ธรรมภาษิต ตอน "พลายคู่ ตัดเดี่ยว"
โดยพระชุมพล พลปฺโ
พ.ศ.๒๕๔๒
- คำพูดที่ไร้สาระ ไร้สัจจธรรม ต่อให้เอาออกประกาศวิทยุกระจายเสียงก็ไม่ทรงอยู่ ไม่ตั้งอยู่
ส่วนคำพูดที่มีสาระ มีสัจจธรรม ต่อให้ไปแอบพูดในถ้ำ ใน หลืบเขา ก็จะทรงอยู่ ตั้งอยู่ อย่างน้อยผีสาง เทวดาแถวนั้น ก็จะถือเอาด้วยความเคารพ
- เพราะเย่อหยิ่ง ถือดี จึงตกอับ
- สมรรถภาพในการจัดการโลกจะลดน้อยถอยลงก็ไม่เป็นไร ขอให้สมรรถภาพในการจัดการตนเองดีขึ้นก็ใช้ได้
- เป็นตัวของตัวเองเล็กๆ ดีกว่าดัดจริตเป็นไปตามคนอื่นใหญ่ๆ
- ความเงียบไพเราะที่สุด ความสงบสันติตื่นเต้นที่สุด
- ผู้ปฏิบัติธรรมไม่มีหน้าที่ไปจัดระเบียบความคิดคนอื่น แต่มีหน้าที่มาจัดระเบียบความคิดตนเอง
- การไม่เอาเปรียบผู้อื่น เป็นสุขหนอ การไม่หลอกลวงผู้อื่น เป็นเจริญหนอ การไม่ปองร้ายผู้อื่น เป็นประเสริฐหนอ
- คนที่ชอบใช้ความดื้อรั้นถือทิฏฐิความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่นั้น ย่อมจะเป็นการฝึกขันธสันดานส่วนลึกไม่ให้ยอมรับเหตุผลใดๆ ของใคร แม้จะเป็นเรื่องดีดีก็ตาม
ฉะนั้น ในกาลบางคราว แม้เขาผู้นั้นจะต้องการฟังและรับคำแนะนำของผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยความเคยชินที่ชอบสร้างตัวเองให้เป็นคนดื้อรั้นถือทิฏฐิ ในขณะที่เขาเงี่ยโสตลงตั้งใจฟังอย่างยิ่ง แต่ใจเขาจะไม่สามารถรับเอา ถือเอาความคิดดีๆ ของผู้อื่นไปใช้งานได้ ด้วยเพราะวิบากกรรมที่ชอบทำตัวเป็นคนดื้อรั้นถือทิฏฐิความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ มาบังคับบันดาลให้เป็นดังนั้น
ฉะนั้น บุคคลผู้หวังความเจริญรุ่งเรือง ต้องพยายามฝึกตนเองให้เห็นเหตุผลเป็นใหญ่กว่าความดื้อรั้นเสมอ
- ผู้มีอุปาทาน คือผู้ที่ติดคุก ที่ถูกกักขังอยู่ในขันธ์ ๕ อันเป็นของจอมปลอม ของมายา และของกลวงเปล่า
ผู้เห็นแจ้งในความเป็นอนัตตาของขันธ์ ๕ พร้อมทั้งถอนอุปาทานออกเสียได้ คือผู้พ้นคุก พระโลกุตตรธรรมคือตัวการสำคัญที่จะมาประทานอภัยโทษแก่จิตวิญญาณทั้งหลายที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ให้ต้องถูกกักขัง ให้รับโทษของความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และทุกข์โทษในสังสารวัฏ นานับประการอีกทั้งหลายทั้งปวง
- สังขารร่างกายนี้ กำลังสิ้นไป เสื่อมไป แตกดับทำลายไป ขัดขวางไม่อยู่ ห้ามปรามมิได้
- ความไม่คลุกคลี อยู่เป็นสุขหนอ ความโดดเดี่ยวเดียวดาย เป็นสบายหนอ ความไม่มีห่วงผูกพัน เป็นเจริญหนอ ความไม่ต้องอิงอาศัยใคร เป็นประเสริฐหนอ
- ชีวิตคือการแก้ปัญหา ทั้งปัญหากาย ปัญหาจิต ใครไม่ยอมแก้ จะกลายเป็นผีตายซากทั้งที่ยังหายใจ
- การมาหยั่งรู้ เฝ้าดูตัวเองที่มีกิเลส ดีกว่าการไปอ่านเรื่องการหมดกิเลสของคนอื่น
- ความเป็นหญิง เป็นชาย คือสมรภูมิที่ข้าศึกคือความทุกข์เดือดร้อนจะโจมตีได้ ผู้มีความยึดมั่นอุปาทานในความเป็นหญิงเป็นชาย ก็เหมือนการตั้งทัพอยู่ในที่ง่ายต่อการโจมตีของข้าศึก คือทุกข์ทั้งปวง
- ผู้ที่กล้ายอมแพ้ผู้อื่น จึงจะสามารถชนะใจตนเองได้
- บุญบารมีที่เราสร้างสมอบรมมาเองนั้น ซื่อสัตย์ จงรักภักดี และใช้งานได้ ยิ่งกว่าข้าทาสบริวารทุกประเภทที่มีอยู่ในโลก
- เมื่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งรูปธรรม นามธรรม ไม่ใช่ของเราทั้งหมดเลย ฉะนั้น สิ่งที่จิตจะต้องทำก็คือ การถอนอุปาทานความยึดมั่น ถือมั่นทั้งปวงออกจากรูปธรรม นามธรรมทั้งหมด ทั้งภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด เลว และ ประณีต
- ผู้เอาเปรียบผู้อื่นเป็นทุกข์ ผู้เสียเปรียบผู้อื่นเป็นสุข
- พระอริยะทั้งหลาย ย่อมไม่มีความยินดีพอใจต่อความสมบูรณ์พูนสุข อันอาจจะมีขึ้นบ้าง อันอาจจะเกิดขึ้นบ้าง เป็นบางครั้งบางคราวในโลกมนุษย์นี้ เพราะท่านมีความเห็นว่าโลกมนุษย์ มีคุณค่าเพียงแค่เป็นทางผ่านเพื่อมาสร้างบารมีและความดี เพื่อเป็นปัจจัยแก่ความดับไม่มีเชื้อ คือพระนิพพานเท่านั้น
- เหล่ามัจฉาหลงเหยื่อจึงติดเบ็ดนายพรานฉันใด บุคคลผู้ไม่มีปัญญาก็ติดความสุขในโลกนี้ เพื่อที่จะต้องประสบความทุกข์เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของสังสารวัฏ ต้องเวียนเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างไม่รู้จักสิ้นสุดยุติ ต้องทุกข์ลำเค็ญ ร้องไห้เสียใจ จนน้ำตาเป็นสายเลือด ก็ไม่มีใครจะมาช่วยได้ เนื่องจากเป็นเพราะความมืดบอด ความโง่เขลาเบาปัญญา ความประมาท หลงเพลินกินเหยื่อ โดยไม่เฉลียวใจว่ามีเบ็ดอันแหลมคมพร้อมด้วยเงี่ยง ซ่อนไว้ภายในเหยื่ออันโอชะนั้น ฉะนั้น ปัญหาที่ตนเองสร้างขึ้นเองด้วยความมืดบอด หลงผิด ไปติดเหยื่อโลก ตนเองต้องแก้ไขด้วยตนเองเท่านั้น ไม่มีใครมาช่วยได้