คำนำ
พระพุทธศาสนาเป็นขบวนการแห่งกัลยาณมิตร คือขบวนการแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูล ช่วยกันไป ช่วยกันมา ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดังมีคำกล่าวในการพึ่งกันระหว่างภิกษุกับคฤหัสถ์ไว้ว่า คฤหัสถ์ที่ดี ต้องให้อามิสทาน คือปัจจัย ๔ ในการดำรงชีวิตแก่ภิกษุ เนื่องจากท่านไม่สามารถหาเองได้ ส่วนภิกษุที่ดีก็ต้องให้ธรรมทานแก่คฤหัสถ์ เนื่องจากคฤหัสถ์ เป็นผู้ต้องทำมาหากิน มีกิจมากธุระมาก ไม่มีเวลาว่างในการมาศึกษา ค้นคว้า ธรรม ให้ละเอียดแยบคายได้เท่าภิกษุ
ฉะนั้น การให้ธรรมเป็นทาน จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยให้ขบวนการแห่งการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลของกัลยาณมิตรดำเนินไปได้ ซึ่งนับแต่ครั้งพุทธกาลเป็นต้นมา พระธรรมกถึกทั้งหลาย ก็พยายามขวนขวายในการแพร่กระจาย ขยายธรรม จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง จากชนกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง จากชนชาติหนึ่งไปยังอีกชนชาติหนึ่ง ซึ่งยังผลให้เกิดการสืบต่อ ต่อเนื่อง แพร่กระจาย ขยาย เจริญ ยั่งยืน มั่นคง แห่งพระพุทธศาสนา ตราบเท่าทุกวันนี้
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ศาสนาของพระองค์อุปมาเปรียบประดุจ สุริยัน จันทรา ถ้ายิ่งปกปิดก็ยิ่งเศร้าหมอง ยิ่งเปิดเผยก็ยิ่งสว่างกระจ่างแจ้ง
ผู้เขียนซึ่งแม้จะสำนึกว่าตนยังไม่สมบูรณ์ด้วยคุณวุฒิและคุณธรรมจึงมีศรัทธาที่จะร่วมขบวนการแห่งการเปิดเผยธรรมของพระพุทธองค์ ซึ่งมีคุณสมบัติอันประเสริฐที่น่าซาบซึ้งใจอยู่ข้อหนึ่งคือ เอหิปัสสิโก ซึ่งแปลว่า ธรรมะของพระองค์เป็นของที่ควรเรียกผู้อื่นมาดู
ผู้เขียนจึงได้พยายามขวนขวายดำเนินงาน เพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ซึ่งมีมากมายประดุจน้ำในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นชิ้นงานเล็กน้อย ซึ่งเป็นไปตามกำลังสติปัญญา และบารมีของผู้เขียนซึ่งมีอยู่น้อยนิดเหลือเกิน
หนังสือเล่มนี้เป็นชิ้นงานเล็กน้อย แต่อัดแน่นไปด้วยความเมตตา ปรารถนาดี ความจริงใจ ปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านอย่างเต็มเปี่ยม
ถ้าหนังสือเล่มนี้สามารถเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่ช่วยให้องค์กรแห่งกัลยาณมิตรดำเนินไปสักเล็กน้อย ข้าพเจ้าก็ดีใจมากแล้ว
ชิ้นงานนี้ ถึงแม้จะไม่สามารถช่วยให้ใครบรรลุธรรมได้ แต่ถ้าสามารถช่วยให้คนมีศรัทธาต่อพระรัตนตรัยเพิ่มขึ้นได้สักนิด ก็ชื่อว่ามีผลประโยชน์เกินคาด
ผู้เขียนเป็นคนมีวาสนาน้อย ฉะนั้น ความปรารถนาให้บังเกิดประโยชน์แก่ตนจึงมีไม่มาก ส่วนความปรารถนาที่จะตอบแทนคุณ สนองคุณ บูชาคุณ ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีเปี่ยมล้นมากกว่า
ฉะนั้น คุณความดีของหนังสือเล่มนี้ ถ้าหากยังมีอยู่เพียงสักนิด ก็ขอถวายบูชาแทบเบื้องยุคลบาท ของพระบรมศาสดาผู้เสด็จออกบวชจากศากยสกุล ผู้ทรงพุทธสิริ ประกอบด้วยพระมหาปุริสลักษณะอันมงคลตั้งร้อย ทรงเป็นพระบรมครูของเทวดาและมนุษย์ ทรงเป็นประดุจนัยนาของโลก พระมหาปัญญาธิคุณของพระองค์ประดุจห้วงมหรรณพ พุทธฉายาของพระองค์แผ่ความร่มเย็นเป็นสุขไปตลอดหมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล
ความผิดพลาดที่มีอยู่ ข้าพเจ้าขอน้อมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว
ต้องขอขอบคุณและขออนุโมทนา ท่านผู้มีส่วนในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ซึ่งเสียสละ ด้วยศรัทธาอย่างชนิดปิดทองหลังพระจริงๆ
ธรรมะที่ข้าพเจ้าบันทึก ตั้งใจให้เป็นธรรมทาน ไม่คิดครอบครองเป็นของตน ขอคืนธรรมะให้กับธรรมชาติ จึงไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้เอาไปพิมพ์ ให้จุดธูป ๙ ดอก อธิษฐานขอต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาเอง
บุญกุศลจากหนังสือเล่มนี้ และบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาทุกภพทุกชาติ ข้าพเจ้าขออธิษฐานให้ท่านผู้ประเสริฐที่มีส่วนในการบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาทั้งหลาย จงมีสุขภาพแข็งแรง เจริญรุ่งเรือง คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา สำเร็จเป็นอัศจรรย์เหนือมนุษย์ทั้งปวง ทุกท่าน
ขอให้ภิกษุและนักบวชทั้งหลาย อย่าได้ขาดแคลนซึ่งปัจจัย ๔ ในการประพฤติธรรม ดำรงชีวิต
ขอให้พระพุทธศาสนาจงเจริญรุ่งเรือง เป็นร่มเงาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวงได้คลายร้อน
ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด
ขอให้พระนามว่า "พุทโธ" ดังนี้ จงเป็นที่เคารพเทิดทูนแก่สรรพสัตว์ไปชั่วกัลปาวสาน
ขอให้พระมหาเถร ผู้เป็นขีณาสพทั้งหลาย ได้รับการเคารพ ศรัทธาจากมหาชน แล้วได้โอกาสยกย่องพระพุทธศาสนาให้เจริญถาวรมั่นคงปรากฏไปชั่วกาลนานเทอญ
อิมัง สัจจะ วาจัง อะธิษฐามิ
พระชุมพล พลปฺโ
๑ สิงหาคม ๒๕๔๓
ธรรมภาษิต ตอน "มืด..เงียบ..และอิสระ"
โดย พระชุมพล พลปฺโ
๑๖ มิ.ย. ๒๕๔๒
- ศาสนาไม่ใช่ของคนมีบารมีสูงเสมอไป แต่เป็นของคนทุกประเภท ฉะนั้น บางครั้งก็ต้องใช้กิเลสมาล่อให้คนสร้างความดีในทางศาสนา
บางทีเราไม่สามารถทำให้คนหมดจดบริสุทธิ์ทีเดียวได้ แต่ถ้าทำให้เค้าชั่วน้อยลงได้ ก็นับว่าใช้ได้แล้ว
หรือสามารถเปลี่ยนให้เค้ามาทำชั่วน้อย แทนที่จะไปทำชั่วมากได้ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
- ปัญหาทั้งปวงอยู่ที่ใจไม่วาง ไม่ใช่อยู่ที่เพศ ไม่ใช่อยู่ที่ฐานะ ตำแหน่ง หรือ อาชีพ
ปัญหาทั้งมวลมี ปัจจุบันอารมณ์ เป็นตัวแก้
- สัตว์ทั้งปวงทั้งตัวเรา ทั้งตัวผู้อื่นย่อมเป็นไปตามกรรม, วางอุเบกขาต่อตนเอง ต่อผู้อื่นได้ ก็พ้นทุกข์
- อย่ารอเวลา จงดับทุกข์ที่นี่เดี๋ยวนี้ ดับไฟที่นี่เดี๋ยวนี้ อาจใช้น้ำแค่ถังเดียว มัวนั่งรอรถดับเพลิงอาจทำให้ไฟลุกลามจนดับไม่ได้
- อยากรู้ จึงสงสัย สงสัยเพราะอยากรู้
ไม่อยากรู้ ไม่สงสัย หมดสงสัย เพราะไม่อยากรู้
- อารมณ์ ย่อมสงบบ้าง วุ่นวายบ้าง ดีบ้าง ชั่วบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง การปฏิบัติธรรมไม่ได้ปฏิบัติเพื่อแสวงหาอารมณ์ แต่แสวงหาความไม่ติดในอารมณ์ทั้งปวง
- มรณสติ (การระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์) ช่วยยกระดับจิตปุถุชนให้เป็นพระโสดาบัน ช่วยยกระดับจิตพระโสดาบันให้เป็นพระสกิทาคามี ช่วยยกระดับจิตพระสกิทาคามีให้เป็นพระอนาคามี ตราบใดที่ยังไม่เป็นพระอนาคามี ก็ยังต้องเจริญมรณสติอย่างหนักหน่วงไปตลอด
- การประเมินผลตัวเอง เป็นวุฒิภาวะของจิต
- การเจริญสติให้มากจะช่วยให้จิตอยู่กับปัจจุบันอารมณ์สามารถแก้ปัญหาทั้งปวง โดยไม่ต้องอาศัยเหตุผล
- การปฏิบัติธรรมเพื่อกลับคืนสู่ตัวเอง ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน สติปัฏฐานทั้ง ๔ คือกลวิธีที่จะนำจิตกลับคืนสู่ตัวเอง
- สิ่งที่พูดออกมาได้ เขียนออกมาได้ ไม่ใช่ธรรมะของแท้ ธรรมะของแท้ ต้องบรรลุแล้วเห็นเอง ต้องปฏิบัติจนสามารถละวางได้เองคือธรรมะของแท้ เพราะว่าธรรมะแท้คือตัวละ ไม่ใช่ตัวรู้ ตัวพูด หรือตัวเขียน
- คลื่นลูกใหม่ทยอยไล่คลื่นลูกเก่าฉันใด คนรุ่นใหม่ก็ทยอยไล่คนรุ่นเก่าฉันนั้น ด้วยกำลังกายของเรานั้นเสื่อมถอยลงไปทุกวัน ฉะนั้นเราไม่มีทางจะชนะคนรุ่นใหม่ ได้ด้วยกำลังกายเลยเราจะสามารถชนะคนรุ่นใหม่ได้ก็ด้วย กำลังคุณธรรม กำลังปัญญา และกำลังบารมีที่สร้างสมอบรมมาเท่านั้น
- ทฤษฎีเศรษฐกิจที่ว่า ในช่วงเวลาเศรษฐกิจขาขึ้น ต้องเอาประโยชน์ให้มากที่สุด ส่วนช่วงเวลาเศรษฐกิจขาลง ให้เจ็บตัวน้อยที่สุด เป็น SOFT LANDING
ในชีวิตคนนั้นเวลาดวงขึ้นต้องตักตวงเอาผลประโยชน์ทางการสร้างบุญบารมีให้มากที่สุด ส่วนเวลาดวงตกต้องเจ็บตัวเจ็บใจน้อยที่สุด โดยถือเป็นโอกาสดีในการพิจารณาไตรลักษณ์ไปในตัว
- จงเอาปัจจุบันอารมณ์เป็นใหญ่ อย่าตกไปสู่อารมณ์แห่งอดีต อนาคต กำหนดสติในการเคลื่อนไหวของกายให้แยบคาย จะช่วยนำจิตออกมาจากโลกแห่งมายาของอดีต อนาคตได้
- กาลเวลา คือ อาวุธทรงประสิทธิภาพที่มีอานุภาพการใช้งาน และอานุภาพการทำลายที่หลากหลาย และรุนแรงที่สุด
บุคคลผู้มีจิตใจเยือกเย็น มีความอดทนหนักแน่นสูงเท่านั้นที่จะได้อาวุธชนิดนี้ไว้ในครอบครองและใช้งานมันได้ผล
- คนเรามันศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่ศักดิ์สิทธิ์ที่คำพูด
- อุปสรรคคือสิ่งที่จะช่วยให้เราแข็งแกร่งและมีค่าขึ้น ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
- จงระวังว่ากิเลสมันจะเอาตัวรู้มาหลอกล่อเรา เราก็เลยหลงไปตามตัวรู้ จนลืมตัวละ อันเป็นแก่นของพระศาสนาที่จะพาเราไปสู่ความพ้นทุกข์ทั้งปวง
- ปัญญาอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้เราตัดกิเลสเป็นสมุท-เฉทประหารได้ ต้องอาศัยบารมีทั้ง ๑๐ ประกอบกันทุกตัว คือทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ฉะนั้นเราควรสำรวจตนอยู่เสมอว่า ยังขาดบารมีข้อไหนบ้าง แล้วพยายามเติมให้เต็ม ฝึกให้บังเกิดครบทั้ง ๑๐ ให้ได้อยู่เสมอ
มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๑)
- จงสร้าง จงวางระบบไว้ บุคคลย่อมพราก ย่อมจาก ย่อมตายไป แต่ระบบจะอยู่ได้
- เราไม่กลัวจิตตกหรอก กลัวแต่ว่าจะหมดความเพียร เราไม่กลัวการพลาดพลั้งหรอก กลัวแต่การขาดกำลังใจที่จะฮึดสู้
- ชีวิตเราผิดพลาดมาตลอด เพียงแต่โชคดีอยู่หน่อยตรงที่ว่าเมื่อผิดพลาดในสิ่งใดแล้ว เราจะพยายามไม่ให้ผิดพลาดในสิ่งนั้นเป็นหนที่สอง
- ความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย การทำผิดยอมรับผิด เปิดเผย ความผิดตัวเองไม่ปกปิด นั่นแหละ จะช่วยตนเองยามคับขันเป็นตายได้
- ขอให้ข้าพเจ้าไม่เห็นความผิดของคนอื่น ขอให้ข้าพเจ้าเห็นความผิดของตนเอง ขอให้ข้าพเจ้าเห็นความดีความชอบของคนอื่น ขอให้ข้าพเจ้าไม่เห็นความดีความชอบของตนเอง ขอให้ข้าพเจ้าเห็นว่าตนเองเป็นผู้ต้องแก้ไขและพัฒนาอยู่เสมอ ขอให้ข้าพเจ้าไม่หยุดยินดีในความดีเล็กน้อย ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ใฝ่สร้างความดีให้ยิ่งขึ้นเสมอ ขอให้ข้าพเจ้าไม่เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มของผู้เย่อหยิ่งจองหองพองขน
- เราไม่คิดว่าอะไรจะทำให้เราร่ำรวยได้ยิ่งกว่าความมักน้อยสันโดษ เพราะมันจะสร้างตัวพอขึ้นให้ในจิตใจ พอเมื่อไหร่ก็รวยเมื่อนั้น ถ้าไม่พอต่อให้มีเงินหมื่นล้านก็ยังจนอยู่
- ไม่มีอะไรพอดีหรอกในโลกนี้น่ะ มีแต่มากไปน้อยไปทั้งนั้น จงทำใจเราให้รู้จักความพอดีก่อนแล้วโลกนี้จะพอดีไปเอง
- คนเราถ้าพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ก็จะเป็นสุข ถ้าเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนที่เหนือกว่ามาก ๆ จะเป็นทุกข์
- เราจะหวังให้ใครมาซื่อสัตย์ จงรัก ภักดีต่อเรา ก็แม้แต่กายที่เราประคบประหงมทุกวัน ต่อไปมันก็จะทรยศหักหลังเราจนได้
- เราเป็นพระจะต้องเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้ญาติโยมฉุดรั้งไปตามอำเภอใจ
- จงอยู่เฉย ๆ แล้วเป็นไปตามธรรมชาติของตัวเอง
- เพราะความอยากเด่น จึงอายตัวเอง
- ผู้ไร้อวิชชาพวกเดียวเท่านั้น จึงจะอยู่เป็นสุข
- ตรงไหนเป็นทุกข์ให้กำหนดหยั่งรู้ดูตรงนั้นแหละ จะมีทั้งปัญหา และวิธีแก้ปัญหาอยู่ในที่เดียวกัน เพราะว่าปัญหาทั้งหลายย่อมบอกวิธีแก้ตัวมันเอง แก่ผู้มีความเพียรเพ่งพินิจด้วยปัญญาและความเยือกเย็นแยบคายเสมอมา
- คนเราเริ่มต้นหัดโกหกคนอื่นก่อน ต่อมาวิบากกรรมก็จะย้อนมาบังคับคนชอบโกหกนั้นไม่ให้เห็นสัจจะความจริงทั้งหลาย เขาผู้นั้นจึงถูกจิตตัวเองโกหก ทำให้ต้องคิดอะไรผิดพลาดจนตัดสินใจทำอะไรที่เป็นโทษแก่ตัวเองอย่างมากมาย โดยไม่มีปัญญาเข้าใจได้เลยว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นจะนำความฉิบหายเสื่อมเสียมาสู่ตนเองภายหลัง
ฉะนั้นผู้หวังความสวัสดีแก่ตนเอง จงอย่าฝึกฝนตัวเองให้ชำนาญในการโกหก เพราะจะนำความฉิบหายใหญ่หลวงมาให้ในภายภาคหน้า
- ความซื่อตรง มีสัจจะ จะช่วยให้ปัญญาของคนผู้นั้นมองเห็นเหตุผลต่าง ๆ อย่างชัดแจ้งตรงไปตรงมา เป็นประโยชน์แก่การเจริญก้าวหน้าของการหยั่งรู้สัจจธรรมทั้งปวงที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต ซึ่งคนที่ไร้ความซื่อตรงไร้สัจจะ ไม่อาจมองเห็นได้เลย
- ความยึดมั่นอุปาทานของจิตต่อสิ่งใดก็ตาม จะชักพาให้จิตเข้าสู่ทางแคบ ทางตัน จนทำให้ จิตถูกบีบคั้น แล้วเกิดความทุกข์ใจลำเค็ญขึ้นมา
- ไม่เป็นไรที่บางช่วงในชีวิตเราต้องเจอความผิดหวังบ้าง เพราะว่าความผิดหวังทุกครั้ง สร้างกำไรในทางปัญญาให้แก่ตนเสมอ
- จิตที่ถึงพร้อมไปด้วยจาคะคือความสละนั้น ย่อมจะก้าวขึ้นไปสู่ความเจริญที่ไม่มีโอกาสเสื่อมเลย
- ตัวละนี่เองที่นำพาจิตไปสู่นิพพาน
มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๒)
- การบรรลุนิพพานคือการสิ้น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม จงสำเหนียกให้ดีว่า ต้องสิ้นกรรมด้วย
- ผู้ที่ยังมีอุปาทาน ยึดมั่นในตัวกู-ของกู คือผู้ที่พร้อมที่จะพลาดท่าได้เสมอ ในประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน
- ตราบใดที่ยังมีอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็ชื่อว่ารากเหง้า และสาเหตุแห่งความเดือดร้อนก็ยังมีอยู่พร้อมมูล
- จงอยู่อย่างธรรมดา และยินดีในความเป็นธรรมดาของตน
- ผู้มีอำนาจ มีเกียรติ มีเดช ย่อมสามารถทำงานใหญ่ได้ แต่ว่า ผู้มีอำนาจ มีเกียรติ มีเดช ไม่ใช่ว่าจะต้องถูกเสมอไป
ฉะนั้นผู้ถูกต้องเป็นธรรม ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำงานใหญ่ได้
- เรื่องราวในโลกไม่ใช่ว่าจะต้องสำเร็จสมบูรณ์เพื่อเราไปเสียทุกเรื่องนี่นา
- ผู้ที่ปรารถนาความพ้นโลก จะต้องวางแผนการต่าง ๆ โดยที่ไม่มีความคิดที่เป็นห่วง หวงแหนในผลประโยชน์ของตนในทุกกรณี
- ความเห็นแก่ตัวทำให้โลกเอียง
- เราขอยอมแพ้ต่อภาษามนุษย์ ว่าเราไม่สามารถเรียนรู้รอบอย่างถี่ถ้วน จนสามารถใช้มันอย่างพิสดารถูกต้องสมบูรณ์ได้
- ความใจร้อน แสดงออกให้เห็นซึ่งความอ่อนหัดของตัวเรา
- ผู้ที่จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนจริงเท่านั้น
- อัสมิมานะ คือความยึดมั่นในตน ย่อมนำมาสู่ความหลง ความหลงย่อมนำมาสู่ความโลภ และความโกรธ ซึ่งจะนำไปสู่ความทุกข์ใจทั้งหลาย
- ความหิวโหยกระหายทางจิตจึงเกิดความถือครองขึ้นมา เพราะความถือครองจึงเกิดความหวงแหน เพราะความหวงแหนจึงเกิดความยึดมั่นถือมั่นอุปาทาน เพราะฉะนั้นอุปาทานจึงเกิดต่อเนื่องมาจากความยินดียินร้ายขณะกระทบอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง ดังต่อไปนี้
ความยินดียินร้ายขณะกระทบอารมณ์ นำมาสู่ ความหิวโหยกระหายทางจิต นำมาสู่ ความถือครอง นำมาสู่ ความหวงแหน นำมาสู่ ความยึดมั่นถือมั่นอุปาทาน นำมาสู่ อัสมิมานะ (ความถือตัวถือตนยึดมั่นในตัวกูของกู) นำมาสู่ ความหลง นำมาสู่ ความโลภ ความโกรธ นำมาสู่ ความทุกข์ใจทั้งหลาย
- ผู้ที่ไม่ยินดีในความเรียบง่ายก็คือ ผู้ที่ยินดีในการบำรุงบำเรอปรนเปรอ ตอบสนองกิเลสตัณหาตัวเอง
- บุคคลที่มีจิตยินดี ในความเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม คือผู้มีสมบัติมหาศาลอยู่ประจำตัว
- เหตุการณ์ไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่จงอย่าได้ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค
- เราห้ามอุปสรรคไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่เมื่อเจออุปสรรคแล้วเราพยายามแก้ไขไปในทางที่ดีที่สุด ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้วละ
- เรื่องหน้าแตกใด ๆ เราก็ต้องฝึกทนให้ได้ เพราะว่าในอนาคตเราก็ต้องมีโอกาสพานพบเรื่องหน้าแตกอีกมากมายนัก
- จงอย่าทำลายสมรรถภาพทางจิตของตนเอง โดยการนำเรื่องราวในอดีตมาทุกข์ตรม ขมขื่น น้อยเนื้อ ต่ำใจ โศกเศร้า เคล้าน้ำตา
- อดีตคือสิ่งที่เราต้องลืม และอนาคตก็คือสิ่งที่เราต้องไม่อยากรู้ ผู้ที่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดนั่นเอง คือสุดยอดของพรแห่งสวรรค์แล้ว
มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๓)
- สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป โลกนี้ คือละครอย่ายึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง สิ่งทั้งปวงทั้งรูปธรรม นามธรรม บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ควรยึดมั่น ควรปล่อยวางเสีย หนักนัก วางเสีย ทุกข์นัก วางเสีย ร้อนนัก วางเสีย
- โลกนี้ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้น ที่ดับไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ น่าสังเวชมาก ฉะนั้นสิ่งทั้งปวงในโลก จึงไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรละวางความยึดมั่นต่อสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ ทั้งรูปธรรม นามธรรม
- จงดูสัตว์โลก ผู้ถูกความหลงครอบงำ ไม่มีหัวคิดนำพาชีวิตตัวเองไปสู่ทางเจริญ จงเห็นโทษ ในความหลงมัวเมาโลกของสรรพสัตว์ ความตายย่างกรายใกล้ตัวเองเข้ามาทุกวัน แต่ยังประมาทมัวเมาอยู่ หลงเพลิดเพลินอยู่ในปากมัจจุราช สนุกสนานยินดีในบ่วงมาร เมื่อเราเข้าใจว่าชีวิตไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ก็ควรแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิตกันได้แล้ว อย่าปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปเปล่า ๆ เลย
- บุคคลที่จะประกอบกิจการใหญ่ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ไม่สามารถจะใช้แค่ปัญญาอย่างเดียว จำเป็นจะต้องมีบารมีทางเดชด้วย
คำว่าบารมีทางเดช หมายถึง เรามีบารมีเพียงพอที่จะเป็นพลังผลักดันให้สามารถต่อสู้อุปสรรค เรามีพลังที่จะเป็นที่เกรงขามแก่คนรอบข้าง เรามีพลังที่จะทำให้คนรอบข้างมีความเห็นพ้องต้องกับเราไม่คอยขัดขวางขัดแย้งจนเราไม่สามารถดำเนินกิจการตามอุดมคติของเราได้ เรามีพลังที่จะทำให้ศัตรูยอมศิโรราบไม่กล้ามาต่อกร เรามีพลังเพียงพอที่จะชักจูงบริวารของเราให้ซื่อสัตย์จงรักภักดี ไม่คิดคดทรยศและยินดีในการช่วยเหลือเราจนสุดกำลัง
ฉะนั้นบารมีทางเดชก็คือสิ่งที่จะช่วยให้สิ่งที่เราคิดขึ้นมาด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมนั้นสำเร็จลุล่วงไปเป็นจริงเป็นรูปธรรมออกมาได้ ไม่เป็นเพียงแค่โครงการในอากาศธาตุ ฉะนั้นเราจึงควรสั่งสมบารมีทางเดชติดตัวไว้บ้างอย่างไม่น่ามองข้าม
วิธีการสร้างบารมีทางเดชมีได้หลายประการ เช่นพยายามแสดงออกซึ่งการเคารพบูชาต่อบุคคลหรือสิ่งที่สูงด้วยคุณความดีอยู่เสมอ การพยายามป้องกันขัดขวางไม่ให้สิ่งที่สูงด้วยคุณความดีถูกเหยียดหยาม ดูถูกทำลาย การพยายามช่วยเหลือให้สิ่งที่สูงด้วยคุณความดี ได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชายิ่ง ๆ ขึ้นไป ทำได้ดังนี้ให้เป็นนิสัยทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมจะเกิดบารมีทางเดชขึ้นอย่างแน่นอน
- ความรักก็คือความโง่นั่นเอง ถ้าหากเราไปเทิดทูนความโง่เห็นเป็นของน่าภาคภูมิใจ เมื่อไหร่จะหลุดพ้นไปได้
- เราจะไปบังคับให้คนที่มีจิตใจไม่สะอาด พูดเรื่องสะอาดออกมาจากปากจะได้อย่างไรล่ะ
- ข้าพเจ้าให้ของขวัญแก่ตนเองทุกทุกวันด้วยการไม่ทำความชั่ว
- ความโลภย่อมขุดหลุมพรางไว้ แล้วนำพาชีวิตให้ตกไปสู่ความฉิบหาย ความโลภย่อมไม่ทำให้ใครบรรลุสุขที่แท้จริง เพราะว่าความโลภย่อมสร้างความหิวกระหายให้แก่จิตของบุคคลผู้นั้น เมื่อจิตหิวกระหาย ก็เหมือนกับต้องไปวิ่งแข่งในสนามที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เหน็ดเหนื่อยเพียงใด ก็ไม่มีที่ให้พักได้ เพราะความกระหายแห่งจิตทำร้ายเอา
- เดิมทีจิตเรามีพร้อมซึ่งอุปาทาน ความยึดมั่นว่าตัวกูของกู เราจะต้องแสวงหาจิตที่ไร้อุปาทาน แล้วดำรงค์ความไร้อุปาทานนั้นไว้จนวันตาย
- มีปัญหาให้ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ แก้ทีละเปลาะ ปัญหาจะคลี่คลายไปเอง อย่างเพิ่งร้อนรนใจ มิฉะนั้นจะแก้ไม่ได้
- คนเราจะรวยจะจนก็อยู่ที่วาสนา คนมีวาสนาจนไม่นาน คนไร้วาสนารวยไม่ยืด ฉะนั้นพยายามสร้างวาสนาไว้ คือ การสร้างบุญกุศล การบูชาพระรัตนตรัยด้วยความศรัทธา การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ประพฤติธรรม การยินดีเมื่อผู้อื่นสร้างความดีหรือได้ดี และการไม่ขัดขวางการสร้างความดีของผู้อื่น กระทำสิ่งทั้งปวงที่กล่าวไว้ข้างต้นให้เป็นนิสัย ก็จะพอกพูนวาสนาของตนไปเอง
- จงแสดงละครไปตามบทบาทเพื่อกระทำหน้าที่ให้สำเร็จ แต่อย่าไปยึดมั่นอะไรเป็นจริงเป็นจังสักอย่าง
- จงมีชีวิตและจิตใจที่พร้อมจะยอมรับสภาพความเปลี่ยนแปลงทุกเมื่อ
- กระแสธารแห่งเหตุปัจจัยกำลังดำเนินไปไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา อยู่ในสิ่งใด เพราะว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา
- บอกความไม่มีตัวกูของกูให้โลกรู้
- เอาแค่หมดอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็พอแล้ว ไม่ต้องเป็นอะไรก็ได้ ไม่ต้องมีอะไรก็ได้ ไม่ต้องสำเร็จอะไรก็ได้ สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดก็ได้
- ภาพความจริงก็คือ ชีวิตจะต้องมีอุปสรรค ต้องมีบททดสอบ ต้องมีขวากหนาม ส่วนภาพวิมานในฝันก็คือ ชีวิตราบเรียบ ราบรื่น ไร้อุปสรรค
ผู้ที่ปล่อยให้จิตไปฝันใฝ่ฝันเฟื่อง กับภาพวิมานในฝันมาก ๆ จะต้องประสบความเจ็บปวดเดือดร้อน เป็นร้อยเท่าพันทวี เมื่อภาพความจริงปรากฏให้เห็นตามธรรมดา ธรรมดาของมัน เหมือนภาพฝนตกแดดออก
ฉะนั้น อย่าจงใจทำร้ายทำลายให้จิตใจตนเองพิการ โดยการปล่อยจิตให้อยู่แต่กับภาพวิมานในฝัน ซึ่งเป็นจริงไปไม่ได้
- จงภูมิใจในคุณค่าของการปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด มากกว่าภูมิใจในผลงานที่ออกมาดีที่สุด
- เราสนุกสนานกับการได้ปล่อยวางมากกว่าการได้ยึดมั่นถือมั่น
- อย่าคิดว่าจะไปไหน อย่าคิดว่าจะไปทำอะไร
มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๔)
- จงสร้างบุญบารมี ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้เต็มที่ให้ดีที่สุด แล้วอนาคตจะมีทางออกที่ดีไปเอง
- ขอให้เราพึงรักษาความบริสุทธิ์สะอาดแห่งจิตไว้ แม้ว่าจะต้องเป็นผู้เสียเปรียบทุกกรณีก็ตาม จงอย่ายอมรับความได้เปรียบถ้าต้องได้มาด้วยความสกปรก ไร้ศีลธรรม และไม่ซื่อตรง
- ความสละช่วยให้โอกาสและทางเลือกของชีวิตเราเปิดกว้างมากเหลือเกิน เปิดกว้างเหมือนกับนกที่มีอิสระเสรี ในท้องฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
- ถึงเราไม่มีสมบัติอะไรเลย แต่ถ้ามีแค่ความซื่อตรงก็น่าพอใจ
- ไม่ได้ผิดตรงที่ความเกิดหรือความตาย แต่ผิดตรงที่มีอุปาทาน
- ในสายตาบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั้น การได้และการเสีย เป็นมายา ซึ่งมีค่าเท่ากัน
- ชีวิตที่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณต่อผู้มีพระคุณก็ถือว่าเป็นชีวิตที่มีค่ายิ่ง
- อยู่ ๆ จะได้บรรลุความสิ้นกิเลสอย่างโชคช่วยเหมือนลาภลอยนั้นเป็นไปไม่ได้ ต้องปลงปัญญา เห็นขันธ์ ๕ ไปในทางไตร-ลักษณ์อย่างแจ่มแจ้งจนหมดอุปาทานจริง ๆ จึงจะบรรลุได้
- คนทั้งหลายในโลกนี้ อาจเดินทางไปในทิศทางต่างกัน เช่นไปทางใต้ ทางเหนือ ทางตะวันออก ทางตะวันตก แต่ทุกคนล้วนมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือ ไปป่าช้าเหมือนกันทุกคน
- ทุกครั้งที่จิตจะเข้าสู่สมรภูมิรบพุ่งกับกิเลส บารมีทั้ง ๑๐ ทัศ จะคอยเป็นกองหนุน กองเสบียงเสริมกำลังแก่ดวงจิตตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผู้มุ่งความหลุดพ้นไม่ควรละเลยที่จะสร้างสมอบรมบารมีทั้ง ๑๐ ทัศเลย
- เมื่อเจริญสติจนไพบูลย์ ย่อมจะเกิดความแน่นหนามั่นคงของจิตที่จะรับรู้เฉพาะปัจจุบันอารมณ์ขณะหนึ่งขณะหนึ่งเท่านั้น ขณะนั้นภาวนามยปัญญาก็จะเห็นแจ้งซึ่งความเกิดดับขณะหนึ่งขณะหนึ่งของขันธ์ ๕ หรือรูปธรรม นามธรรม ที่ปรากฏในทวารใดทวารหนึ่ง จากทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ ขณะนั้นให้น้อมจิตไปในการที่จะเข้าใจลึกซึ้งในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของรูปธรรม นามธรรม ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ ที่มาปรากฏเฉพาะหน้าขณะหนึ่งขณะหนึ่ง ขณะนั้นให้ทำความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง ให้ลึกซึ้งว่า สภาวะธรรมทั้งปวงเป็นสิ่งควรถอน ควรวางอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นลงเสีย ให้เสพคุ้นอารมณ์ชนิดนี้ ให้มากให้บ่อย เพื่อจะแสวงหาดวงจิตที่ไร้อุปาทาน อันจะนำไปสู่ความดับทุกข์ สิ้นทุกข์ พ้นทุกข์ทั้งปวง ตัดขาดสิ้นกงกรรม กงเกวียน ความเวียนว่าย ตายเกิด ให้ดับสูญสิ้นไม่เป็นภพชาติ ขาดเชื้อเกิดอีกต่อไป ด้วยอานิสงส์แห่งการปล่อยวางอุปาทานนั่นเอง
- จงอย่าไปเสพเสวยด้วยความกอดรัดต่ออารมณ์ทุกชนิด
- ในสายตาของผู้มีปัญญาแล้ว รูปธรรม นามธรรม และ เหตุการณ์ สภาวะการณ์ทั้งปวง ล้วนแต่เป็นมายา ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นทั้งสิ้น
- สิ่งใดในโลก เอาความเพียร ความดี และความจริงใจไปแลก ก็คงจะได้ทั้งสิ้น
- สถานการณ์ใด ปรากฏการณ์ใด บุคคลใดที่ไม่มีแนวโน้มที่ไม่มีทิศทาง ที่จะเข้าไปสู่จุดสมดุล หรือจุดพอดี สถานการณ์นั้น ปรากฏการณ์นั้น บุคคลนั้นจะไม่สามารถธำรงค์อยู่รอดได้
ศีลและวินัย สร้างจุดสมดุล สร้างจุดพอดีให้แก่บุคคล กลุ่มชน หมู่ชน และสังคมแห่งมนุษยชาติ ให้สามารถธำรงค์อยู่รอดได้อย่างเป็นสุข
- การจะแจ่มแจ้งแตกฉานในพุทธพจน์นั้น ต้องเข้าสู่ภาคปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเอง ผู้ที่ท่องจำพุทธพจน์ได้แต่ไม่นำมาปฏิบัติให้เข้าถึง ก็เป็นได้แค่ตาบอดคลำช้างเท่านั้น
- ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่ผิดพลาด บกพร่องและแปดเปื้อนมาตลอด แต่โชคดีอยู่หน่อยก็ตรงที่ เมื่อรู้ตัวว่าผิดพลาดแล้วพยายามแก้ไข เมื่อรู้ตัวว่าบกพร่องแล้วพยายามพัฒนา เมื่อรู้ตัวว่าแปดเปื้อนแล้วพยายามชำระล้าง เนื่องจากเรามีความเชื่อมั่นว่า วันเวลาแต่ละวันที่ผ่านมา คือโอกาสทองอันประเสริฐที่ธรรมชาติมอบให้ เพื่อจะเป็นโอกาสที่เราจะพยายามพัฒนาตนเองให้เจริญและดีขึ้นได้ด้วยความพากเพียร และความอดทน ไม่ให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา
- โอกาสที่ได้แก้ไขชีวิตที่ผิดพลาดบกพร่อง คือโอกาสอันแสนประเสริฐของชีวิตมนุษย์
- การที่เราจะพัฒนาคุณภาพจิตของตนเองนั้น ไม่จำเป็นจะต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ให้เปรียบเทียบกับตนเองว่า เรามีข้อบกพร่องเรื่องอะไรพยายามแก้ไขเสีย เรายังขาดบารมีข้อใด พยายามเพิ่มเติมให้ได้ สิ่งกีดขวางความก้าวหน้าทางจิตมีอะไรพยายามขจัดออก กัลยาณมิตรที่ช่วยตักเตือนแนะนำเราได้พยายามเข้าใกล้ เพราะว่ามนุษย์คือผู้ที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเจริญได้
- จุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิตของท่านผู้มีปัญญาควรเป็นความสิ้นทุกข์ทั้งปวง ความดับสนิทซึ่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ควรยอมสละสิ่งที่มีค่าทุกสิ่งในชีวิตถ้าเพื่อจะได้แลกกลับคืนมาซึ่งความสิ้นทุกข์ ความพ้นทุกข์ทั้งปวงนี้
มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๕)
- การเผชิญทุกข์ของจิตที่ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ จะนำให้ก่อเกิดปัญญา ซึ่งจะพาจิตดวงนั้นไปสู่นิพพาน
- อวิชชา ใช้อายตนะ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ล่อลวงจิตให้มีตัณหา
- เราทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหวังประโยชน์แก่การสลัดคืนขันธ์ ๕ เพื่อหวังประโยชน์แก่การสลัดคืนสังขารทั้งปวง
- ความไม่มีห่วง ความไม่มีพันธะผูกพัน ความไม่มีอาลัยในคน สัตว์ และสังขาร ทั้งหลายทั้งปวง เป็นสุขหนอ
- ข้าพเจ้าขอส่งจิตไปกราบแทบเท้าแสดงความนอบน้อมต่อทุกท่าน ที่มีชีวิตอยู่เพื่อการช่วยเหลือ และเสียสละประโยชน์ของตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น
- ข้าพเจ้าขอร้องไห้ ให้กับความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไม่รู้จักขอบเขตความต้องการที่แท้จริงของชีวิต
- ข้าพเจ้าขอกราบกรานลงจรดพื้น แสดงความเคารพต่อทุกสัญลักษณ์ ที่ช่วยชักจูงจิตของข้าพเจ้า ให้ออกจากวัตถุนิยมไปสู่ธรรมนิยมด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงสุด
- มืด...เงียบ....และไม่อาลัย...สลัดคืน...สิ้นกังวล
จบธรรมภาษิตตอน “มืด..เงียบ...และอิสระ”
บันทึกในความมืด ขอขอบคุณแสงไฟฉายที่ช่วยให้บันทึกได้ ขอขอบคุณความเงียบที่ช่วยให้ปลอดโปร่ง ขอขอบคุณความอิสระที่ช่วยให้ไร้กังวล บันทึกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ช่วงสงครามคาบสมุทรบอลข่าน
สถานที่บันทึก ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันตกตอนตะวันออก ภาคตะวันออกตอนตะวันตก
ความดีของบันทึกชุดนี้ขอถวายบูชาพระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ส่วนข้อบกพร่องข้าพเจ้าขอรับผิดเอง
บันทึกนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์
ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงโดยทั่วหน้าเทอญ
ขอให้บารมีของท่านผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานทั้งปวง โปรดเมตตา สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าไปตลอดกาลนิรันดร
ขอให้ข้าพเจ้าแจ่มแจ้งในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงด้วยเทอญ
พระชุมพล พลปฺโ
๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๒