นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอนมัสการพระธรรม ขอแสดงความเคารพแด่พระอริยสงฆ์และพระสมมุติสงฆ์ ขอกราบแทบเท้ามายังพระเดชพระคุณ ผู้เป็นพระอาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทให้วิชาความรู้ ขอนมัสการพระเถรานุเถระ ผู้มีพรรษายุกาลและปัจฉิมายุกาลทุกท่าน เจริญพรญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา
วันนี้ก็เป็นโอกาสดี ที่มาให้ธรรมะ ช่วงนี้อากาศหนาวเหน็บผิดปกติ อากาศหนาวเหน็บ เสียดแทงกาย เป็นโผฏฐัพพะ เป็นอนิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์คืออารมณ์ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ หนาวเกินไป ร้อนเกินไป ที่ว่าเป็นโผฏฐัพพารมณ์ อารมณ์ที่มากระทบกาย เป็นส่วนแห่งความไม่น่าชอบใจ ก็เป็นที่ตั้งแห่งการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมของเรา ฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติธรรม ที่หยั่งลง คือภูมิแห่งวิปัสสนา คือโรงงานที่จะดำเนินการแห่งกิจการวิปัสสนา ก็ไม่ได้อยู่ไกลที่ไหน อยู่ที่กาย ยาววาหนาคืบ กว้างศอกกำมา พร้อมด้วยสัญญาและใจครอง ที่อายตนะ ๑๒ ขณะตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ และใจกระทบธรรมารมณ์ อันนี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งวิปัสสนา
วิปัสสนานี้ไม่ต้องไปทำในที่ไกล เพราะว่าคนเรานี้เป็นทุกข์อยู่ที่ของใกล้ตัวนี้เอง ฉะนั้น เราก็ต้องมาจัดการ มาหยั่งรู้ สร้างความรู้แจ้งให้เกิดในที่ใกล้ตัว อันเป็นภูมิแห่งวิปัสสนา มีอายตนะ เมื่อกระทบอารมณ์ทางอายตนะ เมื่อตาเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณ เกิดจักขุสัมผัส เกิดจักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ขณะเกิดเวทนา ถ้าไม่ถึงพร้อมด้วยสติ ก็จะเกิดกิเลส เกิดตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ยึดมั่นถือมั่น เพื่อก่อเกิดความเป็นทุกข์ เมื่อการรับรู้เฉยๆ ยังไม่เป็นปัจจัยแห่งความเป็นทุกข์ แต่ความเข้าไปยึดมั่นหลังจากที่เสวยเวทนานั่นแหละ เป็นปัจจัยให้ก่อเกิดความทุกข์ เวทนาก็คือตัวเสวยรส เมื่ออารมณ์กระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ บุคคลผู้มีจิตที่มิได้อบรม ย่อมเป็นทุกข์เดือดร้อน เพราะเหตุแห่งการกระทบอารมณ์ บุคคลไม่ได้อบรมอะไรล่ะ ไม่ได้อบรมสติ ไม่ได้อบรมปัญญา ฉะนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่บุคคลผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์ จะต้องมาอบรมสติ และปัญญาให้แก่กล้า ในฐานที่ตั้งแห่งวิปัสสนา ฐานแห่งวิปัสสนาอันควรเข้าไปรู้แจ้ง ว่า ความรู้แจ้งนั้นตรงกันข้ามกับความมัวเมา มืดหลง ฉะนั้น ที่ใดที่เราต้องทำความรู้แจ้งไปสู่ ก็คือที่ที่เรามัวเมา มืดหลง คนเราก็มัวเมาอยู่ที่อายตนะ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ ใจกระทบธรรมารมณ์ นี่ ความเป็นคนอยู่ตรงนี้ พ้นจากนี้ไปแล้วไม่มีอะไร ฉะนั้น เราจะมาเจริญสติที่จะหยั่งรู้ มีความพร้อมที่จะรู้แจ้ง ขณะกระทบอารมณ์ ตามทวารทั้ง ๖
วิปัสสนานี้ไม่ต้องไปเจริญไกลตัว เจริญอยู่ในตัวเรานี่แหละ เราจะมาหยั่งรู้ เพิ่มความรู้แจ้งให้เกิดในที่ใกล้ตัว ฉะนั้น เมื่อเรารู้ดังนี้แล้ว ก็คือว่า ทำอย่างไรเราจะตัดเรื่องภายนอกออกให้ได้มากที่สุด พยายามมากำหนดในกายในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ หยั่งรู้ที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม เพื่อจะเกิดความรู้แจ้ง ความรู้แจ้งนี้จะต้องเกิดขณะปัจจุบันอารมณ์ ปัจจุบันขณะ ด้วยสติที่เราฝึก สติต้องถึงพร้อม พร้อมจะใช้งาน ผู้ที่ไม่เจริญสตินี่ เป็นผู้อาภัพที่จะดับทุกข์ เพราะไม่มีเครื่องมือ ไม่มีเครื่องมือที่ใช้ในการดับทุกข์ เหมือนเราจะดับเพลิง เราจะเอามือเปล่าไปดับไม่ได้ เราต้องใช้เครื่องดับเพลิง ฉะนั้น สติจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึก
ฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ มี ๔ ฐาน ตามที่โบราณาจารย์ มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์เอก ได้วางรากฐานเอาไว้ ฐานอันเป็นที่ตั้งที่จะหยั่งลงแห่งสติ มี ๔ ฐาน คือกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม เพื่อจะเข้าไปรู้แจ้งอารมณ์ที่กระทบในปัจจุบันขณะ ตามทวารทั้ง ๖ และเป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้าย ตัวที่จะเริ่มเกิดกิเลสของเรา ก็คือความยินดียินร้าย จิตที่ไม่ทุกข์ จะต้องเป็นจิตที่มีอุเบกขาวางเฉย ต่อทุกอารมณ์ที่มากระทบ ฉะนั้น สิ่งที่เราต้องแสวงหา ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะวางเฉยได้ ขณะกระทบอารมณ์ทั้งปวง อันนี้ การที่จะฝึกฝนจิตให้เรามีคุณภาพที่จะวางเฉยได้ขณะกระทบอารมณ์ ก็คือ อารมณ์ทั้งปวงนี้มันเกิดดับอยู่ในปัจจุบันขณะ ขณะเดียวเท่านั้น
ฉะนั้น การดำเนินงานของผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรม เป็นงานที่ง่ายมาก ง่ายจริงๆ เพราะว่าจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นขณะจิตเดียวเท่านั้นเอง ในปัจจุบันเท่านั้น เรื่องอดีตที่ยาวไกล สุดลูกหูลูกตาน่ะ ไม่ต้องไปจัดการเลย ไม่ต้องยุ่งเลย สิ่งใดที่ผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย ไม่ต้องสนใจ ไม่ว่าเรื่องใหญ่มโหฬารปานใด ผ่านไปแล้วเป็นอดีตแล้ว คือดับไปแล้ว ไม่เหลือแล้ว โดยความเป็นจริง อดีตทั้งปวง ยาวไกลแค่ไหน สุดลูกหูลูกตา ดับไปหมดแล้ว อดีตคือสิ่งที่ดับไปแล้ว แต่โมหะที่เกิดในใจเรา ความไม่รู้ ความหลง ความไม่แยบคาย ไม่เจริญสติให้แยบคาย เมื่อจิตเอาธรรมารมณ์อันเป็นอดีตขึ้นมาปรุงแต่ง จิตที่ไม่แยบคาย จิตที่ถูกครอบงำด้วยโมหะ จึงหลงยึดมั่นไปว่าสิ่งนี้ยังมีอยู่ ต้องทุกข์เจ็บปวดเดือดร้อนกับสิ่งที่ดับไปแล้ว เพราะถูกอวิชชาโมหะในหัวเรา หลอกว่ายังมีอยู่ ต้องมาเจ็บปวด เสียอกเสียใจ คร่ำครวญ เดือดเนื้อร้อนใจ เจ็บปวดเหมือนกับศรปักอก ดังเพลงที่เขาบอกว่า อดีตที่ผ่านไปไม่กลับมา ช่างเจ็บปวดอุรา เรากลับจำ จริงๆ มันดับไปแล้ว อดีตมันคือสิ่งดับไปแล้ว ในความเป็นจริง อดีตมันดับไปแล้ว ฉะนั้น ทุกครั้งที่เราเป็นทุกข์ จากเรื่องอดีต มันตั้งขึ้นจากความหลงงมงาย ความโง่เขลาเบาปัญญาทั้งนั้น ไม่ได้ตั้งขึ้นจากความเป็นจริงว่าอดีตนั้นยังอยู่ เพราะในความจริงน่ะอดีตมันดับไปแล้ว
ฉะนั้น เรามีปัญญาอย่างนี้ ให้เหมือนกับเราเอาปฏักไว้ปักโค หรือมีแส้ไว้ตีม้า ที่จะออกนอกลู่นอกทาง เมื่อใดที่จิตเรามีความทุกข์เพราะอดีต ให้เอาความคิดนี้ใส่เข้าไป ว่าอดีตมันดับไปแล้ว ไม่มีจริงแล้ว เราโดนมันหลอก อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังไม่มี คำจำกัดความของอนาคต ก็คือ สิ่งที่ไม่แน่นอนว่าจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่อนาคต พลิกผันได้ตลอด ไม่แน่นอน องค์ประกอบทั้งหลายเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ไม่รู้จะเป็นอย่างไร นี่คืออนาคต อนาคตเหมือนกลุ่มหมอกควัน ไม่มีอะไรจริง ความที่ไปวิตกกังวลกับอนาคต ก็เกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญา ความไม่เข้าใจความเป็นจริงของธรรมชาติ
สัจจะเป็นอย่างนี้ อนาคตเป็นของกลวงเปล่า แต่ของที่กลวงเปล่ามาทำให้เราเป็นทุกข์ได้นั้น เพราะเราตั้งจิตไว้ผิด ฉะนั้น ไม่เป็นเรื่องธรรมดาเลยที่เราเป็นทุกข์เพราะของกลวงเปล่า เหมือนกับลม ลมที่ผ่านไปผ่านมา จะแทงให้เราเลือดไหลน่ะ มันยาก เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น การที่เราจะเป็นทุกข์กับอนาคตจริงๆ จังๆ นั้น เป็นไปไม่ได้ แต่ที่เราเป็นทุกข์ขึ้นมาน่ะ เพราะเราตั้งจิตไว้ผิด ฉะนั้น ไม่ต้องไปแก้ไขที่อดีต ไม่ต้องไปแก้ไขที่อนาคต ให้เรากลับมา กลับมา แก้ไขที่ใจตัวเองในปัจจุบัน ฝึกสติไห้ดี เจริญหยั่งสติให้คม ลงในปัจจุบัน อย่างน้อยนี่จะแก้เงื่อนไป ๒ ปมแล้ว เหมือนกับว่า เรามีศัตรูอยู่ ๓ ศัตรู ๓ คนนี่ เคยมาทำให้เราทุกข์ เดือดร้อน เจ็บปวด แค่หยั่งจิตลงในปัจจุบันได้นี่ ฆ่าศัตรูตายไป ๒ คนแล้ว
ฉะนั้น จึงเป็นความอัศจรรย์ของสติปัฏฐาน ว่าเป็นของประเสริฐแค่ไหน ของมีค่ามีราคา ควรแก่การที่เราจะขวนขวายมาเจริญ มาฝึก ทำให้มาก ทำให้เกิดมี ทำให้แคล่วคล่อง เชี่ยวชาญ เพราะว่าขนาดยังไม่ไปถึงไหนเลย สามารถฆ่าศัตรูได้ ๒ แล้ว ใช่ไหม มีค่ามาก ขนาดยังไม่ต้องใช้ปัญญาพิจารณามากมาย แค่เรากำหนดสติให้แยบคาย หยั่งลงในปัจจุบันอารมณ์ ในฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ ตัดความทุกข์จากอดีตกับอนาคตไปได้แล้ว ทีนี้ ผู้ฝึกปฏิบัติใหม่ๆ ฐานที่จะช่วยให้เราเกิดปัจจุบันอารมณ์ได้ดี คือ กำหนดที่ฐานกายในกาย การเคลื่อนไหวของกาย จะช่วยให้จิตเราหยั่งลงปัจจุบันอารมณ์ได้ดีมาก ได้คม ได้ชัด
ฉะนั้น ฐานกายในกายนั้นมีค่ามาก ไม่ว่าเราจะปฏิบัติไปถึงไหน อย่าลืมฐานครู ฐานครูคือฐานกายในกาย เพราะว่าการเจริญสติที่การเคลื่อนไหวของกายก็ดี หรือขณะนิ่งอยู่มีความรู้สึกที่กาย จะช่วยให้จิตเราคมในปัจจุบันอารมณ์ สติมันคม สามารถดับทุกข์ได้ ความกลัดกลุ้ม วิตกจริต ในอดีตอนาคตน่ะ คนเรามาพิจารณาดูแล้ว เป็นทุกข์เพราะอดีตอนาคตเสีย ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ลองพิจารณาจากตัวเอง จะเห็นชัด ความทุกข์ทั้งหลายจะเกิดจากตัวคิดเสียมาก คือเอาเรื่องอดีตอนาคตมาปรุงแต่งแล้วก็เป็นทุกข์ ไอ้ตัวรู้ขณะหนึ่งขณะหนึ่งตามทวารทั้ง ๖ น่ะ ไม่ได้นำทุกข์มาให้หรอก ไอ้ความคิดปรุงแต่งมันสามารถแผ่ขยายเรื่องเล็กๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ เป็นปัจจัยแห่งความวิตก กลัดกลุ้ม ประสาทกิน อย่างใหญ่หลวงได้
ฉะนั้น การเจริญสติ แม้เราจะไม่ได้เข้าใจอะไรเลย ไม่รู้เรื่องเลย ไม่เข้าใจเลยว่าอะไรมันเป็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ปัญญายังไม่เกิดอะไรมากมายเลย ก็ดับทุกข์ไปได้มากแล้ว เป็นความฉลาดที่ว่าไม่ต้องรู้มาก แต่ทำงานได้ผล ไม่ต้องไปฟุ้งซ่านกับปัญญา คนเราเวลาพิจารณาปัญญามากๆ มันจะตกไปในความฟุ้งซ่านได้ พอเกิดความฟุ้งซ่านแล้ว จิตมันจะไม่คม ไม่ควรค่าแก่การกำจัดทุกข์ เมื่อเรามีสติหยั่งลงในปัจจุบันขณะอย่างแยบคายทุกเมื่อ จนชำนาญ อันนี้เป็นความฉลาดโดยไม่ต้องไปเสียหัวสมองขบคิดอะไรเลย อันนี้คือการเห็นกายในกายที่แท้จริง
คำว่าเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ก็คือเห็นความเป็นจริงจากการที่เราเจริญสติหยั่งรู้ในฐาน การเคลื่อนไหวของกาย เมื่อเราเจริญสติขึ้นไป เกิดความหยั่งรู้อะไร อันนั้นแหละใช่ คือกายในกาย แต่การหยั่งรู้ต้องหยั่งรู้กับตัวเอง สันทิฏฐิโก บรรลุแล้วเห็นเอง พ้นจากภาษามนุษย์ไป ต้องเข้าใจคำนี้ไว้ คือว่าพ้นจากขอบเขตของภาษามนุษย์ อันนี้จะลึกซึ้งเข้าไป ถึงเรียกว่าเห็นกายในกาย คือ เห็นลึกซึ้งไปยิ่งกว่าคนทั่วไปจะรู้ได้จากภาษาสื่อความหมายกัน ภาษามนุษย์ที่เอามาสื่อความหมายน่ะ ไอ้คำเทศน์ทั้งชั่วโมงก็ยังสื่อไม่ได้หรอก กายในกายเป็นยังไง เพราะมันยังเป็นภาษามนุษย์ ไอ้การที่เราไปหยั่งรู้ด้วยสติที่กายของเราเองนั่นแหละ อันนั้นแหละ มันจะเข้าไปเห็นความจริง ความจริงอะไรก็ได้ เห็นอะไรก็นั่นแหละ ดูมันตรงนั้นแหละ รู้สึกอย่างไรก็ดูมันตรงนั้นแหละ อันนั้นแหละคือความสุดยอดแล้ว คือพ้นไปจากภาษามนุษย์
คนเรา บางที ปัญญาทางโลกที่เรียนมา มันต้องอาศัยภาษามนุษย์อธิบายทั้งหมด แต่ปัญญาทางธรรมน่ะ ต้องพ้นไปจากภาษามนุษย์ ต้องไปรู้เอง อันนี้คนที่คุ้นเคยกับปัญญาทางโลก พอมาเรียนธรรมะ ก็จะเอาแต่ธรรมะที่บรรยายได้ด้วยภาษามนุษย์ อันนั้นแหละ บุคคลผู้นั้นแหละจึงไม่เจอธรรมะแท้ ตราบใดที่ยังต้องการธรรมะที่อธิบายได้ด้วยภาษามนุษย์ คนผู้นั้นจะไม่เจอธรรมะแท้จริง เจอแต่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด รู้มากก็ยิ่งโง่มาก เพราะดับทุกข์ไม่ได้ ภาษามนุษย์มันไม่ใช่ของจริง แต่เป็นของสมมุติ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเจริญสติ มาหยั่งรู้ของจริง ตัดภาษามนุษย์ได้แล้ว ตัดภาษามนุษย์นี่ก็คือตัดอดีตอนาคตแหละ ที่จะไปกลัดกลุ้มเพราะเรื่องอดีตอนาคต อดีตอนาคตจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เราทุกข์มากมายน่ะ ก็เพราะมีภาษามนุษย์เป็นสื่อทั้งนั้น ภาษามนุษย์เหมือนกับมาให้ชูรส เป็นผงชูรส เป็นเหมือนเครื่องปรุง ให้ตื่นเต้น ให้ยินดี ให้จิตออกไปจากความเป็นกลาง อันนี้ธรรมชาติน่ะ ตื่นเต้นก็เพื่อเศร้าสร้อย ลิงโลดก็เพื่อเหงาหงอย สมหวังก็เพื่อผิดหวัง เฟื่องฟูก็เพื่อตกดิ่ง โด่งดังก็เพื่ออับแสง การตั้งจิตเป็นกลางๆ น่ะ ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่รัก ไม่ชัง ไม่สุข ไม่ทุกข์น่ะ เป็นความประเสริฐที่สุด
อันนี้ พูดมาตั้งเยอะ ก็เพื่อแสดงให้ฟังว่า สติปัฏฐานน่ะมีค่านัก ช่วยดึงจิตของเราให้ออกจากภาษามนุษย์ ช่วยดึงจิตให้ออกจากความวุ่นวาย พยายามจะตีแผ่ให้ฟังว่าการเจริญสติเนี่ยมีค่ามาก เพราะว่า การเจริญสติสามารถดึงจิตเราออกจากอดีตอนาคตได้ ดึงจิตเราออกจากภาษามนุษย์ได้ เห็นกายในกายน่ะ พ้นจากภาษามนุษย์ ดังนั้นพระเดชพระคุณพระอาจารย์จึงพยายามนัก ไม่ต้องให้มีองค์บริกรรมภาวนา อันเป็นภาษามนุษย์ มันจะไปบังกายในกายเสีย คือรู้ยังไงก็ให้มันรู้อย่างนั้นแหละ นั่นแหละอันนั้นแหละความจริง ความจริงที่ไม่ต้องไปปรุงแต่งด้วยภาษามนุษย์ทั้งปวง อันนี้จะดึงจิตของเราให้เข้าปัจจุบันอารมณ์ได้ดี ช่วยดับทุกข์ไปได้เยอะแล้ว ผู้ปฏิบัติตามย่อมรู้เองเห็นเอง ดับทุกข์ได้เอง ลึกซึ้งด้วยตัวเอง แล้วจะมีศรัทธาในการเจริญสติอย่างมั่นคงแข็งแรง ใครจะบังคับให้เลิกทำก็ไม่ได้ เพราะรู้ซึ้งแล้ว อันนี้เขาเรียกว่า อจลศรัทธา เป็นศรัทธาที่แท้จริงของพระอริยะ ศรัทธาของพระอริยะคือไม่หวั่นไหว มีแต่ความมั่นคง ไม่ต้องฟังจากผู้อื่น เพราะรู้เองเห็นเอง สัมผัสผลด้วยตัวเอง จากการปฏิบัติและดับทุกข์ได้ด้วยตัวเอง เป็นขั้นเป็นตอนไป จึงเกิดความมั่นคงอย่างยิ่ง ไม่มีใครสามารถจะมาเป่าหูให้หมดศรัทธาต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ บุคคลผู้นั้นก็เริ่มต้นที่จะเปลี่ยนตัวเองเข้าไปอยู่ในหมู่แห่งพระสงฆ์ด้วยตัวเองแล้ว คือเริ่มดับทุกข์ได้เป็นขั้นตอนไป อันนี้เป็นความจริง อันจะเกิดศรัทธายิ่งกว่าเรามานั่งอ่านหนังสือธรรมะมากมายมหาศาล เพราะยังไม่เห็นตัวในเลย ยังดับทุกข์ด้วยตัวเองยังไม่ได้
อันนี้เมื่อสติเราเจริญมากขึ้นมากขึ้น ดึงจิตเรามาสู่ปัจจุบันอารมณ์ ก็เพื่อจะมาแจ่มแจ้งในวิปัสสนาภูมิที่กล่าวไว้แต่แรก ฐานที่ตั้งแห่งวิปัสสนาตัวแท้คือปัจจุบันขณะ ขณะที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะคือความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความตึง ความหย่อน ที่มากระทบกาย อันนี้รวมเรียกว่าโผฏฐัพพะ แล้วก็ใจกระทบธรรมารมณ์ เราเจริญสติก็เพื่อที่จะออกจากอดีตอนาคต ออกจากภาษามนุษย์ มาหยั่งลงในวิปัสสนาภูมิ ในปัจจุบันอารมณ์นั้นๆ ให้มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ หยั่งรู้ตามฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ คือฐานกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม เพื่อสติมันจะได้เห็นอย่างลึกซึ้งในความเป็นจริง ในความเป็นจริงของอะไรล่ะ ในความเป็นจริงที่ว่าขณะกระทบอารมณ์น่ะ รูปธรรมและนามธรรมที่มารวมกัน มาประกอบกัน ตามทวารทั้ง ๖ ทวารใดทวารหนึ่ง มันไม่เที่ยงทั้งนั้น ไม่มีอะไรเที่ยงเลย หาความเที่ยงไม่ได้ หาความเที่ยงไม่มี ไม่มีแล้วไม่มีอีก ไม่มีอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีความเที่ยง ยิ่งเราเจริญสติให้คมมากเท่าไร ยิ่งจะเห็นแต่ความไม่เที่ยง เห็นแต่ความเกิดดับ คำว่าความเกิดดับจะเป็นคำที่ซึ้งอยู่ในกระดูก อยู่ในเยื่อในกระดูกของผู้ปฏิบัติ เพราะมันจะเห็นอยู่อย่างนี้ ทั้งวันทั้งคืนทั้งตื่นทั้งหลับ ด้วยความที่จิตไม่ไปหมกมุ่นอยู่ในอดีต ด้วยความที่จิตไม่ถูกชักจูงให้ไปปรุงแต่งเรื่องอนาคต จิตที่อยู่ในปัจจุบันอารมณ์ เจริญสติอยู่ จะเห็นแต่ความไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรที่จะยึดได้ ไม่มีอะไรที่จะตั้งอยู่นานเลย มีแค่รู้ขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป รู้ขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป เมื่อเราเห็นความไม่เที่ยงมากๆ เข้า อันนี้โลกมันจะว่าง เพราะไม่รู้จะไปยึดอะไร จะมาบีบบังคับให้จิตที่เห็นความไม่เที่ยง ยึดโน่นยึดนี่ ก็ยึดไม่ลง มันไม่รู้จะยึดไปทำไม เหมือนมีอะไรมาบอกอยู่ตลอดเวลา ทั้งวันทั้งคืน ถึงความไม่มีแก่นสารสาระของรูปธรรมนามธรรม แล้วจิตดวงนั้น มันจะไปยึดอะไรได้
เพราะฉะนั้น การที่เราจะปฏิบัติให้พ้นทุกข์ จะต้องพัฒนาจิตดวงนี้ให้เป็นจิตดวงที่ปล่อย จิตดวงที่ไม่ยึด ไอ้ที่บอกว่าไม่ยึดนี่ไม่ใช่ไปฟังใครเขามา เราต้องรู้เองเห็นเอง จากการปฏิบัติ จนมันสว่างแจ้งโพลงขึ้นมาเองว่า ไม่รู้จะไปยึดทำไม มันไม่รู้จะไปยึดทำไม อันนี้มันต้องเกิดขึ้นมาเองในจิตของผู้ปฏิบัติ มันจะเป็นที่พึ่งได้ เป็นที่พึ่งแก่เรายังไง เหมือนกับเราเดินผ่านไป ผ่านกองขยะก็ตาม ผ่านหลุมส้วม หลุมขี้ หลุมเยี่ยวก็ตาม มองด้วยตาแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรได้เรื่องได้ราวสักอย่าง เดินผ่านมา ผ่านกองขยะตั้งกองใหญ่เบ้อเริ่มเลย แต่ไม่รู้จะหยิบอะไรติดไม้ติดมือกลับมา มันไม่มีอะไรมีค่า มีแต่ของไร้สาระทั้งนั้น ไร้แก่นสาร เพราะความที่ว่าเป็นของที่ตั้งอยู่ขณะเดียว เป็นของที่ถูกกำหนดเอาไว้ด้วยความเกิดและความดับ เป็นของที่สั่นไหว เป็นของที่ไม่จีรังยั่งยืนไม่เที่ยงแท้ ค้านต่อความเที่ยงแท้ มันแสดงให้เห็นในความรู้สึกทางมโนทวารของผู้ปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เห็นอย่างนี้ตลอด เห็นตลอด เห็นแล้วเห็นอีก ยิ่งปฏิบัติก็เห็นแต่อย่างนี้
ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติควรพยายามเจริญสติ เพื่อจะมาเห็นความไม่เที่ยง อันเป็นไตรลักษณ์ ลักษณะ ๓ สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเที่ยงสักอย่าง ทั้งรูปธรรมนามธรรม สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ทุกข์แก่ผู้ยึด เป็นของร้อน เป็นของร้อนต่อผู้ยึด ผู้จับ ผู้แบก ผู้หาบ เป็นของที่นำความฉิบหายมาให้แก่ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่น เป็นของที่ไม่มีตัวไม่มีตน เป็นอนัตตา ค้านต่อคำว่าเป็นของกู เป็นตัวกู ไม่ใช่ทั้งนั้น ในความเป็นจริง เราเพิกหมอกควันแห่งโมหะอวิชชาเข้าไปกำหนด กำหนดความจริงของสังขารน่ะ จะบอกแต่เรื่องนี้ทั้งนั้น บอกแต่ความไม่น่าเอาไม่น่าเป็น สิ่งทั้งปวงไม่น่าเอาไม่น่าเป็น ไม่มีอะไรน่ายึดมั่นถือมั่น ไม่มีอะไรน่าเข้าไปเสพเข้าไปเสวย เป็นของน่าเบื่อหน่าย น่าคลายกำหนัด น่าหลุดพ้น
อันนี้ เรากำลังจะฆ่าศัตรูที่ยังเหลืออยู่อีกคน อย่างที่ว่า มันมีศัตรูอยู่ ๓ คน เราเจริญสติอยู่ปัจจุบัน ฆ่าไป ๒ แล้ว เมื่อแยบคายเข้าไป แยบคายในรูปธรรมนามธรรมในกายในจิตของตัวเองน่ะ สติปัฏฐานทั้ง ๔ ฐาน พูดไปตามหลักวิชาการก็คือ ฐานกายในกาย ฐานเวทนาในเวทนา ฐานจิตในจิต ฐานธรรมในธรรม แต่รวมมาแล้วก็คือมากำหนดหยั่งรู้ที่กายที่ใจเรานี่แหละ เห็นอะไรก็นั่นแหละ อันนั้นแหละคือรูปธรรมนามธรรมในกายเรานี่แหละ นั่นก็คือขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ที่จะเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ก็คือ ขันธ์ ๕ ที่ยังมีอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ผิดความจริง เพราะว่าความจริงคือสิ่งทั้งปวงมันว่างเปล่า ไม่มีแก่นสารสาระ เมื่อเราเจริญสติเข้ามา มันจะเห็นขันธ์ ๕
อันนี้เห็นขันธ์ ๕ ในภาคปฏิบัติมันต้องเห็นในปัจจุบันที่กายเรานี่แหละ จะมีกายเป็นรูปขันธ์ เวทนาคือความเสวยอารมณ์ สุข ทุกข์ และอุเบกขา สัญญาคือตัวกำหนดหมาย คนที่มีสัญญาคือกำหนดหมายได้ กำหนดหมายรู้ จำได้หมายรู้ เป็นศูนย์ข้อมูลคือสัญญาขันธ์ สังขารคือตัวปรุงแต่งของจิต ปรุงแต่งดีชั่วบุญบาป ปรุงแต่งทั้งหลายแหละคือสังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ก็คือการรับรู้ตามทวารทั้ง ๖ รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้รวมลงมาก็คือ วิปัสสนาภูมิ ดังที่กล่าวมาแต่ต้น มันจะต่อถึงกันหมด เมื่อเรามาเจริญสติ เมื่อเราเข้ามาเห็นตัวใน มันจะต่อถึงกันหมด มันจะเข้ามาเห็นตามอายตนะในปัจจุบันขณะ ขณะรู้อารมณ์ ขันธ์ ๕ มันก็เกิดตรงนั้นแหละ อันนี้เราไม่ต้องไปแยกเป็นขันธ์เป็นขันธ์ก็ได้ ไอ้ที่เราจะไปกำหนดดูมันตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้กำหนดดู เมื่อเราเจริญสติไป กำหนดหยั่งรู้ที่ใดที่หนึ่งก็ตามที ขณะนั้นจิตเราเกิดความยินดีหรือไม่ ยินร้ายหรือไม่ เราไม่ต้องแยกว่าอันนี้เป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณก็ได้ แต่ให้มาดูว่าขณะกระทบอารมณ์ในปัจจุบัน เรามีความยินดีหรือไม่ ยินร้ายหรือไม่ ให้เราพยายามควบคุมจิตให้เป็นกลางไม่ยินดีไม่ยินร้าย อันนี้คือใจความสำคัญของการเจริญสติ เพื่อตัวนี้แหละ เพื่อจะดับความยินดียินร้าย ถ้าดับไม่ได้ แสดงว่าสติเรายังไม่พอ ปัญญาเรายังไม่เกิด ก็ให้ฝึกต่อไป อย่าถอยความเพียร สติปัฏฐานคือตัวการที่จะมาแก้ทุกข์ที่ต้นเหตุเลย เมื่อไรที่แก้ทุกข์อันนี้ได้ ก็หมดทุกข์ เป็นความดับเย็นที่แท้จริง อนุปาทานิพพาน เป็นความดับเย็นไม่เหลือเชื้อที่จะเผาไหม้อีก เพราะความสุขอันนี้เป็นความสุขที่แท้จริง จากการดับต้นเหตุแห่งทุกข์คือตัณหา อันเป็นสมุทัยที่เกิดแห่งทุกข์ ตัณหาก็คือความยินดียินร้ายนั่นแหละ
เรามาเจริญสติ เพื่อจะหยั่งจิตลงปัจจุบันอารมณ์ เพื่อจะคุมจิตไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย เพื่อจะดับตัณหาอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ถึงกันหมดเลย การที่เรามาเจริญสติเพื่อจะมากำหนดปัจจุบันขณะ ขณะหนึ่งน่ะ เราได้แทงตลอดแล้วซึ่งธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ถึงกันหมด เพราะฉะนั้นจึงเป็นของมีค่าอย่างยิ่ง ให้ขวนขวายในภาคปฏิบัติให้ดี เราจะได้แทงตลอดเลย ธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์จะมีค่าก็ต่อเมื่อเรามาดับทุกข์ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นไม่มีค่าเลย จุดประสงค์ที่พระผู้มีพระภาคบัญญัติพระไตรปิฎกขึ้นมาน่ะ ก็เพื่อจะให้สาวกลูกหลานของพระองค์นำไปดับทุกข์ได้ ถ้าเราเข้ามาเกี่ยวข้องกับธรรมะแล้วดับทุกข์ไม่ได้ แสดงว่าผิดทางแล้ว เรามาเกี่ยวข้องเพื่อจะดับทุกข์ อันนี้เป็นสุดยอด เป็นหัวใจของพระศาสนา มาเจริญสติเพื่อจะคุมจิต ไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย ในขณะกระทบอารมณ์ ตามทวารทั้ง ๖
การที่เราจะไม่ยินดียินร้าย ก็โดยการที่ว่าเรามาฟั่นเฝือ อบรมสติให้คม เห็นปัจจุบันขณะ จนเกิดปัญญาเห็นแจ้งด้วยตัวเองขึ้นมาถึงความไม่เที่ยงของอารมณ์ อารมณ์ทั้งปวงไม่เที่ยงทั้งนั้น ไม่ควรค่าแก่การที่เราจะมายินดียินร้ายเลย สำหรับผู้มีปัญญาเมื่อมาเห็นธรรมะตัวนี้แล้ว จะมีความรู้สึกว่า อารมณ์ทั้งหมด ไม่ว่าหยาบ ละเอียด เลว ประณีต ดี ชั่ว แค่ไหน ไม่มีค่า ไม่ควรค่าที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความยินดียินร้ายของจิตเราเลย
เพราะฉะนั้น บุคคลผู้เห็นไตรลักษณ์จะมีค่าตรงนี้ เจริญสติปัฏฐานจนมาได้เห็นไตรลักษณ์ เห็นแล้วเห็นอีก เห็นแล้วเห็นอีก เห็นแล้วเห็นอีก จนจิตที่เคยเป็นจิตที่กอดรัด จิตที่ผูกพันกับอารมณ์ หมกมุ่นด้วยความหลงมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง กลายเป็นจิตที่เบื่อหน่ายคลายกำหนัด อยากจะหลุดพ้น อยากจะปล่อย อยากจะละ อยากจะวาง จากเหตุแห่งทุกข์ ความผูกพันยึดมั่น มั่นหมาย ในอารมณ์ทั้งปวง เมื่อบุคคลมีปัญญาขึ้นมา มันจะลดน้อยถอยลงทุกที ความผูกพันในอารมณ์ต่างๆ จะสักแต่ว่ากระทบ อยู่ในโลกนี้เหมือนกับแสดงละครไป อยู่เหมือนซังกะตาย ตราบใดที่ยังไม่ตายก็อยู่ในโลกไปอย่างนั้นแหละ แต่จิตเรามันเปลี่ยนไปแล้ว จิตที่เคยเป็นทุกข์กับสิ่งที่มากระทบ กลายเป็นจิตที่ไม่เป็นทุกข์กับสิ่งที่มากระทบ อันนี้เป็นอานิสงส์ เป็นผลประโยชน์แก่ผู้ที่มีความเพียรในการเจริญสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาเจอผลอันประเสริฐ มีคุณค่าอย่างนี้ ความกตัญญูในครูบาอาจารย์จะมีอย่างเต็มที่
พระเดชพระคุณที่มีเมตตาขวนขวายออกเผยแผ่สั่งสอนอบรมลูกศิษย์ ให้พากันเจริญสติปัฏฐาน พยายามสร้างที่อยู่ที่กินที่อาศัยที่นอน เพื่อให้สัปปายะแก่การเจริญสติปัฏฐาน ท่านจึงมีบุญคุณแก่เรามาก ควรแก่การเคารพกราบไหว้บูชา ตอบแทนพระคุณท่าน อันนี้ การตอบแทนพระคุณท่าน พระเดชพระคุณพระอาจารย์ท่านจะเน้นอยู่เสมอว่า อามิสบูชานั้นดีจริงอยู่ แต่ไม่ดียิ่ง ต้องปฏิบัติบูชา คือ ท่านสอนอย่างไรให้พยายามปฏิบัติตาม ต่อไปจะได้เป็นตัวแทนออกป่าวประกาศ ความน่าอัศจรรย์ของพระธรรม ความน่าอัศจรรย์ของมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นตัวตายตัวแทนของท่าน พระเดชพระคุณพระอาจารย์ จิตส่วนลึกแล้ว ท่านต้องการอย่างนี้มาก ต้องการให้มีบุคคลผู้ป่าวประกาศแทนท่าน หลังจากท่านล่วงไป จะได้มีลูกศิษย์ลูกหา ที่รู้ธรรมเห็นธรรมได้ป่าวประกาศธรรมะต่อ เราเป็นลูกศิษย์ เราจะจำจากท่านมาพูดต่อน่ะ มันไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์หรอก เราต้องปฏิบัติให้รู้เองเห็นเอง ดับทุกข์ได้ด้วยตัวเองด้วย หลังจากที่เราดับทุกข์ได้ด้วยตัวเอง เรานำไปพูดด้วยภาษาของเราเอง ภาษาอะไรก็ได้ จะเป็นภาษาที่เหน่อแสนเหน่อ ภาษาที่มันขัดหูแสนขัดหู แต่ถ้ามันออกมาจากจิตดวงที่ดับทุกข์ได้จริงๆ แล้ว มันน่าฟัง ไม่เหมือนกับที่จำมาพูด
เพราะฉะนั้น เราเป็นลูกศิษย์น่ะ ให้ขวนขวายปฏิบัติตามท่านให้ดับทุกข์ได้ ตามที่ท่านได้ดับทุกข์ได้ตามสมควรแก่ท่าน เราเป็นลูกศิษย์ อย่าให้เสียทีที่มีอาจารย์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่พ้นโลกองค์หนึ่ง เพราะฉะนั้นเราต้องมาขวนขวายเพื่อความพ้นโลก เป็นไปเพื่อความสุขอันไพบูลย์ ความสุขอันเที่ยงแท้ ความพ้นทุกข์ที่ไม่กลับคืน อันนี้ เป็นคุณค่าผลแห่งการปฏิบัติธรรม ธรรมะน่ะจะมีคุณค่าก็ตรงที่ว่า ช่วยให้บุคคลผู้มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศกเศร้า พิรี้พิไรรำพัน ทุกข์กายทุกข์ใจ คับแค้นใจ พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศกเศร้า พิรี้พิไรรำพัน ทุกข์กายทุกข์ใจ คับแค้นใจได้ เป็นคุณค่าอย่างยิ่ง จะทำให้เรามีอจลศรัทธา ศรัทธาอันไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นต้นกำเนิดแห่งพระศาสนา และพระธรรมที่พระองค์ได้บัญญัติไว้ พระอริยสงฆ์สาวกผู้ดำเนินรอยแบบตามกันมา จนถึงพระเดชพระคุณผู้เป็นพระอาจารย์ จิตเราจะไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน มีศรัทธาอันมั่นคง ไม่มีใครมาเป่าหูให้เราเปลี่ยนแปลงศรัทธาได้ เป็นศรัทธาที่ถวายชีวิต อันนี้ควรค่าแก่คำว่าพุทธบุตร บุตรของท่านผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็อยู่ในฐานะพุทธบุตร ฉะนั้น เราต้องทำตัวของเราให้รู้ ตื่น เบิกบานตามท่าน พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่หลงในกองสังขาร หยั่งรู้ความจริง และดับทุกข์ได้
เพราะฉะนั้น เราอย่าทอดธุระ ให้มีศรัทธา ให้มีความเพียร ความเพียรในการเจริญกุศลกรรม ละอกุศลกรรม ให้มีสติ ฝึกฝนสติ ให้มีสมาธิ ฝึกฝนสมาธิความตั้งใจมั่นขึ้นมา ให้เจริญให้เกิดปัญญา ความรู้แจ้งในกองสังขาร อันนี้จะเป็นกำลัง กำลังของพระศาสนา มี ๕ ศรัทธาพละ กำลังคือศรัทธา วิริยพละ กำลังคือความเพียร สติพละ กำลังคือสติ สมาธิพละ กำลังคือสมาธิ และก็ ปัญญาพละ กำลังคือปัญญา กำลังเหล่านี้จะช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้
ในโอกาสที่ได้มีโอกาสมาแสดงธรรมแทนพระเดชพระคุณพระอาจารย์ ก็พยายามตั้งจิตเป็นกุศลแสดงธรรมด้วยความเมตตา เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง แต่จะเทศน์ดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่เหตุปัจจัย แต่จิตใจก็ตั้งไว้ด้วยความเมตตา ที่จะให้เกิดเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง สิ่งใดเป็นประโยชน์ก็ขอบูชาแทบเท้าพระเดชพระคุณพระอาจารย์ที่ปลุกปั้นจากคนที่ไม่ได้เรื่องได้ราว ให้พอมาทำงานรับใช้พระศาสนาได้บ้าง
ท้ายที่สุดแห่งการบรรยาย ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองรักษาท่านผู้ปฏิบัติธรรม ให้บรรลุมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ อันพลันจะถึงด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ
พระชุมพล พลปฺโ
๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒