พลายคู่ ตัดเดี่ยว (รวมเล่ม)

พลายคู่ ตัดเดี่ยว เป็นการรวมธรรมภาษิต ๓ บท และรวมธรรมเทศนาอีก ๗ บท ของหลวงพ่อชุมพล พลปญฺโญ

ชื่อ พลายคู่ ตัดเดี่ยว มาจากชื่อพระที่เมื่อเริ่มสร้าง สร้างออกมาเป็นองค์คู่ แต่เมื่อยามใช้งานจริง ก็ต้องจำเป็นต้องแยกออกมาเป็นองค์เดี่ยว จึงเป็นที่มาของคำพลายคู่ ตัดเดี่ยว

สามารถดาวน์โหลดได้ดังนี้

คำนำ

พระพุทธศาสนาเป็นขบวนการแห่งกัลยาณมิตร คือขบวนการแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูล ช่วยกันไป ช่วยกันมา ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดังมีคำกล่าวในการพึ่งกันระหว่างภิกษุกับคฤหัสถ์ไว้ว่า คฤหัสถ์ที่ดี ต้องให้อามิสทาน คือปัจจัย ๔ ในการดำรงชีวิตแก่ภิกษุ เนื่องจากท่านไม่สามารถหาเองได้ ส่วนภิกษุที่ดีก็ต้องให้ธรรมทานแก่คฤหัสถ์ เนื่องจากคฤหัสถ์ เป็นผู้ต้องทำมาหากิน มีกิจมากธุระมาก ไม่มีเวลาว่างในการมาศึกษา ค้นคว้า ธรรม ให้ละเอียดแยบคายได้เท่าภิกษุ

ฉะนั้น การให้ธรรมเป็นทาน จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยให้ขบวนการแห่งการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลของกัลยาณมิตรดำเนินไปได้ ซึ่งนับแต่ครั้งพุทธกาลเป็นต้นมา พระธรรมกถึกทั้งหลาย ก็พยายามขวนขวายในการแพร่กระจาย ขยายธรรม จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง จากชนกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง จากชนชาติหนึ่งไปยังอีกชนชาติหนึ่ง ซึ่งยังผลให้เกิดการสืบต่อ ต่อเนื่อง แพร่กระจาย ขยาย เจริญ ยั่งยืน มั่นคง แห่งพระพุทธศาสนา ตราบเท่าทุกวันนี้

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ศาสนาของพระองค์อุปมาเปรียบประดุจ สุริยัน จันทรา ถ้ายิ่งปกปิดก็ยิ่งเศร้าหมอง ยิ่งเปิดเผยก็ยิ่งสว่างกระจ่างแจ้ง

ผู้เขียนซึ่งแม้จะสำนึกว่าตนยังไม่สมบูรณ์ด้วยคุณวุฒิและคุณธรรมจึงมีศรัทธาที่จะร่วมขบวนการแห่งการเปิดเผยธรรมของพระพุทธองค์ ซึ่งมีคุณสมบัติอันประเสริฐที่น่าซาบซึ้งใจอยู่ข้อหนึ่งคือ เอหิปัสสิโก ซึ่งแปลว่า ธรรมะของพระองค์เป็นของที่ควรเรียกผู้อื่นมาดู

ผู้เขียนจึงได้พยายามขวนขวายดำเนินงาน เพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ซึ่งมีมากมายประดุจน้ำในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ หนังสือเล่มนี้ถือเป็นชิ้นงานเล็กน้อย ซึ่งเป็นไปตามกำลังสติปัญญา และบารมีของผู้เขียนซึ่งมีอยู่น้อยนิดเหลือเกิน

หนังสือเล่มนี้เป็นชิ้นงานเล็กน้อย แต่อัดแน่นไปด้วยความเมตตา ปรารถนาดี ความจริงใจ ปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านอย่างเต็มเปี่ยม

ถ้าหนังสือเล่มนี้สามารถเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่ช่วยให้องค์กรแห่งกัลยาณมิตรดำเนินไปสักเล็กน้อย ข้าพเจ้าก็ดีใจมากแล้ว

ชิ้นงานนี้ ถึงแม้จะไม่สามารถช่วยให้ใครบรรลุธรรมได้ แต่ถ้าสามารถช่วยให้คนมีศรัทธาต่อพระรัตนตรัยเพิ่มขึ้นได้สักนิด ก็ชื่อว่ามีผลประโยชน์เกินคาด

ผู้เขียนเป็นคนมีวาสนาน้อย ฉะนั้น ความปรารถนาให้บังเกิดประโยชน์แก่ตนจึงมีไม่มาก ส่วนความปรารถนาที่จะตอบแทนคุณ สนองคุณ บูชาคุณ ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีเปี่ยมล้นมากกว่า

ฉะนั้น คุณความดีของหนังสือเล่มนี้ ถ้าหากยังมีอยู่เพียงสักนิด ก็ขอถวายบูชาแทบเบื้องยุคลบาท ของพระบรมศาสดาผู้เสด็จออกบวชจากศากยสกุล ผู้ทรงพุทธสิริ ประกอบด้วยพระมหาปุริสลักษณะอันมงคลตั้งร้อย ทรงเป็นพระบรมครูของเทวดาและมนุษย์ ทรงเป็นประดุจนัยนาของโลก พระมหาปัญญาธิคุณของพระองค์ประดุจห้วงมหรรณพ พุทธฉายาของพระองค์แผ่ความร่มเย็นเป็นสุขไปตลอดหมื่นโลกธาตุ แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล

ความผิดพลาดที่มีอยู่ ข้าพเจ้าขอน้อมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ต้องขอขอบคุณและขออนุโมทนา ท่านผู้มีส่วนในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ซึ่งเสียสละ ด้วยศรัทธาอย่างชนิดปิดทองหลังพระจริงๆ

ธรรมะที่ข้าพเจ้าบันทึก ตั้งใจให้เป็นธรรมทาน ไม่คิดครอบครองเป็นของตน ขอคืนธรรมะให้กับธรรมชาติ จึงไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใครอยากได้เอาไปพิมพ์ ให้จุดธูป ๙ ดอก อธิษฐานขอต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาเอง

บุญกุศลจากหนังสือเล่มนี้ และบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมาทุกภพทุกชาติ ข้าพเจ้าขออธิษฐานให้ท่านผู้ประเสริฐที่มีส่วนในการบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาทั้งหลาย จงมีสุขภาพแข็งแรง เจริญรุ่งเรือง คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนา สำเร็จเป็นอัศจรรย์เหนือมนุษย์ทั้งปวง ทุกท่าน

ขอให้ภิกษุและนักบวชทั้งหลาย อย่าได้ขาดแคลนซึ่งปัจจัย ๔ ในการประพฤติธรรม ดำรงชีวิต

ขอให้พระพุทธศาสนาจงเจริญรุ่งเรือง เป็นร่มเงาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวงได้คลายร้อน

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเถิด

ขอให้พระนามว่า "พุทโธ" ดังนี้ จงเป็นที่เคารพเทิดทูนแก่สรรพสัตว์ไปชั่วกัลปาวสาน

ขอให้พระมหาเถร ผู้เป็นขีณาสพทั้งหลาย ได้รับการเคารพ ศรัทธาจากมหาชน แล้วได้โอกาสยกย่องพระพุทธศาสนาให้เจริญถาวรมั่นคงปรากฏไปชั่วกาลนานเทอญ

อิมัง สัจจะ วาจัง อะธิษฐามิ

พระชุมพล พลปฺโ
๑ สิงหาคม ๒๕๔๓

ธรรมภาษิต ตอน "นิราศนคร"

นิราศนคร (ต่อ ๑)

  • อุเบกขาญาณจะเต็มที่ สำหรับผู้เห็นแจ้งและปล่อยวางได้แล้ว
  • การแก้ทุกข์ ไปทำที่อื่นก็ไม่จบ ต้องมาทำที่การถอนอุปาทานในขันธ์ จึงจะจบ
  • เมื่อค้นไปจนหมดแล้ว หาตัวเราไม่เจอ
  • จงดับทุกข์ในปัจจุบันขณะ ที่นี่และเดี๋ยวนี้
  • มัวแต่นั่งกังวลเป็นห่วงว่าจะอดจะอยากแล้วไม่ทำการทำงาน มันจะหนีพ้นความอดอยากได้ยังไง เลิกกังวลแล้วเอาเวลาไปทำงานให้มากๆ เข้า ความอดอยากจะไม่ไปพานพบเอง
  • เจริญสติให้มากๆ เข้า จะดับทุกข์ได้เอง มัวแต่นั่งกังวล ทุกข์จะดับลงได้อย่างไร
  • มันเป็นธรรมชาติธรรมดาของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราของเรา ที่จะต้องบังคับบัญชาไม่ได้และไม่เชื่อฟัง
  • มันทุกข์จากอะไร ? ก็ทุกข์จากการปล่อยสติน่ะซิ !
  • อันที่จริงเราไม่ต้องมีบุญญาวาสนาสูงก็ได้ เอาแค่บวชอยู่ได้ตลอดชีวิตก็พอแล้ว
  • สังขารนี้ เหมือนกับของที่ร้อนแสนร้อน เข้าไปแตะ เข้าไปยึดแล้ว มือพอง ใจพอง ทันที
  • จงทอดอาลัยในการยึดว่ากายนี้เป็นเราเสียที
  • ผู้ที่ไม่เห็นความทุกข์เป็นนิจ จะต้องประมาทอย่างแน่แท้
  • สัญญา คือศูนย์ข้อมูลความจำทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ของเราอย่างแน่แท้ เพราะนำความทุกข์ความเดือดร้อนมาให้อยู่เนืองนิจ ห้ามก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่เชื่อ
  • บางสิ่งที่อยากจำเรากลับลืม บางสิ่งที่อยากลืมเรากลับจำ สิ่งเหล่านี้ คืออาการปรากฏของสัญญาอนัตตา
  • ขันธ์ ๕ คือยาพิษสำหรับผู้ที่เข้าไปยึดมั่น
  • เมตตา กรุณา มุทิตา ยังตกอยู่ในขอบเขตของมายา ส่วนอุเบกขาจึงสามารถพ้นจากแดนมายาได้
  • อัตตาที่มีบุญมีวาสนานี่มันใหญ่โตมาก ละได้ยากเหลือเกิน
  • เมื่อไหร่เราสามารถลงความเห็นเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าขันธ์ ๕ นี้ ยึดมันไว้ไม่ได้ แล้วก็ทอดอาลัยปล่อยวางเสีย เมื่อนั้นก็หมดทุกข์
  • ร่างกายนี้ เปรียบได้แค่เพียงจีวรผืนหนึ่งที่เรานำมาใช้ ไม่ช้าก็ต้องทอดทิ้งไป ฉะนั้น ร่างกายนี้จึงไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เพราะประกอบมาจากธาตุอันเป็นสมบัติส่วนกลางของโลก ซึ่งได้ยืมมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่ช้าก็ต้องคืนกลับให้ธรรมชาติไปอย่างหมดสิ้น ไม่สามารถยื้อยุดฉุดกระชากไว้ด้วยวิธีใด
    สุขเวทนา คือ อาการสะดวกสบาย ปลอดโปร่งของกาย
    ทุกขเวทนา คือ อาการขัดข้องของกาย
    โสมนัสเวทนา คือ อาการสะดวกสบาย ปลอดโปร่งของจิต
    โทมนัสเวทนา คือ อาการขัดข้องของจิต
    อุเบกขาเวทนา คือ อาการกลางๆ ระหว่างกึ่ง
    สัญญา คือ ศูนย์ข้อมูลความจำทั้งหลาย
    สังขาร คือ ตัวปรุงแต่งไปในทางดีชั่วบุญบาป
    วิญญาณ คือ ตัวรับรู้ต่อสิ่งที่มากระทบทั้งหลาย
    ทั้งหมดนี้ เป็นอนัตตาทั้งสิ้น เพราะว่าเป็นของที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย บังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนามิได้

นิราศนคร (ต่อ ๒)

  • เพราะว่าเราหลงผิดยึดมั่นเอาไว้ว่าเราเป็นมนุษย์ผู้ชายนั่นเอง จึงเกิดความยินดีพอใจในมนุษย์ผู้หญิง เหมือนหมูตัวผู้ที่ยินดีต่อหมูตัวเมียฉะนั้น เพราะว่ามันหลงผิดยึดมั่นเอาไว้ว่า มันเป็นหมูตัวผู้นั่นเอง จึงเกิดความยินดี พอใจในหมูตัวเมีย ซึ่งในสายตาของมนุษย์ผู้ชายแล้ว หมูตัวเมียไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีเลย เพราะว่ามนุษย์ผู้ชายไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นหมูตัวผู้นั่นเอง
    เมื่อมาคิดดังนี้แล้วก็พบว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งสิ้น สมมุติเอาไว้หลอกคนโง่ ความจริงแล้วนั้น มนุษย์ก็ไม่มี หมูก็ไม่มี ผู้ชายก็ไม่มี ผู้หญิงก็ไม่มี ตัวผู้ก็ไม่มี ตัวเมียก็ไม่มี
    สัตว์ทั้งหลายที่ยังประกอบอยู่ด้วยอวิชชา พากันหลงมัวเมาเพลิดเพลินอยู่ในมายาธรรม ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง
  • ความตายไม่ได้อยู่ห่างไกลไปที่ไหน แค่การไม่เปลี่ยนอิริยาบถก็สามารถกระชากชีวิตไปได้แล้ว ชีวิตจึงช่างเป็นสิ่งบอบบางอย่างเหลือเกิน
  • สมบัติชิ้นสำคัญของชีวิตคือความตาย
  • ผู้มีชีวิตที่กลัวความตาย จึงเป็นคนโง่อย่างที่สุด
  • เพลิดเพลินอะไรหนอกับชีวิตที่พร้อมจะแตกดับทุกขณะจิต
  • เพราะความมืดบอดนั่นเอง สัตว์ทั้งหลายจึงไม่เห็นทุกข์เห็นโทษของโลก
  • ถอนความรู้สึกว่าเราเป็นผู้ชายคนหนึ่งออกเสีย กามฉันทะจะมีไม่ได้เลย
  • เราถูกตัวเองหลอกให้รู้สึกว่าเป็นผู้ชายก่อน แล้วค่อยไปถูกผู้หญิงหลอกให้ไปหลงรัก
  • ถ้าตัวละครไม่มีแล้ว เรื่องราวจะมีได้อย่างไร
    ถ้าเราถอนอัตตาตัวตนให้สิ้นแล้ว ไอ้การที่จะไปเกี่ยวข้องกับคนโน้นคนนี้ จะมีได้อย่างไร
  • อย่าคิดว่างานเจริญสติปัญญาเพื่อรักษาจิตจะเสร็จลงเมื่อไหร่ เพราะงานนี้เป็นงานสำคัญที่ต้องทำไปตลอดชีวิต เป็นงานสำคัญที่ต้องทำไปจนวันตาย ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อกำจัดกิเลส หรือเพื่อเป็นวิหารธรรม
  • ชีวิตมนุษย์ของเราทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว ไม่ควรเลยที่จะเสียเวลาไปทำอย่างอื่น ควรจะใช้เวลามาฝึกสติปัญญาสำหรับเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้งหลาย ที่จะย่างกรายมาในอนาคตอันใกล้นี้
  • ปากทางนิพพาน คือ การเห็นทุกข์ กำหนดทุกข์ และหยั่งรู้ทุกข์ มิใช่การหนีทุกข์
  • การกำหนดทุกข์ ไม่ต้องไปแสวงหาทุกข์ในที่อื่นไกล แค่เพียงไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ก็มีทุกข์เหลือเฟือให้กำหนดแล้ว
  • สิ่งที่เราเอามาคำนึง เอามาปรุงแต่งให้เป็นทุกข์เป็นร้อน ส่วนมากจะเป็นมายาภาพกับวิมานในอากาศทั้งสิ้น ช่างน่าสงสารคนโง่หอบฟาง คนบ้าหอบสมมุติคนนี้เหลือเกิน
  • ขันธ์ ๕ ล้วนแล้วแต่เป็นมหาทุกข์อยู่ในตัวเองเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แบบแล้ว การดำรงค์อยู่ของมนุษย์แต่ละวัน เป็นแต่เพียงเรื่องแก้ทุกข์ทั้งสิ้น
  • เพียงแค่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถให้ มันก็เจ็บปวดเดือดร้อนแสนเข็ญจนถึงตายได้แล้ว ฉะนั้น ความตายจึงอยู่ในสายเลือดนี่เอง ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน
  • เมื่อเห็นทุกข์ของขันธ์ ก็ถอนอุปาทานออกเสียซิ ไปกังวลกับมันทำไม
  • ปุถุชนทั้งหลาย เป็นผู้เดือดร้อนทั้งสิ้น เพราะยังไม่รู้จักศีลอันเป็นของพระอริยะ สมาธิอันเป็นของพระอริยะ ปัญญาอันเป็นของพระอริยะ และวิมุติ อันเป็นของพระอริยะ
  • ความคิดที่งี่เง่าที่สุดก็คือความคิดที่ว่า ไอ้นั่นของกู ไอ้นี่ของกู

นิราศนคร (ต่อ ๓)

  • สังขารมนุษย์นี่มันเป็นมหาทุกข์อย่างเหลือร้ายจริงๆ
  • เมตตาเป็นกรรมฐานที่ใช้ปราบมานะได้อย่างดีมากเลย
  • คนโง่เขลาเบาปัญญาก็พากันหลงเพ้อหาสังขารที่แสนทุกข์เข็ญนี้อยู่ร่ำไป
  • ถ้ายังกอดรัดเทิดทูนบูชาสังขารที่เป็นก้อนทุกข์นี้อยู่ แล้ว จะพ้นทุกข์ได้เมื่อใดเล่า
  • ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากทุกข์เถิด ถึงแม้จะต้องสูญเสียทอดทิ้งสมบัติที่มีค่าทุกชิ้นที่มีอยู่ในชีวิตไปก็ตามที
  • ถ้าเห็นความทุกข์แล้วจิตมันสละโลกามิสได้ดี ถ้าไม่เห็นมันไม่ยอมสละง่ายๆ
  • สังขารนี้คบไม่ได้ เราต้องรีบทิ้งมันก่อนที่ความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะย่างกรายเข้ามา
  • เราคิดดีแล้วหรือที่เป็นห่วงกังวลในสวัสดิภาพของสังขารที่ให้ร้าย นำทุกข์มาให้อย่างยิ่งใหญ่ถึงปานนี้
  • หวังจะกระเดือกไส้เดือน เลยไปเจอเบ็ดเข้าเต็มเปา หวังจะเสวยสุขเวทนาโดยผ่านขันธ์ ๕ ก็ไปเจอทุกข์เข้าเต็มเปา
  • ไม่เอาแล้ว ฉันไม่อยู่กับเธอแล้ว ฉันจะไปแล้ว เพราะเธอไม่ได้ให้อะไรดีกับฉันเลย ยึดตรงไหนก็ผิดหวังตรงนั้น
  • จะไปหานิพพานที่ไหน ไปหาในดง ในถ้ำ ในป่า ในเขา ก็ไม่เจอนิพพาน ต้องมาหาที่กายและจิตนี่แหละจึงจะเจอ
  • ตัดขันธ์ ๕ ให้เหมือนกับที่ตัดคนรักซิ ถอนอาลัยเสียให้สิ้น เดี๋ยวก็ขาดไปเอง
  • ลาก่อน ความเป็นหญิงเป็นชาย
  • อย่าถือตัว อวดดี ตายใจในความสมบูรณ์พูนสุขไปเลย เราเปรียบเหมือนโคที่เขาบำรุงบำเรอ ก่อนที่จะพาเดินไปสู่ที่ฆ่าเท่านั้นเอง ไม่ได้มีคุณค่าสูงส่งอย่างที่ตัวเองพร่ำเพ้อไปเลยสักนิดเดียว
  • สิ่งที่จำเป็นที่เราจะต้องทำต่อจากการเจริญสติปัญญา คือการสละละวางนั่นเอง
  • สังขารนี่ถึงเราจะไปกังวลมัน ก็บังคับมันไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ
  • เราจะต้องตั้งจิตวางเฉยให้ได้ แม้ในสภาพกายทุกข์แสนเข็ญ
  • ฉุดมันไม่อยู่แล้ว มันจะเดินเข้าหาความตายท่าเดียว
  • ไม่เป็นไร ถ้าหากเราช่วยใครแล้วเขาไม่ตอบแทนเรา เพราะหน้าที่เราคือผู้ให้ ไม่ใช่ผู้รับ
  • เมื่อปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเห็นโทษของการที่เอาจิตไปเกาะกับกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และก็ยิ่งเห็นคุณค่าของการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ มากขึ้นเรื่อยๆ

นิราศนคร (ต่อ ๔)

  • ทั้งงานประจำและงานอดิเรกของเราก็คือการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔
  • เราไม่อยากไปเกิดเป็นเทวดาเลย เพราะถ้าไปเกิดเป็นเทวดาก็ต้องไปหลงเพลิดเพลินต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์ ทำให้จิตเสื่อมเสียคุณภาพอีก
  • การเจอทุกข์ เผชิญทุกข์ ทนทุกข์ ช่วยให้จิตเข้มแข็ง เป็นการเสริมคุณภาพของจิตอย่างดีมาก
  • สติ จำเป็นมากที่จะมาใช้ในการสู้กับทุกข์ ผู้อ่อนแอในการเจริญสติ จะต้องตกม้าตาย
  • เราเบื่ออดีตที่ไม่เป็นไปดังใจ เราเบื่ออนาคตที่บังคับบัญชาไม่ได้ เราเบื่อปัจจุบันที่มิใช่ตัวเราของเรา
  • ความคิดที่คิดขึ้นมาแล้วไม่สร้างสรรค์ แถมยังนำความทุกข์มาให้นั้น เลิกคิดมันเสีย
  • เราจะมามัวนอนใจ นอนจมอยู่กับสังขารอันแสนทุกข์เข็ญนี้ต่อไปมิได้อย่างเด็ดขาด ต้องรีบละอุปาทาน ถอนความยึดมั่นจากมันเสีย ยิ่งไวเท่าไหร่ยิ่งดี
  • เพลิดเพลินอะไรนัก ยินดีอะไรนัก ในเมื่อโลกนี้ลุกอยู่ด้วยกองเพลิง คือความแก่ ความเจ็บ ความตาย ในขณะที่ท่านทั้งหลายพากันรื่นเริงอยู่ในปากแห่งพระยามัจจุราชอยู่นั้น ผู้มีปัญญาจักษุต่างพากันเร่งรีบประพฤติธรรม เพื่อนำตนพ้นจากทุกข์ทั้งปวงอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งหลายเทียว
  • ข้าพเจ้าขอส่งบัตรอวยพรอันเปื้อนเลือดมายังท่านทั้งหลายที่กำลังสนุกสนานรื่นเริงอยู่ในปากมัจจุราชด้วยความสลดสังเวชใจยิ่ง
  • สวัสดีจ้ะมัจจุราช เรากำลังรอท่านอยู่อย่างสงบ ในฐานะผู้ที่เตรียมตัวอย่างพรักพร้อมที่จะเผชิญท่านในทุกขณะจิต
  • กายนี้มันก็เป็นสมบัติของโลกแท้ๆ ถึงเวลาที่มันถูกบีบคั้นมากๆ ก็คืนมันให้กลับไปสู่โลกเสีย จะไปหวงแหนเอาไว้ทำไมกับไอ้ของที่ยืมเค้ามาใช้ชั่วคราว
  • ชีวิตของเราได้ถึงความตายมาตั้งแต่วันบวชแล้ว ที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ก็เพราะท่านผู้มีเมตตาจิตทั้งหลาย ได้ช่วยสืบต่อไว้ด้วยปัจจัย ๔ สืบมาได้ทีละวันเท่านั้นเอง ฉะนั้น เราจึงเป็นคนตายแล้ว ก็เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าเรายังมีชีวิตอยู่ ก็จะเกิดความทุกข์เดือดร้อนขึ้นมาทันที เพราะว่าเราตายแล้ว
  • จะถืออะไรเป็นความแน่นอนมั่นคงจริงจังกับการสืบต่อของสังขาร จะตายวันตายพรุ่งใครจะไปรู้
  • ยังไม่เข็ดก็หอบของร้อนไว้ต่อไป ถ้าเข็ดแล้วก็รีบทิ้งเสีย
  • มันปวดกันเอง เดี๋ยวมันก็ตายกันเองแหละ ไม่ใช่เราปวด ไม่ใช่เราตาย มันพ้นทุกข์ตรงนี้เอง
  • เวทนาทั้งหลายนั้น มันเสวยกันเอง แล้วมันก็ทุกข์กันเองนั่นแหละ ไม่ใช่เราเสวย ไม่ใช่เราทุกข์ ไปทุกข์ให้มัน ไปทุกข์แทนมันทำไมเล่า
  • สำหรับจิตที่ฟุ้งนั้น มันก็ฟุ้งกันเอง เดือดร้อนกันเอง ไม่ใช่เราฟุ้ง ไม่ใช่เราเดือดร้อน ไปฟุ้งแทนมัน ไปฟุ้งให้มันทำไม
  • อย่ามีตัวกูของกูขึ้นมารับทุกข์แทนมันซิ
  • การเจริญกิจของอริยมรรคนั้น เรามีหน้าที่ทำลูกเดียว ส่วนผลจะออกมาอย่างไร เราไม่เกี่ยว
  • อย่าไปยึดผลแห่งการปฏิบัติธรรมมาเป็นตัวเราของเรา ผลแห่งการปฏิบัติจะเป็นไปในรูปใดก็ทิ้งมันเสียอีก

นิราศนคร (ต่อ ๕)

  • ดับทุกข์ที่ในขณะจิตปัจจุบันก็พอ ไม่ต้องไปดับทุกข์ในขณะอดีต และไม่ต้องไปดับทุกข์ในขณะอนาคต
  • ผู้ที่เป็นวิตกจริต กังวลมาก ต้องเจริญปัจจุบันอารมณ์ให้มากๆ จึงจะแก้ได้
  • เมื่อเห็นทุกข์แล้วก็จงอย่างยินดีในความมี ในความเป็น
  • น่าสงสารชีวิตของผู้ที่เจ็บแล้วไม่จำ สละไม่จริง ทิ้งไม่ขาด พูดได้แต่ทำไม่ได้ คิดได้แต่ไม่กล้าทำ ทำแล้วก็ไม่กัดฟันสู้ให้สำเร็จ เบื่อๆ อยากๆ เขาต้องเวียนวนอยู่ในวัฏฏสงสารอย่างไม่รู้จุดจบ
  • เดินหน้าแล้วอย่าถอยซิเพื่อนรัก กำลังกาย กำลังใจมีเท่าไร จงเบ่งออกมาพิสูจน์กับอุปสรรคให้รู้ดำรู้แดง ผลจะออกมาเกินคุ้มค่าเหนื่อยเชียวเพื่อนเอ๋ย
  • กับดักของโลก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
  • ในเมื่อเห็นว่าโลกนี้เป็นทุกข์ ก็อย่าติดกับดักของโลกเน้อ
  • เราเบื่อโลกตั้งต้นตั้งแต่กายและจิตออกไปเลย
  • ถ้าทำอะไรไม่มีความเด็ดขาด จะเดือดร้อน
  • เราเข็ดขยาดกับโลกเสียแล้ว
  • โลกนี้ปรากฏแก่เราประดุจหลุมถ่านเพลิงที่ไฟลุกโชติช่วงอยู่ กลับปรากฏเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์แก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย ประดุจฝูงแมลงเม่าบินเข้าสู่กองเพลิงด้วยอาการรื่นเริงยินดี ฉะนั้น
  • เราหมดอาลัยตายอยากที่จะไปแสวงหาสถานที่เป็นสุขเสียแล้ว เพราะไปไหนก็ต้องหอบเอาขันธ์ ๕ อันแสนทุกข์เข็ญนี้ไปด้วย
  • เราเลิกคิดที่จะอำนวยความสุขให้กายนี้เกินประมาณเสียแล้ว เพราะถึงบำรุงอย่างไรมันก็นำความเดือดร้อนมาให้อยู่ดี
  • ความบ้าอย่างบัดซบที่สุดก็คือ เราถูกหลอกให้มาเป็นห่วงกังวลต่อกายนี้
  • ถ้าเราไม่ตัดความอาลัยที่มีต่ออารมณ์เหยื่อล่อกับดักของโลกให้อย่างจริงจัง จะต้องกลับมาเกิดอีกแน่นอน
  • เรื่องการเข้าไปยินดียินร้ายในสิ่งทั้งหลาย ไม่ใช่หน้าที่ของเรา
  • ผู้ไม่มีขันติจะเดือดร้อน
  • อยู่ที่ไหน ในฐานะใด ก็ต้องอดทนทั้งนั้น
  • การสร้างบารมีทุกอย่าง จำเป็นต้องใช้ความอดทนมาต่อสู้กับความลำบากเดือดร้อนบ้างเป็นธรรมดา แต่ว่าถ้าหากพยายามทำจนสำเร็จตามที่ตั้งใจได้แล้ว จะเกิดความปีติ รื่นเริง เป็นผลตอบสนองอย่างคุ้มค่าทีเดียว
  • เรายังเป็นทุกข์เดือดร้อนอยู่ เพราะยังไม่วางเฉยทางทวารทั้ง ๖ โดยแท้

นิราศนคร (ต่อ ๖)

  • ถ้าเรายังอาศัย ยังหวัง ความสุขจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้ว จิตเราก็จะอยู่ในระดับที่จะเป็นทุกข์เพราะกายนี้อยู่
  • ดูให้เห็นว่าเวทนาเป็นมายา เวทนาก็มีเกิดมีดับเหมือนกัน
  • เป็นห่วงอะไร กับกายที่ทุกข์แสนเข็ญอย่างนี้
  • ไม่มีความจำเป็นใดเลย ที่เราจะต้องไปตอบสนองเมื่อมีคนมารักเรา หรือเกลียดเรา
  • อย่าเอาจิตไปยึดไปเกาะไปหวังอะไรทั้งสิ้น เพราะว่า แม้แต่หมูในอวยก็ยังกลายเป็นของหมาไปได้
  • ปัญญาที่แท้จริงต้องเรียนจากทุกข์
  • สติที่แท้จริงต้องฝึกจากปัจจุบันอารมณ์
  • ทุกสิ่งทุกอย่างทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา แม้จะทุกข์ยากลำบากแสนเข็ญ หรือว่าน่าอับอายขายหน้าเพียงไร ก็ถือว่าเป็นบทเรียนแห่งชีวิตที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทั้งสิ้น
  • ถ้าเราหลงเพลิดเพลินยินดีเป็นสุขกับสิ่งใดละก้อ ภายหลังจะต้องชดใช้คืนเป็นทุกข์โทมนัสในจำนวนที่เท่ากับความสุขที่ได้รับอย่างไม่ขาดตกบกพร่องทีเดียว
  • ธรรมชาติทั้งมวลให้ความเป็นธรรมแก่สรรพสัตว์เสมอ หากแต่ว่าสิ่งที่ลำเอียงก็คือใจมนุษย์เอง
  • กรรมลิขิตชีวิตมนุษย์ก็จริงอยู่ แต่ความสุขและความทุกข์ในใจของผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้ลิขิตเอาเอง
  • เราจะบวชเอาพ้นทุกข์ หรือจะบวชเอาคนศรัทธา
  • คนโง่เขลาเบาปัญญาทั้งหลาย ย่อมถือตัวอวดตัวเย่อหยิ่งถือดี ในความมั่งคั่ง ในความอุดมสมบูรณ์แห่งโภคสมบัติของตน เขาย่อมไม่ล่วงรู้ถึงการที่ตนเองกำลังสนุกสนานรื่นเริงอยู่ในปากแห่งพระยามัจจุราชแม้แต่นิดเดียว
  • ปุถุชนทั้งหลายยังเป็นผู้ไม่เห็นโทษอันใหญ่หลวงของกาม ย่อมจินตนาการไม่ออก ไม่เข้าใจ ถึงสภาพจิตของพระอริยเจ้า ที่ท่านไม่มีความต้องการด้วยกาม
    ส่วนพระอริยะทั้งหลายเป็นผู้เห็นโทษอันใหญ่หลวงของกามอย่างแจ่มแจ้งด้วยตนเอง ย่อมไม่มีความสงสัยต่อดวงจิตที่ไม่มีความต้องการด้วยกาม ไม่ต้องการสุขเวทนาจากการบริโภคกาม เพราะท่านเป็นผู้หน่ายกามด้วยดวงจิตของตนเองแล้วนั่นเอง
    ฉะนั้น ปุถุชนทั้งหลายย่อมเกิดความลังเลสงสัย ต่อดวงจิตอันน่าศรัทธาของพระอริยเจ้าทั้งหลายเสมอไป
  • สิ่งใดที่ซื้อได้ด้วยเงินตรา จะเป็นจุดอ่อนให้มารร้ายทั้งหลายหยั่งลงได้
  • ผู้มีฤทธิ์ มีเดช มีเกียรติ มีอำนาจ มีศักดิ์ศรี มักจะเหลิง และไปทำกรรมชั่วได้ง่ายดายนัก
  • เพียงแค่รู้เท่านั้น อย่าไปเสวยมัน ถึงแม้แต่รู้ก็สักว่ารู้ โดยมีปัญญาเห็นโทษอยู่ตลอด ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวง
  • ถูกหลอกแล้ว ที่ไปติดกายตนเอง ติดกายผู้อื่น
  • ถ้าเราเข้าไปยึดอนาคตที่จะได้ดีมีสุขว่าเป็นของเรา อนาคตที่จะทุกข์เดือดร้อนก็จะติดมาด้วย ทำให้เราต้องเป็นทุกข์กังวลกับอนาคตไม่รู้จบ

นิราศนคร (ต่อ ๗)

  • อนาคตทุกช่วง ไม่ใช่ตัวเราของเรา
  • ถ้าตั้งใจจะแสวงหา ลาภสักการะ เกียรติยศชื่อเสียง และการกราบไหว้บูชาของตระกูล ก็จงนั่งลงแล้วเริ่มร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดยังจะดีกว่า
  • ปุถุชนทั้งหลาย สัมผัสกับอะไรก็จะเสวยท่าเดียว ส่วนพระอริยะนั้น สัมผัสกับอะไรก็สักแต่ว่ารู้ ไม่เสวย
  • อย่าปล่อยให้สิ่งสวยงาม สะดวกสบาย น่ารื่นเริงใจ ในโลกนี้ มาหลอกให้เรารู้สึกว่าโลกนี้เป็นสุขขึ้นมาได้
  • โลกนี้หรือใช่มีเพียงทรามวัย ธรรมะที่รู้แจ้งขึ้นมาที่ใจมีค่ากว่าเธอ
  • พี่นี้ไม่มีสมบัติพัสถาน

จบธรรมภาษิต ตอน “นิราศนคร”

บันทึกเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๓๗ ขณะที่มากด้วยการกำหนดสติหยั่งรู้ทุกขเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในช่วงเวลาที่ไปเข้าบำเพ็ญกรรมฐาน หลังฝนซา พายุหาย ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ความดีของธรรมะชุดนี้ ขอบูชาพระคุณของพระรัตนตรัย ที่ให้ความร่มเย็นแก่มวลมนุษยชาติมาช้านาน

ธรรมะชุดนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สัตว์ทั้งปวงไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรสแล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวง โดยทั่วหน้ากันเถิด

พระชุมพล พลปฺโ
๑๐-๒๘ มกราคม ๒๕๓๗

ธรรมภาษิต ตอน "มืด..เงียบ..และอิสระ"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๑๖ มิ.ย. ๒๕๔๒

มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๑)

  • จงสร้าง จงวางระบบไว้ บุคคลย่อมพราก ย่อมจาก ย่อมตายไป แต่ระบบจะอยู่ได้
  • เราไม่กลัวจิตตกหรอก กลัวแต่ว่าจะหมดความเพียร เราไม่กลัวการพลาดพลั้งหรอก กลัวแต่การขาดกำลังใจที่จะฮึดสู้
  • ชีวิตเราผิดพลาดมาตลอด เพียงแต่โชคดีอยู่หน่อยตรงที่ว่าเมื่อผิดพลาดในสิ่งใดแล้ว เราจะพยายามไม่ให้ผิดพลาดในสิ่งนั้นเป็นหนที่สอง
  • ความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย การทำผิดยอมรับผิด เปิดเผย ความผิดตัวเองไม่ปกปิด นั่นแหละ จะช่วยตนเองยามคับขันเป็นตายได้
  • ขอให้ข้าพเจ้าไม่เห็นความผิดของคนอื่น ขอให้ข้าพเจ้าเห็นความผิดของตนเอง ขอให้ข้าพเจ้าเห็นความดีความชอบของคนอื่น ขอให้ข้าพเจ้าไม่เห็นความดีความชอบของตนเอง ขอให้ข้าพเจ้าเห็นว่าตนเองเป็นผู้ต้องแก้ไขและพัฒนาอยู่เสมอ ขอให้ข้าพเจ้าไม่หยุดยินดีในความดีเล็กน้อย ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ใฝ่สร้างความดีให้ยิ่งขึ้นเสมอ ขอให้ข้าพเจ้าไม่เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มของผู้เย่อหยิ่งจองหองพองขน
  • เราไม่คิดว่าอะไรจะทำให้เราร่ำรวยได้ยิ่งกว่าความมักน้อยสันโดษ เพราะมันจะสร้างตัวพอขึ้นให้ในจิตใจ พอเมื่อไหร่ก็รวยเมื่อนั้น ถ้าไม่พอต่อให้มีเงินหมื่นล้านก็ยังจนอยู่
  • ไม่มีอะไรพอดีหรอกในโลกนี้น่ะ มีแต่มากไปน้อยไปทั้งนั้น จงทำใจเราให้รู้จักความพอดีก่อนแล้วโลกนี้จะพอดีไปเอง
  • คนเราถ้าพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ก็จะเป็นสุข ถ้าเอาตัวไปเปรียบเทียบกับคนที่เหนือกว่ามาก ๆ จะเป็นทุกข์
  • เราจะหวังให้ใครมาซื่อสัตย์ จงรัก ภักดีต่อเรา ก็แม้แต่กายที่เราประคบประหงมทุกวัน ต่อไปมันก็จะทรยศหักหลังเราจนได้
  • เราเป็นพระจะต้องเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้ญาติโยมฉุดรั้งไปตามอำเภอใจ
  • จงอยู่เฉย ๆ แล้วเป็นไปตามธรรมชาติของตัวเอง
  • เพราะความอยากเด่น จึงอายตัวเอง
  • ผู้ไร้อวิชชาพวกเดียวเท่านั้น จึงจะอยู่เป็นสุข
  • ตรงไหนเป็นทุกข์ให้กำหนดหยั่งรู้ดูตรงนั้นแหละ จะมีทั้งปัญหา และวิธีแก้ปัญหาอยู่ในที่เดียวกัน เพราะว่าปัญหาทั้งหลายย่อมบอกวิธีแก้ตัวมันเอง แก่ผู้มีความเพียรเพ่งพินิจด้วยปัญญาและความเยือกเย็นแยบคายเสมอมา
  • คนเราเริ่มต้นหัดโกหกคนอื่นก่อน ต่อมาวิบากกรรมก็จะย้อนมาบังคับคนชอบโกหกนั้นไม่ให้เห็นสัจจะความจริงทั้งหลาย เขาผู้นั้นจึงถูกจิตตัวเองโกหก ทำให้ต้องคิดอะไรผิดพลาดจนตัดสินใจทำอะไรที่เป็นโทษแก่ตัวเองอย่างมากมาย โดยไม่มีปัญญาเข้าใจได้เลยว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นจะนำความฉิบหายเสื่อมเสียมาสู่ตนเองภายหลัง
    ฉะนั้นผู้หวังความสวัสดีแก่ตนเอง จงอย่าฝึกฝนตัวเองให้ชำนาญในการโกหก เพราะจะนำความฉิบหายใหญ่หลวงมาให้ในภายภาคหน้า
  • ความซื่อตรง มีสัจจะ จะช่วยให้ปัญญาของคนผู้นั้นมองเห็นเหตุผลต่าง ๆ อย่างชัดแจ้งตรงไปตรงมา เป็นประโยชน์แก่การเจริญก้าวหน้าของการหยั่งรู้สัจจธรรมทั้งปวงที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต ซึ่งคนที่ไร้ความซื่อตรงไร้สัจจะ ไม่อาจมองเห็นได้เลย
  • ความยึดมั่นอุปาทานของจิตต่อสิ่งใดก็ตาม จะชักพาให้จิตเข้าสู่ทางแคบ ทางตัน จนทำให้ จิตถูกบีบคั้น แล้วเกิดความทุกข์ใจลำเค็ญขึ้นมา
  • ไม่เป็นไรที่บางช่วงในชีวิตเราต้องเจอความผิดหวังบ้าง เพราะว่าความผิดหวังทุกครั้ง สร้างกำไรในทางปัญญาให้แก่ตนเสมอ
  • จิตที่ถึงพร้อมไปด้วยจาคะคือความสละนั้น ย่อมจะก้าวขึ้นไปสู่ความเจริญที่ไม่มีโอกาสเสื่อมเลย
  • ตัวละนี่เองที่นำพาจิตไปสู่นิพพาน

มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๒)

  • การบรรลุนิพพานคือการสิ้น อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม จงสำเหนียกให้ดีว่า ต้องสิ้นกรรมด้วย
  • ผู้ที่ยังมีอุปาทาน ยึดมั่นในตัวกู-ของกู คือผู้ที่พร้อมที่จะพลาดท่าได้เสมอ ในประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน
  • ตราบใดที่ยังมีอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็ชื่อว่ารากเหง้า และสาเหตุแห่งความเดือดร้อนก็ยังมีอยู่พร้อมมูล
  • จงอยู่อย่างธรรมดา และยินดีในความเป็นธรรมดาของตน
  • ผู้มีอำนาจ มีเกียรติ มีเดช ย่อมสามารถทำงานใหญ่ได้ แต่ว่า ผู้มีอำนาจ มีเกียรติ มีเดช ไม่ใช่ว่าจะต้องถูกเสมอไป
    ฉะนั้นผู้ถูกต้องเป็นธรรม ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำงานใหญ่ได้
  • เรื่องราวในโลกไม่ใช่ว่าจะต้องสำเร็จสมบูรณ์เพื่อเราไปเสียทุกเรื่องนี่นา
  • ผู้ที่ปรารถนาความพ้นโลก จะต้องวางแผนการต่าง ๆ โดยที่ไม่มีความคิดที่เป็นห่วง หวงแหนในผลประโยชน์ของตนในทุกกรณี
  • ความเห็นแก่ตัวทำให้โลกเอียง
  • เราขอยอมแพ้ต่อภาษามนุษย์ ว่าเราไม่สามารถเรียนรู้รอบอย่างถี่ถ้วน จนสามารถใช้มันอย่างพิสดารถูกต้องสมบูรณ์ได้
  • ความใจร้อน แสดงออกให้เห็นซึ่งความอ่อนหัดของตัวเรา
  • ผู้ที่จะบรรลุธรรม ต้องเป็นคนจริงเท่านั้น
  • อัสมิมานะ คือความยึดมั่นในตน ย่อมนำมาสู่ความหลง ความหลงย่อมนำมาสู่ความโลภ และความโกรธ ซึ่งจะนำไปสู่ความทุกข์ใจทั้งหลาย
  • ความหิวโหยกระหายทางจิตจึงเกิดความถือครองขึ้นมา เพราะความถือครองจึงเกิดความหวงแหน เพราะความหวงแหนจึงเกิดความยึดมั่นถือมั่นอุปาทาน เพราะฉะนั้นอุปาทานจึงเกิดต่อเนื่องมาจากความยินดียินร้ายขณะกระทบอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง ดังต่อไปนี้
    ความยินดียินร้ายขณะกระทบอารมณ์ นำมาสู่ ความหิวโหยกระหายทางจิต นำมาสู่ ความถือครอง นำมาสู่ ความหวงแหน นำมาสู่ ความยึดมั่นถือมั่นอุปาทาน นำมาสู่ อัสมิมานะ (ความถือตัวถือตนยึดมั่นในตัวกูของกู) นำมาสู่ ความหลง นำมาสู่ ความโลภ ความโกรธ นำมาสู่ ความทุกข์ใจทั้งหลาย
  • ผู้ที่ไม่ยินดีในความเรียบง่ายก็คือ ผู้ที่ยินดีในการบำรุงบำเรอปรนเปรอ ตอบสนองกิเลสตัณหาตัวเอง
  • บุคคลที่มีจิตยินดี ในความเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม คือผู้มีสมบัติมหาศาลอยู่ประจำตัว
  • เหตุการณ์ไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่จงอย่าได้ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค
  • เราห้ามอุปสรรคไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่เมื่อเจออุปสรรคแล้วเราพยายามแก้ไขไปในทางที่ดีที่สุด ก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิตแล้วละ
  • เรื่องหน้าแตกใด ๆ เราก็ต้องฝึกทนให้ได้ เพราะว่าในอนาคตเราก็ต้องมีโอกาสพานพบเรื่องหน้าแตกอีกมากมายนัก
  • จงอย่าทำลายสมรรถภาพทางจิตของตนเอง โดยการนำเรื่องราวในอดีตมาทุกข์ตรม ขมขื่น น้อยเนื้อ ต่ำใจ โศกเศร้า เคล้าน้ำตา
  • อดีตคือสิ่งที่เราต้องลืม และอนาคตก็คือสิ่งที่เราต้องไม่อยากรู้ ผู้ที่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดนั่นเอง คือสุดยอดของพรแห่งสวรรค์แล้ว

มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๓)

  • สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป โลกนี้ คือละครอย่ายึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง สิ่งทั้งปวงทั้งรูปธรรม นามธรรม บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ควรยึดมั่น ควรปล่อยวางเสีย หนักนัก วางเสีย ทุกข์นัก วางเสีย ร้อนนัก วางเสีย
  • โลกนี้ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้น ที่ดับไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ น่าสังเวชมาก ฉะนั้นสิ่งทั้งปวงในโลก จึงไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรละวางความยึดมั่นต่อสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ ทั้งรูปธรรม นามธรรม
  • จงดูสัตว์โลก ผู้ถูกความหลงครอบงำ ไม่มีหัวคิดนำพาชีวิตตัวเองไปสู่ทางเจริญ จงเห็นโทษ ในความหลงมัวเมาโลกของสรรพสัตว์ ความตายย่างกรายใกล้ตัวเองเข้ามาทุกวัน แต่ยังประมาทมัวเมาอยู่ หลงเพลิดเพลินอยู่ในปากมัจจุราช สนุกสนานยินดีในบ่วงมาร เมื่อเราเข้าใจว่าชีวิตไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ก็ควรแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิตกันได้แล้ว อย่าปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปเปล่า ๆ เลย
  • บุคคลที่จะประกอบกิจการใหญ่ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ไม่สามารถจะใช้แค่ปัญญาอย่างเดียว จำเป็นจะต้องมีบารมีทางเดชด้วย
    คำว่าบารมีทางเดช หมายถึง เรามีบารมีเพียงพอที่จะเป็นพลังผลักดันให้สามารถต่อสู้อุปสรรค เรามีพลังที่จะเป็นที่เกรงขามแก่คนรอบข้าง เรามีพลังที่จะทำให้คนรอบข้างมีความเห็นพ้องต้องกับเราไม่คอยขัดขวางขัดแย้งจนเราไม่สามารถดำเนินกิจการตามอุดมคติของเราได้ เรามีพลังที่จะทำให้ศัตรูยอมศิโรราบไม่กล้ามาต่อกร เรามีพลังเพียงพอที่จะชักจูงบริวารของเราให้ซื่อสัตย์จงรักภักดี ไม่คิดคดทรยศและยินดีในการช่วยเหลือเราจนสุดกำลัง
    ฉะนั้นบารมีทางเดชก็คือสิ่งที่จะช่วยให้สิ่งที่เราคิดขึ้นมาด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมนั้นสำเร็จลุล่วงไปเป็นจริงเป็นรูปธรรมออกมาได้ ไม่เป็นเพียงแค่โครงการในอากาศธาตุ ฉะนั้นเราจึงควรสั่งสมบารมีทางเดชติดตัวไว้บ้างอย่างไม่น่ามองข้าม
    วิธีการสร้างบารมีทางเดชมีได้หลายประการ เช่นพยายามแสดงออกซึ่งการเคารพบูชาต่อบุคคลหรือสิ่งที่สูงด้วยคุณความดีอยู่เสมอ การพยายามป้องกันขัดขวางไม่ให้สิ่งที่สูงด้วยคุณความดีถูกเหยียดหยาม ดูถูกทำลาย การพยายามช่วยเหลือให้สิ่งที่สูงด้วยคุณความดี ได้รับการยกย่องเทิดทูนบูชายิ่ง ๆ ขึ้นไป ทำได้ดังนี้ให้เป็นนิสัยทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมจะเกิดบารมีทางเดชขึ้นอย่างแน่นอน
  • ความรักก็คือความโง่นั่นเอง ถ้าหากเราไปเทิดทูนความโง่เห็นเป็นของน่าภาคภูมิใจ เมื่อไหร่จะหลุดพ้นไปได้
  • เราจะไปบังคับให้คนที่มีจิตใจไม่สะอาด พูดเรื่องสะอาดออกมาจากปากจะได้อย่างไรล่ะ
  • ข้าพเจ้าให้ของขวัญแก่ตนเองทุกทุกวันด้วยการไม่ทำความชั่ว
  • ความโลภย่อมขุดหลุมพรางไว้ แล้วนำพาชีวิตให้ตกไปสู่ความฉิบหาย ความโลภย่อมไม่ทำให้ใครบรรลุสุขที่แท้จริง เพราะว่าความโลภย่อมสร้างความหิวกระหายให้แก่จิตของบุคคลผู้นั้น เมื่อจิตหิวกระหาย ก็เหมือนกับต้องไปวิ่งแข่งในสนามที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เหน็ดเหนื่อยเพียงใด ก็ไม่มีที่ให้พักได้ เพราะความกระหายแห่งจิตทำร้ายเอา
  • เดิมทีจิตเรามีพร้อมซึ่งอุปาทาน ความยึดมั่นว่าตัวกูของกู เราจะต้องแสวงหาจิตที่ไร้อุปาทาน แล้วดำรงค์ความไร้อุปาทานนั้นไว้จนวันตาย
  • มีปัญหาให้ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ แก้ทีละเปลาะ ปัญหาจะคลี่คลายไปเอง อย่างเพิ่งร้อนรนใจ มิฉะนั้นจะแก้ไม่ได้
  • คนเราจะรวยจะจนก็อยู่ที่วาสนา คนมีวาสนาจนไม่นาน คนไร้วาสนารวยไม่ยืด ฉะนั้นพยายามสร้างวาสนาไว้ คือ การสร้างบุญกุศล การบูชาพระรัตนตรัยด้วยความศรัทธา การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ประพฤติธรรม การยินดีเมื่อผู้อื่นสร้างความดีหรือได้ดี และการไม่ขัดขวางการสร้างความดีของผู้อื่น กระทำสิ่งทั้งปวงที่กล่าวไว้ข้างต้นให้เป็นนิสัย ก็จะพอกพูนวาสนาของตนไปเอง
  • จงแสดงละครไปตามบทบาทเพื่อกระทำหน้าที่ให้สำเร็จ แต่อย่าไปยึดมั่นอะไรเป็นจริงเป็นจังสักอย่าง
  • จงมีชีวิตและจิตใจที่พร้อมจะยอมรับสภาพความเปลี่ยนแปลงทุกเมื่อ
  • กระแสธารแห่งเหตุปัจจัยกำลังดำเนินไปไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา อยู่ในสิ่งใด เพราะว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา
  • บอกความไม่มีตัวกูของกูให้โลกรู้
  • เอาแค่หมดอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็พอแล้ว ไม่ต้องเป็นอะไรก็ได้ ไม่ต้องมีอะไรก็ได้ ไม่ต้องสำเร็จอะไรก็ได้ สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดก็ได้
  • ภาพความจริงก็คือ ชีวิตจะต้องมีอุปสรรค ต้องมีบททดสอบ ต้องมีขวากหนาม ส่วนภาพวิมานในฝันก็คือ ชีวิตราบเรียบ ราบรื่น ไร้อุปสรรค
    ผู้ที่ปล่อยให้จิตไปฝันใฝ่ฝันเฟื่อง กับภาพวิมานในฝันมาก ๆ จะต้องประสบความเจ็บปวดเดือดร้อน เป็นร้อยเท่าพันทวี เมื่อภาพความจริงปรากฏให้เห็นตามธรรมดา ธรรมดาของมัน เหมือนภาพฝนตกแดดออก
    ฉะนั้น อย่าจงใจทำร้ายทำลายให้จิตใจตนเองพิการ โดยการปล่อยจิตให้อยู่แต่กับภาพวิมานในฝัน ซึ่งเป็นจริงไปไม่ได้
  • จงภูมิใจในคุณค่าของการปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด มากกว่าภูมิใจในผลงานที่ออกมาดีที่สุด
  • เราสนุกสนานกับการได้ปล่อยวางมากกว่าการได้ยึดมั่นถือมั่น
  • อย่าคิดว่าจะไปไหน อย่าคิดว่าจะไปทำอะไร

มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๔)

  • จงสร้างบุญบารมี ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้เต็มที่ให้ดีที่สุด แล้วอนาคตจะมีทางออกที่ดีไปเอง
  • ขอให้เราพึงรักษาความบริสุทธิ์สะอาดแห่งจิตไว้ แม้ว่าจะต้องเป็นผู้เสียเปรียบทุกกรณีก็ตาม จงอย่ายอมรับความได้เปรียบถ้าต้องได้มาด้วยความสกปรก ไร้ศีลธรรม และไม่ซื่อตรง
  • ความสละช่วยให้โอกาสและทางเลือกของชีวิตเราเปิดกว้างมากเหลือเกิน เปิดกว้างเหมือนกับนกที่มีอิสระเสรี ในท้องฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
  • ถึงเราไม่มีสมบัติอะไรเลย แต่ถ้ามีแค่ความซื่อตรงก็น่าพอใจ
  • ไม่ได้ผิดตรงที่ความเกิดหรือความตาย แต่ผิดตรงที่มีอุปาทาน
  • ในสายตาบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั้น การได้และการเสีย เป็นมายา ซึ่งมีค่าเท่ากัน
  • ชีวิตที่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณต่อผู้มีพระคุณก็ถือว่าเป็นชีวิตที่มีค่ายิ่ง
  • อยู่ ๆ จะได้บรรลุความสิ้นกิเลสอย่างโชคช่วยเหมือนลาภลอยนั้นเป็นไปไม่ได้ ต้องปลงปัญญา เห็นขันธ์ ๕ ไปในทางไตร-ลักษณ์อย่างแจ่มแจ้งจนหมดอุปาทานจริง ๆ จึงจะบรรลุได้
  • คนทั้งหลายในโลกนี้ อาจเดินทางไปในทิศทางต่างกัน เช่นไปทางใต้ ทางเหนือ ทางตะวันออก ทางตะวันตก แต่ทุกคนล้วนมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือ ไปป่าช้าเหมือนกันทุกคน
  • ทุกครั้งที่จิตจะเข้าสู่สมรภูมิรบพุ่งกับกิเลส บารมีทั้ง ๑๐ ทัศ จะคอยเป็นกองหนุน กองเสบียงเสริมกำลังแก่ดวงจิตตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผู้มุ่งความหลุดพ้นไม่ควรละเลยที่จะสร้างสมอบรมบารมีทั้ง ๑๐ ทัศเลย
  • เมื่อเจริญสติจนไพบูลย์ ย่อมจะเกิดความแน่นหนามั่นคงของจิตที่จะรับรู้เฉพาะปัจจุบันอารมณ์ขณะหนึ่งขณะหนึ่งเท่านั้น ขณะนั้นภาวนามยปัญญาก็จะเห็นแจ้งซึ่งความเกิดดับขณะหนึ่งขณะหนึ่งของขันธ์ ๕ หรือรูปธรรม นามธรรม ที่ปรากฏในทวารใดทวารหนึ่ง จากทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ ขณะนั้นให้น้อมจิตไปในการที่จะเข้าใจลึกซึ้งในความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของรูปธรรม นามธรรม ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ ที่มาปรากฏเฉพาะหน้าขณะหนึ่งขณะหนึ่ง ขณะนั้นให้ทำความรู้แจ้ง เห็นแจ้ง ให้ลึกซึ้งว่า สภาวะธรรมทั้งปวงเป็นสิ่งควรถอน ควรวางอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นลงเสีย ให้เสพคุ้นอารมณ์ชนิดนี้ ให้มากให้บ่อย เพื่อจะแสวงหาดวงจิตที่ไร้อุปาทาน อันจะนำไปสู่ความดับทุกข์ สิ้นทุกข์ พ้นทุกข์ทั้งปวง ตัดขาดสิ้นกงกรรม กงเกวียน ความเวียนว่าย ตายเกิด ให้ดับสูญสิ้นไม่เป็นภพชาติ ขาดเชื้อเกิดอีกต่อไป ด้วยอานิสงส์แห่งการปล่อยวางอุปาทานนั่นเอง
  • จงอย่าไปเสพเสวยด้วยความกอดรัดต่ออารมณ์ทุกชนิด
  • ในสายตาของผู้มีปัญญาแล้ว รูปธรรม นามธรรม และ เหตุการณ์ สภาวะการณ์ทั้งปวง ล้วนแต่เป็นมายา ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นทั้งสิ้น
  • สิ่งใดในโลก เอาความเพียร ความดี และความจริงใจไปแลก ก็คงจะได้ทั้งสิ้น
  • สถานการณ์ใด ปรากฏการณ์ใด บุคคลใดที่ไม่มีแนวโน้มที่ไม่มีทิศทาง ที่จะเข้าไปสู่จุดสมดุล หรือจุดพอดี สถานการณ์นั้น ปรากฏการณ์นั้น บุคคลนั้นจะไม่สามารถธำรงค์อยู่รอดได้
    ศีลและวินัย สร้างจุดสมดุล สร้างจุดพอดีให้แก่บุคคล กลุ่มชน หมู่ชน และสังคมแห่งมนุษยชาติ ให้สามารถธำรงค์อยู่รอดได้อย่างเป็นสุข
  • การจะแจ่มแจ้งแตกฉานในพุทธพจน์นั้น ต้องเข้าสู่ภาคปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวเอง ผู้ที่ท่องจำพุทธพจน์ได้แต่ไม่นำมาปฏิบัติให้เข้าถึง ก็เป็นได้แค่ตาบอดคลำช้างเท่านั้น
  • ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่ผิดพลาด บกพร่องและแปดเปื้อนมาตลอด แต่โชคดีอยู่หน่อยก็ตรงที่ เมื่อรู้ตัวว่าผิดพลาดแล้วพยายามแก้ไข เมื่อรู้ตัวว่าบกพร่องแล้วพยายามพัฒนา เมื่อรู้ตัวว่าแปดเปื้อนแล้วพยายามชำระล้าง เนื่องจากเรามีความเชื่อมั่นว่า วันเวลาแต่ละวันที่ผ่านมา คือโอกาสทองอันประเสริฐที่ธรรมชาติมอบให้ เพื่อจะเป็นโอกาสที่เราจะพยายามพัฒนาตนเองให้เจริญและดีขึ้นได้ด้วยความพากเพียร และความอดทน ไม่ให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา
  • โอกาสที่ได้แก้ไขชีวิตที่ผิดพลาดบกพร่อง คือโอกาสอันแสนประเสริฐของชีวิตมนุษย์
  • การที่เราจะพัฒนาคุณภาพจิตของตนเองนั้น ไม่จำเป็นจะต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ให้เปรียบเทียบกับตนเองว่า เรามีข้อบกพร่องเรื่องอะไรพยายามแก้ไขเสีย เรายังขาดบารมีข้อใด พยายามเพิ่มเติมให้ได้ สิ่งกีดขวางความก้าวหน้าทางจิตมีอะไรพยายามขจัดออก กัลยาณมิตรที่ช่วยตักเตือนแนะนำเราได้พยายามเข้าใกล้ เพราะว่ามนุษย์คือผู้ที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ความเจริญได้
  • จุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิตของท่านผู้มีปัญญาควรเป็นความสิ้นทุกข์ทั้งปวง ความดับสนิทซึ่งการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ควรยอมสละสิ่งที่มีค่าทุกสิ่งในชีวิตถ้าเพื่อจะได้แลกกลับคืนมาซึ่งความสิ้นทุกข์ ความพ้นทุกข์ทั้งปวงนี้

มืด..เงียบ..และอิสระ (ต่อ ๕)

  • การเผชิญทุกข์ของจิตที่ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ จะนำให้ก่อเกิดปัญญา ซึ่งจะพาจิตดวงนั้นไปสู่นิพพาน
  • อวิชชา ใช้อายตนะ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ล่อลวงจิตให้มีตัณหา
  • เราทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหวังประโยชน์แก่การสลัดคืนขันธ์ ๕ เพื่อหวังประโยชน์แก่การสลัดคืนสังขารทั้งปวง
  • ความไม่มีห่วง ความไม่มีพันธะผูกพัน ความไม่มีอาลัยในคน สัตว์ และสังขาร ทั้งหลายทั้งปวง เป็นสุขหนอ
  • ข้าพเจ้าขอส่งจิตไปกราบแทบเท้าแสดงความนอบน้อมต่อทุกท่าน ที่มีชีวิตอยู่เพื่อการช่วยเหลือ และเสียสละประโยชน์ของตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น
  • ข้าพเจ้าขอร้องไห้ ให้กับความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไม่รู้จักขอบเขตความต้องการที่แท้จริงของชีวิต
  • ข้าพเจ้าขอกราบกรานลงจรดพื้น แสดงความเคารพต่อทุกสัญลักษณ์ ที่ช่วยชักจูงจิตของข้าพเจ้า ให้ออกจากวัตถุนิยมไปสู่ธรรมนิยมด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงสุด
  • มืด...เงียบ....และไม่อาลัย...สลัดคืน...สิ้นกังวล

จบธรรมภาษิตตอน “มืด..เงียบ...และอิสระ”

บันทึกในความมืด ขอขอบคุณแสงไฟฉายที่ช่วยให้บันทึกได้ ขอขอบคุณความเงียบที่ช่วยให้ปลอดโปร่ง ขอขอบคุณความอิสระที่ช่วยให้ไร้กังวล บันทึกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ช่วงสงครามคาบสมุทรบอลข่าน

สถานที่บันทึก ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันตกตอนตะวันออก ภาคตะวันออกตอนตะวันตก

ความดีของบันทึกชุดนี้ขอถวายบูชาพระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ส่วนข้อบกพร่องข้าพเจ้าขอรับผิดเอง

บันทึกนี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต จงมีส่วนแห่งการดื่มธรรมรส แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงโดยทั่วหน้าเทอญ

ขอให้บารมีของท่านผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานทั้งปวง โปรดเมตตา สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าไปตลอดกาลนิรันดร

ขอให้ข้าพเจ้าแจ่มแจ้งในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว แล้วพ้นจากทุกข์ทั้งปวงด้วยเทอญ

พระชุมพล พลปฺโ
๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๒

ธรรมภาษิต ตอน "พลายคู่ ตัดเดี่ยว"

โดยพระชุมพล พลปฺโ
พ.ศ.๒๕๔๒

พลายคู่ ตัดเดี่ยว (ต่อ ๑)

  • เราจะไปช่วยใครได้ ในเมื่อสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ฉะนั้น จงอย่าคิดว่าต้องช่วยใคร ให้คิดว่าทำงานไปตามหน้าที่อย่างปล่อยวาง อย่าไปยึดมั่นว่า ต้องมีใครบ้างที่จะได้ประโยชน์จากงานของเรา
  • ภาษามนุษย์ แม้แต่จะเป็นชนิดที่ประเสริฐที่สุด คือ ชนิดที่ช่วยให้ผู้สดับตรับฟังเกิดความเบื่อหน่ายจากกองทุกข์ ถอนอุปาทานจากรูปธรรม นามธรรม และสังขารทั้งปวงก็ตามที แต่ถึงกระนั้น บัณฑิตทั้งหลายก็จะสักแต่ว่าอาศัยภาษาชนิดนั้นมาเป็นสื่อให้จิตปล่อยวางอุปาทานในขันธ์ ๕ เท่านั้น ซึ่งเมื่ออาศัยใช้เสร็จแล้ว ก็ต้องรีบถอนปล่อยวางภาษาเหล่านั้นเสียให้สิ้น อย่าให้ติดค้างอยู่ในใจ เพราะขึ้นชื่อว่าภาษาทุกชนิด เป็นสมมุติทั้งสิ้น ส่วนวิมุตติ พ้นจากภาษาทั้งปวงที่จะมากำหนดกฎเกณฑ์ กำกับตีความบอกกล่าวได้ จะมีก็เพียงปัจจุบันอารมณ์ที่ปราศจากอุปาทานทั้งปวงเท่านั้น ที่เป็นสื่อให้วิมุตติ แสดงอาการปรากฏของมันออกมาอย่างไร้ภาษา
  • เพราะไม่ละโมบ จึงซื่อสัตย์
  • การคิดอะไรเข้าข้างตัวเอง จะเป็นการปิดทางเดินของปัญญา
  • ความใจแคบจะบีบหนทางตนเองไปสู่ทางอับ
  • อย่านั่งรอคนที่ไม่ไป
  • จะไปช่วยอะไรให้ใครเป็นสุขได้ ในเมื่อเขาเหล่านั้นยังไม่รู้จักพอ จงสั่งสอนและแนะนำเส้นทางที่รู้จักพอให้แก่เขา เขาก็จะพบกับความสุขเอง โดยที่เราไม่ต้องไปช่วยอะไรอย่างอื่น
  • เรายอมโง่ ถ้าหากแลกมาได้กับความไม่ทุกข์
  • ขณะทำงานเราจะต้องเจ็บปวดไปบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าผลงานของเราเป็นประโยชน์สุขแก่หมู่ชน นั่นแหละมันเป็นคุณค่าอยู่ในตัว
  • คุณภาพจิตของเรากับการให้คะแนนของคนอื่นนั้น แยกต่างหากจากกันอย่างสิ้นเชิงทีเดียว ถ้าจิตเราดีงาม แต่คนอื่นให้คะแนนว่าเราเป็นคนชั่ว จิตเราก็ยังคงดีงามอยู่นั่นเอง แต่ถ้าจิตของเราชั่วช้าเลวทราม ต่อให้คนทั้งโลกมากล่าวสรรเสริญเยินยอว่าเราประเสริฐ ก็ไม่สามารถช่วยให้จิตของเราดีขึ้นได้
  • บุคคลผู้โกหกพกลม ย่อมทำลายตัวเองโดยการทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเองลงไปก่อน
  • ผู้ที่ถูกคนอื่นใส่ร้ายป้ายสี มีวาสนาสูงยิ่งกว่าผู้ที่ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น
  • ผู้ที่พยายามทำตนเองให้เป็นผู้ไม่ถือเหตุผลเป็นใหญ่ ย่อมจะประสบความฉิบหายวอดวายใหญ่หลวงในอนาคตอันใกล้
  • ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ทางฐานะ ศักดิ์ศรี ความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสังคมนั้น มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย และจะมีไปตลอดกาลจนกว่าโลกนี้จะแตกสลาย
    การจะแก้ปัญหาด้วยการให้บุคคลได้ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าเทียมเสมอกันนั้น ไม่สามารถทำได้ และปัญหาทั้งหลายก็จะไม่จบ เนื่องจากคนทั้งหลายมีความอยากที่ไม่รู้จักพอ
    ฉะนั้น การสามารถสั่งสอนให้คนรู้จักควบคุมความอยาก ช่วยแนะนำให้คนรู้จักพอ สันโดษยินดีในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นั้น จึงสามารถแก้ปัญหาแก่สังคมมนุษย์ได้อย่างชะงัด พระพุทธศาสนาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อความสงบสุขของสังคมด้วยประการฉะนี้
  • ในสายตาของผู้มีปัญญา ย่อมมองเห็นแต่ความไม่เที่ยง และก็ไม่ไว้วางใจในอะไรสักอย่าง ทั้งรูปธรรม นามธรรม
  • ผู้ที่ไม่รับผิดชอบเอาคำพูดของตัวเองที่กล่าวไปปฏิบัติ ย่อมสามารถกล่าวถ้อยคำที่หวานหูอย่างสุดๆ ให้ผู้อื่นฟังเสมอ
  • ความผิดหวังและความผิดคาดหมาย ช่วยสร้างเบรคห้ามล้อให้แก่ใจของเรา
  • ตราบใดที่จิตยังตั้งอยู่ในภูมิที่มีคนสัตว์ หญิงชาย จะต้องประสบความทุกข์ ทรมานใจ อย่างไม่สิ้นสุดยุติ
  • ความหลงระเริง จะเป็นพิษร้ายในภายหลัง
  • ความยึดมั่นที่ใหญ่ขึ้น ก่อให้เกิดความต้องการที่ใหญ่ขึ้น
    ความต้องการที่ใหญ่ขึ้น ก่อให้เกิดอัตตาที่ใหญ่ขึ้น
    อัตตาที่ใหญ่ขึ้น ก่อให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนแสนสาหัสที่ใหญ่ขึ้น

พลายคู่ ตัดเดี่ยว (ต่อ ๒)

  • ความรักคือความทุกข์ เงาแห่งความรักก็คือเงาแห่งความทุกข์ แม้แต่เศษเสี้ยวแห่งความรักก็คือเศษเสี้ยวแห่งความทุกข์
  • เทคนิคเพื่อความดับทุกข์ คือ ลด ละ เลิก
  • เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวง เริ่มต้นด้วยศูนย์ และจะจบลงด้วยศูนย์
  • จะพ้นด้วยการหนีนั้นไม่พ้นหรอก จะพ้นได้ก็ด้วยการปล่อยวางเท่านั้น
  • เรื่องราวต่างๆ ทั้งหลายในโลกนั้น เมื่อรู้มากย่อมยึดมาก ยึดมากย่อมทุกข์มาก
  • เมื่อฉลาดขึ้น เราจึงเรียนรู้ที่จะพูดน้อยลง
  • ความพลาดพลั้งมาเตือนไม่ให้ประมาท
  • แบกหนัก วางเบา ไม่ยึดมั่นสบาย
  • คนขี้ลืม เป็นโรคประสาทน้อยกว่าคนจำแม่น
  • ความสวยงาม ไม่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้ได้
  • จงพยายามทำความคุ้นเคยกับความสูญเสียชนิดสิ้นเนื้อประดาตัวให้ได้ เพราะมันจะเป็นประโยชน์แก่สุขภาพจิตในภายภาคหน้าอย่างยิ่ง
  • ผู้มีปัญญาทั้งหลายปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะแสวงหานิพพาน อันเป็นที่สุขเย็นและระงับดับทุกข์ทั้งปวง
  • ผู้มีจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมทั้งหลาย ย่อมแสวงหาเหลือเกินซึ่งภูมิจิต อันจะพ้นความอาลัยในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
  • ภาคปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ย่อมอิงอาศัยกันเหมือน 3 เส้า ถ้าขาดอันใดอันหนึ่งไป พระพุทธศาสนาจะขาดสภาพคล่องไปในทันที
  • ท้ายที่สุดไม่ใช่คนพูดเก่ง ไม่ใช่คนพูดสวยหรู ที่ชนะ แต่เป็นคนพูดจริงทำจริงชนะ
  • ผู้มีวาสนา คือผู้ที่ได้สิ่งอันประเสริฐ แล้วคนทั้งหลายเห็นว่าสมควร ส่วนผู้ไร้วาสนา คือผู้ที่ได้สิ่งอันประเสริฐ แล้วคนทั้งหลายเห็นว่าไม่สมควร
  • ลาภยศ และฐานันดรอันประเสริฐ ที่เราได้รับนั้น ยังไม่ใช่ของเราจริง ต่อเมื่อเราอาศัย ลาภ ยศ และฐานันดรอันประเสริฐเหล่านั้น ออกไปทำประโยชน์แก่ชาวโลกนั่นแหละ จึงจะเป็นของเราจริง
  • ลาภยศ และฐานันดรอันประเสริฐ เปรียบประดุจดอกไม้บาน ไม่นานก็เหี่ยวเฉา คนโง่เขลาเบาปัญญา จึงเห็นว่าเที่ยงและยั่งยืน ส่วนผู้มีปัญญาจะไม่ไว้ใจในมันเลย
  • เราเป็นได้อย่างที่ตัวเองเป็นเท่านั้น ไม่สามารถเป็นได้อย่างที่คนอื่นเป็น
  • แก่นสารที่มนุษย์ทั้งหลายพยายามดิ้นรนแสวงหากันแทบเป็นแทบตาย กลับกลายเป็นของไร้ค่าในสายตาของผู้แสวงหาความหลุดพ้น

พลายคู่ ตัดเดี่ยว (ต่อ ๓)

  • ผู้หวังความเจริญในธรรมปฏิบัติ ควรเข้มงวดตัวเอง แต่ให้อภัยผู้อื่น ผู้ใดปล่อยปละละเลยตัวเอง กลับไปเข้มงวดผู้อื่น คือผู้ถอยหลังเข้าคลอง
  • คำสัจจริงคือคำที่เที่ยงแท้ ยั่งยืน มั่นคงอย่างน่าทึ่ง แม้ว่าขณะกล่าว มนุษย์ทั้งโลกจะไม่ยอมรับ แต่ความจริงแท้ ก็ไม่ได้ถูกทำลายลง เพราะอาการไม่ยอมรับของปวงชนไม่ ดังนั้นบัณฑิตทั้งหลาย จึงยินดีในการกล่าวสัจจวาจา ยิ่งกว่าคำเท็จเสมอ เพราะว่ากาลเวลาที่ผ่านไปย่อมจะเสริมคุณค่าของผู้กล่าวสัจจวาจา ให้โดดเด่นเหมือนกับลมที่พัดพาเมฆหมอกให้ออกไป เพื่อให้ดวงอาทิตย์ได้ฉายแสง ฉะนั้น ผู้ยินดีในการกล่าวเท็จจึงเป็นพวกโง่เขลาเบาปัญญาที่ไม่รู้จักมองกาลไกลทั้งสิ้น
  • มหาบุรุษทั้งหลาย ย่อมขวนขวายพยายามที่จะมอบสิ่งที่ตนเองเจอ ให้แก่บุคคลทั้งหลาย เนื่องเพราะความกรุณาชักจูงให้กระทำ
  • คนฉลาดเสียเวลาไปในการจัดระเบียบตนเอง ในขณะที่คนโง่เขลาเบาปัญญาหมดเวลาไปในการจัดระเบียบคนอื่น
  • เราอยากจะเป็นผู้ที่สนใจขวนขวายขัดเกลาปรับปรุงตนเองเสมอ โดยไม่ต้องรบกวนให้ครูบาอาจารย์ผู้ประเสริฐทั้งหลายมานั่งเคี่ยวเข็ญจ้ำจี้จ้ำไชให้ท่านลำบาก
  • ยอมตัวเอง แพ้คนอื่น ยอมผู้อื่น ชนะตนเอง
  • ยิ่งโลภมาก ก็ยิ่งใจแคบ ยิ่งใจแคบ ก็ยิ่งมองแคบ ยิ่งมองแคบก็ยิ่งทำอะไรผิดพลาด ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ เพราะโลภมาก
  • บางทีการที่เราติดคนอื่นมากๆ เพราะว่าเขาสามารถตอบสนอง ความมีตัวกูของกู ของเรา ให้เต็มได้ ฉะนั้น ผู้มีอุปาทานสูงจึงติดคนอื่นมาก
  • ความอ่อนแอไร้สมรรถภาพในการที่จะไปควบคุม บงการ บุคคลและสิ่งทั้งหลาย มีประโยชน์แก่จิตใจเรามาก เพราะช่วยสร้างความเจียมตัวเจียมตนให้แก่เรา
  • การเห็นมายาเป็นของจริงคือความเดือดร้อนเจ็บปวด โลกนี้คือละคร ไม่ใช่ของจริง เพราะว่าสรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า ไม่มีความจีรังยั่งยืน ไร้แก่นสารสาระ
  • ความซื่อตรงเพียงเล็กน้อย ย่อมจะเกิดผลเจริญรุ่งเรืองไพศาลในภายภาคหน้า ความทรยศคดโกงเพียงเล็กน้อย ก็ย่อมจะเกิดผลคือความฉิบหายในภายภาคหน้าเช่นเดียวกัน เหตุเพียงเล็กน้อยที่ตั้งขึ้นที่ใจ ย่อมจะเป็นผลอันใหญ่ ในภายภาคหน้า เพราะว่าใจเป็นของมีค่าและสำคัญเป็นอันดับเอก จึงควรสงวนรักษาใจ ให้สะอาด แจ่มใส ไร้สิ่งมัวหมองไว้เสมอ
  • ถ้าเราอยู่อย่างไม่ได้ให้ทาน ก็ชื่อว่าก้าวพลาดเสียแล้ว
  • ถ้าไปหลงอะไรมากๆ ติดอะไรมากๆ ก็ควรที่จะเบื่อตัวเองได้
  • เสียชีวิตได้ แต่อย่าตายจากความดี
  • ท้ายที่สุด คนที่มีความสามารถในการสร้างความดี จะชนะคนที่มีความสามารถในด้านอื่นทุกประเภท
  • วันเวลาที่ธรรมชาติให้มา เป็นเครื่องมือพิสูจน์คน ว่าดีจริงหรือเปล่า
  • ของดีจริงคือ ของดีที่ไม่ต้องอวด
  • ประสบการณ์แห่งปัญญา พาให้บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ยินดีอย่างยิ่งในการสำรวมอินทรีย์
  • ผู้ที่รู้แจ้งสัจจธรรมแล้ว ยิ่งถูกบีบ ก็ยิ่งพอง ยิ่งถูกกด ก็ยิ่งลอย
  • คุณธรรม ยังครองโลกอยู่หนึ่งเดียว จนกระทั่งทุกวันนี้

พลายคู่ ตัดเดี่ยว (ต่อ ๔)

  • ถ้อยคำที่รุนแรงเผ็ดร้อน แต่สัจจริง จะเป็นที่รักในภายหลังอย่างยั่งยืนมั่นคง
  • จงอย่าพัฒนาตัวเองไปเป็นคนที่เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ยกเว้นชีวิตตนเอง
  • เราได้อะไรก็ได้มามากแล้ว ยังรออยู่ว่าเมื่อไหร่จะได้ ความรู้จักพอ
  • เมื่อพลาดก็รู้ให้ชัดว่ามันพลาดยังไง แล้วแก้ไขเสีย
  • ที่ยืนหยัดและทางรอดของคนซื่อสัตย์สุจริต จะมีอยู่เสมอ แม้ในท่ามกลางวิกฤตการณ์
  • เราแพ้บ้างบางครั้งบางคราว แต่ก็ลุกขึ้นสู้ใหม่ทุกที
  • ผู้จะทำงานใหญ่ จะต้องรู้จักความหลากหลายของอุปนิสัยใจคอคน แล้วใช้งานคนต่างอุปนิสัย ให้เหมาะเจาะกับความต่างของงาน ก็จะสามารถยังงานใหญ่ให้สำเร็จลุล่วงไปได้
  • รู้มากก็จริง แต่ถ้ารู้เรื่องโง่ๆ ก็ไม่ทำให้ฉลาดขึ้นได้
  • อย่าขัดเคืองกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดหมาย
  • บุคคลที่มีอายุกาลผ่านเวลามานาน ย่อมได้พบเจอสิ่งต่างๆ มามาก ทั้งเรื่องดีและเรื่องเลว ความใฝ่ดีนั้นสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้บุคคลผู้นั้น พยายามห่างเรื่องเลว เข้าใกล้เรื่องดี
  • คอยกันทำไม …… เวลาเจอกันก็ไม่เห็นทำสิ่งที่ดีต่อกัน
  • สมบัติทั้งหลายที่ชาวโลกต้องการ เป็นของร้อน ความสละช่วยให้ชีวิตของข้าพเจ้าร่มเย็นเป็นสุข
  • ถ้าจิตของผู้ใดอุดมไปด้วยความโลภ ความมักมาก คิดจะครอบครองยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่มีขอบเขต ย่อมจะนำไปสู่ความฉิบหาย วอดวายแก่บุคคลผู้นั้นอย่างแน่นอน
  • เมื่อเห็นโทษในตัณหาที่ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ พึงพอกพูนความสละเอาไว้เถิด
  • สละเสียก่อนที่ใครจะมาแย่ง จะดีกว่า
  • เพราะความไม่สละ จึงมีแต่ปัญหา
  • การปฏิบัติธรรมคือการให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ชีวิต การเผยแพร่ธรรมคือการให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่มวลชน
  • ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ต้องการแค่รูปแบบสวย แต่ต้องการสิ่งที่ใช้งานได้จริง
  • ในชีวิตที่ผ่านไป เราลืมคนไปมากมายหลายคน ลืมคนไปมากมายหลายประเภทได้ แต่จงอย่าลืมผู้มีพระคุณ
  • สมรรถภาพของเราลดน้อยถอยลงก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้สมรรถภาพนั้นเป็นประโยชน์แก่สังคมมากขึ้น เป็นสมรรถภาพที่เห็นแก่ตัวน้อยลง เป็นสมรรถภาพที่เห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนรวมทุกเมื่อ

พลายคู่ ตัดเดี่ยว (ต่อ ๕)

  • คนไร้วาสนาย่อมยินดีในสมบัติอันน้อย แล้วทอดทิ้งสมบัติอันใหญ่ คนไร้วาสนาทางธรรม ก็ย่อมยินดีเพียงแค่ปริยัติ ไม่สนใจเรื่องปฏิบัติ อันจะนำมาซึ่งสมบัติใหญ่ คือ ปฏิเวธธรรม
  • สถานที่ใดก็ตาม ถ้าคนเสีย อย่างอื่นก็จะพลอยเสียไปหมด ถ้าคนดี อย่างอื่นจะพลอยดีไปด้วย
  • เราไม่มีใคร เรามีคนเดียว คนเดียวที่ไม่ได้รอให้ใครมาเติมให้เต็ม
  • ชีวิตที่ขาดธรรม ไม่มีศีล ก็มีแต่ความวอดวาย จงไปหาศีลหาธรรมมาห่มกาย จะได้เป็นสุข
  • ความทุศีลคือยาพิษ ที่บุคคลผู้ทุศีลจับกรอกใส่ปากตัวเอง
  • พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อยังไม่สิ้นลมหายใจตราบใด ท่านย่อมบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นอยู่ ประโยชน์ตนคืออุเบกขา ประโยชน์ผู้อื่นคือเมตตา
  • ของจริงพิสูจน์ด้วยกาลเวลา ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยสายตา โวหาร หรือวาทศิลป์
  • ความโลภย่อมสร้างความหิวให้เกิดขึ้นที่ใจ ฉะนั้น เมื่อได้มาเท่าไหร่ จึงไม่รู้จักพอ
  • ถ้าคุณยืนหยัดในหลักการของคุณ เขาก็จะมาง้อถึงที่ ถ้าคุณโอนอ่อนผ่อนตามเขาไปอย่างไร้หลักการ เขาจะพาคุณไปรับการดูแคลนเหยียดหยามอย่างไร้ค่า
  • แค่การรู้จักเคารพนับถืออ่อนน้อมถ่อมตนให้เกียรติแก่คนดีเท่านี้ ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางไปสู่ความประเสริฐแห่งชีวิตได้แล้ว
  • จิตใจที่ลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข เป็นจิตใจที่อัตคัดขัดสนที่สุด
  • จิตใจเริ่มอัตคัดขัดสนก่อน จึงนำมาซึ่งฐานะที่อัตคัดขัดสนในกาลต่อมา
  • บุคคลทั้งหลายมีตัวมีตนยึดมั่นถือดีอยู่ในปมเขื่องมานาน จึงทำใจรับปมด้อยไม่ได้ ความเดือดร้อนขณะกระทบปมด้อย แสดงให้เห็นถึงว่า บุคคลผู้นั้นยังมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ยังไม่หลุดพ้นไปได้
  • จัดการจัดแจงทำเรื่องซื่อสัตย์เล็กๆ ดีกว่าไปจัดการจัดแจงทำเรื่องไม่ซื่อสัตย์ แม้จะยิ่งใหญ่ก็ตาม
  • คนชั่วเกรงกลัวสายตาผู้อื่น คนดีเกรงกลัวมโนธรรมตนเอง
  • ผู้มีปัญญาจักษุทั้งหลายย่อมเบื่อที่จะต้องกระโดดโลดเต้นเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นจริงเป็นจัง ไปกับละครชีวิต
  • ความสำรวมอินทรีย์เป็นไปเพื่อความสงบรำงับ ความไม่สำรวมอินทรีย์เป็นไปเพื่อความเจ็บปวดเดือดร้อน
  • ถ้าคุณไม่ยอมอยู่ในอาณัติของใคร ก็จงอย่าโกรธ เวลาใครไม่อยู่ในอาณัติของคุณ
  • ความเข้าใจว่ากูใหญ่ กูแน่นั้น ผิดความจริงมาก เพราะว่าร่างกายของทุกคน ต่างใกล้จะเป็นเหยื่อมัจจุราชอยู่รอมร่อ
  • ความมีจิตเคารพนับถือบูชาศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นลาภอันใหญ่หลวงของบุคคลผู้นั้น

พลายคู่ ตัดเดี่ยว (ต่อ ๖)

  • พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นประดุจแสงสว่างส่องนำทางให้แก่ชาวโลกที่มะงุมมะงาหราทนทุกข์ทรมานเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอันนี้
  • การพยายามที่จะอยู่ในโลกอย่างหมดจดบริสุทธิ์ ไม่แปดเปื้อนเลยนั้น เป็นไปไม่ได้ จงพยายามอยู่กับความแปดเปื้อนนั่นแหละ แต่อย่าถลำลึกจมปลักไปกับมัน
  • ความเย่อหยิ่ง ถือดี ภูมิใจ ในความหมดจดบริสุทธิ์ เป็นภัยอย่างร้ายแรงแก่ความพ้นทุกข์
  • สมบัติในโลกนี้ ไม่ใช่ของคุณไปซะคนเดียว
  • ตราบใดที่ตั้งจิตเพลิดเพลินภูมิใจในปมเขื่อง ก็จะต้องเศร้าโศกเสียใจน้อยใจในปมด้อยไปตลอด
  • ความยึดมั่นถือมั่นมีตัวมีตนในความดี ในสิ่งดีนั้น เป็นที่อยู่อาศัยของอวิชชา
  • ถ้าไม่เคยหลุดไปในทางหลง ก็จะไม่รู้ประโยชน์และคุณค่าของทางตรง
  • ใครว่าความทุศีลดี ความทุศีลนั่นเองเป็นพิษเป็นภัย เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง
  • ข้าพเจ้าอยากจะอยู่อย่างสำรวม และควบคุมตนเองให้อยู่ในกรอบของความมีวินัย
  • สมรรถภาพในการจัดการเรื่องอื่นของเราจะลดลงเรื่อยๆ ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงว่าสมรรถภาพในการควบคุมจิตตนเองไม่ให้เป็นทุกข์เพิ่มขึ้นก็เป็นอันใช้ได้
  • เนกขัมมบารมีเป็นเครื่องช่วยเกื้อหนุนอย่างใหญ่ ในการก้าวออกสู่เส้นทางสายบุญบารมี และเส้นทางสายโลกุตตระ
  • ไม่ว่าจะเย่อหยิ่ง ถือดี อวดตัว ยกตน ข่มท่านเพียงไร มวลชนก็ไม่ยอมรับหรอก เพราะว่ามวลชนไม่ได้ยอมรับซึ่งกันและกันในสิ่งเหล่านี้
  • ดูให้เห็นว่า กำลังใจนั้นสูงค่ามีราคากว่ากำลังเงินบ้าง จะช่วยแก้ไขต้นเหตุของความทุกข์ลงไปได้มาก
  • การอยู่อย่างสำรวมในความเรียบง่าย นำพาจิตใจไปสู่ความสงบสันติ ที่จะนำสุขมาให้
  • ในช่วงเวลามีชีวิต แม้ว่าอาการสลัดออก จะทำให้บุคคลต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดก็ตามที แต่เมื่อเขาผู้นั้นตายไป ภพชาติของเขาจะไม่ตกต่ำแน่
  • ความดีงามที่เราได้สร้างได้บำเพ็ญขึ้นมานั่นเอง เป็นมิตรแท้ที่ยิ่งกว่ามิตรแท้ เป็นญาติสนิทที่ยิ่งกว่าญาติสนิท
  • ความผิดหวัง ความวิปโยค โศกนาฏกรรมทั้งหลายทั้งปวง มีต้นเหตุมาจากความทุศีลทั้งสิ้น
  • ปฏิปทาการดำเนินชีวิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานเอาไว้ เป็นแบบอย่าง เป็นปฏิปทาที่ประเสริฐที่สุดเท่าที่มีอยู่ในโลก เพราะว่าเป็นปฏิปทาสมบูรณ์แบบในการเป็นเกราะป้องกันความทุกข์ให้แก่บุคคลผู้ดำเนินตามด้วยใจศรัทธา เนื่องจากว่าปฏิปทานี้ เป็นปฏิปทาที่บัญญัติโดยพระมหาบุรุษผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง
  • สมบัติในโลกนี้มีมาก แต่ความหวงแหนกลัวจะหายนั้น จะทำให้บุคคลทั้งหลาย ถึงแม้จะได้ครอบครองสมบัติอันมีค่ามากมาย ก็ไม่มีความสุข
  • โลกนี้มีเงื่อนไข ประดุจดังแม่กุญแจและลูกกุญแจ

พลายคู่ ตัดเดี่ยว (ต่อ ๗)

  • ความหวงแหนเป็นทุกข์ที่สุด
  • เราเป็นคนไปล่วงเกินธรรมชาติ ธรรมชาติเค้าไม่ยอมให้ยึด ไปยึดทำไม
  • ชีวิตเราจะต้องพัฒนาไปในเส้นทางที่จะปล่อยวางโลก
  • การได้อะไรไม่มีค่าเท่ากับการสละ
  • การครอบครองอะไร ไม่มีค่าเท่ากับการสละ
  • ชีวิตของเราอยู่เพื่อคนอื่น ไม่ได้อยู่เพื่อตัวเอง
  • เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าอะไรเป็นของเราขึ้นมาก็ตาม เมื่อนั้นธรรมชาติเค้าจะมาบีบให้ต้องปล่อยวาง
  • การที่เราจะรอคอยให้ใครมาช่วยนั้น ก็จะทำให้เราอ่อนแอลงทุกวัน
  • ชีวิตเราต้องการสิ่งใด ? ในเมื่อไม่มีสิ่งใดทำให้เรามีความสุขได้เลย นอกเสียจากความพอ
  • บรรพชาสมบัติเป็นสมบัติที่ยิ่งใหญ่ เป็นสมบัติที่มีค่าสูงสุดในสายตาบัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงคัดเลือกสมบัติที่มีค่าที่สุด เพื่อประทานให้แก่พระราหุล บุตรอันเกิดแต่พระอุระของพระองค์นั้น พระองค์ก็ทรงประทานบรรพชาสมบัตินี้เอง ให้แก่พระราหุล พุทธชิโนรส
  • ขอให้ข้าพเจ้ามีที่นั่งที่นอนที่ว่า เมื่อนั่งนอนตรงนั้นแล้ว ไม่ต้องไปแก่งแย่งชิงดีกับใคร ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว
  • โชคดีที่อายุมากขึ้น ประสบการณ์เพิ่มขึ้น หนักแน่นมากขึ้น โชคร้ายที่อายุมากขึ้น ประสบการณ์เพิ่มขึ้น หุนหันพลันแล่นมากขึ้น
  • อย่าเป็นคนที่รอคอยเรียกร้องอย่างเดียว ไม่รู้จักทำ
  • เรื่องเพ้อฝันกับความเป็นจริงมันคนละอันกัน นั่นก็คือไม่ว่าเราจะเพ้อฝันยึดมั่นถือมั่นเพียงไร สิ่งที่ไม่ใช่ของเราก็ยังไม่ใช่ของเราอยู่นั่นเอง
  • อุดมการณ์ของพลายคู่ ตัดเดี่ยว

    เทิดทูนตรัยรัตน์ กตัญญูผู้มีคุณ เคารพผู้สูงส่ง
    อารีผู้เสมอ อนุเคราะห์ผู้ต่ำต้อย กรุณาผู้ก่อบาป
    อนุโมทนาผู้บำเพ็ญบุญ เกื้อกูลเหล่าศิษย์ อดกลั้นศัตรู
    ซื่อตรงมิตร แผ่เมตตาสรรพสัตว์ ให้สติผู้มัวเมา
    ป้องกันผู้ประมาท บอกทางผู้หลงผิด อวยสันติประชุมชน
    อภัยผู้อื่น รักษาจิตตน ไม่อาลัยสังขารทั้งปวง

จบธรรมภาษิต ตอน “พลายคู่ ตัดเดี่ยว”

บันทึกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่พิษณุโลกและสุพรรณบุรี

ความดีของบันทึกชุดนี้ ขอถวายบูชาพระคุณพระธรรมกถึกทุกรูป ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่ขวนขวายนำธรรมะออกสู่ประชุมชน

ธรรมะที่ข้าพเจ้าบันทึก ไม่สงวนลิขสิทธิ์

โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คะโต
จัตตาริ อะริยะสัจจานิ สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ
ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง
อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง ทุกขูปะสะมะคามินัง
เอตัง โข สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง
เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะตีติ

*** ชีวิตที่ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ต่อผู้ใด คือ ชีวิตของพลายคู่ ตัดเดี่ยว ***

ธรรมเทศนา เรื่อง "ทุกข์อริยสัจ"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๓ ม.ค. ๒๕๔๑

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบ ได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ ขอกราบแทบเท้าพระเดชพระคุณผู้เป็นอาจารย์ ขอแสดงความเคารพต่อพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาล เจริญพรสามเณรและญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา

วันนี้ก็จะพูดเรื่องอริยสัจ อริยสัจเป็นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ท่านจะตรัสรู้อริยสัจ คือความจริงอันประเสริฐ ความจริงที่บุคคลรู้แล้วทำให้ไกลจากกิเลส ความจริงที่เมื่อบุคคลรู้แล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ความจริงอันประเสริฐข้อแรกก็คือ ทุกข์ ความทนยาก ทนลำบาก ทนไม่ได้ ทนเหนื่อยทนเหน็ดลำบากยากเข็ญที่จะทน ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศกเศร้าพิรี้พิไร รำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากของรัก การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ การปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์

สรุปแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านแยกแยะทุกข์ให้ละเอียดละออ ให้บุคคลผู้จะปฏิบัติธรรมได้รับรู้เป็นสิ่งแรกนั้น ก็เพราะ ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เพราะถ้าไม่กำหนดรู้ทุกข์ ย่อมไม่เข้าใจความเป็นจริง ย่อมไม่ปรารถนาความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ เหมือนบุคคลที่นอนอยู่ในถ้ำที่มีเสือ นั่งอยู่ในบ้านที่ถูกไฟไหม้ บุคคลเหล่านั้นถ้าหากยังไม่รู้ว่าในถ้ำที่ตัวเองนั่งอยู่มีเสือแล้ว ก็จะไม่เกิดความเพียรขวนขวาย ที่จะออกจากถ้ำนั้นไป ถ้าหากยังไม่รู้ว่าบ้านที่เรานอนเอกเขนกอยู่นี้กำลังถูกไฟไหม้ ก็คงไม่มีใครคิดจะขยับขยายรีบขวนขวายออกไป

เพราะฉะนั้นทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ การแยกแยะทุกข์ ให้ฟังมาก ๆ เพื่อบุคคลที่มีปัญญายังหยาบอยู่จะได้รู้จักขวนขวายมามีความเพียรในการปฏิบัติธรรม แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกข์ที่จะเจอกับนักปฏิบัติธรรมในเวทีที่จะต่อสู้กับกิเลส ทุกข์นั้นก็คือ ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ คือความมีอุปาทานในขันธ์ ๕ ยึดถือว่า ขันธ์ ๕ นี้เป็นตัวเราเป็นของเรา เราเป็นขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ เป็นเรา เรามีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มีในเรา อันนี้การที่เราจะไปถอนอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็ต้องเห็นขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ นี่มันอยู่ที่ไหน ขันธ์ ๕ อยู่ในป่าสงวน อยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต หรืออยู่ในเจดีย์ อยู่ที่ไหน เราต้องทำความเข้าใจก่อน ความจริงขันธ์ ๕ ก็คือกายและใจเรานี่เอง เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ในขณะที่อายตนะกระทบอารมณ์ เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจรับธรรมารมณ์ ขันธ์ ๕ เกิดดับตรงนั้น ขันธ์ ๕ มันไม่ได้ตั้งอยู่ทน เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ขันธ์ ๕ เกิดขึ้น ขันธ์ ๕ ก็เกิดขึ้น เหตุปัจจัยพร้อมให้ขันธ์ ๕ ตั้งอยู่ ขันธ์ ๕ ก็ตั้งอยู่ เหตุปัจจัยหมด ขันธ์ ๕ ก็ดับลง อันนี้ขันธ์ ๕ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปที่ไหน มันก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปตามทวารทั้ง ๖ นั่นเอง ในภาคปฏิบัติที่เราจะมาหยั่งรู้ขันธ์ ๕ การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการดับไปของขันธ์ ๕ เราก็ต้องมีเครื่องมือ มีเครื่องมือก็คือเราต้องมีสติ มาหยั่งรู้ในปัจจุบันขณะ ขณะกระทบอารมณ์ เมื่อสติเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องอาศัยในการกำหนดขันธ์ ๕ เพราะฉะนั้นสติจึงเป็นสิ่งที่จะต้องฝึก

พระเดชพระคุณท่านจะเน้นเสมอให้ลูกศิษย์ขวนขวายอบรมเฟ้นธรรมในการเจริญสติ ท่านจะบอกลูกศิษย์ว่าถ้าเราเป็นวิปัสสนาต้องเป็นวิปัสสนาไก่ชน ต้องไม่ใช่เป็นวิปัสสนาไก่แจ้ คำคำนี้นี่ตั้งแต่ผมมาวัดไทรงามใหม่ ๆ ผมรู้สึกประทับใจกับคำนี้มาก หลวงพ่อท่านอธิบายให้ฟังว่า ไก่แจ้มันป้อไปป้อมาท่าสวย แต่ว่าเวลาชนกันจริง ๆ แล้วไม่นานมันก็เลิก มันได้แต่ป้อไปป้อมา ไก่ชนมันจิกจนเลือดแดงทั้งตัวมันก็ยังจิกกันต่อ หลวงพ่อท่านในอดีตท่านเคยเลี้ยงไก่ไว้มาก ท่านเข้าใจเอามาเปรียบเทียบให้เราฟังท่านมักจะพูดให้ลูกศิษย์ฟังเสมอว่าเป็นวิปัสสนาให้เป็นวิปัสสนาไก่ชน อย่าเป็นวิปัสสนาไก่แจ้ คือต้องทำตัวในให้เกิดให้มี ตัวในที่เราจะสร้างอันดับแรก แรกเริ่มเลยก็ อาตาปี สัมปชาโน สติมา พึงมีความเพียรมีสัมปชัญญะความรู้ตัวทั่วพร้อมและมีสติพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ คือเริ่มต้นที่เราจะเรียกตัวเองได้ว่าเป็นนักวิปัสสนา สิ่งแรกที่ต้องอาศัยมาก ๆ ก็คือความเพียร มีในพระสูตรท่านกล่าวไว้แค่ความเพียร แต่ในความเพียรในความหมายอันลึกซึ้งมันก็จะมีความอดทนอยู่ด้วย เพราะบุคคลใดไม่มีความอดทน ความเพียรก็จะเกิดไม่ได้ เริ่มต้นนี่ปฏิบัติไม่ได้อะไรหรอก ปีติมันไม่เกิด ตัวหล่อเลี้ยงใจ ความชุ่มชื่นมันไม่มี ปฏิบัติไปก็แห้งแล้ง มันไม่มีปีติหล่อเลี้ยงใจเป็นรางวัลแก่นักปฏิบัติใหม่ ๆ

ฉะนั้นความเพียรต้องคู่กับขันติ มีความอดทน ต้องประกอบด้วยศรัทธาว่าถ้าเราไม่เห็นภายใน ดูภายนอกไว้ก่อน ดูภายนอกดูง่าย ๆ ว่าถ้าหลวงพ่อใหญ่ท่านไม่ดีจริงลูกศิษย์ลูกหาคงไม่เต็มประเทศไทย หรือเราจะคิดไปว่าถ้าหลวงพ่อใหญ่ท่านโกหกเขา ก็คงไม่มีคนมาอยู่ด้วยนานๆเยอะแยะ หรือเราจะคิดว่าถ้าหลวงพ่อใหญ่ไม่ดีจริงคงสร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างวัดใหญ่ ๆ อย่างนี้ไม่ได้ เราก็คาดเดาไว้ก่อนว่าของที่ทนต่อการพิสูจน์ในระยะเวลานานแสดงว่าเป็นของแท้ เราคิดอย่างนี้เราก็เกิดศรัทธา เดี๋ยวนี้ก็พระเดชพระคุณไม่ค่อยได้มาให้อารมณ์…ก็แต่ว่ามีโอกาสได้เห็นลูกศิษย์รุ่นพี่หลายองค์หลายท่าน ท่านมากล่าวธรรมะชักจูง เราก็เกิดศรัทธาขึ้นมาบ้าง อันนี้ศรัทธาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ มันทำให้ชุ่มชื่นอยู่ได้ ปฏิบัติใหม่ ๆ มันยังไม่มีปีติ เราก็เอาศรัทธาไว้ก่อน มีศรัทธาอย่างเดียวไม่พอ ศรัทธามาก ๆ ไม่มีปัญญาเลยก็ไม่ดี

อันนี้ปัญญาเราจะเห็นอะไร ปัญญานี่ถ้าเราจะพูดสั้น ๆ ก็คือ ปัญญาเห็นความเกิดดับเป็นเบื้องต้น การเกิดดับมีหลายระดับ เมื่อเรายังปฏิบัติใหม่ ๆ สติเรายังหยาบ ปัญญาเรายังหยาบ เราจะไปเห็นความเกิดดับลึกซึ้งของการเกิดขันธ์ ๕ ในขณะกระทบอารมณ์ตามทวารต่าง ๆ เรายังไม่เห็นถึงขั้นนั้น เราก็ต้องคิดไปถึงเรื่องความเกิดดับที่เห็นด้วยตาเปล่าก่อน ความเกิดดับที่เห็นด้วยตาเปล่าก็คือความตาย คนเราเกิดมาเอาความตายมาด้วย เกิดร้อยก็ตายร้อย เกิดพันก็ตายพัน ความเกิดกับความตายก็คืออันเดียวกัน ความเกิดเป็นเจ้าของความตาย ความตายเป็นเจ้าของความเกิด เห็ดที่ขึ้นพ้นดินมาย่อมพาดินติดมาด้วยฉันใด บุคคลผู้เกิดมาในโลกนี้ย่อมพาความตายติดตัวมาด้วยฉันนั้น น้ำที่ไหลจากที่สูงย่อมไหลลงต่ำถ่ายเดียวไม่ย้อนกลับ ก็เหมือนชีวิตของเรา นับวันบ่ายหน้าเข้าสู่ความตายทุกวัน ไม่เคยเบรคไม่เคยย้อนกลับ มีแต่จะบ่ายหน้าเข้าหาความตาย

เวลาเราตายเราจะเอาอะไรไป ทรัพย์สมบัติเงินทองกองท่วมหัวไม่ได้ไปเลยสักบาทเดียว ไร่นาสาโทร้อยไร่พันไร่ไม่ได้ขนไปเลยแม้แต่ตารางวาเดียว ถ้าเราเอาโฉนดเก่า ๆ มาดูเราจะรู้สึกสังเวช โฉนดเก่า ๆ เขาจะจารึกชื่อของผู้ครอบครองที่ดินมาหลายชั่วอายุคน บางชื่อสมัยยังเรียกว่าอำแดงนั่นเลย ไม่รู้กี่คนที่ครอบครองแผ่นดินอันนี้มา เวลาตายไปที่ดินก็เหลือเท่าเก่า แสดงว่าบุคคลก็ไม่สามารถเอาที่ดินไปเมืองผีได้ แม้แต่เงินใส่ปากที่อยากให้พ่อให้แม่ติดไปเมืองผี เงินใส่ปากส่วนใหญ่จะบำรุงลงขวดเหล้าซะมาก สัปเหร่อเอาไปซื้อเหล้ากิน ผมเคยเจอสัปเหร่อบางคนเขาเล่าให้ฟังว่า เวลาเขาจะเผาผี บางทีลูกหลานเอาแบงก์ร้อยใส่ปากมา เวลาเขาจะเผา ใจจริงสัปเหร่ออยากให้อยู่ในปากต่อไป แต่ทีนี้มันก็เห็นแน่ ๆ ว่าไหม้ไฟท่าเดียวอยู่แล้ว มันก็จำเป็นต้องดึงเอาออกจากปากเอาไปซื้อเหล้ากิน เขาก็ทำด้วยจำใจ ความจริงแล้วบุคคลทั้งหลายตายไปไม่ได้เอาสมบัติไป อันนี้สิ่งไหนที่ตายแล้วเอาไปได้ สิ่งที่ตายแล้วเอาไปได้ก็คือบุญและบาปบุคคลที่เกิดมาในโลก บุคคลผู้ประมาทในวันเวลากับบุคคลที่ไม่ประมาทในวันเวลามันคิดต่างกัน บุคคลผู้ประมาทก็คือบุคคลไม่รู้จักคิดกำไรขาดทุน

คำว่ากำไรขาดทุนหมายถึงว่าวันนี้เราทำชั่วไปเท่าไหร่ ทำดีไปเท่าไหร่ เราเกิดมาเราทำดีมากน้อยแค่ไหน ทำชั่วมากน้อยแค่ไหน ตายไปเราจะเดือดร้อนในปรโลกหรือเราจะไปสบาย บุคคลผู้ประมาทย่อมไม่คิดเรื่องนี้ คิดแต่สนุกไปวัน ๆ เต้นแร้งเต้นกาในปากมัจจุราช สนุกสนานในบ่วงมาร บุคคลทั้งหลายที่เดินไปไหนมาไหน ถึงเขาจะบ่ายหน้าไปทางทิศเหนือก็ตาม ทิศใต้ก็ตามทิศตะวันออก ทิศตะวันตกก็ตาม แต่ทุกคนไปที่เดียวกันคือไปป่าช้า เส้นทางการเดินทางของทุกคนอาจบ่ายหน้าไปทางเหนือบ้าง ใต้บ้าง ตะวันออกบ้าง ตะวันตกบ้าง แต่จุดหมายของทุกคนไปที่เดียวคือไปป่าช้ากันหมดไม่มีใครเหลือสักคน เวลาเราไปไหนให้นึกถึงว่าความตายตามเราไปทุกย่างก้าว เหมือนกับมีเพชฌฆาตถือดาบเงื้อตามหลังเราอยู่ พร้อมที่จะฟันทุกเมื่อ เพราะสาเหตุแห่งความตายมีมากมายเหลือเกิน ชีวิตเป็นอยู่ด้วยความยากลำบาก อยู่ได้แต่ละวันต้องมีเหตุปัจจัยมากมายเหลือเกิน ต้องมีปัจจัย ๔ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และจิปาถะ ยิ่งยุคนี้ยิ่งมากต้องมีพัดลม ตู้เย็น โทรศัพท์มือถือ มีอะไรอีกเยอะแยะ เหตุปัจจัยแห่งการดำรงชีวิตมันมีมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นแสดงว่าการดำรงชีวิตมันเป็นไปได้ยาก แต่ความตายมันง่าย หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตายแล้ว

ร่างกายของเราเป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรคและแมลงต่าง ๆ อยู่เสมอ ให้เราสลดใจเถอะว่าร่างกายไม่ใช่ของเราจริง เป็นที่อยู่เป็นที่อาศัย เป็นที่สาธารณะแห่งหมู่หนอนและเชื้อโรคทั้งหลาย เราไม่สามารถจะปิดประตูกันมันได้เลย เขาถึงบอกว่าโรคอยู่ในกายใช้ประโยชน์ไม่ได้ ยาอยู่ในป่าตั้งไกลใช้ประโยชน์ได้ คือร่างกายเป็นสาธารณะ พยาธิในตัวเรามันก็ว่าร่างกายเราเป็นของมันด้วย เป็นที่กิน ที่ขี้ ที่เยี่ยว ที่ผสมพันธุ์ ที่ตาย เป็นป่าช้าเป็นอะไรของมันเสร็จ เป็นที่ออกลูกออกหลานเผ่าพันธุ์ ไม่มีอะไรเป็นของเราจริง เมื่อเราเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นของเราจริง เราต้องมาคิดคำนวณกำไรขาดทุน อะไรที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ต้องนึกถึงให้น้อย ๆ ลงหน่อย อะไรที่ตายแล้วเอาไปได้ให้นึกถึงให้มาก ๆ ขึ้นมาหน่อย อะไรที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ผัว ลูก บ้านช่อง ทรัพย์สมบัติ เงินทอง แก้วแหวน ที่นา รถ พวกนี้ตายแล้วเอาไปไม่ได้หมดเลย อะไรที่ตายแล้วเอาไปได้ มรรค ผล นิพพาน บุญกุศล อันนี้เมื่อเราเห็นว่าชีวิตที่เกิดมามันมีแต่ทุกข์ แต่โทษ เขาไม่ได้ให้ความโสภามาอย่างเดียว เขาให้มาล่อเหยื่อเท่านั้นเอง เหมือนกับให้ไส้เดือนมาเพื่อให้ปลามาติดเบ็ด เขาให้ความสาวแก่พวกเรามาเพื่อมาแก่ภายหลัง ต้องมาอกหักเพราะความสาว ให้ความหนุ่มมาก็มาแก่ภายหลังต้องมาอกหักเพราะความหนุ่ม ให้ความแข็งแรงมาต้องมาแก่ชราภายหลัง ต้องมาอกหักเพราะความแข็งแรง

สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อบุคคลใดเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง บุคคลนั้นย่อมอกหัก เพราะไปหวังจากสิ่งที่เขาไม่ให้เราหวัง เราจะไปหวังอะไรจากสิ่งที่ไม่ให้เราหวัง เราจะไปหวังอะไรจากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามปรารถนา สังขารธรรมคือร่างกายและจิตใจมันเป็นสังขาร สังขารมันแปลว่าความปรุงแต่ง มันปรุงแต่งจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มาผสมกัน มันไม่มีของเราจริง ความสุขของโลกก็ให้มาเป็นเหยื่อล่อทั้งนั้น ปลาทั้งหลายเวลาจะกินเบ็ดไม่มีปลาตัวไหนที่ตั้งใจจะกินเบ็ด ปลามันตั้งใจกินไส้เดือน แต่พอกินไส้เดือนแล้วติดเบ็ด เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะละเบ็ดเราต้องตัดใจจากไส้เดือนด้วย เมื่อเราเห็นทุกข์เห็นโทษว่าโลกนี้เป็นทุกข์เป็นโทษเป็นภัย แต่ทำไมเรายังติดอยู่ล่ะ ที่ยังติดอยู่เพราะมันมีเหยื่อล่อเอาไว้ สุขเวทนาคือเหยื่อล่อให้เราจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความสุขที่แหละเป็นเหยื่อล่อให้บุคคลต้องไปทนทุกข์ ไส้เดือนนี่แหละเป็นเหยื่อล่อให้ปลาถูกเบ็ดเกี่ยว

เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นทุกข์เห็นโทษในโลกนี้ เราต้องสร้างกำลังใจ สร้างกำลังใจที่จะละเหยื่อของโลก เหยื่อของโลกก็คือ สิ่งใดที่ทำให้เกิดสุขเวทนานั้นเป็นเหยื่อของโลก เมื่อเรากำหนดหยั่งรู้ทุกข์เวทนา เวทนาคือทุกข์ เราจะเห็นโทษ เมื่อเห็นโทษในทุกข์ ต้องมาละตรงสุข วางอุเบกขา อย่าไปเสวยความสุข ต้องสร้างจิตใจให้เข็มแข็งขึ้น จิตใจที่จะละความสุขได้ต้องมีสติปัฏฐาน จิตของคนทั่วไปถ้าไม่ได้รับการพัฒนา กำลังใจจะเข้มแข็งไม่พอที่จะละความสุข เมื่อเราเห็นเห็นโทษของโลก อันนี้ก็เกิดความเบื่อหน่าย ความเบื่อหน่ายเป็นพลังให้เราเกิดความเพียร แต่ความเบื่อหน่ายนี่ไม่ใช่ธรรมะนะ ตราบใดที่ยังมีความเบื่อหน่ายแสดงว่าเรายังมีความอยากอยู่ คือเรายังตัดความอยากไม่ได้ เรารู้สึกว่ามันเป็นโทษแต่เราตัดไม่ได้ เราจึงท้อแท้อาลัยเบื่อหน่าย ธรรมะตัวแท้คือตัวอุเบกขาไม่ใช่ตัวเบื่อหน่าย แต่ตัวเบื่อหน่ายเป็นเบื้องต้นให้บุคคลอดทนทำความเพียรเพื่อพ้นทุกข์ แต่จะพ้นทุกข์จริง ๆ ต้องด้วยตัวอุเบกขา อุเบกขาไม่เข้าไปเสวยสุข แล้วต้องถอนความมีตัวมีตนในอุเบกขาเสียด้วย ไม่มีตัวเราของเรา อุปาทานขันธ์ คือความยึดมั่นในตัวตน เมื่อมีตัวตนเป็นผู้รับ มันก็ต้องยินดียินร้ายอยู่วันยังค่ำ จะละความยินดียินร้ายให้ฝึกละอุปาทาน

ทางสายเอกนี้คือ สติปัฎฐาน ๔ เอกายนมรรค ทางเส้นเดียว ไปในที่แห่งเดียวคือ พระนิพพาน เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดจากทุกข์ เป็นไปเพื่อคลายความเดือดร้อน เป็นไปเพื่อความสิ้นสุดความเวียนว่ายตายเกิด ในขั้นต้นเรายังไม่มีปัญญาเห็นทุกข์ที่ละเอียด เราก็ดูทุกข์หยาบ ๆ ไปก่อน อย่างที่บรรยายมาให้ฟัง เห็นความตายบ้าง เห็นความแก่บ้าง เห็นคนอื่นแก่ ไม่สู้เห็นตัวเองแก่ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองแก่ อะไร ๆ ก็คงไม่อยากได้เหมือนเมื่อก่อนละมั๊ง เพราะฉะนั้น บุคคลที่ฉลาด เวลาเห็นทุกข์เห็นโทษต้องน้อมเข้ามาสู่ตนให้มาก น้อมเข้ามาสู่ตนว่าบุคคลที่เป็นทุกข์มาให้เราเห็น ไม่ใช่แต่เป็นแต่เขาหนา เมื่อถึงคราว เราก็จะเป็นทุกข์อย่างนั้นเหมือนกัน ความแก่และโรคภัยสารพัดอย่าง เราก็รับสมบัติเขาไว้เหมือนกัน

ตอนผมเด็ก ๆ เวลาดูโทรทัศน์ได้เห็นเขาโฆษณา โฆษณาขายยาลดกรดในกระเพาะ ผมก็ยังนึกขำอยู่ตอนเด็ก ๆ ยาลดกรดในกระเพาะจะทำมาขายใคร ใครจะไปกิน ยาลดกรดในกระเพาะ จะไปขายใครได้ ใครจะไปกิน ? ตอนเด็ก ๆ ผมคิดอย่างนั้น ปรากฏว่าพอเราอายุ ๒๐ กว่า ๆ เป็นโรคกระเพาะ ต้องมานั่งกินยาลดกรดอยู่หลายปี อ้อ เขาทำมาขายเรานั่นเอง ผู้ใหญ่รุ่นก่อนเขาเป็นโรคกระเพาะ เขาผ่านกาลเวลาไป เขาก็ไม่เอาไปไหนเขาก็ฝากให้รุ่นต่อ ๆ มา ตอนเด็ก ๆ อีกเหมือนกัน เวลาผมได้ดูโฆษณายาขมน้ำเต้าทอง เราเห็นเขาโฆษณาขายยาขมน้ำเต้าทองเราก็หัวเราะในใจ ว่าของขม ๆ จะทำมาขายใคร ใครจะไปซื้อกิน มันขม ๆ คนจะขายยามันโง่นะ แทนที่มันจะโกหกว่ายาหวานมันไม่โกหก มันไปบอกเขาว่ายาขม ใครจะไปซื้อกิน ตอนเด็ก ๆ เราก็คิดอย่างนี้ พอเราโตขึ้นมา แหมมีอยู่ช่วงหนึ่งมันไม่รู้เป็นอะไรเป็นโรคร้อนในอยู่เป็นปี ๆ ต้องไปซื้อยาขมน้ำเต้าทองมาต้ม ซื้อมาทีเป็นโหลๆ ต้มฉันทุกวัน ตอนนั้นเป็นพระแล้ว อ้อเราก็เพิ่งมารู้ เขาทำมาขายเราเอง เรานี่เองโง่ซื้อ ของขม ๆ เราก็ต้องโง่ซื้อมากิน

เรานี่เองที่โง่ ที่โง่ก็คือเรายังเกิดอยู่ ที่โง่ พอเกิดมาแล้วเนี่ย มรดกความเจ็บไข้ความป่วยโรคร้อยแปดพันเก้าที่รุ่นพ่อรุ่นปู่ผ่านไปแล้วเขาไม่ได้เอาไปด้วย เขามอบไว้ให้เราหมด เราก็โง่มาเกิด โง่มาเกิดแล้วก็ยังยินดีในโลกนี้อีก ยังเพลิดเพลินกับเหยื่อของโลกอีก เห็นอะไรสวยก็อยากอยู่สักร้อยปีพันปี เพราะมันโง่ เราเห็นโทษแล้วเราก็ต้องรู้จักฉลาดมาบ้าง เมื่อเราเกิดปัญญาเห็นความไม่เที่ยงความเกิดดับขึ้นมา เราก็ต้องมีศรัทธามีความเพียรในการเจริญกรรมฐาน

ผมเข้ามาวัดไทรงามนี่เป็นหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง เหมือนหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง เลว สุด ๆ แล้ว ไปไหนไม่รอดแล้ว หมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง มันไม่มีขนเลย เข้ามาถึงก็พระเดชพระคุณท่านสอนเช้าสอนเย็น เหมือนกับท่านจับหมาขี้เรื้อนไปขัดสีฉวีวรรณโดยไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย อยู่ที่นี่ ๕ ปี ออกจากที่นี่ไป ลูบข้างตัว พอมีขนขึ้นมาบ้าง ไปไหนก็ไม่เคยลืมบุญคุณของพระอาจารย์ แต่เดี๋ยวนี้ท่านก็ไม่มีโอกาสมาแนะนำ อายุมากสังขารเสื่อม เทปท่านก็พูดไว้มาก พระอาจารย์น่ะ ท่านจะไม่ค่อยบรรยายอะไรให้ฟังมาก ท่านจะเน้นให้เราสร้างเหตุสร้างตัวใน ตัวในคือตัวสติ เมื่อบุคคลมีสติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบจะเป็นปัญญาแก่ผู้นั้นทั้งหมด เป็นจริงๆ ขอให้มีสติถึงพร้อมเถิด ความผิดพลาดทั้งปวงก็เกิดปัญญา ความผิดพลาดก็เป็นครู ไม่รู้สึกว่าความผิดพลาดเป็นตราบาป เจอความผิดพลาดก็รู้สึกหน้าชื่นตาบานแจ่มใส ไม่เครียด ไม่เดือดร้อน สติตัวเดียวเป็นได้ เป็นเหมือนกับท่อไอเสียรถยนต์ เป็นที่ระบายความเดือดร้อนที่เรามาเผชิญอารมณ์ของโลกได้หมด ธรรมะเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งแก่บุคคลที่เกิดมาในโลก และความตายจะกรายเข้ามา เวลาตายมีธรรมะเท่านั้น ธรรมะสุดยอดต้องกรรมฐาน กำหนดหยั่งรู้สติพร้อม จึงไปกำหนดหยั่งรู้ทุกข์เวทนา เวลาจะตายนั้นเราก็ไม่รู้เวลาตายมันจะทุกข์แค่ไหนเราก็เตรียมเอาไว้

พระเดชพระคุณท่านจะเน้นเหตุซะมาก คือต้องการให้ลูกศิษย์มีตัวใน มีตัวในและสามารถแก้อารมณ์ให้แก่ตัวเอง เมื่อเราฝึกสติใหม่ ๆ สติยังไม่ทันอารมณ์ เวลาเจอปัญหาติดขัดอารมณ์ มันก็จำเป็นเหมือนกันที่ต้องเที่ยวหาคนโน้นมาแก้อารมณ์ คนนั้นมาแก้อารมณ์ ใหม่ ๆ มันก็เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่มีใครมาแก้อารมณ์ ก็รู้สึกเดือดร้อน แต่เมื่อเราปฏิบัติเก่าเข้า ชำนาญเข้า สติเรามั่นคงเข้า เราก็ไม่ต้องหาใครมาแก้อารมณ์ให้ เพราะว่าอารมณ์ทั้งปวงคือความเกิดดับ อารมณ์ทั้งปวงมันเป็นแค่ขณะจิตเดียว การหยั่งรู้อารมณ์ก็หยั่งรู้ขณะจิตเดียว การต่อสู้อารมณ์ก็ต่อสู้ขณะจิตเดียว การได้ผลสู้สำเร็จก็ขณะจิตเดียว อย่าไปแบกความสำเร็จเอาไว้ ถ้าแบกความสำเร็จแล้วมันจะเกิดความมานะ เย่อหยิ่งถือดี ตัวมานะเย่อหยิ่งถือดีเป็นเบรคห้ามล้อความเจริญของนักปฏิบัติธรรม บุคคลใดผู้มีความเย่อหยิ่งถือดีมาก ๆ ปฏิบัติได้ช้ามาก ปฏิบัติให้ได้ดี ต้องอ่อนน้อมถ่อมตัวให้มาก ปฏิบัติที่ผ้าขี้ริ้วได้ผลเร็วกว่าปฏิบัติบนหิ้ง

เวลาเราซักผ้า ถ้าคนซักผ้าที่ฉลาดซักไปดูแต่ตรงไหนสกปรกเท่านั้นพอแล้ว ตรงไหนสะอาดแล้วไม่ต้องไปดูก็ได้ ถ้าเราไปดูตรงโน้นสะอาดแล้วตรงนี้สะอาดแล้วเดี๋ยวมันเลิกซักกัน ตรงสะอาดแล้วเราไม่ต้องไปดูหรอก เราดูแต่ตรงไหนสกปรกบ้าง เราดูแล้วเราก็เห็นตรงไหนสกปรกเราก็ขยี้แต่ตรงนั้น ขยี้ไปแล้วเดี๋ยวมันก็สะอาดเองไม่ต้องไปแบกความสะอาด ไม่ต้องไปแบกความว่าง อย่าเข้าไปในความว่างเดี่ยวมันจะเป็นความไม่ว่าง ถ้าเราเข้าไปในความว่างก็คือการทำลายความว่าง ถ้าเราเอาตัวตนไปเสวยในความว่างก็คือเราไปทำลายความว่าง เหมือนกับห้องห้องหนึ่งมันว่าง เราเดินเข้าไปในห้องที่มันว่าง เราก็ไปชื่นชมยินดี ห้องนี้มันว่างจริง ๆ อะไร ๆ ก็ไม่มี โต๊ะก็ไม่มี เตียงก็ไม่มี มันว่างจริง ๆ แต่เราลืมไปถนัดเลยว่าเราเข้าไปในห้องทำให้ห้องไม่ว่าง เราจะให้ห้องมันว่างเราต้องออกมาใส่กุญแจปิดมันเสีย อย่าเข้าไปดูความว่าง อย่าเข้าไปเห็นความว่าง อย่าเข้าไปครอบครองความว่าง เมื่อเราวางอุเบกขาได้ อย่าไปยินดีว่าเราวางอุเบกขาได้ เพราะมันจะทำลายตัวอุเบกขา เมื่อเราวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ อย่าไปยึดถือในความยินดีว่าเราวางได้แล้ว มันจะกลายเป็นตัวตนซ้อนอีก

ผู้ปฏิบัติถ้าฉลาดจะเจียมตัวเสมอเพราะมันเป็นเครื่องกันพลาด การปฏิบัติมันต้องมีเครื่องกันพลาดเยอะๆ อย่าถือว่าตัวเองเก่งแล้ว ดีแล้ว ทุกปีที่ผ่านไปคือการเรียนรู้ ความผิดพลาดทั้งปวงมันช่วยให้เราฉลาดขึ้น มารก็มาช่วยให้บารมีเราสูงขึ้น อุปสรรคก็มาสอนให้เรากระโดดข้าม ถ้าเรามีปัญญาแล้วอะไรก็ดีหมดในสายตาของเรา แต่เราต้องฝึกสติไปก่อน ปัญญาที่ขาดสติมันฟุ้ง มีสติแต่ขาดปัญญา ยังดีกว่ามีปัญญาที่ขาดสติ เพราะมีสติมันจะฉลาดในตัวเอง มีปัญญาที่ขาดสติมันไปรู้เรื่องคนอื่นซะมาก

สติปัฏฐานเป็นเรื่องในกายเราในใจเราหมดเลย บางทีต่อให้เราโง่แสนโง่ ขอให้เรามีสติเถอะ ก็พอแล้ว เราโง่ในเรื่องข้างนอกแต่เราฉลาดภายใน ความฉลาดภายในไม่ต้องให้ใครมาตั้งดีกรี ไม่ต้องให้ใครมาให้ประกาศนียบัตร นักธรรมตรีโทเอกไม่ต้องมี เรื่องความบริสุทธิ์เป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่จำเป็นต้องคนอื่นมายอมรับและรับรู้ด้วยกับเรา ความบริสุทธิ์ความหมดกิเลส ความหมดทุกข์ของเรา ต้องให้ความทุกข์มารับรอง การเผชิญทุกข์มารับรอง คือเราเจอทุกข์แต่เราวางได้ อย่าไปให้คนอื่นมารับรอง เห็นคนอื่นมาพินอบพิเทามาก ๆ สำคัญว่าเราเป็นเทวดาแล้ว เป็นการไม่ฉลาดสำหรับนักปฏิบัติ เวลามีลาภ มียศ มีสรรเสริญ สุข บางทีเราดูตัวเองยังไม่ออก ต้องเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ จึงจะรู้ว่าเราปล่อยวางได้จริงหรือเปล่า การบรรลุธรรมจะดูว่าบรรลุในมุ้งไม่ได้ เรานั่งอยู่ในมุ้งคนเดียวเนี่ย จะเข้าใจว่าเราบรรลุขั้นนั้นขั้นนี้ยังไม่ได้ เราจะดูว่าเราบรรลุธรรมต้องขณะกระทบอารมณ์ ขณะกระทบอารมณ์ตามอายตนะทั้ง ๖

เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติเมื่อปฏิบัติเข้าไปจริงๆ จะไม่หนีอารมณ์ เพราะอายตนะมันเป็นวิปัสสนาภูมิ เป็นที่ตั้งแห่งวิปัสสนา ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ การงานของผู้เจริญสติก็คือไปวางอุเบกขาให้ได้ขณะกระทบอารมณ์ อันนี้การวางได้ก็เป็นขั้นเป็นตอนไป

เมื่อวันก่อนพูดถึงพระสูตร ที่ตอนท้ายสติปัฏฐานสูตร ที่ท่านกล่าวว่าบุคคลผู้เจริญสติปัฏฐานหวังได้ว่าจะเป็นพระอนาคามี คือวันนั้นก็ไม่พูดเรื่องโสดา สกิทาคา มีบางคนสงสัยว่าทำไมถึงข้ามไป ทำไมพระพุทธเจ้าถึงข้ามไป ผมคิดว่า เมื่อบุคคลมาเจริญสติปัฏฐานแล้วมันเป็นของสูง เหมือนกับเข้าโรงเรียนนายร้อย เลยไม่ได้มาลำดับยศ พลทหาร สิบตรี สิบโท แสดงว่าพระพุทธเจ้าท่านให้คุณค่าของสติปัฏฐานสูตรไว้มาก บุคคลใดมาเจริญสติปัฏฐาน ท่านนับให้เป็นนักเรียนนายร้อย พอเข้ารับราชการปุ๊บได้ร้อยตรีเลย ท่านเลยไม่ได้กล่าว โสดา สกิทาคาไว้ตอนท้ายสูตร นั่นก็คือพระพุทธเจ้าท่านเห็นคุณค่าของสติปัฏฐาน เห็นมาก ว่าบุคคลที่เจริญสติปัฏฐานมันเข้าใกล้นิพพานจริง ๆ ท่านจะสรรเสริญมาก เมื่อเรารู้อานิสงส์ของสติปัฏฐานแล้ว ฉะนั้นเราก็ควรมีความเพียร มีความอดทน มีความบากบั่น มั่นคงในสติปัฏฐานให้มาก อย่าทอดธุระ

เป็นวิปัสสนาต้องเป็นวิปัสสนาไก่ชน คำคำนี้ติดตัวผมไปตลอด ไม่ว่าผมไปไหน ไปไหน เดินทางออกจากวัดไทรงาม ผมไปไหน คำนี้ที่พระเดชพระคุณพูดไว้ติดอยู่ในหัวผมไปตลอด คอยเตือนใจว่า เป็นวิปัสสนาอย่าเป็นวิปัสสนาไก่แจ้นะ ต้องเป็นวิปัสสนาไก่ชน คืออย่าเป็นพวกท่าสวยแต่ไม่เอาถ่าน อันนี้นี่จะติดหัวผมไปมากมากเลย ไปไหนคำนี้ก็คอยมาเตือนสติ ว่าเราต้องเอาให้จริงหน่อย เหมือนกับครูบาอาจารย์ตามเราไปด้วย คำสั่งสอนหรือคำด่าของครูบาอาจารย์ไพเราะมาก สำหรับลูกศิษย์แล้วคำด่าของครูบาอาจารย์ไม่ว่าจะด่าแรงแค่ไหน ใช้คำแรงแค่ไหน เราต้องถือว่าไพเราะมาก เพราะว่าเราฟังแล้วเราได้ดี

เมื่อตอนที่ผมจะไปกราบลาหลวงพ่อออกจากวัดเมื่อปี ๓๔ ผมคิดว่าผมจะไปแถวสกลนคร อุดรธานี ผมก็ไม่ได้บอกท่าน ปกติผมก็ไม่ค่อยได้เข้าใกล้ท่าน วันนั้นก็ไปกราบลา ไปกราบลาว่า หลวงพ่อครับ ผมลาจะออกจากวัดไปครับ หลวงพ่อท่านเงยหน้ามา ท่านก็ถามว่าจะไปอีสานเหนือหรือ เรายังไม่ได้บอกท่านเลย ท่านรู้มาได้ เราก็ตกใจว่าเอ๊ะเรายังไม่ได้บอกจะไปไหน แต่รู้ว่าเราจะไปอีสานเหนือ เราก็รับว่าครับ พอรับว่าครับเสร็จ หลวงพ่อท่านแทนที่จะให้พร โอ้ ท่านด่าเราเป็นชุดเลย เราเลวเรื่องไหน ท่านรู้ไปทุกอย่าง แล้วท่านก็ด่าตั้งนาน ตอนนั้นเราก็ไม่พอใจ ทำไมเราจะไปหลวงพ่อถึงด่า แทนที่จะให้พร แหม เมื่อเราออกจากวัดไปแล้วคำด่าของท่านมาคอยเตือนสติเราตลอด มันรู้สึกว่าคำด่าของครูบาอาจารย์ไพเราะที่สุด เป็นคำที่ไพเราะมาก ไพเราะ ๆ ยิ่งกว่าพรใด ๆ เพราะว่าเป็นคำที่กระหนาบเราให้เราได้ดี เป็นคำที่ไพเราะเพราะพริ้งมาก เราพ้นนรกมาได้ก็เพราะคำด่าของท่านนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ศิษย์ที่ดีนี่ เราต้องเอาคำด่าของครูบาอาจารย์ไว้บนหัว รู้สึกว่าได้ผลมาก เพราะพระเดชพระคุณ ผมรู้สึกว่าท่านมีญาณวิเศษมาก แต่ว่าไม่ค่อยแสดง ท่านจะรู้อัธยาศัยของคน ท่านด่าผมไว้ รู้หมดว่าเราเลวเรื่องใด ท่านรู้หมดเลย ท่านด่าเป็นชุดเลย เราก็ได้รับคำด่าจากท่านไปขัดเกลาตัวเอง ไปปรับปรุงตัวเอง ก็รู้สึกภาคภูมิใจมาก ที่ได้มาเป็นศิษย์วัดไทรงาม แต่ว่าตอนนี้ผู้พูดผมนี้ก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่ กำลังศึกษาอยู่ เวลาแต่ละปีที่ผ่านไปคือการเรียนรู้ อุปสรรคที่เข้ามาคือสิ่งที่สอนให้ฉลาดขึ้น ความผิดพลาดเป็นครู ตอนนี้ก็ยังไม่เก่งแต่มีศรัทธาที่จะเรียนรู้ เรียนรู้ในสายกรรมฐาน สายปฏิบัติในพรหมจรรย์นี้ไป

ณ เวลานี้ก็สมควรแล้ว ก็รู้สึกว่าเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งในวันนี้ ปุ๊บปับก็ได้มาพูด ไม่ได้ตั้งใจไว้ เลยพูดอะไรก็ส่งเดชไปอย่างนั้นเอง ก็ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงธรรม ได้บรรลุธรรมเข้าถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ สาธุ

พระชุมพล พลปฺโ
๓ มกราคม ๒๕๔๑

ธรรมเทศนา เรื่อง "ธรรมในธรรม"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๑๗ ก.พ. ๒๕๔๒

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอนอบน้อมพระธรรม พระอริยสงฆ์ และพระเดชพระคุณผู้เป็นอาจารย์ ขอนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาล เจริญพรสามเณรและญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่มีโอกาสได้มาปรารภธรรม

ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา สัพเพธัมมาอนัตตา สัพเพธัมมานาลัง อภินิเวสายะ ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรเป็น อนาลโย ไม่มีความอาลัยในธรรมทั้งปวง ธรรมทั้งปวงหมายถึง รูปธรรมและนามธรรม สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลางและก็ดับไปในที่สุด บุคคลผู้จะเป็นอนาลโยต่อธรรมทั้งปวงคือไม่มีความอาลัย ไม่มีความอาลัยหมายถึงสามารถอยู่กับธรรมทั้งปวงอย่างไม่ถูกกัด ที่ไม่ถูกกัดเพราะว่ารู้ธรรมชาติของมัน เข้าใจมันถูก ปฏิบัติต่อมันได้ถูกตามธรรมชาติของธรรมนั้น รู้ธรรมชาติว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา การที่เราจะรู้จะต้องมีสติหยั่งรู้ การรู้ใดที่ไม่ประกอบด้วยสติ ไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง เป็นความรู้ที่แทรกด้วยโมหะ เพราะว่าความไร้สติเป็นตัวโมหะ มันมีโมหะแทรกอยู่ รู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญการเจริญสติ ให้ภิกษุผู้บวชในธรรมวินัยนี้ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงเห็นธรรมในธรรมอยู่ เห็นธรรมในธรรมเพื่อจะล่วงรู้ความเป็นจริงของธรรม

คำว่าฐานธรรมในธรรมมันตั้งอยู่ที่ไหน ฐานที่ตั้งแห่งสติของฐานธรรมในธรรมอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา และฐานจิตในจิต ฐานธรรมในธรรมจะแทรกอยู่ในกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต เมื่อพระโยคาวจร ผู้ประพฤติในมหาสติปัฏฐาน เจริญฟั่นเฝืออบรมจนมีสติแก่กล้าปัญญาแก่กล้า อุปาทานที่ยึดมั่นอย่างรุนแรงที่กายในกาย เวทนาในเวทนา และจิตในจิตจะเบาบางลง ย่อมจะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงคือธรรมะ มีสภาพเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ธรรมะตัวนี้ที่เราจะต้องเฟ้น ก็คือ ธรรมะใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นที่กายยาววาหนาคืบ กว้างศอกกำมา พร้อมด้วยสัญญาและใจ

ธรรมหมวดแรกที่เราจะหยั่งรู้ ก็คือกิเลส กิเลสก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในจิต และทำให้จิตเศร้าหมอง นี่คือกิเลส พระโยคาวจรผู้ปฏิบัติจะต้องเจริญสติให้มีความรู้ว่ากิเลสเกิดขึ้นเมื่อไร แล้วเราจะจัดการกับกิเลสอย่างไร เบื้องต้นกิเลสที่ปรากฏแก่สติย่อมจะเป็นปัญหา กิเลสที่เกิดขึ้นย่อมจะเป็นปัญหาแก่พระโยคาวจร ย่อมจะเกิดโทมนัส เกิดความทุกข์เมื่อกิเลสเกิด อยากให้จิตตัวเองปราศจากกิเลส แต่กิเลสก็ไม่อยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของเรา เมื่อมีเหตุปัจจัยให้เกิด กิเลสก็เกิด เมื่อเหตุปัจจัยนั้นดับ กิเลสก็ดับ กิเลสก็คือสิ่งเกิดดับ รวมลงในความที่ยินดียินร้ายขณะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ เมื่อเกิดความยินดียินร้ายขึ้นนั่นก็คือกิเลส ความยินดีก็คือราคะ ความยินร้ายก็คือโทสะ ความไม่ล่วงรู้เท่าทันความจริงจนปล่อยให้ราคะและโทสะเกิด นั่นคือโมหะ ความหลง ความไม่แจ่มแจ้ง ไม่สามารถควบคุมอาการแสดงออกในจิตของเรา ต่อสิ่งเร้าที่มากระทบตามทวารทั้ง ๖

ความจริงสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง ตาก็ไม่เที่ยง รูปที่มากระทบตาก็ไม่เที่ยง วิญญาณที่มารับทางตาก็ไม่เที่ยง ความยินดียินร้ายที่เกิดขณะรูปกระทบตาก็ไม่เที่ยงเช่นเดียวกัน เมื่อบุคคลเจริญสติตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันและทราบซึ้งแจ่มแจ้งถึงความไม่เที่ยง สิ่งทั้งปวงก็จะสักแต่ว่าเกิด สักแต่ว่าดับ สักแต่ว่ายินดี สักแต่ว่ายินร้าย

อันนี้คือบรรลุผลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าต้องการ นั่นคือ เมื่อเรามีสติเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีปัญญาแจ่มแจ้งเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมเกิดญาณ ที่จะละ ญาณที่จะละ คือมีสติเห็นว่าธรรมมีอยู่ก็สักแต่ว่า ธรรมที่เกิดขึ้นก็สักแต่ว่าเกิดขึ้น ธรรมที่ดับไปก็สักแต่ว่าดับไป หรือสติว่าธรรมมีอยู่เข้าไปตั้งเฉพาะหน้าแก่เธอนั้น สักแต่เพียงว่าอาศัยรู้ อาศัยระลึก เธอย่อมไม่ติดอยู่ด้วย ย่อมไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย สติและปัญญาจะให้เราเข้าถึงในสิ่งที่เราต้องการในภาคปฏิบัติก็คือ ความดับทุกข์

ความทุกข์มันมีกิเลสเป็นต้นเหตุ กิเลสก็คือความยินดียินร้าย เราจึงจำเป็นจะต้องฟั่นเฝืออบรมสติของเราให้มีความมั่นคง เมื่อสติมั่นคง ปัญญาย่อมเกิดได้ ปัญญาที่เกิดจะต้องเป็นปัญญาในปัจจุบันขณะ จึงจะละอารมณ์ได้ ปัญญาในปัจจุบันขณะหมายความว่าต้องถึงพร้อมด้วยสติ สติต้องคม ต้องมีฐานรองรับ สติจะคมได้ต้องมีฐานที่ตั้งแห่งสติ คือฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติฐานใดก็ตามที่เรามีความชำนาญที่ช่วยให้สติเรามั่นคงแข็งแรง เข้มแข็ง คม ฐานนั้นเป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องฝึกฝนอยู่เรื่อย อย่างที่พระเดชพระคุณท่านสอนให้ยกมือหรือเดินจงกรม เป็นการลับสติให้คม

สติจำเป็นในที่ทั้งปวง ที่จะละอารมณ์อยู่ในโลกอย่างอนาลโย ไม่อาลัย ไม่ติดข้อง อยู่อย่างไม่ติดข้องก็คือการไม่ยินดียินร้ายต่อโลก สักว่า ทุกอาการที่มากระทบ สักว่ากระทบ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์

อย่าปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปในทางที่ว่าจะมีตัวเราของเรา มีการยึดครองของอัสมิมานะ ขณะที่กระทบอารมณ์ถ้าเรามีตัวยินดียินร้ายขึ้นมา ความหิวก็เกิด จิตหิว เมื่อจิตหิวขึ้นมาก็จะเกิดอุปาทานยึดมั่น ว่าสิ่งนี้เราชอบ สิ่งนี้เราไม่ชอบ เราจะต้องขวนขวายแสวงหาสิ่งที่เราชอบด้วยวิธีการใด หรือเราจะต้องขวนขวายหนีสิ่งที่เราไม่ชอบด้วยวิธีการใด อุปาทานย่อมเกิด

ฉะนั้นพึงเจริญสติให้มั่นคง ให้เต็มรอบ เพื่อความไม่ประมาท บุคคลผู้ประมาทก็คือผู้ที่ตายแล้ว ตายจากโลกุตตรธรรม ธรรมที่พ้นโลก ความพ้นโลกไม่ใช่พ้นที่ไหน พ้นที่อายตนะ ขณะกระทบอารมณ์ เราจะส่งจิตไปที่ไหนก็ไม่ได้ เราจะต้องกำหนดสติเราไว้ในกายยาววาหนาคืบของเรา เพื่อจะให้สติเราคม พร้อมที่จะรับอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ ถ้าปล่อยสติไปที่อื่น ปล่อยไปไหนก็ตาม คิดว่าจะออกนอกโลกด้วยการส่งจิตไป ผิดแล้ว เราจะพ้นโลกต้องพ้นที่กายยาววาหนาคืบของเรานี่ สติกำหนดที่กายยาววาหนาคืบของเราให้ดี

อุปาทานขันธ์เป็นเหตุแห่งความทุกข์ ความยึดมั่น จิตที่มายึดมั่นในกาย ในรูปขันธ์ ในกายว่าเป็นเราเป็นของเรา เป็นความเดือดร้อน เป็นความทุกข์เข็ญ จิตที่มายึดมั่นในเวทนา ความสุข ทุกข์ อุเบกขา ว่าเป็นเราเป็นของเรา ขณะเสวยความสุขก็ตาม ความทุกข์ก็ตาม ความไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม ถ้าเรามีความยึดมั่นถือมั่นว่าเราเป็นผู้เสวย มันไม่หยุดอยู่แค่เวทนา หลังจากเวทนาก็จะเป็นตัณหา ตัณหา ๓ ก็คือ อยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป ขณะเราเสวยสุขเวทนา เราอยากได้สุขเวทนานั้นก็ตาม สิ่งที่ทำให้เกิดสุขเวทนาก็ตาม ตัวเราที่รู้สึกมีตัวเราเป็นผู้เสวยสุขเวทนานั้นก็ตาม เราจะมีความคิดว่าอยากให้สิ่งเหล่านี้อยู่ยงคงทนเป็นหมื่นปี แสนปี ความคิดอันนี้เป็นความคิดที่ผิดธรรมชาติ เพราะว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง

ความคิดที่สวนทางกับคำว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นความเจ็บปวด เดือดร้อนแสนสาหัสของผู้คิดนั่นเอง เป็นความคิดผิด หวังผิด เมื่อหวังผิดก็ผิดหวัง ขณะที่เสวยทุกขเวทนา เรามีอุปาทานในทุกขเวทนา เราไม่สามารถมีสติหยั่งรู้ในทุกขเวทนา ว่าในทุกขเวทนานี้สักแต่ว่าเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่มีตัวเราไม่มีของเรา ไม่มีตัวเราเป็นผู้เสวยทุกข์

ถ้าสติเราไม่ทันก็จะเกิดวิภวตัณหาอยากให้ไป พออยากให้ไป ความรุ่มร้อนกระวนกระวายของจิตก็เกิดขึ้น เพราะไม่เข้าใจสภาพความจริงว่าทุกขเวทนาก็ตาม สิ่งที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาก็ตาม ตัวของบุคคลผู้เสวยทุกขเวทนาก็ตาม ไม่เที่ยง เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปขณะที่กระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปตลอด อันนี้สติไม่ทันไม่สามารถหยั่งรู้ ไม่สามารถแยกอุปาทานออกมาจากเวทนาได้ ฉะนั้นจึงเกิดทุกข์ ทุกข์ซ้ำสองเข้าไปอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบบุคคลผู้มีอุปาทานในทุกขเวทนาว่า คือบุคคลที่ถูกศรยิงดอกแรก และก็ถูกศรดอกที่สองยิงซ้ำเข้าไปอีก เพราะไม่เข้าใจความจริงว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ว่ารูปธรรมนามธรรม เป็นสิ่งที่ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งสิ้น ไม่ว่ารูปธรรมนามธรรม อารมณ์ขณะหนึ่ง เวทนาขณะหนึ่ง ตัวเสวยขณะที่เรารู้ถึงความสุขความทุกข์ อันนี้จะต้องมีสติหยั่งรู้ให้ดี เมื่อมีสติหยั่งรู้ในเวทนา เห็นแจ้งซึ่งความทุกข์ เห็นโทษในตัวเสวย เห็นโทษที่จะเข้าไปกอดรัด จะเกิดความเบื่อหน่ายที่จะเสวยสุขเวทนา เกิดปัญญาเห็นทุกข์เห็นโทษ จะเกิดความเบื่อหน่ายที่จะไปเสวยสุขเวทนา เกิดความเบื่อหน่ายระดับหนึ่งก็จะสามารถปล่อยวางได้ขณะหนึ่ง เกิดอุเบกขาไม่ยินดีที่จะเข้าไปเสวย

ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อสติละเอียดขึ้นจะเห็นอุเบกขาเวทนา อุเบกขาเวทนาก็คือ เวทนาขณะที่เราปล่อยวางได้ อันนี้เราก็จะต้องระวังให้ดี แม้แต่อุเบกขาเวทนาก็สามารถขุดหลุมล่อเราได้ ต้องระวังให้ดี ถ้าเราไม่มีสติต่อเนื่องตั้งอยู่ในฐาน สติก็จะตกฐาน ตกฐานอย่างไร ตกฐานเข้าไปจับอุเบกขาเวทนาเป็นตัวกูของกูขึ้นมาอีก รู้สึกดีใจภูมิใจ ว่าโอ้โฮ ! น่าดีใจเหลือเกินน่าภูมิใจเหลือเกิน เราสามารถปฏิบัติธรรมจนปล่อยละวางเวทนาได้ ละวางสุขละวางทุกข์ได้ เมื่อเราเอาจิตเข้าไปยึดมั่นในอุเบกขาเวทนา มันจะเกิดความดีใจ ภูมิใจ เย่อหยิ่ง ถือดี ปีติ รู้สึกยกตนข่มผู้อื่น คนอื่นไม่ได้ดีเหมือนอย่างเรา นี่คือหลุมพราง หลุมพรางเหล่านี้ก็คือการแสดงปริมาณความโง่เขลาของผู้ปฏิบัติธรรมที่ยังเหลืออยู่ เราต้องหยั่งรู้ให้ดี เพราะว่าเมื่อเราเกิดความยึดมั่น ยินดี เพลิดเพลิน ภูมิใจ เย่อหยิ่ง ถือดี ยกตนข่มผู้อื่น ว่าเราปล่อยวางได้ ขณะนั้นปล่อยวางไม่ได้เสียแล้ว แต่ว่าถ้าสติเราไม่ทัน เราไม่มีปัจจุบันอารมณ์เป็นที่ตั้ง เราก็จะเอาอารมณ์อดีตมาเป็นที่ตั้ง อารมณ์อดีตคืออารมณ์ที่เราปล่อยวางได้ซึ่งเป็นอดีตไปแล้ว มันไม่มีอยู่แล้ว อดีตก็ดับไปแล้ว ขณะนี้จิตปล่อยวางไม่ได้เสียแล้ว

อันนี้ถ้าบุคคลผู้นั้นมีความอ่อนน้อมถ่อมตัวอยู่บ้าง ก็จะเห็นโทษของตัวเองได้เร็ว จะรู้สึกว่าขณะนั้นจิตเราเริ่มฟุ้งซ่านขึ้นมาแล้ว จิตเราไม่มีตัวอุเบกขาซะแล้ว จิตเราไม่สงบซะแล้ว ต้องกลับมาคร่ำเคร่งฝึกฝนปฏิบัติ เพื่อคืนเอาตัวอุเบกขานั้นกลับมา แต่ถ้าหากบุคคลผู้ปฏิบัติไม่มีความอ่อนน้อมถ่อมตัวอยู่ในจิตบ้างเลย จิตจะคุ้นเคยที่จะฮึกเหิมลำพองยกตนข่มผู้อื่นด้วยสิ่งที่มันดับไปแล้ว อันนี้เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดของผู้ปฏิบัติธรรม เพราะขณะนั้นบุคคลผู้นั้นปล่อยวางไม่ได้เสียแล้ว เพราะความที่สติไม่คม ไม่สามารถหยั่งรู้ในปัจจุบันอารมณ์ ไม่สามารถหยั่งทราบสภาวะจิตตัวเองในปัจจุบันขณะ ว่าตอนนี้จิตเราฟุ้งซ่าน จิตเราปล่อยวางไม่ได้ จิตเราประกอบด้วยความลำพองอย่างแรง บุคคลพวกนั้นจะเดือดร้อนมาก เมื่อความจริงไม่ยอมเป็นไปตามความปรุงแต่งความหลงผิดของตัวเอง ความจริงขณะนั้นก็คือจิตฟุ้งซ่านอยู่ เพราะฉะนั้น ฐานที่ตั้งแห่งสติจึงสำคัญมาก

อย่าให้ลืมท่าครู การยกมือก็ตาม การเดินจงกรมก็ตาม ช่วยให้สติเราคม สติเราคมคือสามารถรับรู้รับทราบหยั่งรู้ปัจจุบันอารมณ์ได้ ขณะที่สติหยั่งรู้ในปัจจุบันอารมณ์ โมหะจะแทรกไม่ได้ เพราะเป็นปัญญา ที่ใดมีปัญญาที่นั่นมีความหลงไม่ได้

คำว่าปัญญา ปัญญาที่จะละกิเลสได้ ปัญญาที่จะพอกพูนถึงขนาดมาตัดกิเลสได้ จะต้องเป็นปัญญาในปัจจุบันขณะ ที่ได้เห็น ได้รับรู้ ในขณะที่สติตั้งมั่น อันนี้จะเป็นตัวปัญญาที่แท้จริงของผู้ปฏิบัติ ปัญญาอย่างอื่นที่จำได้ คิดได้ ฟังมาได้ อันนั้น เอามาอาศัยเพื่อมีประโยชน์ในการตัดกิเลสไม่ได้ ปัญญาที่จะนำมาตัดกิเลสได้ เราต้องพอกพูนมาจากภาวนามยปัญญาขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง ขณะหนึ่งที่หยั่งรู้ตามฐานต่าง ๆ

อย่าลืมฐานครู ฐานกายในกาย ที่กายในกายมันมีจิตอยู่ด้วยขณะนั้นขันธ์ ๕ ก็ครบบริบูรณ์หมด คำว่าฐานธรรมในธรรมเราไม่ต้องไปหาฐานธรรมในธรรมที่ไหน มันอยู่ที่ฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิต อันนี้เมื่อสติเราคมมากขึ้น ปัญญาเราแก่กล้ามากขึ้น อุปาทานจะน้อยลง ความยึดมั่นถือมั่นมันน้อยลง ความยินดียินร้ายต่าง ๆ น้อยลง มันจะช่วยกันเป็นกระบวนการ เมื่อความยึดมั่นถือมั่นมันน้อยลง ความยินดียินร้ายก็น้อยลง เมื่อความยินดียินร้ายน้อยลง ความยึดมั่นถือมันก็น้อยลง มันขัดเกลาซึ่งกันและกัน

การละตัณหาและการละอุปาทานขัดเกลาซึ่งกันและกัน ช่วยหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อเราปฏิบัติสติปัฏฐานชำนาญขึ้น อุปาทานจะน้อยลง ปัญญาจะแจ่มแจ้งมากขึ้น ความลุกโพลง ความสว่างของญาณปัญญาจะมีสูง ความยึดมั่นถือมั่นในกาย ที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตจะลดลง ญาณปัญญาจะเห็นว่าสิ่งทั้งปวงสักแต่ว่าธรรมะ ธรรมะเหล่านี้เกิดตามทวารทั้ง ๖ ขณะตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์

ขณะกระทบตามทวารใดทวารหนึ่ง ขันธ์ ๕ อยู่ตรงนั้น รูปขันธ์คือที่ตั้งที่ทรงของนามธรรม เวทนาขันธ์ก็คือตัวเสวยอารมณ์ในทวารนั้น ๆ ขณะนั้น ขณะหนึ่งของสติที่เราไปหยั่งรู้ตามทวารนั้น ๆ สัญญาขันธ์ก็คือการกำหนดหมาย การกำหนดหมายอารมณ์ นี่เป็นอย่างนั้น นั่นเป็นอย่างนี้ นี่เป็นพระ นั่นเป็นชี นี่เป็นสีเขียว นั่นเป็นสีแดง ตัวกำหนดหมายเป็นสัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ก็คือความปรุงแต่ง ความคิดได้ ความแทรกอารมณ์เข้าไปได้ในขณะกระทบอารมณ์ นี่คือสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ก็คือตัวรับรู้ ตัวรับรู้ เสียอย่างเดียวที่ตัวรับรู้มีอุปาทาน มันจึงไม่ใช่วิญญาณที่บริสุทธิ์ ไม่สักแต่ว่ารับรู้ รับรู้แล้วก็วางลงไป วิญญาณประกอบด้วยอุปาทานรับรู้ มันเกิดความหมายมั่นยึดมั่น ปรุงแต่ง เพื่อความยินดียินร้าย กำหนดหมายสิ่งนี้เป็นอย่างนั้น สิ่งนั้นเป็นอย่างนี้ เสวยอารมณ์สิ่งที่ชอบก็เข้าไปเสวยยินดีพอใจเกิดความกระหายเป็นสุขเวทนา สิ่งที่ไม่ชอบ รังเกียจ ไม่พอใจ ดิ้นรน ขวนขวายจะหนีด้วยทุกขเวทนา

อุเบกขาเวทนา ของผู้มีอุปาทาน เป็นอุเบกขาที่โดนแทรกไปด้วยอัตตา อุปาทานทั้งปวง ยึดมั่น ถือมั่น เย่อหยิ่งถือดี ยกตนข่มท่าน ถึงเรียกว่าขันธ์ ๕ ที่มีอุปาทาน เป็นปัจจัยแห่งทุกข์

ธรรมในธรรมปรากฏตามทวารทั้ง ๖ เมื่อญาณปัญญาแยกออกไปเนี่ย แยกเป็นขันธ์ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เมื่อญาณปัญญาสติเราคมขึ้นไปอีก มันจะรู้ว่าอันนี้คือขันธ์ อันนี้คืออุปาทานที่ไปยึดมั่นขันธ์ ขันธ์ต้องทรงไว้ เป็นสิ่งมีอยู่ แต่อุปาทานต้องทำลาย อุปาทานคือสังโยชน์ คือตัวเชื่อม ตัวเชื่อมระหว่างอารมณ์ ไม่รับรู้เฉย ๆ สักแต่ว่ารู้ เมื่อญาณปัญญาแยบคายยิ่งขึ้น การแยบคายต้องแยบคายเอง ไม่มีใครมาทำให้แยบคายให้ ต้องแยบคายจากการฟั่นเฝือ อบรมบ่มสติ จนสติมันคม มันเห็นปัจจุบันขณะ ชัดเจน มันจะเห็นอาการของกิเลสตัวเอง เห็นอะไรก็ไม่มีค่าเท่ากับเห็นกิเลสตัวเอง นั่นคือเราจะเห็น เราจะรู้ ว่าสิ่งนี้คือขันธ์ สิ่งนี้คืออุปาทาน

ธรรมะที่เกิดกับจิต ขันธ์ ๕ ปรากฏทางทวารทั้ง ๖ ก็จริงอยู่ แต่ธรรมะที่มีอิทธิพลอยู่มาก ๆ ก็คือสังขารขันธ์ ตัวปรุงแต่งให้ดี ให้ชั่ว ให้บุญให้บาป สังขารขันธ์ พระผู้มีพระภาคแยกออกให้เห็นเป็นนิวรณ์พวกหนึ่ง เป็นโพชฌงค์พวกหนึ่ง

นิวรณ์คือฝ่ายที่จะขวางกั้น ไม่ให้ผู้ปฏิบัติเจริญรุ่งเรืองในธรรม ฝ่ายโพชฌงค์เป็นฝ่ายที่เสริมเกื้อหนุน ช่วยเหลือให้ผู้ปฏิบัติเจริญในธรรม อันนี้เราจะต้องมาหยั่งรู้อีก ต้องสามารถควบคุมได้ ต้องรู้ขณะมันเกิด ขณะมันดับ ขณะนิวรณ์เกิดมันก็ทำร้ายจิตเราพอสมควร แต่ถ้าเราไปยึดมัน มันจะทำร้ายเรามากยิ่งขึ้นเพราะธรรมชาติของนิวรณ์เป็นสิ่งที่เกิดดับ ตั้งอยู่ขณะหนึ่งและก็ดับไป บุคคลผู้หยั่งรู้เห็นว่านิวรณ์เกิดในจิตตน เริ่มต้นจะรู้สึกว่าเป็นปัญหา เป็นปัญหามากเลยเครียด รู้สึกเป็นทุกข์ที่นิวรณ์เกิด นี่ความจริงนิวรณ์มันเกิดดับ

ปัญหาที่เราว่าเป็นปัญหา ถ้าเราหยั่งรู้ด้วยสติด้วยปัญญาจะรู้สึกว่าปัญหาไม่ใหญ่ซะแล้ว เพราะว่าปัญหาเหล่านี้คือความเกิดดับ มันมีและไม่มี มันผ่านมาและผ่านไป ฉะนั้นเราก็ตั้งสติและปัญญาญาณหยั่งรู้และมีอุเบกขา ไม่ติด ไม่เป็นทุกข์กับมันขณะนิวรณ์เกิด อันนี้คือ ธรรมในธรรมหมวดหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคต้องการให้ผู้ปฏิบัติแยบคาย แจ่มแจ้ง อยู่กับมันแต่ไม่เดือดร้อนกับมัน

กิเลสทั้งปวงคือความเกิดดับ เพราะฉะนั้นเมื่อเรามารู้เรื่องนี้ กิเลสทั้งหลายก็ไม่น่ากลัวเสียแล้ว แต่เราต้องสร้างสติของเราให้คม ไปหยั่งรู้มันในปัจจุบันขณะ ขณะที่มันเกิด อันนั้นแหละจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติ

ธรรมอีกหมวดหนึ่ง ที่พระผู้มีพระภาคทรงแยกมาให้ก็คือโพชฌงค์ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา โพชฌงค์ทั้ง ๗ องค์ เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติสมควรสร้างให้เกิดในจิต เพราะเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ เป็นองค์ธรรมที่เกื้อกูลการรู้แจ้งเห็นจริง เป็นองค์ธรรมที่เป็นคุณเกื้อหนุนแห่งการบรรลุอริยมรรค อริยผล

ของทั้งหลายไม่ว่าดีปานใด ถ้าเราใช้ไม่ถูก จับไม่ถูกที่ เป็นโทษอีกเหมือนกัน สติก็เป็นที่ปรารถนาในที่ทั้งปวง ขณะเราสร้างโพชฌงค์ องค์แห่งตรัสรู้ขึ้น ต้องมีสติหยั่งรู้เข้าใจธรรมชาติ ของโพชฌงค์ว่ามันไม่เที่ยง ธรรมฝ่ายกุศลทั้งหลายที่เกิดในจิตของเรา มันไม่เที่ยง อย่าไปฮึกเหิม อย่าไปลำพอง อย่าไปเย่อหยิ่ง อย่าไปถือดี อย่าไปปลาบปลื้มเพราะอาศัยมัน

บุคคลผู้ไม่ฝึกสติหยั่งรู้ในปัจจุบันอารมณ์ จะหลงเพลิดเพลิน เพลิดเพลินด้วยความปลื้ม ด้วยความยึดมั่น ถือดี ว่าเราเยี่ยมแล้ว เพราะไม่เห็นความเกิดดับ สิ่งทั้งปวงเป็นความเกิดดับ ไม่มีอะไรให้น่าเย่อหยิ่งให้น่าถือดี ให้น่าเอาเป็นข้ออ้างที่จะยกตัวเองว่าตัวเยี่ยมกว่าใคร เพราะว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง มันเกิดดับ เราหยั่งสติให้มั่นคง เราจะเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุข (ตอบว่า)เป็นทุกข์ เมื่อสิ่งไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือบุคคลผู้มีปัญญาจะเข้าไปยึดว่าเป็นตัวเรา ว่าเป็นของเรา ว่าเป็นตัวตนของเรา (ตอบว่า)ไม่ควร ยกเว้นแต่เรายังไม่มีปัญญา

สัพเพ ธัมมา อนัตตา สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวเรา เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย บังคับบัญชากันไม่ได้ ฝืนปรารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่ได้ บอกไม่เชื่อ เมื่อสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา แต่จิตมีอุปาทานไปยึด ไปแบก ไปหาบสิ่งเหล่านั้นด้วยความยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละคือความพินาศฉิบหายใหญ่หลวงของทุกจิตวิญญาณ ทุกจิตวิญญาณที่มีอุปาทานไปยึดในสิ่งที่เป็นอนัตตา ว่าเป็นของเรานั่นแหละคือความพินาศฉิบหายใหญ่หลวง ของทุกจิตวิญญาณที่ยึดมั่น

หนักนักต้องวางเสีย ร้อนนักต้องวางเสีย ทุกข์นักต้องวางเสีย เมื่อมีญาณปัญญาเห็นโทษต้องคิดสละ ต้องเอาจาคะเข้ามาใส่จิต ตัวดับทุกข์ ทุกขนิโรธ เป็นนิพพาน ตัวนิพพานก็คือ จาโค ตัวสละ ตัวละ ปฏินิสสัคโค สลัดคืน สลัดคืนธรรมชาติไป อย่าเอามาแบก มาหาบ ว่าเป็นตัวกูของกู มุตติ หลุดพ้น หลุดพ้นจากตัณหาความทะยานอยากในสิ่งที่เป็นโทษเป็นภัย อนาลโย ไม่อาลัย ไม่อาลัยต่อสังขารทั้งปวง เห็นว่าสังขารทั้งปวงควรละ ควรวาง เพราะว่ามันเป็นอนัตตา บังคับบัญชากันไม่ได้ ว่ากล่าวไม่ฟัง ฝืนความปรารถนา ว่าไม่เชื่อ ทั้งรูปธรรมนามธรรมเป็นเช่นเดียวกัน

รูปธรรม กายยาววาหนาคืบ ประกอบด้วย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ดี สเลด หนอง เลือด เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ เยี่ยว ประกอบด้วยเอ็นใหญ่ ๙๐๐ เอ็นน้อย ๙๐๐๐ มันมาทำเข็ญใจ ให้ร้อน ให้เย็น เมื่อยขบทั้งตัว ขนคิ้วก็ขาว นัยน์ตาก็มัว เส้นผมบนหัว ดำแล้วกลับหงอก หน้าตาเว้าวอก ดูน่าบัดสี จะลุกก็โอย จะนั่งก็โอย เหมือนดอกไม้โรย ไม่มีเกสร จะเข้าที่นอน พึงสอนภาวนา พระอนิจจัง พระอนัตตา เราท่านเกิดมา รังแต่จะตาย ผู้ดีเข็ญใจ ก็ตายเหมือนกัน เงินทองทั้งนั้น มิติดตัวไป ตายไปเป็นผี ลูกเมียผัวรัก เขาชักหน้าหนี เขาเหม็นซากผี เปื่อยเน่าพุพอง หมู่ญาติพี่น้อง เขาหามเอาไป เขาวางลงไว้ เขานั่งร้องไห้ แล้วกลับคืนมา

เมื่อตอนหนุ่มตอนสาวอะไรก็ดีไปหมด แต่ความไม่เที่ยงก็เกิดขึ้น เห็นกันเอง ความเป็นจริงปรากฏบอกกล่าวให้รู้ว่ามันไม่ใช่ของเรา ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ควรเจริญสติปัฏฐาน เพื่อจะเป็นเครื่องมือในการละ ในการวาง นอกเสียจากสติปัฏฐาน ไม่มีเครื่องมืออะไรแล้วที่จะมาช่วยให้เราละวางขันธ์ ๕ รูปธรรมนามธรรมที่ทุกข์เดือดร้อนแสนเข็ญอย่างสาหัสสากรรจ์

ในสายตาผู้มีธรรมจักษุ จะเห็นขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็นภัย เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ยาก เป็นความลำบาก เป็นความเดือดร้อน เป็นความเจ็บปวด เป็นความที่ไม่มีที่ต้านทาน เป็นความที่ไม่มีที่พึ่ง เป็นความอิงอาศัยไม่ได้ ยึดไม่ได้ ยึดไว้ก็ร้อน ยึดไว้ก็ทุกข์เข็ญ

เมื่อญาณปัญญาเห็นโทษมันก็ยึดไม่ได้นาน แต่สติที่เราฝึก มีค่าอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่จะนำญาณปัญญาที่จะชำแรกกิเลสมาให้แก่เรา ขันธสันดานของเราแรกเริ่มเดิมทีเป็นผู้มีกิเลสหนา เป็นผู้ปัญญาทราม แต่เมื่อเราฟั่นเฝืออบรมเจริญสติปัฏฐาน อันเป็นเอกายนมรรค ทางสายเอก เป็นไปเพื่อบุคคลผู้เดียว ไปสู่ที่แห่งเดียวคือพระนิพพาน จิตวิญญาณที่เคยมากด้วยกิเลส ก็จะเบาบางลงไป เพระญาณปัญญาแก่กล้าขึ้นเรื่อย ๆ

ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง เป็นความโชคดีอย่างยิ่งของพวกเราทั้งหลาย ได้มาอยู่ในสำนักที่ชักจูงชักชวนกันให้ฟั่นเฝืออบรมบ่มอินทรีย์ในสติปัฏฐาน เป็นคุณค่ามาก สรุปว่าสติปัฏฐานจะมีประโยชน์อย่างยิ่งแก่จิตวิญญาณ ขันธสันดานของเรา มีค่ามาก เพราะฉะนั้นควรอย่างยิ่งที่เราจะมีความพากเพียร แม้จะลำบากยากเข็ญปานใด ไม่ควรทอดธุระอันเป็นการพัฒนาจิตตัวเอง และเพื่อเป็นการบูชาพระคุณครูบาอาจารย์

โอกาสนี้ก็ ได้มีโอกาสมา ให้คติธรรมเล็ก ๆ น้อย แก่ท่านผู้ปฏิบัติ ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดแห่งการเทศนา ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองให้ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ทุกท่านทุกคนเทอญ

 

พระชุมพล พลปฺโ
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒

ธรรมเทศนา เรื่อง "วันเกิดหลวงพ่อ"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๖ มี.ค. ๒๕๔๒

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอนมัสการพระโลกุตตรธรรม ขอนอบน้อมแด่พระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ขอกราบเท้านมัสการพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในมหาสติปัฏฐานสูตรในทางภาคปฏิบัติ นมัสการท่านพระเถรานุเถระ เพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาทุกท่าน

วันนี้เป็นวันมงคล ข้าพเจ้าก็ถือว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาแสดงข้อคิดเห็นต่อหน้าหมู่นักประพฤติปฏิบัติในสายสติปัฏฐานทุกท่าน วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเดชพระคุณผู้มีเมตตาต่อสานุศิษย์เป็นที่ยิ่ง ท่านเป็นผู้มีความพากเพียรเจริญเดินตามรอยยุคลบาทของพระบรมศาสดา ใฝ่ใจ ศึกษา ฝึกฝน เฟ้นธรรม โดยแยบคาย จนรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวของท่านเอง และเมื่อได้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตัวท่านเองแล้ว ด้วยความเมตตากรุณาที่แผ่ซ่านอยู่ในจิตใจของท่าน ท่านจึงเริ่มออกเผยแพร่ สั่งสอนศิษยานุศิษย์ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ที่เกิดวาตภัยแหลมตะลุมพุก อุกาฟ้าเหลือง ปีนั้น นครศรีธรรมราชประสบวิปโยค เจอภัยธรรมชาติเสียหายยับเยิน แต่ก็มีผู้มีบารมีท่านหนึ่งได้เดินทางไปสู่นครศรีธรรมราชในช่วงนั้น ถือว่าปีนั้นนครศรีธรรมราชมีทั้งโชคร้ายใหญ่หลวงและโชคดีอย่างใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน

พระเดชพระคุณท่านเป็นผู้ที่ลึกซึ้งในแก่นแท้ของสัจจธรรมภาคปฏิบัติ ท่านเน้นอยู่เสมอ ภิกษุทั้งหลาย ลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย พึงสอนตัวเองให้ดีก่อน ค่อยย้อนไปสอนผู้อื่นในภายหลัง จึงไม่มัวหมอง พระเดชพระคุณท่านได้เฟ้นธรรมอยู่ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเวลาประมาณ ๓ ปีกว่า ท่านได้รู้แจ้งเห็นจริง ได้ฝึกฝนอบรมถึงขั้นรู้แจ้ง ด้วยขันธสันดานของท่าน ด้วยคงจะเป็นบุญวาสนาเก่าแก่ ที่ท่านสร้างสมอบรมมา

เมืองนครศรีธรรมราช ก่อนนั้นก็เป็นเมืองเก่า เป็นแหล่งอารยธรรมทางพระพุทธศาสนา พระเดชพระคุณท่านคงจะเคยสร้างบุญบารมีเนื่องมากับจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านได้ลงไปเผยแพร่สัจจธรรมที่ท่านได้ค้นพบ ที่ท่านได้เฟ้นโดยเอาชีวิตของท่านเข้าแลก ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ เป็นต้นมา ท่านก็ได้สั่งสอนศิษยานุศิษย์มาเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นงานลำบากมาก มาเป็นครูบาอาจารย์ที่ต้องรับผิดชอบ ภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกา นับร้อยขึ้นไป ด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีบริวารสมบัติมาก ลูกศิษย์รุ่นพี่ ๆ รุ่นใหญ่ ๆ จะกล่าวถึงพระเดชพระคุณให้ฟังเสมอว่าพระเดชพระคุณท่านเป็นผู้มีบริวารมาก ไม่ว่าท่านไปอยู่ที่ไหนพระและแม่ชีจะไปอยู่ศึกษาและปฏิบัติกับท่านมาก

ท่านเป็นผู้มีบุญวาสนาทางนี้ คือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยตนเองและยังมีความสามารถที่แก่กล้ายิ่งใหญ่ ที่จะสามารถบริหารงานหมู่คณะ และชักจูง ชักพาหมู่คณะให้ใฝ่ธรรม เรียนรู้ธรรม ฝึกฝนธรรมตามท่านได้ ซึ่งไม่เป็นการง่าย บุคคลเช่นนี้จะต้องมีความหนักแน่นสูง มีความอดทนสูง ต้องผ่านมารทุกรูปแบบ

เมื่อท่านเผยแผ่ธรรมอยู่ที่วัดท้าวโคตร ( เดี๋ยวนี้แยกเป็นวัดชายนาแล้ว ) ท่านโดนมาร โดนการไม่ยอมรับของคนทั้งหลาย ขัดขวางทุกวิถีทาง ด้วยความเป็นคนจริงของพระเดชพระคุณ ท่านสามารถผ่านอุปสรรคมาได้ เขาเอาหินเขวี้ยงจนสามารถเอามาสร้างพระได้องค์หนึ่ง ที่หน้าวัดชายนา ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกว่าพระศิลาลอย ตั้งชื่อให้เก๋ตามที่มาของก้อนหิน คือก้อนหินที่สร้างพระ สามารถลอยมาได้ แต่พระเดชพระคุณท่านชนะอุปสรรค ชนะมาร ชนะสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายด้วยความดีมาตลอด ท่านสามารถนำพาหมู่คณะให้ฝ่าอุปสรรคจนเป็นที่ยอมรับของชาวนครศรีธรรมราช

เมื่อเป็นที่ยอมรับอย่างเต็มที่ คนเคารพมากขึ้น ลูกศิษย์ลูกหา เริ่มเป็นพระผู้ใหญ่มากขึ้น ด้วยความเป็นชาตินักสู้ของพระเดชพระคุณ ท่านก็ไม่ได้ติดในลาภสักการะ ในการสรรเสริญเยินยอ ท่านทิ้งลาภสักการะ ความเคารพบูชาของชาวนครศรีธรรมราชเหมือนกับบ้วนก้อนเขฬะ ด้วยความเป็นผู้มีใจสูงไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ขณะที่เผชิญอุปสรรคท่านก็ต่อสู้อย่างแข็งแกร่งด้วยจิตใจหนักแน่น อดทน ต่อสู้ด้วยความดี เมื่อมีคนเคารพมากขึ้น ท่านก็ไม่ได้ติดในลาภ ในยศ ในสุข ในสรรเสริญ ท่านทิ้งมาอย่างไม่ใยดี จนท่านได้มาสร้างวัดหลายวัด ยกตัวอย่าง วัดเขากิ่ว จังหวัดเพชรบุรี วัดกระโจมทอง จังหวัดนนทบุรี จนมาที่วัดไทรงาม มาเป็นปึกแผ่นเข้มแข็ง แข็งแรงมากก็ที่สุพรรณบุรีนี่แหละ

ด้วยบุญบารมีของท่านจากเดิมที่เป็นทุ่งนา ได้ข้าวไม่กี่เกวียนต่อปี พระเดชพระคุณท่านได้มาเปลี่ยนทุ่งนา ให้กลายมาเป็นเนื้อนาบุญของเทวดาและมนุษย์ ท่านได้มาชักจูงชักชวนชาวสุพรรณบุรี และคนในเขตใกล้เคียง ให้ออกมาฝึกฝนในสติปัฏฐานที่ท่านรู้แจ้งเห็นจริง ด้วยญาณของท่าน ไม่ได้จำมาพูด ไม่ได้จำเขามาเล่า ท่านสามารถดับทุกข์ได้ด้วยตัวของท่านเอง

ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านอยู่ตรงนี้ ท่านสามารถปฏิบัติจนท่านดับทุกข์ได้ด้วยตัวท่านเอง และสามารถชักจูงลูกศิษย์ลูกหา ผู้ไม่ประมาท ผู้เชื่อฟัง ผู้ไม่ดื้อรั้น ประพฤติตามท่าน แล้วดับทุกข์ตามท่านได้ เป็นอัศจรรย์ ผู้ใดปฏิบัติผู้นั้นย่อมเห็นเอง ธรรมะที่ท่านสอนประดุจน้ำที่ดับไฟในดวงใจของมนุษย์ทุกท่าน ผู้ใดมีศรัทธายินดีให้ท่านสั่งสอน นำเอาคำสั่งสอนของท่านไปประพฤติ ไปปฏิบัติ ย่อมดับทุกข์ได้เป็นอัศจรรย์

พระเดชพระคุณท่านเน้นตลอดว่าทางนี้เป็นทางสายเอก เป็นทางที่จะนำให้สัตว์พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ คือ พิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม พึงมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ความเพียรเป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะดับไฟกิเลส อันเป็นเหตุแห่งความทุกข์ในใจของทุกคน กิเลสความไม่พอ ความทะยานอยาก ความไม่รู้จักอิ่ม เกิดเพราะเราเอาจิตส่งไปที่ข้างนอก

นตฺถิ ตณฺหา สมา นที แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาย่อมไม่มี ไม่มีสิ่งใดที่จะมาเติมใจของบุคคลที่เต็มไปด้วยตัณหาให้เต็มอิ่มได้ นอกจากผู้นั้นยินดีมาประพฤติปฏิบัติเพื่อดับตัณหา การดับตัณหา ต้องไปดับที่ใจตัวเอง ต้องมาเจริญสติ มีความเพียร บุคคลนั้นต้องมีศรัทธา ใฝ่ดี คิดจะแก้ไขตัวเอง

คนเราเกิดมาไม่ใช่บริสุทธิ์มาตั้งแต่ท้องพ่อท้องแม่ คนเรามีกิเลสมาทั้งนั้น ถ้าเรามีศรัทธาจะแก้ไข มันก็เกิดความเพียรขึ้นได้ ศรัทธาความเชื่อ เชื่อด้วยความเคารพในพระเดชพระคุณ ถ้าจะนับท่านเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ผู้รู้แจ้งเห็นจริงก็คงได้ เมื่อเรามีศรัทธาเชื่อฟังท่าน ก็เกิดความเพียรได้ ท่านเน้นเสมอ สอนลูกศิษย์ว่าอย่าทิ้งฐาน ฐานที่สำคัญ ฐานแรกของทุกคน คือฐานกายในกาย

พระเดชพระคุณท่านพยายามสอนให้มีความเพียรในการเจริญสัมปชัญญบรรพ มีการคู้แขนเข้า เหยียดแขนออก เป็นอาทิ ขณะที่คู้แขนเข้าและเหยียดแขนออก ท่านก็ให้กำหนดขยับนิ้วมือไปด้วย เมื่อเราเอาสติมาตั้งที่กาย มันจะเป็นขั้นแรกที่เราจะเริ่มสร้างสติของเราขึ้นมา โดยเอาจิตของเรา มาผูกกับสัมปชัญญะความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ขณะที่เราคู้แขนเข้า เหยียดแขนออก พร้อมทั้งกระดิกนิ้วมือไปด้วย ขณะกระดิกนิ้วมือ จิต จะมาอยู่ตรงระหว่างนิ้วกระทบกัน ให้เอาสติตั้งไว้ตรงนั้น จะเป็นที่พึ่งขั้นแรกของผู้ปฏิบัติธรรม ให้เราอย่าทิ้งฐาน กำหนดไว้เสมอ ตั้งจิตเอาไว้ที่กาย

ท่านเน้นอยู่เสมอถ้าจิตตกฐาน ญาณจะตก กิเลสจะเกิด กิเลสคืออะไร กิเลสก็คือ ความยินดี ความยินร้าย ขณะตากระทบรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจรับรู้ธรรมารมณ์ เมื่อจิตเราไม่มีปัจจุบันขณะ ตั้งสติอยู่ในฐาน จิตเราจะออกไปเสวยอารมณ์ เมื่อสติเราตั้งอยู่ที่ฐานเนี่ย มันจะเป็นปัจจุบันอารมณ์ ตั้งอยู่ในฐาน เราจะวางอุเบกขาต่ออารมณ์ ไม่ยินดี ไม่ยินร้ายต่ออารมณ์ที่มากระทบ

อารมณ์ที่ร้ายกาจ ก็คืออารมณ์ทางใจ ร้ายกาจมาก เพราะอารมณ์ที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย มันเป็นปัจจุบันอารมณ์เท่านั้น มันกระทบแล้วก็ดับไป แต่ความปรุงแต่ง ความรับรู้ธรรมารมณ์ของใจ สามารถที่จะเอาอดีตที่ผ่านไปแล้วตั้งนาน ดับไปแล้ว บางทีคนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดเขาลืมไปหมดแล้ว แต่ตัวเราเองยังจำเอาไว้

เพราะความไม่มีสติ สติตกฐาน ปัจจุบันอารมณ์ก็ดับ จิตก็ไปเอาอดีตบ้าง อนาคตบ้างมาปรุงแต่ง แค่ปรุงแต่งในปัจจุบัน มายินดียินร้ายกับอารมณ์ที่กระทบในปัจจุบันก็จะปวดหัวตายแล้ว ยังจะขุดคุ้ยอารมณ์อดีต แล้วไปปรุงแต่งเอาอนาคตเข้ามายินดียินร้ายอีก อย่างนี้ไม่บ้าแล้วจะทนไหวเหรอ คนที่บ้าทุกคนไม่มีใครเลยที่จะเป็นบ้าเป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต เป็นโรคเครียด เพราะอารมณ์ปัจจุบัน ไม่มี ท้าได้ เพราะอารมณ์ปัจจุบันมันเกิดดับขณะหนึ่ง รับรู้ขณะหนึ่งแล้วก็ผ่านไป แต่ด้วยความที่จิตของบุคคลผู้นั้น เป็นจิตหลง ไม่ได้ฝึกสติ จึงเห็นว่าอดีตที่ดับไปแล้ว ยังมีอยู่ เพราะถูกความหลง โมหะ อวิชชาหลอก ก็เลยต้องทุกข์เดือดร้อน เจ็บปวด กับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว

การที่เราต้องทุกข์ เดือดร้อน เจ็บปวด กับอารมณ์อดีต ถ้าเราจะมองให้เห็นง่าย ๆ อุปมา ยกตัวอย่าง ค่าไฟฟ้า เมื่อสองเดือนก่อนเขามาเก็บค่าไฟฟ้า เมื่อเดือนนั้น เราก็จ่ายไปแล้ว จ่ายเสร็จไปแล้วขณะเมื่อสองเดือนก่อน ขณะนี้เขาเอาบิลเดิมมาเรียกเก็บกับเราอีก เราก็โง่ โง่ถึงขนาดยอมจ่ายอีก อย่างนี้เรียกว่าเราฉลาดหรือโง่ ทุกคน คนทุกคน ค่าไฟฟ้าที่เก็บเมื่อสองปีก่อน สิบปีก่อน เขาเอาบิลที่เราจ่ายแล้วเอามาเก็บเราอีก เราก็ยังโง่ โง่ที่จะจ่ายเงินมันอีก ถ้าเราฉลาดพอ เราต้องบอกมันว่า นี่จ่ายไปแล้ว อารมณ์อดีตที่จิตขุดคุ้ยขึ้นมาเนี่ย เราสุขเราทุกข์ชดใช้มันไปแล้ว อย่าเอามาเก็บอีก เราต้องบอกมันอย่างนี้เราต้องใช้แส้ฟาดมัน

จิตเนี่ยมันจะมาหลอกจิตเอง คือการเอาอารมณ์อดีตซึ่งผ่านไปแล้ว เราใช้หนี้มันไปแล้ว เราทุกข์หรือสุขผ่านไปแล้ว มันยังเอามาหลอกเราให้เราทุกข์ซ้ำ วันนี้ทุกข์ พรุ่งนี้ทุกข์อีก ไม่เลิกไม่วาง เหมือนค่าไฟ เมื่อสองปีก่อนเราจ่ายไปแล้ว วันนี้มันมาเก็บ เราก็ยังโง่จ่ายมันไปอีก โง่จ่ายก็คือเรายังทุกข์ไปกับมันอีก เป็นทุกข์กับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว มันดับไปแล้ว เหมือนกับค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายไปแล้ว มันมาเก็บเราวันนี้ เราก็ยังโง่ ถึงขนาดที่ยอมจ่ายมันไปอีก เดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็มาเก็บเราอีก เราก็ยังโง่ โง่ถึงขนาดจ่ายมันในวันพรุ่งนี้อีก เนี่ยลองถามตัวเองว่าเราโง่ หรือ เราฉลาด

เราต้องเตือนตนว่าอดีตที่ผ่านไปแล้วมันดับไปแล้ว เตือนตนก็เตือนอย่างหนึ่ง แต่จิตที่ตกฐานมันไม่รับฟังคำเตือน ในภาคปฏิบัติเราไม่ต้องพิจารณาอะไรมาก ให้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ตั้งสติ อยู่ในฐาน อย่าให้จิตตกฐาน คำนี้ของพระเดชพระคุณผมยกไว้ใส่หัวตลอด คอยเตือนตนอยู่ตลอด ถ้าจิตตกฐาน ญาณก็ตก กิเลสก็เกิด เมื่อกิเลสเกิดทุกข์ก็เกิด

ตอนผมมาวัดไทรงามใหม่ ๆ พระเดชพระคุณท่านจะเปิดเทปที่ท่านเทศน์ออกเครื่องกระจายเสียงให้ฟังอยู่เสมอ ซึ่งคำสอนของท่านแต่ละคำ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก แต่เราก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ เหมือนกับฝนตก เหมือนกับในไทรงาม ฝนตกมาเป็นทองคำ เดินไปไหน เดินมาไหน เห็นแต่ทองคำเกลื่อนไปหมด เช้าเย็นเราเดินเตะทองคำเล่นตลอด ไม่รู้ค่า เมื่อออกจากวัดนี้ไปแล้ว เราถึงรู้ว่า ไม่ใช่ทุกพื้นที่ที่ฝนตกเป็นทองคำ เราค่อยรู้ว่าตัวเรานี่โง่มาก คำพูด คำสอน คำด่า ของพระเดชพระคุณทุกคำ ล้ำค่าดั่งทอง ล้ำค่าดั่งทองยังไง ที่ว่าบุคคลใดไม่ดื้อรั้นต่อท่าน เชื่อฟังท่าน นำคำสอน นำคำเตือน นำคำด่าของท่านไปประพฤติ ไปปฏิบัติ บุคคลนั้นย่อมดับทุกข์ได้ ดับได้จริง ๆ ผู้บรรลุแล้วย่อมเห็นเอง ธรรมนี้ควรเรียกผู้อื่นมาดู

เราอย่าเป็นคนที่ว่าใกล้เกลือกินด่าง เราเห็นฝนตกเป็นทองคำจริง ๆ เลยเดินเตะทองคำเล่น คำสอน คำเทศน์ คำเตือน ของพระเดชพระคุณล้ำค่าดั่งทอง จะหายากมากที่บุคคลผู้แจ่มแจ้งในสติปัฏฐาน จะสามารถนำมาสอนได้อย่างละเอียดละออ ไม่ใช่ทุกคนที่ประพฤติ ปฏิบัติ รู้เฉพาะตัวและจะสามารถบรรยายขั้นตอนในการปฏิบัติได้ทุกคน ไม่ใช่

พระเดชพระคุณพระอาจารย์ ท่านเป็นอภิมนุษย์ เป็นซุปเปอร์แมน มีความสามารถ เมื่อท่านรู้แจ้งธรรมข้อใด ท่านมีทักษะ ที่สามารถบรรยายแยกแยะขั้นตอนออกมาให้ลูกศิษย์ประพฤติตาม เราอย่าเห็นว่าธรรมที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนเป็นของเกลื่อนถนนที่คนเตะไปมาเท่านั้น

ฐานกายในกายเป็นฐานที่ตั้งแห่งสติ ผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านจะได้เริ่มต้นตั้งตัวทางจิตขึ้นมาได้เพราะฐานกายในกาย คือการคู้อวัยวะ คือแขนเข้าเหยียดแขนออก หรือการเดินจงกรม ศาลาหลังเก่าเดินจงกรมจนกระดานสึกไปหมด ทางเดินจงกรมรอบศาลาฉัน และทางเดินจงกรมรอบถ้ำสร้างคนมาหลายคน เจอพระรุ่นพี่ นาน ๆ เจอกันที ท่านยังชวนให้ยกมือไหว้ทางเดินจงกรมรอบถ้ำ ยกมือไหว้กัน ยกมือไหว้ว่ายังไง เรานี่นะจากคนงี่เง่า คนเลว คนชั่ว เปรอะเปื้อนกิเลสมาทั้งตัว เมื่อมาพึ่งร่มเงาแห่งธรรมของพระเดชพระคุณ ฝึกฝนตามท่านสอนสามารถตั้งตัวทางธรรมขึ้นมาได้ ทางเดินจงกรมรอบถ้ำ เป็นที่ที่หนึ่ง ที่มีพระคุณแก่เรามาก เราเคยเดินตั้งแต่เรากิเลสหนามาก ๆ จนมาถึงเดี๋ยวนี้ กิเลสหนาน้อยลงหน่อย ยังไม่หมดกิเลส กิเลสหนาน้อยลงหน่อย พอจะตั้งตัวได้ทางธรรม พึ่งตัวเองได้ ก็ชวนกันยกมือไหว้ทางเดินรอบถ้ำ รู้สึกว่ามีพระคุณแก่เรามาก

วัดไทรงามทั้งวัดเป็นที่ร่มเย็น ด้วยใบบุญบารมีธรรมของพระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระครูภาวนานุศาสก์ท่านร่มเย็นด้วยตนเอง และได้แผ่ความร่มเย็นสู่อาณาบริเวณใกล้เคียง เราได้มาอาศัยท่าน พึ่งร่มธรรม ฝึกฝนตามท่านสอน คำด่าของครูบาอาจารย์ ความเพ่งโทษ ความชี้โทษของครูบาอาจารย์ ไพเราะมาก ไพเราะ เพราะยิ่งท่านด่ามากเรายิ่งได้ดี

น่าเสียดายที่เดี๋ยวนี้ท่านด่าเราไม่ค่อยได้ ทองคำหรือเพชรที่ร่วงจากปากท่าน เดี๋ยวนี้ร่วงไม่ได้เสียแล้ว แต่โชคยังดี ยังอัดเทปธรรมะเอาไว้เยอะ คำด่า คำว่ากล่าวตักเตือนของท่านไพเราะมาก บุคคลใดที่มายอมให้ท่านข่มขี่ จะได้ดีทางธรรม ตั้งตัวได้ทางธรรม มาพึ่งร่มธรรมของท่าน มาอาศัย คำสอนคำตักเตือนของท่าน มาฝึกฝน อยู่ในวัดไทรงาม ฝึกฝนไม่ใช่ฝึกฝนที่วัด ฝึกฝนที่ใจเรา ได้อาศัยท่านเป็นกัลยาณมิตร บุคคลผู้มีชาติความเกิดเป็นธรรมดา เมื่อมาอาศัยกัลยาณมิตร ย่อมพ้นจากความเกิดได้ บุคคลผู้มีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บเป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา มีความโศกเศร้า พิรี้พิไรรำพัน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ คับแค้นใจเป็นธรรมดา เมื่อมาอาศัยกัลยาณมิตร ย่อมพ้นจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นได้

พระผู้มีพระภาคทรงสอนให้เอาพระองค์เป็นกัลยาณมิตร เอาพระองค์เป็นกัลยาณมิตรคืออะไร คือประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน อันนี้เราเป็นรุ่นสุดท้ายภายหลัง เกิดไม่ทัน พระบรมศาสดา แต่ก็ไม่เป็นไรเรายังโชคดีนัก ได้พบบัณฑิตผู้รู้แจ้งเห็นจริงในพระธรรมคำสอนของพระศาสดา ที่จะมากล่าวชี้แนะแยกแยะโดยละเอียดละออ และมีความเพียร อดทน ด้วยความรักเอ็นดู ต่อลูกศิษย์ทั้งหลาย ทั้งชายหญิง ทั้งภิกษุ และอุบาสก อุบาสิกา

เพราะฉะนั้นพระเดชพระคุณท่านยังเป็นหลักชัย ซึ่งท่านก็ง่อนแง่นเต็มทีในด้านสุขภาพ เราควรมีความกตัญญูในท่าน ตอบแทนถวายท่านในสิ่งที่ท่านต้องการ เท่าที่ผมรู้จักท่านมา สิ่งที่ท่านต้องการที่สุดก็คือ อยากให้ลูกศิษย์ ได้แจ่มแจ้งในสติปัฏฐานในภาคปฏิบัติ ท่านต้องการจริง ๆ ท่านเน้นจริง ๆ เพราะอะไร เพราะท่านปฏิบัติตามสติปัฏฐาน และท่านสามารถดับทุกข์ได้จริง อันนี้ด้วยความที่ท่านมีความเป็นมหาบุรุษ ความกรุณาของท่านแผ่กว้างไพศาลยิ่งนัก ท่านจึงต้องการให้ลูกศิษย์ลูกหาสามารถดับทุกข์ เจริญรอยตามท่านไปได้

ฉะนั้นพระเดชพระคุณท่านต้องการมาก ให้เราปฏิบัติตามคำสอนของท่านและดับทุกข์ได้ ที่ท่านสร้างวัดไทรงามใหญ่โต โดยมีกำลังของลูกศิษย์รุ่นพี่ทั้งหลาย ที่เสียสละช่วยกันสร้างมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น โดยจุดประสงค์จะให้เรามาปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ในวัดนี้ ลูกศิษย์รุ่นพี่และรุ่นครูบาอาจารย์ ท่านก็เสียสละเป็นมือเป็นขาแทนพระเดชพระคุณ ช่วยก่อสร้างวัด ดูแลวัดรักษาวัด เป็นมือเป็นเท้าแทนพระเดชพระคุณ หลายรูปที่ท่านเสียสละ ก็เพื่อต้องการให้จุดประสงค์ของพระเดชพระคุณสมหวัง ว่าสติปัฏฐานจะหยั่งรากลึกลงในเมืองไทย

อันนี้สติปัฏฐานมันจะหยั่งรากลึกมันจะไปหยั่งที่ไหน ธรรมจะต้องมีใจคนเป็นที่หยั่ง มันจะไปหยั่งที่ต้นไม้ ที่แผ่นดินไม่ได้ เมื่อเรามีโอกาสแวะเวียนมาพึ่งอาศัยเสนาสนะในวัดไทรงาม ที่ลูกศิษย์รุ่นพี่ทุกท่านเสียสละช่วยพระเดชพระคุณก่อสร้าง สร้างบ้านแปงวัด สร้างไว้ให้

ขอให้เราอย่าประมาท อย่าคิดว่าทุกที่อยู่ในโลกฝนตกเป็นทองคำหมด อย่านึกอย่างนั้น มาเจอทองคำแล้วให้เก็บ เก็บใส่ใจเราไปซะ ได้เปลี่ยนใจเราเป็นทอง ไม่งั้นจะเสียดายภายหลัง เสียดายเมื่อสายเสียแล้ว ทุกข์เดือดร้อนเสียแล้ว แก้ไม่ได้เสียแล้ว อดอยากแทบล้มประดาตาย เพราะคิดว่าในโลกนี้ทุกสถานที่ฝนตกเป็นทองคำ อย่าต้องมาน้ำตาตกภายหลัง วันเวลาไม่คอยท่า พญามัจจุราชได้ติดตามตัวเราไปทุกหนทุกแห่งไม่รู้ว่าจะกระชากวิญญาณเราไปเมื่อไร สาเหตุแห่งความตายมีมากมายเหลือเกิน

ชีวิตนี้เป็นของไม่ยั่งยืน ความตายเป็นของยั่งยืน อันเราจะพึงตายเป็นแท้ ชีวิตของเรานี่ไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง ควรที่จะสังเวชว่าวันเวลานี้ พญามัจจุราชยังเปิดโอกาสให้เราสร้างความดี อย่าประมาท อย่าประมาทในวันเวลา เพราะบุคคลผู้ประมาททั้งหลายย่อมไปยัดเยียดอยู่ในนรก เศร้าโศกร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด เพราะเมื่อมีโอกาสสร้างความดี แต่ไม่ทำ แต่ไม่ทำเพราะอะไร เพราะไม่มีปัญญา เพราะโง่ ไม่คิดว่าทองคำที่เราเจอมีค่า เวลาอย่าให้สูญอย่าให้เสียไป อย่ามาร้องไห้ จนน้ำตาเป็นสายเลือด หลังจากที่ต้องไปยัดเยียดอยู่ในนรกแล้ว สติปัฏฐานจะช่วยให้เราพ้นจากนรกได้

ผมมาวัดไทรงามใหม่ ๆ พระอาจารย์ท่านเล่าเรื่องโยมคนหนึ่ง อยู่ที่นครศรีธรรมราช ท่านเล่าว่าปฏิบัติอยู่ ๙ ปี ได้บรรลุโสดาบัน แกมานั่ง แกนั่งตรงแหนว แกจะมาเล่าอารมณ์ให้หลวงพ่อฟัง แกดีใจมาก แกคร่ำเคร่งปฏิบัติฝึกฝนมา ๙ ปี แกสามารถปิดขุมอบายได้ ผมได้ยินได้ฟังเมื่อตอนผมเข้ามาวัดไทรงามใหม่ ๆ ก็รู้สึกดีใจมาก ที่ได้มาเจอครูบาอาจารย์ ที่สามารถสอนให้คนปิดอบายภูมิได้ เพราะสาเหตุแห่งมรรคผลก็คือสติปัฏฐาน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ยืนยันอย่างมั่นคงแข็งแรงว่า ตราบใดยังมีบุคคล ผู้ฟั่นเฝือ อบรม บ่มอินทรีย์ตัวเอง ในสติปัฏฐาน ไม่ทอดธุระ พระอริยะจะไม่ว่างจากโลก

เราจะสามารถปิดอบายภูมิได้ ให้เรามีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เมื่อเราปฏิบัติที่ฐานกายในกาย ธรรมดาแล้วในกายจะมีเวทนาเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วย เมื่อปฏิบัติไปเราจะเห็นเอง เวทนาในเวทนา ความสุข ความทุกข์ อุเบกขา มันอยู่ในนี้ เริ่มต้นเราจะเห็นทุกข์ก่อน ทุกข์เวทนา ให้เอาจิตหยั่งรู้ เอาสติหยั่งรู้ในทุกข์ หยั่งรู้เพื่ออะไร หยั่งรู้เพื่อเป็นฐานที่ตั้งแห่งสติ เพื่อให้ญาณปัญญาเกิดว่าสุขเวทนาและทุกขเวทนาไม่เที่ยง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่ควรเข้าไปมีอุปาทานยึดเป็นตัวเราของเรา

เมื่อบุคคลมีความเพียรเจริญสติอยู่ในฐาน ทุกสิ่งทุกอย่างจะปิดไม่อยู่ เราจะเห็นขันธ์ ๕ ในฐานที่ตั้งแห่งสติ ขันธ์ ๕ มันจะแจ่มแจ้งในญาณปัญญาที่เราหยั่งรู้ เราจะเข้าใจสภาพของมัน รู้แจ้งในความเป็นจริง ในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรปล่อยวาง ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น อย่าไปยึดสิ่งที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นอนัตตา เพราะว่าบังคับบัญชาไม่ได้ ฝืนปรารถนา ว่าไม่ฟัง ถ้าไปยึดสิ่งเหล่านี้เป็นตัวกูของกู ด้วยอุปาทาน ความโง่ จะทุกข์เดือดร้อนไม่จบสิ้น

ทุกข์นี้ไม่มีใครแก้ให้ใครได้ต้องทำเอาเอง พระเดชพระคุณท่านสามารถดับทุกข์ด้วยตัวท่านได้ และพยายามสอนพยายามวางรูปแบบ สร้างสำนักด้วยจิตกรุณาล้วน ๆ ด้วยความกรุณาของท่าน ถ้าเรามีจิตคิดกตัญญูต่อท่านให้รีบเร่งปฏิบัติซะ อย่าท้อถอย อย่าเชือนแช อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป อย่าพากันไปยัดเยียดอยู่ในนรก เศร้าโศก ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด

วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของพระเดชพระคุณ เป็นโอกาสดีอย่างยิ่ง ที่เราจะหวนมานึกถึงบุญคุณ ถึงพระคุณของพระเดชพระคุณผู้มีเมตตาอย่างแรงกล้า มีเมตตาต่อศิษยานุศิษย์อย่างหาประมาณไม่ได้ ฉะนั้นถ้าเราจะตอบแทนบุญคุณท่านให้รีบเร่งตอบแทนซะอย่ารอให้ท่านตายเสียก่อน

วันนี้ถือว่าเป็นโอกาส รู้สึกว่าขอบคุณ และก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่หมู่สงฆ์ได้มีเมตตาอนุญาตให้มากล่าวอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นอนุสสติเตือนใจ บูชาพระคุณของครูบาอาจารย์ที่เป็นที่เคารพยิ่ง ควรเคารพอย่างสูง รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งขอขอบคุณมาก

ท้ายที่สุดก็ขออาราธนาบารมีของพระรัตนตรัย และพระเดชพระคุณผู้เป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งกายและจิต ได้โปรดเมตตาคุ้มครองป้องกันภัยของเหล่าผู้ปฏิบัติธรรม ให้พ้นจากมิจฉาทิฏฐิ ให้พ้นจากความดื้อด้าน อวดดี ยกตนข่มท่าน ไม่รู้คุณครูบาอาจารย์ ขอให้เราพ้นจากนี้ไป ขอให้จิตเรามีแต่ความกตัญญู มีแต่ความศรัทธา มีความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เห็นแจ้งในกองสังขาร และบรรลุความพ้นทุกข์ สิ้นทุกข์ ท้ายที่สุดขอให้ท่านนักปฏิบัติได้บรรลุถึงพระนิพพาน อันเป็นที่สุดทุกข์ จงทุกท่านทุกประการเทอญ สาธุ

พระชุมพล พลปฺโ
๖ มีนาคม ๒๕๔๒

ธรรมเทศนา เรื่อง "สาเหตุที่ต้องปฏิบัติธรรม"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๑๒ เม.ย. ๒๕๔๒

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ กราบนมัสการพระเถรานุเถระ ที่มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาล เจริญพรญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา

วันนี้ก็ได้มีโอกาสมารับใช้ในการให้ธรรมะ แทนพระเดชพระคุณอันเป็นที่เคารพรักยิ่ง เนื่องจากเดี๋ยวนี้พระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ ท่านสุขภาพไม่ค่อยดี เหล่าลูกศิษย์ก็ขึ้นมารับใช้แทนพระเดชพระคุณ วันนี้เป็นโอกาสดีที่ญาติโยมทั้งหลายมาจากหลายทิศหลายทาง มีศรัทธา มีความเพียร ปรารถนา จะมาปฏิบัติ มุ่งมาสู่วัดไทรงามธรรมธราราม การปฏิบัติเราปฏิบัติเพื่ออะไร เพราะเหตุใดทำไมเราจึงต้องปฏิบัติธรรม ทำไมเราจึงต้องมาลดละ ต้องมาสละกิเลส วันนี้จะได้กล่าวพอสังเขป

ที่เราต้องมาปฏิบัติก็เพราะขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ คนเราเกิดมามีขันธ์ ๕ คือกายและใจ เบื้องต้นขันธ์ ๕ มันแสดงอาการประดุจว่าสุข มันจะเที่ยง ยั่งยืน ไม่เดือดร้อน ไม่เจ็บปวด เหมือนกับเป็นที่ควรหยั่งจิตลง ควรยึดมั่น เพราะว่ามันเป็นแหล่งที่จะสามารถเสวยสุขเวทนาได้ สุขเวทนา แปลว่าความเสวยความสุข แต่ว่าสุขเวทนาเป็นเหยื่อล่อ ให้เราจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น บุคคลผู้ไม่มีปัญญาย่อมหลงใหลในสุขเวทนา และก็ต้องจมปลักอยู่ในทุกข์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เหมือนปลาโง่ ที่ชื่นชอบไส้เดือนจึงติดเบ็ด สุขเวทนาที่โลกใส่มาให้ เพื่อหลอกล่อสรรพสัตว์ให้จมปลักอยู่ในห้วงกาม ก็เปรียบประดุจไส้เดือนที่เกี่ยวเบ็ดไว้ พอหลงกินไส้เดือนจึงติดเบ็ด

อันนี้บุคคลที่เกิดมาในโลกจะมาเสวยสุข ในเบื้องต้นของชีวิต ร่างกายที่อาศัยเป็นเครื่องมือในการเสวยสุขเวทนา ยังดูกระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวย กระฉับกระเฉง จึงสามารถหลอกล่อผู้ไร้ปัญญาให้หลงติดกับ ไม่สามารถจะดิ้นรนหนีพ้นออกได้ แต่บุคคลผู้มีปัญญาเทียบเคียงมองเห็นรู้ซึ้งถึงความไม่เที่ยง ของร่างกายสังขาร ร่างกายสังขารที่เราจะอาศัยเป็นแดนที่จะเสพเสวยรสของโลก รสของโลกที่ธรรมชาติเอามาเป็นเหยื่อล่อก็คือรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย แล้วก็สัมผัสนุ่มนิ่ม ชื่นชอบใจ อันนี้เป็นเหยื่อล่อ เรียกว่ากามคุณ เป็นคุณของกาม

คำว่ากามคุณ หมายความว่ากามมีทั้งคุณทั้งโทษ เมื่อธรรมชาติจะหลอกล่อสรรพสัตว์ให้ติดอยู่ในกาม จะต้องเอาส่วนคุณมาล่อ เหมือนกับการโชว์ไส้เดือนเอาไว้ข้างนอก เพราะว่าถ้าเอาเบ็ดไว้ข้างนอกปลาไม่กิน เพราะอยากจะกินเหยื่อจึงตกเป็นเหยื่อ ปลาทั้งหลายเนื่องจากอยากจะกินเหยื่อไส้เดือน จึงตกเป็นเหยื่ออันโอชะของพรานเบ็ดฉันใดก็ฉันนั้น สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ไร้ปัญญา ไม่มีปัญญาจักษุ ไม่ได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมหลงติดอยู่ในคุณของกาม และก็ทุกข์เดือดร้อน เจ็บปวด แสนสาหัส จากโทษของกามในภายหลัง

โทษของกามที่เห็นง่าย ๆ ก็คือ พบเพื่อจาก พบเพื่อจากทั้งนั้น พบหนึ่งครั้ง จากหนึ่งครั้ง พบสองครั้งจากสองครั้ง พบร้อยครั้งจากร้อยครั้ง สิ่งทั้งปวงที่เราชื่นชอบไม่สามารถอยู่กับเราไปได้ตลอดร้อยปีพันปี เกิดก็เพื่อดับ พบก็เพื่อจาก มีรักก็เพื่อทุกข์ รักร้อยทุกข์ร้อย รักห้าสิบทุกข์ห้าสิบ ไม่รักไม่ทุกข์ ยึดเอาไว้ร้อยก็ทุกข์ร้อย เพราะว่าธรรมชาติเขาไม่ยอมให้เรายึด สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง กระทบขณะหนึ่งและก็จากไป เกิดดับตลอดตามทวารทั้ง ๕ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ดับตลอด แม้แต่กายสังขาร ร่างกายยาววาหนาคืบ กว้างกำมา ที่เราอาศัยเป็นเครื่องมือที่จะมารับรู้โลก มันก็ไม่เที่ยง เรามาอาศัยตาที่จะดูรูป มาอาศัยหูเพื่อจะฟังเสียง มาอาศัยจมูกเพื่อจะดมกลิ่น อาศัยลิ้นเพื่อจะลิ้มรส อาศัยกายเพื่อจะถูกต้องโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่มากระทบกาย กายมันไม่เที่ยง เราประคบประหงมเทิดทูนบูชาร่างกายอย่างดี ในที่สุดร่างกายนี้มันจะหักหลังเราอย่างไม่มีชิ้นดี ถึงเวลามันเจ็บมันก็จะเจ็บ ถึงเวลามันปวดมันก็จะปวด ถึงเวลามันจะเป็นโรคมันก็เป็นโรค ถึงเวลามันจะตายก็ไม่มีใครห้ามได้

ฉะนั้นบุคคลผู้มีปัญญาเมื่อมาเห็นความไม่เที่ยงของร่างกาย จึงรู้สึกว่าเรานั่งอยู่ในถ้ำที่มีเสือ นอนเอกเขนกอยู่ในเรือนที่กำลังถูกไฟไหม้ เมื่อนั้นบุคคลผู้มีปัญญาจึงแสวงหาทางที่จะออกจากกาย คือว่า คุณของกามได้มาดึงจิตของเราให้เข้ามายึดมั่นในร่างกายสังขารอย่างรุนแรง เพราะว่า เราคิดว่า เราเชื่อว่า เรารู้สึกว่า ร่างกายนี้จะเป็นดินแดน เป็นที่ตั้งให้เรามาเสพเสวยรสของสุขเวทนาจากกามคุณทั้ง ๕ ได้ ฉะนั้น บุคคลผู้หลงเพลิดเพลินอยู่ในกาม จะถูกดึงดูดจิตของเขาผู้นั้นให้ยึดมั่นในร่างกายอย่างแรงกล้า ฉะนั้นเมื่อทุกข์เกิดเพราะอาศัยกายเป็นปัจจัย จิตดวงที่ยึดมั่นอย่างแรงกล้า จะทุกข์เดือดร้อนแสนเข็ญอย่างแรงกล้า เป็นปริมาณเท่ากัน

ฉะนั้นบุคคลผู้มีปัญญาจึงขวนขวายแสวงหาทางออกจากกาย ก็คือ พยายามจะถอนความยึดมั่นจากกายเพราะเห็นโทษ ว่ากายนี้ไม่เที่ยง เกิดเพื่อดับ เกิดในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง ดับในที่สุด เป็นทุกข์ นั่งนานก็ปวด ยืนนานก็ปวด นอนนานก็ปวด เดินนานก็ปวด อิริยาบถทั้ง ๔ บังทุกข์เอาไว้ ผู้ไร้ปัญญาจึงไม่เห็นทุกข์ ความจริงร่างกายมันทุกข์แสนเข็ญ พร้อมที่จะตายได้โดยไม่ต้องมีปัจจัยภายนอก แค่นั่งไม่เปลี่ยนอิริยาบถ นั่งอย่างเดียว ตาย ใครไม่เชื่อลองนั่งดู นั่งอย่าเปลี่ยนท่า ตาย

สาเหตุแห่งความตายมีพร้อมมูลอยู่ในกายนี้ ไม่ต้องมีรถมาชน ไม่ต้องมีเรือมาชน ไม่ต้องมีมีดมาทิ่ม ไม่ต้องมีลูกปืนมาทะลุ สาเหตุแห่งความตายมีพร้อมมูลในกายนี้แล้ว สาเหตุแห่งความตายก็คือความเกิดนั่นเอง การเกิดก็คือการจับจองป่าช้า เกิดร้อยตายร้อย เกิดพันตายพัน เกิดหมื่นตายหมื่น

ฉะนั้นร่างกายนี้ทุกข์แสนเข็ญ ผู้มีปัญญาจักษุ มีธรรมจักษุ จะเห็นแต่ความทุกข์ในร่างกายนี้ คนโง่เขลาเบาปัญญาเข้าใจว่าสุข สูทั้งหลายจงมาดูโลกอันตระการตาประดุจราชรถที่พวกคนโง่เขลาพากันหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่

ร่างกายมันเป็นทุกข์ นอกจากเป็นทุกข์ยังเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่เชื่อ ห้ามไม่ได้ ห้ามไม่ให้เจ็บก็ไม่ได้ ห้ามไม่ให้แก่ก็ไม่ได้ ห้ามไม่ให้ตายก็ไม่ได้ เมื่อบุคคลผู้มีปัญญาได้มองเห็นโทษดังที่พรรณนามานี้ จึงมีศรัทธาคิดออกปฏิบัติ อันนี้การปฏิบัติธรรม ธรรมอะไรที่จะช่วยให้เราถอนความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ได้

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงทางสายเอก เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา ทางนี้คือทางสายเอก มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เพื่อจะหลุดพ้น พ้นออก พ้นไป หลุดลอย จากอุปาทาน ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ในฐานกายในกาย เราก็กำหนดที่กายนี้ เมื่อสติแยบคาย จึงเรียกว่าเห็นกายในกาย เมื่อสติยังไม่แยบคายก็ถือว่าเราเห็นกาย เรามีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ ไม่ทอดธุระ เราจะเห็นกายในกาย

สติ จำเป็นต้องฝึก มีค่าอย่างยิ่งที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ ทุกข์จากกาย ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศกเศร้าพิรี้พิไร รำพัน ทุกข์กายทุกข์ใจ คับแค้นใจ พลัดพรากจากของรัก ประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ปรารถนาสิ่งใดและไม่ได้สิ่งนั้นเป็นความทุกข์ การเจริญสติให้มากให้มีที่ฐานกายในกาย บุคคลจะวางอุเบกขาในการกระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖

ความยินดีก็เป็นทุกข์ ความยินร้ายก็เป็นทุกข์ ความยินดีความยินร้าย เป็นอันเดียวกัน ตรงที่ว่าเราอยากจะได้อย่างใจ ถ้าได้สมใจก็ยินดี เพลิดเพลิน ยึดมั่น กอดรัด ก็ต้องเตรียมตัวเดือดร้อน เมื่อไม่ได้ดังใจก็ทุกข์ โทมนัส เศร้าโศก กระวนกระวาย รวมความแล้วทั้งความยินดี ยินร้าย ก็คือ การจะเอาให้ได้อย่างใจ จะเอาให้ได้อย่างใจ เพราะว่าเข้าใจผิดความจริง ผิดธรรมชาติ ไม่รู้ซึ้งถึงอนัตตา ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา ญาณปัญญาที่เราจะแจ่มแจ้ง แจ่มชัด ละวางอารมณ์ได้ จะต้องเป็นญาณปัญญาที่ถึงพร้อมด้วยสติ วางอุเบกขาขณะกระทบอารมณ์

การที่พูดว่าจะวางอุเบกขา พูดมันง่าย จะทำอย่างไรจะทำได้ บุคคลนั้นจะต้องสมบูรณ์ด้วยสติ เมื่อหยั่งสติลงในฐาน ฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ อันนี้เราทั้งหลายถือว่าโชคดีเหลือเกิน ที่ได้มาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการสอนภาคปฏิบัติในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เราโชคดีมาก

ให้เรามีความเพียร ฟั่นเฝือ อบรม บ่มสติ ตามฐานต่าง ๆ เริ่มต้น ฐานกายในกาย เราต้องชำนาญในฐานกายในกายก่อน เราต้องฝึกสติสัมปชัญญะในการคู้เข้าเหยียดออก จนมันสามารถปล่อยวางความยึดมั่นในกายได้บางส่วน จากนั้นเราจะแจ่มแจ้งในเรื่องเวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม ในเบื้องต้นเราจะต้องฝึกฐานกายในกายให้มาก

อันนี้ถ้าจะถามว่าวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะบรรลุผลคือยังไง ก็ต้องบอกว่าในภาคปฏิบัติที่เราจะดับทุกข์ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือวิธีที่ยากที่สุด วิธีที่ยากที่สุดก็คือวิธีที่ง่ายที่สุด นี่พูดกำกวม ก็หมายความว่า บุคคลที่ต้องการแสวงหาวิธีที่ง่ายที่สุดแสดงว่าจิตท้อถอยจากความเพียรซะแล้ว ฉะนั้น เมื่อท้อถอยจากความเพียร นั่นแหละคือความยากที่สุด บุคคลที่มีความเพียรไม่ท้อถอย มีความเพียรในการเจริญสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ นั่นแหละจึงจะเจอวิธีที่ง่ายที่สุด ตอบอย่างกำปั้นทุบดินก็คือว่า วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือวิธีที่ยากที่สุด วิธีที่ยากที่สุดก็คือวิธีที่ง่ายที่สุด นั่นก็คือว่า ถ้าอยากพ้นทุกข์อย่าละความเพียร ถ้าละความเพียรไม่พ้น

ตัวที่จะดับกิเลส คือ ตัวความเพียร ที่จะเอาสติเอาปัญญามาสู้ เมื่อรู้สึกว่ากิเลสเกิด กิเลสก็คือความยินดียินร้ายในขณะกระทบอารมณ์ ถ้ายินดีมาก ๆ ก็เรียกว่ากามฉันทะ ยินร้ายมากๆ ก็คือโทสะ สำหรับโมหะ ความหลง ก็คือ ตัวที่ปล่อยให้ความยินดียินร้ายเกิด คือโมหะ เพราะสติไม่สมบูรณ์ ความเพียรย่อหย่อน ขี้เกียจยกมือ ขี้เกียจเดินจงกรม อันนี้แหละโมหะ ความหลงมันนั่งอยู่บนหัวท่านผู้ปฏิบัติเหล่านั้นซะแล้ว

จะให้ได้ดีทางภาคปฏิบัติ ต้องมีความเจียมตัวให้สูง เหมือนกับเราเจียมตัวว่าพ่อแม่ไม่ทิ้งสมบัติให้เรา เราจึงขวนขวายทำมาหากิน เมื่อขวนขวายทำมาหากินก็รวย มีเงิน ไม่อดอยาก ตรงกันข้ามบางคนเย่อหยิ่งถือดีว่าพ่อแม่มีสมบัติมาก ก็งอมืองอเท้า ใช้สมบัติไปวัน ๆ ไอ้นี่ไม่ช้าอดตาย

เราเป็นนักวิปัสสนาต้องเจียมตัว ว่ากิเลสสามารถขี่หัวเราได้เสมอ เพราะกิเลสมันเข้าทางทวารทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเรารู้ดังนี้ต้องพยายามสั่งสมสติ สัมปชัญญะ มีความเพียร ไม่ทอดธุระ ถ้าจะถามว่าผู้หมดทุกข์ หรือผู้สำเร็จ ผู้บรรลุจุดสูงสุดของวิปัสสนาคือใคร คือคนประเภทไหน (ตอบว่า) สูงสุดคืนสู่สามัญ ผู้บรรลุสูงสุดของวิปัสสนาคือผู้มีความเพียร เจริญสติ เจริญสัมปชัญญะเพื่อจะวางอุเบกขาให้ได้ขณะกระทบอารมณ์ ไม่ประมาท แค่นี้เอง เหมือนกับบอกว่าเศรษฐีคือคนประเภทไหน คือคนที่ว่าทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่มีเวลาพัก เศรษฐียังทำงานอยู่ พวกทำ ๆ หยุด เป็นพวกจน ๆ ทั้งนั้น

นี่แหละสูงสุดต้องคืนสู่สามัญ และยิ่งปฏิบัตินาน ความเจียมตัว ความถ่อมตัวต้องมีมากกว่าคนใหม่ ๆ ไม่งั้นเรียกว่าใช้ไม่ได้ ผิดทาง ยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเย่อหยิ่ง ถือดี เนี่ยแหละผิดทางแล้ว ปฏิบัติผิดแล้ว ปฏิบัติถูกทางมันต้องลดละ มานะ ทิฏฐิ ประนีประนอม ถ่อมตน ไม่ถือดี ไม่เย่อหยิ่ง มันจะถือดีไม่ได้ เย่อหยิ่งไม่ได้ เพราะญาณปัญญามันลึกซึ้ง ก้องอยู่ในหัวว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงแล้วจะเอาอะไรไปเป็นที่ตั้งแห่งความเย่อหยิ่ง

เจียมตัวเสมอว่าสังขาร ขันธ์ ๕ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เดือดร้อน เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจของเรา เราแพ้แล้วที่เกิดมา ขันธ์ ๕ คือเครื่องหมายแห่งความพ่ายแพ้ เราเกิดมีขันธ์ ๕ นั่นแหละเครื่องหมายแห่งความพ่ายแพ้ ทุกคนที่มาเกิดในโลกนี้โง่ทั้งนั้นแหละ คนฉลาดเขาไม่เกิดแล้ว คือว่าคำว่าโง่ก็คือ มีอวิชชา พระอรหันต์ท่านละอวิชชาได้ ท่านไม่ต้องมาเกิด อันนี้คนที่ต้องมาเกิด คนโง่ทั้งนั้น เพราะโง่มาจึงต้องมาทรงขันธ์ ๕ ที่เป็นทุกข์ เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส รูปขันธ์ ร่างกายก็ไม่เที่ยง เวทนาขันธ์ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขาก็ไม่เที่ยง สัญญาขันธ์ ความกำหนดหมายว่าไอ้นี่เป็นไอ้นั่น ไอ้นั่นเป็นไอ้นี่ สัญญาขันธ์คือตัวรู้ข้อมูลก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวเราก็รู้เดี๋ยวเราก็ไม่รู้ สังขารขันธ์ การปรุงแต่งจิตไปทางดี ทางชั่ว ก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็ปรุงแต่งเรื่องดีบ้าง เรื่องไม่ดีบ้าง คิดดีบ้าง คิดไม่ดีบ้าง วิญญาณขันธ์ การรับรู้ทางทวารทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยิ่งไม่เที่ยงไปใหญ่ รับปุ๊บก็ดับลง รับปุ๊บก็ดับลง

เมื่อญาณปัญญาซาบซึ้งถึงความไม่เที่ยง จึงเจียมตัวสุด ๆ ความเย่อหยิ่งถือดีเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย ในจิตดวงที่มีปัญญาเห็นความเกิดดับ เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ ยึดมั่นเพื่อร้อน ยึดเอาไว้ทั้งรูปธรรมนามธรรม ยึดว่าเป็นตัวกูของกู ความจริงมันเป็นมายาทั้งนั้น มายาไว้หลอกคนโง่ บุคคลที่ไม่สมบูรณ์ด้วยสติปัฏฐานจึงเพิกมายาไม่ได้ หลงว่าเป็นจริงเป็นจัง ร่างกายสังขารเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ของโลกมาประกอบกัน สมมุติว่าหญิง สมมุติว่าชาย ผู้หลงมายา หลงเป็นจริงเป็นจัง ยึดมั่นจนหัวแตก มายามันหลอก ว่าเราเป็นผู้ชายคนหนึ่ง จึงต้องการหาผู้หญิงหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นมาเป็นคู่ ผู้หญิงก็เหมือนกัน โดนมายาหลอก โดนอวิชชาหลอก ว่าเราเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เราต้องมีจริตจะก้านยังงั้น เราต้องหาผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นคู่ แล้วเราต้องมีผู้ชายคนหนึ่งมาเห็นคุณค่า และซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเรา มันไปถึงไหนถึงไหน ไม่ยอมมองผู้หญิงอื่น เกิดมาชาตินี้มันมองเราคนเดียว อันนี้โดนมายาหลอกซะแล้ว ความจริงร่างกายสังขารเอาไปเผาไฟเหลือแต่ขี้เถ้า หาผู้ชายก็ไม่เจอ หาผู้หญิงก็ไม่เจอ เพราะความโง่ถูกอวิชชาหลอก

อยู่ในโลกนี้ ต้องอยู่อย่างเล่นละคร มีหน้าที่อะไรก็ทำไป เราต้องเข้าใจถึงความไม่เที่ยงให้สูง นึกถึงความตายให้มาก ๆ ไม่ช้าตายแน่ ใกล้ตายแล้วหนอ ความตายจักมี ชีวิตนี้จักดับดิ้น เมื่อความตายมาถึง ต่อให้รักกันปานจะกลืน เขาไม่ยอมให้เราเข้าบ้านซะแล้ว ไม่ยอมให้เรานอนมุ้งเดียวกับเขาซะแล้ว เขาก็ไม่ยอมมานอนโลงเดียวกับเราเสียแล้ว โลกนี้คือละคร อย่าไปยึดมั่นเย่อหยิ่งถือดี เป็นจริงเป็นจัง สมบัติในกายนอกกาย เป็นของกองท่วมโลกทั้งนั้น แม้แต่เงินใส่ปาก สัปเหร่อก็เอาไปซื้อเหล้ากิน อย่าถือดีว่าเรามีสมบัติมาก มีเงินทองมาก อย่าถือดีว่าเราเกิดมาสวย ผู้หญิงที่สวยมากยิ่งเดือดร้อนหนัก ความสวยไม่มีค่าอะไรมาก ผู้หญิงดี ๆ ความสวยมีค่าหนเดียวเอง คือเอาไว้หาสามี นอกนั้นก็เอาไปใช้ไม่ได้เสียแล้ว โดนคนด่าอีก อ้าวนี่มีสามีแล้วยังไปกระดี้กระด้ากับคนโน้นอีก อันนี้ความที่เราเป็นคนสวยย่อมมีหนุ่มมาติดพัน หนุ่มมาติดพันมาก ๆ ก็เดือดร้อนอีก นี่แหละ อย่าเย่อหยิ่ง รูปโฉมเหมือนดอกไม้บาน ไม่นานก็อับเฉา อย่าเห็นเป็นจริงเป็นจัง อย่าเห็นเป็นของมีค่า

ให้แสวงหาธรรมะเป็นอาภรณ์ ศีลเป็นของมีค่า เป็นอาภรณ์ที่มีค่า เป็นที่พึ่งแก่เรา แม้ในคราวที่จะตาย ศีลจะเป็นที่พึ่ง ธรรมะที่เราจะฝึก ฝึกฝน เฟ้นด้วยความเพียร อันนั้นจะเป็นของมีค่า ที่จะติดตัวติดสันดาน ติดจิต ติดไปหลังจากตาย ร่างกายสังขารต่อให้สวยเป็นนางงามจักรวาลก็ตามที พอตายแล้วก็ไร้ค่า โสโครก มีแมลงวันพวกเดียวจะเห็นว่ามีค่า อ้อ แร้งอีกพวก

โลกนี้คือละคร ไม่ช้าก็จะปิดฉาก ฝาโลงปิดหน้า สมบัติทั้งหลายก็กองท่วมหัวเอาไว้ ให้คนรุ่นหลังได้แย่งชิงต่อไป ที่จะพาไปได้เนี่ยก็คือบุญและบาป ฉะนั้น คนโง่จึงแสวงหาของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้เอาไว้เยอะ ๆ ส่วนผู้มีปัญญาแสวงหาของที่ตายแล้วเอาไปได้ คือธรรมะ ศีลธรรม ภาคปฏิบัติ กรรมฐาน

การปฏิบัติกรรมฐาน เป็นที่พึ่งแก่เราจริง ๆ แม้ขณะที่จะตายจากโลกนี้ไป สติที่เราฝึกจะเป็นที่พึ่ง มาปล่อยวางทุกข์เวทนาที่แสนสาหัส เจ็บปวด เดือดร้อนในคราวจะตาย ลูกเต้า ผัวเมีย รักกันจนปานจะกลืนแบ่งความเจ็บปวดจากเราไม่ได้ สติที่เราฝึกจะเป็นที่พึ่งที่แท้จริง มีค่า ฉะนั้น เราต้องมาพิจารณาแล้วว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่มีค่าแก่เรา ต้องหาให้มาก ๆ ยิ่งเราได้เข้าวัดได้มาเจอธรรมตั้งแต่อายุไม่มากเนี่ย ต้องถือว่ากำไรชีวิต ให้รีบเร่ง ขวนขวาย มรรคผล ไม่ใช่ของสุดเอื้อม เป็นของในกระเป๋าของผู้มีความเพียร มรรคผล นิพพาน เป็นของในกระเป๋า ในกระเป๋าของเราเอง มือล้วงเอาออกมาได้ เป็นของในกระเป๋าของผู้มีความเพียร ที่เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔

บุคคลที่ไม่เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ มรรคผล นิพพาน เป็นเรื่องสุดเอื้อมเหลือเกิน ส่วนบุคคลที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ มรรคผล นิพพาน เป็นของง่ายดายเหลือเกิน เป็นของมรดกของพ่อ ไม่เอาก็ไม่ได้ เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ไป ไม่เอาก็ไม่ได้ ไม่เอามรรคผลนิพพานก็ไม่ได้ เขาก็จะให้ เขาจะให้อยู่แล้ว พระผู้มีพระภาคทรงรับประกันไว้เลยในสติปัฏฐานสูตร อย่างน้อย ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ถ้ามีความเพียรจริง ๆ ท่านรับรองว่าจะบรรลุ อนาคามี แต่เรื่องพระอรหันต์ท่านยังไม่รับรอง ขึ้นอยู่กับอินทรีย์ บารมีของแต่ละคน แต่พระอนาคามีเป็นของในกระเป๋าของผู้ปฏิบัติในสติปัฏฐาน เพราะว่าพระอนาคามีก็คือผู้เชี่ยวชาญในการดับความยินดีและยินร้ายนั่นเอง และผู้เจริญสติปัฏฐานก็คือ ผู้ที่ว่า มาฝึกวางความยินดี ยินร้าย ด้วยสติและอุเบกขาในฐานทั้ง ๔ มีฐานทั้ง ๔ เป็นที่ตั้งแห่งสติ ฉะนั้น ท่านจึงรับรองว่ามรรคผลเป็นของที่เตรียมไว้ให้แล้ว สำหรับผู้เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ฉะนั้นให้เรามีศรัทธา

นาน ๆ เรามาวัดที ถือว่าเราได้มาชาร์จไฟ กลับบ้านก็อย่าทิ้ง เพราะว่าชีวิตนี้ไม่ยั่งยืนเลย สาเหตุแห่งความตายมีพร้อมในร่างกายสังขารเดินไปไหนเราก็เอาไปด้วย แต่ละคนพกความตายอยู่บนหัว เวลาเราเดินไปไหน เดินไปทิศเหนือก็ตาม ทิศใต้ก็ตาม ทิศตะวันออกก็ตาม ทิศตะวันตกก็ตาม แม้ต่างคนจะเดินไปต่างทิศกันแต่จุดหมายปลายทางของทุกคนคือ ป่าช้าเหมือนกันหมด ฉะนั้น อย่าลำพองในความแข็งแรงของร่างกาย เรารู้สึกว่าร่างกายยังแข็งแรงอยู่ ต้องเอาร่างกายนั้นมาปฏิบัติ มาเจริญสติ เจริญสมาธิ ปล่อยวาง วางอุปาทาน ถอนความยึดมั่นในโลกนี้ อย่าเชือนแช เพราะพญามัจจุราช ย่อมพาเอาผู้ประมาทไปยัดเยียดอยู่ในนรก ผู้ประมาทน่ะ ให้ชีวิตมาแต่ไม่รู้จักใช้ชีวิตในการสร้างความดี

วันนี้ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาตอบแทนพระคุณของพระอาจารย์ที่เป็นที่เคารพยิ่ง ที่ได้สั่งสอน อบรมศิษย์ทั้งปวงให้พ้นจากขุมนรก พ้นจากความชั่ว ด้วยสติปัฏฐานที่พระเดชพระคุณพระอาจารย์เน้นเสมอ ย้ำเสมอ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาตอบแทนพระคุณท่าน สุดท้ายแห่งการบรรยาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย บารมีอันเปี่ยมล้นของพระเดชพระคุณผู้เป็นอาจารย์ ขออัญเชิญฝ่าเท้าของพระเดชพระคุณพระอาจารย์ มาสถิตอยู่เหนือหัวของข้าพเจ้าและผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน ให้สนับสนุนผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านเจริญในธรรม ท้ายที่สุด ให้ถึงมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันจะพึงถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ

พระชุมพล พลปฺโ
๑๒ เมษายน ๒๕๔๒

ธรรมเทศนา เรื่อง "วิปัสสนาภูมิและไตรลักษณ์"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๒๓ ธ.ค. ๒๕๔๒

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอนมัสการพระธรรม ขอแสดงความเคารพแด่พระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ ขอกราบแทบเท้ามายังพระเดชพระคุณ ผู้เป็นพระอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทให้วิชาความรู้ ขอนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญพรญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา

วันนี้ก็เป็นโอกาสดี ที่มาให้ธรรมะ ช่วงนี้อากาศหนาวเหน็บผิดปกติ อากาศหนาวเหน็บ เสียดแทงกาย เป็นโผฏฐัพพะ เป็นอนิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์คืออารมณ์ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ หนาวเกินไป ร้อนเกินไป ที่ว่าเป็นโผฏฐัพพารมณ์ อารมณ์ที่มากระทบกาย เป็นส่วนแห่งความไม่น่าชอบใจ ก็เป็นที่ตั้งแห่งการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมของเรา ฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติธรรม ที่หยั่งลง คือภูมิแห่งวิปัสสนา คือโรงงานที่จะดำเนินการแห่งกิจการวิปัสสนา ก็ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน อยู่ที่กาย ยาววาหนาคืบ กว้างศอกกำมา พร้อมด้วยสัญญาและใจครอง ที่อายตนะ ๑๒ ขณะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ และใจกระทบธรรมารมณ์ อันนี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งวิปัสสนา

วิปัสสนานี้ไม่ต้องไปทำในที่ไกล เพราะว่าคนเรานี้เป็นทุกข์อยู่ที่ของใกล้ตัวนี้เอง ฉะนั้น เราก็ต้องมาจัดการ มาหยั่งรู้ สร้างความรู้แจ้งให้เกิดในที่ใกล้ตัว อันเป็นภูมิแห่งวิปัสสนา มีอายตนะ เมื่อกระทบอารมณ์ทางอายตนะ เมื่อตาเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณ เกิดจักขุสัมผัส เกิดจักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ขณะเกิดเวทนา ถ้าไม่ถึงพร้อมด้วยสติ ก็จะเกิดกิเลส เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ยึดมั่นถือมั่น เพื่อก่อเกิดความเป็นทุกข์ เมื่อการรับรู้เฉยๆ ยังไม่เป็นปัจจัยแห่งความเป็นทุกข์ แต่ความเข้าไปยึดมั่นหลังจากที่เสวยเวทนานั่นแหละ เป็นปัจจัยให้ก่อเกิดความทุกข์ เวทนาก็คือตัวเสวยรส เมื่ออารมณ์กระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ บุคคลผู้มีจิตที่มิได้อบรม ย่อมเป็นทุกข์เดือดร้อน เพราะเหตุแห่งการกระทบอารมณ์ บุคคลไม่ได้อบรมอะไรล่ะ ไม่ได้อบรมสติ ไม่ได้อบรมปัญญา ฉะนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่บุคคลผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์ จะต้องมาอบรมสติ และปัญญาให้แก่กล้า ในฐานที่ตั้งแห่งวิปัสสนา ฐานแห่งวิปัสสนาอันควรเข้าไปรู้แจ้ง ว่า ความรู้แจ้งนั้นตรงกันข้ามกับความมัวเมา มืดหลง ฉะนั้น ที่ใดที่เราต้องทำความรู้แจ้งไปสู่ ก็คือที่ที่เรามัวเมา มืดหลง คนเราก็มัวเมาอยู่ที่อายตนะ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ นี่ ความเป็นคนอยู่ตรงนี้ พ้นจากนี้ไปแล้วไม่มีอะไร ฉะนั้น เราจะมาเจริญสติที่จะหยั่งรู้ มีความพร้อมที่จะรู้แจ้ง ขณะกระทบอารมณ์ ตามทวารทั้ง ๖

วิปัสสนานี้ไม่ต้องไปเจริญไกลตัว เจริญอยู่ในตัวเรานี่แหละ เราจะมาหยั่งรู้ เพิ่มความรู้แจ้งให้เกิดในที่ใกล้ตัว ฉะนั้น เมื่อเรารู้ดังนี้แล้ว ก็คือว่า ทำอย่างไรเราจะตัดเรื่องภายนอกออกให้ได้มากที่สุด พยายามมากำหนดในกายในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ หยั่งรู้ที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม เพื่อจะเกิดความรู้แจ้ง ความรู้แจ้งนี้จะต้องเกิดขณะปัจจุบันอารมณ์ ปัจจุบันขณะ ด้วยสติที่เราฝึก สติต้องถึงพร้อม พร้อมจะใช้งาน ผู้ที่ไม่เจริญสตินี่ เป็นผู้อาภัพที่จะดับทุกข์ เพราะไม่มีเครื่องมือ ไม่มีเครื่องมือที่ใช้ในการดับทุกข์ เหมือนเราจะดับเพลิง เราจะเอามือเปล่าไปดับไม่ได้ เราต้องใช้เครื่องดับเพลิง ฉะนั้น สติจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึก

ฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ มี ๔ ฐาน ตามที่โบราณาจารย์ มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์เอก ได้วางรากฐานเอาไว้ ฐานอันเป็นที่ตั้งที่จะหยั่งลงแห่งสติ มี ๔ ฐาน คือกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม เพื่อจะเข้าไปรู้แจ้งอารมณ์ที่กระทบในปัจจุบันขณะ ตามทวารทั้ง ๖ และเป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้าย ตัวที่จะเริ่มเกิดกิเลสของเรา ก็คือความยินดียินร้าย จิตที่ไม่ทุกข์ จะต้องเป็นจิตที่มีอุเบกขาวางเฉย ต่อทุกอารมณ์ที่มากระทบ ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องแสวงหา ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะวางเฉยได้ ขณะกระทบอารมณ์ทั้งปวง อันนี้ การที่จะฝึกฝนจิตให้เรามีคุณภาพที่จะวางเฉยได้ขณะกระทบอารมณ์ ก็คือ อารมณ์ทั้งปวงนี้มันเกิดดับอยู่ในปัจจุบันขณะ ขณะเดียวเท่านั้น

ฉะนั้น การดำเนินงานของผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรม เป็นงานที่ง่ายมาก ง่ายจริงๆ เพราะว่าจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นขณะจิตเดียวเท่านั้นเอง ในปัจจุบันเท่านั้น เรื่องอดีตที่ยาวไกล สุดลูกหูลูกตาน่ะ ไม่ต้องไปจัดการเลย ไม่ต้องยุ่งเลย สิ่งใดที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย ไม่ต้องสนใจ ไม่ว่าเรื่องใหญ่มโหฬารปานใด ผ่านไปแล้วเป็นอดีตแล้ว คือดับไปแล้ว ไม่เหลือแล้ว โดยความเป็นจริง อดีตทั้งปวง ยาวไกลแค่ไหน สุดลูกหูลูกตา ดับไปหมดแล้ว อดีตคือสิ่งที่ดับไปแล้ว แต่โมหะที่เกิดในใจเรา ความไม่รู้ ความหลง ความไม่แยบคาย ไม่เจริญสติให้แยบคาย เมื่อจิตเอาธรรมารมณ์อันเป็นอดีตขึ้นมาปรุงแต่ง จิตที่ไม่แยบคาย จิตที่ถูกครอบงำด้วยโมหะ จึงหลงยึดมั่นไปว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ ต้องทุกข์เจ็บปวดเดือดร้อนกับสิ่งที่ดับไปแล้ว เพราะถูกอวิชชาโมหะในหัวเรา หลอกว่ายังมีอยู่ ต้องมาเจ็บปวด เสียอกเสียใจ คร่ำครวญ เดือดเนื้อร้อนใจ เจ็บปวดเหมือนกับศรปักอก ดังเพลงที่เขาบอกว่า อดีตที่ผ่านไปไม่กลับมา ช่างเจ็บปวดอุรา เรากลับจำ จริงๆ มันดับไปแล้ว อดีตมันคือสิ่งดับไปแล้ว ในความเป็นจริง อดีตมันดับไปแล้ว ฉะนั้น ทุกครั้งที่เราเป็นทุกข์ จากเรื่องอดีต มันตั้งขึ้นจากความหลงงมงาย ความโง่เขลาเบาปัญญาทั้งนั้น ไม่ได้ตั้งขึ้นจากความเป็นจริงว่าอดีตนั้นยังอยู่ เพราะในความจริงน่ะอดีตมันดับไปแล้ว

ฉะนั้น เรามีปัญญาอย่างนี้ ให้เหมือนกับเราเอาปฏักไว้ปักโค หรือมีแส้ไว้ตีม้า ที่จะออกนอกลู่นอกทาง เมื่อใดที่จิตเรามีความทุกข์เพราะอดีต ให้เอาความคิดนี้ใส่เข้าไป ว่าอดีตมันดับไปแล้ว ไม่มีจริงแล้ว เราโดนมันหลอก อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังไม่มี คำจำกัดความของอนาคต ก็คือ สิ่งที่ไม่แน่นอนว่าจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่อนาคต พลิกผันได้ตลอด ไม่แน่นอน องค์ประกอบทั้งหลายเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ไม่รู้จะเป็นอย่างไร นี่คืออนาคต อนาคตเหมือนกลุ่มหมอกควัน ไม่มีอะไรจริง ความที่ไปวิตกกังวลกับอนาคต ก็เกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญา ความไม่เข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ

สัจจะเป็นอย่างนี้ อนาคตเป็นของกลวงเปล่า แต่ของที่กลวงเปล่ามาทำให้เราเป็นทุกข์ได้นั้น เพราะเราตั้งจิตไว้ผิด ฉะนั้น ไม่เป็นเรื่องธรรมดาเลยที่เราเป็นทุกข์เพราะของกลวงเปล่า เหมือนกับลม ลมที่ผ่านไปผ่านมา จะแทงให้เราเลือดไหลน่ะ มันยาก เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น การที่เราจะเป็นทุกข์กับอนาคตจริงๆ จังๆ นั้น เป็นไปไม่ได้ แต่ที่เราเป็นทุกข์ขึ้นมาน่ะ เพราะเราตั้งจิตไว้ผิด ฉะนั้น ไม่ต้องไปแก้ไขที่อดีต ไม่ต้องไปแก้ไขที่อนาคต ให้เรากลับมา กลับมา แก้ไขที่ใจตัวเองในปัจจุบัน ฝึกสติไห้ดี เจริญหยั่งสติให้คม ลงในปัจจุบัน อย่างน้อยนี่จะแก้เงื่อนไป ๒ ปมแล้ว เหมือนกับว่า เรามีศัตรูอยู่ ๓ ศัตรู ๓ คนนี่ เคยมาทำให้เราทุกข์ เดือดร้อน เจ็บปวด แค่หยั่งจิตลงในปัจจุบันได้นี่ ฆ่าศัตรูตายไป ๒ คนแล้ว

ฉะนั้น จึงเป็นความอัศจรรย์ของสติปัฏฐาน ว่าเป็นของประเสริฐแค่ไหน ของมีค่ามีราคา ควรแก่การที่เราจะขวนขวายมาเจริญ มาฝึก ทำให้มาก ทำให้เกิดมี ทำให้แคล่วคล่อง เชี่ยวชาญ เพราะว่าขนาดยังไม่ไปถึงไหนเลย สามารถฆ่าศัตรูได้ ๒ แล้ว ใช่ไหม มีค่ามาก ขนาดยังไม่ต้องใช้ปัญญาพิจารณามากมาย แค่เรากำหนดสติให้แยบคาย หยั่งลงในปัจจุบันอารมณ์ ในฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ ตัดความทุกข์จากอดีตกับอนาคตไปได้แล้ว ทีนี้ ผู้ฝึกปฏิบัติใหม่ๆ ฐานที่จะช่วยให้เราเกิดปัจจุบันอารมณ์ได้ดี คือ กำหนดที่ฐานกายในกาย การเคลื่อนไหวของกาย จะช่วยให้จิตเราหยั่งลงปัจจุบันอารมณ์ได้ดีมาก ได้คม ได้ชัด

ฉะนั้น ฐานกายในกายนั้นมีค่ามาก ไม่ว่าเราจะปฏิบัติไปถึงไหน อย่าลืมฐานครู ฐานครูคือฐานกายในกาย เพราะว่าการเจริญสติที่การเคลื่อนไหวของกายก็ดี หรือขณะนิ่งอยู่มีความรู้สึกที่กาย จะช่วยให้จิตเราคมในปัจจุบันอารมณ์ สติมันคม สามารถดับทุกข์ได้ ความกลัดกลุ้ม วิตกจริต ในอดีตอนาคตน่ะ คนเรามาพิจารณาดูแล้ว เป็นทุกข์เพราะอดีตอนาคตเสีย ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ลองพิจารณาจากตัวเอง จะเห็นชัด ความทุกข์ทั้งหลายจะเกิดจากตัวคิดเสียมาก คือเอาเรื่องอดีตอนาคตมาปรุงแต่งแล้วก็เป็นทุกข์ ไอ้ตัวรู้ขณะหนึ่งขณะหนึ่งตามทวารทั้ง ๖ น่ะ ไม่ได้นำทุกข์มาให้หรอก ไอ้ความคิดปรุงแต่งมันสามารถแผ่ขยายเรื่องเล็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ เป็นปัจจัยแห่งความวิตก กลัดกลุ้ม ประสาทกิน อย่างใหญ่หลวงได้

ฉะนั้น การเจริญสติ แม้เราจะไม่ได้เข้าใจอะไรเลย ไม่รู้เรื่องเลย ไม่เข้าใจเลยว่าอะไรมันเป็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ปัญญายังไม่เกิดอะไรมากมายเลย ก็ดับทุกข์ไปได้มากแล้ว เป็นความฉลาดที่ว่าไม่ต้องรู้มาก แต่ทำงานได้ผล ไม่ต้องไปฟุ้งซ่านกับปัญญา คนเราเวลาพิจารณาปัญญามากๆ มันจะตกไปในความฟุ้งซ่านได้ พอเกิดความฟุ้งซ่านแล้ว จิตมันจะไม่คม ไม่ควรค่าแก่การกำจัดทุกข์ เมื่อเรามีสติหยั่งลงในปัจจุบันขณะอย่างแยบคายทุกเมื่อ จนชำนาญ อันนี้เป็นความฉลาดโดยไม่ต้องไปเสียหัวสมองขบคิดอะไรเลย อันนี้คือการเห็นกายในกายที่แท้จริง

คำว่าเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ก็คือเห็นความเป็นจริงจากการที่เราเจริญสติหยั่งรู้ในฐาน การเคลื่อนไหวของกาย เมื่อเราเจริญสติขึ้นไป เกิดความหยั่งรู้อะไร อันนั้นแหละใช่ คือกายในกาย แต่การหยั่งรู้ต้องหยั่งรู้กับตัวเอง สันทิฏฐิโก บรรลุแล้วเห็นเอง พ้นจากภาษามนุษย์ไป ต้องเข้าใจคำนี้ไว้ คือว่าพ้นจากขอบเขตของภาษามนุษย์ อันนี้จะลึกซึ้งเข้าไป ถึงเรียกว่าเห็นกายในกาย คือ เห็นลึกซึ้งไปยิ่งกว่าคนทั่วไปจะรู้ได้จากภาษาสื่อความหมายกัน ภาษามนุษย์ที่เอามาสื่อความหมายน่ะ ไอ้คำเทศน์ทั้งชั่วโมงก็ยังสื่อไม่ได้หรอก กายในกายเป็นยังไง เพราะมันยังเป็นภาษามนุษย์ ไอ้การที่เราไปหยั่งรู้ด้วยสติที่กายของเราเองนั่นแหละ อันนั้นแหละ มันจะเข้าไปเห็นความจริง ความจริงอะไรก็ได้ เห็นอะไรก็นั่นแหละ ดูมันตรงนั้นแหละ รู้สึกอย่างไรก็ดูมันตรงนั้นแหละ อันนั้นแหละคือความสุดยอดแล้ว คือพ้นไปจากภาษามนุษย์

คนเรา บางที ปัญญาทางโลกที่เรียนมา มันต้องอาศัยภาษามนุษย์อธิบายทั้งหมด แต่ปัญญาทางธรรมน่ะ ต้องพ้นไปจากภาษามนุษย์ ต้องไปรู้เอง อันนี้คนที่คุ้นเคยกับปัญญาทางโลก พอมาเรียนธรรมะ ก็จะเอาแต่ธรรมะที่บรรยายได้ด้วยภาษามนุษย์ อันนั้นแหละ บุคคลผู้นั้นแหละจึงไม่เจอธรรมะแท้ ตราบใดที่ยังต้องการธรรมะที่อธิบายได้ด้วยภาษามนุษย์ คนผู้นั้นจะไม่เจอธรรมะแท้จริง เจอแต่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด รู้มากก็ยิ่งโง่มาก เพราะดับทุกข์ไม่ได้ ภาษามนุษย์มันไม่ใช่ของจริง แต่เป็นของสมมุติ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเจริญสติ มาหยั่งรู้ของจริง ตัดภาษามนุษย์ได้แล้ว ตัดภาษามนุษย์นี่ก็คือตัดอดีตอนาคตแหละ ที่จะไปกลัดกลุ้มเพราะเรื่องอดีตอนาคต อดีตอนาคตจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เราทุกข์มากมายน่ะ ก็เพราะมีภาษามนุษย์เป็นสื่อทั้งนั้น ภาษามนุษย์เหมือนกับมาให้ชูรส เป็นผงชูรส เป็นเหมือนเครื่องปรุง ให้ตื่นเต้น ให้ยินดี ให้จิตออกไปจากความเป็นกลาง อันนี้ธรรมชาติน่ะ ตื่นเต้นก็เพื่อเศร้าสร้อย ลิงโลดก็เพื่อเหงาหงอย สมหวังก็เพื่อผิดหวัง เฟื่องฟูก็เพื่อตกดิ่ง โด่งดังก็เพื่ออับแสง การตั้งจิตเป็นกลางๆ น่ะ ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่รัก ไม่ชัง ไม่สุข ไม่ทุกข์น่ะ เป็นความประเสริฐที่สุด

อันนี้ พูดมาตั้งเยอะ ก็เพื่อแสดงให้ฟังว่า สติปัฏฐานน่ะมีค่านัก ช่วยดึงจิตของเราให้ออกจากภาษามนุษย์ ช่วยดึงจิตให้ออกจากความวุ่นวาย พยายามจะตีแผ่ให้ฟังว่าการเจริญสติเนี่ยมีค่ามาก เพราะว่า การเจริญสติสามารถดึงจิตเราออกจากอดีตอนาคตได้ ดึงจิตเราออกจากภาษามนุษย์ได้ เห็นกายในกายน่ะ พ้นจากภาษามนุษย์ ดังนั้นพระเดชพระคุณพระอาจารย์จึงพยายามนัก ไม่ต้องให้มีองค์บริกรรมภาวนา อันเป็นภาษามนุษย์ มันจะไปบังกายในกายเสีย คือรู้ยังไงก็ให้มันรู้อย่างนั้นแหละ นั่นแหละอันนั้นแหละความจริง ความจริงที่ไม่ต้องไปปรุงแต่งด้วยภาษามนุษย์ทั้งปวง อันนี้จะดึงจิตของเราให้เข้าปัจจุบันอารมณ์ได้ดี ช่วยดับทุกข์ไปได้เยอะแล้ว ผู้ปฏิบัติตามย่อมรู้เองเห็นเอง ดับทุกข์ได้เอง ลึกซึ้งด้วยตัวเอง แล้วจะมีศรัทธาในการเจริญสติอย่างมั่นคงแข็งแรง ใครจะบังคับให้เลิกทำก็ไม่ได้ เพราะรู้ซึ้งแล้ว อันนี้เขาเรียกว่า อจลศรัทธา เป็นศรัทธาที่แท้จริงของพระอริยะ ศรัทธาของพระอริยะคือไม่หวั่นไหว มีแต่ความมั่นคง ไม่ต้องฟังจากผู้อื่น เพราะรู้เองเห็นเอง สัมผัสผลด้วยตัวเอง จากการปฏิบัติและดับทุกข์ได้ด้วยตัวเอง เป็นขั้นเป็นตอนไป จึงเกิดความมั่นคงอย่างยิ่ง ไม่มีใครสามารถจะมาเป่าหูให้หมดศรัทธาต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ บุคคลผู้นั้นก็เริ่มต้นที่จะเปลี่ยนตัวเองเข้าไปอยู่ในหมู่แห่งพระสงฆ์ด้วยตัวเองแล้ว คือเริ่มดับทุกข์ได้เป็นขั้นตอนไป อันนี้เป็นความจริง อันจะเกิดศรัทธายิ่งกว่าเรามานั่งอ่านหนังสือธรรมะมากมายมหาศาล เพราะยังไม่เห็นตัวในเลย ยังดับทุกข์ด้วยตัวเองยังไม่ได้

อันนี้เมื่อสติเราเจริญมากขึ้นมากขึ้น ดึงจิตเรามาสู่ปัจจุบันอารมณ์ ก็เพื่อจะมาแจ่มแจ้งในวิปัสสนาภูมิที่กล่าวไว้แต่แรก ฐานที่ตั้งแห่งวิปัสสนาตัวแท้คือปัจจุบันขณะ ขณะที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะคือความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความตึง ความหย่อน ที่มากระทบกาย อันนี้รวมเรียกว่าโผฏฐัพพะ แล้วก็ใจกระทบธรรมารมณ์ เราเจริญสติก็เพื่อที่จะออกจากอดีตอนาคต ออกจากภาษามนุษย์ มาหยั่งลงในวิปัสสนาภูมิ ในปัจจุบันอารมณ์นั้นๆ ให้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ หยั่งรู้ตามฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ คือฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม เพื่อสติมันจะได้เห็นอย่างลึกซึ้งในความเป็นจริง ในความเป็นจริงของอะไรล่ะ ในความเป็นจริงที่ว่าขณะกระทบอารมณ์น่ะ รูปธรรมและนามธรรมที่มารวมกัน มาประกอบกัน ตามทวารทั้ง ๖ ทวารใดทวารหนึ่ง มันไม่เที่ยงทั้งนั้น ไม่มีอะไรเที่ยงเลย หาความเที่ยงไม่ได้ หาความเที่ยงไม่มี ไม่มีแล้วไม่มีอีก ไม่มีอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีความเที่ยง ยิ่งเราเจริญสติให้คมมากเท่าไร ยิ่งจะเห็นแต่ความไม่เที่ยง เห็นแต่ความเกิดดับ คำว่าความเกิดดับจะเป็นคำที่ซึ้งอยู่ในกระดูก อยู่ในเยื่อในกระดูกของผู้ปฏิบัติ เพราะมันจะเห็นอยู่อย่างนี้ ทั้งวันทั้งคืนทั้งตื่นทั้งหลับ ด้วยความที่จิตไม่ไปหมกมุ่นอยู่ในอดีต ด้วยความที่จิตไม่ถูกชักจูงให้ไปปรุงแต่งเรื่องอนาคต จิตที่อยู่ในปัจจุบันอารมณ์ เจริญสติอยู่ จะเห็นแต่ความไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรที่จะยึดได้ ไม่มีอะไรที่จะตั้งอยู่นานเลย มีแค่รู้ขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป รู้ขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป เมื่อเราเห็นความไม่เที่ยงมากๆ เข้า อันนี้โลกมันจะว่าง เพราะไม่รู้จะไปยึดอะไร จะมาบีบบังคับให้จิตที่เห็นความไม่เที่ยง ยึดโน่นยึดนี่ ก็ยึดไม่ลง มันไม่รู้จะยึดไปทำไม เหมือนมีอะไรมาบอกอยู่ตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน ถึงความไม่มีแก่นสารสาระของรูปธรรมนามธรรม แล้วจิตดวงนั้น มันจะไปยึดอะไรได้

เพราะฉะนั้น การที่เราจะปฏิบัติให้พ้นทุกข์ จะต้องพัฒนาจิตดวงนี้ให้เป็นจิตดวงที่ปล่อย จิตดวงที่ไม่ยึด ไอ้ที่บอกว่าไม่ยึดนี่ไม่ใช่ไปฟังใครเขามา เราต้องรู้เองเห็นเอง จากการปฏิบัติ จนมันสว่างแจ้งโพลงขึ้นมาเองว่า ไม่รู้จะไปยึดทำไม มันไม่รู้จะไปยึดทำไม อันนี้มันต้องเกิดขึ้นมาเองในจิตของผู้ปฏิบัติ มันจะเป็นที่พึ่งได้ เป็นที่พึ่งแก่เรายังไง เหมือนกับเราเดินผ่านไป ผ่านกองขยะก็ตาม ผ่านหลุมส้วม หลุมขี้ หลุมเยี่ยวก็ตาม มองด้วยตาแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรได้เรื่องได้ราวสักอย่าง เดินผ่านมา ผ่านกองขยะตั้งกองใหญ่เบ้อเริ่มเลย แต่ไม่รู้จะหยิบอะไรติดไม้ติดมือกลับมา มันไม่มีอะไรมีค่า มีแต่ของไร้สาระทั้งนั้น ไร้แก่นสาร เพราะความที่ว่าเป็นของที่ตั้งอยู่ขณะเดียว เป็นของที่ถูกกำหนดเอาไว้ด้วยความเกิดและความดับ เป็นของที่สั่นไหว เป็นของที่ไม่จีรังยั่งยืนไม่เที่ยงแท้ ค้านต่อความเที่ยงแท้ มันแสดงให้เห็นในความรู้สึกทางมโนทวารของผู้ปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เห็นอย่างนี้ตลอด เห็นตลอด เห็นแล้วเห็นอีก ยิ่งปฏิบัติก็เห็นแต่อย่างนี้

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติควรพยายามเจริญสติ เพื่อจะมาเห็นความไม่เที่ยง อันเป็นไตรลักษณ์ ลักษณะ ๓ สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง ทั้งรูปธรรมนามธรรม สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ทุกข์แก่ผู้ยึด เป็นของร้อน เป็นของร้อนต่อผู้ยึด ผู้จับ ผู้แบก ผู้หาบ เป็นของที่นำความฉิบหายมาให้แก่ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่น เป็นของที่ไม่มีตัวไม่มีตน เป็นอนัตตา ค้านต่อคำว่าเป็นของกู เป็นตัวกู ไม่ใช่ทั้งนั้น ในความเป็นจริง เราเพิกหมอกควันแห่งโมหะอวิชชาเข้าไปกำหนด กำหนดความจริงของสังขารน่ะ จะบอกแต่เรื่องนี้ทั้งนั้น บอกแต่ความไม่น่าเอาไม่น่าเป็น สิ่งทั้งปวงไม่น่าเอาไม่น่าเป็น ไม่มีอะไรน่ายึดมั่นถือมั่น ไม่มีอะไรน่าเข้าไปเสพเข้าไปเสวย เป็นของน่าเบื่อหน่าย น่าคลายกำหนัด น่าหลุดพ้น

อันนี้ เรากำลังจะฆ่าศัตรูที่ยังเหลืออยู่อีกคน อย่างที่ว่า มันมีศัตรูอยู่ ๓ คน เราเจริญสติอยู่ปัจจุบัน ฆ่าไป ๒ แล้ว เมื่อแยบคายเข้าไป แยบคายในรูปธรรมนามธรรมในกายในจิตของตัวเองน่ะ สติปัฏฐานทั้ง ๔ ฐาน พูดไปตามหลักวิชาการก็คือ ฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิต ฐานธรรมในธรรม แต่รวมมาแล้วก็คือมากำหนดหยั่งรู้ที่กายที่ใจเรานี่แหละ เห็นอะไรก็นั่นแหละ อันนั้นแหละคือรูปธรรมนามธรรมในกายเรานี่แหละ นั่นก็คือขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ที่จะเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ก็คือ ขันธ์ ๕ ที่ยังมีอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ผิดความจริง เพราะว่าความจริงคือสิ่งทั้งปวงมันว่างเปล่า ไม่มีแก่นสารสาระ เมื่อเราเจริญสติเข้ามา มันจะเห็นขันธ์ ๕

อันนี้เห็นขันธ์ ๕ ในภาคปฏิบัติมันต้องเห็นในปัจจุบันที่กายเรานี่แหละ จะมีกายเป็นรูปขันธ์ เวทนาคือความเสวยอารมณ์ สุข ทุกข์ และอุเบกขา สัญญาคือตัวกำหนดหมาย คนที่มีสัญญาคือกำหนดหมายได้ กำหนดหมายรู้ จำได้หมายรู้ เป็นศูนย์ข้อมูลคือสัญญาขันธ์ สังขารคือตัวปรุงแต่งของจิต ปรุงแต่งดีชั่วบุญบาป ปรุงแต่งทั้งหลายแหละคือสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ก็คือการรับรู้ตามทวารทั้ง ๖ รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้รวมลงมาก็คือ วิปัสสนาภูมิ ดังที่กล่าวมาแต่ต้น มันจะต่อถึงกันหมด เมื่อเรามาเจริญสติ เมื่อเราเข้ามาเห็นตัวใน มันจะต่อถึงกันหมด มันจะเข้ามาเห็นตามอายตนะในปัจจุบันขณะ ขณะรู้อารมณ์ ขันธ์ ๕ มันก็เกิดตรงนั้นแหละ อันนี้เราไม่ต้องไปแยกเป็นขันธ์เป็นขันธ์ก็ได้ ไอ้ที่เราจะไปกำหนดดูมันตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้กำหนดดู เมื่อเราเจริญสติไป กำหนดหยั่งรู้ที่ใดที่หนึ่งก็ตามที ขณะนั้นจิตเราเกิดความยินดีหรือไม่ ยินร้ายหรือไม่ เราไม่ต้องแยกว่าอันนี้เป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณก็ได้ แต่ให้มาดูว่าขณะกระทบอารมณ์ในปัจจุบัน เรามีความยินดีหรือไม่ ยินร้ายหรือไม่ ให้เราพยายามควบคุมจิตให้เป็นกลางไม่ยินดีไม่ยินร้าย อันนี้คือใจความสำคัญของการเจริญสติ เพื่อตัวนี้แหละ เพื่อจะดับความยินดียินร้าย ถ้าดับไม่ได้ แสดงว่าสติเรายังไม่พอ ปัญญาเรายังไม่เกิด ก็ให้ฝึกต่อไป อย่าถอยความเพียร สติปัฏฐานคือตัวการที่จะมาแก้ทุกข์ที่ต้นเหตุเลย เมื่อไรที่แก้ทุกข์อันนี้ได้ ก็หมดทุกข์ เป็นความดับเย็นที่แท้จริง อนุปาทานิพพาน เป็นความดับเย็นไม่เหลือเชื้อที่จะเผาไหม้อีก เพราะความสุขอันนี้เป็นความสุขที่แท้จริง จากการดับต้นเหตุแห่งทุกข์คือตัณหา อันเป็นสมุทัยที่เกิดแห่งทุกข์ ตัณหาก็คือความยินดียินร้ายนั่นแหละ

เรามาเจริญสติ เพื่อจะหยั่งจิตลงปัจจุบันอารมณ์ เพื่อจะคุมจิตไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย เพื่อจะดับตัณหาอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ถึงกันหมดเลย การที่เรามาเจริญสติเพื่อจะมากำหนดปัจจุบันขณะ ขณะหนึ่งน่ะ เราได้แทงตลอดแล้วซึ่งธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ถึงกันหมด เพราะฉะนั้นจึงเป็นของมีค่าอย่างยิ่ง ให้ขวนขวายในภาคปฏิบัติให้ดี เราจะได้แทงตลอดเลย ธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์จะมีค่าก็ต่อเมื่อเรามาดับทุกข์ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นไม่มีค่าเลย จุดประสงค์ที่พระผู้มีพระภาคบัญญัติพระไตรปิฎกขึ้นมาน่ะ ก็เพื่อจะให้สาวกลูกหลานของพระองค์นำไปดับทุกข์ได้ ถ้าเราเข้ามาเกี่ยวข้องกับธรรมะแล้วดับทุกข์ไม่ได้ แสดงว่าผิดทางแล้ว เรามาเกี่ยวข้องเพื่อจะดับทุกข์ อันนี้เป็นสุดยอด เป็นหัวใจของพระศาสนา มาเจริญสติเพื่อจะคุมจิต ไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย ในขณะกระทบอารมณ์ ตามทวารทั้ง ๖

การที่เราจะไม่ยินดียินร้าย ก็โดยการที่ว่าเรามาฟั่นเฝือ อบรมสติให้คม เห็นปัจจุบันขณะ จนเกิดปัญญาเห็นแจ้งด้วยตัวเองขึ้นมาถึงความไม่เที่ยงของอารมณ์ อารมณ์ทั้งปวงไม่เที่ยงทั้งนั้น ไม่ควรค่าแก่การที่เราจะมายินดียินร้ายเลย สำหรับผู้มีปัญญาเมื่อมาเห็นธรรมะตัวนี้แล้ว จะมีความรู้สึกว่า อารมณ์ทั้งหมด ไม่ว่าหยาบ ละเอียด เลว ประณีต ดี ชั่ว แค่ไหน ไม่มีค่า ไม่ควรค่าที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้ายของจิตเราเลย

เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เห็นไตรลักษณ์จะมีค่าตรงนี้ เจริญสติปัฏฐานจนมาได้เห็นไตรลักษณ์ เห็นแล้วเห็นอีก เห็นแล้วเห็นอีก เห็นแล้วเห็นอีก จนจิตที่เคยเป็นจิตที่กอดรัด จิตที่ผูกพันกับอารมณ์ หมกมุ่นด้วยความหลงมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง กลายเป็นจิตที่เบื่อหน่ายคลายกำหนัด อยากจะหลุดพ้น อยากจะปล่อย อยากจะละ อยากจะวาง จากเหตุแห่งทุกข์ ความผูกพันยึดมั่น มั่นหมาย ในอารมณ์ทั้งปวง เมื่อบุคคลมีปัญญาขึ้นมา มันจะลดน้อยถอยลงทุกที ความผูกพันในอารมณ์ต่างๆ จะสักแต่ว่ากระทบ อยู่ในโลกนี้เหมือนกับแสดงละครไป อยู่เหมือนซังกะตาย ตราบใดที่ยังไม่ตายก็อยู่ในโลกไปอย่างนั้นแหละ แต่จิตเรามันเปลี่ยนไปแล้ว จิตที่เคยเป็นทุกข์กับสิ่งที่มากระทบ กลายเป็นจิตที่ไม่เป็นทุกข์กับสิ่งที่มากระทบ อันนี้เป็นอานิสงส์ เป็นผลประโยชน์แก่ผู้ที่มีความเพียรในการเจริญสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาเจอผลอันประเสริฐ มีคุณค่าอย่างนี้ ความกตัญญูในครูบาอาจารย์จะมีอย่างเต็มที่

พระเดชพระคุณที่มีเมตตาขวนขวายออกเผยแผ่สั่งสอนอบรมลูกศิษย์ ให้พากันเจริญสติปัฏฐาน พยายามสร้างที่อยู่ที่กินที่อาศัยที่นอน เพื่อให้สัปปายะแก่การเจริญสติปัฏฐาน ท่านจึงมีบุญคุณแก่เรามาก ควรแก่การเคารพกราบไหว้บูชา ตอบแทนพระคุณท่าน อันนี้ การตอบแทนพระคุณท่าน พระเดชพระคุณพระอาจารย์ท่านจะเน้นอยู่เสมอว่า อามิสบูชานั้นดีจริงอยู่ แต่ไม่ดียิ่ง ต้องปฏิบัติบูชา คือ ท่านสอนอย่างไรให้พยายามปฏิบัติตาม ต่อไปจะได้เป็นตัวแทนออกป่าวประกาศ ความน่าอัศจรรย์ของพระธรรม ความน่าอัศจรรย์ของมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นตัวตายตัวแทนของท่าน พระเดชพระคุณพระอาจารย์ จิตส่วนลึกแล้ว ท่านต้องการอย่างนี้มาก ต้องการให้มีบุคคลผู้ป่าวประกาศแทนท่าน หลังจากท่านล่วงไป จะได้มีลูกศิษย์ลูกหา ที่รู้ธรรมเห็นธรรมได้ป่าวประกาศธรรมะต่อ เราเป็นลูกศิษย์ เราจะจำจากท่านมาพูดต่อน่ะ มันไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์หรอก เราต้องปฏิบัติให้รู้เองเห็นเอง ดับทุกข์ได้ด้วยตัวเองด้วย หลังจากที่เราดับทุกข์ได้ด้วยตัวเอง เรานำไปพูดด้วยภาษาของเราเอง ภาษาอะไรก็ได้ จะเป็นภาษาที่เหน่อแสนเหน่อ ภาษาที่มันขัดหูแสนขัดหู แต่ถ้ามันออกมาจากจิตดวงที่ดับทุกข์ได้จริงๆ แล้ว มันน่าฟัง ไม่เหมือนกับที่จำมาพูด

เพราะฉะนั้น เราเป็นลูกศิษย์น่ะ ให้ขวนขวายปฏิบัติตามท่านให้ดับทุกข์ได้ ตามที่ท่านได้ดับทุกข์ได้ตามสมควรแก่ท่าน เราเป็นลูกศิษย์ อย่าให้เสียทีที่มีอาจารย์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่พ้นโลกองค์หนึ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องมาขวนขวายเพื่อความพ้นโลก เป็นไปเพื่อความสุขอันไพบูลย์ ความสุขอันเที่ยงแท้ ความพ้นทุกข์ที่ไม่กลับคืน อันนี้ เป็นคุณค่าผลแห่งการปฏิบัติธรรม ธรรมะน่ะจะมีคุณค่าก็ตรงที่ว่า ช่วยให้บุคคลผู้มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศกเศร้า พิรี้พิไรรำพัน ทุกข์กายทุกข์ใจ คับแค้นใจ พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศกเศร้า พิรี้พิไรรำพัน ทุกข์กายทุกข์ใจ คับแค้นใจได้ เป็นคุณค่าอย่างยิ่ง จะทำให้เรามีอจลศรัทธา ศรัทธาอันไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นต้นกำเนิดแห่งพระศาสนา และพระธรรมที่พระองค์ได้บัญญัติไว้ พระอริยสงฆ์สาวกผู้ดำเนินรอยแบบตามกันมา จนถึงพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ จิตเราจะไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน มีศรัทธาอันมั่นคง ไม่มีใครมาเป่าหูให้เราเปลี่ยนแปลงศรัทธาได้ เป็นศรัทธาที่ถวายชีวิต อันนี้ควรค่าแก่คำว่าพุทธบุตร บุตรของท่านผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็อยู่ในฐานะพุทธบุตร ฉะนั้น เราต้องทำตัวของเราให้รู้ ตื่น เบิกบานตามท่าน พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่หลงในกองสังขาร หยั่งรู้ความจริง และดับทุกข์ได้

เพราะฉะนั้น เราอย่าทอดธุระ ให้มีศรัทธา ให้มีความเพียร ความเพียรในการเจริญกุศลกรรม ละอกุศลกรรม ให้มีสติ ฝึกฝนสติ ให้มีสมาธิ ฝึกฝนสมาธิความตั้งใจมั่นขึ้นมา ให้เจริญให้เกิดปัญญา ความรู้แจ้งในกองสังขาร อันนี้จะเป็นกำลัง กำลังของพระศาสนา มี ๕ ศรัทธาพละ กำลังคือศรัทธา วิริยพละ กำลังคือความเพียร สติพละ กำลังคือสติ สมาธิพละ กำลังคือสมาธิ และก็ ปัญญาพละ กำลังคือปัญญา กำลังเหล่านี้จะช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้

ในโอกาสที่ได้มีโอกาสมาแสดงธรรมแทนพระเดชพระคุณพระอาจารย์ ก็พยายามตั้งจิตเป็นกุศลแสดงธรรมด้วยความเมตตา เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง แต่จะเทศน์ดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่เหตุปัจจัย แต่จิตใจก็ตั้งไว้ด้วยความเมตตา ที่จะให้เกิดเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง สิ่งใดเป็นประโยชน์ก็ขอบูชาแทบเท้าพระเดชพระคุณพระอาจารย์ที่ปลุกปั้นจากคนที่ไม่ได้เรื่องได้ราว ให้พอมาทำงานรับใช้พระศาสนาได้บ้าง

ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองรักษาท่านผู้ปฏิบัติธรรม ให้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ

พระชุมพล พลปฺโ
๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒

ธรรมเทศนา เรื่อง "การพิจารณากายในกาย"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๒๓ ม.ค. ๒๕๔๓

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ขอกราบแทบเท้ามายังพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ ขอนมัสการพระเถรานุเถระผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาล เจริญพร สามเณรญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา ทุกท่าน

เป็นธรรมดา ในสำนักนี้เป็นสำนักวิปัสสนา ฉะนั้นก็มีการมาปรารภธรรม ให้รู้แจ้ง เห็นแจ้ง รู้ยิ่ง เห็นยิ่ง ในวิปัสสนายิ่งๆ ขึ้นไป คำว่าวิปัสสนาหมายความว่า รู้แจ้ง รู้ยิ่ง เห็นยิ่ง รู้ในสิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย เข้าใจไปถึงธรรมชาติของมัน ว่าธรรมชาติมันเป็นอย่างไร อย่าให้ความโง่ ความหลง มาปกปิดเอาไว้ เข้าใจไปถึงความจริง มองให้ลึกอย่ามองแค่ผิวเผิน มองให้ลึกต้องมองด้วยสติและปัญญา มีบารมีเป็นเครื่องหนุน ถ้าไม่เอาบารมีเป็นเครื่องหนุน ก็เอาอาสวะเป็นเครื่องหนุน ตรงกันข้าม บารมีเป็นเครื่องทำให้เต็ม เมื่อบารมีเต็มย่อมเห็นแจ้งในวิปัสสนา อาสวะนี่มันแปลว่าความหมักหมม นอนเนื่องอยู่ในสันดาน ความชั่วร้ายต่างๆ ที่เคยสั่งสมมาทุกภพทุกชาติ เมื่ออาสวะเป็นเครื่องหนุน ก็มองโลกด้วยโมหะ ด้วยอวิชชา เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส ตัณหา อุปาทานทั้งปวง

เพราะฉะนั้น ที่เรามาปฏิบัติวิปัสสนานี่ ก็ต้องถือว่ามีบารมีหนุน คือทานบารมี บารมีคือทาน ศีลบารมี บารมีคือศีล เนกขัมมบารมี บารมีคือการออกบวช ปัญญาบารมี บารมีคือความเห็นแจ้ง รู้แจ้ง วิริยะบารมี บารมีคือความเพียร ขันติบารมี บารมีคือความอดทน สัจจบารมี บารมีคือความจริง อธิษฐานบารมี บารมีคือความไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปลง เมตตาบารมี บารมีคือความมีจิตไม่ผูกโกรธ ปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ อุเบกขาบารมี บารมีคือวางเฉยต่อสังขารทั้งปวง เมื่อบารมีทั้ง ๑๐ หนุนมา ก็ช่วยให้เราได้มาเจริญวิปัสสนา มาเจริญวิปัสสนา ก็เพื่อจะมองโลกด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง ก็ต้องมองโลกด้วยสติและปัญญา เพราะฉะนั้นจึงควรที่มาเจริญสติปัฏฐาน การตั้งสติไว้ตามฐาน อันจะเป็นบ่อเกิดเพิ่มพูน ไพบูลย์แห่งสติและปัญญา อันจะเป็นกำลังที่จะฆ่ากิเลส ให้เกิดความรู้แจ้งในกองสังขารทั้งปวง

เพราะฉะนั้น สมรภูมิที่รบ ที่เราจะสู้กับกิเลส ก็ไม่ใช่ว่าจะไปที่ไหน ถ้าจะเปรียบเป็นโค กระบือ ก็ให้หันมากินหญ้าปากคอกเสีย คนเราตั้งแต่เกิดมานี่ มัวแต่ไปชำนาญเรื่องอื่น เป็นผู้ฝึกตัวเองให้ฉลาดในทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องตัวเอง เมื่อเราไม่รู้เรื่องตัวเองจึงจัดการมันผิดพลาด วิปัสสนาจึงมารู้เรื่องตัวเอง ฉะนั้นต้องถือว่าวิปัสสนานี่ทำง่ายมาก ที่ทำง่ายเพราะอะไร เพราะมารู้เรื่องตัวเอง คือมาดูบ้านเราว่ามีของอะไรบ้าง ไม่ต้องไปดูบ้านคนอื่น เราจะไปดูบ้านคนอื่นนี่ต้องถือว่าเป็นงานยาก เพราะเราต้องไปงัดบ้านเขา ต้องไปเปิดประตูบ้านเขา เจ้าของเขาจะอนุญาตหรือเปล่าก็ไม่รู้ อันนี้วิปัสสนาคือดูบ้านตัวเอง ให้รู้แจ้งเห็นจริงในบ้านของเรา

คนเราก็มีกายและจิต พูดย่อๆ ก็คือมีกายและจิต ซึ่งก็คือขันธ์ ๕ กายและจิตที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน เป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งความโศกเศร้าพิรี้พิไรรำพัน ความคับแค้นใจ ความทุกข์ทนหม่นไหม้ทั้งปวง เกิดจากความยึดมั่นอุปาทานในกายและจิต คือมีความยึดมั่นอุปาทานในขันธ์ ๕ ก็คือกายและจิตของเรานี่แหละ ฉะนั้น ผู้จะบำเพ็ญวิปัสสนานี่ อันดับแรกให้เลิกสนใจเรื่องคนอื่น คนอื่นเขาจะเป็นยังไงก็ช่างเขาเถอะ กิเลสเขาจะมากจะน้อย เขาจะดี เขาจะชั่วนี่ก็ให้ปล่อยเขา ให้หันมาสนใจตัวเรา คือเราจะกวาดบ้านของเราแล้วนี่ จะต้องเลิกสนใจบ้านคนอื่นก่อน อย่าไปเพ่งโทษคนอื่น ให้หันกลับมาเพ่งโทษตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมเลย ต่อให้ปฏิบัติกี่ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีนี่ ถ้าเราไม่เลิกเพ่งโทษผู้อื่น เราจะไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติวิปัสสนาเลย ถ้าหากว่าเรามุ่งมั่น เจาะจงที่จะไปกวาดบ้านคนอื่นแล้ว บ้านของเราไม่มีทางที่จะสะอาดขึ้นมาได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

ถ้าเราอยากจะฝึกตน ขั้นแรกจะต้องเลิกสนใจเรื่องคนอื่น เขาจะดีเขาจะเลว ให้เลิกสนใจ มาเพ่งโทษตัวเอง พึงเตือนตนด้วยตนเอง พึงเพ่งโทษตน เพื่อจะแก้ไขตน มาหยั่งรู้หยั่งดูที่ตัวเรา ตัวเราก็คือที่กายและจิต ตัวเราจะเป็นสมรภูมิที่เราจะสู้กับกิเลส เราจะต้องมาเจริญสติ มาเจริญปัญญา เพื่อถอนความยึดมั่นถอนอุปาทานที่กายและจิต เบื้องต้นก็คือกาย พูดตามหลักปริยัติก็คือ สมรภูมิด่านแรกที่จะเป็นที่ตั้งแห่งสติและปัญญาที่จะสู้รบกับกิเลส ด่านแรกก็คือฐานกายในกาย พึงมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พิจารณาเห็นกายในกาย อันเป็นภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ทั้งภายในและภายนอกบ้าง พึงเห็นกายในกาย เพื่อจะได้เห็นความเป็นธรรมดาของกาย คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง ความเสื่อมไปในกายบ้าง ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในกายบ้าง เพื่ออะไรล่ะ เพื่อจะปล่อยวางร่างกายนี้ เพื่อจะให้จิตวิญญาณสติปัญญาพัฒนาแก่กล้าขึ้น เพื่อจะได้เกิดญาณปัญญาที่จะวางอุเบกขาต่อกายได้ จนถึงขนาดที่ว่า หรือสติว่ากายมีอยู่ เข้าไปตั้งเฉพาะหน้าแก่เธอนั้น แต่เพียงสักว่าอาศัยรู้อาศัยระลึก แต่เธอย่อมไม่ติด ย่อมไม่ยึดถืออะไรๆ ในโลกด้วย คำว่าโลกก็คือที่กายและจิตเรานี่แหละ โลกคือขันธ์ ๕ เราปฏิบัติที่โลก ก็คือปฏิบัติที่ขันธ์ ๕ นี่แหละ ที่ตัวเรานี่ เพื่อจะปล่อยวาง

อันนี้ด่านแรกก็คือ เพื่อมาปล่อยวางกาย เพราะกายมันเป็นของหยาบ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นอุปาทานอย่างร้ายแรง คนที่จะฆ่ากัน จะฟันกัน จะแทงกัน จะทำความชั่วอย่างใหญ่ ก็เหตุจากความยึดมั่นถือมั่นในกายทั้งนั้น ยึดมั่นว่ากูมีกายหนึ่ง กายนี้เป็นชายหรือเป็นหญิง มีชื่อนี้ กูชื่อนี้ ร่างกายนี้กูต้องหวง ใครจะมากระทบกระทั่งไม่ได้ ด้วยความยึดมั่นถือมั่น และต้องการที่จะบำรุงบำเรอกายนี้ ผ่านทางอายตนะทั้ง ๖ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่จะบำรุงบำเรอ เพราะเป็นตัวกูของกู การมีความยึดมั่นอุปาทานอย่างแรงเพื่อจะบำรุงบำเรอร่างกายนี้ ก็เป็นปัจจัยแห่งโลภะ ถ้ามีใครมาขวางไม่ให้เราได้บำรุงบำเรอกายนี้ ก็จะเกิดโทสะ รวมแล้วก็เกิดมาจากความยึดมั่นอุปาทานคือความหลง ไม่รู้จริง สติไม่พอ ปัญญาไม่พอ ไม่รู้แจ้งเห็นจริง ว่ากายนี้เป็นสิ่งที่ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เป็นสิ่งที่บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ตำหนิติเตียน

กายนี้เป็นที่ตั้งแห่งสติและปัญญาเบื้องต้น เป็นสมรภูมิเบื้องต้นเบื้องแรกที่เราจะรบกับกิเลส ฉะนั้น เมื่อเริ่มต้น ใน ๓ บรรพแรก ท่านจะให้ฝึกสติ อานาปานบรรพ การตั้งสติที่ลมหายใจเข้าออกก็ดี อิริยาบถบรรพ ตั้งสติที่อิริยาบถก็ดี สัมปชัญญบรรพ ตั้งสติในอิริยาบถย่อยก็ดี ต้องฝึกสติ พึงมีความเพียร มีความรู้ตัวทั่วพร้อมที่จะเจริญสติให้ไพบูลย์ ทำให้มากให้เกิดมี เพื่อความเจริญยิ่งแห่งสติ เพื่อให้สติเจริญขึ้นเพื่อจะเป็นกำลังที่จะนำจิตวิญญาณออกจากอุปาทานในกองสังขารอันนี้ เมื่อมีสติมากำหนด ก็จะหยั่งรู้ความจริง ตัวที่จะชักนำปัญญาเข้าไปชำแหละก็คือสติ เข้าไปชำแหละกองสังขารให้รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกล ก็คือกายของเรานี่เองแหละ ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหนเลย แต่เราไม่เคยรู้แจ้งเห็นจริงมันเลย เพราะเราไม่เคยมากำหนดหยั่งรู้มัน คือรู้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องตัวเอง อันนี้เป็นธรรมดาของมนุษย์ทั่วไป

สติปัฏฐานก็คือมาตั้งสติในฐาน อันจะเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาญาณ คือมาตั้งที่กาย กายในกาย การเห็นกายในกายก็คือ เรามาเจาะลึกหยั่งรู้ หยั่งดูด้วยสติ ก็จะเห็นความลึกลับซับซ้อนที่ถูกปิดไว้ด้วยโมหะอวิชชา ก็เรียกเห็นกายในกาย ซึ่งต้องเห็นด้วยสติ ความคมของสติต้องฝึก จะได้เห็นทุกอย่างเป็นปัจจุบันขณะ เพราะเราจะละกิเลส ละตัณหา ละอุปาทานนี่ มันต้องละด้วยปัจจุบันขณะขณะหนึ่ง ต้องถึงพร้อมด้วยสติ การปล่อยวางที่ไม่ถึงพร้อมด้วยสตินี่ ไม่ใช่การปล่อยวาง เพราะว่ามันยังกำเริบได้ การปล่อยวางต้องถึงพร้อมด้วยสติ ไม่ใช่ว่าเราจะนึกจะคิดให้มันปล่อยวาง ไม่ได้ มันต้องขณะหนึ่ง ๆ ที่เราเจริญสติ และมีปัญญาชำแรกไปในสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นอยู่ คือในกายนี้

บรรพต่อไป ท่านก็พยายามจะชักจูงให้เราเกิดปัญญา เพื่อชำแรกให้เห็นความไร้สาระในร่างกายนี้ ให้เห็นว่าร่างกายนี้เป็นของไร้ค่า ไร้สาระทั้งนั้น ไม่มีอะไร ดังภาษิตท่านว่า ฆนสัญญาบังอนัตตา คือความสัญญาหมายเป็นกลุ่มเป็นก้อน ฆนสัญญาคือความกำหนดหมายเป็นกลุ่มเป็นก้อน ย่อมบังจิตไม่ให้เห็นอนัตตา ไม่ให้เห็นความไม่มีตัวตน ความไม่มีแก่นสาร ความเป็นของว่าง ความเป็นของเปล่า ความเป็นของสูญ เมื่อจะเจริญปัญญาขั้นแรก ท่านจะแนะนำให้แยกเป็นอาการ ๓๒ คือแยกร่างกายออกเป็นอาการ เพ่งพิจารณาด้วยญาณปัญญา ผมกองหนึ่ง ขนกองหนึ่ง เล็บกองหนึ่ง ฟันกองหนึ่ง หนังกองหนึ่ง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ เยี่ยว

พอมองอย่างนี้ ความเห็นว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย จะลดลงไป ให้แยกออกมา แยกออกมาเป็นอาการ ๆ แล้วก็รวมเข้าไปใหม่ รวมเข้าไปมันก็เหมือนกับเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย พอแยกออกมาแต่ละอาการ หาคน หาสัตว์ หาหญิง หาชาย ไม่มี ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นตัวเรา ตรงไหนเป็นตัวเขา ตรงไหนเป็นของเรา ตรงไหนเป็นของเขา ไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นคน ตรงไหนเป็นสัตว์ ตรงไหนเป็นหญิง ตรงไหนเป็นชาย เมื่อเราแยกออกมาแล้ว เกิดปัญญาญาณ มันจะสว่างโพลงขึ้นมาว่ามันไม่มี แล้วมองด้วยตาเนื้อ ไม่มีปัญญาประกอบ มันก็เข้าใจว่านี่เป็นหญิงเป็นชาย นอกจากจะเห็นเป็นหญิงเป็นชายแล้ว ยังให้คุณค่าความหมายว่าอันนี้สวย อันนี้ขี้เหร่ ถ้าสวยถูกใจ ก็เป็นที่ตั้งแห่งความต้องการ เกิดราคะ เกิดตัณหา ต้องการอยากจะได้เข้ามาเพื่อเสพ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นของขี้เหร่ คือดูว่าเป็นของขี้เหร่ ก็อยากจะหนีให้ไกล อยากจะหนีให้พ้น อยากจะถีบส่ง นี่ก็เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ

ถ้าแยกออกมาด้วยปัญญาแล้ว จะเห็นความไร้แก่นสาร ไร้สาระ ไม่ควรเลยที่จิตของผู้มีปัญญาจะเกิดราคะและโทสะเพราะสิ่งนี้ขึ้นมา ขณะที่เกิดราคะและโทสะขึ้นมา มันฟ้องเราขึ้นมาว่า ขณะนั้นเราไม่มีปัญญา เราโง่ ความโง่ชักจูง ความโง่ชักนำ มองด้วยตาเนื้อ ไม่ได้มองด้วยตาปัญญา ตาปัญญาที่พระอริยะทั้งหลายท่านมอง ท่านมองอย่างชำแรกไป เปิดฆนสัญญา สัญญาที่เป็นกลุ่มก้อน เปิดออกด้วยปัญญา เพราะว่าของเหล่านี้ ถ้าแยกเป็นอาการแล้ว หาความสวยไม่ได้ ในแต่ละอาการ อันนี้มันมารวมกัน มารวมกันแล้วก็ต้องตั้งในที่ที่ถูกด้วย ต่อให้ดูลักษณะว่ามันสวยทุกอย่างแต่ถ้ามันตั้งผิดที่ ก็ไม่สวยเสียแล้ว ถ้าเอาปากไปตั้งที่หน้าผากก็ไม่สวยเสียแล้ว

ฉะนั้น มายาที่มันปิดบังนี่ มันเป็นของเปราะบางมาก มายาภาพที่บังจิตเรานี่ เป็นของเปราะบางมาก แต่ด้วยความอ่อนแอทุพพลภาพของจิตที่ไร้สติ ไร้ปัญญา ไม่สามารถเพิกมายาที่เปราะบางนั้นออกมาได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว เมื่อเราแยกออกเป็นอาการ ๓๒ แล้ว สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความรักและความเกลียดได้เลย แต่ด้วยจิตที่ไร้สติไร้ปัญญา เสพอยู่ด้วยอาสวะนอนเนื่องในสันดาน จึงมองไม่เห็น จึงมองเห็นเป็นสวยบ้าง น่าเกลียดบ้าง มันเป็นมายาทั้งนั้น มันเป็นความโง่ความหลงครอบงำ ไม่ตั้งอยู่บนความจริง โดนหลอก ในความจริงแล้ว หาหญิง หาชาย หาคน หาสัตว์ไม่ได้ ร่างกายนี้เป็นมายาที่ไร้สาระ ผู้มีปัญญาจะไม่หลงยึด หลงหวง หลงแหนอยู่เลย บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด ย่อมคิดจะหลุดพ้นจากสิ่งนี้ไปอย่างไม่อาลัย เป็นอนาลโย คือไม่อาลัย ไม่เสียดาย ถ้าจะทิ้งก็เหมือนกับบ้วนเสลดจากปาก ถ่มลงไป ไม่เสียดายที่จะเก็บมากลืนใหม่ ดวงจิตที่มีปัญญาของพระอริยะทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัดในร่างกาย ดังเช่นที่ว่ามานี้

ถ้าเราแยกแยะเป็นอาการ ๓๒ นี่ แล้วปัญญายังไม่ลุกโพลงเต็มที่ ท่านก็แนะนำต่อไป ให้แยกแยะเป็นธาตุ เป็นธาตุ ๔ ร่างกายนี้ ความจริงแล้วเราไม่ได้เอามา มันเป็นธาตุของโลก จิตวิญญาณประกอบด้วยกรรม มาอาศัยชั่วคราว เมื่อเรามาเกิด เราไม่ได้เอาร่างกายนี้มาด้วย พอแม่เราท้อง เขาก็กินอาหารมากขึ้นกว่าปกติ มันก็ไปพอกๆ อยู่ในท้องเขา ก็เกิดเป็นทารก ร่างกายของทารกขึ้นมา เมื่อจิตวิญญาณมาอาศัยร่างกายของทารกในครรภ์ อันสร้างขึ้นมาจากข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ ที่มารดากินเข้าไป มาพอกเป็นร่างกายทารก สิ่งเหล่านี้เป็นธาตุของโลกทั้งนั้น ไม่ใช่ของใคร เป็นข้าวบ้าง หมูบ้าง ปลาบ้าง กล้วยบ้าง ผักบ้าง เข้าไปพอกเป็นกายทารก จิตวิญญาณที่มีกรรมส่งมาก็มาอาศัยในกายทารกนั้น เมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดา เขาก็เอาข้าว เอากล้วย เอานมยัดปากเรา ร่างกายทารกนั้นก็เติบใหญ่ โตขึ้น ๆ ความจริงไม่ได้เอามาจากไหน เป็นธาตุของโลกทั้งนั้น อาศัยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมของโลก เป็นเครื่องประกอบ มาตั้งเป็นตัวเป็นตน โดยสมมุติว่าเป็นคน เป็นสัตว์ สมมุติว่าเป็นหญิง เป็นชาย ความจริงมันเป็นธาตุของโลกทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา ของเรา เป็นตัว เป็นตน เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย แม้แต่นิดเดียวเลย

อาหารในวงสำรับกับข้าว ที่มาพอกเป็นตัวเราของเรา สำคัญมั่นหมายว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย เหมือนกับวงกับข้าวอย่างในวัดเรานี่ พระฉันก่อน แล้วแม่ชีค่อยรับประทาน อาหารวงเดียวกัน เมื่อตักใส่ปากพระ จะเข้าไปพอกเป็นกายผู้ชาย แต่ถ้าตักใส่ปากชี ก็จะไปพอกเป็นกายผู้หญิง ทำไมอาหารวงเดียวกัน จึงเปลี่ยนไปเป็นได้ทั้งผู้ชาย ทั้งผู้หญิง นั่นก็คือว่า ความเป็นชายเป็นหญิงมันเป็นมายา มันไม่มีจริง ความเป็นจริงก็คือ สังขารร่างกายนี้ อาศัยธาตุของโลกมาประกอบกันขึ้น ธาตุใดมีลักษณะแข้นแข็ง คือธาตุดิน ธาตุใดมีลักษณะเอิบอาบ ธาตุนั้นคือธาตุน้ำ ธาตุใดมีลักษณะพัดไหวไปมา ธาตุนั้นคือธาตุลม ธาตุใดมีลักษณะร้อน อบอุ่น ธาตุนั้นคือธาตุไฟ แต่ว่าธาตุทั้ง ๔ นั้น ไม่ใช่ของใคร เป็นของโลก ไม่ใช่ของใครทั้งนั้น เป็นของโลก จิตวิญญาณที่มีกรรมได้มาตั้งอาศัยชั่วคราว กรรมก็ปรุงแต่งให้ธาตุนั้น ประกอบเป็นรูปร่างที่สมมุติว่าชายบ้าง สมมุติว่าหญิงบ้าง สมมุติว่าสวยบ้าง สมมุติว่าขี้เหร่บ้าง สมมุติว่าขาวบ้าง สมมุติว่าดำบ้าง ความจริงไม่มี เป็นมายาทั้งนั้น

ข้าวสำรับเดียวกัน เราลองคิดดูด้วยปัญญา ว่ามันเปลี่ยนไปเป็นผู้ชายบ้าง เปลี่ยนไปเป็นผู้หญิงบ้าง แล้วแต่ว่าจะตักใส่ปากใคร แล้วบุคคลผู้นั้นมีกรรมอันจำแนกออกมาให้เป็นชาย ธาตุของโลกอันนั้น จึงไปประกอบให้เกิดลักษณะของผู้ชายขึ้นมา หรือบุคคลผู้ใดมีกรรมที่มาจำแนกให้เป็นผู้หญิง ข้าวปลาอาหารนั้นก็จะไปพอก ไปเปลี่ยนแปลงรูป ให้เป็นลักษณะตามที่สมมุติว่าเป็นผู้หญิง เมื่อมาจากต้นตอแล้วก็คือ เป็นธาตุ เมื่อมองด้วยตาปัญญาแล้ว ความเป็นหญิง เป็นชาย เป็นคน เป็นสัตว์ หรือสถานที่อันจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นแห่งตัวกูของกู ต้องหวงต้องแหน ไม่มีอยู่จริง เป็นของโลกทั้งนั้น เรายืมมาอาศัยชั่วคราว ไม่ช้าเลย ไม่นานเลย เขาจะเรียกกลับคืนหมด เพราะเราไม่ได้เอามาจริง มันเป็นของโลก ขณะที่อาศัยอยู่ มันก็จะแสดงความเปลี่ยนแปลงให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยง มันย่อมเสื่อม สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนย่อมดับเป็นธรรมดาทั้งสิ้น เพราะความเกิดกับความดับคืออันเดียวกัน ถ้าเรามีความเพลิดเพลินยินดีในความเกิด ก็เตรียมตัวเป็นทุกข์เดือดร้อนเพราะความตายได้ เพราะความดับ คือสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ล้วนแต่ย่อมดับเป็นธรรมดา

ฉะนั้น จิตที่จะไม่เป็นทุกข์ ในเมื่อสังขารอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา จะดับไปเป็นธรรมดา ต้องเป็นจิตที่ไร้อุปาทาน จึงจะไม่เป็นทุกข์ อยู่กับสังขาร อาศัยสังขาร แต่ไม่เป็นทุกข์กับมัน จิตเราต้องไร้อุปาทาน ความยึดมั่นเป็นตัวกูของกูต้องน้อยลง น้อยลงอย่างไร น้อยลงก็ด้วยว่ามีสติและมีปัญญาเห็นแจ้ง รู้แจ้ง เห็นจริง ในความจริง ในสัจจะอันเป็นความจริง ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย เป็นธาตุของโลก มีความเกิดขึ้นเป็นเบื้องต้น มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง และมีความแตกดับ ฉิบหาย ทำลายไปในที่สุด ห้ามไม่อยู่ ห้ามไม่ได้ ขัดขวางไม่อยู่ ขัดขวางไม่ได้ จะไปขัดขวางสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ให้ดับเป็นธรรมดา ไม่ใช่ฐานะที่เป็นไปได้ จิตที่มัวเมาด้วยโมหะและอวิชชา คิดจะไปขัดขวางความจริง ขวางความจริงก็ได้แต่ทุกข์เป็นผลตอบแทน ไม่เกิดประโยชน์อะไร พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ไม่ใช่ว่าท่านจะมาทำให้สังขารที่ไม่เที่ยง ให้กลับกลายเป็นของเที่ยง แต่ว่าท่านจะมาเปิดตัวปัญญาให้แก่พุทธบริษัท ให้รู้แจ้งเห็นจริง แล้วปล่อยวางอุปาทานเสีย อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ด้วยมีสติปัญญาเห็นความจริง ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมายาภาพ ไม่ควรยึดมั่น ไม่ควรถือมั่น ยึดไว้ก็ทุกข์เปล่า แบกไว้ก็หนักเปล่า จับไว้ก็ร้อนเปล่า คืออะไร ก็คือการยึดไว้ด้วยอุปาทาน แบกไว้ด้วยอุปาทาน จับไว้ด้วยอุปาทาน อุปาทานคือการไปขวางกระแสความจริง เรียกว่าอุปาทาน ความยึดมั่นที่ผิดความจริง ว่าความจริง สรรพสิ่งล้วนว่างเปล่า มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง มีความแตกดับฉิบหายทำลายไปในที่สุด

อันนี้แหละ เพื่อมาปล่อยวางโลก ปล่อยวางโลกก็คือปล่อยวางร่างกายสังขารนี่แหละ เป็นที่ตั้งแห่งสติและปัญญา เพราะว่าไอ้ที่เรายึดมั่นหนักๆ ก็คือร่างกายเรานี่แหละ ยึดมั่นหนักๆ เราก็ต้องมาปล่อยวางไอ้นี่แหละ เรามาพิจารณาเป็นธาตุเพื่ออะไร เพื่อจะถอนความรู้สึกที่ว่าเป็นตัวเราของเรา เพราะความจริงมันไม่มี คือดินภายนอกเป็นฉันใด ดินภายในกายเราก็เป็นฉันนั้น เป็นธาตุดินเหมือนกัน ดินภายในกายของเราเป็นฉันใด ดินภายนอกกาย หมายถึงก้อนดินที่เราเดินเตะไปเตะมา เหมือนกัน มีค่าเท่ากัน เป็นธาตุดินของโลกเหมือนกัน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็เช่นเดียวกัน ข้างนอกเป็นฉันใด ข้างในก็เป็นฉันนั้น ข้างในเป็นฉันใด ข้างนอกก็เป็นฉันนั้น มันไม่มีขอบเขตที่ว่าจะเป็นตัวเราของเราตรงไหน เพราะมันเป็นอันเดียวกัน เป็นธาตุของโลกเหมือนกัน

เมื่อเราพิจารณาถอนอุปาทานอย่างนี้แล้วเรายังถอนไม่ออก ท่านก็สอนอีกบรรพหนึ่งคือ นวสีวถิกาบรรพ คือป่าช้า ๙ มองให้เห็นว่า ร่างกายนี้ อีกไม่ช้าไม่นานหนอ มันจะต้องตาย มันจะขึ้นอืด เขียวพอง เป็นเหยื่อแร้งกาจิกกิน เป็นของสาธารณะแก่หมู่หนอนและแร้งกา ถึงจะไม่ตายก็เป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนและเชื้อโรค เหยื่อแมลง เหยื่อยุง เป็นอยู่แล้ว ถ้าตายแล้วยิ่งหนัก ทั้งหมาทั้งแร้งกามารุมจิกกิน ต่อให้ใส่โลงซ่อนเอาไว้ แร้งเข้าไปจิกไม่ได้ หมาเข้าไปทึ้งไม่ได้ เชื้อโรคมันก็กินอยู่ดี ต้องเน่าเปื่อยผุพัง ร่างกายนี้มันเป็นของที่ต้องตาย เรามีความตายเป็นของในพกในห่อมาทุกคน เพราะความตายนี่ธรรมชาติเขาให้มาพร้อมกับความเกิด ถึงวันนั้นต้องมีแน่ เมื่อร่างกายสังขารที่เราหวงแสนหวง มันจะชำรุดทรุดโทรมลงไป จนกลายเป็นเหยื่อของหมู่หนอนและแร้งกาดังเช่นนั้น มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหล เน่าเปื่อยผุพังไปจนเหลือแต่กระดูก มันต้องคืนไปสู่ธาตุของโลก

ความเป็นจริงแล้วก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเราที่ใดทั้งนั้น เอาไปเผาแล้วก็เหลือขี้เถ้ากองเดียว ผู้หญิงก็ไม่มี ผู้ชายก็ไม่มี เอากระดูกผู้หญิงกับกระดูกผู้ชายมาวางคู่กัน ก็ไม่จีบกันแล้ว ไม่มีแล้ว เอากระดูกรัฐมนตรีกับกระดูกกรรมกรมาวางข้างกัน ก็ไม่พินอบพิเทากันแล้ว เอากระดูกนายพลมาวางคู่กับกระดูกนายสิบ ก็ไม่ตะเบ๊ะกันเสียแล้ว หมดแล้ว ละครปิดฉาก ชีวิตนี้ท่านว่าเป็นละครโรงใหญ่เท่านั้นเอง เมื่อฝาโลงปิดหน้าก็ละครปิดฉาก เหมือนลิเกละครมันเลิก อยู่บนโรงลิเก มันฟันกันแทบจะเป็นจะตาย พอลงจากโรงลิเก มันกินข้าววงเดียวกัน บางทีตอนกลางคืน เป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ แต่พอตอนเช้า ไปดำนาไปเกี่ยวข้าวกลางทุ่ง หมดแล้ว มายาภาพสลายไปแล้ว

ชีวิตเราเดี๋ยวนี้ก็เหมือนกัน เรากำลังแสดงละคร มีกรรมเป็นตัวกำหนด ให้แสดงเป็นท่านั้น แสดงเป็นท่านี้ อยู่ในตำแหน่งนั้น อยู่ในตำแหน่งนี้ สวมบทบาทเป็นชายบ้าง เป็นหญิงบ้าง เป็นคนสวยบ้าง เป็นคนขี้เหร่บ้าง เป็นคนชั้นสูงบ้าง เป็นคนชั้นต่ำบ้าง ความจริงเป็นมายาภาพ เมื่อละครเลิก ฝาโลงปิดหน้าก็หมดเรื่อง ไม่เหลือ ต่อให้เป็นนางสาวจักรวาลก็ไร้ค่า ไร้ราคาเสียแล้ว ร่างกายสังขารนี่ มีแต่จะเดินทางไปสู่ความเน่าเปื่อยผุพัง สลายเป็นธาตุดิน คนทั้งหลายลงความเห็นว่าควรเอาไปเผาทิ้ง เป็นของปฏิกูล โสโครก จะมีหนอนขึ้น น่าเกลียด น่าขยะแขยง เป็นของอัปรีย์จัญไร ไม่ใช่ของมงคล ร่างกายคนตายแล้วนี่เป็นของอัปรีย์จัญไร เพราะว่าถ้าหมาตาย เขายังกล้าเอาฝังหน้าบ้าน แต่ถ้าเป็นคนตายนี่ไม่มีใครเอาฝังหน้าบ้าน รังเกียจ เห็นเป็นของอัปรีย์จัญไร ต่อให้เป็นซากศพของนางสาวจักรวาล เขาก็ไม่เอา ไม่ยอมให้ฝังหน้าบ้านเด็ดขาด ปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์นี่มันเป็นของอัปรีย์จัญไรที่สุด คืออัปรีย์จัญไรยิ่งกว่าหมาตาย เป็นของควรสังเวช เป็นของควรตั้งแก่การสลดจิต ไม่ควรเย่อหยิ่งถือดีในกายนี้ ไม่ควรมีตัณหาราคะในกายเรากายผู้อื่นทั้งนั้น เพราะเป็นของอัปรีย์จัญไร เป็นของที่ควรแก่การเอาไปทิ้ง เอาไปเผา เป็นของโสโครก เป็นของไม่มีราคา

สมมุติว่าผู้ชายคนหนึ่งมันไปแต่งเมียมา เสียสินสอดไปหนึ่งแสน พอแต่งไปอยู่กันสักห้าวันสิบวันน่ะ เกิดเมียตาย ไอ้หนุ่มคนนั้น ไม่มีทางที่มันจะเสียดายเงินหนึ่งแสน แล้วยอมเก็บซากศพไว้ในบ้าน เพราะคิดว่าเอ้ เราเสียเงินไปตั้งแสน กว่าจะแต่งเมียคนนี้มาได้ ถึงเมียตายเราก็จะเก็บไว้เพราะเสียดายเงินหนึ่งแสน ไม่มีทาง ร่างกายมนุษย์นี่ เป็นของอัปรีย์จัญไร เป็นของควรแก่การเอาไปทิ้ง เอาไปเผาไฟ เป็นของโสโครก ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น หลงใหล ของผู้มีปัญญา มองด้วยตาปัญญาแล้วมันหลงใหลไม่ขึ้น เพราะความจริงมันเป็นอย่างนี้ มันจะต้องผุพังแตกสลายฉิบหายไป หลังจากความตายเข้ามาหา

ความตายนี้ก็ไม่แน่นอน ดังท่านว่า สัพเพ สัตตา มะรันติ จะ มะริงสุ จะ มะริสสะเร ตะเถวาหัง มะริสสามิ นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย แปลว่าสัตว์ทั้งหลายที่ตายแล้วด้วย กำลังตายอยู่ด้วย จักตายด้วย แม้นตัวเราก็จักตายฉันนั้น เช่นเดียวกัน ความสงสัยเรื่องตาย ไม่มีแก่เรา ก็คือว่า จะสงสัยเรื่องว่าเราจะตายหรือไม่นี่ ไม่ต้องไปสงสัย เพราะความตายเป็นของที่เขาให้มาพร้อมความเกิด เป็นของในพกในห่อ เมื่อความตายมาถึงแล้ว ทรัพย์สมบัติกองท่วมหัวก็ไม่มีประโยชน์แก่ผู้นั้นแล้ว จะเอาไปได้แต่บุญและบาปเท่านั้น เหมือนกับบ้านไฟไหม้ ใครขนของออกได้เท่าไรก็เป็นประโยชน์เท่านั้น ใครมัวเมาเก็บทรัพย์สมบัติในบ้านมากๆ ก็ฉิบหายเป็นเถ้าธุลีไป นี่เป็นอุปมาให้เห็นง่ายๆ

เราเกิดมาในโลก ที่ตั้งต้นด้วยความเกิดและลงท้ายด้วยความตายนั้น ไม่มีอะไรเลยที่จะมีค่าเท่ากับการมาสละ การมาละอุปาทาน การมาพัฒนาจิต เจริญสติปัฏฐานให้มีสติให้มีปัญญา ให้จิตควรแก่การงานที่จะละกิเลส ที่จะสละความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวกูของกู เป็นคนเป็นสัตว์ เป็นหญิงเป็นชาย นอกจากงานนี้แล้ว งานอื่นไม่มีสาระ เพราะเป็นสิ่งที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้ทั้งนั้น ต่อให้เราเกิดมามีความสามารถที่จะสร้างตัวสร้างฐานะจนมีเงินร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน สิ่งเหล่านี้เป็นของที่ตายแล้วเอาไปไม่ได้เลย กลับจะทำร้าย ทำลายจิต ให้ยึดมั่นถือมั่น ด้วยความมัวเมา หลงใหล ในสิ่งอันไม่ใช่เป็นของเรา เป็นธาตุของโลก เป็นสมบัติของโลก จิตที่ไม่มีปัญญา มีแต่โมหะอวิชชา หลงเข้าไปยึด ไปแบก ไปหาบ แบกไว้เท่าไรก็เดือดร้อนมากเท่านั้น

ในสายตาผู้มีปัญญาแล้ว สังขารทั้งหลาย สมบัติทั้งหลายทั้งปวง เป็นประดุจขยะ เพราะมันมีโทษ เห็นความเป็นโทษของมัน เห็นไตรลักษณ์ ลักษณะของมันปิดบังสายตาของผู้มีปัญญาไม่ให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดไม่ได้ เพราะมันมีโทษ มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นของเป็นทุกข์ เป็นของเป็นอนัตตา ไม่เที่ยงเพราะอะไร มันถูกกำหนดไว้ด้วยความเกิดและความดับ มันเป็นสิ่งไหว เป็นสิ่งไม่คงทน เป็นสิ่งไม่ถาวร เป็นสิ่งที่แย้งต่อความเที่ยงอย่างรุนแรงที่สุด ที่ว่าเป็นทุกข์เพราะมันเป็นเหมือนหัวฝี เป็นลูกศร เป็นที่ตั้งแห่งความคร่ำครวญ ความพิรี้พิไรรำพัน เป็นต้นเหตุแห่งความร้องโอดร้องโอยคร่ำครวญสารพัด ทุกข์เดือดร้อนสารพัด ตั้งขึ้นด้วยกายนี้ เป็นอนัตตาเพราะบังคับบัญชาไม่ได้ ฝืนความปรารถนา ว่าไม่ฟัง บอกไม่เชื่อ สั่งไม่เชื่อ ห้ามไม่ได้

ท่านอุปมาว่า เหมือนกับบุคคลผู้หนึ่งไปสุ่มปลา พอจับปลาได้ตัวนึง หยิบขึ้นมาก็นึกว่าโอ้นี่ได้ปลาไหล เราจะได้อาหารแล้ว ทีนี้พอเหลือบมองไปเห็นลักษณะของงูเห่าขึ้นมา ก็ตกใจ ก็นึกว่านี่ไม่ใช่ปลาไหลเสียแล้ว แต่เป็นงูเห่าที่เป็นโทษ บุคคลผู้นั้น ขณะนั้น คิดแต่ว่าทำอย่างไรจะหลีก จะหนี จะพ้นไปจากงูนั้นได้ เพราะเห็นแล้วว่างูนั้นมันเป็นที่ตั้งแห่งมรณภัย จะทำให้ถึงแก่ความตายได้ บุคคลผู้นั้นจึงเกรงกลัว เห็นทุกข์ เห็นโทษ พยายามจะสลัดออก เมื่อจิตของเราเจริญซึ่งสติและปัญญา มีสติพร้อม มีปัญญาพร้อม เห็นไตรลักษณ์ในสังขารทั้งหลาย ย่อมจะมีแต่ความเบื่อหน่าย มีความคลายกำหนัด อยากจะหลุดพ้น คิดจะสละละวาง ไอ้ตัวสละนี่คือตัวพ้นทุกข์ คือสละทางใจ ถอนความยึดมั่นอุปาทานเสีย นิโรธ ความดับทุกข์ ในบาลี ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรท่านว่า ทุกขะ นิโรโธ อะริยะสัจจัง อริยสัจคือนิโรธคืออะไร จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย คือความสละ จาโคแปลว่าความสละ ปฏินิสสัคโค ความสลัดคืน มุตติ หลุดพ้น อนาลโย ไม่อาลัย

เมื่อเรามีญาณปัญญา เห็นทุกข์เห็นโทษในกองสังขาร ให้สละเสีย สละความยึดมั่นเป็นตัวกูของกู สละที่ว่าจิตเราจะไปแบกไปหาบมัน สลัดคืน ปฏินิสสัคโคแปลว่าสลัดคืน คือคืนให้ธรรมชาติเสีย มันมาจากธาตุดิน เราก็ปล่อยวางคืนไปให้ธาตุดินเสีย มาจากธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็คืนให้ธรรมชาติของโลกเสีย เราจะมายึดมั่นถือมั่นมาเป็นตัวกูของกูก็ไม่เอาแล้ว คืนให้โลกเสีย เมื่อคืนให้โลกแล้ว เราก็จะถึงมุตติ หลุดพ้น หลุดพ้นจากความโลภ จากความโกรธ จากความหลง เมื่อจิตถึงพร้อมด้วยความสละ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด คิดจะสลัดคืน ถอนอุปาทาน จิตดวงนั้นแหละ จึงจะเป็นดวงที่พ้นจากราคะ พ้นจากโทสะ พ้นจากโมหะ แล้วก็อนาลโย อนาลโยแปลว่าไม่อาลัย ไม่ห่วง ไม่หวง ไม่แหน เพราะเห็นโทษเสียแล้ว เห็นความไม่เที่ยงเสียแล้ว เห็นความเป็นทุกข์ เห็นความเป็นอนัตตา

ฐานกายในกายนี้เป็นด่านแรก เป็นสมรภูมิด่านแรกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำให้พระโยคาวจร ผู้ปรารถนาจะหลุดพ้นจากทุกข์ มาสู้กับกิเลสในฐานกายในกายนี้ มาเจริญสติ มาเจริญปัญญา จากการเพ่งพินิจ จากการเจริญสติตั้งมั่นไว้ในปัจจุบันอารมณ์ที่ฐานกายในกาย ญาณปัญญาจะหยั่งลึกลงไปทุกที สิ่งที่เราเคยเห็นด้วยโมหะอวิชชา เห็นด้วยความไม่รู้ เห็นด้วยความหลง มันจะโดนสติและปัญญาเปิดออก เห็นความจริงขึ้นเรื่อยๆ อันนี้มายามันเป็นที่ตั้งแห่งราคะและโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้าย แต่สติและปัญญาจะสามารถเพิกถอนมายาได้ ช่วยให้จิตของพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติธรรม พ้นจากกิเลส อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ได้ นี่คือคุณประโยชน์ของการเจริญสติปัฏฐาน

ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ สาธุ

พระชุมพล พลปฺโ
๒๓ มกราคม ๒๕๔๓

ธรรมเทศนา เรื่อง "เวทนาในเวทนาและจิตในจิต"

โดย พระชุมพล พลปฺโ
๑ มี.ค. ๒๕๔๓

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขอนมัสการพระธรรม ขอนอบน้อมพระอริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ขอกราบแทบเท้ามายังพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ ขอนมัสการพระเถรานุเถระ เจริญพร สามเณรญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา ทุกท่าน

วันนี้ก็เป็นโอกาสที่ได้มาปรารภธรรม คำว่าธรรมแปลว่าสิ่งที่ทรงไว้ ทรงไว้ซึ่งจิตไม่ให้ต้องตกไปสู่ความทุกข์ ความทุกข์คืออะไรล่ะ ความทุกข์ก็คือ ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ที่เรายังเป็นทุกข์อยู่ก็เป็นเพราะว่า ยังมีอุปาทาน ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเรา รวบยอดเลยก็คือความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเรา การปฏิบัติสติปัฏฐานก็เพื่อที่จะไปหยั่งรู้เข้าใจความจริง เจริญสติปัญญาให้แก่กล้าเพื่อจะปล่อยวางอุปาทานในขันธ์ ๕ ท่านก็แบ่งเป็นฐาน ๔ ฐาน ฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิต ฐานธรรมในธรรม

ฐานกายในกายก็เป็นด่านแรก ที่ผู้ปฏิบัติต้องมาฝึกสติเพื่อจะปล่อยวางอุปาทานในกาย ที่ถือว่าเป็นของหยาบ บุคคลผู้มีจิตหยาบ ยังมีความยึดมั่นถือมั่นสูงในกาย ไม่เห็นความจริง ถึงความสกปรก ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาของกาย เมื่อคราวก่อนก็ได้ปรารภธรรม ได้พูดถึงวิธีการที่จะถอนอุปาทานในกาย โดยการเจริญสติ แยกแยะด้วยปัญญาให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่มีแก่นสาร ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น อันนี้จะเป็นช่องทาง ทางออกของจิต ที่จะพ้นทุกข์ ด่านแรกก็คือปล่อยวางอุปาทานในกาย ปล่อยวางอุปาทานในรูปขันธ์ เมื่อบุคคลมีญาณปัญญาหยั่งรู้ แจ่มแจ้ง เห็นความจริงในฐานกายในกาย อุปาทานที่ยึดมั่นในรูปขันธ์ย่อมน้อยลง นั่นจะเป็นเหตุปัจจัยให้สติและญาณปัญญาละเอียดขึ้น นั่นจะเห็นนามธรรมได้ บุคคลที่จิตหยาบด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานอย่างรุนแรง จะเป็นผู้มากด้วยนิวรณ์ นิวรณ์มันกลุ้มรุมจิตสูง กามฉันทะ พยาบาท วิจิกิจฉา ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ การจะหยั่งรู้นามธรรมซึ่งเป็นของละเอียดน่ะยาก เมื่อเราเจริญสติพิจารณากายในกายไป มีฐานที่ตั้งแห่งสติที่ฐานกายในกาย ญาณปัญญาก็ชำแรกลึกแยกแยะลงไปที่ฐานกายในกาย เมื่อผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติได้ถูกต้อง ถูกวิธี การปล่อยวางจะต้องสูงขึ้น ถ้ายิ่งปฏิบัติแล้วยิ่งยึดมั่นถือมั่น แสดงว่าปฏิบัติผิดทางแล้ว คือ สติและปัญญาที่เราฝึกฝน จะต้องเป็นปัจจัยแก่จิตดวงที่จะสละและละอุปาทาน

เมื่อเราเจริญสติในฐานกายในกาย สิ่งที่ควรจะได้กลับมาก็คือ เป็นผู้มีสติและปัญญาสมบูรณ์ ที่จะหยั่งรู้ความจริงที่กาย เห็นความไร้สาระแก่นสาร เห็นกายสักแต่ว่าเป็นธาตุ ไม่มีตัวตนบุคคล ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวเขา ไม่มีคนสัตว์หญิงชาย ในกายนี้ สักแต่ว่าเป็นธาตุของโลก เมื่อบุคคลปฏิบัติเห็นดังนี้ นิวรณธรรมทั้ง ๕ ดังที่กล่าวข้างต้น จะเบาบางลงไปโดยอัตโนมัติ เมื่อกิเลสเบาบางลง จากความเห็นแจ้งในญาณปัญญา ก็เหมือนกับว่าเมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดย่อมหายไป แสงสว่างแห่งสติปัญญาเป็นแสงที่พิเศษ เป็นแสงแห่งอริยมรรค ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานให้แก่บุคคลสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่มีความทุกข์ต่อความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ มืดมนอนธกาลด้วยอวิชชาโมหะ ไม่รู้ความจริง เมื่อนิวรณธรรมเบาบางลง จากความเชี่ยวชาญช่ำชองที่เจริญสติในฐานกายในกาย จิตจะน้อมไปที่จะเห็นแจ้งในนามธรรมในตัวเรา คือพร้อมที่จะเห็นเวทนาในเวทนา เหมือนกับว่าเมื่อเราปล่อยวางของหยาบแล้วก็เริ่มที่จะเห็นของละเอียด เปิดแหนก็เห็นน้ำ อย่างว่า เมื่อเราปล่อยวางอุปาทานในกายได้ มันจะเริ่มเห็นของละเอียดขึ้นมา เพราะจิตมันถึงพร้อม นิวรณธรรมที่จะกลุ้มรุมจิตมันน้อยลง สมาธิก็จะเข้าที่ง่าย สมาธิเป็นอัตโนมัติ

บุคคลผู้เริ่มปล่อยวางอุปาทานในกาย มีความเห็นแจ้งเห็นชัดรู้ความจริงในกาย จิตจะเป็นสมาธิมากกว่าเป็นนิวรณ์ จะให้จิตอยู่กับนิวรณ์นี่ยากกว่าอยู่กับสมาธิ เหมือนกับบุคคลที่ถูกขัดสีฉวีวรรณร่างกายให้สะอาด ประพรมร่างกายด้วยของหอมแล้วนั้น จะให้ไปนั่งเล่นนอนเล่นในเล้าหมูนี่ มันยาก แต่ว่า สุกรทั้งหลายก็ยังยินดีในของโสโครกอยู่ เมื่อจิตของผู้ปฏิบัติเจริญสติแก่กล้าเข้า จะมีญาณปัญญาถอนอุปาทานที่กาย กายยาววาหนาคืบกว้างกำมา เริ่มจะเห็นความไร้สาระแก่นสาร ความไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ควรปล่อยวาง ควรละ ควรสละ จิตจะเป็นจิตที่พัฒนาดีขึ้นมา คือจะมีสมาธิมากกว่ามีนิวรณ์

สมาธิขั้นหยาบก็ย่อมเกื้อกูลแก่ปัญญาขั้นหยาบฉันใด สมาธิขั้นละเอียดก็ย่อมเกื้อกูลแก่ปัญญาขั้นละเอียดฉันนั้น ในทำนองเดียวกันปัญญาขั้นหยาบก็ย่อมเกื้อกูลแก่สมาธิขั้นหยาบฉันใด ปัญญาขั้นละเอียดก็ย่อมเกื้อกูลแก่สมาธิขั้นละเอียดให้เกิดขึ้น สมาธิและปัญญาย่อมชำระซึ่งกันและกัน ประดุจว่าเวลาเราล้างเท้า เท้าทั้งสองข้างย่อมชำระซึ่งกันและกันฉันใด สมาธิและปัญญาก็ย่อมชำระซึ่งกันและกัน เมื่อบุคคลมีญาณปัญญาแก่กล้าปล่อยวางอุปาทานในกายได้ เป็นตามขั้นตอนไปจากการฟั่นเฝืออบรมบ่มอินทรีย์ในมหาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นอาวุธอันวิเศษที่พระบรมศาสดาจารย์ ทรงประทานไว้ให้แก่กุลบุตรรุ่นหลัง ไปใช้ฟาดฟันกิเลส เมื่อบุคคลใดผู้เจริญสติปัฏฐาน ตราบใดที่ยังมีบุคคลทั้งหลาย ฝักใฝ่ในการเจริญสติปัฏฐาน พระอรหันต์จะไม่ว่างจากโลก อันนี้เป็นคำยืนยันของพระบรมศาสดา

เมื่อปฏิบัติไปได้ อุปาทานก็จะน้อยลง สติก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาญาณก็ดี พร้อมที่จะเห็นของละเอียดขึ้นไป ของละเอียดที่ต่อมาให้เห็นก็คือ เวทนาในเวทนา เพราะว่าเวทนาในเวทนามันเชื่อมต่อกับตัณหา ตัณหาเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ เวทนากับตัณหานี่มันเชื่อมกัน ใกล้กันมาก เวทนาแปลว่าตัวเสวยอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ ก็ย่อมเกิดเวทนา ตัวเสวยอารมณ์ ถ้าอารมณ์เป็นที่ชอบใจก็จะเกิดสุขเวทนา ไม่ชอบใจก็จะเกิดทุกขเวทนา ถ้าอารมณ์เป็นกลางๆ ก็จะเกิดอุเบกขาเวทนา อทุกขมสุขเวทนา อุเบกขาเวทนากับอทุกขมสุขเวทนาก็คืออันเดียวกัน

ที่นี้ต่อเนื่องจากเวทนา ถ้าหากว่าบุคคลผู้นั้นไม่เชี่ยวชาญในการหยั่งสติลง ในขณะที่เวทนาเกิดและเวทนาดับ ตัณหาต้องเกิดแน่นอน ตัณหาถ้าจะพูดไปแล้วหรือถ้าจะแปลตามภาษาปริยัติ ตัณหาท่านแปลว่าความอยาก แต่ถ้าจะแปลตามภาษาปฏิบัติ สำหรับนักปฏิบัติ ตัณหาก็แปลว่าการเข้าไปเสวยอารมณ์อย่างมัวเมา ไม่รู้แจ้งเห็นจริงว่าอารมณ์ทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทั้งอารมณ์ภายนอกและอารมณ์ภายในไม่เที่ยงทั้งนั้น การกระทบกันก็ไม่เที่ยง การเข้าไปเสวยอารมณ์ก็ไม่เที่ยง เมื่อบุคคลไม่มีสติและปัญญาที่ถึงพร้อม ขณะกระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ กระบวนการทั้งปวงจะต้องเข้าไปสู่ตัณหาแน่นอน ไปถึงตัณหาแน่นอน และเมื่อถึงตัณหาแล้วก็จะไปถึงทุกข์แน่นอน เพราะตัณหาเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ คือเมื่อตากระทบรูป เกิดจักษุวิญญาณรับรู้รูป เวทนาก็เข้าไปเสวย สุข ทุกข์ อุเบกขา ผู้ที่ไม่มีสติหยั่งรู้ ความมัวเมาจะแทรกตรงนี้ ตรงเวทนานี่ เป็นจุดใหญ่ที่พระผู้มีพระภาคสั่งให้ระวังนักระวังหนา ถึงขนาดที่พระองค์ตรัสเป็นพุทธภาษิตบทหนึ่งที่ว่า สัพเพธัมมา เวทะนา สะโมสะระณา ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ประชุมลงในเวทนา หมายความว่าจะเกิดทุกข์ก็ตรงนี้ หรือจะรู้แจ้งดับทุกข์ก็ตรงนี้ หรือถ้าจะพูดเป็นภาษาธรรมชาติก็คือ จะฉิบหายก็ตรงนี้ จะเจริญก็ตรงนี้ จะกำไรก็ตรงนี้ จะขาดทุนก็ตรงนี้ อันนี้เป็นจุดศูนย์รวมเลย เป็นชุมทาง ถ้าเรามากำหนดหยั่งรู้ให้ดีในเวทนา จะเป็นประโยชน์มาก จะมีค่ามาก จะเข้าไปเห็นแจ้งในตัณหา ความอยาก

ตัณหานี่คือความอยาก ถ้าจะแบ่งออกเป็น ๓ ตามภาษาปริยัติ ก็ว่า กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ก็อยากจะแปลในภาษาผู้ปฏิบัติเลย ฟังง่ายๆ ตัณหา ๓ ก็คือ อยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป กามตัณหาคืออยากให้มา ภวตัณหาคืออยากให้อยู่ วิภวตัณหาคืออยากให้ไป คือเข้าไปมัวเมาแล้วจะเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการอารมณ์ เพราะเป็นผู้มัวเมาแล้วในการเสวยอารมณ์ เสวยรสของการกระทบอารมณ์ตรงเวทนา ไม่มีสติหยั่งรู้ ไม่แจ่มแจ้ง ไม่เข้าใจถึงไตรลักษณ์ขณะกระทบอารมณ์ จึงมัวเมาคิดจะเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการอารมณ์ ซึ่งเป็นอนัตตา อารมณ์ทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในการบังคับบัญชาของใคร ฝืนปรารถนา ว่าไม่ฟัง ห้ามไม่ได้ บอกไม่เชื่อ เป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้น เมื่อมีเหตุปัจจัยให้ดับก็ดับไป ทั้งอารมณ์ภายนอกอารมณ์ภายใน ทั้งอารมณ์หยาบและอารมณ์ละเอียด อารมณ์ภายนอกก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อารมณ์ภายในคืออายตนะภายในอันจะเป็นที่ตั้งที่จะรับอารมณ์ก็คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้ง ๖ คู่ ๑๒ อันนี่ เป็นอนัตตา เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นสิ่งที่อาศัยการปรุงแต่งของรูปธรรมนามธรรมเกิดขึ้น

ความทุกข์จะเกิดก็ในขณะผัสสะกระทบอารมณ์ เพราะว่าบุคคลไม่มีสติพร้อมหยั่งรู้ที่จะดับ ดับตัณหาขณะเกิดเวทนา คือสักแต่ว่าเสวยอารมณ์ เมื่อมีสติถึงพร้อม จิตของพระโยคาวจร ก็จะกลายเป็นว่า สักแต่ว่าเสวยอารมณ์ เสวยอารมณ์สุขบ้าง ทุกข์บ้าง อุเบกขาบ้าง แต่มีสติและปัญญาเข้าไปกำกับ เข้าไปหยั่งรู้ เห็นแจ้งถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ในฐานฐานหนึ่งขณะกระทบ ตรงไหนก็ได้ คือสติเข้าไปควบคุมการเสวยอารมณ์ อันนี้คือฐานเวทนาในเวทนา เราอย่าคิดว่าฐานเวทนาในเวทนาจะกินความแค่ ไอ้เจ็บๆ ปวดๆ ร้อนๆ อันนั้นเป็นเบื้องต้น เริ่มต้นก็กำหนดจากนั่นไปก่อน แต่การที่เราจะเข้าไปหยั่งรู้ ไปละตัณหาอุปาทาน คือเวทนามันรวมลงที่จิต ตัวเสวยอารมณ์ เป็นเจ้าใหญ่ที่จิต จิตจะเสวยอารมณ์เป็นสุข ทุกข์ อุเบกขา สติที่เราฝึกจะเข้าไปควบคุมจิตไม่ให้เสวยอารมณ์อย่างมัวเมา แม้แต่ว่าจะเสวยอารมณ์ ก็มีสติและญาณปัญญาหยั่งรู้ เข้าใจความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งปวง เราเกี่ยวข้องกับสิ่งใดก็ตาม ไม่เที่ยงทั้งนั้น

จิตที่เราจะต้องฝึกฝนให้เข้าถึงก็คือจิตดวงนี้ เป็นปากทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแนะนำ จิตดวงที่จะเห็นธรรม หรือผู้จะมีดวงตาเห็นธรรม จะต้องมีจิตดวงนี้ จิตดวงนี้คืออะไร จิตดวงนี้คือว่า มีความรู้ซึ้งว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่จะต้องดับไปเป็นธรรมดา จิตดวงนี้จะเป็นตัวเบื้องต้นที่จะเข้าไปเห็นธรรม เมื่อเรากำหนดหยั่งรู้ความเกิดดับให้มากๆ จนจิตเราซึมซาบ ไม่ไว้ใจในสังขารทั้งปวง เพราะมันซึ้งถึงว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง จิตดวงนี้จะเป็นจิตที่จะเห็นธรรม

สติที่เราเจริญขึ้นมา ไปหยั่งรู้ในปัจจุบันอารมณ์ ขณะเราเสวยอารมณ์ แล้วมีดวงตาปัญญาในการเห็นธรรมเข้าไปแทรก ไอ้ตัวเสวยอารมณ์อย่างมัวเมา มันก็จะลดลงไป ตัณหามันก็จะน้อยลงไป คือมีญาณปัญญา ดวงตาเห็นธรรม เห็นความไม่เที่ยงแทรกอยู่ตรงนั้น แทรกอยู่ตรงนั้นแล้ว ตัณหามันเกิดได้ยากขึ้น

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติ ให้แสวงหาจิตดวงนี้เอาไว้ให้มาก คือจิตที่จะนำไปสู่การเห็นธรรม คือเห็นความไม่เที่ยง เข้าใจ รับทราบ รับรู้ ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมดับเป็นธรรมดา เกิดเพื่อดับ พบเพื่อจาก มีรักเพื่อทุกข์ รักร้อยทุกข์ร้อย รักห้าสิบทุกข์ห้าสิบ รักหนึ่งทุกข์หนึ่ง ไม่รักไม่ทุกข์ ความรักก็คือความมัวเมาในการเสวยอารมณ์ คือตัณหา ความรักกับความเกลียดเป็นอันเดียวกัน ความอยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป ตัณหาทั้ง ๓ รวมแล้วก็คืออันเดียวกัน ตัณหาทั้ง ๓ ก็คือความมัวเมาในการเสวยอารมณ์นั่นเอง ไม่รู้แจ้งถึงความไม่เที่ยงในอารมณ์

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติ ที่จะเข้าสู่ฐานเวทนาในเวทนาแล้วได้ผล ที่จะดับทุกข์ให้แก่ตัวเรา ให้สำเหนียกตรงนี้ ตรงตัวเสวยอารมณ์อย่างมัวเมา เพราะไม่เห็นความไม่เที่ยง ไม่ซาบซึ้งถึงความไม่เที่ยง ที่นี้เราจะไปเห็นความซาบซึ้งในความไม่เที่ยงจากไหน จากหญ้าปากคอกนี่เอง ไม่ต้องไปหาที่ไหน เจริญสติไปน่ะ เมื่อสติเราคม หยั่งรู้แต่ปัจจุบันอารมณ์ จะเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ผ่านมาผ่านไป เกิดดับเกิดดับตลอดเวลา ความคมของสติที่เราฝึกฝน พากเพียรปฏิบัติ มันจะให้มาเอง ให้ความซาบซึ้งในความไม่เที่ยง เห็นแต่ความไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ผ่านมาเพื่อผ่านไป เกิดดับเกิดดับตลอด ไม่มีอะไรจีรัง ตากระทบรูปแล้วก็ดับไป หูได้ยินเสียงแล้วก็ดับไป จมูกกระทบกลิ่นแล้วก็ดับไป ลิ้นกระทบรสแล้วก็ดับไป กายถูกต้องโผฏฐัพพะแล้วก็ดับไป ใจกระทบธรรมารมณ์แล้วก็ดับไป ดับทั้งนั้น ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ไอ้นามธรรมนี่เราหยั่งรู้แล้วจะเห็นการเกิดดับง่ายยิ่งกว่ารูปธรรมนัก รูปธรรมนี่เราต้องไปน้อมนึกว่า เออ ต่อไปอายุเจ็ดสิบแปดสิบ มันเหี่ยวมันย่น มันต้องตาย มันต้องสลายผุพัง หนอนขึ้น เน่าเหม็น น่าเกลียด น้ำเหลืองไหล มันต้องน้อมจิตไป ถึงจะเกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงความไม่เที่ยงของร่างกาย แต่นามธรรมนี่ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา เห็นชัดมาก เห็นชัดมาก ขอให้เจริญสติให้ดี ญาณปัญญาตัวนี้จะเกิด แล้วเราจะเข้าไปสู่ความดับทุกข์ได้

อันนี้เข้าไปถึงหัวใจอริยสัจเลยนะ คือเข้าไปเห็นเวทนา เข้าไปเห็นตัณหา และเราพยายามเจริญสติเพื่อจะคุมเวทนา ไม่ให้เกิดตัณหา นี่แหละทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตราบใดที่ยังมีผู้เจริญสติปัฏฐานอยู่ พระอรหันต์จะไม่ว่างจากโลก เพราะนี่มันเข้าไปสู่ตัวใหญ่ ตัวปัญหา แล้วก็จะแก้ตัวปัญหาโดยตรง ผู้หมดตัณหาก็จะเป็นพระอรหันต์เท่านั้นเอง มันก็ไม่ไปไหน คือว่าเรามาแก้ปัญหาในจิตของเราเอง คือขณะกระทบอารมณ์ ให้มีสติ ให้มีปัญญามากขึ้น กิเลสตัณหามันก็จะเบาบางลง ตามขั้นตามตอนที่เราฝึกฝน อันนี้เป็นจุดหัวใจอริยสัจ ที่เราจะปฏิบัติ เข้าไปหยั่งรู้เวทนา ตัวเสวยอารมณ์

เมื่อบุคคลเห็นแจ่มแจ้งในฐานเวทนาในเวทนา อุปาทานมันก็จะลดลง ปัญหาก็จะลดลง จิตก็จะละเอียดขึ้น กิเลสที่จะดึงไปหนักๆ มันก็จะลดลง สมาธิก็ยิ่งมากขึ้น เวทนาน่ะ ในพระสูตรจะแบ่งเวทนาเป็นเวทนาอิงอามิส กับเวทนาไม่อิงอามิส เมื่อบุคคลหมั่นฝึกฝน อบรม บ่มสติ ในฐานเวทนาในเวทนา กำหนดหยั่งรู้เข้าไป ตัณหาลดลง อุปาทานลดลง นิวรณ์ก็จะลดลง เมื่อนิวรณ์ลดลง สมาธิก็จะดีขึ้น สมาธิดีขึ้นมันจะเกิดปีติสุขที่ไม่อิงอามิส ปีติสุขที่ไม่อิงอามิสนี่จะเกิดเฉพาะผู้ปฏิบัติเท่านั้น ผู้ดีแต่โม้นี่ไม่เกิด ผู้ฟั่นเฝืออบรมปฏิบัติจริงนี่มันจึงจะเกิด ผู้ดีแต่โม้ ดีแต่พูด ดีแต่สอนผู้อื่นนี่ไม่เกิด ต้องผู้สอนตัวเอง เพราะฉะนั้นขั้นต่อไปก็คือ เวทนาไม่อิงอามิสนี่ ผู้ปฏิบัติจึงจะรู้ และจะเข้าไปสัมผัส และต้องจัดการมันให้ถูกด้วย มันจะเดือดร้อนเหมือนกันถ้าไปจัดการไม่ถูกกับเวทนาที่ไม่อิงอามิส การไปเสพเสวยรสความสุขจากสมาธิที่เกิดจากจิตที่เบาบางจากกิเลสเป็นขั้นเป็นตอนไป ถ้าเสวยด้วยความมัวเมาก็จะเดือดร้อนเหมือนกัน ยกตัวอย่างให้ฟังว่า เมื่อจิตเราเบาบางจากกิเลส สมาธิก็จะดีขึ้น เมื่อสมาธิเราดีขึ้น แล้วเราไม่ดูตาม้าตาเรือ ก็จะเข้าไปเสพเสวยสมาธิด้วยตัณหาอีกนั่นแหละ ตัณหามันเข้ามาแทรก เมื่อสมาธิเกิดแต่ไม่ระวังในการเข้าไปเสวยรสแห่งสมาธิ ตัณหาก็จะเกิดตรงนั้น เพราะเกิดความมัวเมาในการเข้าไปเสวยอารมณ์สุขเวทนาที่ไม่อิงอามิส อันนี้เมื่อเกิดความมัวเมาขึ้นมา ตัณหาก็เกิด เมื่อตัณหาเกิด กิเลสต่างๆ ก็เกิด เมื่อกิเลสต่างๆ เกิดขึ้นมา สมาธิก็เสื่อม สมาธิเสื่อมขณะนั้นก็จะเป็นทุกขเวทนาไม่อิงอามิส บุคคลผู้ปฏิบัติไปเจอปีติและสมาธิใหม่ๆ จะวนอยู่สองด้าน พอปีติเกิด สมาธิเกิด ก็เข้าไปเสวย พอปีติดับ สมาธิดับ ก็ฟุ้ง ต้องจนกว่าญาณปัญญาเข้าใจความไม่เที่ยงของสมาธิได้ จึงจะรู้แจ้ง จึงจะวางอุเบกขา เกิดอุเบกขาไม่อิงอามิสขึ้น อุเบกขาไม่อิงอามิสนี่จะทนหน่อย คงทนหน่อย คือเป็นสุขอันละเอียดวางเฉย พอวางเฉยได้ สมาธิมันก็จะดี เพราะมันไม่ไปสู่สุขเวทนาไม่อิงอามิส และทุกขเวทนาไม่อิงอามิสอย่างที่ว่าเมื่อกี้นี้

เมื่อเกิดอุเบกขาเวทนาไม่อิงอามิส เพราะว่ารู้แจ้งเห็นแจ้ง เข้าใจว่า ปีติมันก็ไม่เที่ยง ไม่ควรเข้าไปเสพ ไม่ควรเข้าไปเสวย บุคคลนั้นปัญญาญาณจะแก่กล้าขึ้นมา เริ่มจะเห็นความไม่เที่ยง ก็รู้จักเบรคแล้ว เวลาสมาธิเกิดก็ไม่เข้าไปเสวยรสอย่างเต็มที่ วางอุเบกขา ที่นี้เมื่อวางอุเบกขาได้ ให้ระวังให้ดี อย่าไปยินดีว่าเราวางได้แล้ว เมื่อเกิดความยินดีที่วางอุเบกขาได้ ก็ย้อนกลับไปทำลายอุเบกขาเข้าไปอีก คือว่าเมื่อเกิดความยินดีว่า แหมเราวางได้แล้ว เราไม่ไปเสพปีติเหมือนแต่ก่อน เราวางได้แล้ว เราจะไม่ฟุ้งเหมือนแต่ก่อน โอ้โฮดีจังเลย เรานี่เจ๋งมาก เรานี่เยี่ยมมากแล้ว เมื่อเกิดความยินดีว่าเราวางอุเบกขาได้ ก็คือทำลายอุเบกขาไปอีก นี่แหละให้ระวังให้ดีนะ พระที่ปฏิบัติแล้วเกิดความเย่อหยิ่งถือดีขึ้นมา อยากจะอวดภูมิ อวดรู้ ยกตนข่มผู้อื่นน่ะ เพราะเรื่องนี้ทั้งนั้น ไม่มีญาณปัญญาเห็นความไม่เที่ยง เข้าไปยินดีในอุเบกขาเวทนาไม่อิงอามิส เมื่อเข้าไปยินดี อุเบกขาก็ดับแล้ว วางไม่ได้แล้ว เมื่อวางไม่ได้ก็ยังไม่รู้ตัว ก็จะฟุ้ง แล้วยังอยากจะสอนคนอื่น ยังอยากจะโอ้อวดต่อ อันนี้จะโอ้อวดด้วยการโกหกแล้ว ตัวในไม่มีแล้ว เพราะดับไปแล้ว ดับไปจากความไปยินดีที่เราวางได้ แต่ถ้าหากว่าคนนั้นไหวตัวทัน เมื่อจิตเสื่อมจากการที่เราไปยินดีที่เราปล่อยวางได้ ก็ให้ย้อนกลับมาปล่อยวางเสีย

การปฏิบัติธรรมนี่ก็เพื่อลดมานะ ละทิฏฐิ ละความถือตัว ละความถือดี ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อเย่อหยิ่ง ถือดี อวดเก่ง อวดรู้ อันนั้นผิดทาง การปฏิบัติควรจะเป็นว่า ยิ่งปฏิบัติยิ่งลดมานะ ละทิฏฐิ ปล่อยวางความยึดมั่น ประนีประนอม ถ่อมตน ไม่ถือดี ไม่ยกตนข่มผู้อื่น อันนี้จะเป็นปัจจัยประกอบให้บุคคลผู้นั้น มีอุเบกขาคงทน หมายถึงว่าปล่อยวางอารมณ์ของโลกได้คงทน ปล่อยวางตัณหาได้คงทน จะเป็นจิตที่พัฒนาขึ้น เราปฏิบัติเพื่อละ อย่าปฏิบัติเพื่อยึด ถ้าปฏิบัติเพื่อยึดมันผิดทาง

จากที่แบ่งเป็นสุขเวทนาอิงอามิสและไม่อิงอามิส ก็ตามที่แยกแยะให้ฟัง เราจะเห็นในภาคปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติจะเห็นตามที่กล่าวมา เมื่อเราเชี่ยวชาญในฐานเวทนาคือ สามารถควบคุมหยั่งรู้การเสวยอารมณ์ จนกิเลสเราเบาบางลงไปอีกขั้นหนึ่ง จิตจะบริสุทธิ์ขึ้น เมื่อจิตบริสุทธิ์ขึ้นจะสามารถหยั่งรู้ความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลงในจิตได้ละเอียดขึ้น อารมณ์ที่ผ่านมาในจิต อารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดี อารมณ์ใหญ่ อารมณ์เล็กนี่ จะเห็นชัด อันนี้ผู้ปฏิบัติธรรมนี่ มีหน้าที่รักษาจิต แต่ให้ระวังไว้อย่างหนึ่งว่า การรักษาจิตนี่ ต้องรักษาอย่างขมีขมันก็จริงอยู่ แต่ให้รักษาอย่างปล่อยวาง อย่ายึดมั่นว่าจิตเป็นเรา เราเป็นจิต จิตเป็นของเรา เราเป็นของจิต คือเมื่อจิตดีหรือจิตเสื่อม อย่ายึดมั่นถือมั่น สักแต่ว่ารักษา ให้ดำเนินการรักษาจิตในการเจริญสติปัฏฐาน แต่ให้มีสติญาณปัญญารู้แจ้งหยั่งรู้ควบคุมเอาไว้ อย่าให้เกิดอุปาทานว่า จิตเป็นเรา เราเป็นจิต สิ่งนี้จะเกิดได้เมื่อบุคคลผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติไปจนจิตดีขึ้นดีขึ้น มันจะเป็นเครื่องล่อ เครื่องล่อให้ติด ให้อุปาทานเกิดได้อีก คือเอาของดีมาล่อ เอาว่าจิตนี่ดีเน้อ เออจิตเดี๋ยวนี้ดีเน้อ ไม่ค่อยมีปัญหาเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนมีปัญหามาก เดี๋ยวนี้จิตชักจะดี จิตชักจะดีขึ้น กิเลสก็ไม่ค่อยกวนจิต จิตสามารถคุมกิเลสได้มากขึ้น อันนี้แหละ ไอ้ตัวกิเลสก็มาแฝงอีกแล้ว กิเลสมาแฝงว่า ให้เข้าไปเสพเสวยรสของความที่จิตดี นี่แหละ อันนี้แหละ ให้ระวังให้ดี ให้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่า กูเยี่ยม กูเก่ง กูดี กูบริสุทธ์ กูเป็นอริยะ กูเจ๋งกว่าใคร อันนี้แหละ ผู้นั้นไม่เห็นจิตในจิตแล้ว ผู้นั้นไม่เห็นว่าจิตมันไม่เที่ยง จิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อารมณ์ที่มาประกอบกับจิต มันทำให้จิตดีบ้าง จิตไม่ดีบ้าง จิตมีราคะบ้าง จิตไม่มีราคะบ้าง จิตมีโทสะบ้าง จิตไม่มีโทสะบ้าง จิตมีโมหะบ้าง จิตไม่มีโมหะบ้าง จิตบริสุทธิ์บ้าง จิตไม่บริสุทธิ์บ้าง ไม่เที่ยงทั้งนั้น เกิดดับขณะเดียวขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง เกิดดับตลอด ไม่มีที่จะหยั่งลงให้ยึดมั่นถือมั่น เย่อหยิ่ง ถือดี เพื่อจะอวดโม้โฆษณาให้ใครฟังว่ากูเก่ง กูเจ๋ง กูเยี่ยม กูบรรลุแล้ว ไม่มี เพราะมันไม่เที่ยง มันเกิดดับ ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นที่ตั้งว่าเป็นตัวกูตรงไหน เพราะเมื่อสติญาณปัญญาหยั่งรู้เข้าไปในจิตน่ะ มันเห็นแต่การเกิดดับ ไม่เห็นจะเป็นตัวกูของกูตรงไหน เพราะฉะนั้นบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วเกิดความมานะ เย่อหยิ่ง ถือดี ยกตนข่มผู้อื่น อยากจะอวดให้เขารู้ว่ากูบริสุทธิ์นี่ อันนี้แสดงให้เห็นว่าไม่เห็นจิตในจิต เพราะความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์นี่ไม่เที่ยง เกิดดับขณะหนึ่งเท่านั้น

ที่นี้การที่จะธำรงอยู่อย่างผู้ไร้ทุกข์นั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แนะเส้นทางนี้ เราจะธำรงอยู่อย่างไร ก็คือว่าเจริญสติ ให้ถึงพร้อมด้วยสติ หยั่งรู้ขณะหนึ่งๆ ในรูปธรรมนามธรรม ให้เห็นความไม่เที่ยงทุกอย่าง เห็นความเป็นทุกข์ ความน่าเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ความไม่ใช่ตัวตนในทุกอย่าง สักแต่ว่าทรงสติไว้ เจริญสติหยั่งรู้อารมณ์ทั้งปวงที่มากระทบ จะเห็นความไม่เที่ยงแล้วก็ปล่อยวางไป เห็นความไม่เที่ยงแล้วก็ปล่อยวางไป อย่าปล่อยให้อารมณ์ทั้งหลายมาถูกแบกถูกหาบอยู่ในจิตดวงนี้ จิตดวงนี้จะเป็นจิตของใครก็ช่าง มันจะเป็นจิตดวงที่ไร้ทุกข์ ไม่ต้องเป็นจิตของกูจิตของมึง มันถึงจะเป็นจิตที่ไร้ทุกข์ ถ้ายังเป็นจิตของกูจิตของมึงนี่ ไม่มีทางจะพ้นทุกข์ได้

เพราะฉะนั้นการที่จะปฏิบัติได้บรรลุผลของโลกุตตรธรรมจริงๆ เมื่อปฏิบัติเข้าไปแล้ว ไม่รู้จะไปเย่อหยิ่งถือดีที่ตรงไหน เพราะในโลกุตตรธรรมนี่ มันไม่มีตัวกูของกู ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวผู้บริสุทธิ์ ไม่มีตัวผู้หลุดพ้น ไม่มีตัวผู้มีกิเลส ไม่มีตัวผู้มีธรรมะ ไม่มีตัวผู้มีอธรรมะ สิ่งทั้งปวงสักแต่เป็นการเกิดดับขณะหนึ่งๆ ขณะกระทบอารมณ์ บุคคลผู้เจริญสติจนสติถึงพร้อมแล้ว ย่อมจะเห็นดังนี้ แล้วก็ไม่ยึดถืออะไรทั้งนั้น สักแต่ว่าอยู่ในโลก แสดงบทบาท หน้าที่ แสดงละครไปกับโลก รอเวลาตาย เรียกว่าอยู่อย่างไม่ติดข้องอารมณ์ แต่อยู่เหมือนเดิม อยู่เหมือนเดิม ทำตัวเหมือนเดิม แต่อย่าไปติดข้องอารมณ์ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าอะไรเป็นตัวกูของกูทั้งนั้น

ฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตนี่ ถ้าผู้ปฏิบัติเข้าถึง ๓ ฐานนะ เรียกว่าครบสูตรแล้ว ครบสูตรที่ว่าจะหมดอุปาทาน ส่วนฐานธรรมในธรรมก็เพื่อจะมาเก็บเศษเล็กเศษน้อย ถ้าจะยกตัวอย่างว่าสติปัฏฐาน ๔ ฐานนี่ ก็คือ สมมุติในโรงเรียนหนึ่ง จะมาจัดระเบียบโรงเรียนให้เรียบร้อยนี่ ก็รับหน้าที่กันไป ครูอนุบาลก็ตรวจดูชั้นอนุบาลว่าเรียบร้อยหรือยัง ทำให้เรียบร้อย ครูอนุบาลจะจัดการชั้นอนุบาลให้เรียบร้อย ครูประถมก็จัดการชั้นประถมให้เรียบร้อย ครูมัธยมก็จัดการมัธยมให้เรียบร้อย ครูใหญ่ก็ไม่มีหน้าที่จะไปจัดการอะไร แต่ว่าไปตรวจทุกชั้นเลย ชั้นอนุบาลด้วย ชั้นประถมด้วย ชั้นมัธยมด้วย ว่าอะไรยังบกพร่องบ้าง แต่ครูใหญ่นี่ไม่มีหน้าที่อะไรโดดเด่น ถ้าเปรียบเหมือนฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิตก็เช่นกัน ฐานกายในกายก็หมายความว่าบุคคลมาปฏิบัติในฐานกายในกายเพื่อจะปล่อยวางอุปาทานในกายให้ได้ ให้เรียบร้อย มาปฏิบัติในฐานเวทนาในเวทนาเพื่อจะปล่อยวางอุปาทานในเวทนาให้ได้ ให้เรียบร้อย มาปฏิบัติในฐานจิตในจิตเพื่อจะปล่อยวางอุปาทานในจิตให้ได้ ให้เรียบร้อย ทีนี้เมื่อปฏิบัติทั้ง ๓ ฐานนี่ ถอนอุปาทานได้ครบแล้ว หมดเรื่องแล้ว แต่ต้องมีครูใหญ่มาตรวจตราความเรียบร้อยอีกคนหนึ่ง ตรวจทุกชั้น นั่นก็คือฐานธรรมในธรรม เพราะฉะนั้น ฐานธรรมในธรรมนี่จะรวมทุกฐานมารวมลงในฐานธรรมในธรรม เป็นส่วนละเอียดที่จะเก็บเศษเล็กเศษน้อย

เมื่อบุคคลปฏิบัติฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จนอุปาทานน้อยลงๆ เรื่อยๆ อุปาทานความยึดมั่นในตัวกูของกูก็จะน้อยลงๆ บางทีมันก็เหมือนไม่มีกิเลส แต่บางทีมันก็เหมือนยังมีอยู่ ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ยังมีกิเลสอยู่ แต่ว่าอุปาทานมันน้อยลงแล้ว เพราะเข้าไปเห็น ไปแจ่มแจ้งแล้ว ว่ากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตนี่มันไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร ไม่มีอะไรที่จะยึดมั่นถือมั่นได้ เพราะฉะนั้น เมื่อปฏิบัติได้ ๓ ฐานนี่ มันก็เหมือนกับไม่มีกิเลส แต่บางทีมันก็มี บางทีก็เหมือนไม่มี ตราบใดที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ยังมีกิเลสอยู่ แต่ว่าบุคคลนั้นยึดมั่นถือมั่นน้อยลงแล้ว ไม่รู้สึกว่าอันนี้เป็นกาย อันนี้เป็นเวทนา อันนี้เป็นจิต สักแต่ว่าเป็นธรรมะ ธรรมะเกิด ธรรมะดับ รูปธรรมบ้าง นามธรรมบ้าง ธรรมะภายนอกบ้าง ธรรมะภายในบ้าง อันนี้ต้องให้ครูใหญ่มาตรวจความเรียบร้อย ตรวจความเรียบร้อยจนถึงเมื่อไหร่ สงสัยจะต้องตรวจไปจนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ หรือตรวจจนตาย

จะต้องฟั่นเฝืออบรมสติของเรา เพื่อจะตรวจความเรียบร้อยในจิตของเราว่า ไปยึดอะไรมั้ย มีนิวรณ์บ้างมั้ย นิวรณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างมั้ย นี่แหละฐานธรรมในธรรมที่ท่านยกมาเป็นนิวรณบรรพ นิวรณบรรพ คือสติต้องเข้าไปตรวจตราว่านิวรณ์อะไรเกิดขึ้นไหม ต้องไปหยั่งรู้ เห็นความไม่เที่ยง ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นของนิวรณ์ นิวรณ์เป็นธรรมะฝ่ายไม่ดีก็สักแต่ว่าเกิดๆ ดับๆ ไม่มีอะไรจีรัง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ขันธบรรพ ก็คือขันธ์ ๕ ไปแยกแยะขันธ์ ๕ เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เข้าไปพิจารณาหยั่งรู้ สติหยั่งรู้ว่าเรายังมีอุปาทานในขันธ์ไหนบ้าง รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เรายังมีอุปาทานในขันธ์อันไหนบ้าง ถ้าเจอก็ถอน ถ้าไม่เจอก็แล้วไป เรียกว่าขันธบรรพ อายตนบรรพก็คือไปตรวจในทวารทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์กับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ว่าขณะกระทบนี่ เราเกิดกิเลสบ้างมั้ย เกิดสังโยชน์บ้างมั้ย เกิดกิเลสอย่างหนาบ้างมั้ย เกิดกิเลสอย่างกลางบ้างมั้ย เกิดกิเลสอย่างละเอียดบ้างมั้ย สำหรับโพชฌงคบรรพก็คือ โพชฌงค์คือธรรมะฝ่ายดี เราต้องไปเจริญสติไปสำรวจตรวจตราว่า เมื่อธรรมะฝ่ายดีเกิดขึ้นนี่ เราเข้าไปยึดไปถือมั้ย เราไปจริงจังกับมันมั้ย คือธรรมะฝ่ายดีที่เกิดในจิตของเรานี่ เราต้องมีสติปัญญาหยั่งรู้ รู้ว่ามันสักแต่ว่าเกิดๆ ดับๆ ไม่มีอะไรที่เราควรไปยึดมั่นถือมั่น เย่อหยิ่งถือดี ในสติก็ตาม ในธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ที่เกิดในจิตเรานี่ แม้จะเป็นธรรมะฝ่ายดี เป็นฝ่ายที่ว่ามาทำให้จิตเราดี ให้จิตเรางาม ก็สักแต่ว่าเป็นธรรมะที่เกิดดับ ไม่เที่ยง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น รวมแล้วจะต้องรวมมาลงอริยสัจบรรพ คือรอบรู้หมดในอริยสัจ

คือธรรมะกำมือเดียวที่พระพุทธองค์ทรงต้องการให้เราเห็นแจ้ง อันใดคือทุกข์ อันใดคือเหตุให้เกิดทุกข์ อันใดคือความดับทุกข์ อันใดคือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ต้องรู้แจ้ง แจ่มแจ้ง แล้วก็ทำให้ถูก ทุกข์ควรกำหนดรู้ ให้กำหนดรู้อยู่เป็นนิจ คือกิจที่จะทำในอริยสัจบรรพ ทุกข์คือสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ควรกำหนดรู้อยู่เนืองๆ ตัณหาเป็นสิ่งควรละ ต้องพยายามละอยู่เนืองๆ นิโรธควรทำให้แจ้ง ควรทำให้แจ้งอยู่เนืองๆ มรรคควรเจริญ ควรเจริญอยู่เนืองๆ อันนี้เป็นอริยสัจบรรพ คือเหมือนกับว่าครูใหญ่มาตรวจตราความเรียบร้อยหมด ตรวจทั้งกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต รวมลงมาเป็นฐานธรรมในธรรม เป็นครูใหญ่ตรวจตรา งานไม่มาก แต่เป็นงานรายละเอียดปลีกย่อย คือฐานธรรมในธรรมนี่มันไม่ใช่งานหลัก แต่เป็นงานสำรวจรายละเอียดปลีกย่อย เหมือนกับว่าครูอนุบาลเขาก็จัดระเบียบเรียบร้อยในชั้นอนุบาลแล้ว ครูชั้นประถมก็จัดระเบียบในชั้นประถมแล้ว ครูชั้นมัธยมก็จัดระเบียบเรียบร้อยในชั้นมัธยมแล้ว ครูใหญ่ก็ไม่มีหน้าที่จะจัดการอะไร แต่มาตรวจดูรายละเอียดปลีกย่อย อันไหนไม่เรียบร้อยจัดการหมด จัดการทุกชั้น ทั้งอนุบาล ประถม มัธยม ฐานธรรมในธรรมนี่จะเข้าไปจัดการทุกฐาน ฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จัดการจนกว่ากิเลสจะหมด หรือจนกว่าจะตาย

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัตินี่จะปฏิบัติไปถึงไหน ก็คือปฏิบัติไปจนตายแหละ จะคิดว่าจะเลิกปฏิบัติเมื่อไหร่ ก็จนตายนั่นแหละ เพราะการปฏิบัติธรรมนี่ จะว่าไปแล้ว ก็คือการเตรียมตัวตาย จะต้องฝึกฝนอบรมจิตให้ถึงพร้อม ว่า พร้อมที่จะตายทุกเมื่อ พร้อมที่จะตาย เตรียมตัวตาย ต้องปฏิบัติไปจนตาย ตายแล้วจะไปปฏิบัติที่ไหนอีกก็ไม่รู้แล้ว อย่างน้อยให้ปฏิบัติไปจนตายไว้ก่อน ตายแล้วจะไปปฏิบัติที่ไหนต่อก็อีกเรื่องหนึ่ง หรือจะหมดกิเลสไปนิพพานเลยก็อีกเรื่องหนึ่ง

ฉะนั้น สติปัฏฐานนี่มีค่ามาก เป็นทางออกสู่นิพพานโดยตรง เมื่อบุคคลมาฟั่นเฝืออบรมในสติปัฏฐาน จะรู้สึกตัวว่า ตัวเองเข้าใกล้นิพพานยิ่งขึ้นๆ ทุกที มันเป็นอย่างนี้ อย่างที่พูดให้ฟัง เรามาแยกแยะดูแล้วนี่ มันเป็นทางออกนิพพานจริงๆ ทางสู่ประตูนิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มาตรัสรู้อริยสัจ ๔ นี่แหละ มาหยั่งรู้อริยสัจ ๔ ที่กายยาววา หนาคืบ กว้างกำมา พร้อมด้วยสัญญาและใจครอง มาหยั่งรู้ จนเกิดญาณ เกิดปัญญา รู้แจ้งเห็นจริง และปล่อยวาง และทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ คือความดับทุกข์ นิโรธก็คือ จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย จาโคก็คือตัวละ ตัวสละ ปฏินิสสัคโค สลัดคืน มุตติ หลุดพ้น อนาลโย ไม่อาลัย ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธก็คือทำให้จิตของเราเข้าสู่ความเป็นจิตที่ปล่อย อยู่กับสังขารแต่เหมือนกับไม่อยู่ มีเหมือนไม่มี เป็นเหมือนไม่เป็น และเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงสักแต่ว่าเป็นละคร ที่กรรมมันเขียนบทบาทให้เราแสดงบทนั้นบ้าง บทนี้บ้าง ก็แสดงไปตามกรรมมันเขียนให้ จนกว่าจะตาย ตายก็ปิดฉาก ไม่เหลืออะไร เหลือขี้เถ้ากองเดียว ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีหญิง ไม่มีชาย ไม่มีสาระแก่นสาร ในสายตาของบุคคลผู้มีญาณปัญญาแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นของไร้สาระแก่นสาร ทั้งรูปธรรม นามธรรมทั้งปวง คือมันไม่เที่ยง

ไอ้ตัวไม่เที่ยง เห็นความไม่เที่ยงตัวเดียวนี่ มันแทงตลอดไปทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ไม่อย่างนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มายกขึ้นมาว่า การมีดวงตาเห็นธรรมก็คือเห็นว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา อันนี้คือดวงตาเห็นธรรม ฉะนั้นการที่เราเห็นความเกิดดับ เห็นความไม่เที่ยงนั้น อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นที่ก่อเกิดแห่งปฏิสัมภิทาญาณเลยทีเดียว ทำให้ญาณปัญญาเราแทงตลอดซึ่งธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ หยั่งรู้รอบหมด คือรู้แล้วมันดับทุกข์ได้ นั่นแหละคือหยั่งรู้รอบ ถ้าหยั่งรู้ไม่รอบก็หมายถึงว่ารู้มากเท่าไหร่ก็ดับทุกข์ไม่ได้ รู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด รู้มากเท่าไหร่ก็ไร้ค่า ไร้สาระ รู้แล้วโง่เท่าเดิม ถ้าเรารู้แล้วดับทุกข์ได้ แสดงว่าเราใช้ได้ รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เพราะอะไร เพราะว่าทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงนี่ แสดงเพื่อให้เราผู้ฟังนี่ดับทุกข์ได้เท่านั้น ฉะนั้นถ้าดับทุกข์ไม่ได้นี่ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นี่ไร้สาระ ไร้ค่า ไม่มีค่าเลย ต่อให้ท่องพระไตรปิฎกได้จบก็ไม่มีค่าอะไร ไร้สาระ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้และแสดงธรรมเพื่อให้บุคคลผู้ฟังนี่ดับทุกข์ได้ ฉะนั้นถ้าเราปฏิบัติแล้วดับทุกข์ได้ ถือว่าเราได้ช่วยให้การตรัสรู้ของพระองค์ไม่เป็นโมฆะ ถือว่าได้ตอบแทนพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา ซึ่งพระองค์ทรงยอมรับยิ่งกว่าอามิสบูชา ฉะนั้นก็ถือว่าเรานี่เป็นพุทธบุตร พุทธธิดาแท้จริง ขอให้ภูมิใจเถิด

เวลาก็สมควรแล้ว ก็ได้ปรารภธรรมตามสมควร ในท้ายที่สุดแห่งการบรรยายธรรมก็ขอสมมุติยุติลง และขออาราธนาคุณพระศรีพระรัตนตรัย จงคุ้มครองรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ให้รู้ธรรม เห็นธรรม แจ้งธรรม เข้าถึงวิมุตติหลุดพ้น ให้ได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านเทอญ สาธุ

เอ้า กราบพระนะ

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)
สวากขาโต ภะวะตาธัมโม
ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สังฆัง นะมามิ (กราบ)

พระชุมพล พลปฺโ
๑ มีนาคม ๒๕๔๓

ภาคผนวก ก. อธิบายศัพท์

อธิบายศัพท์ทางพระพุทธศาสนาโดยย่อ

ธรรมอันทำให้งาม ๒

  1. ๑. ขันติ ความอดทน
  2. ๒. โสรัจจะ ความเสงี่ยม คือเก็บอารมณ์ไว้ภายใน ไม่แสดงอาการหุนหันพลันแล่นมุทะลุออกมา

ฌานหรือสมาธิ

มี ๓ ระดับ

  1. ๑. ขณิกสมาธิ สมาธิเล็กน้อย
  2. ๒. อุปจารสมาธิ สมาธิใกล้ถึงฌาน มีองค์ ๔ คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข
  3. ๓. อัปปนาสมาธิ สมาธิถึงฌาน มี ๔ ระดับ
    1. ๓.๑ ปฐมฌาน มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และ เอกัคคตารมณ์
    2. ๓.๒ ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตารมณ์
    3. ๓.๓ ตติยฌาน มีองค์ ๒ คือ สุขและเอกัคคตารมณ์
    4. ๓.๔ จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ เอกัคคตารมณ์และอุเบกขา

อารมณ์หรือองค์ของฌาน

  1. ๑. วิตก การตรึก นึกถึงสิ่งที่กำลังภาวนา
  2. ๒. วิจาร การตรองสิ่งที่กำลังทำว่าถูกต้องหรือไม่
  3. ๓. ปีติ ความอิ่มเอิบใจ มีอาการคือ ขนพองสยองเกล้า, น้ำตาไหล, ร่างกายโยกโคลง, ตัวลอยขึ้นจากพื้น, ร่างกายซาบซ่านใหญ่โต
  4. ๔. สุข เป็นความสุขละเอียด
  5. ๕. เอกัคคตารมณ์ อารมณ์เป็นหนึ่งเดียวไม่คลาดเคลื่อน
  6. ๖. อุเบกขา ความวางเฉย

ไตรวัฏ

การวน ๓ คือ

กิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุให้เกิด กรรม คือการกระทำอันถึงพร้อมด้วยเจตนา ก่อให้เกิดวิบาก คือผลของกรรม เมื่อรับวิบากแล้วก็เกิดกิเลส แล้วสร้างกรรม เกิดวิบาก เกิดกิเลส วนกันไปไม่รู้จักจบจักสิ้น เรียกว่า ไตรวัฏ

ภพ ๓

ที่อยู่ของหมู่สัตว์ ๓ ชั้น

  1. ๑. กามภพ คือภพของผู้ยังเสพกาม ได้แก่ อบายภูมิ ๔ มนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖
  2. ๒. รูปภพ คือภพของผู้ที่พ้นจากกาม แต่อยู่ในขอบเขตของ รูปฌาน (ฌานที่มีรูปเป็นอารมณ์) ได้แก่ รูปพรหม ๑๖ ชั้น
  3. ๓. อรูปภพ คือภพของผู้ที่พ้นจากกามและรูปฌาน แต่อยู่ในขอบเขตของ อรูปฌาน (ฌานที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์) ได้แก่ อรูปพรหม ๔ ชั้น

คำอธิบายภพในแบบอื่น

ภพ ๓๑ หมายถึง อบายภูมิ ๔ มนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖ พรหม ๒๐

พรหม ๒๐ หมายถึง รูปพรหม ๑๖ อรูปพรหม ๔

อบายภูมิ ๔ หมายถึง ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้ไม่เจริญ ผู้ลำบากเดือดร้อน ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน

สวรรค์ ๖

สวรรค์ ๖ หมายถึง ภูมิของผู้มีบุญคือเทวดาซึ่งยังเกี่ยวข้องกับกามชนิดที่ละเอียดกว่ากามของมนุษย์ ได้แก่

  1. ๑. จาตุมหาราชิกา
  2. ๒. ดาวดึงส์
  3. ๓. ยามา
  4. ๔. ดุสิต
  5. ๕. นิมมานรดี
  6. ๖. ปรนิมมิตวสวดี

รูปพรหม ๑๖

รูปพรหม ๑๖ หมายถึง ภูมิของพรหม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม แต่อยู่ในขอบเขตของรูปฌาน

เขตของปฐมฌาน มีภูมิ ๓ ชั้น

๑. พรหมปาริสัชชา ๒. พรหมปุโรหิตา ๓. มหาพรหมา


เขตของทุติยฌาน มีภูมิ ๓ ชั้น

๔. ปริตาภา ๕. อัปปมาณาภา ๖. อาภัสสรา


เขตของตติยฌาน มีภูมิ ๓ ชั้น

๗. ปริตสุภา ๘. อัปปมาณสุภา ๙. สุภกิณหกา


เขตของจตุตถฌาน มีภูมิ ๒ ชั้น

๑๐. เวหัปผลา ๑๑. อสัญญสัตตา


เขตของพรหมอนาคามี (สุทธาวาสภูมิ) มี ๕ ชั้น

๑๒. อวิหา ๑๓. อตัปปา ๑๔. สุทัสสา ๑๕. สุทัสสี ๑๖. อกนิฏฐา

อรูปพรหม ๔

อรูปพรหม ๔ หมายถึง ภูมิของพรหมที่อยู่ในเขตของอรูปฌาน ได้แก่

  1. ๑. อากาสานัญจายตนะ คือเขตของผู้ที่ได้บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน
  2. ๒. วิญญาณัญจายตนะ คือเขตของผู้ที่ได้บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน
  3. ๓. อากิญจัญญายตนะ คือเขตของผู้ที่ได้บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน
  4. ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือเขตของผู้ที่ได้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

รูป ๓

คำว่ารูป ในภาษาธรรมะมีความหมายได้ ๓ นัย

รูปารมณ์
อารมณ์คือรูป ก็คือสิ่งที่มองได้ด้วยตา นั่นคือ รูปารมณ์ อารมณ์คือรูปอันจะรับสัมผัสได้ด้วยตา
รูปขันธ์
หมายถึงขันธ์ คือ ร่างกาย
รูปธรรม
คือ สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยอายตนะทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนนามธรรมคือสิ่งที่ต้องสัมผัสได้ด้วยใจเท่านั้น

ฉะนั้น เมื่อเห็นคำว่ารูปในหนังสือธรรมะ พึงเทียบเคียงว่าเป็นความหมายอันใดแน่

เวทนา ๓

  1. ๑. สุขเวทนา เวทนาคือความสุข
  2. ๒. ทุกขเวทนา เวทนาคือความทุกข์
  3. ๓. อุเบกขาเวทนา เวทนาคือความไม่สุขไม่ทุกข์ คือเฉยๆ

เวทนา ๓ เมื่อแจงให้ละเอียดซอยลงไปอีก ได้เป็น เวทนา ๕ คือ

  1. ๑. สุขเวทนา คือ ความสุขกาย
  2. ๒. โสมนัสเวทนา คือ ความสุขใจ
  3. ๓. ทุกขเวทนา คือ ความทุกข์กาย
  4. ๔. โทมนัสเวทนา คือ ความทุกข์ใจ
  5. ๕. อุเบกขาเวทนา คือ ความไม่สุขไม่ทุกข์ คือเฉยๆ

เวทนา ๖

เวทนา สุข ทุกข์ อุเบกขา ที่แยกเกิดตามทวารทั้ง ๖ คือ

  1. ๑. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางตาเห็นรูป เรียกว่า จักษุสัมผัสสชาเวทนา
  2. ๒. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางหูได้ยินเสียง เรียกว่า โสตสัมผัสสชาเวทนา
  3. ๓. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางจมูกได้กลิ่น เรียกว่า ฆานสัมผัสสชาเวทนา
  4. ๔. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางลิ้นรับรส เรียกว่า ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
  5. ๕. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางกายถูกโผฏฐัพพะ เรียกว่า กายสัมผัสสชาเวทนา
  6. ๖. เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางใจรับธัมมารมณ์ เรียกว่า มโนสัมผัสสชาเวทนา

สังขาร

คำว่าสังขารในภาษาธรรมะ มีความหมายได้หลายนัย

โดยรากศัพท์เดิมแปลว่า การประกอบปรุงแต่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้เรียกได้หลายนัย เช่น

  1. ๑. หมายถึงร่างกายก็ได้ คือเป็นการปรุงแต่งของรูปธรรม ดิน น้ำ ไฟ ลม ออกมาเป็นร่างกายสังขาร
  2. ๒. หมายถึงการปรุงแต่งของจิตก็ได้ เช่น สังขารขันธ์ หนึ่งในขันธ์ ๕ หมายถึงการปรุงแต่งของจิต สังขารในปฏิจจสมุปบาท ก็หมายถึงการปรุงแต่งของจิต
  3. ๓. หมายถึงสิ่งปรุงแต่งทั้งปวง ทั้งรูปธรรม นามธรรม ก็ได้ เช่นคำว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง หมายถึงทั้งรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เที่ยง ซึ่งยกเว้นนิพพาน เพราะนิพพานไม่ใช่เป็นสังขาร

เนื่องจากคำว่าสังขารมีความหมายได้หลายนัยข้างต้น ฉะนั้น เมื่อเราเห็นคำว่าสังขารในหนังสือธรรมะ พึงเทียบเคียงว่าเป็นความหมายอันใดแน่

กิเลส ๓

  1. ๑. ราคะ ความรัก หรือ โลภะ ความโลภ (ในภาษาธรรมะ ความรักกับความโลภ คือตัวเดียวกัน)
  2. ๒. โทสะ ความโกรธ
  3. ๓. โมหะ ความหลง ไม่รู้จริง

ตัณหา ๓

ความอยาก มี ๓ อย่าง

  1. ๑. กามตัณหา ความอยากให้มา
  2. ๒. ภวตัณหา ความอยากให้อยู่
  3. ๓. วิภวตัณหา ความอยากให้ไป

ไตรลักษณ์

ลักษณะ ๓ ของสรรพสิ่ง คือ สิ่งทั้งหลายย่อมมี ๓ ลักษณะคือ

  1. ๑. อนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน
  2. ๒. ทุกขัง ทนได้ยาก ทนได้ลำบาก เดือดร้อน
  3. ๓. อนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ฝืนความปราถนา ว่าไม่ฟัง

มหาสติปัฏฐาน ๔

ทางเอกที่จะนำไปสู่มรรคผล มี ๔ ฐาน

  1. ๑. กายานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณากายในกาย ดูร่างกาย
    คือ ดูลมหายใจ, ดูอริยาบถ, ดูร่างกายเป็นปฏิกูล, ดูร่างกายเป็นธาตุ ๔, ดูร่างกายเป็นซากศพ
  2. ๒. เวทนานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณาเวทนาในเวทนา ดูการเสวยอารมณ์
    คือ ให้รู้ว่ากำลังมีสุข, ทุกข์, ไม่สุขไม่ทุกข์, สมหวัง, ผิดหวัง ,เฉยๆ, ดูว่าอารมณ์มีอามิสอยู่หรือไม่
  3. ๓. จิตตานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณาจิตในจิต ดูจิต
    คือ รู้ว่าจิตมีราคะ, ไม่มีราคะ, รู้ว่าจิตมีโทสะ, ไม่มีโทสะ, รู้ว่าจิตมีโมหะ(หลง), ไม่มีโมหะ, รู้ว่าจิตหดหู่, รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน, รู้ว่าจิตมีอารมณ์ใหญ่(ในทางอยาก), ไม่มีอารมณ์ใหญ่, รู้ว่าจิตมีอารมณ์เยี่ยมกว่า(ในทางธรรม), ไม่มีอารมณ์เยี่ยมกว่า, รู้ว่าจิตตั้งมั่น, จิตไม่ตั้งมั่น, รู้ว่าจิตหลุดพ้น, ไม่หลุดพ้น
  4. ๔. ธรรมานุปัสนามหาสติปัฏฐาน พิจารณาธรรมในธรรม ดูการเกิดดับ
    คือ ดูนิวรณ์ ๕, ดูขันธ์ ๕, ดูการกระทบกันของอายตนะภายใน (ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ) และอายตนะภายนอก (รูป,เสียง,กลิ่น,รส,สัมผัส,ธัมมารมณ์), ระลึกถึงโพชฌงค์ ๗ (สติ-ความระลึกได้, ธรรมวิจยะ-การวินิจฉัยธรรม, วิริยะ-ความเพียร, ปีติ-ความอิ่มใจ, ปัสสัทธิ-ความสงบ, สมาธิ-จิตตั้งมั่น, อุเบกขา-ความวางเฉย), พิจารณาอริยสัจ ๔ (ทุกขสัจ, สมุทัยสัจ=ตัณหา, นิโรธสัจ, มรรคสัจ=ศีล สมาธิ ปัญญา)

สัมมัปปธาน ๔

องค์แห่งความเพียร ๔ อย่าง เพื่อความเจริญแห่งมรรคผล

  1. ๑. สังวรปธาน เพียรระวังบาปที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิด
  2. ๒. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว ให้สิ้นไป
  3. ๓. ภาวนาปธาน เพียรเจริญกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
  4. ๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อมไป

อิทธิบาท ๔

ปัจจัยแห่งความสำเร็จในกิจการทั้งปวง ทั้งทางโลกและทางธรรม

  1. ๑. ฉันทะ มีความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
  2. ๒. วิริยะ มีความเพียร ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
  3. ๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่จดจ่อไม่ทอดธุระ
  4. ๔. วิมังสา พิจารณาตริตรองหาข้อดีข้อเสียเพื่อแก้ไขให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

อรูปฌาน ๔

การเพ่งสิ่งไม่มีรูปเป็นอารมณ์ มี ๔ คือ

  1. ๑. อากาสานัญจายตนะ การเพ่งว่าอากาศไม่มีสิ้นสุด คือละทิ้งการกำหนดหมายในรูปธรรมทั้งปวง กำหนดว่าทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่ากลายเป็นอากาศธาตุ ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต แล้วเพ่งจนจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นี้
  2. ๒. วิญญาณัญจายตนะ การเลิกสนใจอากาสานัญจายตนะ หันมาสนใจเพ่งตัววิญญาณที่ไปรับรู้อารมณ์ว่างเปล่าของอากาสานัญจายตนะแทน
  3. ๓. อากิญจัญญายตนะ การเลิกสนใจวิญญาณตัวรับรู้ในอากาศ หันมากำหนดว่าไม่มีอะไรสักอย่าง แล้วเพ่งจนจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นี้
  4. ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ การเลิกสนใจที่จะเพ่งว่าไม่มีอะไรของอากิญจัญญายตนะ ซึ่งถือว่าเป็นการปล่อยวางสัญญา (คือตัวกำหนดหมาย) ว่าไม่มีอะไรเสีย แต่ว่าเนื่องจากยังพอใจพึงใจในการเสพเสวยรส (เวทนา) ของการวางสัญญา ทำให้สัญญายังไม่ขาดหายไปเสียเลยทีเดียว จึงกลายเป็นสมาธิที่จะมีสัญญาก็ไม่ใช่ จะไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

พระอริยเจ้า ๔

ผู้บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา มี ๔ ขั้น

  1. ๑.พระโสดาบัน มี ๓ ขั้น
    1. ๑.๑ สัตตักขัตตุง เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๗ ชาติ
    2. ๑.๒ โกลังโกละ เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๓ ชาติ
    3. ๑.๓ เอกพิชี เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๑ ชาติ
  2. ๒. พระสกิทาคามี เป็นมนุษย์อีกไม่เกิน ๑ ชาติ
  3. ๓. พระอนาคามี ไม่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว
  4. ๔. พระอรหันต์ นิพพานเลย

พรหมวิหาร ๔

ธรรมอันเป็นที่อยู่ของพรหม มี ๔ ข้อ

  1. ๑. เมตตา คือความรักด้วยความปรารถนาดี
  2. ๒. กรุณา คือความสงสารปราณีต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก
  3. ๓. มุทิตา คือความมีจิตชื่นบาน,พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
  4. ๔. อุเบกขา คือ อารมณ์เป็นกลาง วางเฉย

อินทรีย์ ๕

  1. ๑. สัทธินทรีย์ อินทรีย์ คือ ศรัทธา
  2. ๒. วิริยินทรีย์ อินทรีย์ คือ วิริยะ ความเพียร
  3. ๓. สตินทรีย์ อินทรีย์ คือ สติ ความระลึกได้
  4. ๔. สมาธินทรีย์ อินทรีย์ คือ สมาธิ ความตั้งใจมั่น
  5. ๕. ปัญญินทรีย์ อินทรีย์ คือ ปัญญา

พละ ๕

กำลังในทางพระพุทธศาสนา มี ๕ ประการ ซึ่งจะช่วยให้จิตของพระโยคาวจรสำเร็จสมความมุ่งมาดปรารถนาในการปฏิบัติธรรม

  1. ๑. ศรัทธาพละ กำลังคือ ศรัทธา
  2. ๒. วิริยะพละ กำลังคือ ความเพียร
  3. ๓. สติพละ กำลังคือ สติ
  4. ๔. สมาธิพละ กำลังคือ สมาธิ
  5. ๕. ปัญญาพละ กำลังคือ ปัญญา

นิวรณ์ ๕

เครื่องกั้นความดี เครื่องกั้นฌานหรือสมาธิ มี ๕ อย่าง

  1. ๑. กามฉันทะ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
  2. ๒. พยาบาท ความผูกโกรธ
  3. ๓. ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน
  4. ๔. อุทธัจจะ กุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและความรำคาญใจ
  5. ๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ

ขันธ์ ๕

ร่างกายของมนุษย์ ประกอบไปด้วย

  1. ๑. รูป ร่างกายตัวเนื้อ
  2. ๒. เวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์
  3. ๓. สัญญา ความจำ
  4. ๔. สังขาร ความคิดดี คิดชั่ว คิดไม่ดีไม่ชั่ว
  5. ๕. วิญญาณ ความรู้สึกของร่างกาย (ระบบประสาท)

อุปาทานขันธ์ ๕

  1. ๑. รูปูปาทาน แปลว่า อุปาทานในรูป คือความยึดมั่นในรูปขันธ์
  2. ๒. เวทนูปาทาน แปลว่า อุปาทานในเวทนาขันธ์
  3. ๓. สัญญูปาทาน แปลว่า อุปาทานในสัญญาขันธ์
  4. ๔. สังขารูปาทาน แปลว่า อุปาทานในสังขารขันธ์
  5. ๕. วิญญาณูปาทาน แปลว่า อุปาทานในวิญญาณขันธ์

วิญญาณ ๖

  1. ๑. การรับรู้อารมณ์ทางตา เรียกว่า จักษุวิญญาณ
  2. ๒. การรับรู้อารมณ์ทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ
  3. ๓. การรับรู้อารมณ์ทางจมูก เรียกว่า ฆานวิญญาณ
  4. ๔. การรับรู้อารมณ์ทางลิ้น เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ
  5. ๕. การรับรู้อารมณ์ทางกาย เรียกว่า กายวิญญาณ
  6. ๖. การรับรู้อารมณ์ทางใจ เรียกว่า มโนวิญญาณ

อายตนะ ๖ คู่

ตัวกระทบซึ่งอารมณ์ มี ๖ คู่ คือ

อายตนะภายใน ๖อายตนะภายนอก ๖
ตารูป
หูเสียง
จมูกกลิ่น
ลิ้นรส
กายโผฏฐัพพะ (สิ่งที่รับรู้ด้วยกาย)
ใจธัมมารมณ์ (สิ่งที่รับรู้ด้วยใจ)

โพชฌงค์ ๗

องค์ประกอบในการตรัสรู้ธรรม ๗ อย่าง

  1. ๑. สติ ความระลึกได้
  2. ๒. ธรรมวิจยะ การวิจัยธรรม
  3. ๓. วิริยะ ความเพียร
  4. ๔. ปีติ ความอิ่มเอิบใจ
  5. ๕. ปัสสัทธิ ความสงบรำงับ
  6. ๖. สมาธิ ความตั้งใจมั่น
  7. ๗. อุเบกขา ความวางเฉย

อริยทรัพย์ ๗

คือทรัพย์ภายใน ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์ของพระอริยเจ้า มี ๗ ข้อคือ

  1. ๑. ศรัทธา ทรัพย์คือศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
  2. ๒. ศีล ทรัพย์คือศีล การสำรวมกายและวาจาให้เรียบร้อยไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น พร้อมทั้งตัวเอง
  3. ๓. หิริ ทรัพย์คือความละอายต่อบาป
  4. ๔. โอตตัปปะ ทรัพย์คือความเกรงกลัวต่อบาป
  5. ๕. พาหุสัจจะ ทรัพย์คือการได้ยินได้ฟังได้ศึกษาธรรมมามาก
  6. ๖. จาคะ ทรัพย์คือการสละ การให้
  7. ๗. ปัญญา ทรัพย์คือการมีปัญญารู้เท่าทันความจริงของสังขารทั้งปวง

มรรค

ทางไปสู่ความพ้นทุกข์ มีองค์ ๘ คือ

  1. ๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ คือเห็นในอริยสัจ ๔ ได้แก่เห็นทุกข์ เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ เห็นมรรค
  2. ๒. สัมมาสังกับโป ความดำริชอบ คือดำริในการออกจากกาม ดำริในการไม่พยาบาท ดำริในการไม่เบียดเบียน
  3. ๓. สัมมาวาจา วาจาชอบ คือไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้คนแตกกัน ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
  4. ๔. สัมมากัมมันโต การงานชอบ คือการงานที่ไม่ฆ่าสัตว์ การงานที่ไม่ลักขโมย การงานที่ไม่ประพฤติผิดในกาม
  5. ๕. สัมมาอาชีโว เลี้ยงชีพชอบ คือการเลี้ยงชีพโดยสุจริต ไม่หลอกลวงเค้าเลี้ยงชีวิต
  6. ๖. สัมมาวายาโม ความเพียรชอบ คือเพียรในการละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว, เพียรในการระวังไม่ให้บาปที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น, เพียรในการยังกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขี้น, เพียรในการรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้ดับไป
  7. ๗. สัมมาสติ คือการเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔
  8. ๘. สัมมาสมาธิ คือการเจริญสมาธิในฌานทั้ง ๔
  • สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ย่อลงมาเป็นศีล
  • สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ย่อลงมาเป็นสมาธิ
  • สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ย่อลงมาเป็นปัญญา
  • ดังนั้น มรรคทั้ง ๘ องค์ ย่อลงมาได้คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

บางทีท่านย่อมรรคทั้ง ๘ องค์ เป็น ทาน ศีล ภาวนา โดยภาวนาก็คือ สมาธิ+ปัญญา ส่วนทานเป็นองค์ประกอบที่จะช่วยให้ศีลและภาวนาผ่องใส

สังโยชน์ ๑๐

กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี ๑๐ อย่าง

  1. ๑. สักกายทิฏฐิ มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา
  2. ๒. วิจิกิจฉา สงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
  3. ๓. สีลัพพตปรามาส การถือศีลไม่จริงจัง หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น
  4. ๔. กามราคะ ความยินดีในกามคุณ
  5. ๕. ปฏิฆะ ความขุ่นใจ
  6. ๖. รูปราคะ ความพอใจในวัตถุหรือรูปฌาน
  7. ๗. อรูปราคะ ความพอใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
  8. ๘. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
  9. ๙. มานะ ความถือตัวถือตน
  10. ๑๐. อวิชชา ความโง่ ความไม่รู้

ถ้าละได้ ๓ ข้อ (๑.-๓.) เป็นพระโสดาบันหรือพระสกิทาคามีตามความละเอียดของจิตที่ละได้ ถ้าละได้ ๕ ข้อ เป็นพระอนาคามี ถ้าละได้หมดทุกข้อ เป็นพระอรหันต์

การละสักกายทิฏฐิสังโยชน์ในภาคปฏิบัตินั้น ผู้ที่ละได้ ย่อมจะมองทุกสิ่งทุกอย่างตามอาการที่มันเป็นจริง ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้มันเป็น เมื่อมองสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง ย่อมจะเห็นสภาพความเป็นจริงของสังขารได้อย่างชัดเจนคือ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ สังขารทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมจะเห็นความเป็นจริงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา ฉะนั้น ความแตกต่างระหว่างปุถุชนผู้ยังละสักกายทิฏฐิไม่ได้ กับพระอริยบุคคลผู้ละสักกายทิฏฐิได้แล้วก็คือ

ปุถุชนทั้งหลายย่อมมองสังขารทั้งปวงอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น จึงยังยึดอยู่ในส่วนลึกของจิตว่า สังขารทั้งปวง เที่ยง เป็นสุข และเป็นตัวตนของเรา

ส่วนพระอริยะทั้งหลาย ย่อมมองสิ่งทั้งปวงตามที่มันเป็นจริง จึงเห็นสังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตามที่มันเป็นจริง

สำหรับความแตกต่างของพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ก็คือ พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้ แต่ยังละราคะและโทสะไม่ได้ พระสกิทาคามีละสักกายทิฏฐิได้ และสามารถทำราคะและโทสะให้เบาบางลงบ้าง พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้ ละราคะและโทสะได้ แต่ยังละอวิชชาไม่ได้ ส่วนพระอรหันต์คือผู้ละอวิชชาและกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้

พระโสดาบันนั้นเริ่มมองเห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ขันธ์ ๕ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ยังไม่สามารถถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเราได้ เมื่อพระโสดาบันมีความพากเพียรในการเจริญอธิศีล อธิจิต อธิปัญญายิ่งยิ่งขึ้นไป ย่อมจะสามารถถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราของเราให้เบาบางลงเรื่อยๆ แต่จะสามารถละได้อย่างเด็ดขาดถอนรากถอนโคนก็ต่อเมื่อละอวิชชาได้เท่านั้น คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง

บารมี ๑๐

กำลังใจที่ต้องทำให้เต็ม ไม่พร่อง มี ๑๐ อย่าง

  1. ๑. ทาน การให้โดยไม่หวังผล
  2. ๒. ศีล การรักษาศีลให้เป็นปกติ
  3. ๓. เนกขัมมะ การถือบวช
  4. ๔. ปัญญา ความรู้
  5. ๕. วิริยะ ความเพียร
  6. ๖. ขันติ ความอดทนอดกลั้น
  7. ๗. สัจจะ ความตั้งใจจริง เอาจริง จริงใจ
  8. ๘. อธิษฐาน ความตั้งใจมั่น ไม่เปลี่ยนแปลง
  9. ๙. เมตตา ความรักด้วยความปราณี
  10. ๑๐. อุเบกขา ความวางเฉย

อนุสสติ ๑๐

การระลึกถึงสิ่งที่เป็นคุณ มี ๑๐ อย่าง

  1. ๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
  2. ๒. ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์
  3. ๓. สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์
  4. ๔. สีลานุสสติ ระลึกถึงคุณของศีลเป็นอารมณ์
  5. ๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงคุณหรือผลของทานเป็นอารมณ์
  6. ๖. เทวตานุสสติ ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์
  7. ๗. มรณานุสสติ ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
  8. ๘. อุปสมานุสสติ ระลึกถึงคุณหรือความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์
  9. ๙. กายคตานุสสติ ระลึกถึงความสกปรกของร่างกายเป็นอารมณ์
  10. ๑๐. อานาปานุสสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก

ปฏิจจสมุปบาท

ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น

สายเกิดคือ
  • อวิชชา ความไม่รู้ เป็นปัจจัยแก่ สังขาร คือการปรุงแต่งของจิต
  • สังขาร เป็นปัจจัยแก่ วิญญาณ คือการรับรู้รับทราบอารมณ์
  • วิญญาณ เป็นปัจจัยแก่ นามรูป คือ การรวมตัวเข้ากันเป็นขันธ์ทั้ง ๕ นั่นคือ รูปขันธ์ ๑ นามขันธ์ ๔ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
  • นามรูป เป็นปัจจัยแก่ สฬายตนะ คือ อายตนะทั้ง ๑๒ เป็นที่รับรู้อารมณ์ได้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์
  • สฬายตนะ เป็นปัจจัยแก่ ผัสสะ คือ การกระทบของอารมณ์ คือ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจรับรู้ธัมมารมณ์
  • ผัสสะ เป็นปัจจัยแก่ เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ ข้างต้น คือ ความรู้สึกสุข ทุกข์ อุเบกขา(วางเฉย) ตามทวารทั้ง ๖ ข้างต้น เมื่อได้กระทบอารมณ์
  • เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา คือ ความสุข ทุกข์ อุเบกขา ทำให้เกิดความอยากให้มา อยากให้อยู่ อยากให้ไป
  • ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน คือ ความยึดมั่น
  • อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ คือ ภาวะความเป็นอยู่ของสัตว์ที่ต้องมาเสวยกรรมที่ตนสร้างมา
  • ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ คือ ความเกิด
  • ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และทุกข์อื่นๆอีกทั้งหลาย
  • ปฏิจจสมุปบาทสายดับคือ
    เมื่อดับอวิชชาได้ ->
    สังขารก็ดับ ->
    วิญญาณดับ ->
    นามรูปดับ ->
    สฬายตนะดับ ->
    ผัสสะดับ ->
    เวทนาดับ ->
    ตัณหาดับ ->
    อุปาทานดับ ->
    ภพดับ ->
    ชาติดับ ->
    ทุกข์ทั้งหลายดับ

    โพธิปักขิยธรรม ๓๗

    องค์ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายในการตรัสรู้ มี ๓๗ ข้อ ซึ่งรวมจากธรรมหลายหมวด คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ พละ ๕ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘

    รวม ๔+๔+๔+๕+๕+๗+๘ = ๓๗

    มงคล ๓๘

    คือสิ่งที่นำมงคลความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้ปฏิบัติมี ๓๘ ข้อดังนี้

    1. ๑. ไม่คบคนชั่ว
    2. ๒. คบคนดี
    3. ๓. บูชาสิ่งหรือคนที่ควรบูชา
    4. ๔. อยู่ในสถานที่อันสมควร
    5. ๕. การได้ทำบุญไว้แต่ปางก่อน
    6. ๖. การตั้งตนไว้ชอบ
    7. ๗. การได้สดับตรับฟังมาก
    8. ๘. การมีศิลปะ
    9. ๙. การศึกษาวินัยและกฎระเบียบแล้วนำมาปฏิบัติ
    10. ๑๐. การกล่าววาจาสุภาษิต
    11. ๑๑. การอุปัฏฐากมารดาบิดา
    12. ๑๒. การสงเคราะห์บุตร
    13. ๑๓. การสงเคราะห์ภรรยา
    14. ๑๔. การกระทำการงานไม่คั่งค้าง
    15. ๑๕. การให้ทาน
    16. ๑๖. การประพฤติธรรม
    17. ๑๗. การสงเคราะห์ญาติ
    18. ๑๘. การกระทำการงานไม่มีโทษ
    19. ๑๙. การเว้นจากการทำบาป
    20. ๒๐. การไม่ดื่มสุราเมรัย
    21. ๒๑. การไม่ประมาทในธรรม
    22. ๒๒. การมีสัมมาคารวะ
    23. ๒๓. การไม่เย่อหยิ่งจองหอง
    24. ๒๔. ความสันโดษยินดีในสิ่งที่มีอยู่
    25. ๒๕. ความมีกตัญญู
    26. ๒๖. การได้ฟังธรรมตามกาล
    27. ๒๗. ความอดทน
    28. ๒๘. การว่าง่ายสอนง่าย
    29. ๒๙. การได้เห็นสมณะ
    30. ๓๐. การได้สนทนาธรรมตามกาล
    31. ๓๑. การแผดเผากิเลส
    32. ๓๒. การประพฤติพรหมจรรย์
    33. ๓๓. การได้เห็นอริยสัจคือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ
    34. ๓๔. การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
    35. ๓๕. จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ๘ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์
    36. ๓๖. จิตไม่เศร้าโศก
    37. ๓๗. จิตปราศจากธุลี คือ กิเลส
    38. ๓๘. จิตเกษม