พลายคู่ ตัดเดี่ยว (รวมเล่ม) - OLD

พลายคู่ ตัดเดี่ยว

คำนำ

พระพุทธศาสนาเป็นขบวนการแห่งกัลยาณมิตร คือขบวนการแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูล ช่วยกันไป ช่วยกันมา ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดังมีคำกล่าวในการพึ่งกันระหว่างภิกษุกับคฤหัสถ์ไว้ว่า คฤหัสถ์ที่ดี ต้องให้อามิสทาน คือปัจจัย ๔ ในการดำรงชีวิตแก่ภิกษุ เนื่องจากท่านไม่สามารถหาเองได้ ส่วนภิกษุที่ดีก็ต้องให้ธรรมทานแก่คฤหัสถ์ เนื่องจากคฤหัสถ์ เป็นผู้ต้องทำมาหากิน มีกิจมากธุระมาก ไม่มีเวลาว่างในการมาศึกษา ค้นคว้า ธรรม ให้ละเอียดแยบคายได้เท่าภิกษุ

ฉะนั้น การให้ธรรมเป็นทาน จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยให้ขบวนการแห่งการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลของกัลยาณมิตรดำเนินไปได้ ซึ่งนับแต่ครั้งพุทธกาลเป็นต้นมา พระธรรมกถึกทั้งหลาย ก็พยายามขวนขวายในการแพร่กระจาย ขยายธรรม จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง จากชนกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง จากชนชาติหนึ่งไปยังอีกชนชาติหนึ่ง ซึ่งยังผลให้เกิดการสืบต่อ ต่อเนื่อง แพร่กระจาย ขยาย เจริญ ยั่งยืน มั่นคง แห่งพระพุทธศาสนา ตราบเท่าทุกวันนี้

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ศาสนาของพระองค์อุปมาเปรียบประดุจ สุริยัน จันทรา ถ้ายิ่งปกปิดก็ยิ่งเศร้าหมอง ยิ่งเปิดเผยก็ยิ่งสว่างกระจ่างแจ้ง

ผู้เขียนซึ่งแม้จะสำนึกว่าตนยังไม่สมบูรณ์ด้วยคุณวุฒิและคุณธรรมจึงมีศรัทธาที่จะร่วมขบวนการแห่งการเปิดเผยธรรมของพระพุทธองค์ ซึ่งมีคุณสมบัติอันประเสริฐที่น่าซาบซึ้งใจอยู่ข้อหนึ่งคือ เอหิปัสสิโก ซึ่งแปลว่า ธรรมะของพระองค์เป็นของที่ควรเรียกผู้อื่นมาดู

ผู้เขียนจึงได้พยายามขวนขวายดำเนินงาน เพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ซึ่งมีมากมายประดุจน้ำในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นชิ้นงานเล็กน้อย ซึ่งเป็นไปตามกำลังสติปัญญา และบารมีของผู้เขียนซึ่งมีอยู่น้อยนิดเหลือเกิน

หนังสือเล่มนี้เป็นชิ้นงานเล็กน้อย แต่อัดแน่นไปด้วยความเมตตา ปรารถนาดี ความจริงใจ ปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านอย่างเต็มเปี่ยม

ถ้าหนังสือเล่มนี้สามารถเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่ช่วยให้องค์กรแห่งกัลยาณมิตรดำเนินไปสักเล็กน้อย ข้าพเจ้าก็ดีใจมากแล้ว

ชิ้นงานนี้ ถึงแม้จะไม่สามารถช่วยให้ใครบรรลุธรรมได้ แต่ถ้าสามารถช่วยให้คนมีศรัทธาต่อพระรัตนตรัยเพิ่มขึ้นได้สักนิด ก็ชื่อว่ามีผลประโยชน์เกินคาด

ผู้เขียนเป็นคนมีวาสนาน้อย ฉะนั้น ความปรารถนาให้บังเกิดประโยชน์แก่ตนจึงมีไม่มาก ส่วนความปรารถนาที่จะตอบแทนคุณ สนองคุณ บูชาคุณ ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีเปี่ยมล้นมากกว่า

ฉะนั้น คุณความดีของหนังสือเล่มนี้ ถ้าหากยังมีอยู่เพียงสักนิด ก็ขอถวายบูชาแทบเบื้องยุคลบาท ของพระบรมศาสดาผู้เสด็จออกบวชจากศากยสกุล ผู้ทรงพุทธสิริ ประกอบด้วยพระมหาปุริสลักษณะอันมงคลตั้งร้อย ทรงเป็นพระบรมครูของเทวดาและมนุษย์ ทรงเป็นประดุจนัยนาของโลก พระมหาปัญญาธิคุณของพระองค์ประดุจห้วงมหรรณพ พุทธฉายาของพระองค์แผ่ความร่มเย็นเป็นสุขไปตลอดหมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล

ความผิดพลาดที่มีอยู่ ข้าพเจ้าขอน้อมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ต้องขอขอบคุณและขออนุโมทนา ท่านผู้มีส่วนในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ซึ่งเสียสละ ด้วยศรัทธาอย่างชนิดปิดทองหลังพระจริงๆ

ธรรมะที่ข้าพเจ้าบันทึก ตั้งใจให้เป็นธรรมทาน ไม่คิดครอบครองเป็นของตน ขอคืนธรรมะให้กับธรรมชาติ จึงไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้เอาไปพิมพ์ ให้จุดธูป ๙ ดอก อธิษฐานขอต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาเอง

บุญกุศลจากหนังสือเล่มนี้ และบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาทุกภพทุกชาติ ข้าพเจ้าขออธิษฐานให้ท่านผู้ประเสริฐที่มีส่วนในการบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาทั้งหลาย จงมีสุขภาพแข็งแรง เจริญรุ่งเรือง คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา สำเร็จเป็นอัศจรรย์เหนือมนุษย์ทั้งปวง ทุกท่าน

ขอให้ภิกษุและนักบวชทั้งหลาย อย่าได้ขาดแคลนซึ่งปัจจัย ๔ ในการประพฤติธรรม ดำรงชีวิต

ขอให้พระพุทธศาสนาจงเจริญรุ่งเรือง เป็นร่มเงาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวงได้คลายร้อน

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

ขอให้พระนามว่า "พุทโธ" ดังนี้ จงเป็นที่เคารพเทิดทูนแก่สรรพสัตว์ไปชั่วกัลปาวสาน

ขอให้พระมหาเถร ผู้เป็นขีณาสพทั้งหลาย ได้รับการเคารพ ศรัทธาจากมหาชน แล้วได้โอกาสยกย่องพระพุทธศาสนาให้เจริญถาวรมั่นคงปรากฏไปชั่วกาลนานเทอญ

อิมัง สัจจะ วาจัง อะธิษฐามิ

พระชุมพล พลปฺโ
๑ สิงหาคม ๒๕๔๓

ธรรมภาษิต ตอน "นิราศนคร"

นิราศนคร (ต่อ ๑)

  • อุเบกขาญาณจะเต็มที่ สำหรับผู้เห็นแจ้งและปล่อยวางได้แล้ว
  • การแก้ทุกข์ ไปทำที่อื่นก็ไม่จบ ต้องมาทำที่การถอนอุปาทานในขันธ์ จึงจะจบ
  • เมื่อค้นไปจนหมดแล้ว หาตัวเราไม่เจอ
  • จงดับทุกข์ในปัจจุบันขณะ ที่นี่และเดี๋ยวนี้
  • มัวแต่นั่งกังวลเป็นห่วงว่าจะอดจะอยากแล้วไม่ทำการทำงาน มันจะหนีพ้นความอดอยากได้ยังไง เลิกกังวลแล้วเอาเวลาไปทำงานให้มากๆ เข้า ความอดอยากจะไม่ไปพานพบเอง
  • เจริญสติให้มากๆ เข้า จะดับทุกข์ได้เอง มัวแต่นั่งกังวล ทุกข์จะดับลงได้อย่างไร
  • มันเป็นธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราของเรา ที่จะต้องบังคับบัญชาไม่ได้และไม่เชื่อฟัง
  • มันทุกข์จากอะไร ? ก็ทุกข์จากการปล่อยสติน่ะซิ !
  • อันที่จริงเราไม่ต้องมีบุญญาวาสนาสูงก็ได้ เอาแค่บวชอยู่ได้ตลอดชีวิตก็พอแล้ว
  • สังขารนี้ เหมือนกับของที่ร้อนแสนร้อน เข้าไปแตะ เข้าไปยึดแล้ว มือพอง ใจพอง ทันที
  • จงทอดอาลัยในการยึดว่ากายนี้เป็นเราเสียที
  • ผู้ที่ไม่เห็นความทุกข์เป็นนิจ จะต้องประมาทอย่างแน่แท้
  • สัญญา คือศูนย์ข้อมูลความจำทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ของเราอย่างแน่แท้ เพราะนำความทุกข์ความเดือดร้อนมาให้อยู่เนืองนิจ ห้ามก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่เชื่อ
  • บางสิ่งที่อยากจำเรากลับลืม บางสิ่งที่อยากลืมเรากลับจำ สิ่งเหล่านี้ คืออาการปรากฏของสัญญาอนัตตา
  • ขันธ์ ๕ คือยาพิษสำหรับผู้ที่เข้าไปยึดมั่น
  • เมตตา กรุณา มุทิตา ยังตกอยู่ในขอบเขตของมายา ส่วนอุเบกขาจึงสามารถพ้นจากแดนมายาได้
  • อัตตาที่มีบุญมีวาสนานี่มันใหญ่โตมาก ละได้ยากเหลือเกิน
  • เมื่อไหร่เราสามารถลงความเห็นเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าขันธ์ ๕ นี้ ยึดมันไว้ไม่ได้ แล้วก็ทอดอาลัยปล่อยวางเสีย เมื่อนั้นก็หมดทุกข์
  • ร่างกายนี้ เปรียบได้แค่เพียงจีวรผืนหนึ่งที่เรานำมาใช้ ไม่ช้าก็ต้องทอดทิ้งไป ฉะนั้น ร่างกายนี้จึงไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เพราะประกอบมาจากธาตุอันเป็นสมบัติส่วนกลางของโลก ซึ่งได้ยืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ช้าก็ต้องคืนกลับให้ธรรมชาติไปอย่างหมดสิ้น ไม่สามารถยื้อยุดฉุดกระชากไว้ด้วยวิธีใด
    สุขเวทนา คือ อาการสะดวกสบาย ปลอดโปร่งของกาย
    ทุกขเวทนา คือ อาการขัดข้องของกาย
    โสมนัสเวทนา คือ อาการสะดวกสบาย ปลอดโปร่งของจิต
    โทมนัสเวทนา คือ อาการขัดข้องของจิต
    อุเบกขาเวทนา คือ อาการกลางๆ ระหว่างกึ่ง
    สัญญา คือ ศูนย์ข้อมูลความจำทั้งหลาย
    สังขาร คือ ตัวปรุงแต่งไปในทางดีชั่วบุญบาป
    วิญญาณ คือ ตัวรับรู้ต่อสิ่งที่มากระทบทั้งหลาย
    ทั้งหมดนี้ เป็นอนัตตาทั้งสิ้น เพราะว่าเป็นของที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย บังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนามิได้

นิราศนคร (ต่อ ๒)

  • เพราะว่าเราหลงผิดยึดมั่นเอาไว้ว่าเราเป็นมนุษย์ผู้ชายนั่นเอง จึงเกิดความยินดีพอใจในมนุษย์ผู้หญิง เหมือนหมูตัวผู้ที่ยินดีต่อหมูตัวเมียฉะนั้น เพราะว่ามันหลงผิดยึดมั่นเอาไว้ว่า มันเป็นหมูตัวผู้นั่นเอง จึงเกิดความยินดี พอใจในหมูตัวเมีย ซึ่งในสายตาของมนุษย์ผู้ชายแล้ว หมูตัวเมียไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีเลย เพราะว่ามนุษย์ผู้ชายไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นหมูตัวผู้นั่นเอง
    เมื่อมาคิดดังนี้แล้วก็พบว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งสิ้น สมมุติเอาไว้หลอกคนโง่ ความจริงแล้วนั้น มนุษย์ก็ไม่มี หมูก็ไม่มี ผู้ชายก็ไม่มี ผู้หญิงก็ไม่มี ตัวผู้ก็ไม่มี ตัวเมียก็ไม่มี
    สัตว์ทั้งหลายที่ยังประกอบอยู่ด้วยอวิชชา พากันหลงมัวเมาเพลิดเพลินอยู่ในมายาธรรม ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง
  • ความตายไม่ได้อยู่ห่างไกลไปที่ไหน แค่การไม่เปลี่ยนอิริยาบถก็สามารถกระชากชีวิตไปได้แล้ว ชีวิตจึงช่างเป็นสิ่งบอบบางอย่างเหลือเกิน
  • สมบัติชิ้นสำคัญของชีวิตคือความตาย
  • ผู้มีชีวิตที่กลัวความตาย จึงเป็นคนโง่อย่างที่สุด
  • เพลิดเพลินอะไรหนอกับชีวิตที่พร้อมจะแตกดับทุกขณะจิต
  • เพราะความมืดบอดนั่นเอง สัตว์ทั้งหลายจึงไม่เห็นทุกข์เห็นโทษของโลก
  • ถอนความรู้สึกว่าเราเป็นผู้ชายคนหนึ่งออกเสีย กามฉันทะจะมีไม่ได้เลย
  • เราถูกตัวเองหลอกให้รู้สึกว่าเป็นผู้ชายก่อน แล้วค่อยไปถูกผู้หญิงหลอกให้ไปหลงรัก
  • ถ้าตัวละครไม่มีแล้ว เรื่องราวจะมีได้อย่างไร
    ถ้าเราถอนอัตตาตัวตนให้สิ้นแล้ว ไอ้การที่จะไปเกี่ยวข้องกับคนโน้นคนนี้ จะมีได้อย่างไร
  • อย่าคิดว่างานเจริญสติปัญญาเพื่อรักษาจิตจะเสร็จลงเมื่อไหร่ เพราะงานนี้เป็นงานสำคัญที่ต้องทำไปตลอดชีวิต เป็นงานสำคัญที่ต้องทำไปจนวันตาย ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อกำจัดกิเลส หรือเพื่อเป็นวิหารธรรม
  • ชีวิตมนุษย์ของเราทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว ไม่ควรเลยที่จะเสียเวลาไปทำอย่างอื่น ควรจะใช้เวลามาฝึกสติปัญญาสำหรับเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้งหลาย ที่จะย่างกรายมาในอนาคตอันใกล้นี้
  • ปากทางนิพพาน คือ การเห็นทุกข์ กำหนดทุกข์ และหยั่งรู้ทุกข์ มิใช่การหนีทุกข์
  • การกำหนดทุกข์ ไม่ต้องไปแสวงหาทุกข์ในที่อื่นไกล แค่เพียงไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ก็มีทุกข์เหลือเฟือให้กำหนดแล้ว
  • สิ่งที่เราเอามาคำนึง เอามาปรุงแต่งให้เป็นทุกข์เป็นร้อน ส่วนมากจะเป็นมายาภาพกับวิมานในอากาศทั้งสิ้น ช่างน่าสงสารคนโง่หอบฟาง คนบ้าหอบสมมุติคนนี้เหลือเกิน
  • ขันธ์ ๕ ล้วนแล้วแต่เป็นมหาทุกข์อยู่ในตัวเองเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แบบแล้ว การดำรงค์อยู่ของมนุษย์แต่ละวัน เป็นแต่เพียงเรื่องแก้ทุกข์ทั้งสิ้น
  • เพียงแค่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถให้ มันก็เจ็บปวดเดือดร้อนแสนเข็ญจนถึงตายได้แล้ว ฉะนั้น ความตายจึงอยู่ในสายเลือดนี่เอง ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน
  • เมื่อเห็นทุกข์ของขันธ์ ก็ถอนอุปาทานออกเสียซิ ไปกังวลกับมันทำไม
  • ปุถุชนทั้งหลาย เป็นผู้เดือดร้อนทั้งสิ้น เพราะยังไม่รู้จักศีลอันเป็นของพระอริยะ สมาธิอันเป็นของพระอริยะ ปัญญาอันเป็นของพระอริยะ และวิมุติ อันเป็นของพระอริยะ
  • ความคิดที่งี่เง่าที่สุดก็คือความคิดที่ว่า ไอ้นั่นของกู ไอ้นี่ของกู

นิราศนคร (ต่อ ๓)

  • สังขารมนุษย์นี่มันเป็นมหาทุกข์อย่างเหลือร้ายจริงๆ
  • เมตตาเป็นกรรมฐานที่ใช้ปราบมานะได้อย่างดีมากเลย
  • คนโง่เขลาเบาปัญญาก็พากันหลงเพ้อหาสังขารที่แสนทุกข์เข็ญนี้อยู่ร่ำไป
  • ถ้ายังกอดรัดเทิดทูนบูชาสังขารที่เป็นก้อนทุกข์นี้อยู่ แล้ว จะพ้นทุกข์ได้เมื่อใดเล่า
  • ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากทุกข์เถิด ถึงแม้จะต้องสูญเสียทอดทิ้งสมบัติที่มีค่าทุกชิ้นที่มีอยู่ในชีวิตไปก็ตามที
  • ถ้าเห็นความทุกข์แล้วจิตมันสละโลกามิสได้ดี ถ้าไม่เห็นมันไม่ยอมสละง่ายๆ
  • สังขารนี้คบไม่ได้ เราต้องรีบทิ้งมันก่อนที่ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะย่างกรายเข้ามา
  • เราคิดดีแล้วหรือที่เป็นห่วงกังวลในสวัสดิภาพของสังขารที่ให้ร้าย นำทุกข์มาให้อย่างยิ่งใหญ่ถึงปานนี้
  • หวังจะกระเดือกไส้เดือน เลยไปเจอเบ็ดเข้าเต็มเปา หวังจะเสวยสุขเวทนาโดยผ่านขันธ์ ๕ ก็ไปเจอทุกข์เข้าเต็มเปา
  • ไม่เอาแล้ว ฉันไม่อยู่กับเธอแล้ว ฉันจะไปแล้ว เพราะเธอไม่ได้ให้อะไรดีกับฉันเลย ยึดตรงไหนก็ผิดหวังตรงนั้น
  • จะไปหานิพพานที่ไหน ไปหาในดง ในถ้ำ ในป่า ในเขา ก็ไม่เจอนิพพาน ต้องมาหาที่กายและจิตนี่แหละจึงจะเจอ
  • ตัดขันธ์ ๕ ให้เหมือนกับที่ตัดคนรักซิ ถอนอาลัยเสียให้สิ้น เดี๋ยวก็ขาดไปเอง
  • ลาก่อน ความเป็นหญิงเป็นชาย
  • อย่าถือตัว อวดดี ตายใจในความสมบูรณ์พูนสุขไปเลย เราเปรียบเหมือนโคที่เขาบำรุงบำเรอ ก่อนที่จะพาเดินไปสู่ที่ฆ่าเท่านั้นเอง ไม่ได้มีคุณค่าสูงส่งอย่างที่ตัวเองพร่ำเพ้อไปเลยสักนิดเดียว
  • สิ่งที่จำเป็นที่เราจะต้องทำต่อจากการเจริญสติปัญญา คือการสละละวางนั่นเอง
  • สังขารนี่ถึงเราจะไปกังวลมัน ก็บังคับมันไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ
  • เราจะต้องตั้งจิตวางเฉยให้ได้ แม้ในสภาพกายทุกข์แสนเข็ญ
  • ฉุดมันไม่อยู่แล้ว มันจะเดินเข้าหาความตายท่าเดียว
  • ไม่เป็นไร ถ้าหากเราช่วยใครแล้วเขาไม่ตอบแทนเรา เพราะหน้าที่เราคือผู้ให้ ไม่ใช่ผู้รับ
  • เมื่อปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเห็นโทษของการที่เอาจิตไปเกาะกับกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และก็ยิ่งเห็นคุณค่าของการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ มากขึ้นเรื่อยๆ

นิราศนคร (ต่อ ๔)

  • ทั้งงานประจำและงานอดิเรกของเราก็คือการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔
  • เราไม่อยากไปเกิดเป็นเทวดาเลย เพราะถ้าไปเกิดเป็นเทวดาก็ต้องไปหลงเพลิดเพลินต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์ ทำให้จิตเสื่อมเสียคุณภาพอีก
  • การเจอทุกข์ เผชิญทุกข์ ทนทุกข์ ช่วยให้จิตเข้มแข็ง เป็นการเสริมคุณภาพของจิตอย่างดีมาก
  • สติ จำเป็นมากที่จะมาใช้ในการสู้กับทุกข์ ผู้อ่อนแอในการเจริญสติ จะต้องตกม้าตาย
  • เราเบื่ออดีตที่ไม่เป็นไปดังใจ เราเบื่ออนาคตที่บังคับบัญชาไม่ได้ เราเบื่อปัจจุบันที่มิใช่ตัวเราของเรา
  • ความคิดที่คิดขึ้นมาแล้วไม่สร้างสรรค์ แถมยังนำความทุกข์มาให้นั้น เลิกคิดมันเสีย
  • เราจะมามัวนอนใจ นอนจมอยู่กับสังขารอันแสนทุกข์เข็ญนี้ต่อไปมิได้อย่างเด็ดขาด ต้องรีบละอุปาทาน ถอนความยึดมั่นจากมันเสีย ยิ่งไวเท่าไหร่ยิ่งดี
  • เพลิดเพลินอะไรนัก ยินดีอะไรนัก ในเมื่อโลกนี้ลุกอยู่ด้วยกองเพลิง คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ในขณะที่ท่านทั้งหลายพากันรื่นเริงอยู่ในปากแห่งพระยามัจจุราชอยู่นั้น ผู้มีปัญญาจักษุต่างพากันเร่งรีบประพฤติธรรม เพื่อนำตนพ้นจากทุกข์ทั้งปวงอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลายเทียว
  • ข้าพเจ้าขอส่งบัตรอวยพรอันเปื้อนเลือดมายังท่านทั้งหลายที่กำลังสนุกสนานรื่นเริงอยู่ในปากมัจจุราชด้วยความสลดสังเวชใจยิ่ง
  • สวัสดีจ้ะมัจจุราช เรากำลังรอท่านอยู่อย่างสงบ ในฐานะผู้ที่เตรียมตัวอย่างพรักพร้อมที่จะเผชิญท่านในทุกขณะจิต
  • กายนี้มันก็เป็นสมบัติของโลกแท้ๆ ถึงเวลาที่มันถูกบีบคั้นมากๆ ก็คืนมันให้กลับไปสู่โลกเสีย จะไปหวงแหนเอาไว้ทำไมกับไอ้ของที่ยืมเค้ามาใช้ชั่วคราว
  • ชีวิตของเราได้ถึงความตายมาตั้งแต่วันบวชแล้ว ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะท่านผู้มีเมตตาจิตทั้งหลาย ได้ช่วยสืบต่อไว้ด้วยปัจจัย ๔ สืบมาได้ทีละวันเท่านั้นเอง ฉะนั้น เราจึงเป็นคนตายแล้ว ก็เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าเรายังมีชีวิตอยู่ ก็จะเกิดความทุกข์เดือดร้อนขึ้นมาทันที เพราะว่าเราตายแล้ว
  • จะถืออะไรเป็นความแน่นอนมั่นคงจริงจังกับการสืบต่อของสังขาร จะตายวันตายพรุ่งใครจะไปรู้
  • ยังไม่เข็ดก็หอบของร้อนไว้ต่อไป ถ้าเข็ดแล้วก็รีบทิ้งเสีย
  • มันปวดกันเอง เดี๋ยวมันก็ตายกันเองแหละ ไม่ใช่เราปวด ไม่ใช่เราตาย มันพ้นทุกข์ตรงนี้เอง
  • เวทนาทั้งหลายนั้น มันเสวยกันเอง แล้วมันก็ทุกข์กันเองนั่นแหละ ไม่ใช่เราเสวย ไม่ใช่เราทุกข์ ไปทุกข์ให้มัน ไปทุกข์แทนมันทำไมเล่า
  • สำหรับจิตที่ฟุ้งนั้น มันก็ฟุ้งกันเอง เดือดร้อนกันเอง ไม่ใช่เราฟุ้ง ไม่ใช่เราเดือดร้อน ไปฟุ้งแทนมัน ไปฟุ้งให้มันทำไม
  • อย่ามีตัวกูของกูขึ้นมารับทุกข์แทนมันซิ
  • การเจริญกิจของอริยมรรคนั้น เรามีหน้าที่ทำลูกเดียว ส่วนผลจะออกมาอย่างไร เราไม่เกี่ยว
  • อย่าไปยึดผลแห่งการปฏิบัติธรรมมาเป็นตัวเราของเรา ผลแห่งการปฏิบัติจะเป็นไปในรูปใดก็ทิ้งมันเสียอีก

นิราศนคร (ต่อ ๕)

  • ดับทุกข์ที่ในขณะจิตปัจจุบันก็พอ ไม่ต้องไปดับทุกข์ในขณะอดีต และไม่ต้องไปดับทุกข์ในขณะอนาคต
  • ผู้ที่เป็นวิตกจริต กังวลมาก ต้องเจริญปัจจุบันอารมณ์ให้มากๆ จึงจะแก้ได้
  • เมื่อเห็นทุกข์แล้วก็จงอย่างยินดีในความมี ในความเป็น
  • น่าสงสารชีวิตของผู้ที่เจ็บแล้วไม่จำ สละไม่จริง ทิ้งไม่ขาด พูดได้แต่ทำไม่ได้ คิดได้แต่ไม่กล้าทำ ทำแล้วก็ไม่กัดฟันสู้ให้สำเร็จ เบื่อๆ อยากๆ เขาต้องเวียนวนอยู่ในวัฏฏสงสารอย่างไม่รู้จุดจบ
  • เดินหน้าแล้วอย่าถอยซิเพื่อนรัก กำลังกาย กำลังใจมีเท่าไร จงเบ่งออกมาพิสูจน์กับอุปสรรคให้รู้ดำรู้แดง ผลจะออกมาเกินคุ้มค่าเหนื่อยเชียวเพื่อนเอ๋ย
  • กับดักของโลก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
  • ในเมื่อเห็นว่าโลกนี้เป็นทุกข์ ก็อย่าติดกับดักของโลกเน้อ
  • เราเบื่อโลกตั้งต้นตั้งแต่กายและจิตออกไปเลย
  • ถ้าทำอะไรไม่มีความเด็ดขาด จะเดือดร้อน
  • เราเข็ดขยาดกับโลกเสียแล้ว
  • โลกนี้ปรากฏแก่เราประดุจหลุมถ่านเพลิงที่ไฟลุกโชติช่วงอยู่ กลับปรากฏเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์แก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย ประดุจฝูงแมลงเม่าบินเข้าสู่กองเพลิงด้วยอาการรื่นเริงยินดี ฉะนั้น
  • เราหมดอาลัยตายอยากที่จะไปแสวงหาสถานที่เป็นสุขเสียแล้ว เพราะไปไหนก็ต้องหอบเอาขันธ์ ๕ อันแสนทุกข์เข็ญนี้ไปด้วย
  • เราเลิกคิดที่จะอำนวยความสุขให้กายนี้เกินประมาณเสียแล้ว เพราะถึงบำรุงอย่างไรมันก็นำความเดือดร้อนมาให้อยู่ดี
  • ความบ้าอย่างบัดซบที่สุดก็คือ เราถูกหลอกให้มาเป็นห่วงกังวลต่อกายนี้
  • ถ้าเราไม่ตัดความอาลัยที่มีต่ออารมณ์เหยื่อล่อกับดักของโลกให้อย่างจริงจัง จะต้องกลับมาเกิดอีกแน่นอน
  • เรื่องการเข้าไปยินดียินร้ายในสิ่งทั้งหลาย ไม่ใช่หน้าที่ของเรา
  • ผู้ไม่มีขันติจะเดือดร้อน
  • อยู่ที่ไหน ในฐานะใด ก็ต้องอดทนทั้งนั้น
  • การสร้างบารมีทุกอย่าง จำเป็นต้องใช้ความอดทนมาต่อสู้กับความลำบากเดือดร้อนบ้างเป็นธรรมดา แต่ว่าถ้าหากพยายามทำจนสำเร็จตามที่ตั้งใจได้แล้ว จะเกิดความปีติ รื่นเริง เป็นผลตอบสนองอย่างคุ้มค่าทีเดียว
  • เรายังเป็นทุกข์เดือดร้อนอยู่ เพราะยังไม่วางเฉยทางทวารทั้ง ๖ โดยแท้

นิราศนคร (ต่อ ๖)

  • ถ้าเรายังอาศัย ยังหวัง ความสุขจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้ว จิตเราก็จะอยู่ในระดับที่จะเป็นทุกข์เพราะกายนี้อยู่
  • ดูให้เห็นว่าเวทนาเป็นมายา เวทนาก็มีเกิดมีดับเหมือนกัน
  • เป็นห่วงอะไร กับกายที่ทุกข์แสนเข็ญอย่างนี้
  • ไม่มีความจำเป็นใดเลย ที่เราจะต้องไปตอบสนองเมื่อมีคนมารักเรา หรือเกลียดเรา
  • อย่าเอาจิตไปยึดไปเกาะไปหวังอะไรทั้งสิ้น เพราะว่า แม้แต่หมูในอวยก็ยังกลายเป็นของหมาไปได้
  • ปัญญาที่แท้จริงต้องเรียนจากทุกข์
  • สติที่แท้จริงต้องฝึกจากปัจจุบันอารมณ์
  • ทุกสิ่งทุกอย่างทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา แม้จะทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญ หรือว่าน่าอับอายขายหน้าเพียงไร ก็ถือว่าเป็นบทเรียนแห่งชีวิตที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทั้งสิ้น
  • ถ้าเราหลงเพลิดเพลินยินดีเป็นสุขกับสิ่งใดละก้อ ภายหลังจะต้องชดใช้คืนเป็นทุกข์โทมนัสในจำนวนที่เท่ากับความสุขที่ได้รับอย่างไม่ขาดตกบกพร่องทีเดียว
  • ธรรมชาติทั้งมวลให้ความเป็นธรรมแก่สรรพสัตว์เสมอ หากแต่ว่าสิ่งที่ลำเอียงก็คือใจมนุษย์เอง
  • กรรมลิขิตชีวิตมนุษย์ก็จริงอยู่ แต่ความสุขและความทุกข์ในใจของผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้ลิขิตเอาเอง
  • เราจะบวชเอาพ้นทุกข์ หรือจะบวชเอาคนศรัทธา
  • คนโง่เขลาเบาปัญญาทั้งหลาย ย่อมถือตัวอวดตัวเย่อหยิ่งถือดี ในความมั่งคั่ง ในความอุดมสมบูรณ์แห่งโภคสมบัติของตน เขาย่อมไม่ล่วงรู้ถึงการที่ตนเองกำลังสนุกสนานรื่นเริงอยู่ในปากแห่งพระยามัจจุราชแม้แต่นิดเดียว
  • ปุถุชนทั้งหลายยังเป็นผู้ไม่เห็นโทษอันใหญ่หลวงของกาม ย่อมจินตนาการไม่ออก ไม่เข้าใจ ถึงสภาพจิตของพระอริยเจ้า ที่ท่านไม่มีความต้องการด้วยกาม
    ส่วนพระอริยะทั้งหลายเป็นผู้เห็นโทษอันใหญ่หลวงของกามอย่างแจ่มแจ้งด้วยตนเอง ย่อมไม่มีความสงสัยต่อดวงจิตที่ไม่มีความต้องการด้วยกาม ไม่ต้องการสุขเวทนาจากการบริโภคกาม เพราะท่านเป็นผู้หน่ายกามด้วยดวงจิตของตนเองแล้วนั่นเอง
    ฉะนั้น ปุถุชนทั้งหลายย่อมเกิดความลังเลสงสัย ต่อดวงจิตอันน่าศรัทธาของพระอริยเจ้าทั้งหลายเสมอไป
  • สิ่งใดที่ซื้อได้ด้วยเงินตรา จะเป็นจุดอ่อนให้มารร้ายทั้งหลายหยั่งลงได้
  • ผู้มีฤทธิ์ มีเดช มีเกียรติ มีอำนาจ มีศักดิ์ศรี มักจะเหลิง และไปทำกรรมชั่วได้ง่ายดายนัก
  • เพียงแค่รู้เท่านั้น อย่าไปเสวยมัน ถึงแม้แต่รู้ก็สักว่ารู้ โดยมีปัญญาเห็นโทษอยู่ตลอด ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง
  • ถูกหลอกแล้ว ที่ไปติดกายตนเอง ติดกายผู้อื่น
  • ถ้าเราเข้าไปยึดอนาคตที่จะได้ดีมีสุขว่าเป็นของเรา อนาคตที่จะทุกข์เดือดร้อนก็จะติดมาด้วย ทำให้เราต้องเป็นทุกข์กังวลกับอนาคตไม่รู้จบ

นิราศนคร (ต่อ ๗)

  • อนาคตทุกช่วง ไม่ใช่ตัวเราของเรา
  • ถ้าตั้งใจจะแสวงหา ลาภสักการะ เกียรติยศชื่อเสียง และการกราบไหว้บูชาของตระกูล ก็จงนั่งลงแล้วเริ่มร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดยังจะดีกว่า
  • ปุถุชนทั้งหลาย สัมผัสกับอะไรก็จะเสวยท่าเดียว ส่วนพระอริยะนั้น สัมผัสกับอะไรก็สักแต่ว่ารู้ ไม่เสวย
  • อย่าปล่อยให้สิ่งสวยงาม สะดวกสบาย น่ารื่นเริงใจ ในโลกนี้ มาหลอกให้เรารู้สึกว่าโลกนี้เป็นสุขขึ้นมาได้
  • โลกนี้หรือใช่มีเพียงทรามวัย ธรรมะที่รู้แจ้งขึ้นมาที่ใจมีค่ากว่าเธอ
  • พี่นี้ไม่มีสมบัติพัสถาน

จบธรรมภาษิต ตอน “นิราศนคร”

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๓๗ ขณะที่มากด้วยการกำหนดสติหยั่งรู้ทุกขเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในช่วงเวลาที่ไปเข้าบำเพ็ญกรรมฐาน หลังฝนซา พายุหาย ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ความดีของธรรมะชุดนี้ ขอบูชาพระคุณของพระรัตนตรัย ที่ให้ความร่มเย็นแก่มวลมนุษยชาติมาช้านาน

ธรรมะชุดนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สัตว์ทั้งปวงไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรสแล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวง โดยทั่วหน้ากันเถิด

พระชุมพล พลปฺโ
๑๐-๒๘ มกราคม ๒๕๓๗

ธรรมภาษิต ตอน "มืด..เงียบ..และอิสระ"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๑๖ มิ.ย. ๒๕๔๒

มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๑)

  • จงสร้าง จงวางระบบไว้ บุคคลย่อมพราก ย่อมจาก ย่อมตายไป แต่ระบบจะอยู่ได้
  • เราไม่กลัวจิตตกหรอก กลัวแต่ว่าจะหมดความเพียร เราไม่กลัวการพลาดพลั้งหรอก กลัวแต่การขาดกำลังใจที่จะฮึดสู้
  • ชีวิตเราผิดพลาดมาตลอด เพียงแต่โชคดีอยู่หน่อยตรงที่ว่าเมื่อผิดพลาดในสิ่งใดแล้ว เราจะพยายามไม่ให้ผิดพลาดในสิ่งนั้นเป็นหนที่สอง
  • ความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย การทำผิดยอมรับผิด เปิดเผย ความผิดตัวเองไม่ปกปิด นั่นแหละ จะช่วยตนเองยามคับขันเป็นตายได้
  • ขอให้ข้าพเจ้าไม่เห็นความผิดของคนอื่น ขอให้ข้าพเจ้าเห็นความผิดของตนเอง ขอให้ข้าพเจ้าเห็นความดีความชอบของคนอื่น ขอให้ข้าพเจ้าไม่เห็นความดีความชอบของตนเอง ขอให้ข้าพเจ้าเห็นว่าตนเองเป็นผู้ต้องแก้ไขและพัฒนาอยู่เสมอ ขอให้ข้าพเจ้าไม่หยุดยินดีในความดีเล็กน้อย ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ใฝ่สร้างความดีให้ยิ่งขึ้นเสมอ ขอให้ข้าพเจ้าไม่เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มของผู้เย่อหยิ่งจองหองพองขน
  • เราไม่คิดว่าอะไรจะทำให้เราร่ำรวยได้ยิ่งกว่าความมักน้อยสันโดษ เพราะมันจะสร้างตัวพอขึ้นให้ในจิตใจ พอเมื่อไหร่ก็รวยเมื่อนั้น ถ้าไม่พอต่อให้มีเงินหมื่นล้านก็ยังจนอยู่
  • ไม่มีอะไรพอดีหรอกในโลกนี้น่ะ มีแต่มากไปน้อยไปทั้งนั้น จงทำใจเราให้รู้จักความพอดีก่อนแล้วโลกนี้จะพอดีไปเอง
  • คนเราถ้าพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ก็จะเป็นสุข ถ้าเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนที่เหนือกว่ามาก ๆ จะเป็นทุกข์
  • เราจะหวังให้ใครมาซื่อสัตย์ จงรัก ภักดีต่อเรา ก็แม้แต่กายที่เราประคบประหงมทุกวัน ต่อไปมันก็จะทรยศหักหลังเราจนได้
  • เราเป็นพระจะต้องเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้ญาติโยมฉุดรั้งไปตามอำเภอใจ
  • จงอยู่เฉย ๆ แล้วเป็นไปตามธรรมชาติของตัวเอง
  • เพราะความอยากเด่น จึงอายตัวเอง
  • ผู้ไร้อวิชชาพวกเดียวเท่านั้น จึงจะอยู่เป็นสุข
  • ตรงไหนเป็นทุกข์ให้กำหนดหยั่งรู้ดูตรงนั้นแหละ จะมีทั้งปัญหา และวิธีแก้ปัญหาอยู่ในที่เดียวกัน เพราะว่าปัญหาทั้งหลายย่อมบอกวิธีแก้ตัวมันเอง แก่ผู้มีความเพียรเพ่งพินิจด้วยปัญญาและความเยือกเย็นแยบคายเสมอมา
  • คนเราเริ่มต้นหัดโกหกคนอื่นก่อน ต่อมาวิบากกรรมก็จะย้อนมาบังคับคนชอบโกหกนั้นไม่ให้เห็นสัจจะความจริงทั้งหลาย เขาผู้นั้นจึงถูกจิตตัวเองโกหก ทำให้ต้องคิดอะไรผิดพลาดจนตัดสินใจทำอะไรที่เป็นโทษแก่ตัวเองอย่างมากมาย โดยไม่มีปัญญาเข้าใจได้เลยว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นจะนำความฉิบหายเสื่อมเสียมาสู่ตนเองภายหลัง
    ฉะนั้นผู้หวังความสวัสดีแก่ตนเอง จงอย่าฝึกฝนตัวเองให้ชำนาญในการโกหก เพราะจะนำความฉิบหายใหญ่หลวงมาให้ในภายภาคหน้า
  • ความซื่อตรง มีสัจจะ จะช่วยให้ปัญญาของคนผู้นั้นมองเห็นเหตุผลต่าง ๆ อย่างชัดแจ้งตรงไปตรงมา เป็นประโยชน์แก่การเจริญก้าวหน้าของการหยั่งรู้สัจจธรรมทั้งปวงที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต ซึ่งคนที่ไร้ความซื่อตรงไร้สัจจะ ไม่อาจมองเห็นได้เลย
  • ความยึดมั่นอุปาทานของจิตต่อสิ่งใดก็ตาม จะชักพาให้จิตเข้าสู่ทางแคบ ทางตัน จนทำให้ จิตถูกบีบคั้น แล้วเกิดความทุกข์ใจลำเค็ญขึ้นมา
  • ไม่เป็นไรที่บางช่วงในชีวิตเราต้องเจอความผิดหวังบ้าง เพราะว่าความผิดหวังทุกครั้ง สร้างกำไรในทางปัญญาให้แก่ตนเสมอ
  • จิตที่ถึงพร้อมไปด้วยจาคะคือความสละนั้น ย่อมจะก้าวขึ้นไปสู่ความเจริญที่ไม่มีโอกาสเสื่อมเลย
  • ตัวละนี่เองที่นำพาจิตไปสู่นิพพาน

มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๒)

  • การบรรลุนิพพานคือการสิ้น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม จงสำเหนียกให้ดีว่า ต้องสิ้นกรรมด้วย
  • ผู้ที่ยังมีอุปาทาน ยึดมั่นในตัวกู-ของกู คือผู้ที่พร้อมที่จะพลาดท่าได้เสมอ ในประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน
  • ตราบใดที่ยังมีอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็ชื่อว่ารากเหง้า และสาเหตุแห่งความเดือดร้อนก็ยังมีอยู่พร้อมมูล
  • จงอยู่อย่างธรรมดา และยินดีในความเป็นธรรมดาของตน
  • ผู้มีอำนาจ มีเกียรติ มีเดช ย่อมสามารถทำงานใหญ่ได้ แต่ว่า ผู้มีอำนาจ มีเกียรติ มีเดช ไม่ใช่ว่าจะต้องถูกเสมอไป
    ฉะนั้นผู้ถูกต้องเป็นธรรม ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำงานใหญ่ได้
  • เรื่องราวในโลกไม่ใช่ว่าจะต้องสำเร็จสมบูรณ์เพื่อเราไปเสียทุกเรื่องนี่นา
  • ผู้ที่ปรารถนาความพ้นโลก จะต้องวางแผนการต่าง ๆ โดยที่ไม่มีความคิดที่เป็นห่วง หวงแหนในผลประโยชน์ของตนในทุกกรณี
  • ความเห็นแก่ตัวทำให้โลกเอียง
  • เราขอยอมแพ้ต่อภาษามนุษย์ ว่าเราไม่สามารถเรียนรู้รอบอย่างถี่ถ้วน จนสามารถใช้มันอย่างพิสดารถูกต้องสมบูรณ์ได้
  • ความใจร้อน แสดงออกให้เห็นซึ่งความอ่อนหัดของตัวเรา
  • ผู้ที่จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนจริงเท่านั้น
  • อัสมิมานะ คือความยึดมั่นในตน ย่อมนำมาสู่ความหลง ความหลงย่อมนำมาสู่ความโลภ และความโกรธ ซึ่งจะนำไปสู่ความทุกข์ใจทั้งหลาย
  • ความหิวโหยกระหายทางจิตจึงเกิดความถือครองขึ้นมา เพราะความถือครองจึงเกิดความหวงแหน เพราะความหวงแหนจึงเกิดความยึดมั่นถือมั่นอุปาทาน เพราะฉะนั้นอุปาทานจึงเกิดต่อเนื่องมาจากความยินดียินร้ายขณะกระทบอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง ดังต่อไปนี้
    ความยินดียินร้ายขณะกระทบอารมณ์ นำมาสู่ ความหิวโหยกระหายทางจิต นำมาสู่ ความถือครอง นำมาสู่ ความหวงแหน นำมาสู่ ความยึดมั่นถือมั่นอุปาทาน นำมาสู่ อัสมิมานะ (ความถือตัวถือตนยึดมั่นในตัวกูของกู) นำมาสู่ ความหลง นำมาสู่ ความโลภ ความโกรธ นำมาสู่ ความทุกข์ใจทั้งหลาย
  • ผู้ที่ไม่ยินดีในความเรียบง่ายก็คือ ผู้ที่ยินดีในการบำรุงบำเรอปรนเปรอ ตอบสนองกิเลสตัณหาตัวเอง
  • บุคคลที่มีจิตยินดี ในความเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม คือผู้มีสมบัติมหาศาลอยู่ประจำตัว
  • เหตุการณ์ไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่จงอย่าได้ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค
  • เราห้ามอุปสรรคไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่เมื่อเจออุปสรรคแล้วเราพยายามแก้ไขไปในทางที่ดีที่สุด ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้วละ
  • เรื่องหน้าแตกใด ๆ เราก็ต้องฝึกทนให้ได้ เพราะว่าในอนาคตเราก็ต้องมีโอกาสพานพบเรื่องหน้าแตกอีกมากมายนัก
  • จงอย่าทำลายสมรรถภาพทางจิตของตนเอง โดยการนำเรื่องราวในอดีตมาทุกข์ตรม ขมขื่น น้อยเนื้อ ต่ำใจ โศกเศร้า เคล้าน้ำตา
  • อดีตคือสิ่งที่เราต้องลืม และอนาคตก็คือสิ่งที่เราต้องไม่อยากรู้ ผู้ที่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดนั่นเอง คือสุดยอดของพรแห่งสวรรค์แล้ว

มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๓)

  • สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป โลกนี้ คือละครอย่ายึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง สิ่งทั้งปวงทั้งรูปธรรม นามธรรม บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ควรยึดมั่น ควรปล่อยวางเสีย หนักนัก วางเสีย ทุกข์นัก วางเสีย ร้อนนัก วางเสีย
  • โลกนี้ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้น ที่ดับไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ น่าสังเวชมาก ฉะนั้นสิ่งทั้งปวงในโลก จึงไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรละวางความยึดมั่นต่อสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ ทั้งรูปธรรม นามธรรม
  • จงดูสัตว์โลก ผู้ถูกความหลงครอบงำ ไม่มีหัวคิดนำพาชีวิตตัวเองไปสู่ทางเจริญ จงเห็นโทษ ในความหลงมัวเมาโลกของสรรพสัตว์ ความตายย่างกรายใกล้ตัวเองเข้ามาทุกวัน แต่ยังประมาทมัวเมาอยู่ หลงเพลิดเพลินอยู่ในปากมัจจุราช สนุกสนานยินดีในบ่วงมาร เมื่อเราเข้าใจว่าชีวิตไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ก็ควรแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิตกันได้แล้ว อย่าปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปเปล่า ๆ เลย
  • บุคคลที่จะประกอบกิจการใหญ่ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ไม่สามารถจะใช้แค่ปัญญาอย่างเดียว จำเป็นจะต้องมีบารมีทางเดชด้วย
    คำว่าบารมีทางเดช หมายถึง เรามีบารมีเพียงพอที่จะเป็นพลังผลักดันให้สามารถต่อสู้อุปสรรค เรามีพลังที่จะเป็นที่เกรงขามแก่คนรอบข้าง เรามีพลังที่จะทำให้คนรอบข้างมีความเห็นพ้องต้องกับเราไม่คอยขัดขวางขัดแย้งจนเราไม่สามารถดำเนินกิจการตามอุดมคติของเราได้ เรามีพลังที่จะทำให้ศัตรูยอมศิโรราบไม่กล้ามาต่อกร เรามีพลังเพียงพอที่จะชักจูงบริวารของเราให้ซื่อสัตย์จงรักภักดี ไม่คิดคดทรยศและยินดีในการช่วยเหลือเราจนสุดกำลัง
    ฉะนั้นบารมีทางเดชก็คือสิ่งที่จะช่วยให้สิ่งที่เราคิดขึ้นมาด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมนั้นสำเร็จลุล่วงไปเป็นจริงเป็นรูปธรรมออกมาได้ ไม่เป็นเพียงแค่โครงการในอากาศธาตุ ฉะนั้นเราจึงควรสั่งสมบารมีทางเดชติดตัวไว้บ้างอย่างไม่น่ามองข้าม
    วิธีการสร้างบารมีทางเดชมีได้หลายประการ เช่นพยายามแสดงออกซึ่งการเคารพบูชาต่อบุคคลหรือสิ่งที่สูงด้วยคุณความดีอยู่เสมอ การพยายามป้องกันขัดขวางไม่ให้สิ่งที่สูงด้วยคุณความดีถูกเหยียดหยาม ดูถูกทำลาย การพยายามช่วยเหลือให้สิ่งที่สูงด้วยคุณความดี ได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชายิ่ง ๆ ขึ้นไป ทำได้ดังนี้ให้เป็นนิสัยทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมจะเกิดบารมีทางเดชขึ้นอย่างแน่นอน
  • ความรักก็คือความโง่นั่นเอง ถ้าหากเราไปเทิดทูนความโง่เห็นเป็นของน่าภาคภูมิใจ เมื่อไหร่จะหลุดพ้นไปได้
  • เราจะไปบังคับให้คนที่มีจิตใจไม่สะอาด พูดเรื่องสะอาดออกมาจากปากจะได้อย่างไรล่ะ
  • ข้าพเจ้าให้ของขวัญแก่ตนเองทุกทุกวันด้วยการไม่ทำความชั่ว
  • ความโลภย่อมขุดหลุมพรางไว้ แล้วนำพาชีวิตให้ตกไปสู่ความฉิบหาย ความโลภย่อมไม่ทำให้ใครบรรลุสุขที่แท้จริง เพราะว่าความโลภย่อมสร้างความหิวกระหายให้แก่จิตของบุคคลผู้นั้น เมื่อจิตหิวกระหาย ก็เหมือนกับต้องไปวิ่งแข่งในสนามที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เหน็ดเหนื่อยเพียงใด ก็ไม่มีที่ให้พักได้ เพราะความกระหายแห่งจิตทำร้ายเอา
  • เดิมทีจิตเรามีพร้อมซึ่งอุปาทาน ความยึดมั่นว่าตัวกูของกู เราจะต้องแสวงหาจิตที่ไร้อุปาทาน แล้วดำรงค์ความไร้อุปาทานนั้นไว้จนวันตาย
  • มีปัญหาให้ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ แก้ทีละเปลาะ ปัญหาจะคลี่คลายไปเอง อย่างเพิ่งร้อนรนใจ มิฉะนั้นจะแก้ไม่ได้
  • คนเราจะรวยจะจนก็อยู่ที่วาสนา คนมีวาสนาจนไม่นาน คนไร้วาสนารวยไม่ยืด ฉะนั้นพยายามสร้างวาสนาไว้ คือ การสร้างบุญกุศล การบูชาพระรัตนตรัยด้วยความศรัทธา การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ประพฤติธรรม การยินดีเมื่อผู้อื่นสร้างความดีหรือได้ดี และการไม่ขัดขวางการสร้างความดีของผู้อื่น กระทำสิ่งทั้งปวงที่กล่าวไว้ข้างต้นให้เป็นนิสัย ก็จะพอกพูนวาสนาของตนไปเอง
  • จงแสดงละครไปตามบทบาทเพื่อกระทำหน้าที่ให้สำเร็จ แต่อย่าไปยึดมั่นอะไรเป็นจริงเป็นจังสักอย่าง
  • จงมีชีวิตและจิตใจที่พร้อมจะยอมรับสภาพความเปลี่ยนแปลงทุกเมื่อ
  • กระแสธารแห่งเหตุปัจจัยกำลังดำเนินไปไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา อยู่ในสิ่งใด เพราะว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา
  • บอกความไม่มีตัวกูของกูให้โลกรู้
  • เอาแค่หมดอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็พอแล้ว ไม่ต้องเป็นอะไรก็ได้ ไม่ต้องมีอะไรก็ได้ ไม่ต้องสำเร็จอะไรก็ได้ สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดก็ได้
  • ภาพความจริงก็คือ ชีวิตจะต้องมีอุปสรรค ต้องมีบททดสอบ ต้องมีขวากหนาม ส่วนภาพวิมานในฝันก็คือ ชีวิตราบเรียบ ราบรื่น ไร้อุปสรรค
    ผู้ที่ปล่อยให้จิตไปฝันใฝ่ฝันเฟื่อง กับภาพวิมานในฝันมาก ๆ จะต้องประสบความเจ็บปวดเดือดร้อน เป็นร้อยเท่าพันทวี เมื่อภาพความจริงปรากฏให้เห็นตามธรรมดา ธรรมดาของมัน เหมือนภาพฝนตกแดดออก
    ฉะนั้น อย่าจงใจทำร้ายทำลายให้จิตใจตนเองพิการ โดยการปล่อยจิตให้อยู่แต่กับภาพวิมานในฝัน ซึ่งเป็นจริงไปไม่ได้
  • จงภูมิใจในคุณค่าของการปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด มากกว่าภูมิใจในผลงานที่ออกมาดีที่สุด
  • เราสนุกสนานกับการได้ปล่อยวางมากกว่าการได้ยึดมั่นถือมั่น
  • อย่าคิดว่าจะไปไหน อย่าคิดว่าจะไปทำอะไร

มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๔)

  • จงสร้างบุญบารมี ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้เต็มที่ให้ดีที่สุด แล้วอนาคตจะมีทางออกที่ดีไปเอง
  • ขอให้เราพึงรักษาความบริสุทธิ์สะอาดแห่งจิตไว้ แม้ว่าจะต้องเป็นผู้เสียเปรียบทุกกรณีก็ตาม จงอย่ายอมรับความได้เปรียบถ้าต้องได้มาด้วยความสกปรก ไร้ศีลธรรม และไม่ซื่อตรง
  • ความสละช่วยให้โอกาสและทางเลือกของชีวิตเราเปิดกว้างมากเหลือเกิน เปิดกว้างเหมือนกับนกที่มีอิสระเสรี ในท้องฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
  • ถึงเราไม่มีสมบัติอะไรเลย แต่ถ้ามีแค่ความซื่อตรงก็น่าพอใจ
  • ไม่ได้ผิดตรงที่ความเกิดหรือความตาย แต่ผิดตรงที่มีอุปาทาน
  • ในสายตาบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั้น การได้และการเสีย เป็นมายา ซึ่งมีค่าเท่ากัน
  • ชีวิตที่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณต่อผู้มีพระคุณก็ถือว่าเป็นชีวิตที่มีค่ายิ่ง
  • อยู่ ๆ จะได้บรรลุความสิ้นกิเลสอย่างโชคช่วยเหมือนลาภลอยนั้นเป็นไปไม่ได้ ต้องปลงปัญญา เห็นขันธ์ ๕ ไปในทางไตร-ลักษณ์อย่างแจ่มแจ้งจนหมดอุปาทานจริง ๆ จึงจะบรรลุได้
  • คนทั้งหลายในโลกนี้ อาจเดินทางไปในทิศทางต่างกัน เช่นไปทางใต้ ทางเหนือ ทางตะวันออก ทางตะวันตก แต่ทุกคนล้วนมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือ ไปป่าช้าเหมือนกันทุกคน
  • ทุกครั้งที่จิตจะเข้าสู่สมรภูมิรบพุ่งกับกิเลส บารมีทั้ง ๑๐ ทัศ จะคอยเป็นกองหนุน กองเสบียงเสริมกำลังแก่ดวงจิตตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผู้มุ่งความหลุดพ้นไม่ควรละเลยที่จะสร้างสมอบรมบารมีทั้ง ๑๐ ทัศเลย
  • เมื่อเจริญสติจนไพบูลย์ ย่อมจะเกิดความแน่นหนามั่นคงของจิตที่จะรับรู้เฉพาะปัจจุบันอารมณ์ขณะหนึ่งขณะหนึ่งเท่านั้น ขณะนั้นภาวนามยปัญญาก็จะเห็นแจ้งซึ่งความเกิดดับขณะหนึ่งขณะหนึ่งของขันธ์ ๕ หรือรูปธรรม นามธรรม ที่ปรากฏในทวารใดทวารหนึ่ง จากทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ ขณะนั้นให้น้อมจิตไปในการที่จะเข้าใจลึกซึ้งในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของรูปธรรม นามธรรม ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ ที่มาปรากฏเฉพาะหน้าขณะหนึ่งขณะหนึ่ง ขณะนั้นให้ทำความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง ให้ลึกซึ้งว่า สภาวะธรรมทั้งปวงเป็นสิ่งควรถอน ควรวางอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นลงเสีย ให้เสพคุ้นอารมณ์ชนิดนี้ ให้มากให้บ่อย เพื่อจะแสวงหาดวงจิตที่ไร้อุปาทาน อันจะนำไปสู่ความดับทุกข์ สิ้นทุกข์ พ้นทุกข์ทั้งปวง ตัดขาดสิ้นกงกรรม กงเกวียน ความเวียนว่าย ตายเกิด ให้ดับสูญสิ้นไม่เป็นภพชาติ ขาดเชื้อเกิดอีกต่อไป ด้วยอานิสงส์แห่งการปล่อยวางอุปาทานนั่นเอง
  • จงอย่าไปเสพเสวยด้วยความกอดรัดต่ออารมณ์ทุกชนิด
  • ในสายตาของผู้มีปัญญาแล้ว รูปธรรม นามธรรม และ เหตุการณ์ สภาวะการณ์ทั้งปวง ล้วนแต่เป็นมายา ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นทั้งสิ้น
  • สิ่งใดในโลก เอาความเพียร ความดี และความจริงใจไปแลก ก็คงจะได้ทั้งสิ้น
  • สถานการณ์ใด ปรากฏการณ์ใด บุคคลใดที่ไม่มีแนวโน้มที่ไม่มีทิศทาง ที่จะเข้าไปสู่จุดสมดุล หรือจุดพอดี สถานการณ์นั้น ปรากฏการณ์นั้น บุคคลนั้นจะไม่สามารถธำรงค์อยู่รอดได้
    ศีลและวินัย สร้างจุดสมดุล สร้างจุดพอดีให้แก่บุคคล กลุ่มชน หมู่ชน และสังคมแห่งมนุษยชาติ ให้สามารถธำรงค์อยู่รอดได้อย่างเป็นสุข
  • การจะแจ่มแจ้งแตกฉานในพุทธพจน์นั้น ต้องเข้าสู่ภาคปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเอง ผู้ที่ท่องจำพุทธพจน์ได้แต่ไม่นำมาปฏิบัติให้เข้าถึง ก็เป็นได้แค่ตาบอดคลำช้างเท่านั้น
  • ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่ผิดพลาด บกพร่องและแปดเปื้อนมาตลอด แต่โชคดีอยู่หน่อยก็ตรงที่ เมื่อรู้ตัวว่าผิดพลาดแล้วพยายามแก้ไข เมื่อรู้ตัวว่าบกพร่องแล้วพยายามพัฒนา เมื่อรู้ตัวว่าแปดเปื้อนแล้วพยายามชำระล้าง เนื่องจากเรามีความเชื่อมั่นว่า วันเวลาแต่ละวันที่ผ่านมา คือโอกาสทองอันประเสริฐที่ธรรมชาติมอบให้ เพื่อจะเป็นโอกาสที่เราจะพยายามพัฒนาตนเองให้เจริญและดีขึ้นได้ด้วยความพากเพียร และความอดทน ไม่ให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา
  • โอกาสที่ได้แก้ไขชีวิตที่ผิดพลาดบกพร่อง คือโอกาสอันแสนประเสริฐของชีวิตมนุษย์
  • การที่เราจะพัฒนาคุณภาพจิตของตนเองนั้น ไม่จำเป็นจะต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ให้เปรียบเทียบกับตนเองว่า เรามีข้อบกพร่องเรื่องอะไรพยายามแก้ไขเสีย เรายังขาดบารมีข้อใด พยายามเพิ่มเติมให้ได้ สิ่งกีดขวางความก้าวหน้าทางจิตมีอะไรพยายามขจัดออก กัลยาณมิตรที่ช่วยตักเตือนแนะนำเราได้พยายามเข้าใกล้ เพราะว่ามนุษย์คือผู้ที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเจริญได้
  • จุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิตของท่านผู้มีปัญญาควรเป็นความสิ้นทุกข์ทั้งปวง ความดับสนิทซึ่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ควรยอมสละสิ่งที่มีค่าทุกสิ่งในชีวิตถ้าเพื่อจะได้แลกกลับคืนมาซึ่งความสิ้นทุกข์ ความพ้นทุกข์ทั้งปวงนี้

มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๕)

  • การเผชิญทุกข์ของจิตที่ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ จะนำให้ก่อเกิดปัญญา ซึ่งจะพาจิตดวงนั้นไปสู่นิพพาน
  • อวิชชา ใช้อายตนะ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ล่อลวงจิตให้มีตัณหา
  • เราทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหวังประโยชน์แก่การสลัดคืนขันธ์ ๕ เพื่อหวังประโยชน์แก่การสลัดคืนสังขารทั้งปวง
  • ความไม่มีห่วง ความไม่มีพันธะผูกพัน ความไม่มีอาลัยในคน สัตว์ และสังขาร ทั้งหลายทั้งปวง เป็นสุขหนอ
  • ข้าพเจ้าขอส่งจิตไปกราบแทบเท้าแสดงความนอบน้อมต่อทุกท่าน ที่มีชีวิตอยู่เพื่อการช่วยเหลือ และเสียสละประโยชน์ของตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น
  • ข้าพเจ้าขอร้องไห้ ให้กับความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไม่รู้จักขอบเขตความต้องการที่แท้จริงของชีวิต
  • ข้าพเจ้าขอกราบกรานลงจรดพื้น แสดงความเคารพต่อทุกสัญลักษณ์ ที่ช่วยชักจูงจิตของข้าพเจ้า ให้ออกจากวัตถุนิยมไปสู่ธรรมนิยมด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงสุด
  • มืด...เงียบ....และไม่อาลัย...สลัดคืน...สิ้นกังวล

จบธรรมภาษิตตอน “มืด..เงียบ...และอิสระ”

บันทึกในความมืด ขอขอบคุณแสงไฟฉายที่ช่วยให้บันทึกได้ ขอขอบคุณความเงียบที่ช่วยให้ปลอดโปร่ง ขอขอบคุณความอิสระที่ช่วยให้ไร้กังวล บันทึกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ช่วงสงครามคาบสมุทรบอลข่าน

สถานที่บันทึก ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันตกตอนตะวันออก ภาคตะวันออกตอนตะวันตก

ความดีของบันทึกชุดนี้ขอถวายบูชาพระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ส่วนข้อบกพร่องข้าพเจ้าขอรับผิดเอง

บันทึกนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงโดยทั่วหน้าเทอญ

ขอให้บารมีของท่านผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานทั้งปวง โปรดเมตตา สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าไปตลอดกาลนิรันดร

ขอให้ข้าพเจ้าแจ่มแจ้งในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงด้วยเทอญ

พระชุมพล พลปฺโ
๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๒

ธรรมภาษิต ตอน "พลายคู่ ตัดเดี่ยว"

โดยพระชุมพล พลปฺโ
พ.ศ.๒๕๔๒