ธรรมภาษิต ตอน "นิราศนคร"

นิราศนคร (ต่อ ๑)

  • อุเบกขาญาณจะเต็มที่ สำหรับผู้เห็นแจ้งและปล่อยวางได้แล้ว
  • การแก้ทุกข์ ไปทำที่อื่นก็ไม่จบ ต้องมาทำที่การถอนอุปาทานในขันธ์ จึงจะจบ
  • เมื่อค้นไปจนหมดแล้ว หาตัวเราไม่เจอ
  • จงดับทุกข์ในปัจจุบันขณะ ที่นี่และเดี๋ยวนี้
  • มัวแต่นั่งกังวลเป็นห่วงว่าจะอดจะอยากแล้วไม่ทำการทำงาน มันจะหนีพ้นความอดอยากได้ยังไง เลิกกังวลแล้วเอาเวลาไปทำงานให้มากๆ เข้า ความอดอยากจะไม่ไปพานพบเอง
  • เจริญสติให้มากๆ เข้า จะดับทุกข์ได้เอง มัวแต่นั่งกังวล ทุกข์จะดับลงได้อย่างไร
  • มันเป็นธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราของเรา ที่จะต้องบังคับบัญชาไม่ได้และไม่เชื่อฟัง
  • มันทุกข์จากอะไร ? ก็ทุกข์จากการปล่อยสติน่ะซิ !
  • อันที่จริงเราไม่ต้องมีบุญญาวาสนาสูงก็ได้ เอาแค่บวชอยู่ได้ตลอดชีวิตก็พอแล้ว
  • สังขารนี้ เหมือนกับของที่ร้อนแสนร้อน เข้าไปแตะ เข้าไปยึดแล้ว มือพอง ใจพอง ทันที
  • จงทอดอาลัยในการยึดว่ากายนี้เป็นเราเสียที
  • ผู้ที่ไม่เห็นความทุกข์เป็นนิจ จะต้องประมาทอย่างแน่แท้
  • สัญญา คือศูนย์ข้อมูลความจำทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ของเราอย่างแน่แท้ เพราะนำความทุกข์ความเดือดร้อนมาให้อยู่เนืองนิจ ห้ามก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่เชื่อ
  • บางสิ่งที่อยากจำเรากลับลืม บางสิ่งที่อยากลืมเรากลับจำ สิ่งเหล่านี้ คืออาการปรากฏของสัญญาอนัตตา
  • ขันธ์ ๕ คือยาพิษสำหรับผู้ที่เข้าไปยึดมั่น
  • เมตตา กรุณา มุทิตา ยังตกอยู่ในขอบเขตของมายา ส่วนอุเบกขาจึงสามารถพ้นจากแดนมายาได้
  • อัตตาที่มีบุญมีวาสนานี่มันใหญ่โตมาก ละได้ยากเหลือเกิน
  • เมื่อไหร่เราสามารถลงความเห็นเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าขันธ์ ๕ นี้ ยึดมันไว้ไม่ได้ แล้วก็ทอดอาลัยปล่อยวางเสีย เมื่อนั้นก็หมดทุกข์
  • ร่างกายนี้ เปรียบได้แค่เพียงจีวรผืนหนึ่งที่เรานำมาใช้ ไม่ช้าก็ต้องทอดทิ้งไป ฉะนั้น ร่างกายนี้จึงไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เพราะประกอบมาจากธาตุอันเป็นสมบัติส่วนกลางของโลก ซึ่งได้ยืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ช้าก็ต้องคืนกลับให้ธรรมชาติไปอย่างหมดสิ้น ไม่สามารถยื้อยุดฉุดกระชากไว้ด้วยวิธีใด
    สุขเวทนา คือ อาการสะดวกสบาย ปลอดโปร่งของกาย
    ทุกขเวทนา คือ อาการขัดข้องของกาย
    โสมนัสเวทนา คือ อาการสะดวกสบาย ปลอดโปร่งของจิต
    โทมนัสเวทนา คือ อาการขัดข้องของจิต
    อุเบกขาเวทนา คือ อาการกลางๆ ระหว่างกึ่ง
    สัญญา คือ ศูนย์ข้อมูลความจำทั้งหลาย
    สังขาร คือ ตัวปรุงแต่งไปในทางดีชั่วบุญบาป
    วิญญาณ คือ ตัวรับรู้ต่อสิ่งที่มากระทบทั้งหลาย
    ทั้งหมดนี้ เป็นอนัตตาทั้งสิ้น เพราะว่าเป็นของที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย บังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนามิได้

นิราศนคร (ต่อ ๒)

  • เพราะว่าเราหลงผิดยึดมั่นเอาไว้ว่าเราเป็นมนุษย์ผู้ชายนั่นเอง จึงเกิดความยินดีพอใจในมนุษย์ผู้หญิง เหมือนหมูตัวผู้ที่ยินดีต่อหมูตัวเมียฉะนั้น เพราะว่ามันหลงผิดยึดมั่นเอาไว้ว่า มันเป็นหมูตัวผู้นั่นเอง จึงเกิดความยินดี พอใจในหมูตัวเมีย ซึ่งในสายตาของมนุษย์ผู้ชายแล้ว หมูตัวเมียไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีเลย เพราะว่ามนุษย์ผู้ชายไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นหมูตัวผู้นั่นเอง
    เมื่อมาคิดดังนี้แล้วก็พบว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งสิ้น สมมุติเอาไว้หลอกคนโง่ ความจริงแล้วนั้น มนุษย์ก็ไม่มี หมูก็ไม่มี ผู้ชายก็ไม่มี ผู้หญิงก็ไม่มี ตัวผู้ก็ไม่มี ตัวเมียก็ไม่มี
    สัตว์ทั้งหลายที่ยังประกอบอยู่ด้วยอวิชชา พากันหลงมัวเมาเพลิดเพลินอยู่ในมายาธรรม ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง
  • ความตายไม่ได้อยู่ห่างไกลไปที่ไหน แค่การไม่เปลี่ยนอิริยาบถก็สามารถกระชากชีวิตไปได้แล้ว ชีวิตจึงช่างเป็นสิ่งบอบบางอย่างเหลือเกิน
  • สมบัติชิ้นสำคัญของชีวิตคือความตาย
  • ผู้มีชีวิตที่กลัวความตาย จึงเป็นคนโง่อย่างที่สุด
  • เพลิดเพลินอะไรหนอกับชีวิตที่พร้อมจะแตกดับทุกขณะจิต
  • เพราะความมืดบอดนั่นเอง สัตว์ทั้งหลายจึงไม่เห็นทุกข์เห็นโทษของโลก
  • ถอนความรู้สึกว่าเราเป็นผู้ชายคนหนึ่งออกเสีย กามฉันทะจะมีไม่ได้เลย
  • เราถูกตัวเองหลอกให้รู้สึกว่าเป็นผู้ชายก่อน แล้วค่อยไปถูกผู้หญิงหลอกให้ไปหลงรัก
  • ถ้าตัวละครไม่มีแล้ว เรื่องราวจะมีได้อย่างไร
    ถ้าเราถอนอัตตาตัวตนให้สิ้นแล้ว ไอ้การที่จะไปเกี่ยวข้องกับคนโน้นคนนี้ จะมีได้อย่างไร
  • อย่าคิดว่างานเจริญสติปัญญาเพื่อรักษาจิตจะเสร็จลงเมื่อไหร่ เพราะงานนี้เป็นงานสำคัญที่ต้องทำไปตลอดชีวิต เป็นงานสำคัญที่ต้องทำไปจนวันตาย ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อกำจัดกิเลส หรือเพื่อเป็นวิหารธรรม
  • ชีวิตมนุษย์ของเราทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว ไม่ควรเลยที่จะเสียเวลาไปทำอย่างอื่น ควรจะใช้เวลามาฝึกสติปัญญาสำหรับเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้งหลาย ที่จะย่างกรายมาในอนาคตอันใกล้นี้
  • ปากทางนิพพาน คือ การเห็นทุกข์ กำหนดทุกข์ และหยั่งรู้ทุกข์ มิใช่การหนีทุกข์
  • การกำหนดทุกข์ ไม่ต้องไปแสวงหาทุกข์ในที่อื่นไกล แค่เพียงไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ก็มีทุกข์เหลือเฟือให้กำหนดแล้ว
  • สิ่งที่เราเอามาคำนึง เอามาปรุงแต่งให้เป็นทุกข์เป็นร้อน ส่วนมากจะเป็นมายาภาพกับวิมานในอากาศทั้งสิ้น ช่างน่าสงสารคนโง่หอบฟาง คนบ้าหอบสมมุติคนนี้เหลือเกิน
  • ขันธ์ ๕ ล้วนแล้วแต่เป็นมหาทุกข์อยู่ในตัวเองเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แบบแล้ว การดำรงค์อยู่ของมนุษย์แต่ละวัน เป็นแต่เพียงเรื่องแก้ทุกข์ทั้งสิ้น
  • เพียงแค่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถให้ มันก็เจ็บปวดเดือดร้อนแสนเข็ญจนถึงตายได้แล้ว ฉะนั้น ความตายจึงอยู่ในสายเลือดนี่เอง ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน
  • เมื่อเห็นทุกข์ของขันธ์ ก็ถอนอุปาทานออกเสียซิ ไปกังวลกับมันทำไม
  • ปุถุชนทั้งหลาย เป็นผู้เดือดร้อนทั้งสิ้น เพราะยังไม่รู้จักศีลอันเป็นของพระอริยะ สมาธิอันเป็นของพระอริยะ ปัญญาอันเป็นของพระอริยะ และวิมุติ อันเป็นของพระอริยะ
  • ความคิดที่งี่เง่าที่สุดก็คือความคิดที่ว่า ไอ้นั่นของกู ไอ้นี่ของกู

นิราศนคร (ต่อ ๓)

  • สังขารมนุษย์นี่มันเป็นมหาทุกข์อย่างเหลือร้ายจริงๆ
  • เมตตาเป็นกรรมฐานที่ใช้ปราบมานะได้อย่างดีมากเลย
  • คนโง่เขลาเบาปัญญาก็พากันหลงเพ้อหาสังขารที่แสนทุกข์เข็ญนี้อยู่ร่ำไป
  • ถ้ายังกอดรัดเทิดทูนบูชาสังขารที่เป็นก้อนทุกข์นี้อยู่ แล้ว จะพ้นทุกข์ได้เมื่อใดเล่า
  • ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากทุกข์เถิด ถึงแม้จะต้องสูญเสียทอดทิ้งสมบัติที่มีค่าทุกชิ้นที่มีอยู่ในชีวิตไปก็ตามที
  • ถ้าเห็นความทุกข์แล้วจิตมันสละโลกามิสได้ดี ถ้าไม่เห็นมันไม่ยอมสละง่ายๆ
  • สังขารนี้คบไม่ได้ เราต้องรีบทิ้งมันก่อนที่ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะย่างกรายเข้ามา
  • เราคิดดีแล้วหรือที่เป็นห่วงกังวลในสวัสดิภาพของสังขารที่ให้ร้าย นำทุกข์มาให้อย่างยิ่งใหญ่ถึงปานนี้
  • หวังจะกระเดือกไส้เดือน เลยไปเจอเบ็ดเข้าเต็มเปา หวังจะเสวยสุขเวทนาโดยผ่านขันธ์ ๕ ก็ไปเจอทุกข์เข้าเต็มเปา
  • ไม่เอาแล้ว ฉันไม่อยู่กับเธอแล้ว ฉันจะไปแล้ว เพราะเธอไม่ได้ให้อะไรดีกับฉันเลย ยึดตรงไหนก็ผิดหวังตรงนั้น
  • จะไปหานิพพานที่ไหน ไปหาในดง ในถ้ำ ในป่า ในเขา ก็ไม่เจอนิพพาน ต้องมาหาที่กายและจิตนี่แหละจึงจะเจอ
  • ตัดขันธ์ ๕ ให้เหมือนกับที่ตัดคนรักซิ ถอนอาลัยเสียให้สิ้น เดี๋ยวก็ขาดไปเอง
  • ลาก่อน ความเป็นหญิงเป็นชาย
  • อย่าถือตัว อวดดี ตายใจในความสมบูรณ์พูนสุขไปเลย เราเปรียบเหมือนโคที่เขาบำรุงบำเรอ ก่อนที่จะพาเดินไปสู่ที่ฆ่าเท่านั้นเอง ไม่ได้มีคุณค่าสูงส่งอย่างที่ตัวเองพร่ำเพ้อไปเลยสักนิดเดียว
  • สิ่งที่จำเป็นที่เราจะต้องทำต่อจากการเจริญสติปัญญา คือการสละละวางนั่นเอง
  • สังขารนี่ถึงเราจะไปกังวลมัน ก็บังคับมันไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ
  • เราจะต้องตั้งจิตวางเฉยให้ได้ แม้ในสภาพกายทุกข์แสนเข็ญ
  • ฉุดมันไม่อยู่แล้ว มันจะเดินเข้าหาความตายท่าเดียว
  • ไม่เป็นไร ถ้าหากเราช่วยใครแล้วเขาไม่ตอบแทนเรา เพราะหน้าที่เราคือผู้ให้ ไม่ใช่ผู้รับ
  • เมื่อปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเห็นโทษของการที่เอาจิตไปเกาะกับกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และก็ยิ่งเห็นคุณค่าของการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ มากขึ้นเรื่อยๆ

นิราศนคร (ต่อ ๔)

  • ทั้งงานประจำและงานอดิเรกของเราก็คือการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔
  • เราไม่อยากไปเกิดเป็นเทวดาเลย เพราะถ้าไปเกิดเป็นเทวดาก็ต้องไปหลงเพลิดเพลินต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์ ทำให้จิตเสื่อมเสียคุณภาพอีก
  • การเจอทุกข์ เผชิญทุกข์ ทนทุกข์ ช่วยให้จิตเข้มแข็ง เป็นการเสริมคุณภาพของจิตอย่างดีมาก
  • สติ จำเป็นมากที่จะมาใช้ในการสู้กับทุกข์ ผู้อ่อนแอในการเจริญสติ จะต้องตกม้าตาย
  • เราเบื่ออดีตที่ไม่เป็นไปดังใจ เราเบื่ออนาคตที่บังคับบัญชาไม่ได้ เราเบื่อปัจจุบันที่มิใช่ตัวเราของเรา
  • ความคิดที่คิดขึ้นมาแล้วไม่สร้างสรรค์ แถมยังนำความทุกข์มาให้นั้น เลิกคิดมันเสีย
  • เราจะมามัวนอนใจ นอนจมอยู่กับสังขารอันแสนทุกข์เข็ญนี้ต่อไปมิได้อย่างเด็ดขาด ต้องรีบละอุปาทาน ถอนความยึดมั่นจากมันเสีย ยิ่งไวเท่าไหร่ยิ่งดี
  • เพลิดเพลินอะไรนัก ยินดีอะไรนัก ในเมื่อโลกนี้ลุกอยู่ด้วยกองเพลิง คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ในขณะที่ท่านทั้งหลายพากันรื่นเริงอยู่ในปากแห่งพระยามัจจุราชอยู่นั้น ผู้มีปัญญาจักษุต่างพากันเร่งรีบประพฤติธรรม เพื่อนำตนพ้นจากทุกข์ทั้งปวงอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลายเทียว
  • ข้าพเจ้าขอส่งบัตรอวยพรอันเปื้อนเลือดมายังท่านทั้งหลายที่กำลังสนุกสนานรื่นเริงอยู่ในปากมัจจุราชด้วยความสลดสังเวชใจยิ่ง
  • สวัสดีจ้ะมัจจุราช เรากำลังรอท่านอยู่อย่างสงบ ในฐานะผู้ที่เตรียมตัวอย่างพรักพร้อมที่จะเผชิญท่านในทุกขณะจิต
  • กายนี้มันก็เป็นสมบัติของโลกแท้ๆ ถึงเวลาที่มันถูกบีบคั้นมากๆ ก็คืนมันให้กลับไปสู่โลกเสีย จะไปหวงแหนเอาไว้ทำไมกับไอ้ของที่ยืมเค้ามาใช้ชั่วคราว
  • ชีวิตของเราได้ถึงความตายมาตั้งแต่วันบวชแล้ว ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะท่านผู้มีเมตตาจิตทั้งหลาย ได้ช่วยสืบต่อไว้ด้วยปัจจัย ๔ สืบมาได้ทีละวันเท่านั้นเอง ฉะนั้น เราจึงเป็นคนตายแล้ว ก็เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าเรายังมีชีวิตอยู่ ก็จะเกิดความทุกข์เดือดร้อนขึ้นมาทันที เพราะว่าเราตายแล้ว
  • จะถืออะไรเป็นความแน่นอนมั่นคงจริงจังกับการสืบต่อของสังขาร จะตายวันตายพรุ่งใครจะไปรู้
  • ยังไม่เข็ดก็หอบของร้อนไว้ต่อไป ถ้าเข็ดแล้วก็รีบทิ้งเสีย
  • มันปวดกันเอง เดี๋ยวมันก็ตายกันเองแหละ ไม่ใช่เราปวด ไม่ใช่เราตาย มันพ้นทุกข์ตรงนี้เอง
  • เวทนาทั้งหลายนั้น มันเสวยกันเอง แล้วมันก็ทุกข์กันเองนั่นแหละ ไม่ใช่เราเสวย ไม่ใช่เราทุกข์ ไปทุกข์ให้มัน ไปทุกข์แทนมันทำไมเล่า
  • สำหรับจิตที่ฟุ้งนั้น มันก็ฟุ้งกันเอง เดือดร้อนกันเอง ไม่ใช่เราฟุ้ง ไม่ใช่เราเดือดร้อน ไปฟุ้งแทนมัน ไปฟุ้งให้มันทำไม
  • อย่ามีตัวกูของกูขึ้นมารับทุกข์แทนมันซิ
  • การเจริญกิจของอริยมรรคนั้น เรามีหน้าที่ทำลูกเดียว ส่วนผลจะออกมาอย่างไร เราไม่เกี่ยว
  • อย่าไปยึดผลแห่งการปฏิบัติธรรมมาเป็นตัวเราของเรา ผลแห่งการปฏิบัติจะเป็นไปในรูปใดก็ทิ้งมันเสียอีก

นิราศนคร (ต่อ ๕)

  • ดับทุกข์ที่ในขณะจิตปัจจุบันก็พอ ไม่ต้องไปดับทุกข์ในขณะอดีต และไม่ต้องไปดับทุกข์ในขณะอนาคต
  • ผู้ที่เป็นวิตกจริต กังวลมาก ต้องเจริญปัจจุบันอารมณ์ให้มากๆ จึงจะแก้ได้
  • เมื่อเห็นทุกข์แล้วก็จงอย่างยินดีในความมี ในความเป็น
  • น่าสงสารชีวิตของผู้ที่เจ็บแล้วไม่จำ สละไม่จริง ทิ้งไม่ขาด พูดได้แต่ทำไม่ได้ คิดได้แต่ไม่กล้าทำ ทำแล้วก็ไม่กัดฟันสู้ให้สำเร็จ เบื่อๆ อยากๆ เขาต้องเวียนวนอยู่ในวัฏฏสงสารอย่างไม่รู้จุดจบ
  • เดินหน้าแล้วอย่าถอยซิเพื่อนรัก กำลังกาย กำลังใจมีเท่าไร จงเบ่งออกมาพิสูจน์กับอุปสรรคให้รู้ดำรู้แดง ผลจะออกมาเกินคุ้มค่าเหนื่อยเชียวเพื่อนเอ๋ย
  • กับดักของโลก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
  • ในเมื่อเห็นว่าโลกนี้เป็นทุกข์ ก็อย่าติดกับดักของโลกเน้อ
  • เราเบื่อโลกตั้งต้นตั้งแต่กายและจิตออกไปเลย
  • ถ้าทำอะไรไม่มีความเด็ดขาด จะเดือดร้อน
  • เราเข็ดขยาดกับโลกเสียแล้ว
  • โลกนี้ปรากฏแก่เราประดุจหลุมถ่านเพลิงที่ไฟลุกโชติช่วงอยู่ กลับปรากฏเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์แก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย ประดุจฝูงแมลงเม่าบินเข้าสู่กองเพลิงด้วยอาการรื่นเริงยินดี ฉะนั้น
  • เราหมดอาลัยตายอยากที่จะไปแสวงหาสถานที่เป็นสุขเสียแล้ว เพราะไปไหนก็ต้องหอบเอาขันธ์ ๕ อันแสนทุกข์เข็ญนี้ไปด้วย
  • เราเลิกคิดที่จะอำนวยความสุขให้กายนี้เกินประมาณเสียแล้ว เพราะถึงบำรุงอย่างไรมันก็นำความเดือดร้อนมาให้อยู่ดี
  • ความบ้าอย่างบัดซบที่สุดก็คือ เราถูกหลอกให้มาเป็นห่วงกังวลต่อกายนี้
  • ถ้าเราไม่ตัดความอาลัยที่มีต่ออารมณ์เหยื่อล่อกับดักของโลกให้อย่างจริงจัง จะต้องกลับมาเกิดอีกแน่นอน
  • เรื่องการเข้าไปยินดียินร้ายในสิ่งทั้งหลาย ไม่ใช่หน้าที่ของเรา
  • ผู้ไม่มีขันติจะเดือดร้อน
  • อยู่ที่ไหน ในฐานะใด ก็ต้องอดทนทั้งนั้น
  • การสร้างบารมีทุกอย่าง จำเป็นต้องใช้ความอดทนมาต่อสู้กับความลำบากเดือดร้อนบ้างเป็นธรรมดา แต่ว่าถ้าหากพยายามทำจนสำเร็จตามที่ตั้งใจได้แล้ว จะเกิดความปีติ รื่นเริง เป็นผลตอบสนองอย่างคุ้มค่าทีเดียว
  • เรายังเป็นทุกข์เดือดร้อนอยู่ เพราะยังไม่วางเฉยทางทวารทั้ง ๖ โดยแท้

นิราศนคร (ต่อ ๖)

  • ถ้าเรายังอาศัย ยังหวัง ความสุขจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้ว จิตเราก็จะอยู่ในระดับที่จะเป็นทุกข์เพราะกายนี้อยู่
  • ดูให้เห็นว่าเวทนาเป็นมายา เวทนาก็มีเกิดมีดับเหมือนกัน
  • เป็นห่วงอะไร กับกายที่ทุกข์แสนเข็ญอย่างนี้
  • ไม่มีความจำเป็นใดเลย ที่เราจะต้องไปตอบสนองเมื่อมีคนมารักเรา หรือเกลียดเรา
  • อย่าเอาจิตไปยึดไปเกาะไปหวังอะไรทั้งสิ้น เพราะว่า แม้แต่หมูในอวยก็ยังกลายเป็นของหมาไปได้
  • ปัญญาที่แท้จริงต้องเรียนจากทุกข์
  • สติที่แท้จริงต้องฝึกจากปัจจุบันอารมณ์
  • ทุกสิ่งทุกอย่างทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา แม้จะทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญ หรือว่าน่าอับอายขายหน้าเพียงไร ก็ถือว่าเป็นบทเรียนแห่งชีวิตที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทั้งสิ้น
  • ถ้าเราหลงเพลิดเพลินยินดีเป็นสุขกับสิ่งใดละก้อ ภายหลังจะต้องชดใช้คืนเป็นทุกข์โทมนัสในจำนวนที่เท่ากับความสุขที่ได้รับอย่างไม่ขาดตกบกพร่องทีเดียว
  • ธรรมชาติทั้งมวลให้ความเป็นธรรมแก่สรรพสัตว์เสมอ หากแต่ว่าสิ่งที่ลำเอียงก็คือใจมนุษย์เอง
  • กรรมลิขิตชีวิตมนุษย์ก็จริงอยู่ แต่ความสุขและความทุกข์ในใจของผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้ลิขิตเอาเอง
  • เราจะบวชเอาพ้นทุกข์ หรือจะบวชเอาคนศรัทธา
  • คนโง่เขลาเบาปัญญาทั้งหลาย ย่อมถือตัวอวดตัวเย่อหยิ่งถือดี ในความมั่งคั่ง ในความอุดมสมบูรณ์แห่งโภคสมบัติของตน เขาย่อมไม่ล่วงรู้ถึงการที่ตนเองกำลังสนุกสนานรื่นเริงอยู่ในปากแห่งพระยามัจจุราชแม้แต่นิดเดียว
  • ปุถุชนทั้งหลายยังเป็นผู้ไม่เห็นโทษอันใหญ่หลวงของกาม ย่อมจินตนาการไม่ออก ไม่เข้าใจ ถึงสภาพจิตของพระอริยเจ้า ที่ท่านไม่มีความต้องการด้วยกาม
    ส่วนพระอริยะทั้งหลายเป็นผู้เห็นโทษอันใหญ่หลวงของกามอย่างแจ่มแจ้งด้วยตนเอง ย่อมไม่มีความสงสัยต่อดวงจิตที่ไม่มีความต้องการด้วยกาม ไม่ต้องการสุขเวทนาจากการบริโภคกาม เพราะท่านเป็นผู้หน่ายกามด้วยดวงจิตของตนเองแล้วนั่นเอง
    ฉะนั้น ปุถุชนทั้งหลายย่อมเกิดความลังเลสงสัย ต่อดวงจิตอันน่าศรัทธาของพระอริยเจ้าทั้งหลายเสมอไป
  • สิ่งใดที่ซื้อได้ด้วยเงินตรา จะเป็นจุดอ่อนให้มารร้ายทั้งหลายหยั่งลงได้
  • ผู้มีฤทธิ์ มีเดช มีเกียรติ มีอำนาจ มีศักดิ์ศรี มักจะเหลิง และไปทำกรรมชั่วได้ง่ายดายนัก
  • เพียงแค่รู้เท่านั้น อย่าไปเสวยมัน ถึงแม้แต่รู้ก็สักว่ารู้ โดยมีปัญญาเห็นโทษอยู่ตลอด ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง
  • ถูกหลอกแล้ว ที่ไปติดกายตนเอง ติดกายผู้อื่น
  • ถ้าเราเข้าไปยึดอนาคตที่จะได้ดีมีสุขว่าเป็นของเรา อนาคตที่จะทุกข์เดือดร้อนก็จะติดมาด้วย ทำให้เราต้องเป็นทุกข์กังวลกับอนาคตไม่รู้จบ

นิราศนคร (ต่อ ๗)

  • อนาคตทุกช่วง ไม่ใช่ตัวเราของเรา
  • ถ้าตั้งใจจะแสวงหา ลาภสักการะ เกียรติยศชื่อเสียง และการกราบไหว้บูชาของตระกูล ก็จงนั่งลงแล้วเริ่มร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดยังจะดีกว่า
  • ปุถุชนทั้งหลาย สัมผัสกับอะไรก็จะเสวยท่าเดียว ส่วนพระอริยะนั้น สัมผัสกับอะไรก็สักแต่ว่ารู้ ไม่เสวย
  • อย่าปล่อยให้สิ่งสวยงาม สะดวกสบาย น่ารื่นเริงใจ ในโลกนี้ มาหลอกให้เรารู้สึกว่าโลกนี้เป็นสุขขึ้นมาได้
  • โลกนี้หรือใช่มีเพียงทรามวัย ธรรมะที่รู้แจ้งขึ้นมาที่ใจมีค่ากว่าเธอ
  • พี่นี้ไม่มีสมบัติพัสถาน

จบธรรมภาษิต ตอน “นิราศนคร”

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๓๗ ขณะที่มากด้วยการกำหนดสติหยั่งรู้ทุกขเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในช่วงเวลาที่ไปเข้าบำเพ็ญกรรมฐาน หลังฝนซา พายุหาย ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ความดีของธรรมะชุดนี้ ขอบูชาพระคุณของพระรัตนตรัย ที่ให้ความร่มเย็นแก่มวลมนุษยชาติมาช้านาน

ธรรมะชุดนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สัตว์ทั้งปวงไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรสแล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวง โดยทั่วหน้ากันเถิด

พระชุมพล พลปฺโ
๑๐-๒๘ มกราคม ๒๕๓๗