พระปัจเจกพุทธเจ้า)

๖๐.สัพเพ ปัจเจกะสัมพุทธานิโรธะฌานะโกวิทา
นิราละยา นิราสังกาอัปปะเมยยา มะเหสะโย.

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งปวง ทรงปรีชาญาณในนิโรธสมาบัติและฌานสมาบัติ ทรงปราศจากความกำหนัดยินดี หมดความรังเกียจ ทรงคุณอันหาประมาณมิได้ ทรงแสวงหาคุณอันประเสริฐ

๖๑.ทูเรปิ วิเนยเย ทิสฺวาสัมปัตตา ตังขะเณนะ เต
สันทิฏฐิกะผะเล กัตฺวาสะทา สันติง กะโรนตุ โน.

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ เห็นหมู่เวไนยสัตว์แม้ในที่ไกล ก็ทรงเสด็จไปช่วยเหลือสัตว์เหล่านั้น ให้ได้รับประโยชน์โดยพลัน โปรดประทานความสงบ แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

(นวโลกุตตรธรรม ๙ และปริยัติธรรม ๑)

(นวโลกุตตรธรรม ๙ และปริยัติธรรม ๑)

๖๒.สฺวากขาตะตาทิสัมปันโนธัมโม สะปะริยัตติโก
สังสาระสาคะรา โลเกตาเรติ ชินะโคจะโร.

พระธรรม พร้อมทั้งปริยัติที่สมบูรณ์ด้วยคุณ มีความเป็นธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วเป็นต้น เป็นอารมณ์ของพระพุทธเจ้า เป็นเหตุยังสัตว์โลกให้ข้ามพ้นสาครคือ สังสารวัฏ

๖๓.กิเลสะชาละวิทธังสีวิสุทโธ พุทธะเสวิโต
นิพพานะคะมะโน สันโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

ขอพระธรรมอันบริสุทธิ์ยิ่ง อันมีปกติทำลายข่ายคือกิเลส เป็นธรรมที่พระพุทธองค์ทรงเจริญแล้ว เป็นธรรมอันประเสริฐอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

(พระสังฆรัตนะ)

(พระสังฆรัตนะ)

๖๔.สีลาทิคุณะสัมปันโนสังโฆ มัคคะผะเล ฐิโต
ชิตินทฺริโย ชิตะปาโปทักขิเณยโย อะนุตตะโร.

พรสงฆ์ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ดำรงอยู่ในมรรคและผล ชนะอินทรีย์แล้ว ชนะบาปแล้ว เป็นทักขิเณยยบุคคลผู้ยอดเยี่ยม

๖๕.อะนาสะโว ปะริสุทโธนิราสาโส ภะวาภะเว
นิพพานะโคจะโร สันโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

ขอพรอริยสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้บริสุทธิ์ ผู้หมดความปรารถนาในภพน้อยภพใหญ่ ผู้มีจิตจดจ่อในพระนิพพาน เป็นสัตบุรุษ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

(พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์)

(พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์)

๖๖.อัญญาตะโกณฑัญญัตเถโรรัตตัญญูนัง อัคโค อะหุ
ธัมมะจักกาภิสะมะโยสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอัญญาโกณฑัญญะเถระ เป็นผู้เลิศกว่าเหล่าภิกษุผู้รู้ราตรี ผู้บรรลุเป็นพระโสดาบันด้วยพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๖๗.วัปปัตเถโร มะหาปัญโญมะหาตะมะวิโนทะโน
มะหาสันติกะโร โลเกมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระวัปปะเถระ ผู้มีปัญญามาก ผู้กำจัดความมืดคือโมหะ ผู้กระทำความสงบอันประเสริฐในโลก ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๖๘.ภัททิโย ภัททะสีโล จะทักขิเณยโย อะนุตตะโร
โลกัตถะจะริโต เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระภัททิยเถระ ผู้มีศีลงาม ผู้เป็นทักขิเณยยบุคคลผู้ยอดเยี่ยม ผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่โลก ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๖๙.มะหานาโม มะหาปัญโญมะหาธัมมะวิทู สุโต
มะหาขีณาสะโว เถโรมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระมหานามะเถระ ผู้มีปัญญามาก ผู้ตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐ ผู้มีชื่อเสียง เป็นพระขีณาสพผู้ประเสริฐ ขอจงประทานความสงบอันยิ่งใหญ่ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๗๐.อัสสะชิตเถโร มะหาปัญโญชิตะมาโร ชิตินทฺริโย
ชิตะปัจจัตถิโก โลเกสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอัสสชิเถระ ผู้มีปัญญามาก ผู้ชนะมาร ผู้ชนะอินทรีย์ ผู้ชนะศัตรูในโลก ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๗๑.อะนุปุพพิกะถัง สุตฺวายะโส เอกัคคะมานะโส
อัคคะธัมมะมะนุปปัตโตโสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.

พระยสะเถระ ผู้ฟังอนุปุพพิกถาแล้ว มีจิตตั้งมั่นบรรลุพระอรหัตผล อันเป็นธรรมอันเลิศ ขอจงประทานความสวัสดี และความไม่มีโรค แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๗๒.จัตฺวาธิกา จะ ปัญญาสะเถรา คิหิสะหายะกา
ปัตฺวานะ ปะระมัง สันติงสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

และพระเถระผู้เป็นพระอรหันต์ ๕๔ รูป ผู้เคยเป็นสหายของพระยสะ เมื่อครั้งยังเป็นผู้ครองเรือน บรรลุแล้วซึ่งพระนิพพานอันประเสริฐ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๗๓.เย ติงสะ ภัททะวัคคิยารูเปนาตุละวัณณิโน
ขีณาสะวา วะสีภูตาเต กะโรนตุ อะนามะยัง.

พระภัททวัคคีย์ ผู้เป็นเถระสามสิบองค์ ผู้มีรูปทรงและผิวพรรณอันหาใครเปรียบปานมิได้ สิ้นอาสวะแล้ว เป็นผู้ชนะตน มีความชำนาญในการเข้าฌาน ขอจงประทานความไม่มีโรค แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๗๔.อุรุเวละกัสสะโปปิมะหาปะริสานะมุตตะโม
ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

แม้ พระอุรุเวลกัสสปะ ผู้เป็นเลิศในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้มีบริษัทมาก ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๗๕.โย นะทีกัสสะปัตเถโรปุญญักเขตโต อะนุตตะโร
สะสังโฆ สีละสัมปันโนสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

แม้พระเถระนามว่า นทีกัสสปะ ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ผู้มีภิกษุเป็นศิษย์ ๓๐๐ เป็นบริวาร ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์ (ต่อ ๑)

๗๖.ธัมมะปัชชะลิโต สันโตโย เถโร คะยากัสสะโป
สังยุตโต ภะวะนิสฺเนเหสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า คยากัสสปะ ผู้รุ่งเรืองด้วยธรรม ผู้สงบ ผู้เข้าถึงพระนิพพาน อันเป็นที่ปราศจากภวตัณหา ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๗๗.โลกะนาถัง ฐะเปตฺวานะปัญญะวันตานะ ปาณินัง
ปัญญายะ สาริปุตตัสสะกะลัง นาคฆะติ โสฬะสิง.

ในบรรดาสรรพสัตว์ผู้มีปัญญาทั้งหลาย เว้นพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของโลกแล้ว สัตว์ใด ๆ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่สิบหกแห่งปัญญาของพระสารีบุตร

๗๘.สาริปุตโต มะหาปัญโญปะฐะโม อัคคะสาวะโก
ธัมมะเสนาปะตี เสฏโฐสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

ขอ พระสาริปุตตะ ผู้มีปัญญามาก ผู้เป็นอัครสาวกองค์ที่หนึ่ง ผู้เป็นธรรมเสนาบดี ผู้ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศทางปัญญา ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๗๙.ปาทังคุลิกะมัตเตนะเวชะยันตะปะกัมปะโน
ปะฐะวิง มะหะติง สัพพังสะมัตโถ ปะริวัตติตุง.

พระมหาเถระใด ผู้สามารถยังเวชยันต์ปราสาท (ปราสาทของพระอินทร์) ให้หวั่นไหวแม้ด้วยเพียงหัวแม่เท้านั้น ผู้สามารถพลิกแผ่นดินผืนใหญ่ทั้งหมดได้

๘๐.โมคคัลลาโน มะหาเถโรทุติโย อัคคะสาวะโก
อิทธิมันตานัง โส อัคโคสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระมหาเถระนั้นนามว่า โมคคัลลานะ ผู้เป็นพระอัครสาวกองค์ที่สอง เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๘๑.มะหากัสสะปัตเถโรปิอุตตัตตะกะนะกันนิโภ
ธุตะคุณัคคะนิกขิตโตตะติโย สัตถุสาวะโก.

พระมหาเถระนามว่า กัสสปะ ผู้มีผิวพรรณอันงดงามดุจเนื้อทองคำอันบริสุทธิ์ ผู้ได้รับยกย่องให้เป็นผู้เลิศ ในทางธุดงค์คุณ เป็นพระอัครสาวกองค์ที่สามของพระศาสดา

๘๒.อะรัญญะวาสาภิระโตปังสุกูละธะโร มุนิ
สุคะตัสสาสะนะธะโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

เป็นผู้ยินดียิ่งในการอยู่ป่า ผู้ทรงผ้าบังสุกุล เป็นมุนีผู้รู้โลกทั้งภายในและภายนอก ผู้ทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระสุคต ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๘๓.อาปัตติอะนาปัตติยาสะเตกิจฉายะ โกวิโท
วินะเย อัคคะนิกขิตโตอุปาลิ สัตถุวัณณิโต.

พระอุบาลีเถระ ผู้ฉลาดในอาบัติและมิใช่อาบัติ และในอาบัติที่เยียวยาได้และเยียวยาไม่ได้ ผู้อันพระศาสดาทรงแต่งตั้งให้ เป็นผู้เลิศในทางทรงพระวินัย

๘๔.วินะเย ปาระมิปปัตโตวินะยัคโคจะโร มุนิ
กะโรตุ โน มะหาสันติงโสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.

ผู้อันพระศาสดาทรงยกย่อง ให้เป็นผู้ถึงซึ่งความเป็นผู้เลิศในทางทรงจำพระวินัย ผู้สำรวมกาย วาจา และใจ ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้า และขอให้ความสวัสดี ความไม่มีโรค จงมีแก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๘๕.อะนุรุทธะมะหาเถโรทิพพะจักขูนะมุตตะโม
ญาติเสฏโฐ ภะคะวะโตโสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.

พระอนุรุทธมหาเถระ เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีตาทิพย์ เป็นพระประยูรญาติผู้ประเสริฐของพระผู้มีพระภาค ขอจงประทานความสวัสดี และความไม่มีโรค แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์ (ต่อ ๒)

๘๖.อุจจากุลิกานัง อัคโคภัททิโย สุสะมาหิโต
กาฬิโคธายะ ปุตโต จะสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระภัททิยะเถระ เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุ ผู้มีตระกูลสูง เป็นผู้มีจิตอันตั้งมั่น เป็นบุตรของนางกาฬิโคธา ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๘๗.อานันโท พุทธุปัฏฐาโกสังคีติสาธุสัมมะโต
พะหุสสุโต ธัมมะธะโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอานันทะเถระ (ผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า)ผู้ยังการทำสังคายนาให้สำเร็จ ผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๘๘.กิมิโล สิริสัมปันโนมะหาสุขะสะมัปปิโต
มะหาขีณาสะโว ชาโตมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระกิมพิละเถระ ผู้สมบูรณ์ด้วยสิริ เพียบพร้อมด้วยบรมสุข เป็นพระขีณาสพผู้ประเสริฐ ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๘๙.คะรุวาสัง วะสิตฺวานะปะสันโน พุทธะสาสะเน
ภะคุ จาระหะตัง ปัตโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระภคุเถระ ผู้เลื่อมใส และอยู่ด้วยความเคารพในคำสอนของพระพุทธเจ้า ผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๙๐.กุลัปปะสาทะชะนะโกกาฬุทายี มะหิทธิโก
เอตะทัคคัฏฐิโต เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระกาฬุทายีเถระ ผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ทำให้คนเลื่อมใส ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๙๑.เสฏโฐ ธัมมะกะถิกานังติณณัง เวทานะ ปาระคู
ปุณโณ มันตานิยา ปุตโตเถโร โสตถิง กะโรตุ โน.

พระปุณณะเถระ ผู้เป็นบุตรของนางมันตานี เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก ผู้จบไตรเพท ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๙๒.ภาระทฺวาโช มะหาเถโรสีหะนาทานะมุตตะโม
ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระ(ปิณโฑล)ภารทวาชะมหาเถระ ผู้อันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้บรรลือสีหนาท ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๙๓.สังขิตตะภาสิตะมัตถังวิตถาเรนะ วิชานะโก
กัจจาโน ภะวะนิสฺเนโหเถโร โสตถิง กะโรตุ โน.

พระกัจจายนะเถระ ผู้สามารถอธิบายเนื้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้โดยสังเขปให้พิสดาร ผู้ปราศจากความสิเนหาในภพ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๙๔.ละกุณฏะภัททิโย เถโรมัญชุสสะรานะมุตตะโม
ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระลกุณฏกภัททิยะเถระ ผู้อันพระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ ในตำแหน่งเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๙๕.อะระณะวิหารินัง อัคโคทักขิเณยโย อะนุตตะโร
สุภูติ ภูตะทะมะโนเถโร โสตถิง กะโรตุ โน.

พระสุภูติเถระ เป็นผู้แสดงธรรมแก่สัตว์ตามพุทธดำรัส เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้อยู่ด้วยธรรมอันปราศจากข้าศึก และเลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ควรรับทักษิณาทาน ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์ (ต่อ ๓)

๙๖.อะรัญญะวาสินัง อัคโคเรวะโต ขะทิระวะนิโย
วิเวกาภิระโต เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเรวตะ ผู้อาศัยอยู่ในป่าไม้สีเสียด ผู้ยินดีในความวิเวก เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีปกติอยู่ในป่า ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๙๗.ฌายีนัง อุตตะโม เถโรกังขาเรวะตะนามะโก
สะมาธิฌานะกุสะโลสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า กังขาเรวตะ เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีปกติยินดีในการเข้าฌาน เป็นผู้ฉลาดในสมาธิและฌาน ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๙๘.โสโณ จะ โกฬิวีโสปิอารัทธะวีริยานะมุตตะโม
ปะหิตัตโต สะทา เถโรโสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.

แม้ พระโสณโกฬิวีสะเถระ เป็นผู้มีจิตดิ่งไปในนิพพาน เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ปรารภความเพียร ขอจงประทานความสวัสดี และความผาสุก แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๙๙.กัลยาณะวากกะระณานังโสโณ กุฏิกัณโณปิ จะ
อัคโคติ วัณณิโต เถโรโสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.

แม้ พระโสณกุฏิกัณณะเถระ ผู้อันพระศาสดาทรงสรรเสริญว่าเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้กล่าววาจาไพเราะ (สาธยายธรรมด้วยเสียงอันไพเราะ) ขอจงประทานความสวัสดี และความผาสุก แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๐๐.ลาภีนะมุตตะโม เถโรสีวะลิ อิติ วิสสุโต
โส ระโต ปัจจะยาทิมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า พระสีวลิ ผู้มีความสันโดษในปัจจัยสี่ เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีลาภ ขอจงประทานความสวัสดีแก่ข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๐๑.สัทธาธิมุตตานัง อัคโควักกะลิ อิติ นามะโก
ปาโมชชะพะหุโล เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า พระวักกลิ เป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ เป็นเลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีศรัทธา ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๐๒.ราหุโล พุทธะปุตโตปิสิกขากามานะมุตตะโม
ทายาโท สัพพะธัมเมสุมะหาสันติง กะโรตุ โน.

แม้พระเถระนามว่า ราหุละ ผู้เป็นพุทธบุตร ผู้เป็นทายาทในธรรมทั้งปวง เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มุ่งต่อการศึกษา ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๐๓.สัทธายะ ปัพพะชิตฺวานะรัฏฐะปาโล ปะรักกะมี
เอตะทัคเค ฐิโตเยวะสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า รัฏฐะปาละ ผู้มีความเพียรยิ่ง เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธา ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๐๔.กุณฑะธาโน มะหาเถโรสะลากัง ปะฐะมัง คะโต
ฐะปิโตเยวะ ฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระกุณฑธานะมหาเถระ ผู้ถึงซึ่งความเป็นที่หนึ่งในการจับสลาก จึงดำรงอยู่ในตำแหน่งที่เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ร่วมจับสลาก ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๐๕.ปะฏิภาณะวันตานัมปิอัคโคติ พุทธะวัณณิโต
วังคีโส อะระหา เสฏโฐสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอรหันต์นามว่า วังคีสะเถระ ผู้ประเสริฐ เป็นผู้ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีปฏิภาณกวี ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์ (ต่อ ๔)

๑๐๖.สะมันตะปาสาทิกานังอัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต
อุปะเสโน วังคันตะปุตโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีบริษัทอันน่าเลื่อมใส ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๑๐๗.ทัพโพ มัลละปุตโต เถโรเสนาสะนะปัญญาปะโก
ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระทัพพมัลละบุตรเถระ พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้จัดแจงเสนาสนะ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๑๐๘.ปิลินทะวัจฉะสะมะโณเทวะตานัง ปิโย อะหุ
ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิโสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.

พระปิลินทวัจฉะเถระ พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าบรรดาภิกษุทั้งหลาย ที่เป็นที่รักของเหล่าเทวดา ขอจงประทานความสวัสดี และความไม่มีโรค แก่พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด

๑๐๙.พาหิโยทารุจีริโยขิปปาภิญญานะมุตตะโม
กะโรตุ โน มะหาสันติงอาโรคฺยัญจะ ชะยัง สะทา.

พระพาหิยทารุจีริยะเถระ เป็นผู้เลิศกว่า บรรดาภิกษุผู้ตรัสรู้เร็ว ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ ความไม่มีโรค และชัยชนะ แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๑๐.กุมาระกัสสะปัตเถโรจิตตะกะถีนะมุตตะโม
มิจฉาวิตักกุปัจเฉโทสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระกุมารกัสสปะเถระ เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้แสดงธรรมได้อย่างวิจิตร ผู้สามารถละมิจฉาวิตกได้ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๑๑.ปะฏิสัมภิทาปัตตานังอัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต
โกฏฐิโต อะระหา เสฏโฐสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอรหันต์นามว่า โกฏฐิตะเถระ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ได้ปฏิสัมภิทา ๔ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๑๒.อัปปาพาโธ มะหาเถโรอัปปาพาธานะมุตตะโม
พากุโล อะระหาชาโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระพากุละเถระ ผู้เป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุที่เป็นผู้มีอาพาธน้อย จึงเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีอาพาธน้อย ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๑๑๓.ปุพเพนิวาสะเวทีนังอัคโคติ พุทธะวัณณิโต
โสภิโต นามะ โส เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า โสภิตะ ผู้อันพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ระลึกชาติในปางก่อนได้ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๑๔.มะหากัปปินัตเถโรปิภิกขุโอวาทะโก อะหุ
กุสะโล โอวาทะทาเนสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

แม้ พระมหากัปปินะเถระ เป็นผู้ให้โอวาทภิกษุ เป็นผู้เลิศในการให้โอวาท ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๑๕.ภิกขุโนวาทะกานัคโคนันทะโก อิติ วิสสุโต
ปาเลตุ โน สะทา เถโรโสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า นันทกะ เป็นผู้เลิศกว่า บรรดาภิกษุผู้ให้โอวาทแก่นางภิกษุณี โปรดรักษาพวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด ขอจงประทานความสวัสดี และความผาสุก แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์ (ต่อ ๕)

๑๑๖.อินทฺริเยสุ คุตตะทฺวาโรอัคคัฏฐาเน ฐิโต อะหุ
นันทัตเถโร วะสิปปัตโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระนันทะเถระ ผู้ได้วสี (ความชำนาญในการเข้า-ออกฌานสมาบัติ) เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้สำรวมอินทรีย์ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๑๑๗.เตโชธาตุกุสะลานังอัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต
สาคะโต นามะ โส เถโรโสตถิง ผาสุง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า สาคตะ ผู้อันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง เป็นผู้เลิศกว่า บรรดาภิกษุผู้ฉลาดในเตโชธาตุ (เตโชกสิณ คือ กรรมฐานที่เพ่งไฟเป็นอารมณ์) ขอจงประทานความสวัสดี และความผาสุก แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๑๘.สัญญาวิวัฏฏะกุสะโลปะธาโน ภาวะนาระโต
พุทธะสิสโส มะหาปันโถมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระมหาปันถกะเถระ ผู้ชำนาญในสัญญาวิวัฏฏะ (ได้แก่ วิปัสสนา) เป็นผู้มีความเพียร มีความยินดีในภาวนา เป็นศิษย์ของพระศาสดา ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด

๑๑๙.จูฬปันถะกัตเถโรปิมะโนมะยาภินิมมิโต
ฐะปิโต อัคคัฏฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

แม้ พระจูฬปันถกะเถระ ผู้อันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่า บรรดาภิกษุผู้นิรมิตกายได้มาก และในตำแหน่งผู้เลิศกว่า บรรดาภิกษุผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ (คือฉลาดในฌานสมาบัติ) ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๒๐.ปะฏิภาเณยยะกานัง ตุอัคคัฏฐานัมหิ ฐะปิโต
ราโธ เถโร มะหาโสตถิงกะโรตุ โน อะนามะยัง

พระราธะเถระ ผู้อันพระพุทธเจ้าตั้งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่า บรรดาภิกษุผู้มีปฏิภาณในคำสอน ขอจงประทานความสวัสดีอันประเสริฐ และความไม่มีโรค แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๒๑.ลูขะจีวะระธะรานังภิกขูนัง อุตตะโม อะหุ
โมฆะราชะมะหาเถโรมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระโมฆราชะมหาเถระ เป็นผู้เลิศกว่า บรรดาภิกษุผู้ทรงจีวรที่เศร้าหมอง (คือผ้าเก่า ผ้าเนื้อหยาบ สีเศร้าหมอง) ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๒๒.วิมะโล วิมะลัปปัญโญสุรูโป สุสะมาหิโต
ระโช นะ ลิมปะติ ขันเธมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระวิมละเถระ ผู้มีปัญญาปราศจากมลทิน ผู้มีรูปงาม ผู้มีจิตตั้งมั่น กิเลสเพียงดังธุลีไม่ฉาบทาขันธ์ห้าของท่าน ขอจงประทานซึ่งความสงบอันยิ่งใหญ่ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๒๓.ธัมมะปาโล มะหาปาโลมะหาธัมมะธะโร ยะติ
มะหาขีณาสะโว โลเกมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า ธัมมปาละ ผู้รักษาธรรมอันประเสริฐ ผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมอันประเสริฐ ผู้เป็นพระมหาขีณาสพในโลก ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๒๔.จักขุปาโล มะหาเถโรปะธาโน สีละสังวุโต
ปะหิตัตโต มะหากาโยมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระจักขุปาละมหาเถระ ผู้มีความเพียร ผู้สำรวมแล้วในศีล ผู้มีจิตดิ่งไปในนิพพาน ผู้มีรูปกายอันประเสริฐ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๒๕.สัพพะเวระภะยาตีโตนาระโท อาสะวักขะโย
มะหาสันติกะโร โลเกสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระนารทะเถระ ผู้ก้าวล่วงเวรและภัยทั้งปวงแล้ว สิ้นอาสวะแล้ว กระทำความสงบอันประเสริฐในโลก ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์ (ต่อ ๖)

๑๒๖.พุทธะปูชายะ นิระโตชินะภัตติปะรายะโน
สัทธัมมะสะวะโน เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระสัทธัมมสวนะเถระ ผู้ยินดีในการบูชาพระพุทธเจ้า มีความภักดีในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๒๗.ปัจฉิมะภะวะสัมปัตโตโคตะโม ภาวะนาระโต
ราคักขะยะมะนุปปัตโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระโคตมะเถระ ผู้เข้าถึงภพสุดท้ายแล้ว ยินดีในภาวนาถึงความสิ้นไปแห่งราคะ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๒๘.เสนาสะเนสุ สัปปายังลัทธา ฌานัง สะมาระภิ
โคธิโก พุทธะฌายันโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระโคธิกะเถระ เมื่อเพ่งความตรัสรู้ ได้เสนาสนะที่สัปปายะแล้ว จึงได้บำเพ็ญฌาน ท่านเป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงทำฌาปนกิจให้ในเวลาปรินิพพาน ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๒๙.พุทเธ ปะสันนะมานะโสสุพาหุ อัญชะลีกะโต
ขีณาสะโว วะสีภูโตมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระสุพาหุ ผู้มีใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เคยกระทำอัญชลีมาแล้ว ๙๔ กัป เป็นพระอรหันต์ผู้มีความชำนาญในฌานสมาบัติ ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๓๐.วิปัสสะนายะ ปะสุโตวัลลิโย สุสะมาหิโต
สะโต ฌายี วะเนวาสีสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระวัลลิยะเถระ ผู้ขวนขวายในวิปัสสนากรรมฐาน มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีสติ ได้ฌาน มีปกติอยู่ป่า ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๓๑.อุตติโย วินะยะธะโรอะติกกันโต นะรามะเร
ธาเรนโต อันติมัง เทหังสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอุตติยะเถระ ผู้ทรงพระวินัย ผู้เป็นจอมแห่งหมู่มนุษย์และทวยเทพ ผู้ทรงร่างกายอันมีในที่สุด (คือสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีการเกิดต่อไปอีก) ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๓๒.วิมะโล วิระโชชัลโลชาโต ปัณฑะระเกตุนา
พิมพิสารัทธะโช เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระวิมลโกณฑัญญะเถระ ผู้บังเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ผู้มีวัตรปฏิบัติอันขาวสะอาด ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๓๓.รัมมารัญเญ วะสิตฺวานะภาเวนโต กุสะลัง พะหุง
โยคักเขมะมะนุปปัตโตสะภิโย สันติง กะโรตุ โน.

พระสภิยะเถระ ผู้อยู่ในป่าอันน่ารื่นรมย์ เจริญกุศลเป็นเอนก บรรลุพระนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งโยคะ (คือกิเลสอันเป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ) ขอจงประทานความสงบ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๓๔.ปุพเพนิวาสัง ชานันโตทิพพะจักขุวิโสธะโน
นาคิโตระหะตัง ปัตโตโสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.

พระนาคิตะเถระ ผู้ระลึกชาติในปางก่อนได้ ผู้มีทิพจักษุอันบริสุทธิ์ บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว ขอจงประทานความสวัสดี และความไม่มีโรค แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๓๕.ปาติโมกขะมะนุปปัตโตวิชะโยรัญญะโคจะโร
ลาภาลาภี ตะถาสังสีสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระวิชยะมหาเถระ ผู้เข้าถึงปาติโมกข์สังวรศีล ผู้มีป่าเป็นที่โคจร ผู้มีปกติกล่าวสรรเสริญ ตามที่ตนได้ปัจจัยมา ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์ (ต่อ ๗)

๑๓๖.ตัณหาชะฏัง วิชะเฏตฺวาวัฑเฒตฺวานะ วิปัสสะนัง
สังฆะรักขิโต มะหาเถโรมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระสังฆรักขิตะมหาเถระ ผู้ถางรกชัฏคือตัณหา ยังวิปัสสนาให้เจริญ ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๓๗.อรัญญะวาสาภิระโตภะวะเนตติสะมูหะโต
ธัมมานัง ปาระมิปปัตโตอุตตะโร ปาตุ โน ภะยา.

พระอุตตระเถระ ผู้ยินดียิ่งในการอยู่ป่า ผู้ถอนตัณหา อันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว บรรลุถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งหลายคือ มรรค ผล นิพพาน ขอจงรักษาพวกข้าพเจ้า ให้พ้นจากภัยเถิด

๑๓๘.ปุพเพ ปุญญานิ กัตฺวานะปุพพะโยคัง สะมาระภิ
อุสะโภระหะตัง ปัตโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอุสภะเถระ ผู้กระทำบุญทั้งหลายไว้ในกาลก่อนแล้ว ปรารภกรรมฐานอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งอริยมรรค บรรลุความเป็นพระอรหันต์ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๓๙.สะมาปัตติสะมาปันโนฉะฬะภิญโญ มะหิทธิโก
สิวะโก พุทธะฌายันโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระสิวกะเถระ ผู้ถึงพร้อมด้วยสมาบัติ มีอภิญญาหก มีฤทธิ์มาก เป็นผู้พิจารณาตัณหา ดังที่พระพุทธองค์ทรงพิจารณา ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๔๐.สัตตาริยะธะโน เถโรธะนิโย ธัมมะสาคะโร
วันตะสังสาระคะมะโนสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระธนิยะเถระ ผู้มีอริยทรัพย์เจ็ดประการ ผู้เป็นดุจทะเลแห่งธรรม ผู้สำรอกกิเลส อันเป็นเหตุท่องเที่ยวในสังสารวัฏได้แล้ว ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๔๑.ปัญจักขันเธ ปะริญญายะภาวะยิตฺวานะ นิพพุติง
ปัตตฺวานะ ปะระมัง สันติงโปสิโย ปาตุ โน ภะยา.

พระโปสิยะเถระ ผู้กำหนดรู้เบญจขันธ์แล้ว เสวยอรหัตผลสมาบัติ เข้าถึงพระนิพพานอันประเสริฐ ขอจงรักษาพวกข้าพเจ้าให้พ้นจากภัยเถิด

๑๔๒.อุปะนิสสะยะสัมปันโนอุชชะโย พุทธะมามะโก
โลกัตถะปะสุโต เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอุชชยะเถระ ผู้สมบูรณ์ด้วยธรรมอันเป็นเหตุออกจากวัฏฏะ ผู้นับถือพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ผู้ขวนขวายประโยชน์เพื่อชาวโลก ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๔๓.พุทธัปปะสาทะสัมปันโนปัพพะชี ชินะสาสะเน
สัญชะโย นามะ โส เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า สัญชยะ ผู้ถึงพร้อมด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า บวชแล้วในศาสนาของพระพุทธเจ้า ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๑๔๔.มารัญชะโย มะหาเถโรรามะเณยโย มะหิทธิโก
นิพพานะนินนะจิตโต โสสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระมหาเถระนามว่า มารัญชยะ ผู้มีฤทธิ์มาก และพระมหาเถระนามว่า รามะเณยยะ เป็นผู้มีจิตดิ่งสู่พระนิพพาน ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๑๔๕.อุโภ ปาปัญจะ ปุญญัญจะวีติวัตโต อะนาสะโว
วีรัตเถโรระหัปปัตโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระวีระเถระ ผู้ข้ามพ้นบาปและบุญทั้งสองประการแล้ว ผู้ไม่มีอาสวะ บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์ (ต่อ ๘)

๑๔๖.ปุณณะมาสะมะหาเถโรปังสุกูละธะโร ยะติ
ปุพพะกิจจะวิธิง กัตฺวามะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระปุณณมาสะมหาเถระ เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุล กระทำบุพพกิจเบื้องต้นแล้ว ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๔๗.ปัญจะฉินโน ปัญจะชะโหปัญจะจุตตะริภาวะโน
ปัญจะสังคาติโค เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระปัญจสังคาติคเถระ ผู้ข้ามพ้นกิเลสเป็นเครื่องข้อง (นิวรณ์) ๕ อย่าง ผู้ตัดโอรัมภาคิยะสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ) ๕ อย่างได้แล้ว ผู้ละอุทธัมภาคิยะสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องสูง) ๕ อย่างได้แล้ว ผู้เจริญอินทรีย์ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๔๘.ปุพเพ ราคัง วิจาเรนโตชินะภัตติปะรายะโน
เพลัฏฐะสีโส วังสะธะโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเพลัฏฐสีสะเถระ ผู้เคยจัดแจงการบูชายัญในกาลที่ตนเป็นฤษี ผู้ถวายความภักดีต่อพระพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งวงศ์แห่งอริยะ (วงศ์แห่งอริยะคือสันโดษในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยินดีในการภาวนา) ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๔๙.ปัญจุปปันนานิ อะภะโยนิกันติ นัตถิ ชีวิเต
อะชิโต โส มะหาเถโรมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระมหาเถระนามว่า อชิตะ ผู้ไม่มีความกลัวภัย ๕ อย่าง (ราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย) ที่กำลังเกิดขึ้น ผู้ไม่มีความเยื่อใยในชีวิต ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๕๐.วิวัฏฏะนิสสะเย ปุญเญกัตฺวา สัมพุทธะภัตติมา
กุลลัตเถโรระหัปปัตโตมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระกุลละเถระ ผู้มีความภักดีในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ได้กระทำบุญบารมี อันมีนิพพานเป็นที่รองรับ บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๕๑.วิปัสสี ธัมมะทายาโทเถโร นิโคฺรธะนามะโก
นิพพานาคะมะสันทิฏโฐสะทา สันติง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า นิโครธะ ผู้มีปกติเจริญวิปัสสนา ผู้เป็นธรรมทายาท เป็นผู้ได้ประจักษ์แจ้งธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน ขอจงประทานความสงบ แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๕๒.ติสโส วิชชา อะนุปปัตโตสุคันโธ นามะ โสระหา
สัพพะปาปะปะริกขีโณสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอรหันต์นามว่า สุคันธะ ได้บรรลุวิชชาสาม เป็นผู้หมดสิ้นจากบาปทั้งปวง ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๕๓.นันทิโย สัทธาสัมปันโนชิตะกเลโส มะหาเถโร
อะภิญญาปาระมิปปัตโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระนันทิยะมหาเถระ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ผู้ชนะกิเลสทั้งปวง ผู้ถึงที่สุดแห่งอภิญญา ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๕๔.กิเลสา ฌาปิตา เยนะชิตะธัมมะระเตนะ โส
กัมมาระปุตตะวิมะโลสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถระรูปใด เป็นบุตรของนายช่างทอง เป็นผู้ยินดีในธรรมอันเป็นเครื่องพิชิตมาร ชนะกิเลสด้วยมรรคญาณแล้ว พระเถระนั้นนามว่า วิมละ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๕๕.เทวะโลกะมะนุสเสสุอะนุภุตฺวา วิภูติโย
ติสสัตเถโร มะหาภูโตมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระติสสะเถระ เสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษย์โลกแล้ว สำเร็จเป็นพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์ (ต่อ ๙)

๑๕๖.สุวิมุตโต มะหานาโคตีหิ วังเกหิ มุตตะโก
สุมังคะโล มะหาเถโรมะหาสันติง กะโรตุ โน.

พระสุมังคละมหาเถระ ผู้หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว เป็นพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ พ้นแล้วจากความคดกาย วาจา ใจทั้งสาม ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๑๕๗.นิรัคคะโฬ นิราสาโสมะละขีละวิโสธะโน
วิเวกาภิระโต คุตโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระมหาเถระนามว่า คุตตะ ผู้ปราศจากลิ่มคืออวิชชา ผู้ปราศจากกิเลสคือความอยาก ผู้ชำระมลทินได้ทั้งหมด ผู้ยินดีในความวิเวก โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๕๘.ปะวิเวกะมะนุปปัตโตคิริมานันทะนามะโก
ภาเวนโต กุสะเล ธัมเมสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถระนามว่า คิริมานันทะ เจริญกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ได้บรรลุวิเวก ๓ แล้ว (กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก) ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๕๙.พุทธะสาสะนะมารัทโธสะมิทธิ ภาวะนาระโต
สะมิทธิคุณะสัมปันโนสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระสมิทธิเถระ ผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้ยินดีในภาวนา ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ อันเป็นเหตุแห่งความสำเร็จ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๖๐.อาราธิตะชิโน สันโตโชติตเถโร มะหาระหา
วิมุตโต สัพพะสังสาราสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระโชติตเถระ ผู้ชนะตัณหา อันเป็นเหตุให้ยินดีได้แล้ว เป็นผู้สงบ เป็นพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ หลุดพ้นแล้วจากสังสาระทั้งปวง ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๖๑.เสนาสะนานิ ปันตานิเสวันโต ฌานะมาระภิ
ฉะฬะภิญโญ มะหาจุนโทสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระมหาจุนทะเถระ อาศัยเสนาสนะอันสงัดอยู่ เข้าฌาน ได้อภิญญา ๖ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๖๒.ฉันนัตเถโร สะหะชาโตสุณันโต ชินะสาสะนัง
โยคักเขมะมะนุปปัตโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระฉันนะเถระ ผู้เป็นสหชาตกับพระพุทธเจ้า เมื่อเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ได้บรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ (คือพระนิพพาน) แล้ว ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๖๓.เมฆิโย พุทธุปปัฏฐาโกชินะภัตติปะรายะโน
มิจฉาวิตักกุปัจเฉโทสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเมฆิยะเถระ ผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ผู้มีความภักดี ในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ตัดมิจฉาวิตกคือความดำริผิดได้แล้ว ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๖๔.อุปะวาโณ มะหาเถโรมะหากาโย มะหาระหา
มะหิทธิโก มะหาเตโชสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอุปวาณะ ผู้เป็นมหาเถระ มีร่างกายใหญ่ เป็นพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๑๖๕.สังกิจโจ โจระทะมะโนสัพพะสังโยชะนักขะโย
ปาเลตุ โน สัพพะภะยาโสตถฺยาโรคฺยัง ทะทาตุ โน.

พระสังกิจจะเถระ ผู้ฝึกโจรห้าร้อย สิ้นสังโยชน์คือกิเลส เครื่องผูกสัตว์ไว้ในสังสารวัฏแล้ว ขอจงรักษาพวกข้าพเจ้าให้พ้นจากภัยทั้งปวง ขอจงประทานความสวัสดี และความไม่มีโรค แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ องค์ (ต่อ ๑๐)

๑๖๖.ปัญหะพฺยากะระเณ เฉโกเมตตาฌานะระโต ยะติ
โสปาโกปายะสัมปันโนสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระโสปากะเถระ เป็นภิกษุผู้ฉลาดในการทูลตอบปัญหาของพระพุทธเจ้า ผู้ยินดีในฌานอันประกอบด้วยเมตตา ผู้ถึงพร้อมด้วยอุบาย เพื่อให้ได้มรรคผล ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๖๗.เขตตะสัมปัตติสัมปัตโตวัฑฒะมาโนวะ โสตถินา
สุมะโน อะระหา ชาโตสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระสุมนะเถระ ผู้สมบูรณ์ด้วยกาลเวลา อันสมควรที่จะบรรลุธรรม ผู้เจริญเติบโตด้วยความสุข เป็นพระอรหันต์แล้ว ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๖๘.ปิโย เทวะมะนุสสานังสานุตเถโร พะหุสสุโต
เมตตาฌายี ตะโมฆาตีสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระสานุเถระ ผู้เป็นที่รักของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ผู้เป็นพหูสูต ผู้มีปกติเข้าฌานประกอบด้วยเมตตา ผู้ทำลายความมืดคือโมหะ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๖๙. โย จะ ปุพเพ กะตัง ปาปังกุสะเลนะ ปิธียะติ
อังคุลิมาโล โส เถโรสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถระใด ได้เคยทำบาปมาก่อน เป็นผู้ตัดบาปอกุศลได้ด้วยอริยมรรค พระเถระนั้นนามว่า องคุลีมาละ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๗๐.วิปัสสะนาธุรา เยปิเถรา สะมะถะยานิกา
ขีณาสะวา มะหาเตชามะหาตะมะวิโนทะนา.

พระเถระแม้เหล่าใด ผู้สิ้นอาสวะ ผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ผู้ขจัดความมืดมิดคือโมหะ ผู้เจริญวิปัสสนาเป็นธุระก็ดี พระเถระเหล่าใด ผู้เป็นสมถยานิกะก็ดี

๑๗๑.ฌานิกาฌานิกา เยปิธัมมาภิสะมะยาทะโย
สัพเพ โสตถิง สะทา เทนตุชะยามาโรคฺยะมายุ โน.

และพระเถระเหล่าใด ผู้ได้ฌานและไม่ได้ฌานก็ดี พระเถระเหล่าใด ผู้ถูกกำหนดด้วยการบรรลุอริยสัจธรรมก็ดี ขอพระเถระทั้งปวง ที่กล่าวมาแล้วนี้ จงประทานความสวัสดี ชัยชนะ ความไม่มีโรค และอายุ แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

(พระเถรีชั้นผู้ใหญ่ ๑๓ รูป)

(พระเถรีชั้นผู้ใหญ่ ๑๓ รูป)

๑๗๒.รัตตัญญูนัง ภิกขุนีนังโคตะมี ชินะมาตุจฉา
ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระโคตมีเถรี ผู้เป็นพระน้านางของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณีผู้รู้ราตรี ขอพระเถรี ได้โปรดประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๗๓.มะหาปัญญานะมัคคัฏฐาเขมาเถรีติ ปากะฏา
สาวิกา พุทธะเสฏฐัสสะสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

พระพุทธสาวิกาผู้ประเสริฐสุด ปรากฎนามว่า พระเขมาเถรี ผู้ดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้เลิศกว่า เหล่าบรรดาภิกษุณีผู้มีปัญญามาก ขอพระเถรีจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๗๔.เถรี อุปปะละวัณณา จะอิทธิมันตีนะมุตตะมา
สาวิกา พุทธะเสฏฐัสสะสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระอุบลวรรณาเถรี เป็นพุทธสาวิกาผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้เลิศกว่า เหล่าบรรดาภิกษุณีผู้มีฤทธิ์ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๗๕.วินะยัทธะรีนัง อัคคาปะฏาจาราติ วิสสุตา
ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถรีผู้ปรากฏชื่อว่า พระปฏาจารา พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่า เหล่าบรรดาภิกษุณีผู้ทรงพระวินัย ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๗๖.ธัมมักกะถิกะปะวะราธัมมะทินนาติ นามิกา
ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถรีผู้มีนามว่า ธัมมทินนา พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ ในตำแหน่งผู้เลิศกว่า เหล่าบรรดาภิกษุณีผู้เป็นธรรมกถึก ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๗๗.ฌายิกานัง ภิกขุนีนังนันทาเถรีติ นาเมสา
อัคคัฏฐาเน ฐิตา อะหุสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระสาวิกานามว่า นันทาเถรี เป็นผู้ดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้เลิศกว่า เหล่าบรรดาภิกษุณีผู้มีฌาน ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๗๘.อารัทธะวีริยานัง อัคคาโสณาเถรีตินามิกา
ฐะปิตา ตัตถะ ฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถรีนามว่า โสณา พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าเหล่าบรรดาภิกษุณี ผู้ปรารภความเพียร ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๗๙.ทิพพะจักขุกานัง อัคคาพะกุลา อิติ วิสสุตา
วิสุทธะนะยะนา สาปิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระเถรีผู้ปรากฏชื่อว่า พกุลา เป็นผู้มีจักษุอันบริสุทธิ์ เป็นผู้เลิศกว่าเหล่าบรรดาภิกษุณีผู้มีตาทิพย์ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๘๐.กุณฑะละเกสี ภิกขุนีขิปปาภิญญานะมุตตะมา
ฐะปิตาเยวะ ฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

ภิกษุณีชื่อว่า กุณฑละเกสี พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้แล้วในตำแหน่ง เป็นผู้เลิศกว่า เหล่าบรรดาภิกษุณีผู้ตรัสรู้เร็ว ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๘๑.เถรี ภัททะกาปิลานีปุพพะชาติมะนุสสะรี
ตาสังเยวะ ภิกขุนีนังอัคคา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระภัททกาปิลานีเถรี ผู้ระลึกถึงชาติในปางก่อนได้ เป็นผู้เลิศกว่า เหล่าบรรดาภิกษุณีผู้ระลึกชาติปางก่อนได้ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้าเถิด.

พระเถรีชั้นผู้ใหญ่ ๑๓ องค์ (ต่อ ๑)

๑๘๒.เถรี ตุ ภัททะกัจจานามะหาภิญญานะมุตตะมา
ชิเนนะ สุขะทุกขัง สาสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

พระภัททกัจจานาเถรี (พระนางยโสธรา) ผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขเป็นคู่บารมีกับพระชินเจ้า พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระนางไว้ในตำแหน่ง เป็นผู้เลิศกว่า เหล่าบรรดาภิกษุณีผู้มีอภิญญาอันพิเศษ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๘๓.ลูขะจีวะระธารีนังอัคคา กิสาปิ โคตะมี
ฐะปิตา อัคคัฏฐานัมหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

แม้ พระกิสาโคตมี พระศาสดาตั้งไว้ในตำแหน่ง เป็นผู้เลิศกว่า เหล่าบรรดาภิกษุณีผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๘๔.สิงคาละมาตา ภิกขุนีสัทธาธิมุตตานะมุตตะมา
กะโรตุ โน มะหาสันติงอาโรคฺยัญจะ สุขัง สะทา.

พระสิงคาลมาตาภิกษุณี เป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งเหล่าภิกษุณีผู้มากด้วยศรัทธา ขอจงประทานความสงบอันประเสริฐ ความไม่มีโรค และความสุข แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๘๕.อัญญา ภิกขุนิโย สัพพานานาคุณะธะรา พะหู
ปาเลนตุ โน สัพพะภะยาโสกะโรคาทิสัมภะวา.

พระภิกษุณีเหล่าอื่นทั้งปวงเป็นจำนวนมาก ผู้ทรงคุณธรรมต่าง ๆ กัน ขอจงรักษาพวกข้าพเจ้าให้พ้นจากภัยทั้งปวงอันเกิดจากความเศร้าโศก และโรคเป็นต้น

๑๘๖.โสตาปันนาทะโย เสกขาสัทธาปัญญาสีลาทิกา
ภาคะโส กเลสะทะหะนาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

พระภิกษุณีทั้งหลาย ผู้เป็นพระเสขบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้น เป็นผู้ยิ่งยวดด้วยศรัทธา ปัญญา และศีล เป็นผู้เผากิเลสได้เป็นบางส่วน ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

(พญานาค)

(พญานาค)

๑๘๗.สุมะโน สุมะนะจะโล อะระวาเฬระปัตตะโก
จัมเปยโย มุจะลินโท จะ กัมพะโล ภุชะคิสสะโร.

สุมนะนาคราช สุมนจละนาคราช อรวาฬะนาคราช เอฬปัตตกะนาคราช จัมเปยยะนาคราช มุจลินทะนาคราช กัมพละนาคราช ผู้เป็นใหญ่แห่งนาคราช

๑๘๘.กาละนาโค มะหากาโฬสังขะปาโล มะโหทะโร
มะณิกัณโฐ มะณิอักขิ นันทะนาโคปะนันทะโก.

กาละนาคราช มหากาฬะนาคราช สังขปาละนาคราช มโหทระนาคราช มณิกัณฐะนาคราช มณิอักขินาคราช นันทะนาคราช อุปนันทะนาคราช

๑๘๙.วะรุโณ ธะตะรัฏโฐ จะกุงคุวิโลปะลาละโก
จิตฺระนาโค มะหาวีโร ฉัพฺยาปุตโต จะ วาสุกี.

วรุณะนาคราช ธตรัฏฐะนาคราช กุงคุวิละนาคราช อปลาลกะนาคราช จิตระนาคราช มหาวีระนาคราช ฉัพยาปุตตะนาคราช วาสุกีนาคราช

๑๙๐.กัณหาโคตะโม ภุชะคินโทอัคคิธูมะสิโข ตะถา
จูโฬทะโร อะหิจฉัตโตนาคา เอราปะถาทะโย.

กัณหาโคตมะนาคราช นาคผู้เป็นจอมนาค อัคคิสิขะนาคราช ธูมะสิขะนาคราช อหิจฉัตตะนาคราช จูโฬทระนาคราช พญานาคทั้งหลาย มีเอราปะถะนาคราชเป็นต้น

๑๙๑.อาสีวิสา โฆระวิสาเย สัพเพ นะยะนาวุธา
ชะลัฏฐา วา ถะลัฏฐา วาปัพพะเตยยา นะทีจะรา
กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อายุมาโรคิยัง สะทา.

หมู่นาคราชทั้งปวงเหล่าใด เป็นนาคราชมีพิษร้ายแรง (คือพิษแล่นไปเร็ว) มีพิษน่าสพึงกล้ว มีนัยน์ตาเป็นอาวุธ ดำรงอยู่ในน้ำ ดำรงอยู่บนบก ดำรงอยู่ที่ภูเขา หรือว่าเที่ยวไปในนที ขอนาคราชทั้งปวงเหล่านั้น จงประทานความสวัสดีอันประเสริฐ ความมีอายุ และความไม่มีโรค แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

(อสูร)

(อสูร)

๑๙๓.เย ปะหาราทะสัมพะระ- พะลฺยาสุระคะณา จะ เย
เวปะจิตตาสุระคะณาจันทาสุระคะณาทะโย.

หมู่อสูรเหล่าใด คือ หมู่ปหาราทะอสูร หมู่สัมพระอสูร หมู่พลิอสูร หมู่เวปจิตตะอสูร หมู่จันทะอสูรเป็นต้น

๑๙๔.สัพเพ เตปิ มะหาเตชา ภูตะยักขะนิวาระณา
กะโรนตุ โน มะหาโสตถิงอาโรคฺยัญจะ ชะยัง สะทา.

แม้หมู่อสูรเหล่านั้นทั้งปวง มีเดชมาก ผู้สามารถป้องกันภูตและยักษ์ ขอจงประทานความสวัสดีอันประเสริฐ ความไม่มีโรค และชัยชนะ แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

(เทวดา)

(เทวดา)

๑๙๕.เย ยักขา สัตตะสะหัสสาภุมมา กาปิละวัตถุกา
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน.

ยักษ์ผู้เป็นภุมมเทวดาเจ็ดพันตนเหล่าใด อยู่ในเมืองกบิลพัสดุ์ มีฤทธิ์ มีความเจริญรุ่งเรือง มีวรรณะ มีบริวารมาก

๑๙๖.สัพเพ ติสะระณา ยักขา มะเหสักขา ชุตินธะรา
กะโรนตุ โน มะหาโสตถิง อาโรคฺยัญจะ ชะยัง สะทา.

ยักษ์(เทวดา)ทั้งปวง ผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง มีศักดิ์ใหญ่ผู้ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง ขอยักษ์เหล่านั้น จงประทานความสวัสดีอันประเสริฐ ความไม่มีโรค และชัยชนะ แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๙๗.ฉะสะหัสสา เหมะวะตา ยักขา นานัตตะวัณณิโน
พุทธะปูชายะ นิระตาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ยักษ์(เทวดา)หกพันตน อยู่ที่เขาเหมวตา มีผิวพรรณวรรณะต่าง ๆ กัน ยินดีในการบูชาพระพุทธเจ้า ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๙๘.สาตาคิรา ติสะหัสสายักขา นีลาทิวัณณิโน
นานาปะภายะ สัมปันนาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ยักษ์(เทวดา)สามพันตน อยู่ที่เขาสาตาคีรี มีผิวพรรณ วรรณะสีเขียวเป็นต้น ผู้สมบูรณ์ด้วยรัศมีต่าง ๆ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๑๙๙.เวสสามิตตา ปัญจะสะตายักขา นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา อะภิกกามุง สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ยักษ์(เทวดา)ห้าร้อยตน อยู่ที่เขาเวสสามิตตะมีผิวพรรณวรรณะต่าง ๆ กัน มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีวรรณะ มีบริวาร บันเทิงอยู่ มาชุมนุมกัน ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๐๐.กุมภีโร ราชะคะหิโก เวปุลลัสสะ นิเวสะนัง
ภิยโย นัง สะตะสะหัสสัง ยักขานัง ปะยิรุปาสะติ
โส ยักเขหิ ปะริวาโร สะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

เทวดาชื่อว่า กุมภีระ อยู่ในพระนครราชคฤห์ วิมานของท้าวเธอนั้น ได้แก่ยอดเขาเวปุลละ ท้าวเธอนั้น เป็นผู้อันหมู่ยักษ์หลายแสนตนเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ ขอท้าวกุมภีระผู้มียักษ์เป็นบริวารนั้น จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๐๑.ปุริมัญจะ ทิสัง ราชาธะตะรัฏโฐ ปะสาสะติ
คันธัพพานัง อะธิปะติมะหาราชา ยะสัสสิ โส.

ท้าวมหาราชนามว่า ธตรัฏฐะ ปกครองอยู่ในทิศบูรพา เป็นอธิบดีของพวกคนธรรพ์ ท้าวเธอมีบริวารมาก

๒๐๒.ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโวอินทะนามา มะหัพพะลา
โส ราชา สะหะ ปุตเตหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

แม้บุตรของท้าวเธอก็มีมาก นามว่า อินทะ มีกำลังมาก ขอท้าวธตรัฏฐะกับบุตรทั้งหลาย จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๐๓.ทักขิณัญจะ ทิสัง ราชาวิรุฬโห ตัง ปะสาสะติ
กุมภัณฑานัง อะธิปะติมะหาราชา ยะสัสสิ โส.

ท้าวมหาราชนามว่า วิรุฬหกะ ปกครองอยู่ในทิศทักษิณ เป็นอธิบดีของพวกกุมภัณฑ์ ท้าวเธอมีบริวารมาก

๒๐๔.ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโวอินทะนามา มะหัพพะลา
วิรุฬโห สะหะ ปุตเตหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

แม้บุตรของท้าวเธอก็มีมาก นามว่า อินทะ มีกำลังมาก ขอท้าววิรุฬหกะกับบุตรทั้งหลาย จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

เทวดา (ต่อ ๑)

๒๐๕.ปัจฉิมัญจะ ทิสัง ราชาวิรูปักโข ปะสาสะติ
นาคานัญจะ อะธิปะติมะหาราชา ยะสัสสิ โส.

ท้าวมหาราชนามว่า วิรูปักขะ ปกครองอยู่ในทิศปัจฉิมเป็นอธิบดีของพวกนาค ท้าวเธอมีบริวารมาก

๒๐๖.ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโวอินทะนามา มะหัพพะลา
วิรูปักโข สะปุตเตหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

แม้บุตรของท้าวเธอก็มีมาก นามว่า อินทะ มีกำลังมากขอท้าววิรูปักขะกับบุตรทั้งหลาย จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๐๗.อุตตะรัญจะ ทิสัง ราชา กุเวโร ตัง ปะสาสะติ
ยักขานัญจะ อะธิปะติมะหาราชา ยะสัสสิ โส.

ท้าวมหาราชนามว่า กุเวระ ปกครองอยู่ในทิศอุดร เป็นอธิบดีของพวกยักษ์ ท้าวเธอมีบริวารมาก

๒๐๘.ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโวอินทะนามา มะหัพพะลา
กุเวโร สะหะ ปุตเตหิสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

แม้บุตรของท้าวเธอก็มีมากนามว่า อินทะ มีกำลังมาก ขอท้าวกุเวระกับบุตรทั้งหลาย จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๐๙.ปุริมัง ทิสัง ธะตะรัฏโฐทักขิเณนะ วิรุฬหะโก
ปัจฉิเมนะ วิรูปักโขกุเวโร อุตตะรัง ทิสัง.

ท้าวธตรัฏฐะ ประจำอยู่ในทิศบูรพา ท้าววิรุฬหกะ ประจำอยู่ในทิศทักษิณ ท้าววิรูปักขะ ประจำอยู่ในทิศปัจฉิม ท้าวกุเวระ ประจำอยู่ในทิศอุดร

๒๑๐.จัตตาโร เต มะหาราชาสะมันตา จะตุโร ทิสา
ทัททัฬหะมานา อัฏฐังสุสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ท้าวมหาราชทั้งสี่ ผู้รุ่งเรืองดุจประทีป ประจำอยู่ในทิศทั้งสี่โดยรอบ ขอท้าวเธอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๑๑.เตสัง มายาวิโน ทาสาอาคุง วัญจะนิกา สะฐา
มายา กุเฏณฑุ วิเฏณฑุวิตุจจะ วิตุโฏ สะหะ.

พวกบ่าวของท้าวมหาราชทั้งสี่เหล่านั้น ล้วนเป็นผู้มีมายาหลอกลวงเจ้าเล่ห์ ได้แก่บ่าว ชื่อกุเฏณฑุก็ดี ชื่อวิเฏณฑุก็ดี ชื่อวิตุจจะก็ดี ชื่อวิตุฏะก็ดี

๒๑๒.จันทะโน กามะเสฏโฐ จะกินนุฆัณฑุ นิฆัณฑุ จะ
ปะนาโท โอปะมัญโญ จะเทวะสูโต จะ มาตะลิ.

ชื่อจันทนะก็ดี ชื่อกามเสฏฐะก็ดี ชื่อกินนุฆัณฑุก็ดี ชื่อนิฆัณฑุและปนาทะเทวดาก็ดี ชื่อโอปมัญญะเทวดาก็ดี เทพสารถีชื่อว่ามาตลิก็ดี ต่างก็มาแล้วสู่ที่ชุมนุม

๒๑๓.จิตตะเสโน จะ คันธัพโพนะโฬราชา ชะเนสะโภ
วะโร ปัญจะสิโข เจวะติมพะรู สูริยะวัจฉะสา.

เทพคนธรรพ์ชื่อว่าจิตตะเสนะ ชื่อว่านโฬราชะ ชื่อว่าชเนสภะ ชื่อว่าปัญจสิขะ (ผู้ปรารถนาให้ได้นางสุริยวัจฉสาเทพธิดา) ชื่อว่าติมพรู ชื่อว่าสุริยวัจฉสาเทพธิดา (ผู้เป็นบุตรีของท้าวติมพรู)

๒๑๔.เอเต จัญเญ จะ ราชาโนคันธัพพา จะ มะหัพพะลา
โมทะมานา สะทา โสตถิงโน กะโรนตุ อะนามะยัง.

ขอพระราชาทั้งหลาย เทพคนธรรพ์เหล่านี้ และเทพเหล่าอื่น ผู้มีกองกำลังมหาศาล บันเทิงอยู่ จงประทานความสวัสดีและความไม่มีโรค แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

เทวดา (ต่อ ๒)

๒๑๕.มะหันตา นาคะสา นาคาเวสาลา สะหะ ตัจฉะกา
กัมพะลัสสะตะรา จาปิเมรุปาทะสิตา พะลา.

เหล่านาคผู้อาศัยอยู่ในสระน้ำชื่อว่า นาคสะ จำนวนมาก พร้อมกับบริวารของท้าวตัจฉกะ และนาคผู้อาศัยอยู่ในนครเวสาลี และกัมพละนาคราช อัสสตระนาคราช ผู้มีพละกำลังผู้อาศัยอยู่ที่เชิงเขาสุเมรุ

๒๑๖.ยามุนา ธะตะรัฏฐา จะสัพเพ นาคา ยะสัสสิโน
เอราวะโณ มะหานาโคโน กะโรนตุ อะนามะยัง.

นาคผู้อยู่ในแม่น้ำยมุนา และนาคชื่อว่าธตรัฏฐะ และนาคทั้งหลายทั้งปวง ผู้มีบริวารเป็นจำนวนมาก และท้าวเอราวัณผู้มีชื่อว่ามหานาค จงประทานความไม่มีโรค แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๒๑๗.มะหิทธิกา สุปัณณา เยนาคะราเช มะหัพพะเล
คะเหตฺวา ชินะเขตเตวะปักขันทิงสุ นะเภ พะลา
เต พุทธะสะระณา สัพเพโสตถิง กะโรนตุ โน สะทา.

ครุฑเหล่าใด เป็นผู้มีฤทธิ์เดช ผู้ทรงพลัง จับนาคราชผู้ทรงพลังในแดนที่ตนชนะนั่นเทียว แล้วบินไปในท้องฟ้า ครุฑทั้งปวงเหล่านั้น เป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่ง ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๑๘.ปะฐัพฺยาโป จะ เตโช จะวาโย เทวา มะหิทธิกา
อุปะจาเรนะ นิพพัตตาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

เทวดาชื่อว่า ปฐวี อาโป เตโช และวาโย ผู้มีฤทธิ์มาก บังเกิดด้วยอุปจารฌานของตน ๆ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๑๙.วะรุณา วาระณา เทวาโสโม จะ ยะสะสา สะหะ
เมตตาการุณิกา สัพเพสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

วรุณะเทพ วารณาเทพ โสมะเทพ พร้อมทั้งยะสะเทพ เมตตาเทพ กรุณาเทพ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๒๐.ปัณณาสะโยชะนายาเมวิมาเน ระตะนามะเย
ฐิโต ตะเม วิหันตฺวานะสูริโย โสตถิง กะโรตุ โน.

สุริยะเทพบุตร ผู้อาศัยอยู่ในสุริยะวิมาน ที่สำเร็จด้วยรัตนะซึ่งมีความยาวห้าสิบโยชน์ ขอจงทำลายความมืด แล้วประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๒๒๑.จันโท สีตะกะโร โลเกปะภายุชชะลิโตทะโย
มะหันธะการะวิทธังสีสะทา โสตถิง กะโรตุ โน.

จันทะเทพบุตร ผู้ประทานความร่มเย็นแก่ชาวโลก ส่องสว่างปรากฏขึ้น ด้วยรัศมี มีปกติทำลายความมืดมน ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๒๒.เวณฑุ จะ สะหะสี เทวาอะสะมา จะ ทุเว ยะมา
จันทัสสูปะนิสา เทวาเทวา สูริยะนิสสิตา
พุทธัสสะ มามะกา สัพเพสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

เวณฑุเทพ สหสีเทพ อสมะเทพ ยมะเทพทั้งสอง เทพผู้อาศัยจันทะเทพบุตร เทพผู้อาศัยสุริยะเทพบุตร และเทพทั้งหลายทั้งปวง ผู้นับถือพระพุทธเจ้า ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๒๓.นักขัตตานิ ปุรักขัตฺวาเทวา มันทะวะลาหะกา
สักโก ปุรินทะโท เสฏโฐสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

เทพทั้งหลาย ผู้พึ่งพาอาศัยนักษัตร(ดวงดาว) วลาหกะเทพทั้งหลายผู้ยังให้บังเกิดลม ท้าวสักกะผู้เคยให้ทานมาก่อน ผู้ได้รับการยกย่อง ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๒๔.มะหันตา สะหะภู เทวาชะละมัคคิสิขาริวะ
อะริฏฐะกา จะ โรชา จะอุมมาปุปผะนิภาสิโน.

สหภูเทพผู้ประเสริฐ ผู้รุ่งเรืองดุจเปลวไฟ (หรือชลมัคคิเทพ สิขาริจเทพ) อริฏฐะเทพ โรชะเทพ ผู้มีรัศมีเช่นกับดอกอุมมา คือ ดอกผักตบ

เทวดา (ต่อ ๓)

๒๒๕.วะรุณา สะหะธัมมา จะอัจจุตา จะ อะเนชะกา
สูเลยยะรุจิรา เทวา เทวา วาสะวะเนสิโน
ทะเสเต ทะสะธา กายาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

วรุณะเทพ สหธัมมะเทพ อัจจุตะเทพ อเนชกะเทพ สูเลยยะเทพ รุจิราเทพ วาสวเนสีเทพ ขอเหล่าทวยเทพสิบจำพวกเหล่านี้ จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๒๖.สะมานา มะหาสะมานามานุสา มานุสุตตะมา
ขิฑฑาปะโทสิกา เทวาเทวา มะโนปะโทสิกา.

สมานะเทพ มหาสมานะเทพ มานุสะเทพ มานุสุตตมะเทพ ขิฑฑาปโทสิกะเทพ มโนปโทสิกะเทพ

๒๒๗.อะถาปิ หะระโย เทวาเทวา โลหิตะวาสิโน
ปาระคา มะหาปาระคาสัพเพ เทวา ยะสัสสิโน
ทะเสเต ทะสะธา กายาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

อนึ่ง หริเทพ โลหิตวาสีเทพ ปารคะเทพ มหาปารคะเทพ เทพทั้งปวงล้วนมีบริวาร ขอเหล่าทวยเทพทั้งสิบจำพวกเหล่านี้ จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๒๘.สุกกา กะรัมภา อะรุณา อาคุง เวฆะนะสา สะหะ
โอทาตะคัยหา ปาโมกขา อาคุง เทวา วิจักขะณา.

สุกกะเทพ กรัมภะเทพ อรุณะเทพ มาแล้วพร้อมกับเวฆนสะเทพ โอทาตคัยหะเทพผู้เป็นใหญ่ และวิจักขณะเทพก็มา

๒๒๙.สะทามัตตา หาระคะชามิสสะกา จะ ยะสัสสิโน
ถะนะยัง อาคะปัชชุนโนโย ทิสาสวะภิวัสสะติ.

สทามัตตะเทพ หาระคะชะเทพ มิสสะกะเทพ ผู้มีบริวารก็มา ปัชชุนะเทพ ผู้ทำให้ฝนตกทั่วทิศก็มา

๒๓๐.ทะเสเต ทะสะธา กายาสัพเพ นานัตตะวัณณิโน
อิทธิมันโต ชุติมันโตวัณณะวันโต ยะสัสสิโน
โมทะมานา ชินะทานา สะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

เหล่าเทวดาสิบจำพวกเหล่านี้ทั้งปวง ล้วนมีรัศมีต่าง ๆ กัน มีฤทธิ์ มีความรุ่งเรือง มีวรรณะ มีบริวาร บันเทิงอยู่ ผู้ประทานชัยชนะ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๓๑.โลกะธาตุสะหัสเสสุทะสะสเววะ สะมันตะโต
เทวาทะโย ปาณะคะณาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ในหมื่นโลกธาตุโดยรอบนั่นเทียว ขอหมู่สัตว์มีเทวาเป็นต้น จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด.

๒๓๒.เขมิยา กัฏฐะกายา จะโชตินามา มะหิทธิกา
ลัมพีตะกา ลามะเสฏฐาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ขอเขมิยะเทพ กัฏฐกายะเทพ โชติเทพ ผู้มีฤทธิ์มาก ลัมพีตกะเทพ ลามเสฏฐะเทพ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๓๓.ชะลัฏฐา จะ ถะลัฏฐัญเญ เทวากาสัฏฐะกาทะโย
ยักขะคันธัพพะกุมภัณฑาปิสาจา เย มะโหระคา
เมตตะจิตตา จะ สัพเพ เต โสตถิง ผาสุง กะโรนตุ โน.

เทพเหล่าอื่นอันมี เทพที่อยู่ในน้ำ เทพที่อยู่บนบก เทพที่อยู่ในอากาศเป็นต้น และยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ ปีศาจ และนาคราชทั้งปวง ขอจงมีจิตเมตตา ประทานความสวัสดีและความผาสุก แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๒๓๔.ตาวติงสา จะ เย เทวายามา เทวา มะหิทธิกา
ตุสิตา จะ มะหาเทวานิมมานะระติโนมะรา.

ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามาผู้ทรงฤทธิ์ ทวยเทพชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี.

๒๓๕.วะสะวัตตีสุ ระติโนสัพเพ เทวา สะวาสะวา
พุทธะปูชายะ นิระตาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ทวยเทพชั้นปรนิมมิตตวสวัตตี ขอทวยเทพทั้งปวงดังที่กล่าวมานี้ พร้อมทั้งท้าววาสวะ (พระอินทร์) ผู้มีความยินดี ในการบูชาพระพุทธเจ้า ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

(พรหม)

(พรหม)

๒๓๖.พฺรัหฺมาโน ปาริสัชชา จะเย จะ พฺรัหฺมะปุโรหิตา
มะหาพฺรัหฺมา จะ สัพเพ เตปะฐะมัชฌานะสัณฐิโน.

พรหมผู้ดำรงอยู่ในปฐมฌานเหล่านี้คือ ปาริสัชชาพรหม ปุโรหิตาพรหม และ มหาพรหมาพรหม.

๒๓๗.เมตตาวิหาริโน สันตาสัมพุทธัสสะ ปะรายะนา
กะโรนตุ โน มะหาโสตถิงเสกขาเสกขะปุถุชชะนา.

ขอพรหมทั้งปวงเหล่านั้น ผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา ผู้สงบ ผู้มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ผู้เป็นทั้งเสกขะ พระอรหันต์ และปุถุชน จงประทานความสวัสดีอันประเสริฐ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๒๓๘.ปะริตตาภัปปะมาณาภาพฺรัหฺมา จาภัสสะรา ตะถา
พุทธะปูชายะ นิระตาทุติยัชฌานะสัณฐิโน.

พรหมผู้ดำรงอยู่ในทุติยฌาน ผู้ยินดีในการบูชาพระพุทธเจ้าเหล่านี้คือ ปริตตาภาพรหม อัปปมาณาภาพรหม และ อาภัสสราพรหม

๒๓๙.เมตตาการุณิกา สัพเพสัพพะสัตตะหิเตสิโน
กะโรนตุ โน มะหาสันติงโสตถิมาโรคฺยะมายุวัง.

ขอพรหมทั้งปวง ผู้มีปกติเมตตา กรุณา แสวงหาความเกื้อกูล ให้แก่สัตว์ทั้งปวง จงประทานความสงบอันประเสริฐ ความสวัสดี ความไม่มีโรค และความมีอายุ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๒๔๐.ปะริตตะสุภาพฺรัหฺมาโนอัปปะมาณะสุภา จะ เย
สุภะกิณหา จะ พฺรัหฺมาโนตะติยัชฌานะสัณฐิโน.

พรหมผู้ดำรงอยู่ในตติยฌาน เหล่านี้คือ ปริตตสุภาพรหม อัปปมาณสุภาพรหม และ สุภกิณหาพรหม

๒๔๑.ปะภายะ ผะระณา โลเกพุทธะฌานะระตา สะทา
อะหิงสา สัพพะสัตเตสุสะทา สันติง กะโรนตุ โน.

ขอพรหมทั้งหลายเหล่านั้น ผู้แผ่รัศมีไปในโลก ผู้ยินดีในพุทธฌาน ผู้ไม่เบียดเบียนสรรพสัตว์ทั้งปวง จงประทานความสงบ แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๔๒.เวหัปผะลาปิ พฺรัหฺมาโนจะตุตถัชฌานะสัณฐิโน
เสกขะปุถุชชะนาเสกขาสะทา สันติง กะโรนตุ โน.

พรหมผู้ดำรงอยู่ในจตุตถฌาน ผู้เป็นเสกขะ ปุถุชน และอเสกขะคือ เวหัปผลาพรหม ขอจงประทานความสงบ แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๔๓.สัมปัตติยา นะ หายันติพฺรัหฺมาโน ชินะสาวะกา
อะวิหานามะกา สัพเพสะทา สันติง กะโรนตุ โน.

พรหมทั้งหลายผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมไม่เสื่อมจากฌานสมาบัติ เพราะเหตุนั้นจึงได้ชื่อว่า อวิหาพรหม ขออวิหาพรหมทั้งปวงเหล่านั้น จงประทานความสงบ แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๔๔.อะตัปปา นามะ พฺรัหฺมาโนจะตุตถัชฌานะสัณฐิโน
พฺรัหฺมะวิหาริกา สัพเพโสตถิง ผาสุง กะโรนตุ โน.

ขอ อตัปปาพรหม ทั้งปวง ผู้มีพรหมวิหาร ดำรงอยู่ในจตุตถฌาน จงประทานความสวัสดี และความผาสุก แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

๒๔๕.สุทัสสา นามะ พฺรัหฺมาโน-ภิรูปา ฌานะโภคิโน
อะปุนาคะมะนา กาเมสันติง ผาสุง กะโรนตุ โน.

ขอเหล่าพรหมชื่อว่า สุทัสสา ผู้มีรูปงาม ผู้เสวยฌาน ผู้ไม่กลับมาในกามภูมิอีก จงประทานความสงบ และความผาสุก แก่พวกข้าพเจ้าเถิด

พรหม (ต่อ ๑)

๒๔๖.พฺรัหฺมะวิหาระสัมปันนาชินะภัตติปะรายะนา
พฺรัหฺมาโน สุทัสสี นามะสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ขอเหล่าพรหมชื่อว่า สุทัสสี ผู้สมบูรณ์ด้วยพรหมวิหาร ผู้มีความนับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๔๗.อะกะนิฏฐา จะ พฺรัหฺมาโนเชฏฐา สัพพะคุเณหิ จะ
ปะหีนะภะวะนิสเนหาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ขอเหล่าพรหมผู้เจริญที่สุดด้วยคุณทั้งปวง ชื่อว่า อกนิฏฐา ผู้ละความสิเน่หาในภพได้แล้ว จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๔๘.ปะฐะมารูปะพฺรัหฺมาโนสัพพะรูปะวิราคิโน
ชินะภัตติระตา สัพเพสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ขอเหล่าอรูปพรหมชั้นที่ ๑ ทั้งปวง ผู้ปราศจากความกำหนัดในรูป ยินดีในการภักดีพระชินเจ้า จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๔๙.ทุติยารูปะพฺรัหฺมาโนเหฏฐาฌานะวิราคิโน
ชินะภัตติระตา สัพเพสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ขอเหล่าอรูปพรหม ชั้นที่ ๒ ทั้งปวง ผู้ปราศจากความพอใจในฌานเบื้องต่ำ ยินดีในการภักดีพระชินเจ้า จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๕๐.ตะติยารูปะพฺรัหฺมาโนเหฏฐาฌานะวิราคิโน
ชินะภัตติระตา สัพเพสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ขอเหล่าอรูปพรหมชั้นที่ ๓ ทั้งปวง ผู้ปราศจากความพอใจในฌานเบื้องต่ำ ยินดีในการภักดีพระชินเจ้า จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๕๑.จะตุตถารูปะพฺรัหฺมาโนเหฏฐาฌานะวิราคิโน
ชินะภัตติระตา สัพเพสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

ขอเหล่าอรูปพรหมชั้นที่ ๔ ทั้งปวง ผู้ปราศจากความพอใจในฌานเบื้องต่ำ ยินดีในการภักดีในพระชินเจ้า จงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

(บุคคลประเภทรวม)

(บุคคลประเภทรวม)

๒๕๒.เวเทเหปะระโคยาเนชัมพุทีเป กุรุมหิ จะ
เทวะยักขะปิสาเจหิสัทธิง วิชชาธะราทะโย.

ขอเหล่าวิทยาธร กับเทวดา ยักษ์ และปีศาจ ในวิเทหะทวีป อปรโคยานะทวีป ชมพูทวีป และอุตตรกุรุทวีป

๒๕๓.อากาสัฏฐา จะ พฺรัหฺมาโนชะลัฏฐา จันตะลิกขะชา
ทวิปะทาทะโย เย สัตตาสะทา โสตถิง กะโรนตุ โน.

อากาสัฏฐเทวดา และพรหม สัตว์ทั้งหลายมีสัตว์ ๒ เท้า เป็นต้น ผู้ดำรงอยู่ในน้ำ ผู้เกิดในอากาศ ขอจงประทานความสวัสดี แก่พวกข้าพเจ้า ในกาลทุกเมื่อเถิด

(อานุภาพแห่งพระรัตนตรัย)

(อานุภาพแห่งพระรัตนตรัย)

๒๕๔.มาระเสนะวิฆาตัสสะชินัสสะ สุขะฌายิโน
เตโชพะเลนะ มะหะตาสะทา มังคะละมัตถุ โน.

ด้วยพระเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ ของพระชินเจ้า ผู้ทรงขจัดมาร และเสนามาร ผู้เสวยสุขในฌาน ด้วยพลังเดชอันยิ่งใหญ่ ขอมงคลจงมีแก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๕๕.นานาคุณะวิจิตตัสสะรูปะกายัสสะ สัตถุโน
สัพพะเทวะมะนุสสานังมาระพันธะวิโมจิโน
เมตตาพะเลนะ มะหะตาสะทา มังคะละมัตถุ โน.

ด้วยอานุภาพแห่งพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ ของพระศาสดาผู้ทรงมีพระวรกายอันงามวิจิตรด้วยคุณต่าง ๆ ผู้ทรงปลดเปลื้องเหล่าทวยเทพ และมนุษย์ทั้งปวง ให้หลุดพ้นจากบ่วงแห่งมาร ขอมงคลจงมีแก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๕๖.สัพพัญญุตาทิกายัสสะธัมมะกายัสสะ สัตถุโน
จักขาทยะโคจะรัสสาปิโคจะรัสเสวะ ภูริยา
เตโชพะเลนะ มะหะตาสัพพะมังคะละมัตถุ โน.

ด้วยพระเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ แห่งพระธรรมกาย คือ หมู่ธรรม มีพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันไม่ใช่อารมณ์ของจักษุเป็นต้น แต่เป็นอารมณ์ของปัญญาเท่านั้น ขอสรรพมงคล จงมีแก่พวกข้าพระองค์เถิด

๒๕๗.รูปะกายะสะทิสัสสะนิมมิตัสสะ มะเหสิโน
ธัมมัสสะ วัตตุโน สัคเคเทวานัง สุคะตา ปะติ
เตโชพะเลนะ มะหะตาสะทา มังคะละมัตถุ โน.

ด้วยพระเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธปฏิมาที่ทรงเนรมิตขึ้น ให้เหมือนรูปจริง แทนพระพุทธองค์ ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เมื่อทรงแสดงอภิธรรมแก่เหล่าทวยเทพในชั้นดาวดึงส์ ขอมงคลจงมีแก่พวกข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อเถิด

๒๕๘.สิกขิตฺวา มานุเส เทเวโมจะยิตฺวา สะเทวะเก
สังขาเร ปะชะหันตัสสะนิพพุตัสสะ มะเหสิโน
มะหันเตนานุภาเวนะสัพพะมังคะละมัตถุ โน.

ด้วยพระอานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงฝึกเหล่ามนุษย์และเทวดา ให้หลุดพ้นจากบ่วงมาร ผู้ทรงละสังขารดับขันธ์ปรินิพพาน ขอสรรพมงคล จงมีแก่พวกข้าพระองค์เถิด

๒๕๙.จะตุราสีติสะหัสสะ-ธัมมักขันธัสสะ เตชะสา
นะวังคะสาสะนัสสาปินะวะโลกุตตะรัสสะ จะ
สัพพะปาปะปะวาเหนะสัพพะมังคะละมัตถุ โน.

ด้วยพระเดชานุภาพของพระธรรม แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ด้วยพระเดชานุภาพแห่งนวังคสัตถุศาสน์ และด้วยพระเดชานุภาพแห่งนวโลกุตตรธรรม อันนำบาปทั้งปวงออกไป ขอสรรพมงคลจงมีแก่พวกข้าพระองค์เถิด

๒๖๐.มะหะโตริยะสังฆัสสะปุญญักเขตตัสสะ ตาทิโน
ปะหีนะสัพพะปาปัสสะสีลาทิกขันธะธาริโน
มะหาเตชานุภาเวนะสัพพะมังคะละมัตถุ โน.

ด้วยพระเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ ของพระอริยสงฆ์ผู้ประเสริฐ ผู้เป็นเนื้อนาบุญ ผู้ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ผู้ละบาปทั้งปวง ผู้ทรงไว้ซึ่งคุณมีศีลเป็นต้น ขอสรรพมงคลจงมีแก่พวกข้าพเจ้าเถิด

(อานุภาพของเทวดาต่าง ๆ )

(อานุภาพของเทวดาต่าง ๆ )

๒๖๑.ปาตาเล ภูตะลากาเสเทวะยักขะปิสาจะกา
วิชชาธะรา จะ คันธัพพานาคะกุมภัณฑะรักขะสา
สัพเพสะมานุภาเวนะ สัพพะมังคะละมัตถุ โน.

ด้วยอานุภาพแห่งหมู่เทวดา ยักษ์ ปีศาจ และวิทยาธร คนธรรพ์ นาค กุมภัณฑ์ และรากษส ผู้อาศัยอยู่ในบาดาลก็ดี บนพื้นดินก็ดี ในอากาศก็ดี ขอสรรพมงคลจงมีแก่พวกข้าพเจ้าเถิด

(อานุภาพของอุปปาตะสันติ )

(อานุภาพของอุปปาตะสันติ )

๒๖๒.อิจเจวะมุปปาตะสันติงโย วะเทยยะ สุเณยยะ วา
วิเชยยะ สัพพะปาปานิวุทธัตตัญจะ ภะวิสสะติ.

ผู้ใดสวด หรือฟังคัมภีร์ อุปปาตะสันติ อันกล่าวแล้วด้วยประการฉะนี้ จะพึงชนะบาปทั้งปวง และจักเจริญด้วยคุณ ๕ ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ

๒๖๓.โสตถิกาโม ละเภ โสตถิงสุขะกาโม สุขัง ละเภ
อายุกาโม ละเภยยายุงปุตตะกาโม ละเภ ปุตตัง.

ผู้ใดปรารถนาความสวัสดี พึงได้ความสวัสดี ผู้ปรารถนาความสุข พึงได้ความสุข ผู้ปรารถนาอายุ พึงได้อายุ ผู้ประสงค์บุตร พึงได้บุตร

๒๖๔.นะ ตัสสะ โรคา พาเธนติวาตะปิตตาทิสัมภะวา
อะกาละมะระณัง นัตถินะ เทโว วิสะโมสะเร.

โรคที่เกิดจากลม จากดีเป็นต้น ย่อมไม่เบียดเบียนบุคคลนั้น ความตายในกาลอันไม่สมควร ย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น มิจฉาเทวดาย่อมไม่รังแกต่าง ๆ นา ๆ

๒๖๕.นะ จุปปาตะภะยัง ตัสสะโนปิ ปัตตะภะยัง ตะถา
นัสสันติ ทุนนิมิตตานิปาปะกัมมัฏฐิตานิ จะ
ทีฆะมายุ มะหาโสตถิงอาโรคฺยัญจะ สะทา ภะเว.

เคราะห์ร้ายและภัยย่อมไม่มีแก่เขา นิมิตร้ายและสิ่งที่ตั้งขึ้นเพราะบาปกรรมย่อมพินาศไป ความมีอายุยืน ความสวัสดี อันประเสริฐ และความไม่มีโรคจะพึงมีแก่เขา ในกาลทุกเมื่อ

๒๖๖.โย สุตฺวาปิ มะหาสันติงสังคามัง ปะวิเส นะโร
วิชะเย เวริโน สัพเพนะ สัตเถหยะภิภูยะเต.

ผู้ใดฟังคัมภีร์อุปปาตะสันติอันประเสริฐแล้ว พึงเข้าไปสู่สมรภูมิ บุคคลนั้นอันศาสตราไม่กล้ำกราย ย่อมชนะข้าศึกทั้งมวล

๒๖๗.สัพพะทา ละภะเต ปีติงวิปัตติง นาวะคาหะติ
โรเคหิ นาภิภูยะเตสะวัตถูหิ วิวัฑฒะเต.

เขาย่อมได้ซึ่งความอิ่มใจในกาลทุกเมื่อ ความวิบัติ ย่อมไม่มากล้ำกราย ย่อมไร้โรคา ย่อมเจริญด้วยทรัพย์ศฤงคาร

๒๖๘.ยัตฺระ เทเส วะโกวะกาพาฬหะกา รักขะสาทะโย
อุปปาตะสันติโฆเสนะสัพเพ ตัตถะ สะมันติ เต.

สัตว์ร้ายน้อยใหญ่ และรากษสเป็นต้น ผู้อยู่ในป่าเขาลำเนาไพรทั้งหลายทั้งปวง ย่อมสงบด้วยเสียงแห่งการสวดคาถาอุปปาตะสันติ

๒๖๙.ยะมุททิสสะ วะเท สันติงสะชีวัญจาปยะชีวิตัง
โส มุจจะเต มะหาทุกขาปัปโปติ สุคะติง สะทา.

บุคคลสวดคัมภีร์อุปปาตะสันติ อุทิศให้ผู้ใดที่มีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่ บุคคลนั้นย่อมพ้นจากมหันตทุกข์ ย่อมเข้าถึงสุคติภพ ในกาลทุกเมื่อ

๒๗๐.เทวัฏฐาเน นะคะเร วานิจจะมุปปาตะสันติยา
ปาละกา เทวะราชาโนเตชะสิรีวิวัฑฒะนา.

ท้าวเทวราชทั้งหลายผู้ปกปักรักษาเนืองนิจ ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ หรือในพระนคร เป็นผู้เจริญด้วยเดชและสิริมงคลด้วยคัมภีร์อุปปาตะสันตินี้

๒๗๑.ปะฐัพฺยาปาทิสัญชาตาอุปปาตา จันตะลิกขะชา
อินทาทิชะนิตุปปาตาปาปะกัมมะสะมุฏฐิตา
สัพพุปปาตา วินัสสันติเตชะสุปปาตะสันติยาติ.

เหตุร้ายอันเกิดจากแผ่นดินไหว และน้ำท่วมเป็นต้น เหตุร้ายที่เกิดจากฟากฟ้า เหตุร้ายอันเกิดจากจันทรุปราคาเป็นต้น เหตุร้ายที่เกิดขึ้นจากบาปกรรม เหตุร้ายทั้งปวงเหล่านั้นจักพินาศไป ด้วยเดชแห่งอุปปาตะสันติ

อุปปาตะสันติ นิฏฐิตา.

จบอุปปาตะสันติ

มนต์สำหรับระงับเหตุร้ายทั้งปวง

ประวัติคัมภีร์อุปปาตะสันติ

"อุปปาตะสันติ" ทางเมืองเหนือเรียกว่า "มหาสันติงหลวง" แปลว่า บทสวดเพื่อสงบเคราะห์กรรม สวดเพื่อสงบเหตุร้าย และสวดเพื่อสงบสิ่งที่กระทบกระเทือน

คัมภีร์อุปปาตะสันติ เป็นวรรณกรรมภาษาบาลีของล้านนาไทย แต่งโดยพระมหามังคละสีละวังสะ พระเถระนักปราชญ์ของชาวเชียงใหม่รูปหนึ่ง ในสมัยของพระเจ้าสิริธรรมจักกวัตติลกราชาธิราช (พระเจ้าติโลกราช) รัชกาลที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์มังราย ระหว่างพ.ศ. ๑๙๘๕-๒๐๓๐ เป็นคาถาล้วนจำนวน ๒๗๑ คาถาจัดเข้าในหนังสือประเภท "เชียงใหม่คันถะ"

คัมภีร์นี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ในหมู่ชนชาวล้านนามาแต่โบราณกาล ทั้งพระสงฆ์ สามเณร และชาวบ้าน พากันสวดและฟังอุปปาตะสันติ เพื่อกลับความร้ายให้กลายเป็นความดี มีคำเล่าว่า สมัยที่ท่านแต่งอุปปาตะสันตินั้น ที่เชียงใหม่มีโจรผู้ร้ายและคนอันธพาลชุกชุมผิดปกติ มีเหตุร้ายและสิ่งกระทบกระเทือนอยู่เสมอ พระมหาเถระสีละวังสะจึงให้พระสงฆ์สามเณรและประชาชนพากันสวด และฟังอุปปาตะสันติ เพื่อสงบเหตุร้ายทั้งมวลที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง

ต่อมาชาวพม่ามีความเลื่อมใส นำคัมภีร์นี้เข้าไปในประเทศพม่า ชาวพม่าทั้งพระสงฆ์และประชาชน นับถือว่าพระคัมภีร์อุปปาตะสันตินี้มีความศักดิ์สิทธ์มาก พากันนิยมท่อง นิยมสวด และนิยมฟังกันอย่างกว้างขวาง แพร่หลายไปทั่วประเทศพม่าในสมัย ๕๐๐ ปีที่ล่วงแล้ว ในงานพิธีสืบชะตา งานขึ้นบ้านใหม่เป็นต้น

เนื้อความในอุปปาตะสันติคาถานั้น สรุปได้ว่า …

  • เป็นธรรมที่กระทำความสงบอันยิ่งใหญ่
  • เป็นธรรมเครื่องสงบเหตุร้ายทั้งปวง
  • เป็นธรรมเครื่องป้องกันอมนุษย์ และยักษ์
  • เป็นธรรมเครื่องพ้นจากความตายก่อนกำหนดเวลา
  • เป็นธรรมเครื่องย่ำยีกำลังของข้าศึก
  • เป็นธรรมเครื่องจำเริญชัยชนะแด่พระราชา
  • เป็นธรรมเครื่องนำสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาทั้งปวงออกไป

อุปปาตะสันติคาถาเป็นบทสวดอย่างพิสดาร ท่านจึงกล่าวพระนามของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งที่มีมาในอดีต ในปัจจุบัน และจักมีมาในอนาคต รวมตลอดไปจนถึงท่านที่ทรงคุณ ทรงอำนาจ ทรงฤทธิ์ ในทางที่ดีอื่นๆ เช่น เทวดา อินทร์ พรหม ยักษ์ นาค คนธรรพ์ ครุฑ อสูรเป็นต้น เพื่อขอความเป็นมงคล ความสงบ ความสวัสดี ความไม่มีโรค ชัยชนะ และอายุ รวมทั้งขอให้ท่านคุ้มครองให้พ้นจากเหตุเภทภัยนานัปการ อันจะบังเกิดขึ้นในกาลทุกเมื่อ

คัมภีร์อุปปาตะสันติเป็นคัมภีร์ของไทย แต่ต้นฉบับได้จากเมืองไทยไปอยู่เมืองพม่าเสียนาน จนแทบกล่าวได้ว่าคนไทยในสมัยหลังๆ นี้ ไม่มีใครรู้จัก ไม่เคยได้ยิน แม้แต่ชื่อของคัมภีร์นี้

แต่บัดนี้ เป็นที่โสมนัสยินดียิ่ง ที่เจ้าคุณธรรมคุณาภรณ์ (เช้า ฐิตะปัญโญ) ป.ธ.๙ วัดมหาโพธาราม ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ท่านได้ชำระคัมภีร์นี้เป็นภาษาบาลีอักษรไทย เพื่อความสะดวกแก่ผู้อ่านที่ไม่สันทัดบาลี โดยได้ต้นฉบับภาษาบาลีอักษรพม่า จากท่านพระอาจารย์ภัททันตะ ธัมมานันทมหาเถระอัครมหาบัณฑิต แห่งวัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง

นับว่า เป็นการนำคัมภีร์ของล้านนาไทยโบราณ กลับคืนมาสู่เมืองไทย ให้ชาวไทยในยุคปัจจุบันได้รู้จัก ได้ศึกษา ได้สวด ได้ฟัง ให้เกิดประโยชน์ทางสันติ เพื่อความสงบระงับจากภัยพิบัติทั้งปวง และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชาวล้านนา ชาวไทย ตลอดจนชาวโลกทั้งมวล

ข้อแนะนำการอ่านบาลีอักษรไทย

ในภาษาบาลี บางคำใช้อ่านควบหรืออ่านกล้ำ คือออกเสียงครึ่งควบพยัญชนะ ๒ ตัว เช่นคำว่า …

กัตฺวา อ่านว่า กัต-ตฺวา ไม่ควรอ่านว่า กัต-ตะ-วา

ฉะนั้น ในการพิมพ์บาลีอักษรไทย จึงจำเป็นต้องใส่จุดข้างใต้ของพยัญชนะที่จะอ่านออกเสียงกล้ำ เพื่อรักษารูปศัพท์ และความหมายของบาลีไว้ เพื่อให้เป็นที่สังเกตุ เช่น …

คาถาคำอ่านว่าไม่ควรอ่านว่า

หันตฺวาหัน-ตฺวาหัน-ตะ-วา

๑๔อาโรคฺยัญจะอาโร-คฺยัญจะอาโร-คะ-ยัญจะ

๒๔ฐัตฺวาฐัต-ตฺวาฐัต-ตะ-วา

๖๔ชิตินทฺริโยชิติน-ทฺริโยชิติน-ทะริโย

๗๑โสตถฺยาโสต-ถฺยาโสต-ถะยา

๘๖อสิตฺวานะอสิ-ตฺวานะอสิ-ตะวานะ

๒๑๗คะเหตฺวาคะเหต-ตฺวาคะเหต-ตะวา

แม้ในศัพท์อื่นๆ ก็ขอให้ทราบโดยนัยเดียวกันนี้

บทสวดมนต์มงคลเก้า

ความเป็นมาและอานิสงส์ของการสวดมนต์มงคลเก้า

บทสวดมนต์มงคลเก้า หรือยันต์เก้า ของท่านพระอาจารย์จำเนียร สีลเสฏโฐ แห่งวัดถ้ำเสือ อ.เมือง จ.กระบี่ เป็นบทสวดซึ่งได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ พร้อมทั้งท่วงทำนองการสวดแบบอินเดียโบราณตอนใต้ เป็นการรวบรวมบทสวดที่สำคัญมาไว้เป็นบทเดียวกัน โดยเฉพาะบทนครัฏฐาสูตร ที่ได้กล่าวสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระอรหันต์เอตทัคคะ ๘๐ องค์ ฯลฯ อานิสงส์ของการสวดมนต์มงคลเก้านี้ เป็นการเสริมบารมี โชคลาภ วาสนา สะเดาะเคราะห์กรรมต่างๆ ป้องกันคุณไสยหรือไสยศาสตร์ อีกทั้งยังสามารถทำน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล แก่ตนเองและผู้อื่น

 

วิธีสวด

ให้เริ่มสวดตั้งแต่หน้าที่ (อาราธนาพระปริตร) ถึงหน้าที่ (จบ)

อาราธนาพระปริตร

วิปัตติปะฏิพาหายะสัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะ ทุกขะ วินาสายะปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะสัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะ ภะยะ วินาสายะปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
วิปัตติปะฏิพาหายะสัพพะสัมปัตติสิทธิยา
สัพพะ โรคะ วินาสายะปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง

ข้าแต่พระคุณท่านผู้เจริญ ขอพระคุณท่านโปรดสวด (ข้าพเจ้าขอสวด) พุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ กำจัดทุกข์ กำจัดภัย กำจัดโรคของข้าพเจ้า ให้หมดไปสิ้นไป การกระทำอันใดด้วยอธรรม มนต์ดำทั้งหลาย ฝังรูปก็ดี ฝังรอยก็ดี ฝังทางสามแพร่งก็ดี ฝังใต้บ้านก็ดี ฝังบริเวณบ้านก็ดี ฝังในบ่อก็ดี ฝังในสระก็ดี ฝังในห้วยก็ดี ฝังในหนองก็ดี ฝังในคลองก็ดี ฝังในบึงก็ดี ฝังในบางก็ดี ฝังในทะเลก็ดี

นะถอน โมถอน พุทถอน ธาถอน ยะถอน
นะคลอน โมคลอน พุทคลอน ธาคลอน ยะคลอน
ถอนด้วยนะโมพุทธายะ
ผูกไว้ก็ดี มัดไว้ก็ดี ตรึงไว้ก็ดี ผูกด้ายสายสิญจน์ก็ดี ผูกด้ายสามสีก็ดี ผูกด้ายผูกมือผีก็ดี ผูกหัวใจก็ดี ผูกลำไส้ก็ดี ผูกมือผูกเท้าก็ดี
นะโมตัสสะ ตัสสะตัด ใครผูกใครมัด ตัดด้วยนะโมตัสสะ ตัสสะ

ข้าแต่พระคุณท่านผู้เจริญ ขอพระคุณท่านโปรดสวด (ข้าพเจ้าขอสวด) สะเดาะพระเคราะห์ ในกายในใจของข้าพเจ้า พระเคราะห์วัน พระเคราะห์เดือน พระเคราะห์ปี พระเคราะห์โยก พระเคราะห์ตัวนอก พระเคราะห์ตัวกลาง พระเคราะห์ตัวใน พระเคราะห์เสวยอายุ พระเคราะห์แทรก เป็นเหตุให้ข้าพเจ้า ปวดท้อง ปวดเอว ปวดหลัง ปวดแขน ปวดต้นคอ ปวดหัวเข่า ปวดแข้ง ปวดขา ปวดหัวมัวตา ขี้ด่าขี้หึง ใจร้อนใจร้าย ความดันสูง ความดันต่ำ โรคหอบ โรคหืด โรคเบาหวาน โรคไซนัส โรคริดสีดวง โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ โรคปอด โรคกระเพาะอาหาร โรคอัมพฤกษ์ โรคอัมพาต โรคมะเร็งทั้งหลาย ขอน้อมถวายให้แก่พระพาย หอบพาไปทิ้งที่นอกขอบจักรวาล

โชคดีทั้งหลาย เคราะห์ดีทั้งหลาย ฝันดีทั้งหลาย นิมิตดีทั้งหลาย มงคลดีทั้งหลาย จงบังเกิดมี แก่ข้าพเจ้า ทำกิจการอันใด ขอให้สำเร็จตามความปรารถนาทุกเมื่อเทอญ

นครัฏฐาสูตร

ปะณิธานะโต ปัฏฐายะ ตะถาคะตัสสะ ทะสะ ปาระมิโย ทะสะ อุปะปาระมิโย ทะสะ ปะระมัตถะปาระมิโย ปัญจะ มะหาปะริจจาเค ติสโส จะริยา ปัจฉิ มัพภะเว คัพภาวักกันติง ชาติง อะภินิกขะมะนัง ปะธานะจะริยัง โพธิปัลลังเก มาระวิชะยัง สัพพัญญุตะญาณัปปะฏิเวธัง นะวะ โลกุตตะระธัมเมติ สัพเพปิเม พุทธะคุเณ อาวัชชิต๎วา เวสาลิยาตีสุ ปาการันตะเรสุ ติยามะรัตติง ปะริตตัง กะโรนโต อายัส๎มา อานันทัตเถโร วิยะการุญญะจิตตัง อุปัฏฐะเปต๎วา ฯ

โกฏิสะตะสะหัสเสสุ จักกะวาเฬสุ เทวะตา ยัสสาณัม ปะฏิคคัณหันติ ยัญจะเวสาลิยัมปุเร โรคามะนุสสะทุพภิกขะ สัมภูตันติวิธัมภะยัง ขิปปะมันตะระธาเปสิ ปะริตตัน ตัมภะณามะ เห ฯ

เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา เวสาลิยัง วิหะระติ มะหาวะเน กูฏาคาระ สาลายัง เตนะโขปะนะ สะมะเยนะ ภะคะวา ตัสสายะ รัตติยา ปัจจุสะมะยัง ปัจจุฏฐายะ มะหากะรุณา ผะละสะมาปัตติง สะมาปันโน โหติ พะหุชะ นะหิตายะ พะหุชะ นะสุขายะ โลกานุ กัมปายะ อัตถายะ หิตายะ สุขายะ เทวะมะนุสสานัง อะถะโข ภะคะวา อายัส๎มันตัง อานันทัง อามันเตสิ ปัสเสยยานันทะ มะนุสสานัง อะมะนุสสานัง วิเหฐิยานัง โสตถิยานัง ฯ

อุคคัณหาหิ อานันทะ อิมัง นะคะรัฏฐานัง ธาเรหิ อานันทะ อิมัง นะคะรัฏฐานัง วาเจหิ อานันทะ อิมัง นะคะรัฏฐานัง มะนะสิกะโรหิ อานันทะ อิมัง นะคะรัฏฐานัง ปะริยาปุณาหิ อานันทะ อิมัง นะคะรัฏฐานัง นะมะ ภาสิตัง ยะถา จะ ปะนาหัง สารัชชัง กุมภัณฑานัง นิสสายะ ราชาภะเยนะ ปะริมุญจิสสามิ โจระภะเยนะ ปะริมุญจิสสามิ อัคคิภะเยนะ ปะริมุญจิสสามิ อุทะกะภะเยนะ ปะริมุญจิสสามิ อาวัตตะภะเยนะ ปะริมุญจิสสามิ วิวัตตะภะเยนะ ปะริมุญจิสสามิ อาวัตตะวิวัตตะภะเยนะ ปะริมุญจิสสามิ ภูตะภัสสะมาเรนะ ปะริมุญจิสสามิ ปิสาจะภัสสะมาเรนะ ปะริมุญจิสสามิ ยักขะภัสสะมาเรนะ ปะริมุญจิสสามิ กุมภัณฑะ ภัสสะมาเรนะ ปะริมุญจิสสามิ นาคะภัสสะมาเรนะ ปะริมุญจิสสามิ สุปัณณะภัสสะมาเรนะ ปะริมุญจิสสามิ คันธัพพะภัสสะมาเรนะ ปะริมุญจิสสามิ โตตะภัสสะมาเรนะ ปะริมุญจิสสามิ สัพพะภะเยนะ ปะริมุญจิสสามิ ฯ

กาโสสาโส เสนะกัง โตตะกัง วิโตตะกัง รัชชะกัง ปะรัชชะกัง กาละวะกัง สัพพะโตตะ วิโยเคนะ ปะริมุญจิสสามิ อัคคะหา ปะริมุญจิสสามิ ปะริคคะหา ปะริมุญจิสสามิ อัคคะหา ปะริคคะหา ปะริมุญจิสสามิ เอหิ ตะวังอานันทัง จะตูหิ มะหาราเชหิ ทินนัง ปัจจัคคัง เสละมะณีมะยัง ปัตตังกาละจัมเปยยันทิยา โปกขะระณียา อุทะกัง คะเหตตะวา เวสาลิยัง ปะวิสิตตะวา สัพพะโรคะวินาสะ นัฏฐายะ สิญจามิ อิมัง นะคะรัฏฐานัง พุทธะ คุณะปะริธิปะนัฏฐายะ สิญจามิ อิมัง นะคะรัฏฐานัง ธัมมะ คุณะปะริธิปะนัฏฐายะ สิญจามิ อิมัง นะคะรัฏฐานัง สังฆะ คุณะปะริธิปะนัฏฐายะ สิญจามิ อิมัง นะคะรัฏฐานัง อายัสมันโต อะสีติ สาวะกา ทะโยติ เตสัง สัจเจนะ สีเลนะ ขันติ เมตตาพะเลนะ จะ เตปิมัง อะนุรักขันตุ อะโรคะเยนะ สุเขนะ จะ พุทโธ อะตุลละโย ธัมโม จะ สังโฆ อะตุลละโย มะหานุภาโว เอเต ปะสัง สัตถา อะนุกัม ปะยันตุ สุวัตถิวุฑฒิ มะนะโต โหตุ นิจจัง เอเต ปาเลตุปาณาติ สุขิโน โหนตุ ปาณิ โนติ ฯ

โกณฑัญโญ สาริปุตโต จะ โมคคัลลาโน จะ กัสสะโป กุมาโร อุรุเวโล จะ คะยานะทิ จะ กัสสะโป ปาลัตโถ รัฏฐะปาโล จะ นาโค อังคุลิมาละโก สุภูโต ภารัททะวาโช จะ ปุณโณ วักกะลิ อัสสะชิ ภัททะชิ จะ อุปาลี จะ ฉิมพะลี จะ คะวัมปะติ อุทายี กาฬุทายี จะ โลฬุทายี จะ ถาวะรี สะมิทธี จะ ภะวังกะโร จาปิ สุภัทโท สุคะโตปิ จะ สาคะโต จะ สุทัตโต จะ โตทัตโต นาคะทัตตะโก อุคคาเรโว จะ เรโว จะ กังขาเรโว จะ ยัตติโก สุนันโท คิริมานันโท นันทัตเถโร อุปะนันโท อานันโท นันทะกัปโป จะ วะยะกัปโป จะ ภัททะคุ มะหานาโม โลหะนาโม สังฆาโม วิชิโตปิ จะ ปุลิโน ธะนิยัตเถโร ทัพโภ จะ อุปะเสนะโก สุปาโกปิ จะ อุตตะโร สุขัตเถโร อะนุรุทโธ ภัททิยัตเถโร นุโชติโย กิมิโล วิมะโล พาหุ สุพาหุ จูฬะปันถะโก มะหาปันถะโก จะ สุมะโน ปะราธะโก โมฆะราชะโก โสณะกัปโป จะ โสณะโก โสณะกัณโณ จะ โสโณ จะ กัจจาโน วังคิโสปิ จะ พากุโล ราหุลัตเถโร จะ อะนาคาโร จะ กัสสะโป วัปปัตเถโร จะ ชะฏิโล อิจเจเต อะสีติสาวะกาทะโยติ เตสัง สัจเจนะสีเลนะ ขันติ เมตตาพะเลนะ จะ เตปิมัง อะนุรักขันตุ อะโรคะเยนะ สุเขนะ จะ ชะลันตา อัคคิขันธาวะ ปะรินิพพันติ อะนาสะวาสะทา รักขันตุ มังสัพเพ อัมเห รักขันตุ สัพพะทา ฯ

เมตเตยโย อุตตะโร ราโม ปัสเสโน โกสะโลภิภู ทีคะชังคี จะ โสโน จะ สุภูโต เทยยะพราหมมะโณ นาฬาคิริ ปาลิเลโย โพธิสัตตา อิเมหิ ทะสะ โพธิสัตตา ทะสุตตะระปัญจะสะตา ปูเรนตา พุทธะ การะเก ปาปุณิสสันติ อานาคะเต อะนันตัง โพธิสัมภารัง กัตตะวา กัปเป อะนันทะเก สัพพานิ ทะนานิ เทนติ ปุตตะ ทานะราชิกานิ จะ อานันทะ จักกะวาเลสุ อินทา เทวา จะ พรัหมมุโน มะนุสสะ ติรัจฉานานัง สัพเพ สานัง หิเตสิโน เอเตนะ สัมภาเรนะ ระเตเชนะ สัพเพสัตตา สุขังคะตา อัญญะมัญญัง มะเหเทนตุ อัญญะมัญญัง ปิยังวะธา สะมันตา จักกะวาเลสุ อะนันเต อัปปะมาณะเก สัพเพเทวา สะปุริสา สุขี ภะวันตุ สัพพะทา ฯ

พุทธัง เสฏฐัง ติกขุนทริยัง ธัมมัง คัมภีรัง พุทธัสสัง สังฆัญจะ ปุญญักเขตตัง จะ วันเทหัง สักกัจจัง นิจจัง ปัญญา มะหาธัมมะธะรา มะหาอิทธิ มะหายะสา อะสีติ จะ มะหาเถรา สัตตานัง หิตะการะกา ชะลันตา สีละเตเชนะ วิราวิโร จะเรสิยาติ เอเตหิ จะ อัญเญหิ จะ พุทธะสาวะเกหิ ยาวะเทวะวะเน มะหาวะเน รักขันตุ สุรักขันตุ ยาวะเทวะฆะเร มะหาฆะเร รักขันตุ สุรักขันตุ ยาวะเทวะปะเถ มะหาปะเถ รักขันตุ สุรักขันตุ ยาวะเทวะนัคฆะเร มะหานัคฆะเร รักขันตุ สุรักขันตุ ยาวะเทวะสะมันตา สัฏฐิโยชะนะ สะตะ สะหัสสานิ พุทธะชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุรักขันตุ ยาวะเทวะสะมันตา สัฏฐิโยชะนะ สะตะสะหัสสานิ ธัมมะชาละ ปะริกเขตเต รักขันตุ สุรักขันตุ ยาวะเทวะสะมันตา สัฏฐิโยชะนะ สะตะสะหัสสานิ สังฆะชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุรักขันตุ อิทะมะโว จะ ภะคะวา อัตตะมะโน อายัส๎มา อานันโท ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทีติ ฯ

ปลุกเสกธาตุ

สิทธี ปะฐะวี พะลา เตชา อิทธา ธาตุดินของข้าพเจ้ามีกำลัง มีเดชมีฤทธิ์

สิทธี อาโป พะลา เตชา อิทธา ธาตุน้ำของข้าพเจ้ามีกำลัง มีเดชมีฤทธิ์

สิทธี เตโช พะลา เตชา อิทธา ธาตุไฟของข้าพเจ้ามีกำลัง มีเดชมีฤทธิ์

สิทธี วาโย พะลา เตชา อิทธา ธาตุลมของข้าพเจ้ามีกำลัง มีเดชมีฤทธิ์

สิทธี อาโก พะลา เตชา อิทธา อากาศธาตุของข้าพเจ้ามีกำลัง มีเดชมีฤทธิ์

สิทธี วิญญาโณ พะลา เตชา อิทธา วิญญานธาตุของข้าพเจ้ามีกำลัง มีเดชมีฤทธิ์

พุทธังกันตัง ธัมมังกันตัง สังฆังกันตัง

พุทธังรักษา ธัมมังรักษา สังฆังรักษา

พระพุทธังอุด พระธัมมังอุด พระสังฆังอุด

พระพุทธเจ้าห้ามอาวุธ อุดอธรรม ด้วยพระพุทธัง

พระธรรมเจ้าห้ามอาวุธ อุดอธรรม ด้วยพระธัมมัง

พระสงฆเจ้าห้ามอาวุธ อุดอธรรม ด้วยพระสังฆัง

พระพุทธังปิด พระธรรมมังปิด พระสังฆังปิด

พระพุทธเจ้าแผลงฤทธิ์ปิดอธรรมด้วยพระพุทธัง

พระธรรมเจ้าแผลงฤทธิ์ปิดอธรรมด้วยพระธัมมัง

พระสงฆเจ้าแผลงฤทธิ์ปิดอธรรมด้วยพระสังฆัง

สัพเพพุทธา พะลัปปัตตา ปัจเจกา นัญจะ ยัง พะลัง อะระหันตา นัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโส

คำแปล

คำแปลอาราธนาพระปริตร

ขอพระสงฆ์ทั้งหลาย จงสวดพระปริตร อันเป็นมงคล เพื่อป้องกันความวิบัติ เพื่อความสำเร็จในสมบัติทั้งปวง และเพื่อให้ทุกข์ทั้งปวงพินาศไป เพื่อให้ภัยทั้งปวงพินาศไป เพื่อให้โรคทั้งปวงพินาศไป

คำแปลนครัฏฐาสูตร

เราทั้งหลายจงตั้งจิตอันประกอบไปด้วยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ดังพระอานันทเถระผู้มีอายุ นึกถึงพระพุทธคุณทั้งหลาย แม้ทั้งปวงของพระตถาคตเจ้า จำเดิมแต่ปรารถนาพุทธภูมิมา คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ มหาบริจาค ๕ จริยา ๓ เสด็จลงสู่คัพโภทรในภพมีในที่สุด ประสูติ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ บำเพ็ญทุกข์กิริยา ชนะมาร ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิบัลลังก์ นวโลกุตตรธรรม ๙ ดังนี้แล้ว กระทำปริตร ตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม ในภายในกำแพง ๓ ชั้น ในเมืองเวสาลี เทวดาทั้งหลายในแสนโกฏิจักรวาล ย่อมรับเอาแม้ซึ่งอาชญาแห่งพระปริตรอันใด อนึ่ง พระปริตรอันใด ยังภัย ๓ ประการอันเกิดจากโรค อมนุษย์ และข้าวแพงในเมืองเวสาลีให้อันตรธานไปโดยเร็วพลัน เราทั้งหลายจงสวดปริตรอันนั้น เทอญ

ในสมัยกาลครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตื่นขึ้นแล้วจากสีหไสยาสน์ ในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี แล้วพระองค์ก็เข้าซึ่งผลสมาบัติ อันประกอบไปด้วยพระมหากรุณา เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อจะให้เป็นสุขแก่มหาชน เป็นสุขแก่สัตว์โลก เพื่อให้เจริญและเป็นสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลครั้งนั้น อันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้มีพระพุทธฎีกาตรัสเรียกพระอานนท์ ว่าท่านจงเรียนพระปริตรนี้ ชื่อว่า นะคะรัฏฐานะปริตรนี้ และเหตุพระปริตรนี้ จะให้ตั้งอยู่เป็นสุขแห่งพระนคร ท่านจงฟังจงทรงไว้ ซึ่งนะคะรัฏฐานะปริตรนี้ ท่านจงทรงไว้ในใจ ซึ่งนะคะรัฏฐานะปริตรนี้ อันพระตถาคตตรัสไว้แล้ว เพื่อจะให้บังเกิดซึ่งสิริสวัสดิ์ความเจริญแก่มนุษย์ทั้งหลาย จักบังเกิดมี แก่มนุษย์ทั้งหลายด้วยนะคะรัฏฐานะปริตรนี้ พระตถาคตจักปลดเปลื้อง ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อจะให้หายเสียซึ่งความกลัว และสะดุ้งตกใจ จากกุมภัณฑ์ยักษ์ทั้งหลาย พระตถาคตจักปลดเปลื้องเสีย ซึ่งมนุษย์ทั้งหลาย จากโจรภัย จากภัยแห่งเพลิง จากภัยแห่งน้ำ จากภัยอันเดินมา จากภัยอันเดินไป จากยักษ์ทั้งหลายที่พึงกลัว จากภูตพรายที่พึงกลัว จากปีศาจ จากกุมภัณฑ์ จากนาคร้ายที่พึงกลัว จากครุฑร้าย จากคนธรรพ์ร้ายที่พึงกลัว จากไข้ห่า จากภัยทั้งปวง โรคหืด ไข้จุกเสียด เมื่อยขบ ไข้หวัด โรคหอบ ไข้ป่วง ไข้เกลียวดำ ให้พ้นพรากออกไป พระตถาคตเจ้าจะให้มนุษย์พ้นจากสิ่งไม่ดีทั้งปวงด้วยประการนี้ พระอานนท์จงมาตักน้ำในจัมเปยยะนที แต่พอด้วยบาตรของพระตถาคต อันท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้ถวายไว้ และเข้าไปในเมืองเวสาลี จะสำแดงเดชแห่งพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เพื่อให้มนุษย์พ้นจากโรคภัยทั้งปวง อันว่านะคะรัฏฐานะปริตรนี้ คือการออกนามสาวกทั้งหลาย ๘๐ พระองค์ พระปริตรนี้จักเป็นประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งหลายอันเป็นล้านโยชน์

คาถาเงินล้าน

ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤาษีลิงดำ) วัดจันทาราม (ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ศิษย์หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

( บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด )

คาถานี้เป็นคาถามหาลาภ จะช่วยให้ผู้ที่ท่องด้วยความเคารพมีลาภไม่ขาดแคลนตามสมควรแก่วาสนาบารมี ก่อนจะว่าคาถาให้นึกถึงพระพุทธเจ้าและท่านเจ้าของคาถาด้วยความเคารพก่อน การท่องคาถาจะท่องในอิริยาบถใดหรือเวลาใดก็ได้ ขอเพียงให้ท่องด้วยใจเคารพ ถ้าผู้ท่องมีการให้ทานด้วย จะทำให้คาถาให้ผลดียิ่งขึ้น ถ้าท่องคาถาก่อนให้ทาน ขณะให้ทาน และหลังให้ทานด้วย คาถายิ่งมีพลัง ยิ่งถ้าทำจิตให้เป็นสมาธิขณะท่องด้วยก็ยิ่งดี วันหนึ่งอย่างน้อยให้ท่องคาถา ๙ จบ ถ้ายิ่งท่องมากจบเท่าไหร่ได้ยิ่งดี จะไม่อัตคัตขาดแคลนในสิ่งทั้งปวง รักษาศีล ๕ ด้วยยิ่งดีมากขึ้น

จริยธรรมของพระโพธิสัตว์ ๑๐ ประการ

  1. ๑. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าร่างกายจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
  2. ( มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นธรรมดา )

  3. ๒. พระโพธิสัตว์ครองชีพโดยไม่ปรารถนาว่าจะไม่มีภยันตราย
  4. ( มีภัยอันตรายเป็นธรรมดา )

  5. ๓. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะไม่มีอุปสรรคในการชำระจิตให้บริสุทธิ์
  6. ( ย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา )

  7. ๔. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะไม่มีมารขัดขวางการปฏิบัติภารกิจ
  8. ( จะต้องมีมารมาขัดขวางการปฏิบัติโพธิจิตเป็นธรรมดา )

  9. ๕. พระโพธิสัตว์คิดว่าจะทำงานให้นานที่สุด โดยไม่ปรารถนาจะให้สำเร็จผลเร็ว
  10. ( ปล่อยวางเรื่องกาลเวลา ทำงานเพื่องาน )

  11. ๖. พระโพธิสัตว์คบเพื่อนโดยไม่ปรารถนาว่าจะได้ผลประโยชน์จากเพื่อน
  12. ( รักผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ )

  13. ๗. พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาเลยว่าจะให้คนอื่นตามใจตนเองเสมอไปทุกอย่าง
  14. ( ไม่มีความเห็นแก่ตัว )

  15. ๘. พระโพธิสัตว์ทำความดีกับคนอื่น ไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทน
  16. ( ต้องการให้คนอื่นพ้นทุกข์ )

  17. ๙. พระโพธิสัตว์เห็นลาภแล้ว ไม่ปรารถนาจะมีหุ้นส่วนด้วย
  18. (ไม่ปรารถนาในลาภและสรรเสริญ)

  19. ๑๐. พระโพธิสัตว์ เมื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทาแล้ว ไม่ปรารถนาจะได้โต้ตอบหรือฟ้องร้อง
  20. ( การใส่ร้ายป้ายสี ติเตียน นินทา เป็นธรรมดาของโลก )

    จริยธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้ เป็นการปฏิบัติธรรมชั้นสูงของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เรียกว่า “มหาอุปสรรค” ซึ่งถ้าท่านผู้ปฏิบัติธรรม นำมาท่องทุกวัน จะช่วยขัดเกลาจิตใจให้ดีงาม ช่วยให้ง่ายต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน

คำอุทิศส่วนกุศลเวลาบำเพ็ญทาน

อิทัง เม ปุญญัง ผลบุญอันนี้ ที่ข้าพเจ้าได้น้อมถวาย ขอให้เป็นปัจจัย แก่มรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วยเทอญ

อิทัง เม ทานัง ผลทานอันนี้ ที่ข้าพเจ้าได้น้อมถวาย ขอให้ถึง แก่ บิดามารดา วงศาคณาญาติ และมิตรสหาย เปรตอสุรกาย เทวดาทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวร พระภูมิเจ้าที่ และบริวารของพระภูมิเจ้าที่ ที่บ้านของข้าพเจ้า ที่ทำงานของข้าพเจ้า ขอให้ได้รับ เอากุศลอันนี้ ที่ข้าพเจ้าได้น้อมถวาย สิ้นกาลนานเทอญ

คำขอขมาลาโทษทั้ง ๓๑ ภูมิ

ของพระอาจารย์จำเนียร สีลเสฎฺโ วัดถ้ำเสือ อ.เมือง จ.กระบี่

กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ กรรมดีอันใด เป็นบุญกุศล ที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ด้วยกาย วาจา ใจ ในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ขอให้ถึง แก่ท่านทั้งหลาย ที่มีภพมีภูมิ มีชาติเป็นแดนเกิด มีชรามรณะ มีจิต มีชีวิต มีวิญญาณ มีขันธสันดาน มีวิบากแห่งกรรม มีการกระทำ เจ้ากรรมนายเวร เจ้าการบัญชี จตุโลกบาลทั้ง ๔ ยมบาล มนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖ พรหม ๒๐ อบายภูมิทั้ง ๔ บัดนี้ข้าพเจ้า ได้สร้างกองการกุศล มีผลทานผลศีล ผลภาวนา ผลแผ่เมตตา ขอให้ถึง แก่ท่านทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้า ได้ล่วงเกิน ทำกรรมไว้ ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี เจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี ต่อหน้ากันก็ดี ลับหลังกันก็ดี ขอให้ท่านทั้งหลาย จงอโหสิกรรม ให้แก่ข้าพเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป อย่ามีเวรภัย เกิดชาติหนึ่งภพใด ขอให้ได้สร้าง แต่กรรมดี สร้างบารมีของตน ให้พ้นภัยพาล ลุล่วงบ่วงมาร ในอนาคตกาล อันใกล้นี้ ด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าคิดจะประกอบกิจการอันใด ที่ไม่ผิดทำนองคลองธรรม ขอให้สำเร็จสมปรารถนา เป็นอัศจรรย์ เหนือมนุษย์ทั้งปวง

ขอขมาใหญ่ในชีวิต เพื่อพิชิตดวงธรรม

ท่านแม่บงกช สิทธิพล
แดนมหามงคล

ที่พักบำเพ็ญเพื่อสะสมอารมณ์พระนิพพาน
บ้านช่องแคบ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ๗๑๑๕๐

ลูกน้อมเปิดใจไขกรรมออก

ลูกขอนอบน้อมพร้อมเทียนเหนือเศียรเกล้า เพื่อก้มกราบขมา กราบลาโทษ กราบบูชาสักการะ กราบอนุโมทนา กราบสาธุการ แด่

คุณพระพุทธเจ้า ทุก ๆ พระองค์

คุณพระธรรมเจ้า ทุก ๆ พระองค์

คุณพระอริยสงฆเจ้า ทุก ๆ พระองค์

คุณพระบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์

และผู้มีพระคุณทุก ๆ ท่าน

ลูกทั้งหลายขอน้อมเปิดใจไขกรรมที่ทำมา เพื่อขอขมาใหญ่ในชีวิต

๑. ลูกเคยล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ ต่อคุณพระพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ ต่อคุณพระธรรมเจ้า ทุก ๆ พระองค์ ต่อคุณพระอริยสงฆเจ้า ทุก ๆพระองค์ ทั้งเคยล่วงเกินต่อพระภิกษุสงฆ์ พระสมมติสงฆ์ ท่านสามเณร ทั้งแม่ชี แม่พราหมณ์ พ่อพราหมณ์ และนักบวชทั่วโลก ทั้งเจตนาและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่กาลก่อนจนถึงวันนี้

๒. ลูกเคยละเมิดคำสอนโอวาทของบิดามารดาผู้ให้เลือดเนื้อและชีวิต เคยถกเถียงต่อปากต่อคำ อันทำให้พ่อแม่เสียใจ เสียขวัญ เสียน้ำตา เสียกำลังใจ เพราะการกระทำอันผิดแนวของการเป็นลูกที่ดีของท่าน แต่กาลก่อนจนถึงวันนี้ ซึ่งการทำให้ท่านผิดหวังในตัวลูก เท่ากับเป็นการฆ่าบั่นทอนชีวิตพ่อแม่ทีละน้อย ๆ ซึ่งเป็นบาปมหันต์แท้ อาจเป็นผลให้ผลักต้านกั้นทางพระนิพพาน

๓. ลูกเคยล่วงเกินคุณครูบาอาจารย์ ทั้งผู้เคยมีพระคุณและมีอุปการะคุณ โดยการกระทำตัวผิดทาง ไม่เอาคำสอนโอวาทท่านมาปฏิบัติเสียแรงที่ท่านพร่ำสอนด้วยใจห่วงใย ด้วยใจรักเมตตา ลูกเคยทำลายล้างคำสอนท่านที่หวังดี แต่กาลก่อนจนถึงวันนี้

๔. ลูกเคยล่วงเกินทุก ๆ ท่านในภูมิจิตแห่งพระนิพพาน ภูมิจิตแห่งพรหมโลก ภูมิจิตแห่งเทวโลกแห่งมนุษย์โลก ภูมิจิตแห่งเดรัจฉานโลก ภูมิจิตแห่งวิญญาณโลก ล่วงเกินต่อปูชนียสถานแดนธรรมในโลก ทั้งเจตนาและมิได้เจตนา รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่กาลก่อนจนถึงวันนี้

๕. ลูกเคยแสดงความหยาบกระด้าง หรือใช้กำลังด้วยโทสะรุนแรงตบตีต่อยชกลูกหลาน หรือสามีภรรยาอย่างขาดสติ ขาดจากคุณค่าของมนุษย์ทำตนดุจเดรัจฉาน ลูกเป็นผู้โง่เขลาเมาหลงในอารมณ์ของตนเอง แต่กาลก่อนถึงวันนี้

๖. ลูกเคยผิดพลาดมัวหมองด่างพร้อยรอยมลทินในศีลกาย ศีลวาจา ศีลใจ ทั้งผิดสัจจะที่ตั้งใจ บางข้อบางประการ บางโอกาส แต่กาลก่อนถึงวันนี้

๗. ลูกเคยแสดงออกทางสายตาใบหน้าว่าโกรธเคืองอาฆาตพยาบาท ทั้งเคยสาปแช่งจองเวร ทั้งอิจฉาริษยา ทั้งนินทาใส่ร้ายผู้อื่น และเคยปั้นโยนความผิดให้ผู้อื่นโดยไม่เป็นความจริงเลยแต่กาลก่อนถึงวันนี้

๘. ลูกเคยแสดงความไม่บริสุทธิ์ทางกาย วาจา ใจ ต่อผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แต่กาลก่อนถึงวันนี้

๙. ลูกเคยแสดงอาการกระทบกระแทกใส่หมู่คณะ หรือผู้อยู่ในครัวเรือนโดยเจตนาจากโทสะ โมหะ อันผิดทาง แต่กาลก่อนจนถึงวันนี้

ลูกนอบน้อมขอขมาใหญ่ในชีวิต

วันนี้ลูกทั้งหลายขอนอบน้อมโอบอุ้มเทียนทิพย์ เทียนมหามงคล เทียนทอง เทียนมหากุศล เทียนธรรม ดับทุกข์ทั้งสิ้น เพื่อกราบขอขมา กราบลาโทษทั้งปวง

ลูกทั้งหลายขอนอบน้อมก้มกราบฝ่าพระบาทพระศาสดาทุก ๆ พระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดรับรู้เป็นสักขีพยาน เป็นพระประธานในการน้อมใจขอขมาใหญ่ในชีวิตลูกเถิด

ขอเดชแห่งคุณพระ พร้อมทั้งพลังมหาบารมีของโลก พร้อมทั้งพลังบารมีของลูก ๆ ที่ร่วมใจบำเพ็ญบารมีวันนี้ จงเกิดอานุภาพ ให้กายลูกเกิดใหม่ ได้มีกายเป็นธรรมมหากุศล วาจาลูกเกิดใหม่ ได้มีวาจาเป็นธรรมมหามงคลแด่ตนและผู้อื่น ได้ดวงจิตที่เกิดใหม่ได้ดวงใจที่เป็นทิพย์ในธรรมตลอดกาล

พระพุทธบิดาเจ้าขา ลูก ๆ ทั้งหลายได้สำนึกตรึกเห็นชัด ในความผิดพลาดบกพร่องมัวหมองของตนเอง พร้อมทั้งเริ่มเข้าใจในพุทธโอวาทของพระพุทธบิดาว่า “การกระทำแสดงออกทางกาย วาจา ใจ ๓ ประการ ของตน ไม่ว่าจะแสดงออกทางชั่วหรือดี มีคุณหรือให้โทษมากน้อยสักปานใด เจตนาอกุศลหรือมหากุศล นั่นคือผลตนเองจะได้รับเสวยเองทุกประการ ไม่ใช่ผู้อื่นเป็นผู้รับผลตนเอง จะได้รับเต็มบริบูรณ์ทุกประการ รับเสวยเองตลอดกัป ตลอดกาล”

เมื่อลูก ๆ ทั้งหลายเริ่มเกิดแสงสว่างแห่งธรรมอันดุจดวงประทีปแก้วมณีโชติ ได้รุ่งโรจน์ในกายวาจาใจลูกพอควร ลูกได้พิจารณาถึงตนเอง เด่นชัดในความมั่วคิดชั่วร้าย เห็นแจ้งชัดในความผิดพลาดบกพร่องมัวหมองทั้งปวง

ลูกได้กล่าวระบายความในใจไขกรรมออก บอกมหาชนคนทั้งหลายทั่วฟ้าดิน ลูกทั้งหลายเกรงกลัวต่อบาปกรรมอันนำตนสู่ทะเลเพลิงที่ทุกข์ทรมานแสนนานเป็นล้านกัป จะหาสุขสมหวังไม่ได้เลย เพราะได้เคยสร้างอกุศลมลทินโทษดังกล่าวแล้ว โดยหลงผิดคิดว่าตนเป็นคนเก่ง คนดีมีอำนาจ การแสดงออกดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความมืดบอดโง่เขลาเบาปัญญาอย่างน่าสลดแท้ เป็นการลดค่า ไร้ค่าของการเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง ข้อสำคัญเป็นการล่วงเกินอย่างรุนแรงมหันต์ต่อพระพุทธองค์เพราะไม่เคารพเชื่อฟังในพุทธโอวาท คำสอนอันเปี่ยมล้นด้วยพระมหาเมตตาอันบริสุทธิ์ที่ทรงมีอานุภาพกว้างใหญ่มหาศาลอย่างไม่มีประมาณ มิได้เอาแต่สุขส่วนพระองค์เอง เสียสละพลีชีพเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ทั้งโลกด้วยชีวิตของพระองค์เองโดยแท้ปานนั้น ลูก ๆ ทั้งหลายยังมองไม่ค่อยเห็น ถึงคุณค่าอันมหาศาลของพระองค์ที่ทรงพระเมตตาวางแนวธรรมให้พ้นทุกข์หนีภัยทั้งปวงไว้ให้ลูก ๆ ด้วยน้ำพระทัยใสบริสุทธิ์ พระองค์ให้ด้วยชีวิตให้ด้วยจิตใจ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนจากลูก ๆ เลย เมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ แม้พระองค์จะมีวัยชราภาพถึง ๘๐ พระชันษา พระองค์ยังทรงเสด็จพระราชดำเนินโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายด้วยเท้าเปล่าตลอดสาย และยังทรงอุทิศชีวิตโปรดสาวกจนลมปราณสุดท้าย พระองค์ทรงให้ความสงบ สะอาด สว่าง แด่โลกและมหาชนทั่วโลก น้ำพระทัยของพระองค์ดุจห้วงมหรรณพโดยแท้

ลูก ๆ ทั้งหลายขอถึงฝ่าพระบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้าตลอดกาลเทอญ

ปัญญาที่สว่างวางผัสสะ

โดย ท่านแม่บงกช สิทธิพล
แดนมหามงคล
ที่พักบำเพ็ญเพื่อสะสมอารมณ์พระนิพพาน
บ้านช่องแคบ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ๗๑๑๕๐

องค์สมเด็จพระจอมมุนีศรีสรรเพชญ พระองค์ทรงส่งกระแสพระมหาเมตตา พระมหาโพธิญาณผ่านขั้วหัวใจลูก จึงได้เริ่มสว่างวางว่างจากผัสสะ ลูกได้ฝึกสละดวงใจอภัยในรูปเสียง และน้อมใจให้อภัยในฤทัยอันเปี่ยมล้นด้วยเมตตา พาสุขสุดซาบซึ้งอัศจรรย์ การแบ่งปันดวงจิตคิดอภัย ให้เป็นทาน ช่างได้มีอานุภาพอิ่มเย็นเช่นสายน้ำอันชื่นฉ่ำ สุดดื่มด่ำล้ำลึกในคุณค่ามหาศาล นี้คือ เดชแห่งบุญมหากุศล ให้ลูกแก้วหลุดพ้นเป็นคนใหม่ ให้เกิดมีเมตตาพาสงสาร นั่งก็สุขนอนก็ซึ้งตรึงดวงใจ เมื่อได้ให้อภัยเป็นทานบารมี

น้อมใจดูให้รู้ถึงคุณค่าว่า ผัสสะ ทั้งรูปเสียง เป็นคู่สอบบารมีที่ดีเลิศ สุดประเสริฐแสนดี เหมือนของฟรีไม่ต้องจ้าง ถ้าดูค่าแรงในโลกทุกแรง ตีเป็นค่าเงินตรา ค่าตัวสูง ส่วนลูกยาไม่ขาดทุน มีกำไรไม่สลายไม่เสื่อมคลายทั้งกายจิต เพราะทุกชีวิตที่ติดกรรมเข้ามาสอบ ต้องลงทุนเสียพลัง หมดแรงจนแห้งเหี่ยวหน้าตาเขียว เหลียวมองคล้องกรรมหนัก ต้องลงทุนลงแรงจนเสียหลัก เหงื่อทะลักเม็ดโป้ง ๆ โก่งคอด่า ตาแทบแตก แผลงฤทธิ์ติดปีกเต้น นึกว่าเด่นเป็นแร้งกาน่าสงสาร บ้างอาการแสดงกรรมทำปั่นหัว คิดฆ่าฟันปั้นเรื่องให้เป็นตัว มั่วโมหะทาสโทสะ น่าอนาถ บ้างแย่งชิงตบตี ชกต่อยให้ตกบ้าน มือขาสั่นหวั่นไหวใจเต้นเร่าเฝ้าอาฆาต ทั้งพยาบาทขาดเมตตา น่าสลดหมดความดี มีมลทินติดกรรม นำใส่หัว ทวนให้ทั่วมัวสอบผู้อื่นน่าขื่นขม ตัวยังจมน้ำครำในโคลน ดุจโจรล่าฆ่าความดี ทั้งขาดทุนย่อยยับอับโชคชัยอันยิ่งใหญ่ ใครอยู่ใกล้สุดเบื่อหน่ายอายชาวประชา อุตส่าห์ลงทุนสูญสิ้นแรงแสดงมา พาพินาศ ขาดค่าจ้างค่าแรงสิ้น ขาดศีลสมาธิ ขาดปัญญา ขาดสติ ขาดทั้งบุญขาดกุศลผลเย็นเลิศ ขาดความประเสริฐจากความสงบ ไม่พบสุข ขาดสวรรค์ ขาดพรหม ขาดนิพพาน

ยิ่งพินิจพิจารณาเห็นเด่นชัดว่า ใบหน้าที่หล่อหวานปานน้ำอ้อย ช่างหยดย้อยงามซึ้งตรึงฤทัย แต่เหตุใดเกิดอาการแสดงกรรมที่ทำมา กลับหน้าบึ้งทั้งบูดเบี้ยว หน้างามขาวกลับออกเขียวแยกเขี้ยวใส่ มองดูคล้ายมารยักษ์ที่โหดร้าย ดูอีกทีคล้ายซาตานปานผีปอบ หรือมีจิตวิญญาณครอบ…คู่กรรม นำสถิตในกายใจ ดูทีไรคล้ายผีเปรตเดรัจฉานมารลงสิง หรือว่าผีกระสือฮือฮามาทั้งพวก ลวกให้ร้อนทำให้ร้ายในกายใจ ดูใบหน้าที่หล่องามเลยหมดค่า สิ้นราคาพามัวหมองดุจผีดิบ ดูใกล้ ๆ คล้ายภูตผีและปีศาจเที่ยวออกมาอาละวาดพาลผู้อื่น

ส่วนดวงตาเคยคมขำดำเป็นเงาดุจดาวเด่น เมื่อเห็นท่าแสดงกรรมนำเอาเวรเข้าใส่ตัว ดวงตาที่แสนคมหวานกลับเหล่เป๋ไปมา น่าหวาดกลัว ดูขุ่นมัวเหมือนแม่มดอดอาหาร ส่องสายตาแวววาวฉายวับเหลือกค้อนควับกลับไปมา ว่าอิจฉาพยาบาทขาดเมตตา ดวงตาเจ้าคงเหนื่อย เมื่อยล้าไม่ได้พัก เพราะเวรกรรมทำมาขนาดหนัก

อีกทั้งปากไม่ได้หยุด ดูดกิเลสน่าสมเพช พ่นน้ำลาย น่าอายฟ้า บ้านินทาทั้งใส่ร้ายป้ายสี ทั้งดุด่าว่าแรง ทั้งสาบแช่ง ไม่มีดี ตื่นแต่เช้านำเอากรรมออกมาพ่น เป็นไฟไหม้ให้ตนเองและผู้อื่น ตั้งแต่ตื่นถึงสาย บ่ายถึงค่ำ พร่ำไม่หยุดดูดพิษไฟได้เคยชิน กินเข้าตับจับไส้อ่อนให้นอนก้น พ่นไม่หมดอดความดีมีกรรมหนัก

โอ้กฎแห่งกรรมที่พร่ำพ่นเจตนาทั้งดีร้ายมากน้อยสักปานใด ไม่ไปไหนจะตีกลับเข้าสู่ตนจนหมดสิ้น ถ้าพ่นไปร้อนแรงขนาดใด จะเผาไหม้ให้ร้อนแรงกว่าเก่าอีกล้านเท่า ทั้งจะอดจะอับมหาลาภมงคลชัยอันยิ่งใหญ่ ขอลูกยาทุกชีวิตคิดกลับตัวพลิกจิตพิชิตธรรม เพื่อนำตนฝึกตบะเพิ่มเดชะก่อนใช้ปากด้วยสติ ฝึกพูดดีมีคุณค่าน่าเชื่อถือ พูดน้อยเอาแต่เนื้อน่าเลื่อมใส เลิกดุด่าว่าร้ายจะหายกรรม จะหมดเวรเป็นไทในวาจา พาสุขสันต์

องค์สมเด็จพระบรมจอมไตรโลกนาถ ผู้ทรงเห็นเหตุใกล้ไกลในสงสาร พระองค์ทรงแผ่พลังโพธิญาณผ่านโลกธาตุ บันดาลให้ลูกเกิด ปัญญาพาสว่างเดินทางถูก อันสูงเลิศสุดประเสริฐ เกิดนิมิตคิดปลงตกได้สยบในเมตตา สุดสงสารชีวิตผิดศีลธรรม ยิ่งดูซ้ำให้ซึ้งตรึงจิตคิดอนาถว่าคงจะขาดต้นทุนบุญกุศล จึงได้เกิดมาอดอยาก ทั้งยากจนในผลความดีที่มีค่ามหาศาล ขาดทั้งศีลทั้งสมาธิและขาดปัญญา ขาดสติหัวหน้าใหญ่จึงพาให้เดือดร้อนวุ่นวายทั้งกายใจ ขาดทำใจอุเบกขาพาทุกข์หนัก แจ้งประจักษ์ในใจลูกทุกสถาน

ลูกขอน้อมถึงคุณทุก ๆ ท่านเป็นอาจารย์ ช่วยประจานเปิดชาติภูมิเกิดของตน อีกคุณที่ล้นฟ้าสุดล้ำค่า เพราะลูกยาได้รู้ ดูตัวตน จนแจ้งชัด ว่าลูกรักเป็นเพชรปลอมหรือทองเก๊ ได้ดูลูกไปให้แน่ในดวงจิต ไม่ให้คิดติดสงสัยไปอีกว่าลูกยามีน้ำใจดั่งเพชรแท้หรือทองปลอม

ทุกวิชา ทุกรูปแบบ ทุกรูปเสียง ทุกผัสสะ และทุกขณะที่กระทบแสดงกรรมนำมาสอบ ลูกขอน้อมฝึกกายใจให้ผ่านทุก ๆ ข้อ เพื่อขอรับดวงธรรมนำติดยศ อันยศดาวในดวงธรรมนั้นล้ำค่ามากล้นกว่ามหาสมบัติทั้งโลก ไม่ต้องโศก สุขล้น เพราะจะดลให้เกิด มหาอำนาจ มหาวาสนา มหาบารมี มหากุศล ได้ทั้งผลอันเย็นเลิศ เกิดได้ด้วยเดชแห่งบุญบารมีที่ได้เลื่อนขั้น สอบผ่านจากผัสสะและฝึกสละวางว่างได้จริง จิตจะดิ่งสู่กระแส แด่พระนิพพาน ได้ด้วยอานุภาพแห่งความดีที่ให้อภัยเป็นมหาทานบารมี

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ทรงมีพระญาณหยั่งรู้ไม่มีสิ้นสุด ไม่มีประมาณตลอดกาล ได้ส่งกระแสแห่งพระยุตญาณผ่านขั้วหัวใจลูก ลูกจึงเริ่มสว่างกลางดวงใจได้น้อมใจอภัยในผัสสะ เมื่อลูกยาเริ่มแจ้งแทงสว่าง ด้วยเดชแห่งบุญบารมีที่ได้สะสมอบรมมาช้านานกว่าล้านกัป เห็นได้ชัดในสติและปัญญาพาให้เกิดในดวงจิตคิดสงสาร ทุกชีวิต ทุกรูปเสียงไม่มีประมาณ แม้หมู่ท่านทั้งหลายจะใส่ร้ายป้ายสีทั้งแผลงฤทธิ์ คิดนินทาและสาปแช่งรุนแรงสักปานใด ได้น้อมใจไปมาว่าน่าสงสาร สุดเมตตาว่าโอ้เวรที่ทำหรือกรรมอะไรมาแผ้วพาล จึงเป็นมารมาฉุดกระชากลากดึงเอากายใจให้ตกต่ำดำสนิท ให้มืดสนิทปิดกั้นพระนิพพาน

ยังน้อมใจให้เห็นชัดตัดสงสัย ในรูปเสียงที่เคียงข้างทั้งห่างไกล จะใส่ไฟให้ร้อนแรงสักปานใด น้อมจิตมั่นนั่นคือ คู่บารมีที่ดีเลิศแสนประเสริฐ น่าอนุโมทนาสาธุการ จะบันดาลให้ลูกรู้ดูภายใน ว่าใจลูกมีเมตตาอุเบกขาน่าเลื่อมใสสักเพียงใด จะได้รู้ดูตะกอนที่นอนก้นว่าขุ้นข้นปนขยะน่าแขยง แทงดูให้หมดเปลือกเลือกหนอนทิ้ง จิตจะดิ่งเกิดนิมิตคิดขึ้นใหม่ ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนในอดีต เคยเป็นพ่อแม่พี่น้องร่วมท้องเดียวเกี่ยวพันเป็นปู่ ทวด ตา ว่าถึงลุงมุ่งถึงย่า ป้า น้า และ อา หลานเป็นเชื้อสายโยงใยกันมานานอดีตกาลยึดมั่นมาหลายกัป จึงกลับมาพัวพันทั้งดีร้าย ได้ร่วมแรงร่วมน้ำใจได้ช่วยเหลือ เกื้อกูลเงินทองข้าวของตามกำลัง ทั้งเคยยกมรดกให้ตกทอด ตลอดถึงให้กำลังในธรรมมา ถึงเวลากรรมเก่าเข้าตัดรอน จึงจรพลัดพรากจากไปเกิดคนละถิ่น อยู่ทั่วทิศสุดแสนไกลในแดนดิน บ้างก็บินมาเกิดในตระกูลสกุลเดียว บ้างก็เกี่ยวร่วมเตียงคู่อยู่เคียงข้าง แต่ถึงเวลาที่กรรมเก่าเข้ามาถึง ก็จะดึงดวงจิตสู่ภูมิต่ำ จนหลงลืมว่าเคยเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน บาปมหันต์พาใจร้อนสุดร้ายป้ายสีกัน ทั้งวางแผนเข่นฆ่าน่าอนาถ สุดประหลาดแสนสังเวชสมเพชหนา มองให้ซึ้งตรึกในฤทัยของลูกยา ทุกข์ที่พามากระทบในผัสสะ ต้องลดละเพราะไม่ใช่ใครที่ไหน

ท่านทั้งหลายต่างเป็นสายเลือดเดียวกันให้มั่นใจ น้อมจิตให้อภัยตลอดชาติ ขอส่งความปรารถนาดีตลอดกาล ลูกขอน้อมบูชาคุณเป็นอาจารย์ ดูตัวมารให้เห็นเด่นชัดจะฝึกหัดฝึกฝนเป็นคนใหม่ จะตั้งใจ ไม่หูเบา ปัญญาอ่อน จนมารที่นอนหลบกบดานพาลมืดมิด สิงสถิตเกาะกินสติและปัญญา ให้อ่อนนิ่ม เกิดสนิมเกาะหนาปัญญาหยาบ น่าประหลาดจนเห็นได้ชัดตัดสงสัย ดูให้ดี ๆ มารในจิตอยู่ไม่ไกล ถ้าคิดเหลวไหลหลงจะฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งผ่านอดีตใคร่ติดหลงใหลคลั่งไคล้ ในอนาคต เกิดสลดสังเวชเกินขอบเขตอันสงบ น้อมจิตคิดปลงตก ลูกพลาดท่าว่า รูป เสียงทุกถ้วนหน้าเป็นมารทั้งเป็นพาล ศัตรูใหญ่ ให้หนักอก

ลูกขอยกจิต เปิดตาพาสว่างให้กระจ่างในรูป เสียง เพียงสัมผัส รู้ได้ชัดมากระทบ ขอสยบเป็นผู้แพ้ จะน้อมใจ แผ่เมตตาจิตคิดอภัย ด้วยน้ำใจอันใสบริสุทธิ์ เป็นดังดุจพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน แม้รูปเสียงมา แรงแผลงฤทธิ์ใส่นาทีใด ลูกขอกลับเข้าดูรู้ในใจ เพื่อจะได้เรียกหามหาสติ ผลิปัญญา มาระงับดับอารมณ์

องค์ปัญญาเป็นผู้ทรงบุญญาปาฏิหารย์ ทั้งทรงบุญฤทธิ์ พิชิตมาร ทุกประตู หู ตา จมูก ลิ้นกายใจ มารรู้ตัว กลัวจนสั่นทั้งหวั่นไหว ใจแทบขาด สุดขยาด ชนะขาด ๆ ทั้งขาวสะอาดด้วยเมตตา อุเบกขา พาสงบพบพระนิพพาน

คำถอนอธิษฐานที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ

โดย พระชุมพล พลปญฺโ
๔ ต.ค. ๒๕๔๓

  อิมัง มิจฉา อะธิษฐานัง ปัจจุทธะรามิ
ทุติยัมปิ อิมัง มิจฉา อะธิษฐานัง ปัจจุทธะรามิ
ตะติยัมปิ อิมัง มิจฉา อะธิษฐานัง ปัจจุทธะรามิ

ข้าพเจ้าขอถอนคำอธิษฐาน ถอนคำสาป ถอนคำแช่ง ที่ข้าพเจ้าได้ตั้งขึ้น ถึงพร้อมแล้ว ด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน ด้วยราคะ ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ ด้วยมานะ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นไปเพื่อความพยาบาทเบียดเบียน สร้างเวรสร้างกรรม ไม่ประกอบด้วยธรรม ไม่ประกอบด้วยวินัย ไม่ประกอบด้วยกุศล ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ประกอบด้วยบารมี ที่ข้าพเจ้าได้อธิษฐานไว้ สาปไว้ แช่งไว้ ในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี ทั้งหมดทั้งสิ้น

ข้าพเจ้าขออ้างเอาพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระเพลิง แม่พระพาย และเทวดาทั้งหลายทั้งปวง มาเป็นพยาน ว่าข้าพเจ้าขอถอนคำอธิษฐานเหล่านั้น ถอนคำสาปเหล่านั้น ถอนคำแช่งเหล่านั้น ร้อยหน พันหน หมื่นหน แสนหน ล้านหน โกฏิหน ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้ด้วยเทอญ

นะถอน โมถอน พุทถอน ธาถอน ยะถอน
นะคลอน โมคลอน พุทคลอน ธาคลอน ยะคลอน
ถอนด้วย นะ โม พุท ธา ยะ

ข้าพเจ้าขอยกโทษ อโหสิกรรม และให้อภัย ในความบกพร่อง ผิดพลาด ของสรรพสัตว์ ทั้งหลายทั้งปวง ทุกชีวิต ทุกจิตวิญญาณ ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อเทอญ

พระชุมพล พลปญฺโ เขียนเมื่อ ๔ ตุลาคม ๒๕๔๓

คำอธิษฐานข้างบนนี้ ถ้าใครใช้อธิษฐานทุกวัน จะช่วยลดวิบากกรรมเวรกรรมทางใจลงได้อย่างมาก

พระชุมพล พลปญฺโ
๔ ตุลาคม ๒๕๔๓

คำแผ่บารมีกุศลมหาอธิษฐาน

โดย พระชุมพล พลปญฺโ . . . . . ๑๖ ก.ค. ๒๕๔๔

ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระสาวกทุกองค์ พระโพธิสัตว์ทุกองค์ พรหมทุกองค์ เทวดาทุกองค์ พ่อแม่ครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่าน จงมาสถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้า ขอให้คำอธิษฐานของข้าพเจ้าศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์จงทุกประการเทอญ

บุญกุศลที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญมาในอดีตชาติก็ดี ในปัจจุบันชาติก็ดี และที่จะบำเพ็ญไปจนกว่าที่จะถึงซึ่งพระนิพพานก็ดี ที่จะให้ผลแก่ข้าพเจ้าเพียงใด ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลนั้นให้แก่จิตวิญญาณทุกดวง ทั้งหมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้อนุโมทนาในกุศลนั้น และจงพลันบังเกิดเป็นเครื่องสักการะบรรณาการอันเป็นทิพย์ ที่ท่านยินดีพอใจเป็นร้อยเท่าพันทวีที่ท่านต้องการ ขอให้ท่านจงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธรรมสาร สมบัติ พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ด้วยลาภ ยศ สุข สรรเสริญ และอธิบดีอันเป็นทิพย์ยิ่งยิ่งขึ้นไป ท่านคิดปรารถนาสิ่งใด ขอจงได้สำเร็จสมความปรารถนาทุกสิ่งทุกประการตลอดเวลา ขอให้ท่านจงสถิตอยู่ในฐานะบิดา มารดา ช่วยบำรุงรักษาข้าพเจ้าซึ่งอยู่ในฐานะลูกสาว-ลูกชาย ให้ปราศจากภัยอันตรายจะมาแผ้วพาน ขอให้เจริญรุ่งเรืองในทุกสิ่งทุกประการ จนกว่าจะเข้าถึงซึ่งพระนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วยเทอญ

อนึ่ง บุญใดที่ท่านทั้งหลายได้บำเพ็ญมาทุกภพทุกชาติ ข้าพเจ้าขออนุโมทนา ขอให้ข้าพเจ้าจงมีส่วนแห่งบุญนั้นจงทุกประการเทอญ

สิ่งใดที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านทั้งหลายด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ข้าพเจ้าขอกราบแทบเท้าขอขมา ขอท่านทั้งหลายจงโปรดเมตตายกโทษอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ

สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายได้เคยล่วงเกินข้าพเจ้ามาในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ข้าพเจ้าขอยกโทษอโหสิกรรมให้ทั้งหมดทั้งสิ้น

ขอท่านทั้งหลายจงช่วยเสริมพลังบารมีแก่ข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าคิดจะประกอบกิจการอันใด ที่ไม่ผิดทำนองคลองธรรม ขอให้พลันสำเร็จเป็นอัศจรรย์เหนือมนุษย์ทั้งปวงด้วยเทอญ

ขออัญเชิญพระศรีอาริย์ เจ้าแม่กวนอิม พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ พระอรหันต์จี้กง เซียนทั้งแปด พระอิศวรนารายณ์ พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาล ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระเพลิง แม่พระพาย พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย นายนิริยบาลทั้งหลาย ท่านผู้มีตาทิพย์ หูทิพย์ ใจทิพย์ทั้งหลาย ท่านผู้มีวิชชา อภิญญา ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย จงมารับเอาส่วนกุศล และเป็นพยานในการสร้างกุศลและอุทิศส่วนกุศล พร้อมทั้งนำข่าวคำอธิษฐานของข้าพเจ้า ไปบอกกล่าวแก่สรรพสัตว์ให้รู้ทั่วหน้ากันทุกภูมิทุกชั้น และช่วยทำคำอธิษฐานนั้นให้เป็นจริงด้วยเทอญ

คำแผ่บารมีกุศลมหาอธิษฐานนี้ ถ้าใครใช้อธิษฐานทุกวันจะช่วยเสริมบารมีให้สำเร็จผลดังใจปรารถนาทุกประการ

( ไม่สงวนลิขสิทธิ์ เอาไปพิมพ์เผยแพร่ได้ )